บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล

บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล => ห้องกลอน คุณอภินันท์ นาคเกษม => ข้อความที่เริ่มโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, สิงหาคม, 2561, 10:47:17 PM



หัวข้อ: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, สิงหาคม, 2561, 10:47:17 PM
(https://image.ibb.co/eLBTkp/1373623001_Screenshot_o.png) (https://imgbb.com/)

- สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
- หลักฐานสำคัญของไทย -

พุทธศกสามร้อยปีคล้อยเคลื่อน
ประวัติเตือนจิตตรึกรำลึกได้
เมื่อ"อโศกมหาราช"ผู้เกรียงไกร
ส่งพระไปประกาศศาสนธรรม

"สุวรรณภูมิ"ของเราเป็นเป้าหมาย
มีหนึ่งสาย"ธรรมทูต"อุปถัมภ์
"พระโสณะ,อุตตระ"เป็นพระนำ
มาประจำมั่นอยู่ที่"อู่ทอง"

ศูนย์กลางเก่าเผ่าไทยเห็นไม่ผิด
พุทธนิมิตเครื่องหมายไว้นำร่อง
ให้ค้นคว้าหาหลักฐานการครอบครอง
ดินแดนของคนไทยในโบราณ

พระพุทธรูปดวงตราธรรมจักร
แผ่นจารึกลายลักษณ์เป็นหลักฐาน
"เยธัมมา เหตุ..."อายุกาล
บอกตำนานศาสนามาสู่ไทย


            หมายเหตุ :- มีประวัติศาสตร์พุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ในประมาณปีพุทธศักราข ๓๓๕ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งปาตลีบุตร ชมพูทวีป ทรงเป็นองค์อุปภัมภกในการทำสังคายนายพุทธศาสนา(ครั้งที่ ๓) เสร็จแล้วทรงส่งพระสมณะทูตไปยังประเทศต่าง ๆ มีพระธรรมทูตสายหนึ่งส่งมายังสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจึงเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้แต่นั้นเป็นต้นมา.....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: - เถรวาท & หินยาน -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, สิงหาคม, 2561, 10:07:32 PM
(https://image.ibb.co/cUumLp/h2f.jpg) (https://imgbb.com/)

- เถรวาท & หินยาน -

"พระ"โสณะ-อุตตระ"เถรวาท
มาประกาศคำพุทธพิสุทธิ์ใส
เป็น"อโศกนิกาย"จากแดนไกล
คนเข้าใจผิดว่า"มหายาน"

"มหายาน (เรือใหญ่)"ยังไม่เกิด
ชนชูเชิด"เถรวาท"สะอาดสะอ้าน
เพราะคำสอนมีเหตุผลไม่ลนลาน
ให้ผลการปฏิบัติอย่างชัดเจน

"มหายาน"นิกายใหม่เกิดภายหลัง
เข้าไทยครั้ง"ศรีวิชัย"ดำรูเด่น
อาจารย์จีนนำมาพาตระเวน
เข้า"ชวา,เขมร"เส้นทางเดียว

"เถรวาท"สุวรรณภูมิเย็นชุ่มฉ่ำ
ทั่วลุ่มน้ำทุกแควกระแสเชี่ยว
พุทธศาสน์,ลัทธิเดิมเริ่มกลมเกลียว
ไม่เปล่าเปลี่ยว"ผี,พุทธ"พิธีพราหมณ์

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: - ละว้า ไทยโบราณ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, สิงหาคม, 2561, 10:26:43 PM
(https://image.ibb.co/hs6a5p/lava_7.jpg) (https://imgbb.com/)

- ละว้า ไทยโบราณ -

คนไทยในกาลนั้นผิดวันนี้
ยังไม่มีคำใหม่"ไทยสยาม"
เรียกตัวเอง"ไทยละว้า"สง่างาม
และอีกนามว่า"ลั้วะ"ละว้ากลาย

เลิกนับถือผีสางนางไม้ภูต
เมื่อพิสูจน์คำพระรู้ความหมาย
มีเหตุผลเหมาะสมไม่งมงาย
ศีลธรรมร่ายมนต์ขลังกล่อมสังคม

พุทธศาสน์กำจายไปทั่วทิศ
คุมจริตกิริยา"ละว้า"ผสม
ความดุร้ายกลายมาน่านิยม
เป็นเงื่อนปมผูกนามความเป็นไทย

โลกเจริญยอมรับขยับขยาย
ศูนย์กลางย้าย"อู่ทอง"ล่องลงใต้
พุทธศาสน์แต่งเมืองเรืองวิไล
ตั้งแคว้นใหม่ในนาม"กามลังกา"

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต



หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 14, กันยายน, 2561, 11:10:17 PM
(https://image.ibb.co/kkF90U/1378470771_p004_o.jpg) (https://imgbb.com/)
พระพุทธรูปศิลาขาว (องค์หนึ่งในจำนวนทั้งหมด 4 องค์)
ประทับนั่งห้อยพระบาท ปางแสดงธรรม (แบบทวารวดี)

- ศิลปะทวาราวดี -

ตำนานเก่าเล่าไว้ไม่ลืมหลง
"พญากงพญาพาน"มากปัญหา
เกร็ดปลีกย่อยเหตุผลเหลือคณนา
ขอนำมากล่าวไว้พอได้ความ

"พระยาศรีสิทธิชัยพรหมเทพ"
ไม่อยู่เสพสมบัติเก่าจึงก้าวข้าม
ยกจากเมืองมโนหันสรรค์เมืองงาม
ขนานนาม"ตักสิลามหานคร"

จีนเรียก"กามลังกา"มาจาก"พระ"
เมืองพุทธศาสนาอนุสรณ์
พระเจ้าศรีสุทธิชัยฯทรงให้พร
สรรค์ถาวรวัตถุใหญ่ไว้มากมี

สร้างพระพุทธศิลาขาวเป็นแก่นสาร
ปางประทานพรจำหลักเป็นสักขี
ต้นแบบ"ศิลปะทวาราวดี"
สถิตที่กลางกรุง"ทุ่งพระเมรุ"

พุทธรูปปางแปลกแทรกธรรมะ
ศิลปะทวาวดีนี้โดดเด่น
แพร่กระจายประจักษ์เป็นหลักเกณฑ์
บอกชัดเจนจำได้ "ไทยทวาฯ"


            หมายเหตุ : ตำนานพญากงพญาพาน เล่าว่า กาลก่อนปี พ.ศ. ๑๘๐๐ นั้น มีกษัตริย์นามศรีสิทธิชัยพรหมเทพ พาบริพารอพยพมาแต่เมืองมโนหัน(คือศรีมหาโพธิในปัจจุบัน) มาสร้างเมืองเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมในเกาะสามรัฐขึ้นเป็นเมืองใหญ่ให้ชื่อว่าตักศิลามหานคร จนเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นเมืองหลวงสุวรรณภูมิแทนอู่ทอง....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, กันยายน, 2561, 09:50:40 AM
(https://image.ibb.co/fc2MZz/paragraph_14_575.jpg) (https://imgbb.com/)

- สมเรส (กามลังกา) -

"ปโตเรมี"ชี้ว่าประเทศ-
ชื่อ"สมเรส"เสียงฝรั่งแปลกภาษา
จีนเรียกไปอีกนาม"กามลังกา"
ไทยเรียกว่า"สามรัฐ"ฟังชัดเจน

ลุสมัย"กากวัณดิศราช"
พุทธศาสน์รุ่งเรืองดำรูเด่น
ทรงสร้างพระศิลาขาวเข้าหลักเกณฑ์
มีศิลป์เช่นสุวรรณภูมิในมุมมอง

พัฒนาให้งามตามสมัย
ทรงเริ่มใช้ศักราชประกาศก้อง
เป็นปี"จุลศักราช"ไม่ทดลอง
ทั่วแหลมทองใช้กันแต่นั้นมา

พระองค์ทรงพระนามใหม่ในทางพุทธ
"อนุรุทธธรรมิกราช"องอาจกล้า
เป็นประธานตั้งวงศ์องค์ราชา
"จังกราช"ร่มฟ้าประชาชี

ทรงตั้งเวียงเชียงแสนแคว้นโยนก
โดยไม่ปกครองแคว้นเฝ้าแท่นที่
ทรงครอบครองเพียงแค่แผ่บารมี
คุณความดีปกประเทศทั่วเขตแดน


            หมายเหตุ : กากวัณดิศราช หรืออนุรุทธรรมิกราช เป็นพระราชนัดดาในพระยาศรีสิทธิชัยพรหมเทพผู้สร้างเมืองสมเรส สามรัฐ ขึ้นเป็นเมืองตักศิลามหานคร กากวัณดิศราช มีพระเดชานุภาพมาก เสด็จขึ้นไปเมืองโยนกเชียงแสนซึ่งเป็นเมืองร้างไร้ผู้ปกครอง ทรงประประชุมท้าวสามลราชในแคว้นเหนือแล้วประกาศตั้งให้ ลวะจังกะราชแห่งดอยตุงเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองเชียงแสนและเป็นเจ้าแคว้นโยนก พร้อมกับประกาศให้ใช้ปีจุลศักราชเป็นปีที่ ๑ แต่ปี พ.ศ. ๑๘๐๐ เป็นต้นมา

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, กันยายน, 2561, 10:32:09 PM
(https://image.ibb.co/bL13XK/chao_sam_phraya_museum.jpg) (https://imgbb.com/)

- อนุรุทธธรรมิกราชไทย -

ประวัติศาสตร์ชาติไทยไทยมิค้น
ปล่อยตกหล่นลับล่วงไม่หวงแหน
หลงเชื่อฟังฝรั่งหามาให้แทน
ทั้งหมิ่นแคลนการค้นของคนไทย

เจ้า"อนุรุทธธรมิกราช"
เชื่อต่างชาติหยิบหามายื่นให้
จึงกลับเป็นคนมอญพม่าไป
เชื่อตามใน"กัลยาณี"คัมภีร์มอญ

ไม่ยอมรับตำนานนครปฐม
ไม่ดูปมปูมครั้งเกิดหลัง,ก่อน
"อนุรุทธ"รามัญนั้นแน่นอน
อายุหย่อนกว่าไทยหลายร้อยปี

"อนุรุทธ"ไทยแท้แผ่อำนาจ
ก่อนชนชาติมอญใหม่ในวิถี
"จุลศักราช"ไทยใช้จนมี-
อายุที่"สองร้อย"ไม่น้อยเลย

"อนุรุทธ"ไทยเราเก่าแก่กว่า
ทรงครองเมือง"ตักศิลา"อย่างผ่าเผย
สร้างองค์พระด้วยศิลาน่าชมเชย
ไทยไม่เคยเชิดชูเรียนรู้ความ


          หมายเหตุ : นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ไทยส่วนมากเชื่อกันว่า พระเจ้าอนุรุทธรรมิกราชผู้ประกาศใช้ปีจุลศักราชนั้นเป็นชนชาติมอญ อ้างเอาคัมภีร์กัลยาณีของมอญเป็นหลักฐาน โดยไม่อ่านและยอมรับคัมภีร์ไทยคือตำนานพระประฐมเจดีย์ ที่กล่าวถึงพระยาอนุรุทธรรมิกราชแห่งตักศิลามหานคร ขึ้นไปฟื้นฟูอาณาจักรโยนกเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๐ แล้วประกาศใช้จุลศักราชเป็นปีที่ ๑ เหตุการณ์นี้เกิดก่อนอนุรุทธรรมิกราชรามัญนานถึง ๒๐๐ ปี อนุรุทธมอญตามคัมภีร์กัลยาณี เพิ่งเกิดเมื่อปีจุลศักราชล่วงได้ ๒๐๐ แล้ว


เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, กันยายน, 2561, 10:25:55 PM
(https://image.ibb.co/kbUdjz/1.jpg) (https://imgbb.com/)

- กำเนิดพระแก้วมรกต -

ณ กาลนั้นเกิด"พระแก้วมรกต"
เขียวใสสดเลิศลบในภพสาม
จาก"ไชยา"สู่"ช้างค่อม"นครงาม
เลื่องลือนามพุทธศาสน์พิลาสไกล

"อนุรุทธธรรมิกราช"ปรารถนา
จึี่งยกทัพนาวาล่องลงใต้
ขอพระแก้วพร้อมยกปิฎกไตร
เขาไม่ให้จึงจ้วงเข้าช่วงชิง

ชาวนครพาพระแก้วแคล้วภัยปล้น
ไปฝากคนร่วมชาติญาติใหญ่ยิ่ง
เจ้ากัมพุชไศเลนทร์เป็นที่พิง
อยู่เป็นมิ่งเมืองขอมกัมพูชา

"อนุรุทธ"ในตำนานเล่าขานนั้น
เป็นไทยอันเปรื่องปราดฉกาจกล้า
"กากวัณติศราช"ตักศิลา
ไทยทวาราวดีมิใช่มอญ......


          พระแก้วมรกตกำเนิดขึ้น ณ เมืองพันพาน ไชยา ต่อมาเกิดความขัดแย้งในทางการปกครองรัฐ พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญลงไปประดิษฐาน ณ เมืองช้างค่อม คือ ศิริธรรมนคร หรือนครศรีธรรมราช พระเจ้าอนุรุทธธรรมมิกราชทราบว่า เมืองนครศรีธรรมราชมีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ด้วยมีพระไตรปิฎกคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนาบริสุทธิ์บริบูรณ์ จึงปรารถนาได้พระไตรปิฎกนั้น ส่งทูตลงไปขอ แต่พระยาศรีธรรมราชไม่ยอมให้ จึงยกทัพเรืออันเกรียงไกรลงไปตีเมืองนคร ได้พระไตรปิฎกกับพระแก้วมรกตมา แต่่ระหว่างการเดินทางกลับ เรือทรงพระแก้วมรกตซึ่งมีลูกเรือเป็นชาวนครเกือบท้ั้งหมดนั้น ร่วมกันจับชาวเมืองตักสิลาฆ่าทิ้งทะเลเสียสิ้น แล้วนำเรือทรงพระแก้วมรกตนั้นไปสู่เมืองกัมพุช ถวายพระแก้วมรกตแด่พระประทุมสุริยวงศ์ซึ่งเป็นเชื้อสายชาวไศเลนทรเช่นเดียวกับชาวนครศรีธรรมราช พระแก้วมรกตจึงประดิษฐานอยู่กัมพูชาเป็นเวลาช้านาน.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, กันยายน, 2561, 10:34:46 PM
(https://image.ibb.co/e2HPBe/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระสิขี ศิลาดำ -

หนึ่งโอรสกากวัณติศราช
มีอำนาจยิ่งใหญ่ไม่ยิ่งหย่อน
ได้ครองเมืองกระเดื่องนาม"รามนคร"
มีบังอร"จามเทวี"เป็นชายา

อุปราชเมืองละโว้ภิญโญยศ
การณ์ปรากฏ"หินดำ"แผ่นล้ำค่า
นัยว่าเทพบันดาลประทานมา
ชนบูชามากมายในธานี

โปรดให้ช่างสลักหินศิลปะ
เป็นองค์พระงดงามนาม"สักขี"
ได้ห้าองค์แผ่นหินสิ้นพอดี
บังเกิดมีเหตุการณ์เมืองผันแปร

เมื่อ"หริภุญชัย"ได้สร้างเสร็จ
"จามเทวี"รับเสด็จเป็นเจ้าแม่
เชิญหนึ่งพระ"สิขี"ที่ดูแล
ไปเป็นแหห้อมภัยให้ลำพูน


           - โอรสองค์หนึ่งของพระเจ้ากากวัณดิสราช ได้เสกสมรสกับพระนางจามเทวี เป็นราชบุตรเขยแห่งเจ้ากรุงละโว้ และเป็นอุปราชกรุงละโว้ ครองเมืองรัมมนคร(รามนคร)ซึ่งต่อมาคืออโยชญา (อโยธยา) ทรงได้หินศักดิ์สิทธิ์สีดำแผ่นหนึ่ง โปรดให้ช่างแกะสลักเป็นพระพุทธรูปได้ ๕ องค์ ขนานนามว่า พระพุทธสิขี(ศิลาดำ) ยามเมื่อพระนางจามเทวีราชชายาของพระองค์ รับเชิญเสด็จขึ้นไปเป็นเจ้าแม่ครองนครหริภุญชัย(ลำพูน) ได้ทูลขอพระสิขีองค์หนึ่งขึ้นไปด้วย นัยว่าพระพุทธสิขีศิลาดำนี้เป็นต้นแบบพิมพ์พระรอด วัดจามเทวี วัดมหาวัน และวัดอุโมงค์ในกาลต่อมา

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 19, กันยายน, 2561, 10:54:26 PM
(https://image.ibb.co/eOFJpz/maxresdefault_5.jpg) (https://imgbb.com/)

- ชุมชนใหญ่ในแหลมทอง -

แหลมทองสุวรรณภูมิในปูมหลัง
ซากหักพังทั่วถิ่นไม่สิ้นสูญ
พระพุทธรูปศิลป์งามเลิศจำรูญ
เป็นเค้ามูลค้นคว้าศึกษากัน

โลกเจริญให้ผลคนเกิดมาก
หมู่ชนหลากหลายกลุ่มชุมสังสรรค์
แคว้นใหญ่น้อยเกิดเกลียวเกาะเกี่ยวพัน
ยังยืนยันเป็นญาติร่วมชาติไทย

ศูนย์กลาง"ทวาราวดี"เด่น
ที่ชัดเจน"ตักศิลา"เป็นเมืองใหญ่
เมืองเชลียงศรีสัชชนาลัย
รองลงไปเป็นลูกหลวงเท่าลพบุรี

หลังสิ้น"กากวัณติศราช"
เสมือนขาดเสาหลักอ่อนศักดิ์ศรี
จึ่งแคว้น"ศรีวิชัย"ได้เกิดมี
พร้อมกันนี้เกิดโยนก,โคตรบูรณ์

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 20, กันยายน, 2561, 10:24:48 PM
(https://image.ibb.co/jUc7HK/2.jpg) (https://imgbb.com/)

- ทวาราวดีล่มสลาย -

พาลีราชครองแคว้นสืบแทนพ่อ
แล้วสืบต่อไม่นานถึงการสูญ
เมื่อพาลีบดีไชยไม่เกื้อกูล
เลิกเทิดทูนเจ้าแคว้นเป็นแทนเอง

สร้างตำนาน"ลูกฆ่าพ่อ"ก่อปิตุฆาต
จนแคว้นขาดรุ่งริ่งดูโหรงเหรง
ทุกหัวเมืองเหนือใต้ไม่กลัวเกรง
อยู่วังเวงเดียวดายได้มินาน

เมืองลูกหลวงลพบุรีเป็นอิสระ
พร้อมพร้อมกะสุโขทัยกระเซ็นซ่าน
ภูกามยาว,เชียงแสนแคว้นเหนือลาน
ลำพูนพานพ้นเผ่นเป็นเสรี

ทางใต้ตั้งศรีวิชัยจนใหญ่ยิ่ง
อีศานอิงกัมพุชสุดวิถี
แล้วศูนย์กลาง"ทวาราวดี"
ตั้งมั่นที่"ละโว้-อโยธยา"


เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 21, กันยายน, 2561, 10:35:41 PM
(https://image.ibb.co/e0jYuz/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- มหายาน & พราหมณ์ -

อาณาจักรแคว้นแตกแยกหลายรัฐ
ทั้งบ้านวัดเปลี่ยนแปลงแสวงหา
ความพอใจปฏิบัติตามศรัทธา
ศาสนา,ลัทธิมีเปลี่ยนแปลง

"มหายาน"จากจีนเข้าถิ่นใต้
มีคนไทยสักการะไม่แสยง
ผี,พราหมณ์,พุทธสารพัดถูกดัดแปลง
มิขัดแย้งวิถีชีวิตไทย

พระพุทธรูปเครื่องทรงบ่งลัทธิ
ตามคติมหายานอันยิ่งใหญ่
โพธิสัตว์พุทธเจ้ายังยาวไกล
ซึ่งอยู่ในแนวทางสร้างบารมี

เทวรูปนารายณ์,อิศวรเจ้า
ก็นำเข้ารวมจุดพุทธวิถี
ทั้งเทพ,ธรรมนำมาสามัคคี
เป็นความดีไทยสร้างแต่ปางบรรพ์


          มหายาน เป็นชื่อคณะสงฆ์ของพระพุทธศาสนา เกิดจากพระภิกษุฝ่ายเหนือที่มีความคิดเห็นขัดแย้งคณะสงฆ์ฝ่ายกลางที่เรียกตนเองว่า "เถรวาท" ยึดคัมภีร์ปิฎกตามมติการสังคายนายครั้งแรก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยแยกตนออกไปตั้งเป็นคณะ "อาจาริยวาท" แล้วตั้งเป็นฝ่ายมหายานชัดเจนเมื่อประมาณ พ.ศ. ๖๐๐ ปี ส่วนคณะสงฆ์ฝ่ายเถรวาท ต่อมาถูกฝ่ายมหายานเรียกว่า "หินยาน"

          พระพุทธศาสนานิกายมหายานเผยแผ่ไปเจริญรุ่งเรืองในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม แพร่มาสู่ไทยเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน มาปรากฏชัดก็ต่อเมื่อหลวงจีนอี้จิง พระภิกษุนิกายมหายานจากจีน เดินทางจากกวางตุ้ง ผ่านฟูนันมาสู่อาณาจักรศรีวิชัย(ศรีโพธิ) ที่ไชยา เมื่อปี พ.ศ. ๑๒๑๔ พักอยู่เป็นเวลานานพอสมควรแล้วเดินทางต่อไปอินเดีย ท่านบันทึกไว้ว่าพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในอาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุ่งเรืองมาก

          อาณาจักรศรีวิชัยสลายไปเป็นเวลานาน จนถึงปี พ.ศ. ๑๘๓๐ อาณาจักรทวาราวดีล่มสลายลง พระเจ้าพนมวังจึงสถาปนาอาณาจักรนครศรีธรรมราชขึ้นมา เป็นการฟื้นอาณาจักรศรีวิชัยขึ้นมาอีกคราหนึ่ง.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, กันยายน, 2561, 10:27:37 PM
(https://image.ibb.co/fexFSU/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระธาตุหริภุญชัย

- พระธาตุหลักฐานไทย -

องค์พระธาตุเจดีย์บริสุทธิ์
"ผี,พราหมณ์,พุทธ"จุดรวมร่วมรังสรรค์
หล่อหลอมเลือดชนไทยจากหลายพันธุ์
เป็นชาติอันยิ่งใหญ่ในแหลมทอง

พระปฐมเจดีย์ที่กลางประเทศ
เป็นต้นเหตุแผ่พุทธศาสน์ผุดผ่อง
พระธาตุพนมโคตรบูรณ์บุญเรืองรอง
ตั้งริม"ของ=โขง"สง่ามาเนิ่นนาน

พระธาตุหริภุญชัยในภาคเหนือ
ปลูกความเชื่อศรัทธามหาศาล
บรมธาตุนครศรีฯที่ตระการ
ล้วนก้าวผ่านยุคสมัยลายร้อยปี

เรียนรู้ไทยได้จากศาสนา
ความเป็นมามากหลักฐานสักขี
เลิกหลงเชื่อคนฝรั่งสร้างคดี
เชื่อไทยที่หลักฐานยังมั่นคง

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, กันยายน, 2561, 10:24:15 PM
(https://image.ibb.co/drDGZ9/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระประโทณเจดีย์

- เรื่องจริงอิงนิยาย -

มีเรื่องราวกล่าวขานตำนานเก่า
แต่มีเค้าโครงคดีที่เหลือหลง
ซากเจดีย์หลักฐานอันยืนยง
"พญากงพญาพาน"ตำนานมี

เป็นเรื่องจริงอิงนิยายประวัติศาสตร์
ศักราชจำหลักเป็นสักขี
พันสามร้อยราวนั้นประมาณปี
เมื่อ"พาลีบดีชัย"ได้ครองแคว้น

รายละเอียดหาอ่านตำนานเถิด
เป็นเรื่องเกิด"ปิตุฆาต"ประหลาดแสน
พระประโทณก่อตั้งกลางดินแดน
เพื่อทดแทนคุณบิดาที่ฆ่าตาย

ลูกฆ่าพ่อชิงราชย์ขัดรู้สึก
ในสำนึกชาวพุทธสุดเสียหาย
"พญาพาน"ตกต่ำอำนาจวาย
แคว้นสลายย่อยยับลงกับมือ

ไทยใต้เหนืออีศานตะวันออก
ล้วนต่างบอกเลิกรับเลิกนับถือ
ตั้งเป็นแคว้นอิสระนามระบือ
แล้วลุกฮือผูกขาดอำนาจตน


          ตำนานนครปฐม ที่เรารู้กันทั่วไปคือเรื่องพญากงพญาพาน แต่ในตำนานนี้ อิงประวัติศาสตร์ มีโบราณวัตถุสถาน คือเจดีย์พระประโทณ และเรื่องราวพระยาศรีสิทธิชัยพรหมเทพ ยืนยันได้ พระยากงคือ พระยาพาลีราช พระโอรสกากวัณดิศราช ครองตักสิลามหานคร พระยาพาน คือพระยาพาลีบดีชัย เป็นอุปราชครองเมืองสุโขทัย(น่าจะเป็นศรีสัชนาลัย) สมัยนั้น สุโขทัยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรทวาราวดี

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 24, กันยายน, 2561, 10:25:03 PM
(https://image.ibb.co/mtAjrp/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระอัจจนะ สุโขทัย

- เริ่มต้นประวัติศาสตร์ไทย -

หลายร้อยปีที่ไทยกระจายกลาด
เหมือนต่างชาติภาษาดูสับสน
แต่ละรัฐจัดตั้งแว่นแคว้นตน
รักษาผลประโยชน์ไว้ใกล้ใกล้ตัว

จนพุทธศตวรรษที่สิบแปด
เกิดรัฐแผดแสงใสไล่สลัว
"สุโขทัย"ผุดผ่องไม่หมองมัว
รัฐทั่วทั่วรอบข้างล้วนยำเกรง

ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้เริ่มต้น
บอกชื่อคนนานาที่กล้าเก่ง
"ขุนศรีนาวนำถุม"ทุ่มบรรเลง
ทำนองเพลงไทยเดิมเริ่มกังวาน

ในศิลาจารึกหลักที่สอง
เล่านำร่องเรื่องราวทั้ง"คาวหวาน"
ประวัติศาสตร์ลากความจากตำนาน
มีหลักฐานจากศิลาจารึกไว้

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯและเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 25, กันยายน, 2561, 10:30:04 PM
(https://image.ibb.co/fuCURp/20150630_121650.jpg) (https://imgbb.com/) (https://image.ibb.co/hhOEsU/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พ่อขุนผาเมือง                 พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

- สองขุนผู้ยิ่งใหญ่ -

อันขุนศรีอินทราทิตย์ที่เอ่ยอ้าง
เดิมชื่อ"บางกลางท่าว"ก้าวเป็นใหญ่
จากเมืองน่านสร้างบางยางนครไทย
แล้วจึงได้นางเสืองเมืองเชลียง

เป็น"ขุนยี่ศรีเสชชนาไลย"
ก่อนเป็นใหญ่เลื่องลือเกริกชื่อเสียง
อีกนามว่า"โรจนราช"ปราศลำเอียง
ประคองเคียงเมียลูกรักผูกพัน

สุโขไทใหญ่โตภิญโญยิ่ง
แตกก้านกิ่งเมืองรายหลายเขตขัณฑ์
พระโอรสองอาจอัศจรรย์
รู้จักกัน"รามคำแหง"แหล่งรวมใจ

ขุนผาเมืองยกไทยมอบให้เพื่อน
ทำดูเหมือนละเว้นความเป็นใหญ่
แต่แท้จริงทรงพินิจคิดการณ์ไกล
ด้วยการไปครองดินแดนแคว้นกัมพุช

"ศรีศรินทรวรมัน"นั่นแหละใช่
กษัตริย์ไทยเหล่ากอบริสุทธิ์
เป็นเขยขอมกัมพูชาวรารุจน์
รับสมมุติเป็นกษัตริย์กัมพูชา


          หมายเหตุ : ประวัติศาสตร์ไทยที่มีการจารึกความไว้เป็นหลักฐาน  ควรจะเริ่มต้นที่กรุงสุโขทัย  ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ (วัดศรีชุม)  ให้ความชัดเจนที่สุดว่า  มีขุนผู้หนึ่งนามว่า  ศรีนาวนำถุม  ครองนครสองอัน  อันหนึ่งคือสุโขไท  อันหนึ่งคือศรีสัชนาลัย  โอรสองค์หนึ่งชื่อผาเมืองเป็นขุนครองเมืองราด  และเป็นราชบุตรเขยของผีฟ้าแห่งศรีโสธรปุระ (ชัยวรมันที่ ๘)  องค์หนึ่งชื่อคำแหงพระราม  เป็นขุนครองนครสรลวงสองแคว  ธิดาองค์หนึ่งชื่อนางเสือง  อภิเษกเป็นชายาขุนบางกลางท่าว  เจ้าเมืองบางยาง  ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนยี่ (อุปราช)  ครองนครศรีสัชนาลัย

          หลังจากขุนศรีนาวนำถุมสิ้นพระชนม์แล้ว  ขอมสบาดโขลญลำพง  ปุโรหิตมหาราชครูยึดอำนาจการปกครองสุโขไท  ขุนยี่ บางกลางท่าวกลับไปตั้งชุมนุมพลที่บางยาง (นครไทย)  แล้วร่วมกับขุนผาเมืองยกทัพมาชิงกรุงสุโขไทคืน  เมื่อได้กรุงสุโขทัยแล้ว  ขุนผาเมืองให้ขุนบางกลางหาวครองสุโขไท  พร้อมกับมอบพระขรรค์ชัยศรีและพระนามของพระองค์ที่พระเจ้าชัยวรมันประทานให้ว่า  "ศรีอินทรปตินทราทิย์"  แก่ขุนบางกลางท่าว  แล้วพระองค์กลับไปเมืองราดแล้วขึ้นเสวยราชสมบัิติครองศรีโสธรปุระ (กัมพูชาทั้งหมด)  ในพระนามว่า  "พระบาทศรีศรีนทรวรมเทวะ" (ชัยวรมันที่ ๙)........

                                                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40052#msg40052)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๒ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, กันยายน, 2561, 10:26:52 PM
(https://image.ibb.co/my2BRp/2.jpg) (https://imgbb.com/)
พระนางจามเทวี

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg39249#msg39249)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40318#msg40318)                   .

- หริภุญไชยไทยเหนือ -

ณ แคว้นเหนือหนึ่งไทยในสยาม
ถิ่นไทยงามทั้งชาติศาสนา
เกิดก่อนแคว้นสุโขไทได้เป็นมา
ในตำราสับสนคนครองบุรี

ตำราหลักว่าธิดากรุงกัมโพช
เจ้ากรุงโปรดประทานให้ฤๅษี
เชิญไปเป็นเจ้าแคว้นแดนคนดี
"จามเทวี"ไทยแท้เป็นแน่นอน

นักวิชาการไทยหลายรายเขว
เรื่องปนเปเปะปะขยักขย่อน
กล่าวว่า"จามเทวี"นี้เป็นมอญ
เพราะท่านอ่อนเหตุผลเชื่อคนไกล

พระนางเป็นไทยทวาราวดี
สวามีโอรสเจ้าแคว้นใหญ่
เชื้อพระองค์ทรงฤทธิ์"สิทธิไชย-
พรหมเทพ"เผ่าไทยในภาคกลาง

พระนางจามเทวีมีโอรส
แฝดทรงยศ"มหันต์,อนันต์"สว่าง
แต่งเมืองใหม่อีกทำเลที่"เขลางค์"
คือ"นครลำปาง"อย่างปัจจุบัน


          หมายเหตุ :  หลังจากอาณาจักรสุวรรณภูมิสลายแล้ว ทวาราวดี หรือละโว้ กัมโพช ได้เป็นศูนย์กลางไทย ต่อมาวาสุเทพฤๅษีได้สร้างนครหริภุญไชยขึ้นแล้วหาผู้ปกครองมิได้จึงมาขอพระนางจามเทวีราชธิดาเจ้าแคว้นทวาราวดี จากละโว้ขึ้นไปครองนครหริภุญไชย พระนางมีพระราชโอรสแฝดสองพระองค์ จึงทรงสร้างนครลำปางให้พระราชโอรสผู้น้องครองอีกเมืองหนึ่ง

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๓ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพทุกภาพนี้ในเนต

(https://image.ibb.co/hGgzCU/1.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระธาตุหริภุญชัย


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 27, กันยายน, 2561, 10:31:38 PM
(https://image.ibb.co/fAh1SU/2.jpg) (https://imgbb.com/)
(พญางำเมือง พญามังราย พ่อขุนรามคำแหง)

- พงศาวดารไทยเหนือ -

เรื่องราวไทยแคว้นเหนือควรเชื่อถือ
ตามหนังสือพงศาวดามั่น
จาก"สิงหนวัติกุมาร"นั้น
หลักฐานอันชัดเจนความเป็นมา

เกิด"โยนกนาคพันธุ์เชียงแสน"ก่อน
ล่มแล้วช้อนกลับคืนฟื้นคุณค่า
จวบ"อนุรุทธธรรมิกราชา"
สถาปนาเจ้าแคว้นที่แสนดี

"ลวะจังกะราช"ฉลาดเฉลียว
เป็นเครื่องเหนี่ยวนำใจไทยน้องพี่
ร่วม"สร้างบ้านแปงเมือง"บรรดามี
สามัคคีสร้างแดน"แคว้นโยนก"

คู่แข่ง"แคว้นหริภุญไชย"รุ่ง
"แคว้นเชียงตุง"ทรงอยู่ไม่รู้ตก
สามแคว้นใหญ่ไทยเหนือเชื้อรากรก
ไทยควรยกย่องไว้ใช่ดูแคลน

ครั้น"พญาเม็งราย"ขยายอำนาจ
ยึดเด็ดาด"หริภุญไชย"แน่น
ผนวกรวมโยนกหนึ่งดินแดน
แล้ววางแผนสร้างเมืองกระเดื่องนาม...


          หนังสือพงศาวดารโยนก พระยาประชากิจกรจักร์(แช่ม บุนนาค) ได้เก็บรวบรวมคัมภีร์สมุดข่อย ใบลาน และจารึกต่าง ๆ ที่กล่าวถึงเรื่องราวในภาคเหนือของไทย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไป แล้วพยายามอ่านแปลได้ความปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวจนได้ความชัดเจน จัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ท่านให้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "พงศาวดารโยนก" ซึ่งแปลความได้ว่า เรื่องราวในแคว้นเหนือของไทย เป็นหนังสือที่เหมาะแก่การนำมาประกอบการค้นคว้าหาความจริงในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นอย่างยิ่ง

          เรื่องราวกล่าวถึงชนชาติไทยในตอนใต้ชมพูทวีป นำโดยสิงหนวัติกุมาร พาบริพารล่องลงมาทางใต้เมื่อตอนต้นพุทธศตวรรษ แล้วได้สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นในบริเวณที่เป็นเขตการปกครองของอำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน ให้ชื่อนครว่า โยนกนาคพันธุ์เชียงแสน จากนั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวของเมืองนี้โดยพิสดารจนกระทั่งเมืองนี้ล่มจมธรณีไป แล้วเกิดเมืองขึ้นใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกัน (พงศาวดารนี้ได้กล่าวถึงความเป็นมาของชนชาติขอมไว้โดยละเอียดด้วย)

          ตกมาถึงยุค พญาเม็งราย(โอรสพญาเม็ง) สร้างเมืองเชียงราย เป็นพระสหายกับ พญาร่วง(พ่อขุนรามคำแหง) พญางำเมือง และขยายพระราชอำนาจเข้ายึดแคว้นหริภุญไชย(ลำพูน)ได้ในสมัย พญายีบา (กษัตริย์ผู้สืบเชื้อสายมาจากพระนางจามเทวี) แล้วย้ายเมือง ไปสร้างเมืองหลวงของแคว้นขึ้นใหม่ที่เชิงดอยอ้อยช้าง(ดอยสุเทพ) โดย พญาร่วง พญางำเมืองไปร่วมกันวางผัง เมือง สร้างเมืองเสร็จแล้วให้นามว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" เป็นเมืองหลวงของแคว้นโยนก ซึ่งกลายเป็นแคว้นล้านนาในกาลต่อมา....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๔ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯ และเจ้าของภาพนี้ในเนต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 28, กันยายน, 2561, 10:49:09 PM
(https://image.ibb.co/fCxVrp/263px_King_Ngam_Mueang_Monument.jpg) (https://imgbb.com/)
พญางำเมือง

- ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง -

ก่อนถึงยุค"เม็งราย"ขยายเรื่อง
ถึง"ขุนเจือง"กล้าเก่งน่าเกรงขาม
รวม"เชียงแสน,ภูกามยาว"เข้าเขตคาม
ยกพลข้ามโขงครองแถว"แกวปะกัน"

ยึดลาว,ญวนถ้วนหน้าขะแมร์หมด
ดังปรากฏตำนานงานสร้างสรรค์
เรื่อง"แถนลอ (ลอราช)"เป็นอัศจรรย์
คือต้นพันธุ์"งำเมือง"เนื่อง"เม็งราย"

สิ้น"ขุนเจืองธรรมิกราช"แคว้นขาดหลัก
"พะเยา"ยักอำนาจขาดเครือข่าย
เป็นอิสระจากเชียงแสนแคว้นตายาย
"งำเมือง"หมายผูกมิตร"สุโขไท"

เป็นสหาย"รามคำแหง"ไม่แข่งยศ
เกียรติปรากฏคู่กันต่างเป็นใหญ่
ตำนานเล่ายาวเรื่องกล่าวเปลืองไป
จึงละไว้ให้คลำหาตำนาน


          หมายเหตุ : - อาณาจักรโยนกเชียงแสนสถาปนาโดยพระเจ้าสิงหนวัติ เจริญรุ่งเรืองแล้วล่มสลาย และเกิดใหม่ จนถึงยุคสมัยทวาราวดี พระยาอนุรุทธธรรมิกราช หรือพระยากากวัณดิศราช เสด็จขึ้นไปจัดตั้งใหม่ โดยสถาปนาลาวะจังกราชแห่งดอยตุงเป็นเจ้าปกครอง สืบเชื้อสายเรื่อยมาจนเกิดมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ขึ้น กำเนิด ณ เมืองพะเยาในราวปี พ.ศ. ๑๖๑๗ นามว่าขุนเจือง ต่อมาได้ครองเมืองนครหิรัญเงินยางเชียงแสน เฉลิมพระนามว่า ขุนเจืองธรรมิกราช คนทั่วไปรู้จักกันในนาม ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ทรงปกครองเมืองในสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงไปจนถึงแกวปะกัน จีน ตอนใต้ เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ร่วมสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ แห่งเมืองพระนคร ท่านผู้นี้เป็นต้นเชื้อสายของพระยาเม็งราย และพระยางำเมือง ซึ่งพระยาเม็งราย กับ พระยางำเมือง ก็เป็นพระสหายแห่งพระยาร่วงสุโขทัย เรื่องราวเหล่านี้ถือได้ว่าเป็น "ประวัติศาสตร์" เพราะมีชื่อบุคคล สถานที่ ระบุวันเดือนปีไว้ชัดเจน ควรแก่การเชื่อถือได้

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๕ สิงหาคม ๒๕๖๐
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 29, กันยายน, 2561, 10:22:54 PM
(https://image.ibb.co/cu7Qte/01.jpg) (https://imgbb.com/)


- ว่าด้วยศึกสามนคร -

ย้อนกลับกล่าวเล่าความตำนานก่อน
สามนครทำศึกอย่างฮึกหาญ
เจ้าลำพูนเลอะเลือนเหมือนคนพาล
อยากได้บ้านเมืองละโว้ไว้ครอบครอง

ยกโยธามาประชิดติดละโว้
เมืองใหญ่โตลพบุรีไม่มีสอง
เจ้ากรุงใหญ่ยกทัพรบรับรอง
จนเลือดนองเหนือแดนเขตแคว้นตน

ณ กาลนั้นเจ้านครศรีธรรมราช
พยุหยาตราทัพไม่สับสน
กองทัพเรือฮึกหาญทะยานชล
ยกเข้าปล้นลพบุรีมิยากเย็น

แล้วยกเลยคุกคามสนามรบ
สองทัพจบการยุทธ์สุดแสนเข็ญ
เจ้าลำพูนย้ายแยกแตกกระเด็น
มิรู้เป็นหรือตายพ่ายเปิดเปิง

เจ้าละโว้มุ่งหน้าบุกป่ารก
จนไปตกเมืองลำพูนที่ยุ่งเหยิง
ไร้เจ้าเมืองปกปิ่นอย่างสิ้นเชิง
เจ้าละโว้จึงเถลิงอำนาจแทน


          มีความในตำนานจามเทวีวงศ์ตอนที่ว่าด้วยศึกสามนครกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๔๔๖ "พระเจ้าวัตราสัตตราช หรือ พระเจ้าตราพกราช" กษัตริย์ผู้ครองกรุงหริภุญชัย (ลำพูน) อ้างว่าพระองค์ทรงมีสิทธิอันชอบธรรมในราชบัลลังก์แห่งกรุงละโว้ เพราะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาแต่พระนางจามเทวี จึงทรงยกทัพมาเพื่อรวบพระราชอำนาจในการปกครองกรุงละโว้   "พระเจ้าอุจฉิฏฐก" จักรวรรดิราชกษัตริย์แห่งกรุงละโว้จึงทรงยกทัพออกต่อสู้เพื่อป้องกันราชบัลลังก์

          ในขณะที่ทัพทั้งสองกำลังรบติดพันกันอยู่ ณ เขตแดนเมืองนั้น  มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระ นามว่า "พระเจ้าชีวกราชา หรือ พระเจ้าสุชิตราช" ครองราชย์อยู่ที่ กรุงตามพรลิงก์ (นครศรีธรรมราช) ทรงยกกองทัพขึ้นมาทั้งทางบกและทางเรือ จู่โจมเข้ายึดครองกรุงละโว้ได้ กองทัพทั้งสองที่กำลังรบกันอยู่นั้นทราบว่ามีกองทัพใหญ่ยกจากเมืองใต้เข้ายึดกรุงละโว้ไว้ได้แล้วก็ตกใจ  พระเจ้ากรุงละโว้เห็นว่าจะยกกลับชิงละโว้คืนมิได้แล้ว ก็ตีตะลุยไล่กองทัพหริภุญชัยแตกพ่ายไปทางน้ำ พระองค์ยกท้พมุ่งหน้าสู่ลำพูนไปทางบก เข้าถึงเมืองลำพูนแล้วยึดเมืองไว้ได้  พระเจ้าตราพกราชยกกลับไปทางเรือถึงลำพูนแล้วชิงเมืองคืนมิได้ก็ถอยหนีไป นครหริภุญชัยจึงถูกปกครองโดยพระเจ้ากรุงละไว้แต่นั้นมา

          เมื่อชนะสงครามสิ้นสุดลง พระเจ้าชีวกราชา จึงทรงประกาศชัยชนะ ทำพิธีบวงสรวงเทวรูปประจำพระนคร และกระทำการสักการบูชารูป พระราชมารดา (เจ้าหญิงแห่งกษัตริย์ละโว้) พระเจ้าชีวกราชา ทรงประ กอบพิธีราชาภิเษก เจ้าชายบุรพโกศลกัมโพชราช หรือเจ้าชายกัมโพช พระราชโอรสเชื้อสายกษัตริย์ไศเลนทร์แห่งกรุงตามพรลิงก์ (นครศรีธรรมราช) เป็นกษัตริย์ครองกรุงละโว้ต่อมา และพร้อมกันนั้นก็ได้ทรงส่งเจ้าชายผู้เป็นราชอนุชาบุรพโกศลกัมโพช ให้ไปเป็นเจ้าปกครองกรุงกัมพูชา ส่วนพระเจ้าชีวกราชา เสด็จกลับไปครองราชบัลลังก์แห่งกรุงตามพรลิงก์จนสิ้นรัชกาล

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๖ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 30, กันยายน, 2561, 10:38:52 PM
(https://image.ibb.co/cHKrZK/2.jpg) (https://imgbb.com/)

- กัมโพช & กัมพูชา -

ชีวกราชครองละโว้พร้อมโอรส
พระทรงยศอำนาจกาจกล้าแสน
ส่งโอรสองค์รองไปครองแดน
ณ แว่นแคว้นกัมพูชาเลิศธานี

ให้องค์โตอยู่ประจำครองกัมโพช
พระองค์โลดแล่นคืนนครศรีฯ
ทั้งสามแคว้นแน่นหนักสามัคคี
จึ่ง"พ่อ,พี่,น้อง"ประนอมเป็นขอมไทย

หนึ่งนัดดา"ชีวกะ"สุดประเสริฐ
ทรงเป็นเลิศล้นเหลือออกเหนือใต้
ครอง"กัมพุช,กัมโพช,ศรีวิชัย"
ประทับในกรุงละโว้อันโอฬาร

นาม"ปทุมสุริยวงศ์"ทรงเดช
ปกครองเขตกว้างใหญ่แสนไพศาล
เป็นดอกบัว"ไศเลนทร์"งามเด่นบาน
มีตำนานเล่าไว้ให้รู้จำ


          ดังได้กล่าวแล้วว่า ในราวปี พ.ศ. ๑๔๔๖ พระเจ้าตราพกราช ผู้ครองอาณาจักรหริภุญชัย(ลำพูน) อ้างว่าตนเองเป็นผู้สืบเชื้อสายพระนางจามเทวีพระราชธิดากรุงละโว้ ควรมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะครองกรุงละโว้ด้วย จึงยกทัพลงมาชิงราชบัลลังก์กรุงละโว้ พระเจ้ากรุงละโว้ยกทัพออกจากเมืองไปตั้งรับและรบกันที่เขตแดน ขณะที่ทั้งสองนครรบกันอย่างดุเดือดอยู่นั้น พระเจ้าชีวกราชก็ยกทัพลบกเรือขึ้นมาจากนครศรีธรรมราชเข้ายึดกรุงละโว้ไว้ได้เด็ดขาด ศึกสามนครยุติลงโดย เจ้ากรุงละโว้ยกทัพขึ้นไปยึดครองหริภุญชัย พระเจ้ากรุงลำพูนหนีไปไร้ร่องรอย พระเจ้าชีวกราช ยึดครองกรุงละโว้(กัมโพช)

          เรื่องราวจากศึกสามนครนี้มีนัยให้พิจารณาเห็นว่า หลังจากอาณาจักรทวาราวดีซึ่งมีเมืองหลวงตั้งอยู่่ที่ตักสิลามหานคร(นครชัยศรี)เสื่อมลง เชื้อสายพระเจ้าสิทธิชัยพรหมเทพได้แตกแยกกันตั้งตนเป็นใหญ่ทั่วแผ่นดินสุวรรณภูมิ เจ้าพนมลงไปตั้งนครศรีธรรมราช ฟื้นฟูอาณาจักรศรีวิชัย ส่วนในภาคกลาง ยกเมืองละโว้ หรือกัมโพช ขึ้นเป็นมหานครในนาม ทวาราวดีศรีอโยธยา ทางเหนือที่พระนางจามเทวีรับอัญเชิญขึ้นไปปกครองหริภุญชัยก็สืบเชื้อสายมายาวนาน พระเจ้ากรุงละโว้ หริภุญชัย นครศรีธรรมราช ล้วนเป็นเครือญาติกัน จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อยึดกรุงละโว้ได้แล้ว พระเจ้าชีวกราช เข้าไปกราบบวงสรวงบูชารูปพระราชมารดา เจ้าหญิงแห่งละโว้ ก่อนแล้วจึงประกอบพิธีราชาภิเษก

          เมื่อตั้งพระโอรสองค์โตครองกรุงกัมโพช(ละโว้) แล้วจึงตั้งให้พระโอรสองค์รองไปเป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชา ส่วนพระองค์เสด็จกลับไปครองนครศรีธรรมราชตามเดิม ต่อมาพระเจ้ากรุงกัมพูชามีพระราชโอรสที่บารมีแผ่ไพศาลพระนามว่า พระเจ้าประทุมสุริยวงศ์ หรือพระเจ้าอาทิตยราช ดังจะได้พบบทบาทของพระองค์ในกาลต่อไป.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๗ สิงหาคม ๒๕๖๐
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 01, ตุลาคม, 2561, 10:29:40 PM
(https://image.ibb.co/iuVc9K/nu103.jpg) (https://imgbb.com/) (https://image.ibb.co/bAFVwz/hqdefault_3.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระร่วง & ขอมดำดิน -

ปทุมสุริยวงศ์ครองละโว้
ภาพภิญโญยิ่งยกไม่ตกต่ำ
มีเมืองขึ้นประเทศราชแจ้งจำนำ
ส่งข้าวน้ำนานาบรรณาการ

สุโขไทเจาะจงส่งส่วยน้ำ
พระร่วงทำภาชน์ใส่ไม้ไผ่สาน
เป็นกะออมชะลอมครุแบบบุราณ
น้ำรั่วผ่านลอดไหลมิได้เลย

พระปทุมสุริยวงศ์งงงันนัก
ทรงรู้จักคู่แข่งสำแดงเผย
หวังได้"ร่วง"เลี้ยงขุนอย่างคุ้นเคย
จึ่งทรงเอ่ยชวนอยู่เป็นคู่บุญ

นายร่วงไม่เล่นด้วยเลิกส่วยสิ้น
กลับคืนถิ่นสุโขไทไม่เกื้อหนุน
เกิดตำนานพระร่วงเจ้าที่เราคุ้น
นิทานรุ่นเก่าจำ"ขอมดำดิน"

( รายละเอียดของเรื่องขอมดำดินนี้หาอ่านได้ในเรื่องพระร่วง นิทานโบราณคดีไทย หรือในอินเตอร์เน็ตทั่วไป)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๘ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต





หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 02, ตุลาคม, 2561, 10:49:44 PM
(https://image.ibb.co/eXzhUK/1435914926_SL10060074_o.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระแก้วมรกตจากไชยา -

ตำนาน"พระแก้วมรกต"
ทั้งทิศทศเคารพรักรู้จักสิ้น
งามสะอาดปราศโทษหมดมลทิน
เป็นปานปิ่นพุทธศาสน์คู่ชาติไทย

กำเนิด ณ ไชยาประมาณศก-
"พันสองร้อย" เศษยกกำหนดได้
ครั้นไชยามีเหตุเกิดเภทภัย
จึงย้ายไปนครครั้งเรียกลังกา

จากนครทางน้ำสู่กัมพุช
ประทับหยุดอยู่ปราสาทประเสริฐค่า
"นครวัด"ศูนย์กลางกัมพูชา
แล้วก้าวสู่"อโยธยา"เนิ่นนานปี

จาก"อยุธยา"ไปเหนือหลายแหล่ง
คือกำแพงเพชร,เชียงรายอีกหลายที่
ลำปาง,เวียงเชียงใหม่หลายธานี
ไปลาวมี"หลวงพระบาง"ทั้ง"เวียงจันทน์"

แล้วกลับกรุงธนบุรีมินานนัก
อยู่เป็นหลักกรุงเทพเมืองสวรรค์
ให้ชาวโลกมุ่งมาบูชากัน
พระแก้วล้ำสำคัญเกินบรรยาย


          พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตองค์นี้ มีตำนานยาวนานมาก กำเนิดขึ้นที่เมืองพันพาน บริเวณพระแสงไชยา แล้วถูกอัญเชิญไปอยู่นครศรีธรรมราช ซึ่งเรียกนามว่าลังกาบ้าง ปาตลีบุตรบ้าง ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่กัมพุชประเทศ คือกัมพูชาในกาลต่อมา เมื่อเกิดมหาอุทกภัยในกัมพุช พระเจ้าอาทิตยราชแห่งละโว้ อโยธยา เสด็จไปอัญเชิญกลับมาอยู่เมืองไทย ภายหลังไปอยู่กำแพงเพชร เชียงราย ลำปาง และเชียงใหม่ ต่อมาสมเด็จพระไชยเชฎฐาธิราช จากหลวงพระบางมาครองเชียงใหม่ แล้วกลับไปครองหลวงพระบางพร้อมนำพระแก้วมรกตไปด้วย ต่อมาทรงแปรพระราชฐานจากหลวงพระบางลงไปประทับนครเวียงจันทน์ ก็นำพระแก้วมรกตลงไปไว้เวียงจันทน์ เมื่อเวียงจันทน์เสียแก่กรุงสยาม พระแก้วมรกตจึงถูกอัญเชิญกลับมาเมืองไทย และประดิษฐานอยู่กรุงเทพฯ จนถึงกาลปัจจุบันนนี้แล...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๙ สิงหาคม ๒๕๖๐
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 03, ตุลาคม, 2561, 10:21:47 PM
(https://image.ibb.co/eGUKTe/3.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์) -

ตำนานกล่าวคาบเกี่ยวประวัติศาสตร์
"พระโรจน์ราช"เริ่มจับขยับขยาย
อาณาจักรสุโขไทให้กำจาย
นโยโบบายผูกมิตรทุกทิศทาง

ล่องลงใต้ไปนครก่อนลากลับ
ทรงขอรับพุทธรูป"ลังกา"สร้าง
นาม"พุทธสิหิงค์"ศิลป์สุภางค์
เป็นแบบอย่่างพระพุทธรูปไทย

พระโรจน์ราช"คือ"ศรีอินทราทิตย์"
ทรงผูกมิตรต่อเนื่องหมดเมืองใต้
เบิกทางสู่การรวมชาติที่ขาดไกล
เข้าอยู่ในขอบเขตประเทศเดียว

ขอธิดาเจ้านครเป็นสะใภ้
เพื่อผูกให้สัมพันธ์มั่นแน่นเหนียว
จึ่งแคว้นกลางแคว้นใต้ได้ฟั่นเกลียว
โดย"ผูกเสี่ยว"รักกันแต่นั้นมา


          มีข้อสังเกตอยู่ว่า พระพุทธสิหิงค์ที่ถือว่าเป็นองค์จริง คือองค์ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ กรุงเทพฯ นั้น เป็นพระปางสมาธิ ประทับนั่งสมาธิราบ สังฆาฏิยาว แบบสุโขทัย ส่วนพระพุทธสิงห์องค์ที่อยู่เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และที่อื่น ๆ นั้น ล้วนเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งข้ดสมาธิเพชร สังฆาฏิสั้น แบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง ทำให้น่าฉงนอยู่ เรื่องราวของพระพุทธรูปองค์นี้มีความสับสนมากกว่าพระแก้วมรกต เป็นเรื่องที่ควรศึกษาหาความจริงกันต่อไป

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 04, ตุลาคม, 2561, 10:22:59 PM
(https://image.ibb.co/mW1bbz/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- ประวัติศาสตร์ไทยเพิ่งเริ่มต้น -

ไทยเริ่มต้นประวัติศาสตร์เป็นชาติใหม่
"สุโขทัย"ไล่ขอมสิ้นคุณค่า
ตั้งกรุงไกรศููนย์กลางสร้างอาณา
กว้างไกลกว่าเผ่าใดในแหลมทอง

"พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์"
จารึกติดหลักศิลาประกาศก้อง
"แม่กูชื่อนางเสือง"งามเรืองรอง
"ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน"เลย

ข้อความในศิลาที่จารึก
เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ชาติเปิดเผย
คือจารึกพ่อขุนรามฯนามคุ้นเคย
ทรงเอื้อนเอ่ยเรื่องราวเล่าความจริง

"ขุนศรีอินทราทิตย์"ที่องอาจ
เริ่มสร้างชาติชนไทยขึ้นใหญ่ยิ่ง
มีลูกห้าคนให้ได้พึ่งพิง
ตระเวนชิงดินแดนรวมแคว้นไทย


          อภิปราย ขยายความ
          ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ผ่านมาเริ่มต้นจากกำเนิดพระราชวงศ์พระร่วง ณ สุโขทัย ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยใช้ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ซึ่งเรียกกันว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นหลักฐานพยานในการอ้างอิง ศิลาจารึกหลักนี้จารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทยลงในแท่งหินทรายแป้งรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ด้านที่ ๑,๒ มีอักษรด้านละ ๓๕ บรรทัด ด้านที่ ๓,๔ มีอักษรด้านละ ๒๗ บรรทัด จารึกเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๕
ตั้งไว้ในเมืองสุโขทัย(เก่า) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ สมัยที่เป็นพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏฯ ทรงพบที่เนินปราสาทร้างในเมืองเก่าสุโขทัย และนำลงไปกรุงเทพฯเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๖

          ความที่อ่านได้จากจารึกหลักนี้ทำให้ทราบว่า มีบุคคลนามว่า ศรีอินทราทิตย์เป็นผู้ปกครองแคว้นสุโขทัย มีภรรยาชื่อ นางเสือง มีลูก ๕ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๒ ปรากฏนาม ๑ ใน ๕ คนของลูก ว่า "บานเมือง" เป็นลูกชายคนรอง ผู้ทำจารึกที่ใช้นามแทนตัวว่า "กู" เป็นลูกชายคนที่ ๓ ต่อมาปรากฏนามว่า ราม คือ พ่อขุนรามคำแหง หรือรามราช และได้รับยกย่องให้เป็นมหาราชพระองค์แรกแห่งชาติไทย

          ความในจารึก ๑๘ บรรทัดแรก เป็นคำที่พ่อขุนรามคำแหงทรงจากรึกหรือโปรดให้จารึก ว่า " พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้ญีงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก......" เป็นข้อความใน ๓ บรรทัดแรก ความแค่นี้แต่ให้ความหมายที่ต้องตีความกันมากมาย นักภาษาทั้งหลายลองอภิปรายกันดูนะครับ.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๐
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 05, ตุลาคม, 2561, 10:20:42 PM
(https://image.ibb.co/dC98te/image.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพจำหลักฐานข้างพระบรมรูป
พ่อขุนรามคำแหงชนช้างกับขุนสามชน
Cr. ภาพโดยคุณ Hartmann Linge

- ได้นาม "พระรามคำแหง" -

"เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า"
"ขุนรามฯ"เล่าเรื่องลึกรบศึกใหญ่
"ขุนสามชน"เมืองฉอดลอดเขาไพร
เข้ามาใน"เมืองตาก"ตะลุยตี

"พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย"
"สามชน"กรายทางขวาไพร่ฟ้าหนี"
"กูบ่หนี"เข้าประจัญในทันที
ก่อน"ขุนศรีฯ"ทัพใหญ่ไล่ตามทัน

"ตนกูพุ่งช้างขุนสามชน"จนพ่าย
ด่วนหนีตายกลับ"ฉอด"อย่างย่อยั่น
"พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู"ให้รู้กัน
"ชื่อพระรามคำแหง"พลันแต่นั้นมา


          นัยว่า โอรสพ่อขุนศรีอินทราทิตย์องค์ที่ ๓ นั้นมีรามเดิมว่า "ราม" ที่แปลว่า ขนาดกลาง หรือขนาดย่อม หรืออาจจะหมายถึงพระรามอวตารของพระนารายณ์เป็นเจ้าก็ได้ เจ้ารามทรงบอกเล่าไว้ในแผ่นศิลาว่า เมื่อพระองค์มีอายุได้สิบเก้าปี ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด (สันนิษฐานได้ค่อนข้างแน่ชัดว่า คือเมืองเก่าในอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก) ยกพลมาตีเมืองตาก(ที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก) พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ยกพลไปต่อต้าน มีพระรามราชโอรสเป็นแม่ทัพหน้า ทัพทั้งสองปะทะกันแล้ว ขุนสามชนไสช้างมาสเมืองเข้าใส่กองทัพหน้า ไพร่พลหนีกระจัดกระจาย แต่พระรามไม่หนี กลับไสช้างเข้าต่อสู้กับขุนสามชน ช้างทรงชื่อเบกพล(หรือเบิกพล) ของพระรามชนช้างมาสเมืองของขุนสามชนพ่ายหนีไป พ่อขุนศรีอินทราทิตย์โสมนัสยิ่งนัก จึงทรงตั้งพระนามเจ้ารามว่า "พระรามคำแหง" เป็นเนมิตกนาม(นามที่เกิดขึ้นตามเหตุ) ตั้งแต่นั้นมา......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ้นขี้ผึ้งไทย
๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 06, ตุลาคม, 2561, 10:23:17 PM
(https://image.ibb.co/mfrggz/9786160025510_01_2.jpg) (https://imgbb.com/)
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

- กตัญญุตาคุณในขุนรามฯ -

เมื่อชั่วพ่อกูกูบำเรอแก่พ่อ"
จารึกข้อความนี้มีคุณค่า
กตัญญุตาธรรมทรงนำพา
เทิดบูชาพ่อแม่แลพี่ตน

"กูไปตีหนังวังช้างได้"
เอามาให้พ่อหมดไม่ตกหล่น
"กูได้ตัวเนื้อตัวปลา"มาเปรอปรน
หมากไม้ผลส้มหวานมอบมากมาย

"กูได้ปั่วได้นางได้เงือนทอง"
เอามากองมอบพ่อแม่แผ่ขยาย
เลี้ยงบำรุงให้อยู่สุขสนุกสบาย
"พ่อกูตายยังพี่กูกูบำเรอ"

ปรนนิบัติต่อพี่ที่เหมือนพ่อ
บำรุงต่อเช้าค่ำสม่ำเสมอ
"พี่กูตาย"ไร้คนจะปรนเปรอ
ไพร่เสนอครองวังเวียงทั้ง"กลม"..........


          ความในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ในเครื่องหมายคำพูดข้างบนนี้  เป็นคำที่พ่อขุนรามคำแหงทรงจารึกไว้ด้วยพระองค์ิเอง  ถอดความได้ว่า  ในรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ครองกรุงสุโขทัยนั้น  พระรามคำแหงไปแสวงหา "ทรัพย์ในดินสินในน้ำ"  เที่ยวตีบ้านเล็กเมืองน้อยที่เป็นอิสระได้ไว้ในอำนาจ  ก็นำมาถวายพระราชบิดา  ไปคล้องช้างได้ก็นำมาถวายพระราชบิดา  ได้เนื้อได้ปลาก็นำมาเปรอพระราชบิดา  ได้ปั่วได้นาง (ข้าชายหญิง)  ได้เงินได้ทองนานาก็นำมาถวายพระราชบิดา  ครั้นพ่อขุนศรีฯ สิ้นพระชนม์แล้วก็บำรุงบำเรอพระเชษฐา (ขุนบานเมือง)  เช่นเดียวกับที่บำรุงบำเรอเปรอปรนพระราชบิดา  ครั้นขุนบานเมืองสิ้นพระชนม์แล้ว  พระองค์จึงได้ครองราชสมบัติกรุงสุโขทัยทั้งหมด.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเว็บฯเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 07, ตุลาคม, 2561, 10:27:00 PM
(https://image.ibb.co/niaum9/3.jpg) (https://imgbb.com/)

- เมืองสุโขไทนี้ดี -

"เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง"นี้
งอกความดีทุกด้านบรรสานสม
"ในน้ำมีปลาในนามีข้าว"ชม
แดนอุดมสมบูรณ์อุ่นกายใจ

เจ้าเมืองไม่เก็บภาษีของมีค่า
เพื่อนจูงวัวไปค้า"ก็ค้าได้
หรือ"ขี่ม้าไปขาย"ก็ขายไป
หรือ"ใครใคร่ค้าช้าง"ไม่ขวางกัน

"ใคร่ค้าเงือนค้าทอง"ไม่ข้องค้า
จึ่ง"ไพร่ฟ้าหน้าใส"ได้สรวลสันต์
แสนหรรษาค้าขายไม่วายวัน
สร้างสัมพันธไมตรีที่ยืนยง

สุโขไทเป็นศูนย์กลางทางการค้า
รัฐก้าวหน้าทุกด้านสมประสงค์
ปวง"ไพร่ฟ้า"ชื่นบานสุขบรรจง
ล้วนซื่อตรงต่อรัฐมั่นศัทธา.....


          "......เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหงเมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค่าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส...."

          คำที่ยกมาแสดงข้างบนนี้เป็นความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นความต่อจากที่พระองค์ทรงจารึกไว้ถึงบรรทัดที่ ๑๘ จากนั้นทั้งหมดเป็นความที่ข้าราชสำนักสุโขทัยจารึกต่อ หรือไม่ก็ พญาลิไท(ราชนัดดาของพ่อขุนรามฯ) ผู้เป็นบรรณาธิการจัดทำจารึกหลักนี้ขึ้น เป็นผู้จารึกความ บอกเล่าเรื่องราวในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง(สมเด็จปู่) ไว้เป็นประวัติศาสตร์

          ในจารึกข้างต้นกล่าวว่าสมัยพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว พ่อขุนรามคำแหงเปิดเมืองสุโขทัยให้เป็นตลาดการค้าเสรี ใครจะนำช้างม้าโคกระบือ เงินทอง ไปค้าขายก็ให้ค้าขายกันได้ตามใจชอบ ทางรัฐบาลไม่เก็บภาษีอากร ไพร่ฟ้าประชาชีมีความสุข หน้าตลอดกาล...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขีผึ้งไทย
๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 08, ตุลาคม, 2561, 10:26:27 PM
(https://image.ibb.co/mdqstp/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- กฎหมายมรดก พ่อขุนรามฯ -

นักกฎหมายมรดกล้วนยกย่อง
ความคิดของพ่อขุนรามฯงามสง่า
วางกฎเกณฑ์มรดกตกทอดมา
ตัดปัญหาเข้าถือยื้อแย่งกัน

เมื่อ"ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแลั-
ล้มตายหายกว่า"แน่ไม่แปรผัน
"เหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน-
ช้างขอลูกเมีย"นั้นไม่ผันแปร

อีก"เยียข้าวไพร่ฟ้าข้าไท"มาก
พร้อม"ป่าหมากป่าพลู"ซึ่งรู้แน่
ตกแก่ลูกหลานในสายเลือดแท้
ไร้ญาติแล้ริบเอาเข้ากองกลาง


          กฎหมายมรดกของไทยฉบับแรก นักกฎหมายปัจจุบันยอมรับกันว่า ได้แก่ข้อความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้เอง ท่านเขียนเป็นตัวบทไว้ว่า   "ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้  ล้มหายตายกว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอลูกเมียเยียเข้าไพร่ฟ้าข้าไท  ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน  ไว้แก่ลูกมันสิ้น"

          ความหมายในจารึกนี้ คือลูกเจ้าลูกขุนและใครๆในสุโขทัย เมื่อล้มหายตายจากไป(ตายกว่า) สมบัติทั้งปวงอันมีบ้านเรือนเรือกสวนไร่นาป่าหมากป่าพลูช้างขอลูกเมียยุ้งฉางข้าวของพ่อเชื้อเสื้อคำ ให้ตกแก่ลูกหลานผู้สืบเชื้อสายตระภูลทั้งหมด

          คำว่า "พ่อเชื้อ" คือพ่อผู้บังเกิดเกล้าผู้ให้กำเนิด(ทำให้เกิด) "เสื้อคำ" คือแม่บังเกิดเกล้า ผู้เป็นแดนเกิด.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 09, ตุลาคม, 2561, 10:17:31 PM
(https://image.ibb.co/fJYhB9/Hartmann_Linge.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพจำหลักฐานข้างพระบรมรูป
จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า
Cr. ภาพโดยคุณ Hartmann Linge

- น้ำพระทัยพ่อขุนรามฯ -

"ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุนผิแลผิดแผก-
แสกว้างกัน"พลันแยกก่อนแตกกว้าง
"สวนดูแท้แล้จี่งแล่งความ"ตามทาง
แก่สองข้างยุติธรรมความเที่ยงตรง

"บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน"ตัดรอนสิทธิ์
ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูกทุกประสงค์
"เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน"ยินดีจง
รู้จักปลงใจปองละต้องการ

"เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด"ใจเงือดเงื้อ
ยึดถือเพื่อตนบ้างอย่างหน้าด้าน
"คนใดขี่ช้างมาหา"ให้เนานาน
ช่วยประสานสร้างค่าอย่างปรานี

"พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้"
จัดให้อยู่เป็นหลักแหล่งศักดิ์ศรี
ไร้บ่าวไพร่คชาเงินพาชี
ทรงยินดีหาให้ไม่รำคาญ......


          ความในจารึกตอนนี้กล่าวว่า  เมื่อลูกเจ้าลูกขุน  ไพร่ฟ้าข้าไท  เกิคความคิดเห็นแตกต่างขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน  พ่อขุนรามคำแหงทรงไต่สวนความจนได้ข้อเท็จจริงแล้ว  ทรงตัดสิน(แล่ง) คดีความอย่างเที่ยงตรง(ด้วยซื่อ)  ไม่เข้าข้างใดด้วยเห็นแก่หน้ากันหรือรับสินบนใด ๆ  คนในเมืองสุโขทัยอยู่กันอย่างสันโดษ คือยินดีในสิ่งที่ตนมี  สิ่งที่ตนได้ที่ตนถึง  เห็นทรัพย์สินของคนอื่นก็ไม่ยินดียินร้าย  ใคร่ได้เป็นของตน(เห็นเข้าท่านบ่ใคร่พีน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด)  ครั้นมีใครขี่ช้างมาหาพาเมืองมาสู่  พ่อขุนรามช่วยเหนือเฟื้อกู้  รับอุปการะบำรุงให้อยู่เย็นเป็นสุข....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, ตุลาคม, 2561, 10:25:39 PM
(https://image.ibb.co/dpJG69/800px_201312131035a_HL_ps_Sukothai_King_Ramkhamhaeng_Monument.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพจำหลักฐานข้างพระบรมรูป
ภาพพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงรับเรื่องราวร้องทุกข์ของราษฎร
Cr. ภาพโดยคุณ Hartmann Linge

- กะดิ่งแขวนที่ปากปูด -

"ได้ข้าเสือกข้าเสือหัวพุ่งหัวรบ"
ที่สยบยอมทรงคิดสงสาร
"บ่ฆ่าบ่ตี"ไว้ใช้การงาน
เป็นทหารกองหลวงทะลวงฟัน

ที่"ปากปูด"สภาเปิดประเสริฐยิ่ง
"มีกะดี่งอันณื่งแขวนไว้หั้น"
"ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมือง"นั้น
ต่าง"ไปลั่นกะดี่ง"ร้องทุกข์ของตน

"พ่อขุนรามคำแหงได้-
ยินเสียงเรียก"เร็วไวสอบปลายต้น
"สวนความแก่มันด้วยซื่อ"ไม่ซ่อนกล
ประชาชนทั้งมวลล้วนชื่นชม

เป็นร่องนำตำนานการร้องทุกข์
ยุคต่อยุคเปลี่ยนตามความเหมาะสม
พัฒนา"ปากปูด"เปิดเงื่อนปม
ไทยนิยมมีใช้หลายสภา


*สีแดง : เขียนตามการถอดจากรูปอักขระเดิม

          ความในจารึกตอนนี้กล่าวว่า  พ่อขุนรามคำแหงไปตีบ้านเล็กเมืองน้อย ได้ข้าศึกและโจรผู้ร้ายแล้วไม่ตีไม่ฆ่า เลี้ยงไว้เป็นกำลังสร้างบ้านแปงเมือง  ที่ดงตาลอันเป็นที่ว่าราชการของพ่อขุนรามคำแหงนั้น  มีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้  ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ไปลั่นกระดิ่งร้องทุกข์  พ่อขุนรามคำแหงได้ยินเสียงกระดิ่งเรียกก็ออกมาพบ  ไต่สวนคดีและตัดสินคดีความให้โดยยุติธรรม

          ข้อความตรงนี้ท่านอ่านว่า "ที่ปากกระตูมีดระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้" แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยตรงคำว่า "ปากประตู" ที่ถูกควรอ่านว่า "ปากปูด" เพราะในจารึกท่านวางสระพยัญชนะเรียงไว้ว่า "ปาก   ูปต" วางสระอูไว้หน้าตัว ป จะอ่านว่า ประตู มิได้ ต้องอ่านว่า ปูต คำว่าปูต ปัจจุบันเราใช้เป็น พูด อาการ ปูด คือ โน โป ขึ้น ปากปูด คือพ่นหรือเป่าเสียงออกจากปาก เป็นเรื่องราวสารพัดตามแต่ลิ้นจะแต่งเสียง ในปัจจุบัน เราใช้คำว่าปูด เช่น ห่้ามปูด คือห้ามพูด

          ที่"ปากปูด" หมายถึงที่ร้องทุกข์ ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรก็เอามาปูดกันในที่นี้ด้วยการลั่นกระดิ่ง  เช่นเดียวกับศาลไคฟงของเปาบุ้นจิ้น  ใครมีเรื่องอะไรก็ไปตีกลองร้องทุกข์นั่นแล


<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg39249#msg39249)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40318#msg40318)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต



หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, ตุลาคม, 2561, 10:20:36 PM
(https://image.ibb.co/hwLam9/1b11b2f6_a971_4b0a_9d1b_5172800e319f.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดตระพังเงิน
Cr. ภาพโดย คุณเอิงเอย

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40052#msg40052)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40502#msg40502)                   .


- บารมีบุญพ่อขุนรามฯ -

"สร้างป่าหมากป่าพลูทั่วเมืองนี้"
ไม้ผลมี"หมากม่วงหมากขาม"ป่า
"หมากลางหมากพร้าว"อีกนานา
ตะไคร้ข่าพริกมวลผักสวนครัว

อันสวนป่านาไร่ที่ใครสร้าง
ต่างคนต่างเฝ้าอยู่ดูแลทั่ว
ล้วนเป็นทรัพย์บนดินสินส่วนตัว
มีราวรั้วสัญลักษณ์ปักเขตครอง

"กลางเมืองสุโขไทนี้มีตระพัง"
เป็นที่ขังน้ำซึ่งคล้ายบึงหนอง
"ตระพังโพย"กว้างใหญ่น้ำใสนอง
"ตระพังทองตระพังเงินล้วนงดงาม

สีน้ำใสเย็นอุระชวนถวิล
ดั่งดื่มกิน"น้ำโขง"โยงสยาม
ด้วยพระบารมีบุญ"พ่อขุนรามฯ"
บันดาลความร่มเย็นไทยเป็นไท


          ในเมืองสุโขทัยนอกจากจะมีป่าหมากป่าพลู  ป่าพร้าวป่าลางป่าม่วงป่าขามอันอุดมสมบูรณ์แล้ว  ยังมีสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวเมือง คือ  ตระพังหรือสระน้ำขนาดใหญ่หลายสระ เช่น  ตระพังโพย ตระพังเงิน ตระพังทอง  ท่านว่าน้ำในตระพัง  "สีใสกินดีดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง"  หมายถึงน้ำในลำโขงในฤดูแล้งใสสะอาดบริสุทธิ์ ดื่มอาบได้สนิทใจ

          ความในจารึกที่ว่าน้ำในตระพังเหมือนน้ำในแม่โขงยามแล้ง  เป็นหลักฐานหรือพยานยืนยันว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงคุ้นเคยกับแม่น้ำโขง  ตามความในตำนานกล่าวว่าพระองค์เสด็จไปสรงน้ำในแม่โขงเป็นประจำทุกปี  โดยผ่านไปทางพะเยา  พักที่พะเยาจนเกิดเรื่องที่ว่าทรงเป็นชู้กับมเหสีพระยางำเมือง

          อีกประเด็นหนึ่ง ยืนยันว่า  ต้นตระกูลพ่อขุนรามคำแหงเป็นชาวไทยเลือง  ดำพงกาวแห่งนันทบุรี(เมืองน่าน) ....มีความคุ้นเคยกับน้ำแม่โขงมาแต่บรรพบุรุษของพระองค์

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, ตุลาคม, 2561, 10:15:41 PM
(https://image.ibb.co/k13719/1024px-201312131040b-HL-ps-Sukothai-King-Ramkhamhaeng-Monument.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพจำหลักฐานข้างพระบรมรูป
ชาวสุโขทัย บำเพ็ญศีล ทาน การกุศล
Cr. ภาพโดยคุณ Hartmann Linge

- ในเมืองสุโขไท -

"เมืองสุโขไทนี้ตรีบูร..." แจ้ง
รอบกำแพงวงเวียงวัดยาวใหญ่
"สามพันสี่ร้อยวา"ว่ายาวไกล
ณ ภายในบ้านเรือนเกลื่อนอาราม

คนในเมืองสุโขไทใกล้ชิดวัด
ปฏิบัติกายใจไม่รุ่มร่าม
ในพรรษารักษาศีลสิ้นทุกยาม
จิตใจงามด้วยบุญสุนทรทาน

มีสัมมาคารวะมารยาท
อภิวาทวันทามือประสาน
รู้หน้าที่ควรทำไม่รำคาญ
ประกอบการสุจริตไม่ผิดธรรม

ทุกวันพระรักษาอุโบสถ
ประพฤติพรตพรหมจรรย์ในขั้นต่ำ
เป็นเริ่มต้นทางบุญคุณครอบงำ
ซึ่งจะนำพาถึงซึ่งนิพพาน...


          เมืองสุโขไทมีกำแพงสามชั้น(ตรีบูรณ์)  ยาวไกลได้สามพันสี่ร้อยวา  คนในเมืองสุโขไทมักศีล  เมื่อเข้าพรรษาทุกคนรักษาศีลห้าทุกวันไม่มีเว้น  เมื่อถึงวันพระ(อุโบสถ)  จะรักษาอุโบสถ(ถือศีลแปด)  ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา

เต็ม อภินันท์
สถาวันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 13, ตุลาคม, 2561, 11:01:56 PM
(https://image.ibb.co/jD3MDp/2015-05-04-132125.jpg) (https://imgbb.com/)

- ออกพรรษากรานกฐิน -

เมื่อโอกพรรษากรานกถิน"ก่อนสิ้นฝน
เดือนหนึ่งคนไทยสนุกทุกหมู่บ้าน
บุญกฐินถวายพระ"กาลทาน"
ล้วนจัดงานฉลองสนุกทุก"วัดวา"

พ่อขุนรามคำแหงแต่งองค์กฐิน
"โอยทาน"สิ้นทรัพย์ที่่มากมีค่า
หมดเบี้ย"ปีแล้ญิบล้าน"ทานบูชา
ด้วยศรัทธามั่นคงอย่างจงใจ

บริพารกฐินมีหลายหลาก
"พนมหมาก"จัดเห็นเป็นกองใหญ่
"พนมเบี้ย"เคียงข้างวาง"ผ้าไตร"
อีก"พนมดอกไม้"และ"หมอนนอน"

วันสุดท้าย"กาลทาน"ที่ท่านจัด
"ไปสูดญัติ" อรัญญิกริมสิงขร
ถวายพระวิปัสนาในป่าดอน
เมื่อรับพระแล้วเซ็งแซ่แห่กลับเวียง


          มีความในจารึกต่อไปว่า เมื่อออกพรรษากราน(ทอด)กฐินเดือนหนึ่งจึงแล้ว  เครื่องกฐินนอกจากผ้ากฐินแล้ว  มีพนมเบี้ย  พนมหมาก  พนมดอกไม้  หมอนนั่งหมอนนอนเป็นบริพารกฐิน  วันสุดท้ายของกาลทานพ่อขุนรามฯพาไพร่ฟ้าประชาชนไปกรานกฐินที่วัดในแดนอรัญญิก  ด้านตะวันตกเมืองสุโขไท  แล้วกลับเข้ามาฉลองกันในเมือง

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, ตุลาคม, 2561, 12:05:49 AM
(https://image.ibb.co/gobgyp/1.jpg) (https://imgbb.com/)

- งาน"เผาเทียนเล่นไฟ" -

"เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงกัน-
แต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลาน"เสียง
"ดํบงคํกลอง"ร้องพร้อมเพรียง
เดินรายเรียงเสสรวลขบวนยาว

"ด้วยเสียงพาดเสียงพีน"ได้ยินก้อง
ใครใคร่ร้องเอื้อนเสียงสำเนียงฉาว
จะขับขานเย้าหยอกบอกเรื่องราว
ก็ร้องกล่าวฉอดฉอดตลอดทาง

สุโขไท"มีสี่ปากประตูหลวง"
ชนทั้งปวงเบียดเสียดไร้ช่องว่าง
แห่เข้าเมืองเนืองแน่นด้วยนายนาง
ทุกคนต่างอยากเห็นการ"เล่นไฟ"

ท่าน"เผาเทียนเล่นไฟ"ในกรุงศรี
เป็นพิธีบุญทานอันยิ่งใหญ่
"ลอยกระทง"บูชารตนตรัย
ซึ่งชาวไทยชื่นชมนิยมกัน....


          คำเต็มของความในจารึกบรรทัที่ ๑๗ ถึงบรรทัดที่ ๒๓ ด้านที่ ๒ ว่า...." เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงกันแต่อรัญญิกพู้นเท้าหัวลาน ดํบงคํกลองด้วยเสียงพาดเสียงพีน เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว เมืองสุโขไทนี้มีสี่ปากปตูหลวง เที้ยนญ่อมคนเสียดกัน เขามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขไทนี้มีฎั่งจักแตก....."

          แปลคำไทยสุโขไท เป็นภาษาไทยปัจจุบันได้ว่า หลังจากกรานกฐิน ณ วัดอรัญญิกแล้ว เมื่อจักกลับเข้าในเมือง เดินเรียงแถวยาวตั้งแต่อรัญญิกจรดสนามหลวง(เท้าหัวลาน) กลางเมืองสุโขไท
          ระดมตีกลอง(ดํบงคํ = ดมบงคม)ให้จังหวะ เสียงพาด (เครื่องสี เช่นซอ) เสียงพีน( พิณ เครื่องดีด) ประกอบการร้องรำทำเพลง(เสียงเลื้อนเสียงขับ) ใครอยากเล่นอะไร ก็เล่น ใครอยากหัวเราะ เฮฮา ก็หัวเราะ ได้อย่างเต็มที่ สนุกสนานบันเทิงกันตลอดเส้นทางอันยาวไกล

          เมืองสุโขไทมีประตูใหญ่อยู่ ๔ ประตูเข้าออกทาง ๔ ทิศ ผู้คนนอกเมืองเดินทางมาจากทิศทั้ง ๔ เบียดเสียดยัดเยียดกันเข้าในเมือง เพื่อมาดูท่าน เผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยในวันเพ็ญเดือนสิบสองนั้น จึ่งอึงมี่ "มีดังจักแตก".......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, ตุลาคม, 2561, 10:21:07 PM
(https://image.ibb.co/hS9C5f/1.jpg) (https://imgbb.com/)

- ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ -

การ"เผาเทียนเล่นไฟ"ในอดีต
เป็นจารีตประเพณีที่สร้างสรรค์
ประยุกต์เอาความเชื่อทุกเชื้อวัน
เข้าผูกพันศาสนาวัฒนธรรม

ทำตะคันหลอมเทียนมีไส้ใส่
เพื่อจุดไฟเผากันทั้งวันค่ำ
บูชาพระ,เทพเจ้าเป็นประจำ
และลอยน้ำโดยใส่ในกระทง

เรียก"เผาเทียน"ที่ไทยสืบถ่ายทอด
มาตลอดหลายสมัยไม่ลืมหลง
แต่เปลี่ยนแบบให้งามตามจำนง
เพื่อให้คงประเพณีอันดีงาม

การ"เล่นไฟ"หลายอย่างต่างประดิษฐ์
ล้วนแรงฤทธิ์ลอยฟ้าน่าเกรงขาม
"พลุ,ตะไล,ไฟพะเนียง"จุดเรียงราม
ดังตูมตามพร้อมระลอก"ดอกไม้ไฟ"

ล้วนตื่นตาตื่นใจไม่เคยเห็นบ่อย
คนต่างคอยเที่ยวกันชมงานใหญ่
ลอยกระทงแพร่สะพัดจัดทั่วไป
สุโขทัยเป็นที่หนึ่งจึงโด่งดัง...


          การพิธี "เผาเทียนเล่นไฟ" เป็นพิธีบุญบูชาในงานนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง และเป็นวันสิ้นฤดูฝน พร้อมกับสิ้นปีเก่า พ่อขุนรามคำแหงทรงผนวกการเฉลิมฉลอง งานเสร็จสิ้น "กาลทาน" คือบุญกรานกฐิน (ที่เรียกว่ากาลทาน เพราะทำในเวลาที่จำกัด ถวายผ้ากฐินแก่สงฆ์วัดละครั้งเดียว ภายในเวลาของวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เท่านั้น ถ้าถวายผ้าไตรแก่สงฆ์นอกเวลาดังกล่าว ผ้านั้นไม่เป็นผ้ากฐิน จะกลายเป็นผ้าป่าไปทันที) เมื่อถวายผ้ากฐิน ณ พระอารามในแดนอรัญญิก (เขาสะพานหิน) แล้ว กลับมาเฉลิมฉลองบุญทานกันในเมืองสุโขทัยด้ยการ "เผาเทียนเล่นไฟ" มีคนแออัดยัดเยียดกันเข้ามาจากสี่ปากประตูหลวง จนเมืองสุโขทัยยามนั้น "มี่ดั่งจังแตก"

          การเผาเทียน คือหลอมไขขี้ผึ้ง หรือไขโคให้เหลว แล้วเทใส่ในตะคัน คือถ้วยเทียน (ล้านนาเรียกผางประทีป) ใช้ด้ายดิบทำเป็นไส้เทียน แล้วจุดไส้เทียนในตะคัน ตั้งวางบูชา พระพุทธรูป พระเจดีย์ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือ สิ่งที่ตนเคารพนับถือ จุดตามประทีปไว้จนกว่าเทียนจะถูกไฟลามเลียเหือดแห้งไปหมด จึงเรียกว่า "เผาเทียน"

          นายนิคม มูสิกะคามะ นักโบราณคดี (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) อธิบายว่า สมัยกรุงสุโขไทเป็นราชธานี ชาวสุโขไททำตะคัน (ถ้วยเทียนประทีป) นอกจากจุดไฟตั้งวางสักการะบูชาพระแล้ว ยังใส่ตะคันลงในกระทงจุดไฟปล่อยกระทงลอยในน่านน้ำที่เรียกว่า "ลอยกระทง"

          และนี่คือที่มาของประเพณีการลอยกระทงของไทย

          พร้อมกับการเผาเทียนบูชานั้น มีการเล่นไฟ คือ จุดพลุ ตะไล ไฟพะเนียง ดอกไม้ไฟต่างๆ เป็นที่สนุกสนานรื่นเริงด้วย

          พีธีการ เผาเทียน เล่นไฟ ของเมืองสุโขไท หายไปพร้อมกับการเสื่อมสลายของกรุงสุโขไท ราชธานีแห่งแรก (ตามประวัติศาสตร์) ของไทย แต่ประเพณีการลอยกระทงยังคงอยู่ในสังคมไทย หากแต่พิธีการลอยกระทงพัฒนารูปแบบเปลี่ยน แปลงไปตามยุคตามสมัย และความนิยมของแต่ละท้องถิ่น

          เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จังหวัดสุขทัยร่วมกับกรมศิลปากร และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดการฟื้นฟู พิธีกรรมการลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ขึ้นในแบบย้อนยุค กลับไปสู่บรรยากาศโบราณเมื่อ ๗๐๐ ปี ก่อน งานนี้ได้รับความสนใจจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ พากันมาเที่ยวชมมากจน"เมืองสุโขไทนี้มีดังจักแตก" ในปีแรก ๆ และซบเซาลงบ้างในบางช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของผู้จัดงาน

          ....เมื่อสองปีที่่แล้ว งานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานเทศกาล วัฒนธรรมประเพณี ดีเด่นเป็นอันดับ ๒ ของโลก ปีนี้จะเป็นอย่างไร อดใจไว้คอยเที่ยวชมในวันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองตลิ่งก็แล้วกันครับ.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, ตุลาคม, 2561, 10:34:51 PM
(https://image.ibb.co/dfo45f/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระอัฏฐารสที่วัดสะพานหิน

- พระพุทธรูปกลางเมือง -

"กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร"
เป็นสถานพุทธศาสน์พิลาสขลัง
"มีพระพุทธรูปทอง"เลืองในวัง
"พระใหญ่"ตั้งหน้าพิหารตระการตา

"มีพระอัฏฐารศ"ยืนตระหง่าน
ปางประทานพรอภัยให้ทั่วหน้า
"มีพระพุทธรูปอันราม"ตามวัดวา
ให้บูชากราบกรานสืบสานบุญ

"มีปู่ครูนิสัยมุตก์"หลุดภาระ
ถือเป็นพระผู้ใหญ่ไม่หันหุน
สำรวมเรียบลักษณะจิตกรุณ
คอยค้ำจุนสังคมให้ร่มเย็น

วัดในเมืองเนืองแน่นเป็นแดนพุทธ
บริสุทธิ์ศาสนาคุณค่าเห็น
พ่อขุนรามฯทรงนำพาบำเพ็ญ
พระองค์เป็นตัวอย่างทางดีงาม


          ความในจารึกหลักที่หนึ่งนี้กล่าวอีกว่า ในกลางเมืองสุโขไท มีพระพุทธรูปทอง มีพุทธรูปใหญ่และราม (ขนาดรอง) มีพระอัฏฐารศ มีพิหาร (วัด) ใหญ่น้อย มีพระเถระมหาเถระ ปู่ครูพระนิสัยมุตก์ (บวชครบ ๕ พรรษา)

          พระพุทธรูปทองนัยว่ามีหลายองค์ องค์ที่ประดิษฐานอยู่วัดไตรมิตร กทม.ปัจจุบันนี้เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปทองดังกล่าวในจารึกนี้ ส่วนพระพุทธรูปอันใหญ่มีหลายองค์เช่นกัน องค์ใหญ่ที่สุดคือองค์ที่อยูในวิหารหน้าพระมหาธาตุเจดีย์กลางเมืองสุโขทัย ซึ่ง ร. ๑ โปรดให้เคลื่อนย้ายลงมากรุงเทพฯ ประดิษฐานอยู่วัดสุทัศน์ฯในปัจจุบัน (พระศรีศากยมุนี) พระอัฏฐาราศ คือพระพุทธรูปอืนประทานพรในวัดมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย และบนเขาสะพานหินกลางอรัญิก นอกกำแพงเมืองสุโขทัยด้านทิศตะวันตก

          มีเถรมหาเถร คือพระผู้ใหญ่ คือผู้บวชได้ ๕-๙ พรรษา นิสัยมุตก์ เรียกว่า "ปู่ครู" พระภิกษุผู้บวชได้ ๑๐-๑๙ พรรษา เรียก เถรหรือเถระ บวชได้ ๒๐ พรรษาขึ้นไปเรียกมหาเถร หรือมหาเถระ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, ตุลาคม, 2561, 10:35:04 PM
(https://image.ibb.co/k1F5ff/964138449-member.jpg) (https://imgbb.com/)
พระอัฏฐารส วัดสะพานหิน

- พระสังฆราชลังกาวงศ์ -

"....มีเถรมหาเถร"เด่นสง่า
อยู่ในป่าแดนดงกลางพงหนาม
ทำอรัญญิกาวาสเป็นอาราม
ห่างเขตคามติดต่อพอสมควร

"พ่อขุนรามคำแหง"มาแห่งนี้
เหตุเพราะมี"พระป่า"เป็นสัดส่วน
"สังฆราชปราชญ์"เลิศองค์สงฆ์ทั้งมวล
ท่องทบทวนคำ"จบปิฎกไตร"

ล้วน"หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้"
มาแต่"ศรีธรรมราช"ปราชญ์เมืองใต้
"ลังกาวงศ์"สงฆ์ดีที่ถูกใจ
เคร่งวินัยปฏิบัติวิปัสนา

"ในกลางอรัญญิกมีพิหาร"หนึ่ง
บนเขาซึ่งไม่สูงสุดแรงขา
"มีพระอัฏฐารศ"เห็นยืนเด่นตา
ชื่อวัดว่า"สะพานหิน"ปิ่นอรัญ


          พ่อขุนรามคำแหงอาราธนาพระสงฆ์ลังกาวงศ์นิกายอภัยคีรีวิหารจากนครศรีธรรมราชมาเผยแผ่ลัทธิทีสุโขไท สงฆ์ลังกานิกายนี้เป็น"พระป่า" จึงขออยู่ในป่าเชิงเขาประทักด้านตะวันตกเมืองสุโขไท พ่อขุนรามโปรดให้สร้างวัดเป็นที่อยู่ในป่านี้ และตั้งให้พระมหาเถระหัวหน้าคณะเป็นพระสังฆราช พระสงค์คณะนี้ล้วนรู้จำพระไตรปิฎกได้หมด(จบปิฎกไตร) ฉลาด(หลวก)กว่าปู่ครู(สงฆ์หมู่เดิม) ในเมืองสุโขไท นอกจากสร้างวัดอรัญญิกการามในป่าแล้ว ยังทรงสร้างวัดบนยอดเขาสะพานหิน และสร้างพระอัฏฐารศ พระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ไว้บนยอดเขานี้เพื่อ"ฝึกฟื้นใจเมือง" อีกด้วย..

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ้นขี้ผึ้งไทย
๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, ตุลาคม, 2561, 10:21:21 PM
(https://image.ibb.co/i2FVY0/DSCF5967-Damras-Onsuang.jpg) (https://imgbb.com/)
เครดิตรูปภาพโดยคุณ Damras Onsuang

- เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขไท -

"เบื้องตะวันโอกเมืองสุโขไทนี้-
มีพิหารมีปู่ครู"ผู้ขยัน
ทำ"คันถธุระ"ทั้งคืนวัน
เป็นมิ่งขวัญไพร่ฟ้าประชาชน

"มีทะเลหลวงมีป่าหมากป่าพลู"
มีที่อยู่อาศัยไร่นากล่น
มีวัดวาอารามหลามปะปน
หมากไม้ผลนานาแลตระการ

"มีถิ่นถานบ้านใหญ่บ้านเล็ก"
ผู้ใหญ่เด็กอยู่สุขสนุกสนาน
ปลูก"ป่าม่วงป่าขาม"งามละลาน
แลเรือนชานบ้านไทยวิไลตา........


          ความในศิลาจารึกตอนนี้ท่านกล่าวว่า ทางทิศตะวันออกเมืองสุโขไท มีวัด มีปู่ครูพร้อมพระสงฆ์สุโขไทผู้สืบเชื้อสายมาแต่พระโสณะ พระอุตตระ สมณะทูตพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งมาเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ คนไทยรับนับถือสืบต่อกันมานานนับพันปีแล้ว พระสงฆ์คณะเดิมในสุโขไทนี้ผู้ที่เป็นสมภารเจ้าวัดท่านเรียกว่า "ปู่ครู" ผู้ที่บวชนานได้ ๕ พรรษาแล้วท่านเรียกว่า "นิสัยมุตก์" เป็นพระสงฆ์ฝ่ายคามวาสี(พระบ้าน) มีอยู่ทั่วไปทั้งนอกและในเมืองสุโขไท

          นอกจากมีวัดวาอาราม ปู่ครูอยู่มากมายแลัวยังมีทุ่งทะเลหลวง ป่าหมากป่าพลู (คนไทยสมัยนั้นนิยมกินหมากรองลงมาจากกินข้าว) ป่ามะพร้าว ป่ามะขาม มีไร่มีนา มีถิ่นถานบ้านเรือนอุดมสมบูรณ์พูนสุข

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 19, ตุลาคม, 2561, 10:23:39 PM
(https://image.ibb.co/fjVbrL/image.jpg) (https://imgbb.com/)
เขื่อนสรีดภงค์ หรือทำนบพระร่วง
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

- เบื้องหัวนอนเมืองสุโขไท -

เบื้องหัวนอนเมืองสุโขไทนี้-
มีกุฎีพิหารปู่ครู"กล่น
มี"สรีดภงส"อ่างใหญ่ไว้เก็บชล
เลี้ยงผู้คนในเมืองน้ำเนืองนอง

"มีป่าพร้าวป่าลางป่าม่วงป่าขาม"
บ้านเรือนรามอยู่เย็นเป็นแถวถ่อง
เทือก"เขาหลวง"ศักดิ์สิทธิ์ประสาททอง
ที่อยู่ของ"พระขพุง"บำรุงเมือง

"มีน้ำโคก"โตรกธารละหานห้วย
ยอดเขาสวยมีชื่อเสียงลือ "เรื่อง-
เล่านิทาน"ขานกล่าวเล่าเนืองเนื่อง
"พระร่วง"เรืองฤทธิไกรไร้เทียมทาน

เขา"นารายณ์,เจดีย์,พระแม่ย่า"
และ"ภูกา"สี่ยอดสูงตระหง่าน
อีก"สวนขวัญ"สมุนไพรใหญ่ยืนนาน
พร้อมตำนานบ่งชี้ทุกที่ทาง


          เบื้องหัวนอนคือทิศทางใต้ตัวเมืองสุโขไท ที่เรียกดังนี้เพราะคนสุโขไทสมัยนั้นนอนหันศีรษะไปทางทิศใต้ เหยียดเท้าไปทางทิศเหนือ จารึกท่านกล่าวว่า ทางเบื้องหัวนอนมีวัดใหญ่น้อยเป็นที่อยู่ของปู่ครู สงฆ์ฝ่ายคันถธุระ คามวาสี มี "สรีดภงส์"อ่างและเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ มีป่าหมากพร้าวหมากลางหมากม่วงหมากขาม มีเขาหลวงที่สถิต "พระขพุงผี"ผู้เแป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองสุโขไท(ปัจจุบันเรียกกันงว่าพระแม่ย่า) ยอดเขาหลวงประกอบด้วยยอดเขาพระนารายณ์ ยอดเขาพระเจดีย์ ยอดเขาพระแม่ย่า ยอดเขาภูกา มีสวนสมุุนไพรว่านยาพระร่วง มีน้ำตก ต้นธาร มีตำนานเล่าเรื่องพระร่วงบุตรนางนาคซึ่งกำเนิด ณ เขาหลวงนี้...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ้นขี้ผึ้งไทย
๑ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 20, ตุลาคม, 2561, 10:22:42 PM
(https://image.ibb.co/mHg5Lf/image.jpg) (https://imgbb.com/)
ศาลพระแม่ย่า จ. สุโขทัย

- พระแม่ย่ามิ่งเมืองสุโขทัย -

"มีพระขพุงผีเทพดา"
"เป็นใหญ่กว่าทุกผี"มิอวดอ้าง
"ขุนผู้ใดถือเมืองนี้"มิเว้นวาง
"ไหว้พลี"อย่างถูกต้อง"เมืองนี้ดี"

"ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก"จะทุกข์เศร้า
"ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่เกรง"ขยี้
"เมืองนี้หาย"ถล่มลงเป็นพงพี
จารึกนี้ชี้แจงแหล่งสำคัญ

เทือกเขาหลวงสลับรายหลายสิงขร
สิ่่งศักดิ์สิทธิ์ซับซ้อนอยู่ลดหลั่น
ที่สถิตย์ผีผู้ใหญ่เฝ้าไพรวัน
จารึกนั้นสำเหนียกเรียก"พระขพุง"

เป็นเทวรูปสตรีมีสง่า
เรียก"แม่ย่า"บำรุงเมืองให้เรืองรุ่ง
เป็น"มิ่งเมืงสุโขทัย"ที่ไทยมุง
เผดียงผดุงสร้างสถูปรูปบูชา

ณ ยอดเขา"ปู่จ่า"กลางนากว้าง
มีพระปรางค์อิฐใหญ่งามสง่า
เทวรูปหลากหลายแลลายตา
นักเสาะหาสมบัติวัดลักไป

พระพุทธรูปเล็กใหญ่ขนไปหมด
ยังปรากฏเทวรูปหนึ่งอยู่ได้
เป็น"เทวนารี"มิเหมือนใคร
เฉกนางในสรวงเด่นเช่น"อุมา"

พวกโขมยโกยทรัพย์จับขนย้าย
ทำให้หายจากที่เก่า"เขาปู่จ่า"
ไปปรากฏอยู่ไกลถึงปลายนา
"ถ้ำหน้าหญ้า,แม่ย่า"เชิงคิรี

ชาวบ้านเรียก"พระแม่ย่า"พากันกราบ
ด้วยซึ้งทราบความศักดิ์สิทธิ์ฤทธิ์เทพผี
จาก"พระขพุง"เป็น"แม่ย่า"เทวสตรี
ประชาชีเคารพอภิวันท์....


          อภิปราย ขยายความ
          คำเต็มของความในจารึกบัรรทัดที่ ๖ ถึงบรรทัดที่ ๑๐ ว่า....." มีพระขพุงผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขไทนี้แลั ไหว้ดูพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอั้น บ่คู้มบ่เกรง เมืองนี้หาย....."

          ....แปลคำสุโขไทเป็นคำไทยปัจจุบัน ได้ความว่า ณ เทือกเขาหลวงนั้น มีพระขพุงผีเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองสุโขทัย ผู้ใดได้เป็นขุนครองเมืองสุโขทัย ถ้าไหว้ดีพลีถูก เมืองสุโขทัยจำเจริญรุ่งเรืองดี หากไหว้ไม่ได้พลีไม่ถูก เมืองสุโขทัยจักเสีย เสื่อมโทรมลง จนหายสิ้น

          ......พระขพุงผี ได้แก่เทพผู้เป็นใหญ่ในเมืองสุโขทัย (ขพง ขพุง = ส่วนเบื้องบนของภูเขา(ยอดเขา) หรือที่สูง ส่วนสูง หรือ ประเสริฐ) "ผี" ในที่นี้หมายถึงเทพยดา คนไทยสมัยโบราณนับถือผีว่าเป็นผู้มีอำนาจ ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์เดชบันดาลความดีความร้ายให้เกิดแก่ผูคนได้ ต่อมาเมื่อรู้เรื่องในลัทธิพราหมณ์มากขึ้น รู้คำว่า เทวดา อินทร์ พรหม เทพเจ้า พระเป็นเจ้าว่ามีความศักดิ์เช่นเดียวกันกับผีที่ตนนับถือ จึงแปลงผีให้เป็นเทพยดาไปในที่สุด

          ....พระขพุงผี เทพยดาผู้เป็นใหญ่สูงสุดในหมู่เทวยเทพ ภูติผีปิศาจทั้งหลายในเมืองสุโขทัย สถิตย์อยู่ ณ เทือกเขาหลวง นอกจากควบคุมดูแลเหล่าเทพยดา ภูติผี ปิศาจแล้ว ยังดูแลความประพฤติของผู้คนในเมืองสุโขทัยด้วย ผู้ได้เป็นขุนขึ้นครอง (ถือเมือง) เมืองสุโขทัย  หากมีความประพฤติดี ปฏิบัติชอบ (ไหวีดี พลีถูก) ก็จะดลบันดาล หรืออวยพรให้เมืองสุโขทัยนี้เจริญรุ่งเรือง หากขุนผู้นั้นประพฤติปฏิบัติมิชอบ (ไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก) ก็จะ"อั้น บ่คุ้ม บ่เกรง" และยังจะดลบันดาลหรือสาปแช่งให้เมืองนี้เสื่อมโทรมลงจนสลายไปในที่สุด.

          ....พระขพุงผีประมุขเทพยดาภูติผีปิศาจประจำเมืองสุโขทัย ณ เทือกเขาหลวง นี้ มีตำนานเล่าว่าพระนางเสือง มเหสีขุนศรีอินทราทิตย์ ทรงปลีกวิเวกขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนยอดเขาหลวง ยอดเขาลูกที่พระนางประทับปฏิบัติธรรมนั้นเรียกว่า"เขาพระแม่ย่า"มาจนถึงวันนี้ คนสุโขทัยในยุคหลังๆจึงเชื่อกันว่า "พระขพุงผี" ตามจารึกนี้คือพระนางเสือง พระราชมารดาในพ่อขุนรามคำแหง นั่นเอง

          ...นักวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดี เชื่อกันว่า เทวรูปสตรี ที่แกะสลักด้วยหินชนวนเขียวองค์นี้ คือ "พระขพุงผี" ตามความในจารึกหลักที่ ๑ และยังมีความในจารึก"ปู่สบถหลาน"กล่าวถึงอีกว่า "พระขพงยรรยงเขาพระศรี" อันหมายถึง "พระขพุงผี" นั่นเอง

          ....ในทางสันนิษฐานที่เป็นไปได้ว่า เทวรูปสตรีที่เรียกว่าพระแม่ย่าองค์นี้ เดิมประดิษฐานอยู่ในเทวาลัย บนยอด "เขาทอก" เตี้ย ๆ ลูกหนึ่งกลางทุ่งนา เชิงเทือกเขาหลวง ภูเขาทอกนี้น่าจะชื่อเดิมว่า ยรรยงเขาพระศรี บนยอดเขานี้มีเทวาลัยนับอายุสืบได้ว่าสร้างในยุคสมัยปาปวน ต่อมาถึงยุคสุโขไท พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองจึงถูกแปลงจากเทวาลัยให้เป็นพระปรางค์ (ปัจจุบันเรียกว่าปรางค์อิฐปู่จ่า) ในราวปลายรัชสมัย ร.๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีคนร้ายขุดค้นหาทรัพย์สมบัติตามปรางค์ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร ชรอยว่า ปรางค์อิฐปู่จ่าที่มีเทวรูป พระพุทธรูปอยู่มากมายนั้น ถูกลักลอบขนย้ายไปเกือบหมดสิิ้น เทวสตรีหินองค์นี้ถูกเคลื่อนย้ายไปทิ้งไว้ ณ เพิงผาหน้าถ้ำหน้าหญ้า (ซึ่งต่อมาเรียก "ถ้ำพระแม่ย่า" ในเทือกเขาหลวง ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเรียกเทวรูปนี้ว่า "พระแม่ย่า" อันหมายถึงพระนางเสืองผู้เป็นพระราชมารดาพ่อขุนรามคำแหง (เรียกขุนรามคำแหงว่าพ่อ ก็ต้องเรียกแม่ของพ่อว่า ย่า ตามธรรมเนียมไทย))

          .....ทางการได้เคลื่อนย้ายเทวรูปสตรีหรือพระแม่ย่าองค์นี้เข้ามาไว้ในเมืองสุโขทัย ด้วยเกรงว่าหากปล่อยไว้ที่ถ้ำนั้นจะเป็นอันตราย ปัจจุบันได้สร้างศาลที่สถิตพระแม่ย่าไว้ริมน้ำยม บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุโขทัย

          ......เพราะชาวบ้านเคารพเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่ย่ากันมาก จึงมีการขออนุญาตทางจังหวัดจัดสร้างเหรียญรูปพระแม่ย่า รูปหล่อลอยองพระแม่ย่าขนาดพกพา เพื่อนำติดตัวไปไหนมาไหน ถือเป็นวัตถุมงคลขลัง โดยจัดสร้างมาแล้วจนนับรุ่นไม่ถ้วน

          ......การบนบานพระแม่ย่าได้ผลไม่น้อย จนมีคำกล่าวว่า  "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่".......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 21, ตุลาคม, 2561, 10:20:27 PM
(https://image.ibb.co/bA9EWL/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระแท่นกลางดงตาล -

"หนึ่งสองหนึ่งสี่ ศกปีมะโรง"
กลางป่าโปร่งดงตาลปานสวรรค์
อายุตาลสิบสี่ปีที่ปลูกนั้น
"ให้ช่างฟันขดารหีน"น่ายินดี

เป็นแท่น"ตั้งหว่างกลางไม้ตาน"หนุ่ม
ลานประชุมถือศีลพระชินสีห์
"ปู่ครูเถรมหาเถร"เปลี่ยนเวรมี
ขึ้นแท่นนี้เทศนาเป็นประจำ

"วันเดือนดับเดือนโอกแปดวัน"ทบ
ทวนบรรจบเจ็ดทิวา""สิบห้าค่ำ"
ทั้ง"เดือนเต็มเดือนบ้าง"ร่วมฟังธรรม
ถือศีลสำรวมใจกายวาจา


          ถอดคำ  ขยายความในจารึกบรรทัดที่ ๑๐  ถึงบรรทัดที่๑๖  ด้านที่ ๓  ได้ว่า
.......๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง  พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาไลสุโขไทนี้  ปลูกไม้ตานได้สิบสี่เข้า  จีงให้ช่างฟันขดารหีนตั้งหว่างกลางไม้ตานนี้  วันเดือนดับเดือนโอกแปดวัน  วันเดือนเต็มเดือนบ้างแปดวัน  ฝูงปู่ครู  เถร  มหาเถร  ขึ้นนั่งเหนือดารหีนสูดธรรมแก่อุบาสก  ฝูงท่วยจำศีล....."

          .... แปลคำสุโขไทเป็นภาษาไทยปัจจุบันได้ว่า  ปีมหาศักราช ๑๒๑๔  ตรงกับพุทธศักราช ๑๘๓๕  ปีมะโรงนั้น  นับเป็นปีที่พ่อขุนรามคำแหงขึ้นครองกรุงสุโขไทและปลูกไม้ตาลมาได้ ๑๔ ปี  เป็นดงตาลหนุ่มที่ร่มรื่น  แล้วจึงโปรดให้ช่างนำหินมาตัดแต่งทำเป็นแท่นหิน (ขดารหีน)  ตั้งไว้กลางดงตาล วันพระขึ้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (เดือนโอก)  และ แรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (เดือนดับ เดือนบ้าง) (๑๔ ค่ำ ในเดือน คี่)  ทรงอาราธนาพระภิกษุฝ่ายคามวาสี (ปู่ครู)  อรัญญวาสี (เถร มหาเถร)  ขึ้นนั่งบนแท่นหินแสดง (สูด=สวด) ธรรม  เหล่าอุบาสกอุบาสิกา  สมาทานรักษาอุโสถศีล (จำศีล)  ตลอดวันตลอดคืนในกลางดงตาลนี้.....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, ตุลาคม, 2561, 10:22:19 PM
(https://image.ibb.co/d6QfQq/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- สภาปากปูด ณ ดงตาล -

"ผิใช่วันสูดธรรม"ว่างตำแหน่ง
"รามคำแหง"นั่งแท่นแสนสง่า
"ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน"มา
นั่งรายล้อมพร้อมหน้าประชุมกัน

ใช้ดงตาลเป็นสภาปรึกษาเรื่อง
ยกการเมืองทุกอย่างมาสร้างสรรค์
หยิบปัญหานานาสารพัน
มาจำนรรจ์แจงคดีให้คลี่คลาย

ใครมีเรื่องอึดอัดทุกข์ขัดข้อง
เข้ามาร้องมา"ปูด"พูดขยาย
ปูดเปิดอกกันให้ใจสบาย
ไร้เจ้านายปิดปากปัดมากความ

"ลั่นกะดิ่ง"กริ่งก้องเพื่อร้องเรียก
ให้สำเหนียกรับเรื่องทุกข์เคืองขาม
"เป็นสภาการุณย์พ่อขุนราม"
เพื่อไถ่ถามทุกข์กันทั้งวันคืน.....


.....อภิปราย ขยายความ

          .....คำเต็มของความในจารึกบรรทัดที่๑๖ ถึงบรรทัดที่ ๑๙ ด้านที่ ๓ ว่า  "ผิใช่วัดสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาไลสุโขไท ขึ้นนั่งเหนือขดารหีน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง"........

          ..... แปลคำสุโขไทเป็นภาษาไทยปัจจุบันได้ว่า  หากมิใช่วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ  ไม่มีพระสูดธรรม (แสดงธรรม)  อุบาสกอุบาสิกาไม่ได้มาชุมนุมรักษาศีล  พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย  ทรงขึ้นประทับนั่งบนขดานหินเป็ประธานการประชุม  ให้บรรดาเสนาอำมาตย์น้อยใหญ่  และเจ้าเมืองทั้งหลายเข้าร่วมประชุม  ปรึกษาหารือในการบริหารบ้านเมือง  ..เปิดโอกาสให้ทุกคนพูดระบายความขุ่นข้องหมองใจ  ถกเถียงกันได้อย่างเสรี

          ..... แขวนกะดิ่งไว้ที่สภานี้ ให้ไพร่ฟ้าประชาชีทุกคนที่มีเรื่อง "เจ็บท้องข้องใจ"  มาลั่นกะดิ่งร้องทุกข์ "ไพร่ฟ้าหน้าปก"  คือประชาชนมีทุกช์เดือดร้อนใด ๆ ก็ให้มาลั่นกะดิ่งร้องทุกข์ได้  พ่อขุนรามคำแหง  จะทรงรับเรื่องร้องทุกข์แล้วพิจารณาคดีด้วยพระองค์เอง  บริเวณดงตาลอันเป็นที่ตั้งของพระแท่นกระดานหินนี้  จึงเป็น "สภาปากปูด"  คือสถานที่เปิดปากพูดกันอย่างเปิดอก  ระบายความทุกข์  ความขัดข้องหมองใจกันได้อย่างเสรี

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๔ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, ตุลาคม, 2561, 10:12:00 PM
(https://image.ibb.co/kErQbV/15.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพจำหลักฐานข้างพระบรมรูป
พ่อขุนรามคำแหงทรงช้างเผือกชื่อ อรูจาครี ไปนบพระอัฏฐารส ณ วัดตะพานหิน ในวันพระขึ้น 15 ค่ำ
Cr. ภาพโดยคุณ Hartmann Linge

-  ท่านว่ามีจารึกสี่หลัก -

"ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม"ทั้งสองข้าง
"ท่านแต่งช้างเผือก"ผ่องสองงายื่น
"รูจาครี"มีความงามกลมกลืน
ไร้ช้างอื่นไหนเยี่ยมยอดเทียมทัน

ทรงขี่ช้างสูงใหญ่ "ไปนบพระ"
"อรัญญิก"เป็นระยะทางมิสั้น
ขึ้นยอดเขา"ตะพานหิน"ถิ่นอารัญ
ทุกทุกวันอุโบสถศีลงดงาม

ทำจารึกสี่หลักปักประกาศ
มหาธาตุ"เมืองเชลียง"ไว้เคียงถาม
อีกหนึ่งหลักในถ้ำ"ถ้ำพระราม"
หลักที่สามถ้ำพระ "รตนธาร"

"ในกลวงป่าตานมีศาลาสองหลัง"
ชื่อน่าฟัง"พระมาส"เหมือนพิหาร
"พุทธศาลา"เคียงใกล้ในดงตาล
คู่"ขดารหีน"มีหลักศิลา

"ขดารหีน..ชื่อมนังษีลาบาตร"
เป็น"ธรรมาสน์,ราชอาสน์"หมดปัญหา
กลางดงตาลร่มเย็นอยู่เป็นมา
คือสภาประชาชีเสรีชน........


          อภิปราย ......คำเต็มในจารึกบรรทัดที่ ๑๙ ถึงบรรทัดที่ ๒๗ ด้านที่ ๓ ว่า ..

          ......." ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกระพัดระยาง เที้ยรย่อมทองงา...(ซ้าย) ขวา ชื่อรูจาครี พ่อขุนรามคำแหง ขึ้นขี่ไปนบพระ (เถิง) อรัญญิกแล้วเข้ามา ๐ จารึกอันณื่งมีในเมืองเชลียงสถาบกไว้ด้วยพระศรีรัตนมหาธาตุ จารึกอันณื่งมีในถ้ำชื่อถ้ำพระราม อยู่ฝั่งน้ำสำพาย จารึกอันณื่งมีในถ้ำรตนธาร ในกลวงป่าตานนี้มีศาลาสองอัน อันณื่งชื่อศาลาพระมาส อันณื่งชื่อพุทธศาลา  (ข)ดารหีนนี้ ชื่อมนังษีลาบาตร สถาบกไว้นี่จี่ง ทัั้งหลายเห็น...."

          แปลความได้ว่า เมื่อถึงวันพระอุโบสถแรม ๑๕ (หรือ ๑๔ ค่ำ) อันเป็นวันสิ้นเดือน (เดือนดับ) วันพระอุโบสถกลางเดือนขึ้น ๑๕ ค่ำ (เดือนเต็ม) พ่อขุนรามคำแหง ให้แต่งช้างชื่อ รูจาครี เป็นช้างเผือกกระพัดระยาง งายาวงามประดับด้วยทอง ทรงช้างคู่พระทัยเสด็จดำเนินขึ้นไปไหว้พระอัฏฐารศบนยอดเขาสะพานหินในแดนอรัญญิก เป็นประจำ

          มีศิลาจารึกอันหนึ่งในเมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) ตั้งไว้กับพระศรีรัตนมหาธาตุ จารึกอันหนึ่งมีในถ้ำพระรามริมฝั่งน้ำสำพาย (แม่ลำพัน) จารึกอันหนึ่งมีในถ้ำรัตนธาร (จารึกทั้ง ๓ หลักดังกล่าวนี้ยังค้นหาไม่พบ)

          ในกลวง (ที่ว่าง) ป่าตาลมีศาลา ๒ หลัง ชื่อศาลาพระมาส กับ พุทธศาลา ขดารหินที่ตั้งไว้กลางป่าตาลนี้ชื่อว่า "มนังษีลาบาตร" (มนังศิลาบาตร) กระดานหิน ที่ประทับนั่งว่าราชการของพ่อขุนรามคำแหง และที่นั่งแสดงธรรมของปู่ครูเถรมหาเถร มาปรากฏนามตรงนี้ว่า "มนังษีลาบาตร" คือ พระแท่นมังศิลา เมื่อนำลงมากรุงเทพฯแรกๆนั้น เรียกกันว่า พระแท่นมนังคศิลา เป้นการเรียกผิดเพียนไปจากจารึกนี้

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขค้ผึ้งไทย
๕ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 24, ตุลาคม, 2561, 10:40:19 PM
(https://image.ibb.co/fMpPqq/image.jpg) (https://imgbb.com/)
เจดีย์วัดช้างล้อม สุโขทัย

- สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ -

"ทั้งมากาวลาวแลไทเมืองใต้หล้า..."
ต่างเข้ามาอยู่ด้วยช่วยขวายขวน
สุโขไทใหญ่มากหลากผู้คน
พ่อขุนรามฯเลิศล้นบารมี

"หนึ่งสองศูนย์เจ็ดศกปีกุน"เล่า
"ใหัขุดเอาพระธาตุออก"นอกฐานที่
"เขารังแร้ง"เก่าแก่กลางพงพี
"พระสารีริกธาตุ"อยู่ใต้ดิน

เชิญลงมากลางเมืองซึ่งเรืองโรจน์
ทรงปราโมทย์ชื่นชมสมถวิล
"กระทำบูชาบำเรอ"ล้างราคิน
เฉกองค์อินทร์ได้"เขี้ยวแก้ว"แวววาบวาม

สร้างพระสถูปเจดีย์ที่เชิงเขา
แล้วทรงเอาพระธาตุใส่ไว้ไร้คนหยาม
มหาธาตุเจดีย์นี้งดงาม
ต่อมานามตามตาว่า"ช้างล้อม".....

(https://image.ibb.co/hzCAVq/2.jpg) (https://imgbb.com/)


อภิปราย ขยายความ.....

          .....คำเต็มตามจารึกบรรทัดที่ ๑ ถึงที่ ๘ ด้านที่ ๔ ว่า.........พ่อขุนพระรามคำแหง ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นขุนในเมืองษรีสัชชนาไลสุโขไท ทั้งมากาวลาวแลไท เมืองใฏ้หล้าฟ้า......ไท ชาวอู ชาวของ มาออก ๑๒๐๗ ศกปีกุร ให้ขุดเอาพระธาตุออกทั้งหลายเห็น กระทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จี่งเอาลงฝังในกลางเมืองษรีสัชชนาไล ก่พระเเจดีเหนือหกเข้าจี่งแล้ว ตั้งเวียงผาล้อมพระมหาธาตุสามเข้าจี่งแล้ว......"

          ไขคำในจารึกเป็นคำไทยปัจจุบันได้ว่า...

     ...พ่อขุนพระรามคำแหง เป็นพระนามเต็ม ที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประทานให้เมื่อพระชนม์ ๑๙ พรรษา หลังจากที่ชนช้างชนะขุนสามชนว่า "พระรามคำแหง" ครั้นขึ้นครองสุโขไทแล้ว ไพร่ฟ้าประชาชนเรียกนามพระองค์ว่า "พ่อขุนรามคำแหง" โดยตัดคำว่า"พระ"ออกไป

     ..."มา"เป็นชนชาติกลุ่มหนึ่ง อยู่ในแถบเมืองน่าน บางแห่งเรียกว่า "ไทยมา"
     ..."กาว" เป็นนามชนชาติไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ในเมืองน่าน "ขุนบางกลางท่าว(ศรีอินทราทิตย์" เป็นชนชาวไทยเลืองตระกูล "ดำพงศ์กาว" ซี่งถือว่าเป็นไทยผู้ดี
     ..."ลาว" เป็นชนชาติไทยอีกเผ่าหนึ่งมีกำเนิดในแถบดอยตุง พัฒนาขึ้นเป็นไทยยวน หรือไทยโยนก ไทยเมือง ในแคว้นล้านนา ซึ่งเดิมเรียกว่า "ล้้วะ,ละว้า" มีปู่เจ้าลาวจก เป็นต้นวงศ์
     ..."ชาวอู" คือชนที่อยู่ในแถบแม่น้ำอูในลาวปัจจุบัน
     ..."ชาวของ" คือชนที่อยู่ตามริมแม่น้ำโขงทั้ง ๒ ฟากฝั่ง
     ..."มาออก" คือมาขอขึ้นอยู่ในการปกครองของกรุงสุโขไท สมัยพ่อขุนรามคำแหง
     ... ๑๒๐๗ เป็นปีมหาศักราช ตรงกับ พุทธศักราช ๑๘๒๘
     ..."ศกปีกุร" คือ ปีกุน สมัยสุโขไทเรียกและเขียนว่า "กุร" ทางล้านนาใช้เรียกและเขียนว่า "กุญ" (หมายถึง กุญชร=ช้าง) ในเรื่องดังกล่าวนี้มีรายละเอียดตามตำนานพงศาวดารเหนือว่า พ่อขุนรามคำแหง (พระร่วง) ทรงให้ขุดเอาพระสารีริกธาตุใต้ฐานเจดีย์ร้างบนยอดเขารังแร้ง นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยเบื้องตะวันตก แล้วอัญเชิญลงมาตั้งไว้กลางเมืองศรีสัชฯ ให้ประชาชนกราบไหว้บูชา และสรงน้ำทุกวันเป็นเวลา ๑ เดือน ๖ วัน (กระทำบูชาบำเรอ) ทรงขุดแต่งทำอุโมงค์ เสร็จแล้ว อัญเชิญพระสารีริกธาตุลงประดิษฐานในอุโมงค์ ทรงก่อพระสถูปมหาเจดีย์ครอบ โดยใช้เวลาก่อพระสถูปเจดีย์นานถึง ๖ ปี (หกเข้า) จึงแล้ว และทรงทำกำแพงล้อมรอบ (ตั้งเวียงผา) องค์พระสถูปเจดีย์ นานถึง ๓ ปี (สามเข้า) จึงแล้ว
      ...พระมหาสถูปเจดีย์ที่กล่าวถึงนี้ ปัจจุบันคือ พระเจดีย์ทรงลังกาวัดช้างล้อมเชิงเขาพนมเพลิง สุวรรณคีรี กลางเมืองศรีสัชนาลัย เหตุที่เรียกกันว่าวัดช้างล้อม เพราะมีช้างปั้นติดล้อมรอบองค์พระเจดีย์ ตามแบบลังกา นัั่นเอง.

เต็ม อภินันท์
สถาบันหวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๖ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 25, ตุลาคม, 2561, 10:33:52 PM
(http://upic.me/i/tj/yeffk.jpg) (http://upic.me/show/62228908)

- กล่าวถึงลายสือไท -

"เมื่อก่อนลายสืไทนี้บ่มี
หนึ่งสองศูนย์ห้าศกปี"ที่สร้างซ่อม
"พ่อขุนรามคำแหง"แต่งรูปพร้อม
แปลงแบบขอมเป็นสื่อ"ลายสือไท"

ทรงใคร่ครวญเก่าใหม่แบบลายสือ
แล้วลุรื้อเรียงลักษณ์อักษรใหม่
บรรทัดเดียวเกลียวกลมงามสมใจ
แล้วจึง"ใศ่ลายสืไท"ให้ใช้กัน


          อภิปราย ขยายคำ....... คำเต็มในจารึกบรรทัดที่ ๘ ถึง ๑๑ ด้านที่ ๔ ว่า......"เมื่อก่อนลายสืไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม พ่อฃุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใศ่ลายสืไทนี้ ลายสืไทนี้จี่งมี เพื่อฃุนผู้นั้นใศ่ไว้...."

          ....แปลคำสุโขไทเป็นไทยปัจจุบัน ได้ว่า เมื่อก่อนนั้นรูปลักษณ์อักษรไทยแบบนี้ไม่มี เดิมทีไทยใช้รูปลักษณ์อักษรแบบขอม(หนังสือหรือลายสือขอมไทย) เขียนวางสระ พยัญชนะไว้คนละบรรทัด
          ....พ่อขุนรามคำแหง ทรงเห็นว่าเป็นรูปแบบที่รกรุงรัง จึงทรงคิดประดิษฐ์รูปแบบใหม่(หาใคร่ใจในใจ=คิดหารูปแบบ) โดยได้รูปแบบเป็นว่า ให้เขียนอักษรวางสระและพยัญชนะไว้ในบรรทัดเดียวกัน แล้วจึงให้ใช้รูปแบบที่ทรงคิดใหม่นี้ ลายสือไทจึงมี เพราะพ่อขุนรามคำแหง(เพื่อฃุนผู้นั้น)แต่งให้ไว้
          ....๑๒๐๕ ศกปีมะแม เป็นปีมหาศักราช ตรงกับ พุทธศักราช ๑๘๒๖ คือปีที่พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดประดิษฐ์รูปแบบอักษรไทยใช้ใหม่ จากนั้นอีก ๒ ปี จึงสร้างพระมหาธาตุเจดีย์(วัดช้างล้อม)กลางเมืองศรีสัชนาลัย และทำจารึกลายสือไทนี้ไว้ ณ พระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเชลียง อีกหลักหนึ่งด้วย

          คำว่า "ลายสือไทนี้" นักวิชาการรุ่นก่อน ๆ ตีความว่า หมายถึงอักษร สระพยัญชนะทั้งหมด พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ต่อมามีนักวิชาการรุ่นใหม่(บางพวก) ตีความว่า "ลายสือไทนี้" คือแบบที่พ่อขุนรามคำแหงเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ โดยวางสระพยัญชนะไวัในบรรทัดเดียวกัน เป็นแบบใหม่ต่างจากแบบเติม ทั้งนี้มีหลักฐานทางจารึกว่า มีลายสือไทเดิมที่ใช้มาก่อนรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงแล้ว โดยเป็นการดัดแปลงลายสือขอมไทมาเป็นลายสือไท แต่วางรูปแบบลายสือขอมไท คือ วางสระกับพยัญชนะไว้คนละบรรทัด อย่างที่ไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ พ่อขุนรามคำแหงทรงเห็นว่าการวางสระพยัญชนะไว้คนละบรรทัด ทำให้รุงรังไม่น่าดู จึงทรงคิดวางสระพยัญนะไว้ในบรรทัดเดียวกัน หลังจากสิ้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงแล้ว คนไทยกลับไปใช้รูปแบบเดิม ไม่ใช้แบบพ่อขุนรามคำแหงอีกเลย ลายสือไทแบบที่พ่อขุนรามคำแหงคิดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๖ จึงมีใช้อยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับหลักอื่นอีกไม่เกิน ๒ หลักเท่านั้นเอง


<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40052#msg40052)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40502#msg40502)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภ้ณธ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๗ ก้นยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, ตุลาคม, 2561, 10:26:53 PM
(https://image.ibb.co/gCJzRV/662028.jpg) (https://imgbb.com/)



<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40318#msg40318)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40696#msg40696)                   .


- หาคนจักเสมอมิได้ -

"พ่อขุนพระรามคำแหงนั้น"ประเสริฐ
ทรงเป็นเลิศในทางการสร้างสรรค์
"หาเป็นท้าวเป็นพรญาแก่ไท"ครัน
สถิตย์มั่นทศพิธราชธรรม

"หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไท-
ทั้งหลายให้" เห็นบาปชั่วหยาบย่ำ
"รู้บุญรู้ธรรม"ดีร้ายฝ่ายขาวดำ
ด้วยทรงนำทำให้เห็นเป็นแนวทาง

"ด้วยรู้ด้วยหลวกด้วยแกล้วด้วยหาน-
ด้วยแคะด้วยแรง"ท่านมุ่งสรรค์สร้าง
"หาคนจักเสมอมิได้"ในโลก...ว้าง
ณ ท่ามกลางชาติเชื้อเลือดเนื้อไทย.....


          อภิปราย ขยายความ.....คำเต็มในจารึกบรรทัดที่ ๑๑ ถึงบรรทัดที่ ๑๖ ด้านที่ ๔ ว่า ...." พ่อฃุนพระรามคำแหงนั้น หาเป็นท้าวเป็นพรญาแก่ไททั้งหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไททั้งหลายให้รู้บุญรูธรรมแท้ แต่คนอันมีในเมืองไท ด้วยรู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาน ด้วยแคะ ด้วยแรง หาคนจักเสมอมิได้......"

            ...แปลคำสุโขไท เป็นไทยปัจจุบันได้ว่า พ่อขุนรามคำแหงนั้น

     ..."หาเป็นครูอาจารย์ = หากเป็นครูเป็นอาจารย์
     ...หาเป็นท้าวเป็นพรญา = หากเป็นท้าวเป็นพระยา (คือเป็นอย่างแน่นอน)
         สั่งสอนให้คนในเมืองไทยภายใต้การปกครองของพระองค์ให้รู้บาปบุญคุณโทษประโยชน์มิใช้ประโยชน์ อย่างแท้ พระองค์ทรงสั่งสอนคน
     ..."ด้วยรู้ = ความรู้แท้รู้จริงของพระองค์
     ..."ด้วยหลวก" = ความรอบรู้เฉลียวฉลาด(รู้หลัก)ของพระองค์
     ..ด้วยแคะ = ความว่องไว ปราดเปรียว ไม่เชื่องช้า ทันสมัย ทันเหตุการณ์
     ...ด้วยแรง = ด้วยความขยันหมั่นเพียร "จ้ำจี้จ้ำไช" ไม่ท้อถอย....
          ......จนหาคนจักเสมอมิได้

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ ณพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๘ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 27, ตุลาคม, 2561, 10:22:08 PM
(https://image.ibb.co/nQod6V/186141-48-3725.jpg) (https://imgbb.com/)

- มีเมืองกว้างช้างหลาย -

"อาจปราบฝูงข้าเสีกมีเมืองกว้าง-
ช้างหลาย"ช้างชาวบ้านใช้งานได้
"ปราบเบื้องตะวันออก"งอกเขตไกล
เข้าอยู่ในปกครองของ"ขุนรามฯ"

"รอดสรลวงสองแฅวลุมบาจาย"
แล้วรอดรายรวม"สคา"ก่อนพ้นข้าม
"เท้าฝั่งของเถีงเวียงจันทน์"ครองเขตคาม
"เวียงคำ"งามคู่เคียงเมืองเวียงจันทน์


          อภิปราย ขยายความ.......คำเต็มของความในจารึกบรรทัดที่ ๑๖ ถึงบรรทัดที่ ๑๙ ด้านที่ ๔ ว่า " อาจปราบฝูงข้าเสีก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบื้องตะวันออก รอดสรลวงสองแฅว ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของเถีงเวียงจัน เวียงฅำ เป็นที่แล้ว....."

          ..แปลคำไทยสุโขไท เป็นคำไทยปัจจุบันได้ว่า พ่อขุนราม คำแหงสามารถ(อาจ) ปราบข้าศึกจนขยายอาณาเขตเมืองออกไปได้กว้างไกล(เมืองกว้าง) มีช้างมากมายไว้ใช้งานและการสงคราม ปราบทางด้านทิศตะวันออกกรุงสุโขไทพ้น(รอด) สรลวงสองแฅว ลุมบาจาย สคา พ้นฝั่งแม่น้ำโขงถึงเวียงจันทน์ เวียงคำ หมดทั้งสิ้น

     .."สรลวงสองแฅว " ท่านอ่านว่า "สระหลวง สองแฅว" เป็นชื่อเมืองแฝดของพิษณุโลกในปัจจุบัน ไม่แน่ในว่า "สรลวง" อ่านว่า"สระหลวง"ถูกแล้วหรือไม่ เพาะมีปราชญ์บางท่าน อ่านว่า "สรวง" อันหมายถึงสวรรค์ มิใช่หมายถึง"สระใหญ่" มีบางท่าน อ่านว่า "สอนลวง" หมายถึงทางที่เลื้อยไปของงูใหญ่ หรือนาคราช (ลวง=นาค,งูใหญ่) แต่เดิมนั้นเข้าใจกันว่า "สรลวง" คือเมืองพิจิตรในปัจจุบัน แต่มีหลักฐานใหม่ว่า เมืองพิจิตรสมัยกรุงสุโขไทนั้น ชื่อว่า "เมือปากยม" "ท่านจันทร์" สันนิษฐานว่า สรลวงน่าจะเป็นเมืองพิชัยในเขตอุตรดิตถ์ แต่ว่า ความในจารึกหลักที่ ๒ สมเด็จพระศรีศรัทธาฯบอกว่าพระองค์ "เกิดในนครสรลวงสองแฅว" ศ.ประเสริฐ ณ นคร จึงชี้ชัดลงไปว่า สรลวงเป็นเมืองแฝดของสองแฅว โดยอยู่คนละฝั่งแม่น้ำน่าน เป็นการตีความตามคำบอกเล่าของสมเด็จพระศรีศรัทธาฯ ซึ่งน่าเชื่อถือได้มากที่สุด

     .."สองแฅว" ชื่อภาษาบาลีว่า "ทวิสาขา" แปลว่า สองแคว ตั้งอยู่ทางฟากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน(ตรงข้ามกับสรลวง) มีแม่น้ำ ๒ สายไหลผ่าน คือน้ำน่าน(น้ำโพ) และ แควน้อย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างเมืองใหม่โดยรวมเอาเมืองสองแฅวเข้ากับเมืองชัยนาทบุรี(สรลวง) เข้าเป็นเมืองเดียวกัน แล้วขนานนามใหม่ว่า "พิษณุโลก" และใช้นามนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

     ...ลุมบาจาย สคา เป็นเมืองที่อยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก สันนิษฐานว่าคือ เมืองเลย เมืองหล่ม คือ ด่านซ้าย หล่มเก่า ในปัจจุบัน

     ... เวียงจัน คือ นครเวียงจันทน์ เวียงฅำ คือเมืองร้างใต้นครเวียงจันทน์ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในปัจจุบัน

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๙ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 28, ตุลาคม, 2561, 10:24:56 PM
(https://image.ibb.co/cVuwBV/2015-07-09-pha-that-luang-1013.jpg) (https://imgbb.com/)

- จันทบุรี = เวียงจันทน์ -

ในราวพุทธศักราชหกร้อยเศษ
ชาติ,ประเทศใดใดไม่ถือมั่น
ประชาชนทุกเหล่าทุกเผ่าพันธุ์
เคล้าคละกันไม่เป็น"ลาว,เขมร,ไทย"

ชุมชนหนึ่งริมน้ำโขงตรงที่ลุ่ม
ตั้งเป็นกลุ่มแล้วกลายขยายใหญ่
เป็นเมืองงามนามกรขจรไกล
เรียกกันในกาลนั้น"จันทบุรี"

"จันทบุรีอ้วยล้วย"ช่วยนำสร้าง
เป็นแบบอย่างพุทธธรรมนำวิถี
ก่อมหาธาตุใหญ่ในปฐพี
ทุกวันนี้ยังอยู่คู่เวียงจันทน์

จันทบุรีแปรนามตามสมัย
คนลาว,ไทย,เขมรมวลล้วนถือมั่น
สามประเทศสามกษัตริย์ปัจจุบัน
ยังเกี่ยวพันไม่ขาด"ญาติกา"

เมื่อไทยตั้งหลักมั่นเป็น"ปั้นใหญ่"
สุโขไท"รามคำแหง"ทรงแกร่งกล้า
เมืองเวียงจันทน์เก่าจึงเข้าพึ่งพา
ร่วมอาณาจักรโตสุโขไท......


          อภิปราย ขยายความ..............เวียงจันทน์ ตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำโขงฟากฝั่งตะวันออก มีหลักฐานยืนยันว่ามีอายุร่วมยุคสมัย โคตรบูร คือนครพนม ในราว พุทธศักราช ๖๐๐ ปี ผู้นำกลุ่มชน (เจ้าแผ่นดิน) นามว่า "จันทบุรีอ้วยล้วย" ท่านได้พระสารีริกธาตุส่วน"หัวเหน่า" จากพระเจ้าอโศกมหาราช จึงก่อพระสถูปเจดีย์บรรจุไว้ ให้ชื่อพระสถูปนั้นว่า มหาธาตุหลวง เมืองนี้ชื่อว่า "จันทบุรี" ตามนามผู้นำ ต่อมาได้แปรชื่อเป็น เวียงจัน ในยุคกรุงสุโขไท และขอเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับราชอาณาจักร หรือ แคว้นสุโขไท

          ...เวียงคำ เป็นเมืองคู่ของ เวียงจันทน์ เดิมเชื่อกันว่า ได้แก่เมือง "ซายฟอง" ซึ่งเป็นเมืองเก่าที่อยู่ตอนใต้เมืองเวียงจันทน์ ต่อมา คุณสุเนตร โพธิสาร แห่งสถาบันประวัติศาสตร์คณะกรรมการวิทยาศาตร์สังคมลาว ให้ข้อมูลใหม่ว่า ....

          .."เมืองซายฟองเป็นเมืองร้าง สร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ปัจจุบันอยู่ที่บ้านสีถานใต้ ทางทิศใต้ของเวียงจันทน์ อยู่ริมน้ำโขงห่างจากนครเวียงจันทน์ระยะทางประมาณ ๒๐ กม.

          ..."เมืองเวียงคำ เป็นเมืองร้างตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเวียงจันทน์ ห่างจากเวียงจันทน์ประมาณ ๕๐ กม. อยู่แถบน้ำงึม ตรงข้ามเมืองธุรคม (บ้านเถิน) เป็นเมืองคู่กับเมืองเวียงแก้ว เวียงแก้วตั้งอยู่ฝั่งซ้ายน้ำงึม เวียงคำตั้งอยู่ฝั่งขวาน้ำงึม"

          เป็นอันว่าเบื้องทิศตะวันออกของกรุงสุโขไท มีเมืองที่ขึ้นอยู่กับการปกครองของพ่อขุนรามคำหง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ๆ ก็มี นครสรลวงสองแฅวแห่งลุ่มน้ำน่าน เมืองลุมบาจาย สคา แห่งลุ่มน้ำป่าสัก และ เวียงจัน เวียงฅำ แห่งลุ่มน้ำโขง เวียงจัน ก็คือเวียงจันทน์ที่ตั้งมหาธาตุหลวงในปัจจุบัน ส่วน เวียงฅำ นั้นยังมีปัญหาว่า คือเมืองซายฟอง หรือคือ เมืองเวียงฅำคู่กันกับ เมืองเวียงแก้ว แห่งลุ่มน้ำงึมกันแน่ ต้องค้นคว้ากันต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๐ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 29, ตุลาคม, 2561, 10:14:54 PM
(https://image.ibb.co/h4PrVq/tmp3-231732-20140901-436472849.jpg) (https://imgbb.com/)
อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

- เมืองเบื้องหัวนอน -

เบื้องหัวนอนรอดคนทีพระบางแพรก
สุพรรณภูมิ"แรกรุ่งเรืองใหญ่
"ราชบูรีเพชรบูรี"รี่เรื่อยไป
"ศรีธรรมราช"ใต้สุดทะเล

แต่ละเมืองเรื่องมากหากกล่าวขาน
มีตำนานประวัติศาสตร์อยู่ปัดเป๋
ปากต่อปากลากเอาเข้าปนเป
เป็นเสน่ห์ตำนานมานานนม

จะค่อยค่อยถอยหลังไปฟังเรื่อง
แต่ละเมืองตามนุสนธิ์เหตุผลสม
เริ่ม"คนที"ที่กำแพงแหล่งแรกชม
"บ้านโคน"จมดินปริ่มอยู่ริมปิง


          ...อภิปราย ขยายความจาก คำเต็มในจารึกบรรทัดที่ ๑๙ ถึง ๒๒ ด้านที่ ๔ ว่า

     ..." เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบูรี เพชรบูรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว..."

     ..แปลคำไทยสุโขไท เป็นคำไทยปัจจุบันได้ว่า ทางทิศใต้ (เบื้องหัวนอน) อาณาเขตของสุโขทัย พ้น (รอด) คนที เมืองเล็ก ๆ ริมน้ำปิง (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองกำแพงเพชร) พ้นพระบาง (คือนครสวรรค์ในปัจจุบัน) พ้น แพรก (คือ อ.สรรคบุรี ในจ.ชัยนาท ปัจจุบัน) พ้น สุพรรณภูมิ (คือสุพรรณบุรีในปัจจุบัน) พ้น ราชบุรี เพชรบุรี ผ่าน ปราณบุรี ชุมพร ไชยา พ้น นครศรีธรรมราช มีฝั่งทะเลมหาสมุทรเป็นแดน

     ..แต่ละเมืองที่กล่าวถึง มีรายละเอียดที่ควรกล่าวถึงกันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๑ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 30, ตุลาคม, 2561, 10:24:28 PM
(https://image.ibb.co/kqJ0sf/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

- พระบาง = นครสวรรค์ -

" แม่น้ำโพ"ต้นสุด"อุตรดิตถ์"
ไหลลงติด"สายน่าน"ไม่นอนนิ่ง
สมทบ"สายน้ำยม"สามแม่อิง
ใช้นามจริง"แม่น้ำน่าน"เนิ่นนานมา

น้ำสามสายไหลร่วมรวมเป็นหนึ่ง
ล่องลงถึงเมือง"พระบาง"อย่างหรรษา
ปรากฏนาม"ปากน้ำโพ"ต้น"เจ้าพระยา"
เป็นมหานทีที่สำคัญ

"แม่น้ำปิง"ต้นหลากจาก"เชียงใหม่"
ผ่าน"ลำพูน"เรื่อยไหลลงลดหลั่น
"แม่น้ำวัง"จาก"ลำปาง"หลั่งรวมกัน
เป็น"แม่ปิง"เท่่านั้นขนานนาม

ไหลผ่าน"ตาก,กำแพงเพชร"พลิ้วพลิกพริ้ว
ล่องละลิ่วลง"พระบาง" อย่าง"วางก้าม"
สบน้ำโพสองกระแสร่วมแควงาม
หล่อเลี้ยงสยามตามลุ่มน้ำชุ่มเย็น

ปากน้ำโพปากปิงพิงกันแน่น
เกิดเมืองแมนมีค่ามาให้เห็น
ชื่อ"พระบาง"ร้างความทุกข์ลำเค็ญ
ต่อมาเป็น"นครสวรรค์"อันอำไพ


          อภิปราย....จากความในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ระบุว่าเมืองบริวารเบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัย คือทางทิศใต้ เริ่มแต่เมืองคนที ซึ่งต่อมาพัฒนาขึ้นเป็น นครชุม พชรบุรี และกำแพงเพชรในที่สุด จากเมืองคนทีตามลำน้ำแม่ปิง มาถึงเมืองพระบาง ซึ่งต่อมาเมืองนี้ได้นามใหม่ว่า นครสวรรค์มาจนถึงปัจจุบัน

          ที่เมืองนครสวรรค์ หรือพระบางนี้มีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกันจนกลายเป็นต้นแม่นำสายใหญ่ชื่อว่า "เจ้าพระยา" แม่น้ำสายขวาคือ แม่น้ำปิง มีต้นน้ำจาก นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ไหลล่องมาเข้าพื้นที่จังหวัดตากแล้วมีแม่น้ำวัง ต้นน้ำจากนครลำปางไหลล่องลงมาบรรจบกับแม่น้ำปิง แม่น้ำวังถูกแม่น้ำปิงกลืนหายไปในเขตจังหวัดตาก แล้วไหลล่องผ่านกำแพงเพชรลงถึงนครสวรรค์

          อีกสายหนึ่งอยู่ฝั่งซ้าย (ตะวันออก) เดิมชื่อแม่น้ำโพ ด้วยต้นน้ำอยู่ในพื้นที่เมืองทุ้งยั้ง ลับแล ลำน้ำไหลผ่านตลาดค้าบางโพซึ่งเป็นย่านการค้าทางน้ำที่ใหญ่มาก เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่าง เหนือ-ใต้ นัยว่าทางเหนือนั้นแต่แพร่ น่าน ไปหลวงพระบาง สิบสองปันนา แม่น้ำโพไหลล่องผ่านเมืองพิชัย พิษณุโลก พิจิตร ลงมาถึงเขตเมืองพระบางก็ได้บรรจบกับแม่น้ำยมซึ่งมีต้นน้ำอยู่เหนือเมืองแพร่ ไหลล่องลงมาผ่านศรีสัชนาลัย สุโขทัย บางระกำ ผ่านหลายอำเภอในเขตพิจิตร จนบรรจบกันกับแม่น้ำโพใต้เมืองพิจิตร แล้วแม่น้ำยมก็ถูกแม่น้ำโพกลืนหายไหลลงไป บรรจบกับลำน้ำแม่ปิง รวมกันเป็นต้นแม่น้ำเจ้า พระยา ดูเหมือนว่าคนสมัยนั้นจะให้ความสำคัญกับแม่น้ำโพมาก จึงเรียกตรงที่แม่น้ำโพกับแม่น้ำปิงบรรจบกันนั้นว่า "ปากน้ำโพ" และเมืองพระบางยามนั้นก็เรียกว่าเมืองปากน้ำโพไปด้วย ต่อมาแม่น้ำโพเปลี่ยนชื่อเป็นแม่น้ำน่าน เพราะมีแม่น้ำสายสำคัญอีกสายหนึ่งไหลล่องลงมาจากเมืองน่าน บรรจบกับแม่น้ำโพในเขตเมืองอุตรดิตถ์ แล้วกลายเป็นแม่น้ำสายเดียวกันในที่สุด...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพืธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๒ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 31, ตุลาคม, 2561, 10:20:42 PM
(https://image.ibb.co/hFYAdL/image.jpg) (https://imgbb.com/)
เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดเจดีย์เจ็ดแถว

- แพรก = สรรคบุรี -

"แพรก"เมืองลุ่มชุ่มน้ำมีความเก่า
อายุเท่า"ทวาราวดี"สมัย
ไม่โด่งดังฟุ้งเฟื่องเท่าเมืองใด
ตั้งอยู่ในความสงบเสงี่ยมงาม

เมือง"เจ้ายี่พระยา"ประวัติย่อ
ไม่ดังพอขยายเรื่องกระเดื่องสยาม
แต่"ขุนสรรค์พันเรือง"กระเดื่องนาม
ว่ามีความเก่งกล้าพม่ากลัว

ยังเหลือซากฝากประวัติไว้ชัดแจ้ง
ปรากฏแหล่งโบราณสถานทั่ว
เช่นเจดีย์ยอดระหงทรงดอกบัว
บ่งบอกตัวตนของสุโขไท.....


          ..อภิปราย ขยายความ......

          "แพรก"  ชื่อเมืองในศิลาจารึกหลักที่ ๑  นี้เป็นเมืองในลุ่มเจ้าพระยา  ใต้เมืองพระบาง  หรือนครสวรรค์ลงมา  มีชื่อเรียกเต็มๆสมัยต่อมาว่า  "แพรกศรีราชา"  เป็นเมืองเก่าอายุถึงยุคทวาราวดี  และเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในยุคสุโขไท  สิ่งที่ยังหลงเหลือเป็น  "ซากสุโขไท"  คือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑฺ์ (ยอดดอกบัวตูม)  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสุโขไทสมัยพระยาลิไท  และพระพิมพ์ปางลีลา  เรียกว่า  "พืมพ์สรรค์"

          สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  เมืองแพรกมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ว่า  พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของสมเด็จพระนครินทรราชา (เจ้านครอินทร์)  มีตำแหน่งเป็นเจ้าแห่งเมืองแพรกนามว่า  "พระเจ้ายี่พระยา"  ชรอยว่ามีพระราชมารดาเป็นชาวเมืองแพรก  ครั้นเจ้านครอินทร์สวรรคต  พระเจ้ายี่พระยา  ยกกำลังเข้ายึดครองราชบัลล้งก์กรุงศรีอยุธยา  จนเกิดรบกับพระเจ้าอ้ายพระยา  ราชโอรสองค์โตของเจ้านครอินทร์ รบถึงขั้นชนช้างจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่  พระโอรสองค์ที่ ๓  คือพระเจ้าสามพระยา  ผู้ครองเมืองชัยนาทบุรี (ต่อมารวมกับเมืองสองแฅวได้นามใหม่ว่าพิษณุโลก)  จึงลงมาครองกรุงศรีอยุธยา  เป็นพระเจ้าสามพระยา  ในกาลต่อมา

          .....สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา  พม่ายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา  ชาวบ้านบางระจันตั้งกองกำลังรบกับพม่า  ขุนพลอันลือนามของกองกำลังนี้คือ  "ขุนสรรค์ ,พันเรือง"  ท่านผู้นี้เป็นชาวเมืองแพรกศรีราชานี้เอง

          ....ปัจจุบันเมืองแพรก เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดชัยนาท คือ อำเภอสรรคบุรี

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๓ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 01, พฤศจิกายน, 2561, 10:24:41 PM
(https://image.ibb.co/jxTTiL/image.jpg) (https://imgbb.com/)
ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ

- สุพรรณภูมิ -

"สุพรรณภูมิ"เมืองเก่าเหง้าสยาม
ปรากฏนาม"สุวรรณภูมิ"อันยิ่งใหญ่
คือ"อู่ทอง"เมืองทองผ่องอำไพ
อายุได้ยาวนานหลายพันปี

มาถึงยุคสุโขไทย้ายที่ตั้ง
มาริมฝั่งแม่น้ำลำใหญ่นี่
ผู้ครองเมืองรู้จักยศศักดิ์ดี
บารมีเลิศล้ำสร้างตำนาน

คือ"ขุนหลวงพ่องั่ว"เป็นรากเหง้า
กำเนิดเจ้าครองสยามนามเล่าขาน
"นครอินทร์"อัจฉริยะตระการ
มีลูกหลานสืบวงศ์ทรงเดชา

"สุพรรณภูมิ+สุโขทัย"เดชไพศาล
ประวัติศาสตร์ตำพนานมีปัญหา
ความขัดแย้งแต่งเรื่องเนื่องกันมา
ต้องค้นคว้า"ตัดต่อ"กันต่อไป.....


อภิปราย  ขยายความ.......

          สุพรรณภูมิ  คือสุพรรณบุรีในปัจจุบัน  ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำสุพรรณ-ท่าจีน  เป็นเมืองที่พัฒนาการขึ้นมาจาก  "สุวรรณภูมิ"  มีเมืองหลวง (และเมืองท่า)  ชื่อ "อู่ทอง"  ซึ่งตั้งอยู่  ริมน้ำจระเข้สามพัน (สามพันธุ์ ก็ว่า)  ปัจจุบันเป็นอำเภออู่ทอง  อยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดสุพรรณบุรี  ตามตำนาน ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระโสณะ-อุตตระ  พาคณะสมณะทูตมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ สุวรรณภูมิประเทศ  เมื่อประมาณปีพุทธศักราช  ๒๕๐-๓๐๐  คณะสมณะทูตมาตั้งหลักเผยแผ่พุทธศาสนา ณ แห่งนี้  เป็นครั้งแรกของภูมิภาคนี้

          ยุคกรุงสุโขไท  สมัยพ่อขุนรามคำแหง  สุพรรณภูมิเป็นประเทศราชของสุโขไท  มาถึงรัชสมัยพรญาลิไท  ขุนหลวงพ่องั่ว  เจ้าเมืองสุพรรณภูมิร่วมกับท้าวอู่ทอง (แห่งละโว้)  ผู้เป็น "น้องเขย"  ยกกำลังจากกรุงศรีอยุธยาลอบล้ำเข้ายึดครองนครสรลวงสองแฅว  เมืองเอกของสุโขไทได้  พระเจ้าอู่ทองมอบให้ขุนหลวงพ่องั่วปกครองเมืองนี้  และขุนหลวงผู้นี้ได้อภิเศกพระมหาเทวีขนิษฐาของพระญาลิไท เป็นชายา  แล้วต่อรองเชิงบังคับให้พระญาลิไท  ไปครองนครสรลวงสองแฅว (พิษณุโลก)  โดยมอบให้พระขนิษฐามหาเทวีครองสุโขไทแทน  ขุนหลวงพ่องั่วกลับไปอยู่สุพรรณภูมิตามเดิม

          ต่อสมสมเด็จพระรามาธิบดี (พระเจ้าอู่ทองสวรรคต)  พระญาลิไทเสด็จจากสรลวงสองแฅวคืนสู่สุโขไท  พระขนิษฐาคืนบัลลังก์ให้ครองตามเดิม  ขุนหลวงพ่องั่วยกกำลังจากสุพรรณภูมิเข้ายึดครองกรุงศรี อยุธยา  ให้พระราเมศวร (ผู้หลาน) ไปครองละโว้ (ลพบุรี)  เมืองหลวงเดิมของทวาราวดี

          ราว ๆ ปี พ.ศ. ๑๙๑๓  สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชา (ลิไท) สวรรคต  แคว้นสุโขไทเกิดความวุ่นวาย  สมเด็จพระบรมราชาที่ ๑ (พ่องั่ว)  เสด็จจากรุงศรีอยุธยาขึ้นไปจัดการ ให้สมเด็จมหาเทวีพระราชวรชายาของพระองค์ครองสุโขไทอีกครั้งหนึ่ง  ตั้งให้พระเทพาหูราช  อันประสูติแต่พระมหาเทวีเป็นรัชทายาท  สุโขไทสงบเรียบร้อยมาจนถึงปี พ.ศ. ๑๙๒๗  พระมหาเทวีสิ้นพระชนม์  พระเทพาหูราชครองสุโขไทสืบต่อมา

          ประมาณปี พ.ศ. ๑๙๓๑  สมเด็จพระบรมราชา (พ่องั่ว)  สิ้นพระชนม์  พระราเมศวรยกกำลังจากละโว้ลงมายึดกรุงศรีอยุธยาแล้วปลงพระชนม์เจ้าทองลันเสีย  สมเด็จพระเทพาหูราชเป็นห่วงสุพรรณภูมิ  เกรงว่าจะถูกพระราเมศวรยึดครอง  จึงมอบกรุงสุโขไทให้พระญาลือไท โอรสพระญาลิไท ที่ครองศรีสัชนาลัยอยู่นั้น  ลงมาครองสุโขไทแทน แ ล้วพระองค์เสด็จลงมาครองสุพรรณภูมิ  ขณะลงมาครองสุพรรณภูมินี้  คนส่วนมากจะเรียกนามพระองค์ว่า  "เจ้านครอินทร์"  ทรงส่งทูตไปสู่ราชสำนักจีน ปรากฏในจดหมายเหตุจีนเรียกพระองค์ว่า "พระร่วง"  และเรียกสุพรรณภูมิว่า "เสียมก๊ก"  ทรงนำช่างจีนมาสอนคนไทยปั้นเครื่องปั้นดิน
เผาด้วย

          ......เรื่องราวของกษัตริย์อัจฉริยะพระองค์นี้  จะกล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๔ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 02, พฤศจิกายน, 2561, 10:14:13 PM
(https://image.ibb.co/cbozcf/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- คูบัว > ราชบุรี -

ราชบุรีเมืองใหญ่สมัยก่อน
เป็นนครอิสระร่วมสมัย
"ทวาราวดี"เก่าแสนยาวไกล
รวมเข้าอยู่"สุโขไท"สมัยกลาง

"เมืองคูบัว"ซากเห็นเป็นหลักฐาน
ของโบราณนานเนาคนเก่าสร้าง
ตัวละครราชสำนักล้วนเป็นนาง
ทำท่าทางรำเต้นเล่นดนตรี

ประวัติศาสตร์จมดินเกือบสิ้นเรื่อง
เหลือซากเมืองประจักษ์เป็นสักขี
หากขุดค้นหากันในวันนี้
ย้อนกลับที่"สุวรรณภูมิ"ปูมโบราณ....


          อภิปราย ขยายความ......

          ราชบุรี  เมืองในขอบขัณฑสีมาของพ่อขุนพระรามคำแหง  เชื่อได้ว่าเป็นเมืองเก่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาแต่ยุคสมัยสุวรรณภูมิ  ต่อมาถึงยุคทวาราวดี  โดยมีซากเมืองคูบัวในเขตเมืองราชบุรีปัจจุบันพร้อมโบราณวัตถุเป็นเครื่องยืนยัน

          ในการขุดแต่ง "คูบัว"  เมืองเก่าในราชบุรีของกรมศิลปากร พบโบราณสถาน โบราณวัตถุ  จมอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก  ตุ๊กตาเครื่องปั้นดินเผารูปสตรีบรรเลงดนตรีและฟ้อนรำ ดั่งในภาพประกอบนี้  แสดงถึงความเจริญรุ่งเรื่องของราชสำนักเมืองนี้ได้อย่างชัดเจน

          ประวัติศาสตร์ใต้ดินเมืองคูบัวนี้ยังมิได้มีการค้นคว้าหาความจริงกันอย่างจริงจัง  เบาะแสที่มีอยู่ในแผ่นกระเบื้องจาร  และพระพุทธรูปปางเทศนาในถ้ำเขางู  ที่ถือได้ว่าเป็นตำนานสุวรรณภูมิ  ก็ถูกนักวิชาการทางประวัติศาสตร์มองเมิน  ไม่ยอมรับฟัง  จึงขอฝากไว้ให้นักประวัติศาสตร์รุ่น ลูก หลาน เหลน  ลองหยิบขึ้นมาพิจารณาดูบ้างนะครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 03, พฤศจิกายน, 2561, 10:13:37 PM
(https://image.ibb.co/e6czdL/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรีเขาวัง เพชรบุรี

- เพชรบุรี < พริบพรี -

ถิ่นประเทศ"เพชรบุรี"มีเอกลักษณ์
ที่ประจักษ์คือสำเนียงเสียงคำขาน
ไม่เหมือนราชบุรี,สุพรรณ,กาญจน์
"เมืองน้ำตาล"หวานมากทั้งปากใจ

เป็นเมืองเก่ายุค"ละว้า"มานานแล้ว
ปานดวงแก้วก่องเก็จงามเม็ดใหญ่
แสงประกายส่องสว่างกระจ่างไกล
ตั้งนามให้""พริบพรี"ที่สมนาม

มีเขาวังตั้งตระหง่านในม่านมฆ
รุจิเรขแลเห็นเด่นสยาม
ประวัติมากหากเล่ายืดยาวความ
จึงขอข้ามความเห็นที่เป็นกลอน...


          อภิปาย ขยายความ..

          ..เพชรบุรี  เป็นอีกหนึ่งประเทศราชของแคว้นสุโขไท  สมัยพ่อขุนรามคำแหง  และยังมีนามอีกชื่อหนึ่งว่า "พริบพรี"  มีเรื่องเล่าไว้น่าเชื่อว่า  เจ้าเมืองเพชรบุรีลงไปสถาปนาเมืองช้างค่อมขึ้นเป็นเมืองนครศรี ธรรมราชสืบสายตระกูล "ไศเลนทร์" ต่อไป  หากศึกษาสืบค้นไปลึก ๆ  แล้วอาจจะพบว่า  เพชรบุรีคือเมืองหลวงของชนชาติไทยสืบทอดมาจาก  เมืองอู่ทอง  หรืออาจจะก่อนเมืองอู่ทองก็ได้

          ..มีตำนานเล่าไว้ในแผ่นกระเบื้องจารว่า  เพชรบุรีเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงหลวงของสุวรรณภูมิประเทศ  ในยุคพุทธกาล (ก่อนพุทธศักราช)  ผู้ครองเมืองนี้เป็นพระสหายกับพระเจ้าพิมพิสาร  แห่งแคว้นมคธ  ทรงให้ "ขอม" คือนักปราชญ์ราชบัณฑิต  ไปถอดถ่าย (คัดลอก)  ลายสือพราหมีจากมคธ มาแปลงเป็นลายสือไทยสุวรรณภูมิ  ลายสือนั้นในกาลต่อมาจึงเรียกกันว่า  ลายสือขอม (อักษรขอม)  ตำนานดังกล่าวนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากนักวิชาการไทย

          มีคำให้การของชาวกรุงเก่าว่า  เพชรบุรีเป็นที่กำเนิดของพระเจ้าอู่ทอง  แล้วย้ายไปสร้างเมืองใหม่ในลุ่มเจ้าพระยา  สถาปนาเป็นกรุงศรีอยุธยาในกาลต่อมานั่นเอง

          ยุคที่กรุงศรีอยุธยาอยู่ในความสับสนวุ่นวายเพราะเสียกรุงให้แก่พม่าในครั้งแรก  พระยาละแวก  เขมรถือโอกาส  ยกกองเรือมายึดเมืองเพชรบุรีไว้ในครอบครองได้เป็นระยะสั้น ๆ  แล้วถูกสมเด็จพระนเรศวรไล่ตีเตลิดไป  แล้วตามตีไปถึงกัมพูชา  ยึดครองประเทศเขมรไว้ได้ทั้งหมด  และยังมีเรื่องกบฎชิงราชบัลลังก์ในกรุงศรีอยุธยา  ตัวการสำคัญหนีมาซ่องสุมผู้คนแล้วยกเข้าตีกรุงฯ บ้าง ถูกขังทรมานในถ้ำเพื่อให้ตายบ้าง  มีรายละเอียดอยู่ในตำนานอิงประวัติศาสตร์แล้ว

          ยุคกรุงรัตนโกสินทร์  เพชรบุรีมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับราชสำนักหลายประการ  จนปรากฏพระนครคีรีขึ้นบนเขาวัง  ดังเป็นที่ทราบกัน.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๖ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 04, พฤศจิกายน, 2561, 10:26:58 PM
(https://image.ibb.co/fznV50/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช

- ตามพรลึงค์ > นครศรีธรรมราช -

"นครศรีธรรมราช"ประวัติมาก
โดยเริ่มจาก"ช้างค่อม"หย่อมแรกก่อน
เป็น"ตามพรลึงค์,ศิริธรรมนคร"
อนุสรณ์สิ่งดีดีมีมากมาย

เป็นเมืองหลวง"ศรีวิชัย"แน่ไม่ผิด
ถูกปกปิดหลัฐานมานานหลาย
ด้วยฝรั่งชี้ให้ชมอย่างงมงาย
วางจุดตายว่าอยู่"สุมาตรา"

พบจารึกแน่ชัดแล้วบัดนี้
"นครศรีธรรมราช"จำรัสหล้า
ร่วมกับแหล่งรุ่งเรืองเมืองไชยา
เป็นอาณาจักรดี"ศรีวิชัย"

ตำนาน"พระแก้วมรกต"ปรากฏชัด
เกียรติประวัตินครนี้ที่ยิ่งใหญ่
กับตำนาน"พุทธสิหิงค์"มิ่งเมืองไทย
กำเนิดในเมืองนครฯกระฉ่อนนาม,,,,


         อภิปราย ขยายความ.....

          ..นครศรีธรรมราชที่เป็นประเทศราชกรุงสุโขไท  ตามที่ปรากฏในจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหง  คือเมืองใหญ่  หรือเมืองหลวงของภาคใต้  เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจากเมืองไชยา  พัฒนาขึ้นมาจากหมู่บ้านช้างค่อมเป็นเมืองใหญ่ชายฝั่งทะเลไทย  จากจารึกที่พบในเมืองไชยา  และ  นครศรีธรรมราช  ยืนยันได้แน่ชัดว่า  เมืองไชยา-นครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของแคว้นหรือ  อาณาจักรศรีวิชัย

          ..มีชื่อเรียกเดิม ๆ ว่า  ตามพรลิงค์  หรือ ตามพรลึงค์  ในจดหมายเหตุจีนเรียกว่า  "ตั้มมาลิง"  มีคำแปลว่า เมืองแห่งดินแดงบ้าง  ไข่ (อวัยวะเพศชาย) แดงบ้าง  ศิริธรรมนครบ้าง  นครศรีธรรมราชบ้าง  ดังได้กล่าวแล้วในตอนที่ว่าด้วยศึกสามนครคลิก (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40104#msg40104)  ว่า  พระเจ้าชีวกราชแห่งศิริธรรมนคร  ได้ยกทัพเรืออันเกรียงไกรขึ้นไปยึดครองละโว้ได้โดยละม่อม  แล้วแพร่ราชวงศ์กษัตริย์ไศเลนทรวงศ์  ครอบคลุมทวาราวดี  ละโว้  อโยธยา  หรือ  กัมโพช  รวมทั้งกัมพูชา  หรือ  กัมพุช  เป็นการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของนครศรีธรรมราชในอดีตได้เป็นอย่างดี

          ตำนานว่าพระแก้วมรกต  พระคู่บ้านคู่เมืองของไทยในปัจจุบัน  กำเนิดที่นครศรีธรรมราช  โดยเจ้าผู้ครองศรีธรรมราช  กับพระอรหันต์นาคเสนเป็นผู้สร้างที่เมืองไชยา  แล้วเคลื่อนย้ายมาอยู่ที่นครฯ ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของแคว้น  จากนั้น  เคลื่อนย้ายไปอยู่กัมพูชาเป็นเวลานาน  ก่อนจะกลับมากัมโพชอโยฌยา  แล้วขึ้นไปกำแพงเพชร  เชียงราย  ลำปาง  เชียงใหม่  ข้ามโขงไปหลวงพระบาง  ล่องลงอยู่นครเวียงจันทน์  แล้วกลับไทย  ประดิษฐาน ณ กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน

          พระพุทธสิหิงค์  จากลังกาทวีปมาอยู่ที่นครศรีธรรมราช  ขุนศรีอินทราทิตย์  หรือ "โรจนราช"  ปฐมวงศ์พระร่วงแห่งสุโขไท  เสด็จเยือนนครศรีธรรมราชเพื่อผูกสัมพันธไมตรี  แล้วอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นไปไว้กรุงสุโขไท.....

          พระพุทธศาสนาลัทธิหรือนิกายอภัยคีรีวิหาร  ลังกาวงศ์  มาตั้งหลักเผยแผ่ลัทธิ ณ  เมืองนครศรีธรรมราช  พ่อขุนรามคำแหงทรงอาราธนาขึ้นไปปักหลักเผยแผ่ที่สุโขไท  เป็นคณะสงฆ์ฝ่ายวิปัสนาหรือพระป่ากระจายไปทั่วอาณาจักร....

          สรุปได้ว่านครศรีธรรมราชเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัยมาจนถึงยุคสุโขไทจึงอ่อนแอลง  แล้วผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขไทสมัยพ่อขุนรามคำแหง  นัยว่าราชธิดาแห่งผู้ครองแคว้นนครศรีธรรมราชหลายพระองค์ได้อภิเษกเป็นมเหสีพระเจ้ากรุงสุโขไท  จึงปรากฏพระนามว่า  "พระศรีธรรมราชมาตา"  เช่นมเหสีพระมหาธรรมราชา (ลิไท) เป็นต้น  เมืองนครศรีธรรมราชเป็นประเทศราชของอาณาจักรสุโขไท  ต่อมาถึงอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา  กรุงธนบุรี กรุงเทพมหานคร ......

เต็ม อภินันท์  
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๗ กันยายน ๒๕๖๐
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 05, พฤศจิกายน, 2561, 10:24:51 PM
(https://image.ibb.co/d91icf/2.jpg) (https://imgbb.com/)

- ศรีวิชัยอยู่ที่นี่ -

ณ แดนดินถิ่นใต้ของไทยนี้
นับพันปีก่อนกำเนิดเกิดสยาม
อาณาจักรศรีวิชัยเกริกไกรนาม
เคยเชื่อตามฝรั่งว่า"ปาเล็มบัง"

"สุมาตรา"นั้นเน้นเป็นเมืองหลวง
ให้น่าทวงคืนไทยในความหวัง
ต่อมามีหลักฐานมั่นจริงจัง
ปรากฏทั้งจารึกวัตถุพยาน

พบศูนย์กลาง"ศรีวิชัย"ใช่ที่อื่น
วัตถุยืนยันหนักแน่นหลักฐาน
เทวรูป,พุทธรูปเล่าตำนาน
ที่เวียงสระ"พานพาน"อ่าวบ้านดอน

"ศรีวิชัย"คือ"ไชยา"น่าเชื่อถือ
ควรลุรื้อประวัติศาสตร์ที่ขาดท่อน
ตัดต่อใหม่ให้ถูกทุกขั้นตอน
แล้วเริ่มสอนเด็กไทยให้รู้จริง


          อภิปราย ขยายความ......

          .. ศรีวิชัยเป็นชื่ออาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว  เดิมทีนั้น  ไทยเชื่อตามที่ฝรั่งชี้ว่าศูนย์กลาง  หรือเมืองหลวงของศรีวิชัย อยู่ที่ปาเล็มบัง  ในเกาะสุมาตราของอินโดนิเซีย  เพราะพบศิลาจารึกระบุชื่อ  "ศรีวิชัย"  ที่นั่น  แล้วตีความกันว่า  ดินแดนภาคใต้ของไทยเคยเป็นเมืองบริวารของศรีวิชัยในอินโดฯ

          ...มีพยานหลักฐานที่พบใหม่เชื่่อได้ว่าศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัยเมื่อ ๑๐๐๑ ปีก่อนนั้น  ตั้งอยู่ในบริเวณอ่าวบ้านดอนตอนใต้ของไทยปัจจุบัน  มีเมืองหลวงชื่อว่า  พานพาน  หรือ  พันพาน  คือเวียงสระในปัจจุบัน  แล้วเจริญรุ่งเรืองขึ้น  แผ่ขยายแตกกิ่งก้านเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย  จนได้ชื่อว่า  "สิบสองนักษัตร"  จดหมายเหตุอาหรับเรียกว่า  "ซาบาก"  จดหมายเหตุจีนเรียกว่า  "ซันโฟชิ"  ซึ่งเพี้ยนไปจาก  "สัมโพธิ"  ศูนย์กลางความเจริญเคลื่อนย้ายสู่พุมเรียง ไชยา ในที่สุด

           ....กษัตริย์หรือประมุขแห่งศรีวิชัยเรียกตนเองว่า  "เจ้าแห่งขุนเขา"  รู้จักกันในนามว่า  "ไศเลนทร์"  ผู้สืบเชื้อสาย "ไศเลนทรวงศ์"  ต่อมาปกครองทั่วภูมิภาคใต้และขึ้นมาปกครองละโว้  อโยธขา  รวมทั้งกัมพูชา (กัมโพช กัมพุช)  ราชกุมารองค์หนึ่งแห่งไศเลนทร์ลงไปครองเมืองปาเล็มบัง  ทรงสร้างวัดขึ้น  แล้วทำจารึกระบุนามศรีวัย  เมื่อฝรั่งพบจารึกนี้จึงเข้าใจผิดคิดว่า  ปาเล็มบังเป็นเมืองหลวงของศรีวิชัย (เพราะยังไม่พบหลักฐานที่ไชยา)

          ประวัติศาสตร์ชาติไทยยังอยู่ในภาวะเคลื่อนย้าย  จึงไม่ควรด่วนให้ข้อยุติ  เพราะยังมีหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งจมอยู่ในดินอีกมากมาย  ต้องชำระสะสางกันเรื่อย ๆ ไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๘ กันยายน ๒๕๖๐๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต

(https://image.ibb.co/e0pKHf/image.jpg) (https://imgbb.com/)


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 06, พฤศจิกายน, 2561, 10:20:45 PM
(https://image.ibb.co/nNY58V/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร

- ศรีธรรมราชญาติสุโขไท -

ไทยเจริญจากใต้ขึ้นไปเหนือ
ในความเชื่อซ่อนกลสับสนยิ่ง
"ชาตินิยม"บังตามาอ้างอิง
จนทอดทิ้งหลักฐานตำนานไกล

ประวัติศาสตร์จมดินหลายถิ่นที่
เช่นกระบี่,ตะกั่วป่าขุดหาได้
ทั้งลูกปัดและอื่นอื่นดาษดื่นไป
ฝังอยู่ใต้ดินเก่าเล่าตำนาน

จากศูนย์ใหญ่ไชยาเจริญก่อน
สู่นครฯแผ่ไปกว้างไพศาล
มีสัมพันธ์"จีน,แขก"แลกพยาน
เป็นหลักฐานไมตรีที่ยั่งยืน

เป็นญาติมิตรสุโขไทเมืองใต้หมด
ดั่งปรากฏนามนิยมให้ชมชื่น
ยศ"ธรรมราชา"จำหลักทั่วภาคพื้น
ใช้กลมกลืนร่วมกันเนิ่นนานมา...


          อภิปราย ขยายความ.......

          ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรศรีวิชัยหลังจากไชยาพัฒนาขึ้นเป็นนครศรีธรรมราชในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (ก่อนเกิดสุโขทัยหลายร้อยปี)  นามเมืองช้างค่อมเดิม  เปลี่ยนเป็น "ตามพรลิงค์" แล้วเป็นสิริธรรมนคร  และนครศรีธรรมราชในที่สุด

          ....มีความสัมพันธ์กับจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  ในจดหมายจีนเรียก  สัมโพธิ  หรือ  ศรีโพธิ์  นามเดิมของไชยาว่า ซันโฟชิ  บ้าง  สัมฮุดชี  บ้าง  เรียก ตามพรลิงค์ว่า  ตั้มมาลิง  บ้าง  โพลิง  และ  โฮลิง  บ้าง

          ...เยรินี นักบันทึกจดหมายเหตุฝรั่งเรียกเมืองนี้ว่า  เมืองเปอริมาลา  ก่อนจะถึงอ่าวเปอริเมาลิกอส (อ่าวบ้านดอน) ในภูมิศาสตร์ปโตเลมี  พ.ศ. ๖๐-๗

          .. พงศาวดารจีนสมัยถังตอนแรกบันทึกไว้ว่า  "ประเทศโฮลิงส่งทูตไปยังราชสำนักตั้งแต่ พ.ศ.๑๔๐๓-๑๔๑๖  จนกระทั่ง พ.ศ. ๑๓๖๑  ได้เว้นว่างไปหนึ่งศตวรรษ  แล้วว่า  ในช่วงปี พ.ศ. ๑๔๐๓-๑๔๑๖ นั้น  สัมฮุดซี  กับ  โฮลิง  รวมเข้าด้วยกัน  และยังได้บันทึกถึงอาณาเขตศรีวิชัยไว้ด้วยว่า  "อาณาเขตโฮลิง  บางสมัย ทิศตะวันตกจด โปตำ-ป-เต็ง (ทัพเที่ยง-ตรัง ?)  ทิศตะวันออกจด โป-ลิ (หรือ มาลิ ชื่อย่อของมาลิยู)  ทิศเหนือจด เจนละ(เขมร)  ทิศใต้จด ประเทศเกาะชื่อ โย-โม-ซัง (ตะมะลิก-สิงคโปร์)  ในปี พ.ศ. ๑๓๕๖ ประเทศโฮลิง  ได้ส่ง เซ็ง-ชิ (หญิงนักรำ ละครรำ) ๔ คน  มาเป็นบรรณาการยังราชสำนักจีน (เรื่องนี้ เยรินิ ว่า  ตัวละครนี้ต้องส่งจากเมืองละคร  ซึ่งมีชื่อเสียงทางนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์)  มิใช่เท่านั้น ปี พ.ศ.๑๔๐๓-๑๔๑๖  ประเทศโฮลิงได้ส่งทูตมา  และมีนักดนตรีหญิงหนึ่งคณะเป็นบรรณาการด้วย

          ....ดร.ศรีศักดิ์ วัลลโภดม  สรุปผลการค้นความเรื่องความเกี่ยวพันกันระหว่าง  สุโขทัย-นครศรีธรรมราชว่า......

          “แคว้นสุโขทัยมีการพัฒนาการรุ่นหลังแคว้นศรีธรรมราชมากทีเดียว  แต่เมื่อเกิดแคว้นสุโขทัยขึ้นมาแล้วก็มีความสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรมกับแคว้นศรีธรรมราชถึงระดับเป็นเครือญาติกันด้วย  จะสังเกตเห็นว่า ตำแหน่งกษัตริย์ของแคว้นสุโขทัย  ต่อมาใช้ชื่อ  ธรรมราชา  หรือ  ศรีธรรมราชา  ซึ่งนอกจากจะสะท้อนลักษณะชูพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยานลังกาวงศ์ด้วยกันแล้ว  ยังจะต้องใกล้ชิดสนิทสนมกลมเกลียวกันในระดับหนึ่งด้วย”

          “นครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์กับสุโขทัย  ลพบุรี  หรือ  ละโว้  และอาณาจักรใกล้เคียงทางสังคม  ความสัมพันธ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นจากพงศาวดารโยนกตอนที่พระยาเม็งรายได้รับเชิญให้ตัดสินข้อพิพาทระหว่าง  พระร่วงรามคำแหงกับพระยางำเมือง  พระยาเม็งรายไม่กล้าทำอะไรรุนแรง  และทรงรำพึงว่า  พระร่วงเป็นกษัตริย์ที่มีอานุภาพ  เพราะทรงเป็นญาติกับกษัตริย์ผู้ครองเมืองอยุธยา (ครั้งนั้นคงหมายถึงอโยธยา)  เมืองพระนคร (พระนครหลวง)  และเมืองนครศรีธรรมราช”

          “นครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา  ทั้งฝ่ายมหายาน และหีนยานลัทธิลังกาวงศ์  ในยุคแรกศิลปกรรมของนครศรีธรรมราชได้แพร่หลายขึ้นมายังภาคกลางและภาคเหนือ  ตัวอย่างที่และเห็นได้ชัดก็คือ  การแพร่หลายความคิดในการสร้างพระพุทธสิหิงค์ขึ้นเป็นพระพุทธรูปสำคัญในล้านนาและสุโขทัย”

          “จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่า  แคว้นศรีธรรมราชนี้มีความสำคัญมาก่อนแคว้นสุโขทัยเป็นเวลาช้านาน  และอาจจะมีส่วนหนุนช่วยให้เกิดแคว้นสุโขทัยเสียด้วยซ้ำไป”

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพืธภัณฑฺหุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๙ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 07, พฤศจิกายน, 2561, 10:30:42 PM
(https://image.ibb.co/cnWUNq/image.jpg) (https://imgbb.com/) (https://image.ibb.co/dOq0TV/maxresdefault-2.jpg) (https://imgbb.com/)
พระธาตุเมืองเก่าห้วยลึก

- เมืองบริวารเบื้องตะวันตก -

" เบื้องตะวันตกรอดเมืองฉอด"นั่น
ยืดเขตขัณฑ์ผ่านดงถึง"หงสา-
วดี"แดน"สมุทร"สุดมรรคา
เป็นอาณาเขตแดนสุโขไท


          อภิปราย ขยายความ........

          คำเต็มตามจารึกบรรทัดที่ ๒๒ ถึง ๒๔  ด้านที่ ๔  ว่า "...เบื้องตะวันตกรอดเมืองฉอด เมือง....หงสาวดี สมุทรหาเป็นแดน"

          เมืองฉอด  ชื่อนี้ไม่มีคำแปลที่แน่ชัด  แต่เดิมนั้นเข้าใจว่าเป็นเมือง "คอกช้างเผือก" ที่ยังเหลือซากอยู่ริมน้ำ "แม่สอด"  หรือน้ำเมย  บ้านแม่ตาว  อำเภอแม่สอด  จังหวัดตากในปัจจุบัน  แต่นักประวัติศาสตร์โบราณคดียังไม่ยอมรับ  เพราะซากเมืองเก่าคอกช้างเผือกนี้  เป็นเมืองขนาดเล็กและไม่พบวัตถุโบราณยืนยันว่าเป็นเมืองฉอด

          ยังมีซากเมืองเก่าอีกแห่งหนึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่บ้านแม่ต้าน  ด้านเหนือแม่สอด  เคยอยู่ในเขตปกครองของอำเภอแม่สอดมาก่อน  ปัจจุบันแยกเขตการปกครองเป็นอำเภอท่าสองยาง  ซากเมืองนี้ตั้งอยูในป่าริมแม่น้ำเมย  ปัจจุบันยังหลงเหลือซากโบราณสถานคือแนวดินเป็นคูเมือง  บนยอดเขาเตี้ย ๆ  มีฐานเจดีย์ ๒ ฐาน  มีพระธาตุเจดีย์ที่บูรณะตกแต่งใหม่ ๑ องค์  ชาวบ้านเรียกว่า "พระธาตุเมืองเก่าห้วยลึก" ยอดเขาด้านใต้มีพระธาตุเจดีย์เก่าปรักหักพังอยู่ในดงไม้ที่ขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่น  ไม่มีการขุดแต่งบูรณะซ่อมแซมใด ๆ  อิฐที่เรียงก่อเป็นองค์เจดีย์เป็นแผ่นอิฐขนาดใหญ่  การเรียงอิฐเป็นแบบโบราณ  เช่นเดียวกันกับ ศรีสัชนาลัย  สุโขไท

          จากการวิเคราะห์ซากโบราณสถาน  เห็นว่ามีอายุเก่าเท่าเทียมยุคสมัย  ศรีสัชนาลัย  สุโขไท  จึงน่าเชื่อได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้คือเมืองฉอด  ของขุนสามชน  ที่ยกทัพไปตีเมืองตาก  มองดูแนวทางเห็นว่า เดินทัพจากเมืองฉอดที่บ้านแม่ต้าน  ข้ามเทือกเขาสูงตรงไปลงเมืองตากได้พอดี

          ซากเมืองเก่าที่เชื่อได้ว่าเป็นเมืองฉอดนี้  ยังจมอยู่ในดินกลางป่าบ้านแม่ต้าน  อำเภอท่าสองยาง  จังหวัดตาก  ไม่มีบ้านเรือนราษฎรปลูกสร้างทับซ้อน  จึงมีสภาพบริสุทธิ์  เสียดายนักว่า "เป็นเมืองเก่าที่ถูกลืม"

          ......นี่คือ "เมืองฉอด"  เมืองสำคัญเบื้องตะวันตกเมืองสุโขไท เมื่อ ๗๐๐ ปีก่อนครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๐ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต

https://www.youtube.com/watch?v=gUllu4vLoS8


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 08, พฤศจิกายน, 2561, 11:34:51 PM
(https://image.ibb.co/noE97q/image.jpg) (https://imgbb.com/)
เจดีย์ชเวดากอง

- เมืองหงสาวดี -

พ้นเมืองฉอดรอดเลยน้ำ"เมย"ผ่าน
หลายหย่อมย่านบ้านเมืองเนืองน้อยใหญ่
ถึง"หงสาวดี"ที่กว้างไกล
รู้จักในนามประเทืองว่าเมืองมอญ

มี "เมืองพัน,เมาะตะมะ"ทะเลสมุทร
เป็นที่สุดเขตขัณฑ์ ณ กาลก่อน
พ่อขุนรามคำแหงเอื้ออาทร
แบ่งนครให้เขย "มะกะโท"

เป็น"พระเจ้าฟ้ารั่ว"ครองทั่วแคว้น
บำรุงแดนดินให้ใหญ่อักโข
เป็นประเทศราชชาติภิญโญ
เมืองเติบโตเจริญคู่สุโขไท


          อภิปราย ขยายความ.........

          ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑  ของพ่อขุนรามคำแหงระบุอาณาเขตของแคว้นว่าทางทิศตะวันตกถึง"เมืองฉอด เมือง....นหงสาวดีสมุทรหาเป็นแดน"  นั้น   แกะรอยตามความในศิลาจารึกได้ว่า  เมืองฉอดปัจจุบันเป็นเมืองร้างอยู่ในป่าบ้านแม่ต้านริมน้ำเมย  อำเภอท่าสองยาง  จังหวัดตาก  มีซากเมืองเก่าอยู่ตรงข้ามเมืองฉอดที่บ้านแม่ต้านอยู่เมืองหนึ่ง  ในเขตประเทศเมียนมาร์  ตั้งอยู่ริมน้ำเมยเช่นเดียวกับเมืองฉอด น่าจะเป็น "เมือง.....น"  ที่จารึกตรงนี้กระทะเทาะหายไป  และยังมีเมืองที่ไม่มีชื่อในจารึกนี้อีกหลายเมือง  คือ เมืองพัน  เมืองเมาะตะมะ  เมืองเมียวดี  ซึ่งอยู่ในปกครองของเมืองหงสาวดี

          เฉพาะเมืองหงสาวดี  มีประวัติหรือเรื่องราวความเป็นมาแบบเทพนิยาย  กล่าวคือ  เดิมทีนั้นเป็นเกาะอยู่กลางมหาสมุทร  สิ่งมีชีวิตวิญญาณที่เดินทางเข้าสู่เกาะนี้เป็นชีวิตแรกคือ  "หงส์"  ซึ่งเป็นนกที่มีสกุลสูงสุดในสัตว์ปีกประเภทนก  ต่อมาเมื่อมีมนุษย์อุบัติขึ้นบนเกาะนี้แล้วก็ขยายจำนวนประชากร  พร้อม ๆ กันกับแผ่นดินก็งอกแผ่ขยายออกจนจรดแผ่นดินใหญ่  เป็นประเทศชาติมอญไปในที่สุด

          นาม  หงสาวดี  น่าจะแปลได้ว่า  เมืองที่แวดล้อมด้วยฝูงนกหงส์  หรือ เ มืองที่มีนกหงส์เป็นรั้วล้อม  และแปลตรง ๆ ว่า เมืองกำแพงหงส์  ก็ได้  เมืองนี้เกิดก่อนสุโขไท  เจริญรุ่งเรือง  ดังปรากฏในตำนานหริภุญไชย (ลำพูน) ว่า  ในราวปี พ.ศ. ๑๔๙๐  เกิดโรคระบาดในนครหริภุญไชย (ลำพูน)  ชาวเมืองพากันอพยพหนีตายไปอยู่สุธรรมวดีนครเป็นอันมาก  แต่ปรากฏว่าผู้ครองนครสุธรรมวดีโหดร้ายรังแกประชาชน ชาวหริภุญไชยจึงพากันหนีจากเมืองนี้ล่องลงใต้ผ่านเมืองตองอู  เมืองแปร  สู่เมืองหงสาวดี  เจ้าเมืองรับเลี้ยงบำรุงเป็นอย่างดี  ครั้นโรคระบาดในหริภุญไชย  ซาหายไปแล้วบางส่วนจึงพากันกลับบ้านเมืองของตน บางส่วนตกค้างอยู่หงสาวดี  ถึงปีก็จัดทำกระทงลอยโขมด (โคมไฟ) เพื่อรำลึกถึงกัน  จนเป็นประเพณี

          ครั้นสุโขไทกำเนิดขึ้น  หงสาวดีเสื่อมโทรมลง  ตกมาถึงยุคพ่อขุนรามคำแหง  เมืองนี้ขึ้นอยู่ในโพธิสมภารกรุงสุโขไท  ในราว ๆ ปี พ.ศ. ๑๘๓๕  พ่อขุนรามคำแหงทรงให้การสนับสนุนชายชาวมอญชื่อ "มะกะโท"  นัยว่าเป็นราชบุตรเขยของพระองค์  ให้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองชาวมอญ  เฉลิมพระนามว่า "พระเจ้าฟ้ารั่ว"  ตั้งเมืองหงสาวดีเป็นเมืองหลวง  หรือ  เมืองกรุงของมอญ  และเป็นประเทศราชของกรุงสุโขไท ในที่สุด.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๑ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 09, พฤศจิกายน, 2561, 10:40:05 PM
(https://image.ibb.co/heqY3V/3.jpg) (https://imgbb.com/)
เจดีย์วัดป่าแดง

- หัวเมืองเบื้องตีนนอน -

"เบื้องตีนนอนรอดเมืองแพลเมืองม่าน"
"เมือง...นเมืองพลัว"ผ่าน น่านน้ำใหญ่
"พ้นฝั่งของเมืองชวา" ฟ้ากว้างไกล
เข้าอยู่ในขอบขัณฑสีมา

ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้น"
ด้วยผูกพันไมตรีมิเลือกหน้า
"ชอบด้วยธรรมทุกคน"ล้นเมตตา
ปวงไพร่ฟ้า"หน้าใส"ไปทั่วกัน


          อภิปราย ขยายความ.....

          คำเต็มของจารึกบรรทัดที่ ๒๔ ถึง ๒๗ ด้านที่่ ๔ อันเป็นคำจารึกท้ายสุด จบจารึกหลักที่ ๑ นี้ คือ ...." เบื้องตีนนอนรอดเมืองแพลเมืองม่าน เมือง......นเมืองพลัว พ้นฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว ๐ ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้นชอบด้วยธรรมทุกคน "

          ...เมืองแพล คือ เมืองแพร่ในปัจจุบัน จารึกพ่อขุนรามคำแหงระบุชื่อเมืองว่าแพล  นักอ่านจารึกเดิมหาคำแปลไม่ได้  ก็เลยใช้ว่า  แพร่  ที่แปลได้ว่า  "กระจายออกไป"  เมืองนี้มีประเด็นที่ต้องขออภิปรายยาวหน่อยนะครับ

          เมืองนี้มีตำนานเมืองเหนือกล่าวไว้ในคัมภีร์ใบลาน พ.ศ.๑๘๒๔ เล่าว่า  ในราวปี พ.ศ. ๑๓๗๑ ขุนหลวงพล  พระราชนัดดามหากษัตริย์น่านเจ้า  ได้พาบริวารเป็นอันมากลงมาสร้างบ้านแปงเมือง  โปรดให้สร้างวัดหลวงรวมทั้งพระเจ้าแสนหลวงประดิษฐานในวิหารหลวงพลนคร  เมืองที่ขุนหลวงพลสร้างขึ้นนี้จึงชื่อ  พลนคร  ต่อมาถึงยุคขอมเรืองอำนาจเปลี่ยนชื่่อเมืองพลนครเป็นเวียงโกศัย  ยุคที่พม่าเข้าครองเมืองนี้ถูกเรียกเพี้ยนไปเป็น  เมืองแพล

          เรื่องขุนหลวงพลตามตำนานดังกล่าวนี้  ดูเหมือนจะได้เค้ามูลมาจากพระยาสิงหนวัติราช  โอรสพระเจ้าเทวกาล  นครไทเทศ  หรือ  น่านเจ้า  ที่อพยพลงมาสร้างเมืองชื่อ  นาเคนทร์นคร  หรือ  นาคบุรี  และหรือ  นาคพันธุสิงหนวัตินคร  อันได้แก่  โยนกนครหลวง  หรือเชียงแสนในปัจจุบัน

          ตามความในพงศาวดารโยนกเรียกนามเมืองนี้ว่า  พลรัฐะนคร  ผู้ครองนครนี้นามว่าพระยาพลราช  ท่านได้ยกกำลังไปลัมภกัปปะนคร (ลำปาง)  หมายใจจะขุดเอาพระสารีริกธาตุจากพระมหาธาตุเจดีย์ลำปางหลวงไปไว้เมืองพลรัฐะนคร  แต่ไม่สามารถขุดเอาไปได้  ช่วงเวลาในตำนานนี้น่าจะเป็นกาลก่อน พ.ศ. ๑๒๐๐-๑๔๐๐  อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่พระนางจามเทวีจะเสด็จขึ้นไปครองหริภุญไชย (ลำพูน) ตำนานดังกล่าวยืนยันตรงกันว่า  เมืองนี้เดิมชื่อ  พลนคร  พลรัฐะนคร  ผิดแต่ว่าตำนานเมืองเหนือในคัมภีร์ใบลานที่ว่า  เมืองนี้เปลี่ยนนามเป็น  แพล  เมื่อพม่าเข้าครอง  เพราะจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ นี้  จารึกในราวปี พ.ศ. ๑๘๓๕ ก่อนกำเนิดพม่า  หมายความว่า  ชื่อเมืองแพลมีมาก่อนที่พม่าจะเข้ามายึดครองเมืองนี้

          สมัยพระญาลิไทครองกรุงสุโขไท  มีจารึกวัดป่าแดง  ศรีสัชนาลัย  จารึกไว้ว่า  "พระมหาธรรมราชาผู้ปู่เอาพลไปเมืองแพลอยู่ได้เจ็ดเดือน....จากแพลแล้วเอาคน..."  ได้ความว่า  พรญาลิไท  เอาพลขึ้นไปเมืองแพ ล ประทับอยู่เมืองนี้นานถึง ๗ เดือน  ระหว่างที่ประทับอยู่ที่นี้  ทรงโปรดให้สร้างพระมหาธาตุเจีดย์บรรจุพระสารีริกธาตุขึ้น ๑ องค์  คือ  พระธาตุช่อแฮในปัจจุบัน  เมื่อเสด็จกลับสุโขไท  ทรงนำคนจากเมืองแพลลงมาไว้ที่ป่าแดง  นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย  และให้สร้างวัดใหญ่ในป่าแดงขึ้น  ชื่อวัดกัลยาณวนาวาส (วัดป่าแดง)

          ลุล่วงเวลามาถึงยุคพระญาลือไทครองสุโขไท  ชื่่อเมืองนี้เปลี่ยนไปตามความในจารึกวัดช้างค้ำจังหวัดน่าน  ความว่า  "....อนึ่งบ้านเมืองเราทั้งหลายและเมืองแพล่เมืองงาวเมืองน่านเมืองพลั่ว  ปู่พระยาดูดังเคียว...."  ชื่อเมืองแพลมีวรรยุกต์เอกใส่เข้ามาเป็น  แพล่

          สรุปได้ว่า  เมืองแพร่ปัจจุบันเดิมชื่่อว่า พลนคร พลรัฐะนคร เมืองแพล เมืองแพล่ แล้ว ล.ลิงวิ่งหนีไป  เมื่อ ร.เรือถูกพายพุ่งเข้ามาแทน  จึงกลายเป็นเมืองแพร่ไปด้วยประการฉะนี้...

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40318#msg40318)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40696#msg40696)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๒ กันยายน ๒๕๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, พฤศจิกายน, 2561, 10:08:59 PM
(https://image.ibb.co/iiWw8V/127002953.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพปู่ม่านย่าม่าน วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน



<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40502#msg40502)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40901#msg40901)                   .

- น่านและเมืองบริวาร -

"น่าน"เป็นแคว้นหรือรัฐประเทศราช
มีบทบาทยิ่งใหญ่ในเขตขัณฑ์
"ดำพงศ์กาวชาวเลือง"เนื่องปางบรรพ์
เป็นเผ่าพันธุ์"พ่อขุนรามคำแหง"แท้

"นันทบุรี"นี้นามเดิมเมืองน่าน
บริวารเมืองที่มีนามแน่
คือ"เมืองม่าน,เมืองพลัว"ไร้คำแปล
ต้องไปแลหลังน่านกันเอาเอง


          อภิปราย ขยายความ........

          ...ศิลาจารึกบรรทัดนี้กระเทาะอักษรหายไปตรงที่ว่า  "เมืองม่าน....นเมืองพลัว"  ตรงรอยกระเทาะนั้นสันนิษฐานไม่ผิดว่าคือ  "น่าน"  เพราะมีอักษร  น  ตัวสะกดคงอยู่  จึงสรุปได้ว่า  เมืองทางเบื้องตีนนอนที่ขึ้นอยู่ในปกครองของพ่อขุนรามคำแหง  ต่อจากเมืองแพล (แพร่)  คือ  เมืองม่าน  เมืองน่าน  เมืองพลัว"

          เมืองม่านยังไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้คือ  เมืองอะไร  ตั้งอยู่ระหว่างเมืองแพลกับเมืองน่าน  สำหรับเมืองน่านนั้นคือ  นันทบุรี  เดิมเป็นมืองประธาน  หรือเมืองหลวงของแคว้น  มีเมืองแพล  เมืองม่าน  เมืองพลัวเป็นเมืองบริวาร  เมืองบริวารที่คงอยู่ชัดเจนในปัจจุบัน คือ  แพร่ และ ปัว  อำเภอหนึ่งของน่าน

          น่าน  หรือ  นันทบุรีมีอายุเก่าแก่กว่าสุโขไท  มีหลักฐานปรากฏในตำนานเมืองเหนือว่า  ในราวปีจุลศักราช ๓๕๐  ตรงกับพุทธศักราช ๑๕๓๑  พระยากือคำล้าน ยกพลจากนันทบุรีไปชิงได้เมืองชัยวรนคร ของพระยาจังกาเรือนแก้ว  เมืองชัยวรนคร  คือ  หิรัญเงินยัง (ยาง)  หรือช้างแสน=เชียงแสน  ที่ลาวจังกราชสร้างขึ้น  เมื่อจุลศักราช ๑๐ ปี (พ.ศ.๑๑๙๑)  แสดงให้เห็นว่า  เมืองน่านมีมาก่อนสุโขไท

          สืบทราบมาได้ว่า  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง  เดิมคือ  บางกลางท่าว  โอรสของเจ้านครนันทบุรี  ในราชวงศ์  "ดำพงศ์กาว ชาวเลือง"  ได้ยกพลจากนันทบุรีลงไปทางใต้  แล้วสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นที่เมือบางยาง (นครไทย)  ดังได้กล่าวมาแล้ว  โดยจารึกสุโขทัยหลักที่ ๔๕  จารึกเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๓๕  เรียกกันว่าจารึกปู่สบถหลานบ้าง  จารึกปู่ขุนจิดขุนจอดบ้าง  เล่าเรื่องการทำสัญญาสาบานระหว่าง  "ปู่พระยา"  เจ้าเมืองน่าน กับหลานพระยาคือ  มหาธรรมราชาลือไท  ในจารึกนี้กล่าวอ้างถึงบรรพบุรุษที่เกี่ยวพันเป็นญาติกัน  โดยทางฝ่ายปู่พระยา  อ้างถึงปู่พระยา มี  "ปู่พระยา...ปู่เริง  ปู่มุง  ปู่พอง  ปู่ฟ้าฟื้น...ปู่พระยาผากอง....ฝ่ายพระยาผู้หลานมี ..ผีปู่ผาคำ  ปู่ขุนจิดขุนจอด  ปู่พระยาศรีอินทราทิตย์  ปู่พระยาบานเมือง  ปู่พระยารามราช  ปู่ไสสงคราม  ปู่พระยาเลอไท  ปู่พระยางั่วนำถม  ปู่พระยามหาธรรมราชา  พ่องำเมือง....ปู่พระยาผู้ทำสัญญาสาบานกับพระยาลือไทนี้คือ  พระยาคำตันเจ้าเมืองน่านในกาลนั้น  ได้ความชัดว่า  ปู่พระยาศรีอินทราทิตย์ เป็น "ไทยผู้ดีชาวเลือง"  ในตระกูลดำพงศ์กาวแห่งนันทบุรีนี้นี่เอง

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวียิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๓ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, พฤศจิกายน, 2561, 10:12:18 PM
(https://image.ibb.co/nyLCHq/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดวิชุนราช หรือวัดพระธาตุหมากโม หลวงพระบาง

- ชวา > หลวงพระบาง -

จากเมืองน่านเดินหน "พ้นฝั่งของ"
ถึง"เชียงทอง,เซ่า,ชวา"ช้าไม่เร่ง
กลายนามเป็น"หลวงพระบาง"ไม่วังเวง
บางกาลเปล่งประกายงามความรุ่งเรือง

มีอายุเก่าแก่จนเกินกล่าว
ด้วยเรื่องราวไม่สนิทติดต่อเนื่อง
สรุปให้พอชัดคลายขัดเคือง
ว่าเป็นเมืองประเทศราชสุโขไท...


          อภิปราย ขยายความ..........

          ความในจารึกหลักที่ ๑ ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๒๕-๒๗  อันเป็นวรรคสุดท้ายของจารึกหลักนี้ว่า   ...."..พ้นฝั่งของเมืองชวาเป็นที่แล้ว ๐ ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองนั้นชอบด้วยธรรมทุกคน"  หมายความว่า  อาณาเขตกรุงสุโขไทจากน่าน  ข้ามแม่น้ำโขงไปถึงเมืองชวาเป็นที่สุด  ทรงปกครองดูแล  ไพร่ฟ้าประชาชนชอบด้วยธรรมทุกคน

          "ชวา"  เป็นชื่อเมืองในยุคพ่อขุนรามคำแหง  ก่อนหน้านั้นมีชื่อว่า  เมืองเส้า  หรือ  เซ่า (แปลว่าหยุด)  และ  เชียงทอง  ต่อมาเมืองนี้เปลี่ยนชื่อเป็น  "หลวงพระบาง"  และใช้นามนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

          มหาสิลา วีระวงศ์  เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ลาวว่า  ในราวปี พ.ศ. ๑๑๓๙-๑๒๓๙  เป็นช่วงเวลาที่ขอมเรืองอำนาจ  มีกษัตริย์องค์หนึ่งนามว่า "ขุนเจืองธรรมิกราช"  หรือท้าวฮุ่ง (ซึ่งไทยและเขมรเรียกว่า "พระร่วง")  เสวยราชสมบัติอยู่  นครเงินยาง (เชียงแสน)  ได้ทำสงครามกับพวกแกวประกัน เมืองเชียงขวาง  ท้าวกว่าเจ้าเมืองแกวประกันตายในที่รบ  ขุนเจืองจึงจัดเลี้ยงกำลังพลฉลองชัย  โดยให้ทำเหล้าไหเลี้ยงไพร่พลเป็นอันมาก  แล้วทิ้งไหเหล้าเกลื่อนอยู่ในท้องทุ่ง ณ ที่นั้น  คือ  ทุ่งไหหิน  ในแขวงเชียงขวา ง อยู่จนถึงวันนี้

          ขุนเจือง  มอบให้ขุนควงอยู่รักษาเมืองแกวประกัน  พระองค์กลับนครเงินยาง  ต่อมามีแม่ทัพแกวชื่อหุนบัง  ยกกำลังมาตีเมืองแก้วประกัน  ขุนเจืองทราบจึงยกทัพไปช่วยขุนควง  หุนบังสู้ไม่ได้จึงหนีไปพึ่งท้าวฟ้าฮ่วนเมืองตุมวาง  ขุนเจืองยกทัพตามไปตีเมืองตุมวาง  ท้าวฟ้าฮ่วนจึงแต่งทูตไปเชิญเจ้าขุนลอที่นครกาหลงมาช่วย  เจ้าขุนลอกับขุนเจืองรบกันถึงขั้นชนช้าง  และเจ้าขุนลอฟันขุนเจืองตายคาคอช้าง  ทัพเมืองนครเงินยางแตกพ่ายมาถึงเมืองชวา  เจ้าขุนลอตามตีมายึดเมืองชวาจากขุนกันฮางได้  แล้วตั้งเมืองชวาเป็นราชธานีของลาวล้านช้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๓๐๐  โดยเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น  "เชียงทอง"

          จากประวัติชาติลาวดังกล่าว  ก็ได้อายุเมืองชวาว่า  แก่กว่าสุโขไทยุคขุนศรีนาวนำถุม ๔๒๑ ปี  และแก่กว่ายุคขุนศรีอินทราทิตย์ ๔๘๖ ปี  แก่กว่ายุคพ่อขุนรามคำแหง ๕๒๒ ปี  แต่ในตำนานพงศาวดารโยนก กล่าวว่า  ขุนเจื๋อง  หรือท้าวเจือง ท้าวฮุ่ง  กษัตริย์องค์ที่ ๒ แห่งพะเยา  เกิดเมื่อปีจุลศักราช ๔๖๑ ตรงกับ พ.ศ. ๑๖๔๒  รบชนะแกวประกัน ปี จศ. ๔๙๖  ตรงกับ พ.ศ.๑๖๗๗  สวรรคต พ.ศ. ๑๗๑๙  เกิดก่อนพ่อขุนรามคำแหง ๑๗๐ ปี  จิตร ภูมิศักดิ์ ว่า  ขุนเจือง มีอายุอยู่ในราวปี พ.ศ. ๑๖๖๕-๑๗๓๕  ร่วมยุคสมัยกับศรีสุริยวรมัน ที่ ๒  กษัตริย์กัมพูชา  ใกล้เคียงกันกับความในพงศาวดารโยนก  มากกว่าประวัติศาสตร์ลาว ของมหาสิลา วีระวงศ์

          ...พ่อขุนรามคำแหงทรงให้ความเป็นธรรมแก่ไพร่ฟ้าข้าไท  ลูกเจ้าลุกขุน  ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง  ให้ข้าแผ่นดินเกิดความรู้สึก  "เหลื่อมล้ำต่ำสูง"  ดังนั้น  คนในเมืองไทยจึงพากันขานพระนามพระองค์่ด้วยความเคารพเทิดทูนว่า  "พ่อขุนรามคำแหง"  ด้วยความจริงใจ....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๔ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, พฤศจิกายน, 2561, 10:39:37 PM
(https://image.ibb.co/dHpq5A/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

- เมืองนอกเขตสุโขไท -

หัวเมืองเบื้องอาคะเนย์หมด
ซึ่งปรากฏต่อเนื่องเป็นเมืองใหญ่
คือ "ละโว้,อโยธยา" เขตยาวไกล
"พิมาย"ไป"ร้อยเอ็ด,นครพนม"

ความใน"โผ"สุโขไทไม่บันทึก
ตกจารึกหรือไรดูไม่สม
ปริศนาตรงนี้มีเงื่อนปม
การเมืองข่มขบเหลี่ยมทัดเทียมกัน


          อภิปราย ขยายความ.........

          ละโว้ (ลพบุรี)  อโยธยา (อยุธยา)  พิมาย (นครราชสีมา)  นครพนม  และเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในเบื้องอาคะเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)  หลายเมืองไม่ปรากฏชื่่อในจารึกสุโขไท  แสดงว่าไม่ได้ขึ้นอยู่ในปกครองของพ่อขุนรามคำแหง  เป็นเพราะเหตุใด ?

          ...ปัญหานี้  มีคำตอบได้ว่า .....เพราะ  เมืองใหญ่ ๆ ด้านตะวันออกเฉียงใต้  มีลพบุรี  อยุธยา  นครราชสีมา  เป็นต้น  เมืองเหล่านี้ขึ้นอยูในปกครองของขุนผาเมือง  ผู้ร่วมกับขุนบางกลางท่าวกอบกู้กรุงสุโขไท  หลังจากที่ทรงมอบอำนาจให้ขุนบางกลางท่าวพระสหายครองกรุงสุโขไทแล้ว  พระองค์กลับไปเมืองราด  แล้วขึ้นเสวยราชสมบัติกรุงศรีโสธรปุระ (กัมพูชา)  ในประวัติศาสตร์กัมพูชาเรียกพระองค์ว่า  พระเจ้าอินทรวรมัน ที่ ๓  หรือ  พระเจ้าศรีศรินทรวรมัน  พระองค์ครองกรุงกัมพูชาอยู่ในระหว่างปี  พ.ศ. ๑๗๘๖-๑๘๓๘

          จึงเป็นไปได้ว่า ในการมอบให้ขุนบางกลางท่าวครองสุโขไทนั้น  ขุนผาเมืองมีข้อแม้ให้ขุนบางกลางท่าว  "ถือ"  คือ  ให้ครองเมืองบริวารด้านตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  สรลวงสองแฅ ว ลุมบาจาย  สคา เวียงจันทน์  เวียงคำ  เท่านั้น  ส่วนเมืองเบื้องตะวันออกเฉียงใต้  คือเมืองราด  ละโว้  อโยธยา  พิมาย  นครพนม  นั้นขอให้ขึ้นอยู่ในปกครองของพระองค์ ณ กัมพูชา  สุโขไทจึงรักษาสัญญานี้ตลอดมาจนถึงยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหง  ปรากฏเมืองในปกครองของสุโขไทมีเพียงดังที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๕ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 13, พฤศจิกายน, 2561, 11:12:40 PM
(https://image.ibb.co/k1oq9f/image.jpg) (https://imgbb.com/)
ปลาก้างพระร่วง

- พ่อขุนรามฯ=พญาร่วง -

นามพ่อขุนรามคำแหงแสนแรงฤทธิ์
ทั่วทุกทิศแดนไทยใช้สร้างสรรค์
ความเก่งกล้าสามารถองอาจครัน
อัศจรรย์พระเดชาบารมี

เรียกพระนามยามฟังแล้ว"ขลัง"ยิ่ง
เสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเสริฐศรี
"พระร่วง"เจ้าจอมคนบนปฐพี
ทุกพาทีสัมฤทธิ์ไม่ผิดคำ

วาจาสิทธิ์พูดเล่นเป็นจริงหมด
จึ่งปรากฏต่อเนื่องในเรื่องขำ
เช่นทิ้งก้างปลาให้ว่ายในน้ำ
ก้างผุดดำว่ายธารปานตัวปลา

มิใช่เก่งด้านปราชญ์ฉลาดลึก
ด้านการศึกก็แกร่งกำแหงกล้า
เผด็จศึกราบคาบปราบปัจจา
ราชอาณาจักรสร้างจนกว้างไกล


          อภิปราย ขยายความ......

          พ่อขุนรามคำแหงในความรู้ที่คนไทยปัจจุบันรู้กันว่า  พระองค์เป็นนักปราชญ์  นักปกครอง  ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยให้ใช้กันมาจนทุกวันนี้  ทรงสร้างสรรค์ศิลปะวัฒนธรรมประเพณีขึ้นมามากมาย  ทรงมีอิทธิฤทธิ์ขลัง  โดยเฉพาะด้านพระวาจา  ทรงตรัสอย่างไรจะเป็นอย่างนั้น  จึงมีตำนานบอกเล่าเกี่ยวกับวาจาสิทธิ์ของพระองค์มากมาย  เช่นว่า  คราวหนึ่งเสด็จไปทรงลับพระขรรค์ ณ ต้นธารบนภูเขา  ทรงใช้พระขรรค์ฟันหินจนขาดเป็นช่องทางให้น้ำไหล  ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า  "พระร่วงลองพระขรรค์"  หรือ  โซกพระร่วง  ทรงพักผ่อนพระอริยาบถ ณ ริมธารนั้น  เสวยพระกระยาหาร  ครั้นเสวยเนื้อปลาหมดแล้ว  ทรงโยนก้างปลาลงน้ำแล้วตรัสว่า  เจ้าจงว่ายอยู่ในน้ำต่อไป  ก้างปลานั้นก็กลายเป็นปลามีชีวิตแหวกว่ายน้ำให้เห็น  จนเรียกกันว่า  "ปลาก้างพระร่วง"  มองเห็นแต่ก้างไม่เห็นเนื้อ  อย่างนี้เป็นต้น

          ...ในด้านการรบนั้น  เริ่มแต่เป็นแม่ทัพตั้งแต่พระชนม์ ๑๙ ชันษา  ชนช้างกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดที่  เมืองตาก (อ.บ้านตาก)  จากทั้งทรงไป  "ตีหนังวังช้าง ท่บ้านท่เมือง ได้ข้าเสือกข้าเสือ นำมาถวายพ่อขุนศรีอินทราทิตย์มากมาย"  ทรงสร้างขยายอาณาจักรสุโขไทให้กว้างไกล  ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนก่อนหน้านี้

          ความในตำนานเมืองเหนือเรียกพระนามว่า  "พญาร่วง"  เป็นพระสหายใกล้ชิดกันกับ  พญางำเมือง  พญาเม็งราย............

เต็ม อภินันท์
สถาบันกในิพนธ์ไทย
ณ พิพธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๖ กันยายน ๒๕๖๐
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 14, พฤศจิกายน, 2561, 10:11:42 PM
(https://image.ibb.co/fYtun0/5chiangmai726-2013-04-16.jpg) (https://imgbb.com/)

- สามกษัตริย์สร้างเชียงใหม่ -

กล่าวถึงเจ้าเม็งรายย้ายเมืองหลวง
หลังจากช่วงชิงนคร"ลำพูน"ได้
ตั้งที่"เวียงกุมกาม"ตามพอใจ
แล้วยกไปชิงพุกาม,หงสาวดี"

อาณาเขต"เชียงราย"ขยายกว้าง
แล้วคิดสร้างกรุงประจักษ์สมศักดิ์ศรี
เลือกทำเลเชิงดอยอ้อยช้างชี้
ให้เป็นที่ตั้งเมืองประเทืองบุญ

เชิญ"พญางำเมือง,พญาร่วง"
สร้างเมืองหลวงของแคว้นแสนอบอุ่น
สามกัตริย์เอออวยช่วยค้ำจุน
ถึงลงทุนลงแรงขุดแต่งเมือง

ขนานนามคำคล้องของเมืองนี้
"นพบุรีศรีนครพิงค์"พริ้งลือเลื่อง
เรียกสั้นสั้น"เชียงใหม่"รายรุ่งเรือง
ถิ่นประเทืองล้านนามาเนิ่นนาน....


          อภิปราย ขยายความ..........

          ย้อนกาลไปกล่าวถึงพระยาเม็งราย  โอรสเจ้าลาวเม็งกับนางเทพคำขยายแห่งเชียงแสน  หลังจากย้ายมาสร้างเมืองใหม่ริมน้ำกกชื่อเมืองเชียงราย  แล้วได้เป็นพระสหายกับพ่อขุนรามคำแหง (พญาร่วง)  จากนั้นคิดการใหญ่  ยกกำลังเข้ายึดนครหริภุญไชย (ลำพูน)  ของพระยายีบา  กษัตริย์เชื้อสายพระนางจามเทวีได้  แล้วตั้งเมืองใหม่ในที่ลุ่มเหนือเมืองลำพูน  ชื่อว่าเวียงกุมกาม  ทรงยกกำลังไปได้เมืองหงสาวดี เมืองพุกามของรามัญ  ไว้ในอำนาจด้วย

          ...อยู่มาถึงปี พ.ศ. ๑๘๓๔  พระยาเม็งรายดำริสร้างเมืองใหม่ ณ บริเวณเชิงดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ ปัจจุบัน)  จึงเชิญพญางำเมืองแห่งภูกามยาว (พะเยา)  ผู้เป็นทั้งพระญาติ (ผู้น้อง) และพระสหาย  กับส่งราชทูตมาเชิญพ่อขุนรามคำแหง (พญาร่วง)  พระสหายแห่งกรุงสุโขไท  ไปปรึกษาวางแผนผังการสร้างเมืองใหม่  พระยาเม็งรายถามพระสหายว่า  เมืองใหม่นี้จะสร้าง  กว้าง ๒,๐๐๐ วา หรือ ๑๐๐ เส้น  พระสหายเห็นว่าเหมาะสมไหม  พญางำเมืองเห็นด้วย  แต่ พญาร่วง  กล่าวว่า  เมืองกว้าง ๒,๐๐๐ วาใหญ่โตเกินไป  คนเรามีน้อยไม่พอที่จะดูแลรักษาเมือง  ถ้าเกิดมีข้าศึกศัตรูยกกำลังมาโจมตี  เราก็จะรักษาเมืองไว้ได้ยาก  จึงเห็นว่าเมืองกว้างสัก ๑,๐๐๐ วา  ก็พอสมควรแล้ว  พระยาเม็งรายเห็นด้วย  จึงลดขนาดความกว้างของเมืองลงมาดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งสามกษัตริย์เห็นชอบให้ขนานนามเมืองที่สร้างใหม่นี้ว่า  "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"  แต่บัดนั้นเป็นต้นมา.....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขึผึ้งไทย
๒๗ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, พฤศจิกายน, 2561, 10:20:30 PM
(https://image.ibb.co/nq5B4f/Tui-Laksi.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช (เชียงราย)
Cr. Photo By คุณ Tui Laksi

- เม็งราย > มังราย -

นาม"เม็งราย"คือใครรู้ไม่ยาก
ค้นหาจากจารึกอักษรสาร
ปากต่อปากบอกกล่าวเล่าตำนาน
ทั้งชาวบ้านชาววัดเรื่องชัดเจน

เจ้า"ลาวเม็ง"เชื้อสายขุนเจืองนั้น
ครองหิรัญเงินยางอย่างโดดเด่น
ธิดาเชียงรุ้งงามตามกฎเกณฑ์
จึ่งส่งทูตวอนเวนเป็นชายา

ได้"นางเทพคำขยาย"ไม่ผิดหวัง
เมื่อนางตั้งครรภ์แรกแปลกนักหนา
ฝันได้แก้วแวววามงามจับตา
นางรับมากลืนกินอย่างยินดี

โหรทำนายได้กุมารชาญฉลาด
จะสามารถปราบหมดทศวิถี
สร้างบ้านเมืองเรืองยศปรากฏมี
ปฐพีกว้างไกลอยู่ในมือ

ครั้นประสูติโอรสงดงามลักษณ์
ญาติพร้อมพรักคับคั่งร่วมตั้งชื่อ
นามพ่อแม่และตารวมบันลือ
ให้ยึดถือเป็นเก่งว่า"เม็งราย"


          อภิปราย ขยายความ .......

          พระยาเม็งรายในประวัติศาสตร์ไทยเรียกพระนามนี้ว่า  "มังราย"  โดยอ้างหลักฐานจากจารึกต่าง ๆ มีจารึกวัดพระยืน  เป็นต้น  ออกพระนามว่า  "มังราย"  แต่ตำนานพงศาวดารโยนกและตำนานอื่น ๆ รวมทั้ง  "มุขปาฐะ "  ของชาวเชียงรายเรียกพระองค์ว่า  "เม็งราย"  พระองค์จึงมี ๒ พระนาม

          ที่มาของพระนามว่า  "เม็งราย"  คือตำนานเมืองเหนือพงศาวดารโยนก  กล่าวว่าเชื้้อวงศ์ขุนเจืองครองราชสมบัติเมืองหิรัญเงินยาง (เชียงแสน) สืบมาชั่ว ๔ ราชวงศ์  ถึง  "ลาวเมือง"  และลาวเมืองมีโอรสชื่่อ  "ลาวเม็ง"  ทราบว่าท้าวรุ่งแก่นชายเจ้าเมืองเชียงรุ้ง  มีธิดานามว่าเทพคำขยาย  รูปโฉมงดงามมาก  จึงส่งทูตไปสู่ขอมาอภิเษกกับเจ้าชายลาวเม็ง  นางเทพคำขยายเมื่อเป็นชายาของลาวเม็งแล้ว  ก็ฝันว่ามีดวงแก้วลอยลงมาจากฟ้า  เปล่งประกายงดงามมาก  นางรับดวงแก้วแล้วกลืนกินลงไป  ตื่นเช้าเล่าความฝัน  โหรทำนายว่า  จะได้โอรสทรงศักดานุภาพปราบประเทศทั้งหลายไปถึงแดนสมุทร

          ครั้นนางเทพคำขยายทรงครรภ์ครบกำหนดทศมาสแล้วก็ประสูติโอรส  ลาวเม็งกับท้าวรุ่งแก่ชายและพระญาติได้ประชุมขนานพระนามราชกุมารนั้น  แล้วตกลงให้นามว่า  "เม็งราย"  โดยถือเอานามลาวเม็งผู้เป็นบิดา  ท้าวรุ่งแก่นชายผู้เป็นตา  นางเทพคำขยายผู้เป็นมารดา  ประมวญเข้าด้วยกันเป็น  "เม็งราย"  ให้รู้ว่า  "คือลูกท้าวเม็ง  หลานท้าวรุ่ง  เกิดแต่นางเทพคำขยาย..."

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๘ กันยายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, พฤศจิกายน, 2561, 10:26:59 PM
(https://image.ibb.co/m7EVX0/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุเสาวรีย์พระยาลิไท อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย

- สุโขทัยในประวัติศาสตร์ -

ประมาณปี"พอศอหนึ่งแปดสี่สอง"
"ขุนรามฯ"ต้องสวรรคตตามกฎถ่าย
ถอดวิญญาณผ่านกากทิ้งซากกาย
ฝากความหมายแทนตัวคือชั่วดี

พระ"เลอไท"โอรส"ขุนรามราช"
สืบอำนาจครองเมืองเรืองศักดิ์ศรี
ทรงครองแคว้นสุโขไทอยู่หลายปี
ประมาณ"ยี่สิบ"วัสสาสิ้นพระชนม์

จึ่ง"พระงั่วนำถม"ครองสมบัติ
อำนาจรัฐเริ่มเสื่อมทุกแห่งหน
พระทรงตั้ง"ลิไท"ไว้เมืองบน
เป็น"ขุนยี่"คู่ตนสร้างผลงาน..


          อภิปราย ขยายความ........

          ประมาณปี  พ.ศ. ๑๘๔๒  พ่อขุนรามคำแหงสวรรคต  พระโอรสนามว่า  "เลอไท"  ได้ครองกรุงสุโขไทสืบแทน  เป็น "พระยาเลอไทธรรมิกราช"  บางแห่งเรียกว่า  พระมหาธรรมราชาเลอไท  ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก  จนถึงกับส่งราชทูตไปลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกา)  ขอให้ช่างหลวงจำลองรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏของลังกา  อัญเชิญมาประดิษฐานบนยอดเขาริมเขื่อนสรีดภงส  แล้วเรียกภูเขาลูกนี้ว่า  เขาสุมนกูฏ  นามเดียวกันกับของลังกา (ปัจจุบันเรียกว่า "เขาพระบาทใหญ่)  แล้วเสด็จขึ้นไปนมัสการทุกวันธรรมสวนะ (วันพระ)  มิได้ขาด

          ....พระยาเลอไทธรรมิกราช  สวรรคตในราวปี พ.ศ. ๑๘๘๓  พระงั่วนำถมซึ่งเป็นราชกุมารสายขุนบานเมืองได้ครองบัลลังก์กรุงสุโขไท  บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ในแคว้นเริ่มกระด้างกระเดื่อง  พระองค์ทรงแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองด้วยการแต่งตั้งให้  พระยาลิไท  โอรสเลอไทธรรมิกราช  เป็น  "ขุนยี่"  คือมหาอุปราช  ขึ้นไปครองเมืองศรีสัชนาลัย (เมืองบน) ......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, พฤศจิกายน, 2561, 10:16:48 PM
(https://image.ibb.co/dSAxFL/spd-20170710100227-b.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบคุณเจ้าของภาพ ร้าน dbook2.com

- ลำดับกษัตริย์สุโขทัย -

กษัตริย์ครองสุโขไทเรียงกันวุ่น
หลังพ่อขุนรามฯที่มีหลักฐาน
"ไสงสงคราม"นามไม่คุ้นลูก"ขุนบาน"
เป็นรัชกาลขั้นตอนก่อน"เลอไท"

หลัง"เลอไท"ลำดับกลับเข้าที่
"งั่วนำถม"องค์นี้มิยิ่งใหญ่
สาย"บานเมือง"เดชอ่อนห่อนเกรียงไกร
ผลงานไม่ปรากฏให้จดจำ

สาย"ขุนรามคำแหง"ล้วนแกร่งกล้า
ทั้งศาสนาทรงชูชุปอุปถัมภ์
อย่าง"ลิไท"อุปราชฉลาดล้ำ
ทรงรวมคำสอนสั่งทั้งพุทธพราหมณ์

แต่งคัมภีร์ศาสนาวรรณศิลป์
โลกยลยินยกย่องก้องสยาม
เรื่อง"ไตรภูมิ"ลุ่มลึกชวนตรึกตาม
จะเห็นความซึ้งทราบทั้งบาปบุญ...


          อภิปราย ขยายความ.........

          การเรียงลำดับกษัตริย์ครองกรุงสุโขไทในช่วงหลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง  ที่เป็นมานั้นอยู่ในภาวะสับสน  กล่าวคือ  นักประวัติศาสตร์เรียงลำดับว่า  ต่อจากพ่อขุนรามคำแหง  เป็น  พระญาเลอไท  จากเลอไท  เป็นงั่วนำถม  จากงั่วนำถม เป็นลิไท

          แต่ความในศิลาจารึกปู่สบถหลาน (จะกล่าวถึงต่อไป)  เรียงไว้ว่า  ต่อจากปู่รามราช  คือ  ปู่ไสสงคราม  ปู่เลอไท  ปู่งั่วนำถม....  เป็นไปตามราชประเพณี (หรือกฎมณเฑียรบาล)  คือ  พี่ครองก่อน  สิ้นพี่แล้วน้องครองต่อ  สลับกัน  ตอนที่บานเมืองครอง  พระรามคำแหงเป็นอุปราช  พ่อขุนรามคำแหงครอง ไสยสงครามโอรสบานเมืองเป็นอุปราช  ไสสงครามครอง  เลอไทโอรสพระรามราชเป็นอุปราช  เลอไทครอง  งั่วนำถมโอรสไสสงครามเป็นอุปราช  งั่วนำถมครอง  จึงสถาปนาลิไท  โอรสเลอไทเป็นอุปราช  สลับกันไปอย่างนี้  ราชประเพณีนี้ใช้ต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

          ในปี พ.ศ. ๑๘๘๓  พระยาเลอไทธรรมิกราชสวรรคต  พระยางั่วนำถมโอรสไสสงครามขึ้นครองกรุงสุโขไท  ตั้งพระยาลิไทโอรสพระยาเลอไทเป็นมหาอุปราชให้ไปครองนครศรีสัชนาลัย (ตามราชประเพณี)  พระยาลิไทมีความฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก  ทรงศึกษาเล่าเรียนความรู้ด้านศาสนาจากสำนักพระอาจารย์หลากหลายจนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์  ทรงรจนาคัมภีร์ศาสนาขึ้นมาคัมภีร์หนึ่งให้ชื่อว่า  "เตภูมิกถา"  หรือ  "ไตรภูมิกถา"  ว่าด้วยความเป็นมาเป็นไปของบรรดาสัตว์ในภพภูมิทั้ง ๓ คือ  มนุษย์  สวรรค์  นรก  ทรงเน้นการสั่งสอนให้คนรู้จัก  บาป  บุญ  คุณ  โทษ  ทรงบรรยายให้เห็นภาพมนุษย์  สวรรค์  นรก  ได้อย่างละเอียดพิสดาร  ทำให้คนอ่านแล้ว  ฟังแล้ว  รู้สึกกลัวบาป  อกุศลกรรม  แล้วรื่นเริงบันเทิงใจในการทำบุญกุศล  จนคัมภีร์นี้กลายเป็นโครงสร้างสังคมไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขไทมาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งเรารู้จักกันในนามว่า  "ไตรภูมิพระร่วง"  คัมภีร์นี้ทรงใช้เวลารจนาอยู่นานถึง ๖ ปี  จึงจบบริบูรณ์...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๔ ตุลาคม ๒๕๖๑ข
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, พฤศจิกายน, 2561, 10:22:57 PM
(https://image.ibb.co/mQ92H0/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระเถระคู่บุญ "ลิไท" -

"ลิไท"เป็นจอมปราชญ์ศาสนา
พระเถรานุเถระมากเกื้อหนุน
ถ่ายทอดภูมิปัญญาด้วยการุณย์
ทรงคบคุ้นเคยมากหลากอาจารย์

สองภิกษุคู่บุญมีคุณโข
นาม"อโนมทัสสี"มีถิ่นฐาน
อยู่ศรีสัชนาลัยชนม์ยืนนาน
ถึงรัชกาล"ลือไท,พระยาราม"

อีกหนึ่งนาม"สุมนะ"ป่ามะม่วง
อยู่เมืองหลวง"สุโขไท"ไม่"วางก้าม"
เป็นเพื่อนกันไปมาหาทุกยาม
มีศีลงามผุดผ่องทั้งสององค์

ผลงานหนึ่ง"สุมน"คือพระธาตุ
เผยแผ่ศาสนธรรมตามประสงค์
พระเจ้า"กือนา"ที่มีจำนง
"ลิไท"ส่งพระ"สุมน"ไป.....


          อภิปราย ขยายความ..........

          ในขณะดำรงตำแหน่งเป็น  "ขุนยี่"  คือมหาอุปราชเสวยราชย์อยู่นครศรีสัชนาลัยนั้น  พระยาลิไททรงมุ่งมั่นศึกษาหาความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์อย่างจริงจัง  มีพระเถระ  อนุเถระผู้ทรงภูมิความรู้เรื่องศาสนธรรมหลายรูปที่พระยาลิไทเข้าฝากตัวเป็นศิษย์  เช่นพระธรรมบาลมหาเถระ  พระสิทธัตถมหาเถระ  พระมณีวงศมหาเถระ  พระปรัชญามหาเถระ  พระสุมนเถระ  พระอโนมทัสสีเถระ  และ  อุปเสนราชบัณฑิต (เป็นคฤหัตถ์)  อีกทั้งติดต่อโดย  "สารพิสัย" (จดหมาย = เรียนทางไกล ไปรษณีย์)  กับพระพุทธโฆสาจารย์มหาเถระ  แห่งนครหริภุญไชย (ลำพูน)  คัมภีร์ที่ทรงศึกษานั้นมี  อรรกถา ฎีกา อภิธรรม และคัมภีร์เล็ก ๆ น้อย ๆ  แล้วทรงนำมาร้อยเรียงเรื่องราวเป็น  "ไตรภูมิกถา"  วรรณคดียิ่งใหญ่ของไทยในกาลต่อมา

          พระเถระ ๒ รูปที่คุ้นเคยกับพระยาลิไทเป็นอย่างมาก  คือ  พระอโนมทัสสี  เมืองศรีสัชนาลัย  กับ  พระสุมนเถระ  วัดป่ามะม่วงสุโขไท  ทั้ง ๒ รูปนี้เป็นสหายธรรมกัน  วันหนึ่งพระสุมนเถระเดินทางไปเยี่ยมเยือนพระอโนมทัสสี  ระหว่างทางนั้น  ผ่านเมืองปางจา (บางขลัง)  ริมฝั่งน้ำฝากระดาน (ปาณามนที)  พบพระสารีนริกธาตุในเจดีย์ร้างซึ่งมีกอเข็มขึ้นปกคลุมอยู่  จึงอัญเชิญไปให้พระอโนมทัสสีกราบไหว้ด้วย  พระยาลิไททรงทราบ  จึงขอทอดพระเนตร  ปรากฏว่าพระสารีริกธาตุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานา  จนข่าวลือลงถึงกรุงสุโขไท  พระยางั่วนำถม (บางแห่งเรียกพระเจ้าน้ำท่วม)  ทรงทราบจึงปรารถนาได้ทอดพระเนตรบ้าง  ครั้นพระสุมนเถระกลับมาเมืองสุโขไทจึงเสด็จไปขอทอดพระเนตร ณ วัดป่ามะม่วง  ทรงสรงพระธาตุด้วยน้ำเครื่องหอมนานา  แต่พระธาตุไม่แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ  จึงไม่ทรงเลื่อมใส  มอบให้พระสุมนเถระเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตน......

           เรื่องพระสารีริกธาตุ  เป็นเรื่องยาว  จากสุโขไทไปลำพูน  เชียงใหม่  แล้วประดิษฐานบนดอยอ้อยช้าง (ดอยสุเทพ) ในที่สุด  ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๕ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 19, พฤศจิกายน, 2561, 10:37:16 PM
(https://image.ibb.co/jKabUf/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- ศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช -

เมื่อ"พ่องั่วนำถม"สวรรคต
พระโอรสสืบต่อขอเป็นใหญ่
แต่"งำเมือง"ทำผิดสิทธิ์วางไว้
โกง"ลิไท"ดื้อรั้นครองบัลลังก์

ขุนหัวเมืองประเทศราชขาดนับถือ
ต่างลุกฮือแข็งข้อแหกกฎขลัง
สุโขไทแคว้นแตกแยกไม่ยั้ง
จนแทบพังภินท์ล่มล้มละลาย

ปีพอศอหนึ่งแปดเก้าศูนย์นั้น
"ลิไท"พลันตื่นตนเร่งขวนขวาย
ยกกำลังพร้อมหัวเมืองมีมากมาย
จับตัว"นาย"แล้วประหารทิ้งทันที

ยก"พระญาลิไท"เป็นใหญ่สุด
นามสมมุติชูเชิดประเสริฐศรี
"ศรีสุริยพงศ์ราม.."เลิศความดี
สร้อยนามมี"มหาธรรมราชา"


          อภิปราย ขยายความ........

          พรญา(พระยา)ลิไท  ทรงใช้เวลารจนาไตรภฺูมิกถาอยู่นานถึง ๖ ปีจึงสำเร็จ  หลังจากที่ทรงเป็น  "ขุนยี่" (มหาอุปราช)  ครองนครศรีสัชนาลัยอยู่ ๗ ปี ถึง พ.ศ. ๑๘๙๐ นั้น  พรญางั่วนำถมสวรรคต  พรญางำเมืองผู้โอรสขึ้นครองกรุงสุโขไทสืบแทนพระราชบิดา  ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดพระราชประเพณี  ที่ถูกแล้วต้องให้ พรญาลิไท  ขึ้นครองกรุงสุโขไท  พรญางำเมือง เป็น "ขุนยี่" (มหาอุปราช) สลับสายกันปกครองจึงจะะถููกต้องตามราชประเพณี

          เหตุเพราะพรญางำเมืองขึ้นครองสุโขไทแบบผิดราชประเพณีนี้เอง  บรรดาขุนหัวเมืองต่าง ๆ ในแคว้นสุโขไทต่างเห็นกันว่า  พรญางำเมืองเป็นกบฏต่อพรญาลิไท  จึงพากันกระด้างกระเดื่องไม่ยอมขึ้นอยู่ในอำนาจการปกครอง  จนแคว้นสุโขไทยามนั้น  "ขาดเป็นบั้นเป็นแซว"  ครานั้นพรญาลิไททนนิ่งดูอยู่มิได้  จึงยกกำลังลงมาจากศรีสัชนาลัย  บรรดาขุนหัวเมืองก็พากันยกกำลังเข้าสมทบกองกำลังของพรญาลิไท  มีความในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง  บรรยายภาพตอนนี้ว่า  พรญาลิไทเอาขวานจามประตูเมืองสุโขไทเข้าไป  แล้วจับพรญางำเมืองประหารเสีย

          บรรดาขุนหัวเมืองประเทศราชทั้งหลายพากันยกพรญาลิไท..... "ได้ขึ้นเสวยราชในเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขไท  แทนปู่แทนพ่อ  ฝูงเป็นท้าวเป็นพรญาทั้งเบื้องตะวันออกตะวันตก  หัวนอนตีนนอน  ต่างคนต่างมีใจใคร่ใจรัก  เอามงกุฏขันชัยศรีเศวตฉัตรมา  "ยัดยัญ"  อภิเษกให้เป็นท้าวเป็นพระยา  ทั้งหลายจึงสมมติขึ้นชื่อ  "ศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช"  เสวยราชย์ชอบด้วยทศพิธราชธรรมรู้ปรานีแก่ไพร่ฟ้าข้าไททั้งหลาย......"

          การครองราชสมบัติของกษัตริย์กรุงสุโขทัยที่แต่เดิมนั้น  เมื่อพี่ครองแผ่นดินแล้วตั้งน้องเป็นอุปราช (ขุนยี่)  พี่ตายลงน้องขึ้นครองแทนแล้วตั้งลูกของพี่เป็นอุปราช  สลับกันเช่นนี้มาถึงพระยางั่วนำถมสิ้นพระชนม์โอรสคือ งำเมือง  กลับทำผิดประเพณีขึ้นครองแผ่นดินแทนราชบิดา  พวกขุนหัวเมืองต่าง ๆ ไม่ยอมรับนับถือ  พากันตั้งตนเป็นอิสระ  พระยาลิไทอุปราชจึงต้องยกกำลังจากศรีสัชนาลัยลงมาชิงราชบัลลังก์รักษาราชประเพณี  โดยมีขุนหัวเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมด้วย  เมื่อทำการสำเร็จแล้วบรรดาขุนหัวเมืองทั้งหลายจึงร่วมกันอภิเศก (ยัดยัญ) พระยาลิไทให้ครองกรุงสุโขไท  ถวายพระนามว่า  "พระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช"  สร้อยพระนาม  "มหาธรรมราชา" จึงเป็นพระนามกษัตริย์กรุงสุโขไทแต่นั้นมา

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๖ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 20, พฤศจิกายน, 2561, 10:17:27 PM
(https://image.ibb.co/ntq8uf/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระบรมธาตุนครชุม

- ลิไทสร้างเมืองนครชุม -

จากจอมปราชญ์ศาสนามาครองราชย์
ทรงอำนาจแผ่ประเทศด้วยเดชกล้า
เร่งขยายขอบขัณฑสีมา
ด้วยหวังว่าเท่า"ปู่พระญารามฯ"

ในยามนั้นสุโขไทได้แตกแล้ว
"เป็นบั้นแซว"หลายเสี่ยงมากแเสี้ยนหนาม
จึงยกพลปล้นกำราบเที่ยวปราบปราม
พยายามรวมไทยอยู่หลายปี

"พอศอหนึ่งเก้าศูนย์ศูนย์"ทำบุญเขื่อง
ทรงสร้างเมือง"นครชุม"กุมวิถี
ลุ่มน้ำปิงด้านบนเขต"คนฑี"
ปลูกพระศรีมหาโพธิ์โพธิญาณ

ตั้งหลักหินจารึกบันทึกเรื่อง
ทำนายเนื่องศาสนาวัยพ้นผ่าน
"ห้าพันปี"สิ้นค่าอายุกาล
เป็นตำนานที่ไทยฝังใจจำ....


           อภิปราย ขยายความ ....

           ปี พ.ศ. ๑๘๘๘ พระญาลิไท  ทรงพระราชนิพนธ์วรรณดีศาสนาเรื่องเตภูมิกถา  หรือ  ไตรภูมิกถา  จบบริบูรณ์  ถึงปี พ.ศ. ๑๘๙๐  ทรงยกกำลังสมทบขุนหัวเมืองต่าง ๆ ในแคว้นสุโขไทเข้ายึดกรุงสุโขไท ได้รับการ  "ยัดยัญ"  อภิเษกจากบรรดาขุนทั้งหลายและไพร่ฟ้าทั้งปวงให้ขึ้นครองบัลลังก์กรุงสุโขไท  เฉลิมพระนามว่า  "ศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชธิราช"

           จากนั้นทรงยกกำลังไปเที่ยวปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ยังกระด้างกระเดื่องอยู่  ขยายอาณาจักรสุโขไทหมายพระทัยจะให้กว้างไกลเท่าเทียมยุคสมัยปู่พระญารามคำแหง  ทั้งนี้เพราะอาณาเขตสุโขไทเริ่มเล็กลงหลังจากพ่อขุนรามคำแหงสวรรคตแล้ว  และแตก "เป็นบั้นเป็นแซว" เมื่อสมัย  พระญางั่วนำถมครองราชย์

           ปี พ.ศ. ๑๙๐๐  หลังจากทรงปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ได้ราบคาบลงแล้ว  ทรงเสด็จไปประทับริมฝั่งน้ำปิง  ด้านทิศตะวันตกตอนเหนือเมืองคนฑี  แล้วทรงสร้างเมืองขึ้นใหม่ให้นามว่า  "นครชุม"  ทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์  สร้างพระมหาธาตุเจดีย์  และที่สำคัญทรงทำศิลาจารึก (วัดนครชุม)  กล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์และพระพุทธทำนายเรื่องอายุกาลของพระพุทธศาสนาว่า  จะสิ้นอายุเมื่อครบ ๕,๐๐๐ ปี  ความในพุทธทำนายนี้เป็นที่เชื่อถือของคนไทยส่วนหนึ่งมานานจนถึงปัจจุบัน....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกฝีนิพนธ์ไทย
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๗ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 21, พฤศจิกายน, 2561, 10:20:33 PM
(https://image.ibb.co/nwv94q/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระพุทธลีลา


- พระเจ้าอู่ทอง -

สามปีแรก"ลิไท"ได้ครองราชย์
ทรงแปรปราชญ์ศาสนามากร้าวกล้ำ
เป็นนักรบองอาจไม่ขาดธรรม
ขยายอำนาจไกลแคว้นใหญ่โต

กล่าวถึง"เจ้าอู่ทอง"ครองเขตใต้
ชุมชนไทยภาคกลางกว้างอักโข
"ทวาราวดี"หรือ"ละโว้"
ยามนั้นโผซบรัฐสุพรรณบุรี

"อู่ทอง"เขยเมืองสุพรรณฝันยิ่งใหญ่
ย้ายลงไป อโยธยาสง่าศรี
อยากได้แคว้นสุโขไทในทันที
ลอบเข้าตี"สองแฅว"ได้ครอบครอง

ให้"พี่เมีย"จากสุพรรณอันทรงเดช
ปกครองเขต"สองแฅว"แผ่ผยอง
ข่ม"พระญาลิไท"ไม่ให้ลำพอง
ทั้งได้น้องสาวลิไทเป็นชายา.....


          อภิปราย ขยายความ.......

          เมื่อพระญาลิไทครองกรุงสุโขไทแล้ว  ทรงปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ขยายพระราชอำนาจพร้อมกับประกาศธรรมนั้น  ทางฝ่ายเมืองทวาราวดี  หรือ  ละโว้ (ลพบุรี)  มีกษัตริย์เชื้อสายไศเลนทร์ปกครองสืบมาจนถึงเจ้าอู่ทอง  พระองค์ได้อภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งสุพรรณภูมิ  ทำให้สองแคว้นนี้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นแคว้นเดียวกัน

          ปี พ.ศ. ๑๘๙๓  เจ้าอู่ทองย้ายจากละโว้ลงไปสร้างราชธานีในท้องที่ของอโยธยา  ซึ่งเมืองนี้เดิมชื่อ  รามนคร  บ้าง  ศรีรามเทพนคร  บ้าง  ศรีอโยธยา  บ้าง  มีฐานะเดิมเป็นเมือง  "ลูกหลวง"  ของทวาราวดี  หรือ  ละโว้  ครั้นเจ้าอู่ทองสร้างราชธานีเสร็จแล้วขนานนามเมืองนี้ว่า  "กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา"  โดยนำเอาสร้อยนาม  "ทวาราวดี"  จากละโว้ลงมาใช้กับเมืองนี้ด้วย

          ขณะที่พระญาลิไทขยายพระราชอำนาจ  สร้างพระเดชพระคุณอยู่ในแคว้นสุโขไทนั้น  พระเจ้าอู่ทอง (รามาธิบดีที่ ๑)  ปรารถนาได้ครอบครองแคว้นสุโขไทไว้ในอำนาจ  จึงลอบยกกำลังขึ้นมา  ยึดนครสรลวงสองแฅวไว้ได้โดยง่าย  แล้วมอบให้ขุนหลวงพ่องั่วพระเชษฐาในพระมเหสีของพระองค์จากสุพรรณภูมิขึ้นมาปกครองนครสรลวงสองแฅว  และขุนหลวงพ่องั่วยังได้พระนางมหาเทวี ราชธิดาพระญาเลอไท  ผู้เป็นพระขนิษฐาของพระญาลิไท  เป็นพระราชวรชายาอีกด้วย

          พระญาลิไท  ไม่สามารถใช้กำลังชิงเอาเมืองสรลวงสองแฅวคืนจากขุนหลวงพ่องั่วได้  จึงยุติบทบาทการเป็นนักรบของพระองค์ไว้  แล้วหันไปเป็นนักการศาสนา  สร้างพระพุทธรูป  พระพิมพ์  สร้างพระอาราม พระสถูปเจดีย์  ปลุกต้นพระศรีมหาโพธิ์  ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา  พระสถูปเจดีย์ที่เป็นเอกลักษณ์สุโขไทกำเนิดขึ้นในยุคของพระองค์คือ  พระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ (ยอดเจดีย์เป็นดอกบัวตูม) พระพุทธรูปที่เป็นเอกลักษณ์สุโขไทเกิดสมัยพระองค์คือ  พระพุทธลีลา  ซึ่งเป็นพุทธศิลป์งดงามที่สุดในโลกปัจจุบัน...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทย
๘ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, พฤศจิกายน, 2561, 10:16:03 PM
(https://image.ibb.co/g43xsA/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดป่ามะม่วง

- พระญาลิไททรงผนวช -

"พระญาลิไท"หันหน้าเข้าหาวัด
ปฏิบัติตามหลักศาสนา
ทราบข่าวมีพระสงฆ์วงศ์ลังกา
เลิศศีลาจารวัตรอยู่"เมืองพัน"

จึงประสงค์องค์พระสังฆราช
มาโปรดญาติโยมไทยให้สุขสันต์
นิมนต์มาสุโขไทในเร็ววัน
ทรงมุ่งมั่นบำรุงศาสน์รุ่งเรือง

หล่อพระใหญ่ไว้หน้ามหาสถูป
พระพุทธรูปน้อยใหญ่ไว้ต่อเนื่อง
ไม่เสียดายทรัพย์สินที่สิ้นเปลือง
ทรงปลดเครื่องทรงกษัตริย์ด้วยศรัทธา

สละราชย์ผนวชองค์เป็นสงฆ์หนึ่ง
หวังเข้าถึงโพธิญาณในกาลหน้า
ถือวัด"ป่ามะม่วง"พัทธสีมา
จำพรรษาบำเพ็ญบารมี.....


          อภิปราย ขยายความ...........

          สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท)  ถูกขุนหลวงพ่องั่วยึดการปรกครองนครสรลวงสองแฅว  แล้วยังแทรกแซงราชสำนักสุโขไท  โดยตั้งพระมหาเทวีขนิษฐาในพระองค์ (พระยาลิไท) เป็นพระราชวรชายา  ทำให้พระองค์ไม่สะดวกในการบริหารบ้านเมือง  จึงหันหน้าเข่้าวัด  สร้างกุฎีพิหาร  พระสถูปเจดีย์  พระพุทธรูป  พระพิมพ์มากมาย

          พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์หลายแบบหลายปางเกิดขึ้นในยุคนี้  พระพุทธรูปปางลีลาอันงดงามซึ่งพัฒนามาจากพระอัฏฐารศ  ได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะงดงามที่สุดในโลก  คือองค์ที่ประดิษฐาน ณ วัดเบญจมบพิตรฯ ในปัจจุบัน

          ก่อนหน้านี้  ทรงทราบว่าพระสงฆ์ลังกาวงศ์ฝ่ายมหาวิหารมาตั้งประกาศลัทธินิกายอยู่ที่เมืองพัน (นครพัน เมาะตะมะ)  มีศีลาจารวัตรงดงาม  จึงโปรดให้พระสุมนเถระ  กับพระอโนมทัสสีเถระ  พาบริวารไปมอบตัวเป็นศิษย์ศึกษาพระพุทธธรรมในคณะสงฆ์นี้  เพื่อนำกลับมาเผยแผ่ที่สุโขทัย  พระเถระทั้งสองพร้อมศิษย์ไปทำทัฬหีกรรม (บวชครั้งที่สอง)  ในสำนักพระอุทุมพรมหาสามีสังฆราชอยู่ครบ ๕ พรรษาแล้วจึงกลับสุโขไท  โดยพระญาลิไทให้อาราธนาพระอุทุมพรมหาสามีสังฆราชเสด็จมาสุโขไทด้วย

          ความในจารึกวัดป่ามะม่วง  กล่าวว่า  "พระอุทุมพรบุปผามหาสวามิสังฆราช เสด็จมาประทับ ณ วัดสีโหล (สีโทน) ใต้วัดป่ามะม่วง  พระญาลิไททรงอธิษฐานเพศเป็นดาบสแล้วบรรพชาเป็นสามเณรต่อหน้าองค์พระพุทธรูปทองในพระมหาปราสาท  จากนั้นเสด็จไปทำพิธีอุปสมบทในพัทธสีมาวัดป่ามะม่วง  ท่ามกลางคณะสงฆ์ลังกาวงศ์ฝ่ายมหาวิหาร  โดยมีสมเด็จพระสังฆราชอุทุมพรเป็นประธานสงฆ์ (พระอุปัชฌาย์)  แล้วประทับจำพรรษาอยู่ ณ วัดป่ามะม่วงนั้น

          เมื่อออกพรรษาแล้วทรงลาพระผนวช  บำเพ็ญพระราชกุศลเป็นมหาทาน  ฉลองพระพุทธรูปสำริดที่ทรงโปรดให้  "หล่อเท่าองค์พระพุทธพระเป็นเจ้า"  บริจาคไทยทานคือ ทอง ๑๐ ชั่ง เงิน ๑๐ ชั่ง เบี้ย ๑๐ ล้าน หมาก ๒ ล้าน จีวร ๔ กระแส บาตร หมอนนอน หมอนนั่ง เสื่อ  จำนวนเท่า ๆ กัน....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๙ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, พฤศจิกายน, 2561, 10:19:23 PM
(https://image.ibb.co/gUd0XA/image.jpg) (https://imgbb.com/)
แนวกำแพงแก้วของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร
Cr. Photo By คุณหมุนตามไมล์

- ลิไทไปครองสรลวงสองแฅว -

ลาผนวชแล้ว"ลิไท"รับข้อแม้
ครอง"สองแฅว"เหมือนจักลดศักดิ์ศรี
สุโขไทให้"พระมหาเทวี"
ภคินีของพระองค์ทรงครอบครอง

อยู่"สรลวงสองแฅว"แผ่กุศล
ให้ทุกคนร่วมบุญเลิกขุ่นข้อง
"ไตรภูมิกถา"ธรรมโลกจำลอง
เป็นแสงส่องทางอุดมสังคมไทย

ให้กลัวบาปรักบุญกุศลสร้าง
เป็นแบบอย่างอยู่เย็นเป็นสุขได้
"มหาธรรมราชา"ทรงตั้งใจ
สร้างวัดใหญ่พระพุทธสุดแสนงาม

"พระพุทธชินราช,ศาสดา,ชินสีห์"
ทุกองค์มีลักษณะเลิศสยาม
ได้โอรสยศยงทรงพระนาม
"ลือไท"ตามรอยบาทพระบิดา.....


          อภิปราย ขยายความ............

          พระญาลิไททรงผนวชจำพรรษา ณ วัดป่ามะม่วงในแดนอรัญญิกด้านตะวันตกเมืองสุโขไท  ทรงให้สร้างพระพิมพ์งดงามขึ้น ๒ แบบ  คือพระพิมพ์ประทับนั่งสมาธิราบ  ปางมารวิชัย (ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อโต) บรรจุไว้ ณ วัดป่ามะม่วง  แดนอรัญญิก  และวัดสระศรีในกลางเมืองสุโขไท  กับ  พระพิมพ์ลีลา  บรรจุ ณ พระเจดีย์บนยอดเขา  กับในถ้ำเชิงเขาแดนอรัญญิก  และ  ในพระเจดีย์  บนเขาสะพานหิน ( คือพระลีลา  ถ้ำหีบและเขาสะพานหิน)

          ครั้นทรงลาผนวชแล้ว  ยอมรับข้อเสนอของขุนหลวงพ่องั่ว  คือทรงแปรพระราชฐานไปประทับ ณ นครสรลวงสองแฅว  มอบให้พระมหาเทวีชนิษฐาของพระองค์ปกครองสุโขไทแทน  ขุนหลวงพ่องั่วจึงเสด็จกลับไปครองสุพรรณภูมิตามเดิม

          พระมหาธรรมราชา (ลิไท)  แปรพระราชฐานไปประทับ ณ นครสรลวงสองแฅวแล้วมุ่งหน้าเผยแผ่พระพุทธศาสนธรรมตามแนวคิดของพระองค์  คู่มือสำคัญในการเผยแผ่ศาสนธรรมคือ  "ไตรภูมิกถา"  ที่พระองค์ทรงรจนาขึ้นในขณะเป็นมหาอุปราชดังกล่าวแล้ว  ทำให้คนไทยรู้จักบาปบุญคุณโทษ  กลัวบาป  ทำบุญกันมากขึ้น  เป็นความง่ายต่อการปกครอง

          ทรงสร้างวัดใหญ่ ๆ ขึ้นในนครสองแฅวหลายวัด  เช่นวัดพระศรีรัตนมหาธาตุในเมือง เป็นคามวาสี  วัดอรัญญิกในป่าด้านตะวันออกของตัวเมือง  เป็นอรัญวาสี  ผลงานที่ยอดเยี่ยมของพระองค์คือ  ทรงสร้างพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ  ปางมารวิชัย  มีพระพุทธลักษณะตามตำรามหาบุรุษ  คือพระพุทธรูปงดงามที่สุดในโลก  ได้แก่  พระพุทธชินราช  และยังมีพระศาสดา  พระชินสีห์  อีกด้วย  นอกจากพระพุทธรูปประทับนั่งแล้วยังทรงสร้างพระพุทธรูปยืนเรียกว่า  พระอัฏฐารศ  ตามแบบอย่างของสุโขไทอีกด้วย  ต่อจากพระพุทธรูปแล้วยังสร้างพระเจดีย์มียอดเป็นรูปดอกบัวตูมที่เรียกว่า  "ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์"  อันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์อีกด้วย

          ขณะประทับ ณ นครสรลวงสองแฅวนี้  ทรงได้พระราชโอรสอันประสูติแต่พระนางศรีธรรมราชมาตา  ที่่ปรากฏในศิลาจารึกชัดเจน ๑ องค์  ขนานพระนามว่า  "ลือไท"  อันเป็นพระนามล้อเลียนนามของพระองค์ .....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 24, พฤศจิกายน, 2561, 10:18:02 PM
(https://image.ibb.co/bYc34q/image.jpg) (https://imgbb.com/)
ยอดเขาสุมณกูฏ

- ลิไทคืนสุโขไท -

อยู่สองแฅวเจ็ดปีแม้มีสุข
แต่เป็นทุกข์เรื่องแคว้นแดนปู่ย่า
ต้องแตกแยกเป็น"สองนครา"
ปรารถนาให้เป็นไปเช่นเดิม

เสด็จกลับสุโขไทไม่รอช้า
"อยุธยา"สิ้น"อู่ทอง"พร่องผู้เสริม
อาศัยบุญคุณธรรมค้ำจุนเจิม
โดยทรงเริ่มไหว้พระบาทรอยจำลอง

ขนิษฐาเทวีมิข้องขัด
ราชสมบัติสุโขไทในทั้งผอง
ทรงเวนคืนโดยชอบให้ครอบครอง
ลบรอย"สองนครา"หมดสิ้นไป....

          อภิปราย ขยายความ............

          ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกว่า  ในปีที่ ๖ ซึ่งพระญาลิไทประทับ ณ สรลวงสองแฅวนั้น  ประมาณดือน ๘  ปีวอก  จุลศักราช ๗๓๐  ตรงกับปีพุทธศักราช ๑๙๑๑  สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราชนาถกรรโลงมเหสี  ในสมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท)  ได้ประสูติพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง  มีพระนามตามจารึกว่า  "พระศรีสุริยวงศ์"  พระนามสาสัญที่ชาวเมืองเรียกขานกัน  คือ  "ลือไท"

          รุ่งขึ้นปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ส มเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)  แห่งกรุงศรีอยุธยาสวรรคต  สมเด็จพระราเมศวรราชโอรสขึ้นครองราชแทน  ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลง  พระญาลิไทจึงถือโอกาสนี้ พาไพร่พลพร้อมหัวเมืองบริวารเสด็จคืนกรุงสุโขไท  อ้างว่าเพื่อนบไหว้รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมณกูฏ (เขาพระบาทใหญ่)

          ครานั้น  สมเด็จพระมหาเทวีขนิษฐาของพระองค์  พระราชวรชายาขุนหลวงพ่องั่ว  ซึ่งครองกรุงสุโขไทอยู่  ในประมาณปี พ.ศ.๑๙๑๐  พระนางได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่งให้พระนามว่าพระเทพาหูราช  ครั้นพระเชษฐาธิราชพาพลกลับคืนมานบพระพุทธบาทดังน้ั้น  จึงเวนราชสมบัติคืนให้พระองค์ครอบครองตามเดิม  เพื่อให้สุโขไทคืนสู่แคว้นสุโขทัยอันยิ่งใหญ่ต่อไป ....

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40502#msg40502)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40901#msg40901)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 25, พฤศจิกายน, 2561, 10:13:58 PM
(https://i.ibb.co/HgxPZnY/2.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดเขาพระบาทน้อย



<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40696#msg40696)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41056#msg41056)                   .

- ปลายรัชสมัยพระญาลิไท -

กลับคืนครองสุโขไทปลายชีวิต
ทรงผูกมิตรทั่วแดนแคว้นน้อยใหญ่
มีศาสนานำทางยาวกว้างไกล
"มหาธรรมราชา"ใช้ผูกไมตรี

"เจ้ากือนา"ล้านนา ณ เชียงใหม่
ทรงเลื่อมใสสงฆ์ลังกาสง่าศรี
ขอ"พระญาลิไท"ส่งพระสงฆ์ดี
ไปสอนที่ล้านนาอยู่ประจำ

"ลิไท"ส่งพระคู่บุญคุณธรรมสูง
ให้พาฝูงบริษัททรงอุปถัมภ์
"พระสุมนเถระ"เป็นผู้นำ
ศาสนธรรมสู่แดนแคว้นล้านนา...


          อภิปราย ขยายความ.........

          กลับคืนบัลลังก์กรุงสุโขไทแล้ว  พระญาลิไททรงมุ่งมั่นในศาสนาเป็นสำคัญ  โปรดให้ช่างหลวงแกะสลักจำลองรอยพระพุทธบาทตามแบบลังกา  ที่พระญาเลอไท (พระราชบิดา)  จำลองมาไว้บนยอดเขาสุมณกูฏเบื้องหัวนอนเมืองสุโขไท  นัยว่า  ทรงจำลองรอยพระพุทธบาทประดิษฐานไว้ในแดนอรัญญิก (เขาพระบาทน้อย)  เขาอินทร์  ศรีสัชนาลัย  เขาบางพาน (กำแพงเพชร)  เขากบ (เมืองพระบาง นครสวรรค์)  และอื่น ๆ อีกหลายแห่ง  พร้อมกันนั้นก็ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับรัฐและแคว้นต่าง ๆ  โดยใช้ศาสนาเป็นตัวเชื่อมโยง  "ไตรภูมิกถา"  ที่ทรงรจนาเป็นคัมภีร์นั้น  ได้ถูกเผยแผ่ไปยังนานารัฐและแคว้นไทยในช่วงเวลานี้เอง

          กล่าวทางฝ่ายแคว้นล้านนานั้น  เมื่อขุนเม็งราย (เชียงใหม่เรียก "พญามังราย")  สิ้นพระชนม์ไปแล้วมีลูกหลานสืบราชบัลลังก์ต่อมาถึงพระเจ้ากือนา  ทรงทราบว่ามีคณะสงฆ์ลังกาวงศ์ฝ่ายมหาวิหารมาตั้งหลักเผยแผ่พุทธศาสนาอยู่นครพัน  มีศีลาจารวัตรงดงามมาก  จึงปรารถนาให้ไปเผยแผ่ลัทธิที่ล้านนาบ้าง  ได้ส่งทูตไปอาราธนาพระสังฆราชอุทุมพรแล้ว  แต่ท่านไม่ยอมไปล้านนา  กลับบอกให้มาเชิญศิษย์ของท่านคือพระสุมนเถระ  กับ  พระอโนมทัสสีเถระ  แห่งสุโขไทขึ้นไปแทน  พระเจ้ากือนาส่งทูตมาอาราธนาพระสุมนเถระ  แต่ท่านไม่ไป  อ้างว่าท่านเป็นพระของพระมหาธรรมราชาธิราช  ไม่อาจตัดสินใจทำอะไรโดยลำพังได้  พระเจ้ากือนาจึงส่งราชทูตสู่ราชสำนักสุโขไท  ทูลขอคณะสงฆ์ลังกาวงศ์จากสุโขไทขึ้นไปเผยแผ่ศาสนาที่ล้านนา  พระญาลิไทจึงตกลงส่งพระมุมนเถระนำคณะสงฆ์ไปล้านนาเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๓...

          เรื่องราวจะเป็นอย่างไร พรุ่งนี้มาดูกันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทย
๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, พฤศจิกายน, 2561, 10:22:14 PM
(https://i.ibb.co/kQnNzDZ/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระยืน ลำพูน

- มหาธรรมราชาสวรรคต -

"พระสุมนเถระ"ถวายพระพร
มิสังหรณ์ต่อไปไม่เห็นหน้า
เชิญพระธาตุใส่แก้วแล้วอำลา
"มหาธรรมราชา"ด้วยอาลัย

ฝ่าย"พระเจ้ากือนา"แสนปราโมทย์
จึงรีบโปรดจัดการเป็นงานใหญ่
รับคณะพระสงฆ์สุโขไท
สถิตในที่จัด"วัดพระยืน"

เมืองลำพูนอุ่นหนาฝาคั่งมาก
เนื่องมาจากรับแรกแขกเมืองอื่น
มีขบวนมโหรทึกแสนครึกครื้น
ประชาชื่นชมพระธาตุศรัทธากัน

ศก"หนึ่งเก้าหนึ่งสาม" ความได้,เสีย
คือได้เจียระไนศาสน์ล้านนานั่น
เสีย"พระญาลิไท"ผู้ทรงธรรม์
ทรงสวรรคตไปเมื่อปลายปี......


          อภิปราย ขยายความ.............

          ปีพุทธศักราช ๑๙๑๓  ต้นปีนั้น  พระสุมนเถระพาคณะสงฆ์สัทธิงวิหาริกอันเตวาสิกลังกาวงศ์ฝ่ายมหาวิหาร  เข้าถวายพระพรลาสมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท)  เพื่อนำพระพุทธศาสนาในลัทธิลังกาวงศ์ขึ้นไปเผยแผ่ตามพระราชประสงค์พระเจ้ากือนาแห่งล้านนา  โดยอัญเชิญพระสารีริกธาตุที่ได้จากเมืองบางขลังนั้นใส่ผอบแก้ว  ครอบด้วยผอบทอง  นำขึ้นไปด้วย

          ฝ่ายพระเจ้ากือนาเมื่อทราบว่าพระญาลิไทส่งพระสุมนเถระนำพาคณะสงฆ์ลังกาวงศ์จากสุโขไทสู่ล้านนาตามคำขอแล้ว  ทรงปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง  เสด็จากนครพิงค์เชียง  ใหม่ลงมานครลำพูน  จัดสถานที่ต้อนรับ ณ ด้านทิศตะวันออกเมืองลำพูน  ทรงนำประชาชนถือข้าวตอก  ดอกไม้  ธูปเทียน  แต่งกายด้วยเสื้อผ่้าสีขาว  ยืนเรียงรายสองข้างทางรอรับพระสารีริกธาตุพร้อมคณะพระสุมนเถระจากสุโขไท  มีดนตรีมโหรทึกวงใหญ่ประโคมครึกครื้น  พระสุมนเถระอัญเชิญผอบพระสารีริกธาตุเดินตามทางที่โรยด้วยข้าวตอกดอกไม้ตั้งแต่ต้นจนถึงปรำพิธีที่ประทับของพระเจ้ากือนา  พระองค์กราบนมัสการด้วยความเคารพ  แล้วขอทอดพระเนตรพระสารีริกธาตุ  ครั้นพระสุมนเถระเปิดผอบให้ทอดพระเนตร  พระองค์สรงพระธาตุด้วยน้ำหอม  พระสารีริกธาตุจึงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เป็นที่อัศจรรย์  ประจักษ์แก่สายตาทุกคนในสถานที่นั้น  พระเจ้ากือนาทรงถวายสถานที่อันเป็นแดนอรัญญิกของลำพูน  ให้เป็นที่อยู่่ของพระสุมนเถระและบริวาร  และสร้างอาวาสขึ้นให้นามว่า  "วัดพระยืน"  ในกาลต่อมา

          พระพุทธศาสนาลัทธิลังการวงศ์ (มหาวิหาร)  จากสุโขไทตั้งลงในดินแดนล้านนาแล้ว  ในปลายปีนั้นเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นในราชสำนักกรุงสุโขไทกับกรุงศรีอยุธยา  กล่าวคือ  ทางราชสำนักกรุงสุโขไทนั้น  สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท)  สวรรตต  สุโขทัยขาดผู้นำแคว้นที่แน่นอนหัวเมืองใหญ่ ๆ ตั้งเป็นอิสระ  คือ  เมืองน่าน  เมืองศรีสัชนาลัย  เมืองสรลวงสองแฅว  ไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขไทที่มีพระมหาเทวีรักษาการอยู่  ทางราชสำนักกรุงศรีอยุธยานั้นปรากฏว่า  ขุนหลวงพ่องั่วแห่งสุพรรณภูมิ  ยกกำลังเข้าล้อมกรุง  มหาอำมาตย์เปิดประตูเมืองต้อนรับ  สมเด็จพระราเมศวร  จำใจต้องออกถวายบังคมพระเจ้าลุง  แล้วมอบราชบัลลังก์ให้ครอบครอง  ขุนหลวงพ่องั่วจึงส่งพระราเมศวรผู้หลานไปครองละโว้  พระองค์ขึ้นเสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา  เฉลิมพระนามว่า  สมเด็จพระบรมราชา (ที่ ๑)  ในปีเดียวกันนั้น

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 27, พฤศจิกายน, 2561, 10:52:32 PM
(https://i.ibb.co/1q71Tk9/800px-Phra-That-Doi-Suthep-02.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เชียงใหม่

- พระธาตุบางขลังขึ้นดอยสุเทพ -

เริ่มพิธีลงหลักปักฐานศาสน์
"กือนา"ราชเป็นประธานสถานที่
"สุมนเถระ"ประธานพิธี
สมมติสีมาน้ำกระทำการ

สังฆกรรมการบวชกุลบุตร
ตามหลักพุทธลังกา"มหาวิหาร"
ใช้บ่อบึงหนองน้ำแม่ลำธาร
เป็นสถานที่ทำตามวินัย

"พระสุมน"อยู่ลำพูนบุญคุณมาก
นานแล้วจากที่อยู่สู่เชียงใหม่
อยู่่"วัดบุปผารามสวนดอกไม้"
"กือนา"ได้สถาปนา"สวามี"

"มหาสุมณบุพรัตนะ
ตำแหน่งพระสังฆราชสะอาดศรี
เชิญพระธาตุสถิตบนยอดคีรี
คือสุเทพ"วันนี้ที่ยืนยง


          อภิปราย ขยายความ .......

          พระสุนเถระเริ่มประกาศพระพุทธศาสนาตามลัทธิลังกาวงศ์นิกายมหาวิหาร  ด้วยการให้อุปสมบทกรรมแก่กุลบุตร  โดยใช้น่านน้ำแม่ปิงเป็น  "อุทกเขปสีมา"  ขอให้พระเจ้ากือนาต่อแพไม้ขนาดใหญ่ลงลอยในแม่ปิง  ประกาศให้เป็นที่หวงห้าม  แล้วสวด "สมมตินัททีสีมา" (เราเรียกกันว่าโบสถ์น้ำ)  ประชุมสงฆ์ลังกาวงศ์จากสุโขไทและชาวเชียงใหม่ที่ไปบวชมาจากนครพัน  แล้วให้การอุปสมบทแก่สามเณรที่ชื่อ "กัสสป" ผู้ติดตามพระสุมนเถระไปจากสุโขไท  จากนั้นก็ให้การอุปสมบทแก่ชาวเชียงเป็นอันมาก

          พระสุมนเถระ  ไม่กลับสุโขไทหลังจากทราบว่า  พระมหาธรรมราชา (ลิไท) สวรรคตแล้ว  จึงมุ่งเผยแผ่พระพุทธศาสนาในล้านนาประเทศ  สถิตอยู่วัดพระยืน  เมืองลำพูนได้ ๒๑ พรรษา  พระเจ้ากือนาจึงอาราธนาให้ไปสถิตที่วัดบุปผารามสวนดอกไม้หลวงนครพิงค์เชียงใหม่  แล้วประกาศสถาปนาให้เป็นพระสังฆราช (อุษยาภิเษกให้เป็นพระมหาสวามิ)  ให้นามว่า  "มหาสุมณบุพรัตนะมหาสวามิ"  ให้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระสาริรีกธาตุในวัดนี้องค์หนึ่ง  นัยว่าพระสารีริกธาตุุองค์นี้เสด็จมาใหม่ตามความเชื่อที่ว่า  หากใครมีพระสารีริกธาตุองค์จริงอยู่แล้ว  ถ้าปฏิบัติบูชาดี  จะมีพระสารีริกธาตุจากที่อื่นเสด็จมาอยู่ร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
          สำหรับพระสารีริกธาตุองค์เดิมที่พระสุมนเถระได้จากเมืองบางขลัง  สุโขไทนั้น  พระเถระเจ้าเห็นพ้องต้องกันกับพระเจ้ากือนาว่า  ควรใช้วิธีเสี่ยงทายหาที่ประดิษฐานถาวรต่อไป  จึงอัญเชิญผอบพระสารีริกธาตุนั้นสถิตบนหลังช้าง อธิษฐานแล้วปล่อยไป ปรากฏว่าช้างทรงพระธาตุนั้นเดินออกจากประตูหัวเวียงขึ้นไปบนดอย"อุสุจบรรพต(ดอยอ้อยช้าง) ถึงผาลาดแล้วหยุดอยู่ พระเจ้ากือนาจึงโปรดให้สร้างพระมหาสถูปเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุจากเมืองบางขลังองค์นั้นไว้ในพระมหาเจดีย์นั้น ณ  "วันพุธ  ขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๖ ปีชวด  อัฐศก  จุลศักราช ๗๔๘ (พ.ศ. ๑๙๒๙)  พระสารีริกธาตุองค์นั้นจึงประดิษฐานอยู่บนดอยอุสุจพรรพต  คือ  ดอยสุเทพ  มาจนถึงวันนี้......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 28, พฤศจิกายน, 2561, 10:22:40 PM
(https://i.ibb.co/649zMRY/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

- มหาธรรมราชาฦๅไท -

สิ้นลิไทสุโขไทวุ่นวายมาก
น่านตีจากสองแฅวแปรประสงค์
ราชสำนักสุโขไทสิ้น"สายตรง"
เพื่อดำรงราชย์รองครองบัลลังก์

"พระบรมราชา"ขึ้นมาปราบ
ทรงกำราบได้เรียบแล้วรับสั่ง
ให้"ฦๅไท"ยุุวราาชนิราศวัง
รับแต่งตั้งครอง"ศรีสัชนาลัย"

"พระมหาเทวี"รับสนอง
กลับขึ้นครองบัลลังก์ตั้งต้นใหม่
"น่าน,สองแฅว"เคยงำจำปล่อยไป
จัดภายในให้ดีเท่านี้พอ....


          อภิปราย ขยายความ......

          หลังสิ้นพระญาลิไท  แคว้นสุโขไทเกิดความแตกแยกวุ่นวายอีกครั้ง  นันทบุรี  คือน่านเมืองต้นตระกูลราชวงศ์พระร่วง  แยกตัวไม่ยอมขึ้นสุโขไท  สรลวงสองแฅว  นัยว่ายามนั้นมีพระอนุชาของพระญาลิไทที่ย้ายจากสุโขไทไปพร้อมกับพระญาลิไทนั้นครองอยู่  ก็แข็งข้อไม่ยอมขึ้นกับสุโขไท

          ในราชสำนักกรุงสุโขไท  ยามนั้น  มีสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดา  มเหสีพระญาลิไท กับ ฦๅไท  หรือศรีสุริยวงศ์กุมาร  เป็นหลักร่วมกับสมเด็จพระมหาเทวีวรราชเทวีในสมเด็จพระบรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา  กับ  พระศรีเทพาหูราชกุมาร  คุมอำนาจอยู่  ราชสำนักสุโขไทจึงอยู่ในสภาพ  "อึมครึม"  ไม่มีใครได้อำนาจปกครองอย่างเด็ดขาด

          จึงในปี พ.ศ. ๑๙๑๔  ที่พระญาลิไทสวรรคตนั้น  จะเรียกว่าแคว้นสุโไทตกอยู่ในกลียุคก็ได้  เพราะสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดา  อ้างว่า  ฦๅไท  หรือ  ศรีสุริยวงศ์กุมารราชโอรสพระญาลิไท  จึงมีสิทธิ์ครองบัลลังก์สืบแทนพระราชบิดา  ฝ่ายสมเด็จพระมหาเทวี  ผู้มีฐานะเป็นราชธิดาพระญาเลอไท  พระขนิษฐาพระญาลิไท  และยังเป็นพระวราชชายาในในสมเด็จพระบรมราชา (ขุนหลวงพ่องั่ว)  กับเคยครองบัลลังก์กรุงสุโขไทมาก่อน  ย่อมมีสิทธิ์กลับครองบัลลังก์อีกครั้ง

          ดังนั้น  สมเด็จพระบรมราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยา  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุโขไทเป็นอย่างมาก  จึงใช้สิทธิยกกำลังจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาจัดระเบียบการปกครอง  โดยให้พระศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  โอรสพระญาลิไทไปเสวยราชสมบัตินครศรีสัชนาลัย  โดยมีสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดา และอำมาตย์ผู้ใหญ่ช่วยสำเร็จราชการ  และให้สมเด็จพระมหาเทวี  มี  พระเทพาหูราชโอรสเป็นอุปราช  เสวยราชสมบัตินครสุโขไท  ทางฝ่ายเมืองน่าน  และ  สรลวงสองแฅวนั้น  ทรงละไว้  เหตุการณ์จึงสงบลง

เต็ม อภินันท์
มถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขีผึ้งไมย
๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 29, พฤศจิกายน, 2561, 10:21:51 PM
(https://i.ibb.co/fSqY75T/2.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร : ศรีสัชนาลัย

- มหาธรรมราชา ที่ ๒ -

บรมวงศานุวงศ์พระร่วงไซร้
มิพอใจตำแหน่งคิดแข็งข้อ
"ฦๅไท"ถูดลดฐานะราวหลักตอ
ไม่เหมือนพ่อเลิศล้ำ"ธรรมราชา"

จึงกระด้างกระเดื่องต่อ"เมืองใต้"
"บรมราชา"แก้ไข้ไร้ปัญหา"
ส่ง"เจ้าหญิงสุพรรณภูมิ"ลุ่มปัญญา
ให้ขึ้นมาเป็นเอกราชินี

"มหาธรรมราชาที่สอง"
"ฦๅไท"ครองอำสนาจราชสีห์
จำเริญวัยใหญ่กล้าบารมี
เคียง"พระศรีจุฬาลักษณ์"เป็นหลักเมือง


          อภิปราย ขยายความ ..............

          การที่สมเด็จพระบรมราชา (ที่ ๑)  หรือขุนหลวงพ่องั่ว  ถือสิทธิ์ในความเป็นพระราชสวามีในสมเด็จพระมหาเทวี  เสด็จจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาจัดการบ้านเมืองในแคว้นสุโขไท  โดยให้พระศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท) ไปครองนครศรีสัชนาลัยนั้น  สร้างความไม่พอใจให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์แห่งราชวงศ์พระร่วงเป็นอย่างมาก  ครั้นฦๅไทกุมารเจริญวัยท่ามกลางการประคับประคองของสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดาและมหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ได้แสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อกรุงศรีอยุธยาและราชสำนักสุโขไทอย่างเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ  จนสมเด็จพระบรมราชาต้องยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาปราบถึง ๒ ครั้ง  ไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะเจ้าเมืองน่านเข้าช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

          สมเด็จพระบรมราชาทรงยึดครองศรีสัชนาลัย (ชากังราว)  ไว้ในพระราชอำนาจไม่ได้  จึงใช้อุบายครอบงำด้วยการคัดเลือกเจ้าหญิงในราชสำนักสุพรรณภูมิผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด  สุขุมลุ่มลึก  ได้พระองค์หนึ่งคือ  พระนางศรีจุฬาลักษณ์ (ไม่ทราบพระนามเดิม)  แล้วส่งขึ้นมาอภิเษกเป็นพระมเหสีในสมเด็จมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท) แห่งนครศรีสัชนาลัย

          ก่อนกำเนิดราชวงศ์สุพรรณภูมิ-สุโขทัยในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  เราเห็นเค้าลางได้จากความตรงนี้  กล่าวคือ  ขุนหลวงพ่องั่วได้อภิเษกเจ้าหญิงสุโขไท (ราชธิดาพระญาเลอไท) เป็นพระราชวรชายา  ต่อมาทรงนำเจ้าหญิงในราชสำนักสุพรรณภูมิ (นัยว่าเป็นพระราชนัดดาในพระองคฺ์)  ขึ้นมาอภิเษกเป็นพระมเหสีในสมเด็จมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  ความเกี่ยวพันเป็นเครือญาติในสองราชวงศ์เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นเป็นลำดับ  ดังจะได้กล่าวต่อไป

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 30, พฤศจิกายน, 2561, 10:03:50 PM
(https://i.ibb.co/pfWkSXs/CHANG-LOM-TEMPLE.jpg) (https://imgbb.com/)
เจดีย์วัดช้างล้อม : ศรีสัชนาลัย

- พระเทพาหูราช -

กล่าวถึงทางสุโขไทสมัยวุ่น
ไทยไม่คุ้นเคยนามความต่อเนื่อง
"พระมหาเทวี"นารีเรือง
เหลน"นางเสือง"ครองบัลลังก์สองครั้งครา

พระนางมีโอรสทรงยศยิ่ง
ได้เป็นมิ่งมงกุฏสุดลำค่า
ครองสุโขไทไปสุดอยุธยา
นาม"เทพาหูราช"วิวัฒน์ไชย

ทรงเกิดก่อน"ฦๅไท"ได้ปีหนึ่ง
ทั้งสองจึงคู่เด่นแข่งเป็นใหญ่
ช่วงตอนนี้ประวัติศาสตร์ขาดหายไป
ซ่อนอยู่ในจารึกบันทึกความ.....


          อภิปราย ขยายความ..............

          กล่าวถึงเรื่องราวทางกรุงสุโขไทที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทยตามตำรา  คือ  สมเด็จพระมหาเทวี  ราชธิดาในพรญาเลอไท ไ ด้อภิเษกเป็นพระราชวรชายาในขุนหลวงพ่องั่วในขณะที่ขึ้นจากสุพรรณภูมิมาครองสรลวงสองแคว  ในช่วงที่พระญาลิไทจำต้องเสด็จากสุโขไทไปครองสรลวงสองแฅวแทนขุนหลวงพ่องั่วนั้น  พระมหาเทวีได้ครองกรุงสุโขไทแทนพระเชษฐาลิไท  และในปี พ.ศ. ๑๙๑๐ นั้น  ทรงประสูติราชโอรส ๑ พระองค์  ทรงนามว่า  "พระเทพาหูราช" (เกิดก่อน ฦๅไท ๑ ปี)

          ครั้นสิ้นพระญาลิไทแล้วเกิความแตกแยกขัดแย้งกันในราชสำนัก  โดยพระนางก็ชอบที่จะกลับคืนสู่บัลลังก์สุโขไท  ฝ่ายสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดาก็อ้างว่า  ฦๅไทกุมารควรแก่การครองบัลลังก์นี้แทนพระราชบิดา  ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายไปมากนัก  สมเด็จพระบรมราชา (ขุนหลวงพ่องั่ว)  จึงเสด็จจากอยุธยาขึ้นมาจัดการ  ให้สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดาพาฦๅไทราชกุมารไปเสวยราชสมบัติ ณ นครศรีสัชนาลัย  ในพระนาม  "มหาธรรมราชาธิบดีศารีสุริยวงศ์"  ส่วนทางสุโขไทให้สมเด็จพระมหาเทวีกลับครองบัลลังก์ตามเดิม

          สมเด็จพระมหาเทวีครองกรุงสุโขไทครั้งที่่ ๒  ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๙๑๔  จนสิ้นพระชนม์ในราวปี พ.ศ. ๑๙๒๗  พระเทพาหูราชจึงขึ้นครองบัลลังก์สืบแทนพระราชมารดา (ตามความในศิลาจารึกวัดช้างล้อมสุโขทัย)  แต่ปรากฏว่าพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ในราชสำนักสุโขทัยเกิดการกระด้างกระเดื่อง  ด้วยคิดกันว่า  สมเด็จพระเทพาหูราชมิใช่เชื้อสายพระร่วงโดยตรง  เพราะเป็นโอรสในขุนหลวงพ่องั่วแห่งสุพรรณภูมิ  สมเด็จพระเทพหูราชจึงแก้ไขเหตุการณ์  โดยให้แม่นมเทดไปขอร้องให้พนมไสดำลาสิกขาออกมาช่วยราชการ  พนมไสดำผู้นี้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่รับใช้ใกล้ชิดในพรญาลิไทมานานมีผู้คนเคารพนับถือมาก  มีภรรยาชื่อเทด  เป็นแม่นมของพระเทพาหูราช  เมื่อพระญาลิไทสวรรคต  พนมไสดำจึงลาออกจากราชการแล้วบวชเป็นภิกษุถวายพระราชกุศลแด่พระญาลิไท

          แม่นมเทดไปอธิบายเหตุการณ์ในราชสำนักให้พระภิกษุพนมไสดำทราบ  แล้วขอร้องให้ลาสิกขาออกมาช่วยราชการในสมเด็จพระเทพาหูราช  พนมไสดำจึงลาสิกขาออกมารับตำแหน่งมหาอำมาตย์ในราชสำนักสุโขไท  เหตุความกระด้างกระเดื่องในราชสำนักจึงสงบลง....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 01, ธันวาคม, 2561, 10:21:43 PM
(https://i.ibb.co/86YX2qr/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม

- ฦๅไทครองแคว้น -

เกิดเหตุการณ์พลิกผันสะท้านหล้า
"พระบรมราชา"จอมสยาม
สิ้นพระชนม์หลังทรงออกสงคราม
เป็นไปตามธรรมดาสังขารธรรม

"ราเมศวร"จากละโว้โยธาใหญ่
บุกเข้าในกรุงศรีกรีธาย่ำ
จับ"ทองลัน"ฆ่าเสียแล้วครอบงำ
และหมายกล้ำกรายแดนแคว้นสุพรรณ

"พระเทพาหูราช"มิอาจนิ่ง
จึงยอมทิ้ง"สุโขไท"ด้วยหมายมั่น
รักษาเมืองพระบิดาค่าสำคัญ
วางแผนบั่น"ราเมศวร"สิ้นส่วนเกิน

มอบ"ฦๅไท"ครองแคว้นแทนตนนั่น
ลง"สุพรรณ"ครองสมบัติมิขัดเขิน
เป็น"จักรพรรดิ์"สร้างบ้านเมืองเจริญ
วางแผน"เดินหมากรุก"อยุธยา....


          อภิปราย ขยายความ..........

          ในราวปี พ.ศ. ๑๙๓๑  นัยว่า  พระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  เกิดอาการกระด้างกระเดื่องขึ้นอีก สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ที่ ๑)  จึงยกกำลังขึ้นไปปราบปรามอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้เกิดความสูญเสียและความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างใหญ่หลวง  กล่าวคือ  สมเด็จพระบรมราชาธิราชทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง  เจ้าทองลันราชโอรส  จึงขึ้นครองบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา  อยู่ได้เพียง ๗ วัน  สมเด็จพระราเมศวร (โอรสสมเด็จพระรามาธิบดี)  ยกกำลังจากละโว้ลงมายึดกรุงศรีอยุธยาได้  แล้วประหารชีวิตพระเจ้าทองลันเสีย  และยังเตรียมจะเข้ายึดสุพรรณภูมิไว้ในปกครองอีกด้วย

          สมเด็จพระเทพาหูราช  เห็นดังนั้น  จึงเร่งหาทางป้องกันแคว้นสุพรรณภูมิ  พร้อมทวงคืนราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาจากพระราเมศวร  ทรงมอบอำนาจการปกครองแคว้นสุโขไทให้พระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท) ครอบครอง  แล้วเสด็จจากสุโขไทขึ้นเสวยราชสมบัติแคว้นสุพรรณภูมิ  เฉลิมพระนามว่า  "สมเด็จบพิตรมหาราชบุตรศรีเทพาหูราชบรมจักรพรรดิราช"  นัยว่าเหตุผลที่เฉลิมพระนามว่า "มหาราชบุตร"  เพื่อแสดงให้เห็นว่า  ทรงเป็นราชบุตรองค์โตของขุนหลวงพ่องั่ว  เป็นพระเชษฐาธิราชในพระเจ้าทองลัน  ซึ่งในปีที่ลงมาครองสุพรรณภูมินั้น  พระองค์มีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษาแล้ว

          กล่าวทางฝ่ายพระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริวงศ์ (ฦๅไท) นั้น  ทรงแปรพระราชฐานจากศรีสัชนาลัยลงมาประทับ ณ กรุงสุโขไท  เมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๘ พรรษา  สมเด็จพระราชเทพีศรีจุาลักษณ์อัครมเหสี (เจ้าหญิงสุพรรณภูมิ)  ทรงนำพระสารีริกธาตุจากศรีสัชนาลัย (เมืองบน) ลงมาสุโขไท  แล้วทรงสร้างวัดในบริเวณนอกกำแพงเมืองสุโขไทด้านตะวันออกและทิศใต้ (หัวนอน) หลายวัด  บรรจุพระสารีริกธาตุไว้ในพระมหาเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ณ วัดอโสการาม (สลัดได)  วัดบูรพาราม (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดตระพังทองหลาง-เจดดีย์สูง)  ฝ่ายสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดานั้นตามเสด็จลงมาด้วย  ทรงสร้างวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม (ตาเถรขึงหนัง)  และวัดต้นจันทน์ (บรรจุพระพิมพ์นางเสน่ห์จันทน์)

          พระญาฦๅไททรงขยายพระราชอำนาจ แผ่ราชอาณาเขตของแคว้น  ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกวัดอโสการาม (สลัดได)  ว่า ......... " พระชนมายุ ๓๘ ทรงปกครองแว่นแคว้นและโลกทั้งสาม  ได้รับการปกครองโดยธรรม  มีความปรารถนาสมบูรณ์แล้ว  จุลศักราช ๗๐๐........รัฐมณฑลกว้างขวาง.............เป็นที่รู้กันอยู่ว่าในด้านทิศตะวันออกทรงกระทำเมืองนครไทยเป็นรัฐสีมา  ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ทรงทำเมืองวัชระปุระ (เพชรบูรณ์) เป็นรัฐสีมา  ด้านทิศใต้ทรงทำดอยอุ้ย (พระบาง=นครสวรรค์) เป็นรัฐสีมา  ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ทรงทำเมืองเชียงทอง (ในกำแพงเพชร)  เป็นรัฐสีมา  ด้านทิศตะวันตกทรงทำเมืองนาคปุระเป็นรัฐสีมา...."

          ประวัติศาสร์ชาติไทยตอนนี้ขาดกระรุ่งกระริ่งความสับสนมาก  เพราะขาดหลักฐานสำคัญคือศิลาจารึกและสมุดข่อย  ศิลาจารึกสุโขทัยหลายหลักพลัดพรายจากที่เดิมกระจัดกระจายไป  ที่พบบ้างก็ยังมิได้อ่านแปลข้อความ  เช่นศิลาารึกวัดอโสการาม  วัดช้างล้อม (สุโขทัย)  วัดตาเถรขึงหนังเป็นต้น  บัดนี้ทางการได้อ่านและแปลจารึกได้หลายหลักแล้ว  ทำให้ทราบความในช่วงตอนนี้มากขึ้น  จึงใคร่นำมาปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยให้สมบูรณ์ต่อไป

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 02, ธันวาคม, 2561, 10:13:30 PM
(https://i.ibb.co/YRJpdby/1384721101.jpg) (https://imgbb.com/)

- ศรีจุฬาลักษณ์ในตำนาน -

ตำนานเก่าเล่าเป็นแนวแล้วเขียนใหม่
เรื่องเกิดในราชสำนักมีหลักฐาน
“สนมเอกพระร่วงเจ้า”เยาวมาลย์
นามขนาน“นพมาศ”เชื้อชาติพราหมณ์

นางประดิษฐ์กระทงงามลอยน้ำได้
พระร่วงให้ถือเป็นแบบอย่างสยาม
ทุกทวยไทยได้ยึดประพฤติตาม
ประเพณีดีงามสยามยง

“ท้าวศรีจุฬาลักษณ์”ตามหลักเล่า
มีนามเก่า“นพมาศ”นวลระหง
สัญลักษณ์ติดอยู่คู่กระทง
และคู่องค์พระร่วงเจ้าเนาตำนาน

มองทั่วเมืองสุโขไทไร้“นพมาศ”
ประวัติศาสตร์เท่าที่มีหลักฐาน
คือ”ศรีจุฬาลักษณ์”ประจักษ์พยาน
จารึกอ่านชัดเจนเป็นเรื่องจริง

นางจาก“สุพรรณภูมิ”เมืองลุ่มราบ
พอสืบทราบฐานะเก่าเป็นเจ้าหญิง
“พ่องั่ว”มอบ“ฦๅไท”ไว้แอบอิง
ได้เป็นมิ่งเมืองโต“สุโขไท”

“พระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์”
องค์เอกอัครมเหสีที่ยิ่งใหญ่
“แม่อยู่หัว”จารึกบันทึกไว้
คนรุ่นเราอ่านได้เมื่อไม่นาน


          อภิปราย ขยายความ .......

          มเหสีในพระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  มีพระนามตามจารึกวัดอโสการาม (และจารึกวัดบูรพาราม) ว่า  "สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์อัครมเหสี."...  ในขณะที่พระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  ขยายพระราชอำนาจไปยังหัวเมืองต่าง ๆ นั้น  สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์ก็ทรงสร้างวัดวาอาราม  ตามที่ปรากฏในจารึกว่า

           “.....ใช่แต่สมเด็จพระราชเทวีสร้างอโสการามอันเดียวนี้  ทั้งทักษิณาราม  เสด็จแม่อยู่หัวก็สร้างแก่มหาวันรัตนเถระ  แล้วท่านประดิษฐานนาร้อยหนึ่งเป็นข้าวสิบเกวียน  ไพร่สิบเรือนแต่งพยาบาลวัดนั้น  ทั้งลังการามก็แล้ว  คำนับทั้งบูรพารามก็แล้ว  สัมฤทธิ์ทั้งศีลวิสุทธาวาสที่พ่ออยู่หัวเสด็จเสวยพระผนวชกระทำกรรมในท่งชัยก็เสร็จ  ทั้งที่้เสนางที่เสด็จพระมหาสวามีเจ้าท่านสถิตก็เถิงที่สัมฤทธิ์  ทั้งศรีจุฬาวาสที่สงสการสมเด็จพ่อออกท่านก็สำเร็จ  ทั้งพระธรรมราชบูรณ์ที่สมเด็จพระราชมารดาก็สัมฤทธิ์แล้ว....”

          สมเด็จพระราชเทพี  หรือ  เทวีศรีจุฬาลักษณ์.. พระองค์นี้มีพระนามตรงตามตำนานประเพณณีลอยกระทง  จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่า  นางนพมาศ  ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ในตำนานนั้น  ผู้แต่งตำนานได้นำเอาพระนามในศิลาจารึกนี้ไปใช้  ซึ่งจะได้นำรายละเอียดมาแสดงในตอนต่อไป...

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑
ชอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 03, ธันวาคม, 2561, 10:48:52 PM
(https://i.ibb.co/59yHrFY/17597-new-935940.jpg) (https://imgbb.com/)

- นางนพมาศ ...ปริศนา -

ตำนานเก่าเล่าไว้หลายฉนำ
ไทยจดจำเรื่องเก่าที่เล่าขาน
"นพมาศ"นวลอนงค์เลิศวงศ์วาน
ผู้เชี่ยวชาญศาสนาประเพณี

สนมเอกพระร่วงเจ้าเสาวลักษณ์
ได้ทรงศักดิ์"คุณท้าว"เจ้าหน้าที่
คุมชาววังนางสนมกรมสตรี
เหล่านารีในวังต่างยำเกรง

อ่านจารึกสุโขทัยจบหลายหลัก
ไม่ประจักษ์นามจริงของ"หญิงเก่ง"
ทำให้คิดคนหลังตั้งกันเอง
แล้วละเลงเรื่องประกอบตามชอบใจ


          อภิปราย ขยายความ .............

          ดังได้เคยกล่าวมาแล้วว่า  "พระร่วง"  เป็นนามศักดิ์สิทธิ์ของสุโขทัย  ในตำนานที่กล่าวถึงพระร่วงลูกนางนาค  มีวาจาสิทธิ์  ส่วนในประวัติศาสตร์จะกล่าวถึงกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง  หรือราชวงศ์สุโขทัย  แต่ในความรู้ความเข้าใจของคนไทยในยุคต่อมาจะนำเอาพระร่วงในตำนานมาปะปนกับพระร่วงในประวัติศาสตร์  โดยเฉพาะ  พ่อขุนรามคำแหง  เป็นพระญาร่วง  หรือ  พระร่วงเจ้าผู้มีศักดาฤทธานุภาพมากมายสุดพรรณนา

          เชื่อกันมานานแล้วว่า  มีนางนพมาศธิดาพราหมณ์ปุโรหิตในราชสำนักพระร่วงเจ้า (หมายถึงพ่อขุนรามคำแหง)  ชื่อนางนพมาศ  ฉลาดเลิศในวิชาการทุกแขนง  เมื่อเจริญวัยได้ ๑๖ ปี  บิดานำตัวเข้าถวายเป็นนางสนมในพระร่วงเจ้า  ต่อมาในเทศกาลลอยกระทง  ซึ่งเป็น  "พระราชพิธีจองเปรียง"  มีการชักโคม  ลอยโคม  เป็นเอิกเกริก  นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์กระทงลอย  เป็นรูปดอกบัวบานกลีบงดงามถวายพระร่วงเจ้า ทรงโปรดมาก  จึงประกาศให้คนไทยใช้รูปแบบกระทงดอกบัวบานของนางนพมาศต่อไป  พร้อมกันนั้นก็ทรงสถาปนาให้นางนพมาศเป็น  "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์"  พระสนมเอกปกครองดูแลนางสนมกำนัลในตลอดไป  นามนพมาศจึงอยู่คู่กระทงแต่นั้นเป็นต้นมา

          ภาพเหตุการณ์ที่บรรยายไว้ในตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์  ตำนานนางนพมาศ  เป็นภาพเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดว่า  เกิดในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  และกรุงรัตนโกสินทร์เกือบทั้งหมด  มีเพียงตัวละครเท่านั้นที่อ้างว่าเป็นชาวสุโขทัย  เรื่องนี้มีเงื่อนงำที่ควรทำให้กระจ่างต่อไป

          มีประวัติศาสตร์  ที่จารึกไว้ในแผ่นศิลาวัดอโสการาม  เรียกพระนามมเหสีในพระมหาธรรมราชธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท) ว่า  "สมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์...."  จารึกวัดบูรพาราม  เรียกพระนามว่า  "สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์..."  เป็นพระราชมารดาพระรามกุมาร (ไสยลือไท)  และ  อโสกกุมาร  ทรงเป็น  "แม่อยู่หัว"  ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  หลังจากที่พระญาฦๅไทสวรรคต  พระนางจะมีพระนามเดิมว่า  "นพมาศ"  หรือไร  ไม่ปรากฏ  และในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหงนั้น  ไม่มีกล่าวถึงเรื่องนี้เลยครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่ยขี้ผึ้งไทย
๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 04, ธันวาคม, 2561, 10:21:12 PM
(https://i.ibb.co/XWb7KD1/00000.jpg) (https://imgbb.com/)

- "ศรีจุฬาลักษณ์" ยุคอยุธยา -

"ศรีจุฬาลักษณ์" นามนี้มีมนต์ขลัง
กาลล่วงจนหนหลังล้มตั้งได้
เมื่อสิ้นกรุงใหญ่โต"สุโขไท"
นามนี้ไม่จมดินสูญสิ้นตาม

ยุค"กรุงศรีอยุธยา"ได้ปรากฏ
นามทรงยศมีอยู่คู่สยาม
เป็นตำแหน่ง"คุณท้าว"บ้างฉาวนาม
ล้วนแต่งามเลิศลักษณ์ประจักษ์ตา.....


          อภิปราย ขยายความ.................

          พักบทบาทราชกรณียกิจสมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์ไว้ก่อน  ขอกล่าวข้ามกาลสุโขไทล่วงเข้ากาลสมัยกรุงศรีอยุธยา  ที่เกี่ยวกับนาม  "ศรีจุฬาลักษณ์"  ต่อไป

          นาม  "ศรีจุฬาลักษณ์"  ปรากฏในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  เมื่อพระไชยราชาธิราช  โอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ ๒ (หรือสมเด็จพระพันวษาในตำนานเรื่องขุนช้างขุนแผน)  ยกกำลังจากพิษณุโลกลงไปครองบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระไชยราชาพระองค์นี้เป็นโอรสสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่เกิดจากเจ้าหญิงสุโขไท  ขณะที่ดำรงตำแหน่งพระอุปราชเสวยราชย์อยู่พิษณุโลกนั้น  ได้เจ้าหญิงสุโขไทพระองค์หนึ่งเป็นชายา  ครั้นเสด็จลงไปครองกรุงศรีอยุธยาก็ทรงนำพระชายาพร้อมด้วยบริพารซึ่งเป็นบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ในราชสำนักพิษณุโลกลงไปเป็นอันมาก

          ครั้นครองบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาแล้ว  สมเด็จพระไชยราชาทรงประกาศตั้ง  "คุณท้าว"  แทนที่จะสถาปนาสมเด็จพระมเหสี  "คุณท้าว"  หรือพระสนมเอกในสมเด็จพระไชยราชาธิราชมีทั้งหมด ๔ พระองค์ คือ
          ๑. ท้าวศรีสุดาจันทร์  เจ้าหญิงในราชวงศ์ละโ ว้ อโยธยา
          ๒. ท้าวศรีจุฬาลักษณ์  เจ้าหญิงในราชสำนักสุโขไท
          ๓. ท้าวอินทรสุเรนทร์  เจ้าหญิงในราชสำนักนครศรีธรรมราช  ศรีวิชัย
          ๔. ท้าวอินทรเทวี  เจ้าหญิงในราชสำนักสุพรรณภูมิ

          ลุสมัยสมเด็จพระนารายณ์ปรากฏว่า  พระสนมเอกของพระองค์องค์หนึ่งนามว่า  "ศรีจุฬาลักษณ์"  มีนามเดิมว่า  "แจ่ม"  หรือ  "แช่ม"  เป็นขนิษฐาของพระเพทราชา  เชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิแห่งบ้านพลูหลวง  พระนางศรีจุฬาลักษณ์องค์นี้ปรากฏเรื่องราวของนางในบันทึกทั้งของไทยและฝรั่งว่าเป็นคนสวยงาม  แต่  "มักมากในกามคุณ"  มีเรื่องคาวฉาวโฉ่  จนต้องถูกประหารชีวิตในที่สุด

          นาม  "ศรีจุฬาลักษณ์"  ของสมเด็จพระราชเทพีแม่อยู่หัวแห่งสุโขไท  เป็นพระนามที่มีมนต์ขลัง  ทำให้ได้รับการถ่ายทอดสู่หญิงงามในราชสำนักพิษณุโลก กรุงศรีอยุธยาเรื่อยลงมา  แต่มิได้นำไปในใช้ในตำแหน่งพระมเหสีเท่านั้น  จึงเป็นไปได้ว่ า ผู้บอกเล่าตำนานเรื่องประเพณีการลอยกระทงทรงประทีป  ถือเอาพระสนมเอกหรือ  "คุณท้าว"  ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  ตั้งแต่สมัยพระไชยราชาธิราช  เป็น "ตัวประกอบเรื่อง" ตลอดมา

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 05, ธันวาคม, 2561, 10:24:30 PM
(https://i.ibb.co/XXmFJ6C/tuk-tuk-korat.jpg) (https://imgbb.com/)
พระพุทธรูปสำริด ที่มีจารึกที่ฐาน
Cr. Photo By คุณ [email protected]

- หลักฐานพยาน "แม่อยู่หัว" -

"ศรีจุฬาลักษณ์"เป็นใครบอกไว้ชัด
จารึกวัดสองชอบตอบปัญหา
"อโสการาม"ตามอ้างมา
"บูรพาราม"เล่ากล่าวยืนยัน

พระพุทธรูปอู่ทองปรองดองศิลป์
บอกระบิลพยานหลักฐานมั่น
พระนางศรีจุฬาลักษณ์จากสุพรรณ
เป็นมิ่งขวัญสุโขไทปลายยุครุจน์

ครั้น"พรญาฦๅไท"สวรรคต
"รามโอรส"ยังเยาว์บริสุทธิ์
"ศรีจุฬาลักษณ์"ประคองพี่น้องนุช
ซึ่งเป็นบุตร อ่อนวัยให้จำเริญ

พระนางนั่งบัลลังก์รัตน์จัดการเรื่อง
ครองบ้านเมืองดีล้วนควรสรรเสริญ
"เทพาหูราช"หนุนหลังให้ย่างเดิน
ทรงเพลิดเพลินทางโลกและทางธรรม...


          อภิปราย ขยายความ........

          สมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์อัครราชมเหสีในพระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  มีหลักฐานยืนยันว่า  พระนางมิใช่ชาวสุโขทัยโดยกำเนิด

          ... นอกจากศิลาจารึกวัดอโสการาม  และ  จารึกวัดบูรพารามแล้ว  อาจารย์พิเศษ  เจียจันทร์พงษ์  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราาณคดีและพิพิธภัณฑ์กรมศิลปากร  ได้พบหลักฐานเพิ่มเติมอีกชิ้นหนึ่งคือ พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง (สุพรรณภูมิ)  เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริด  หน้าตักกว้างประมาณ ๓๕ ซม.  สูงประมาณ ๕๐ ซม.  พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ  ปางมารวิชัย  ที่ฐานองค์พระมีจารึกอักษรภาษาไทย

          ...อักษรจารึกนี้จัดพิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมจารึกภาคที่ ๔  สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๑๓  จัดลำดับเป็นหลักที่่ ๑๓๐  จารึกฐานพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง  ทะเบียนพระพุทธรูปองค์นี้คือ  อ.ท. ๓๔ อาจารย์ประสาน  บุญประคอง  อดีตผู้เชี่ยวชาญอักษรโบราณกรมศิลปากร  อ่านได้ความเป็นคำอ่านว่า  " ตนนี้ก่อพระเจ้าแม่เอินไว้ในบุรพารามนี้"  ได้ความหมายว่า  " พระพุทธรูปองค์นี้เจ้าแม่สั่งให้สร้างไว้ประจำวัดบูรพาราม"

          นัยว่า  พระพุทธรูปองค์นี้สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์โปรดให้หล่อขึ้นไว้ประจำวัดบูรพาราม  พร้อมกับทำศิลาจารึกประกาศไว้เป็นหลักฐานเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๕๕  ศิลาจารึกหลักนั้นหายไปจากวัดบูรพาราม  พบอีกครั้งที่วัดศาลาครืน  เขตจอมทอง  พระครูปลัดสนธิ  จิตตปุญโญ  เจ้าอาวาส  นำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  และโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรรับมาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ  เมื่อ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒  อยู่ในทำเนียบจารึกประวัติศาสตร์  ประชุมจารึกภาคที่ ๗

          ...ความในจารึกวัดบูรพารามกับจารึกวัดอโสการามคล้ายกัน  อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์  กล่าวว่า  "เจ้าแม่ผู้สร้างพระพุทธรูปไวับกับวัดบูรพารามก็ต้องมิใช่ชาวสุโขทัยแต่เป็นชาวเมืองในลุ่มแม่น้ำภาคกลางของอาณาจักรอยุธยา"  รายละเอียดของเรื่องนี้มีอยู่ในข้อเขียนของ  อ.พิเศษ  ซึ่่งตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ  "ศิลปวัฒนธรรม  ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๔  ในชื่่อเรื่องว่า  "เจ้าแม่ศรีจุฬาลักษณ์  มิใช่ชาวสุโขทัย"  ใครสนใจรู้รายละเอียดก็โปรดไปหาอ่านดูได้เลย

          ...ในที่นี้สรุปได้ว่า  บุคคลเจ้าของนามว่า  "ศรีจุฬาลักษณ์"  มีตัวตนอยู่จริงในศิลาจารึก ๒ หลัก  คือ  สมเด็จพระราชเทวี  หรือ  สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักลักษณ์  อัครมเหสีในพระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  พระนางเป็นศรีสะใภ้ของพระยาลิไท  แห่งกรุงสุโขไท

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 06, ธันวาคม, 2561, 10:22:28 PM
(https://i.ibb.co/GpG7Ykt/16106071-1066359350157520-834865327329011767-n.jpg) (https://imgbb.com/)
จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด  ด้านที่ ๑


- ต้นตระกูลพระร่วง -

เมื่อพระญาฦๅไทขยายอำนาจ
จึงพระญาติผู้ใหญ่ไม่เป็นส่ำ
ต้องขอผูกไมตรีฟื้นความจำ
ร่วมกันทำสัญญาสามัคคี

ปู่พระยาหลานพระยาสาบานสงบ
จะร่วมรบศัตรูสู้ไม่หนี
ผูกแคว้นน่านสุโขไทมั่นไมตรี
เป็นเมืองพี่เมืองน้องไปยาวนาน


          อภิปราย ขยายความ...............

          พระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์  ฦๅไท  เมื่อได้ครองแคว้นสุโขไทแล้ว  ทรงขยายพระราชอาณาเขตแคว้น  โดยหมายพระทัยจะให้ได้กว้างไกลเทียบเท่าสมัยพ่อขุนรามคำแหง  ยามนั้นพระยาเมืองน่านอยู่ไม่เป็นสุข  จึงขอทำไมตรีกับสุโขไท  โดยเชิญพระญาฦๅไทเสด็จไปเยือนและทำสัญญาสาบานเป็นไมตรีกัน (ตามความในศิลาจารึกวัดช้างค้ำ จ.น่าน)  พระญาฦๅไทก็เชิญ "ปู่พระยา" (คำตัน)  จากเมืองน่านเยือนสุโขไท

          ปู่พระยาเมืองน่านมาเยือนสุโขไท  แล้วทำสัญญาสาบานกัน  จารึกข้อความไว้ในแผ่นศิลา  เป็นสัญญาสงบศึก  จารึกหลักนี้เรียกกันว่า  "จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด"  หรือ  "จารึกปู่สบถหลาน"  เป็นหลักที่ ๔๕ ในทำเนียบจารึก  ปีที่ทำจารึกคือ พ.ศ. ๑๙๓๕  จารึกหลักนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของ  ขุนศรีอินทราทิตย์ต้นราชวงศ์พระร่วงกับเมืองน่าน  โดยฝ่าย "ปู่พระยา" อ้างเอาผีบรรพบุรุษฝ่ายตนมาเป็นพยาน  ฝ่าย "หลาน พระญา"  ก็อ้างเอาบรรพบุรุษฝ่ายตนมาเป็นพยานเช่นกัน  จารึกหลักนี้บอกให้รูจักชาติตระกูลของทั้งสองฝ่ายว่ามาจาก "ดำพงกาวชาวเลือง" แห่งเมืองน่าน  ดังความที่ปรากฏในจารึกว่าดังนี้

          ..."(ส)บถด้วยกันนี้จุ่งให้ได้แก่....(อารัก)ษ์ทั้งหลายอันมีในน้ำ ในถ้ำ.......(ว)งศาหนพระยาผู้ปู่  ปู่พระยา.....ปู่เริง  ปู่มุง  ปูพอง  ปู่ฟ้าฟื้น ....(ผา)กอง  เท่านี้ดำพงศ์กฺําว...(ผี)สิทธิแล  แต่นี้ดำพงศ์ผีผู้ปู่ผาคำ....(ฝูู)งผู้หลาน  ปู่ขุนจิด  ขุนจอด  ปู่พระยาศ(รีอินทราทิ)ตย์  ปู่พระยาบาน  ปู่พระยารามราช  ปู่ไสส.....(ส)งคราม  ปู่พระยาเลอไท  ปู่พระยางั่วนำถม ปู่.....(พระ)ยามหาธรรมราชา  พ่องำเมือง  พ่อเลอไทย  และ.....(ละไท)ย  ผู้ดีผีชาวเลืองเท่านี้แล  แม้ผู้ใดบซื่อไซร้ ให้.....(ผี)มัน  ทั้งเสื้อใหญ่เขาพูคา  เขาผาดานผาแ......(ด)ง  แฝงแม่พระศักดิ์  อารักษ์ทุกแห่ง  แต่งตาดูสองปู่หลานรักกัน  ผิผู้ใดใครบซื่อ จุ่งผีฝูงนี้หักก้าวน้าวคออย่าเป็นพระยา....."

          จารึกหลักนี้บอกชัดเจนแล้วว่า  ขุนบางกลางท่าวหรือผีปู่พระยาศรีอินทราทิตย์เป็นลูกขุนจอด  ขุนจอดเป็นลูกหลานปู่ผาคำ  ปู่ผาคำเป็นลูกปู่ผากอง  ในตระกูลดำพงศ์  เผ่ากาว  ชาวเลือง  แห่งเมืองน่าน  ดังนั้นราชวงศ์น่านจึงเป็นต้นตระกูลราชวงศ์สุโขไท  พระยาคำตัน  แห่งเมืองน่าน  เป็น "ปู่พระยา" พระญาฦๅไทแห่งสุโขไท  เป็น "หลานพระยา"  ทั้งสองได้ร่วมทำสัญญาเป็นไมตรีมิรุกรานกัน  หากใครมารุกรานสุโขไท  น่านจะเข้าช่วยเหลือ  หากใครมารุกรานน่าน  สุโขไทจะเข้าช่วยรบ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 07, ธันวาคม, 2561, 10:25:22 PM
(https://i.ibb.co/cvxm22R/luckyclover.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดมหาธาตุ : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ. สุโขทัย
Cr. Photo By คุณ luckyclover

- แม่อยู่หัวศรีจุฬาลักษณ์ -

"ฦๅไท"ครองราชสมบัติรัฐพระร่วง
ชนทั้งปวงเริ่มชอบชมรอบด้าน
แต่บุญน้อยเนื่องจากกรากกรำงาน
ทรงถึงวารสวรรคตเหมือนหมดบุญ

พระโอรสสององค์ทรงเยาว์นัก
จึ่ง"แม่ศรีจุฬาลักษณ์"ทรงเกื้อหนุน
นั่งบัลลังก์ราชาพระเดชพระคุณ
รับการุณย์"เทพาหูราช"ประกัน


          อภิปราย ขยายความ.........

          พระมหาธรรมราชาฦๅไท  ทรงทำสัญญาสงบศึกกับ "ปู่พระยา" (คำตัน) แห่งเมืองน่านดังกล่าวแล้ว  บ้านเมืองสุโขไทตั้งอยู่ในความสงบ

          ในเวลาเดียวกันนั้น  สมเด็จพระมหาราชบุตรศรีเทพาหูราชศรีบรมจักรพรรดิ์ดำเนินแผนการณ์จะยึดครองกรุงศรีอยุธยา  จึงยกกำลังจากสุพรรณภูมิขึ้นไปเสวยราชสมบัติ ณ "กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์"  ทำพิธีราชาภิเษกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๑๙๔๐  และทรงทำศิลาจารึกเป็นกฎหมายลักษณะโจรมาปักประกาศไว้กลางเมืองสุโขไท  เป็นการแสดงพระราชอำนาจของพระองค์ว่ายังปกคลุมสุโขไทอยู่

          ปี พ.ศ.๑๙๕๒  พระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท) สวรรคตด้วยพระชมน์เพียง ๔๑ พรรษา  สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์ทรงสร้างวัดบูรพารามและพระพุทธรูปถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระราชสวามีในปีเดียวกัน (จารึกวัดบูรพาราม)

          ยามนั้นพระราชโอรสของพระองค์ยังทรงพระเยาว์  พระรามราชโอรส (ไสยลือไท)  จึงได้ครองสุโขไทตามสิทธิ์  ส่วนอโสกกุมารอนุชาเป็น "ขุนยี่"  ครองศรีสัชนาลัย  แต่เพราะทั้งสองพระองตค์ยังทรงพระเยาว์มาก  สมเด็จพระศรีเทพาหูราชจึงสนับสนุนให้สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์เป็น  "แม่อยู่หัว"  สำเร็จราชการแทนพระราชราชโอรส  ปกครองแคว้นสุโขไท  โดยการสนับสนุนของสมเด็จพระศรีเทพาหูราช

          สภาพของแคว้นสุโขไทยามนี้จึงมีผู้ครองแคว้นซ้อนกัน ๓ ชั้น  กล่าวคือ  พระยาราม (ไสยลือไท)  เป็นผู้ครองแคว้น  แม่อยู่หัวศรีจุฬาลักษณ์  เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  สมเด็จบพิตรมหาราชบุตรศรีเทพาหูราช  ศรีบรมจักรพรรดิ์แห่งเพชรบุรีศรีวิมลาสน์ (กำแพงเพชร)  เป็นผู้ให้การอุปถัมภ์บำรุงดูแล (ตามความในศิลาจารึกลักษณะโจร)

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  กล่าวว่า  สมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๑๙๕๒  พระอินทราชาในที่นี้คือ  สมเด็จบพิตรมหาราชบุตรศรีเทพาหูราช  ศรีบรมจักรพรรดิ์  ทรงอาศัยอำนาจจากสุพรรณภูมิผนวกกับสุโขไท  ยกกำลังลงมาครองกรุงศรีอยุธยา  เป็นเรื่องที่จะได้กล่าวในตอนต่อไป

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พืพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 08, ธันวาคม, 2561, 10:54:01 PM
(https://i.ibb.co/NC0d1RK/p1rm8kmmh-Mw80-Xq-XKGo-o.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดราชบูรณะ : เจ้าสามพระยาสร้างถวายเจ้านครอินทร์

- พระร่วงนครอินทร์ -

"พระเทพาหูราช"กษัตริย์สยาม
หลายพระนามหลายเมืองที่เรืองสรรค์
จากสุโขไทไปสุพรรณ
มาตั้งมั่นเมืองกำแพงแต่งสองแฅว

ส่งทูตไทยไปจีนแผ่นดินใหญ่
เมื่อสมัยอยู่สุพรรณสรรค์กระแส
แข่งอยุธยาบารมีแปร
เป็นเพชรแท้หนึ่งยุคประมุขไทย

เป็น"พระร่วงนครอินทร์"จีนยกย่อง
ทรงขึ้นครองอยุธยาอำนาจใหญ่
แล้วเริ่มรวมดินแดนรัฐแคว้นไกล
เข้าอยู่ในนาม"สยาม"ล้ำเดชา

"สุพรรณภูมิ+สุโขทัย"ได้กำเนิด
แจ่มบรรเจิดอำนาจวาสนา
มีกษัตริย์หลายพระองค์ดำรงมา
อยุธยารุ่งเรืองกระเดื่องนาม


          อภิปราย ขยายความ.........

          สมเด็จพระเทพาหูราชควรถือได้ว่าพระองค์เป็น  "อัจฉริยกษัตริย์"  พระราชประวัติของพระองค์ค่อนข้างสับสน  เริ่มจากการเป็นราชบุตรองค์ใหญ่ของสมเด็จพระบรมราชาธิราช  หรือขุนหลวงพ่องั่วแห่งสุพรรภูมิ  ประสูติแต่พระมหาเทวีราชธิดาในพระยาเลอไทแห่งสุโขไท  ทรงเป็นกษัตริย์ครองสุโขไทสืบแทนพระราชมารดา และมอบบัลลังก์สุโขไทให้มหาธรรมราชาฦๅไท (ญาติผู้พี่) ครอง  แล้วลงไปครองสุพรรณภูมิ  สืบแทนพระราชบิดา  ทรงส่งทูตจากสุพรรณภูมิ (สยาม=เสียมก๊ก)  ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักจีน  นำช่างจีนมาสอนทำเครื่องปั้นดินเผาในไทย  จดหมายเหตุจีนเรียกพระองค์ว่า  "พระร่วง"  (ทำให้นักวิชาการไทยเข้าใจว่า  พ่อขุนรามคำแหงไปเมืองจีน)

          ทรงยกพลขึ้นมาทำพิธีราชาภิเษกที่ "กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์"  แล้วประทับสะสมกำลังอยู่  และโปรดให้ทำศิลาจารึกเป็นกฎหมายลักษณะโจรมาปักประกาศไว้กลางเมืองสุโขไท (ศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ )  ทั้งยังทรงสร้างเมืองขึ้นใหม่ริมน้ำน่านฝั่งตะวันตก  ตรงข้ามกับนครสรลวงสองแฅว  ให้นามเมืองนี้ว่า  "ชัยนาทบุรี"  ให้เป็นที่ประทับของเจ้าหญิงสุโขไทผู้เป็นพระราชวรราชาของพระองค์ (พระราชมารดาเจ้าสามพระยา)

          สมเด็จพระเทพาหูราชทรงสะสมกำลังพระราชอำนาจจนยิ่งใหญ่ขึ้นแล้วจึงยกกำลังลงยึดกรุงศรีอยุธยา  ขึ้นครองบัลลังก์กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาได้ในปี พ.ศ. ๑๙๕๒  เฉลิมพระนามว่า  "สมเด็จพระนครินทรราชา"  คนทั่วไปเรียกพระองค์ว่า  "เจ้านครอินทร์"  ทรงเป็นต้นพระราชวงศ์  "สุพรรณภูมิ+สุโขทัย"

          มีจดหมายเตุจีนกล่าวถึงราชวงศ์พระร่วงส่งทูตไปเมืองจีนในระยะเวลาก่อนปี พ.ศ.๑๙๓๘ เล็กน้อย  นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ไทยวิเคราะห์กันว่า  พระร่วงที่ส่งทูตไปเมืองจีนตามจดหมายเหตุจีนนี้  คือเจ้านครอินทร์  เป็นพระราชนัดดาของขุนหลวงพ่องั่ว  ต่างก็วิเคราะห์สันนิษฐานกันไปด้วยเหตุด้วยผลจากการคิดค้นของตนเอง  โดยมีได้ยึดหลักฐานโบราณคดีเท่าที่ควร  เกี่ยวกับเรื่องนี้  หลักฐานสำคัญที่ควรยึดถือคือศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๓๘  ที่นักอ่านจารึกเรียกว่า  กฎหมายลักษณะโจร........ศิลาจารึกหลักนี้  บอกเล่าเรื่องราวที่สมเด็จพระเทพาหูราชเสด็จจากสุพรรณภูมิขึ้นไปเสวยราช ณ เมืองกำแพงเพชร  วันเวลาที่ระบุไว้ในจารึกนี้ว่า  ""....๕ ศกนักษัตรไพสาขปุรณมี  พฤหัสบดี  หนไทยมื้อลวงเม้า,,, ลัคคนาในผคุนี  เพลาค่ำ....."

          วัน  เวลา  ดังกล่าวนี้  ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร  ปราชญ์ทางวิชาการประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบัน ท่านคำนวณออกมาให้เป็นที่ยุติเชื่อถือได้ว่า  ตรงกับ  วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ เมษายน  พุทธศักราช ๑๙๔๐  ดังนั้น  ก่อนปี พ.ศ. ๑๙๓๘  ที่ว่าหลานขุนหลวงพ่องั่วส่งทูตไปเมืองจีนนั้น  เป็นการสันนิษฐานผิดพลาดของนักวิชาการไทย  เพราะหลานขุนหลวงพ่องั่ว  คือ  ลูกของสมเด็จพระเทพาหูราช  มีพระเจ้าสามพระยา เป็นต้นนั้น  ยังมิได้ครองบัลลังก์ใด ๆ เลย  ในเวลาก่อนปี พ.ศ. ๑๙๓๘  นั้น  เจ้านครอินทร์ยังครองเมืองสุพรรณภูมิอยู่  หลังจากส่งทูตไปเมืองจีนแล้วจึงขึ้นไปทำพิธีราชาภิเษก  และประทับอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรในปี พ.ศ. ๑๙๔๐

          การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์  ต้องยึดถือตัวเลขของกาลเวลาเป็นสำคัญ  ไม่อย่างนั้นประวัิศาสตร์จะสับสนดังที่เป็นมา  เรื่องราวในประวัติศาสตร์ตอนนี้คือส่วนที่ขาดหายไปจากประวัติศาสตร์ชาติไทย  ซึ่งควรต้องปะติดปะต่อซ่อมแซมปรับปรุงกันใหม่ครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 09, ธันวาคม, 2561, 10:19:22 PM
(https://i.ibb.co/b6fYpYq/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดเขาพนมเพลิง ศรีสัชนาลัย

- ปัญหา "มหาธรรมราชา" -

นามศักดิสิทธิ์สุโขไทไม่ตกต่ำ
"มหาธรรมราชา"ลำดับสาม
มีความนัยซ่อนอยู่ยากรู้ความ
ต้องดูตามจารึกพงศาวดาร

สุโขไท-สองแฅวพลิกแลหลัง
ไปถึงครั้ง"ลิไท"แปรราชฐาน
อยู่"สองแฅว"เจ็ดปีนี่เนิ่นนาน
มีศฤงคารอีกองค์หนึ่งทรงครรภ์

เมื่อกลับคืนสุโขไทไม่พาด้วย
ทรงให้ช่วยดูแลสองแฅวนั่น
โอรสน้อยเจริญวัยในเผ่าพันธุ์
มีสิทธิ์อันชอบครองเมืองสองแฅว

สืบนาม"มหาธรรมราช"ได้
ต่อ"ฦาไท"พี่ตนคนละแม่
เรื่องตรงนี้มีนัยหลายตัวแปร
เท็จหรือแท้ฝากไว้ให้คิดดู.....


          อภิปราย ขยายความ............

          เกิดความสับสนในผู้ดำรงนาม "มหาธรรมราชาธิราช"  ขัดแย้งตำราความเชื่อเดิมที่ว่า  เมื่อมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์  ลือไท  สวรรคตแล้ว  รามกุมารได้ครองสุโขไทในพระนามว่า  มหาธรรมราชา  ไสยลือไท  ความเชื่อในตำราเดิมนี้น่าจะไม่ถูกต้อง  เมื่อมีหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งขัดแย้ง  นั่นคือ  พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยที่สำคํญที่สุด  เชื่อถือได้มากที่สุด  เพราะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้ทำบันทึกขึ้นสมัยของพระองค์

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  บันทึกความไว้ว่า  "ศักราช ๗๘๖ กุนศก (พ.ศ. ๑๙๖๒)  มีข่าวมาว่า  พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้านฤพาน  และเมืองเหนือทั้งปวงเป็นจลาจล  และจึงเสด็จขึ้นไปเถิงเมืองพระบาง  ครั้งนั้นพระยาบาลเมืองและพระยารามออกมาถวายบังคม"  ข้อความเป็นบันทึกจดหมายเหตุสั้น ๆ นี้มีความนัย  ขยายความได้ว่า  เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๖๒  ในขณะที่สมเด็จพระนครินทรราชาธิราช (พระนครอินทร์) เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น  ได้ข่าวลงมาจากเมืองเหนือว่า  พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าสวรรคต  เมืองเหนือทั้งปวง (ในแคว้นสุโขไท)  เกิดความวุ่นวายด้วยการแย่งชิงอำนาจกัน  ระหว่างพระยาบาลเมืองกับพระยาราม   เจ้านครอินทร์จึงยกกำลังขึ้นไปถึงเมืองพระบาง (นครวรรค์)  เพื่อระงับการจลาจล  ครั้งนั้น  พระยาบาลเมือง  กับพระยาราม  เสด็จจากนคร  สรลวงสองแฅว  และนครสุโขไทลงไปถวายบังคม  พระองค์ทรงไกล่เกลี่ยให้สองพระยารักใคร่ปรองดองกัน  โดยให้พระยาบาลเมืองครองนครสรลวงสองแฅว  พระยารามครองนครสุุโขไท  เรื่องจึงสงบลงด้วยดี

          พระมหาธรรมราชาธิราช  ผู้สวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๖๒ นั้น  เป็นใคร ?  พระยาบาลเมือง  และพระยาราม  เป็นใคร  ปมปัญหาอยู่ตรงนี้  เรื่องนี้จะต้องอภิปราย  ขยายความกันยืดยาวจึงจะเข้าใจ  ดังนั้นขอยกยอดเรื่องนี้ไปกล่าวกันในวันหน้าครับ.

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40696#msg40696)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41056#msg41056)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, ธันวาคม, 2561, 10:18:50 PM
(https://i.ibb.co/mF6CN8C/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย



<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40901#msg40901)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41252#msg41252)                   .

- มหาธรรมราชาสองแฅว -

นาม"พระยาบาลเมือง"ในเรื่องนี้
พระองค์มีเมืองสำหรับประทับอยู่
คือ"สองแฅว"บ้านเกิดทรงเชิดชู
ให้โลกรู้ชนเห็นเป็นกรุงไกร

"มหาธรรมราชา"บิดาท่าน
สันนิษฐานเป็นโอรสรอง"ลูกไล่"
เกิดจากพระชายา"พรญาลิไท"
ณ สมัยที่ครองเมืองสองแฅว

ครั้น"ฦๅไท"สวรรคตพระยศใหญ่
นำมาใช้แทนพ่อต่อกระแส
"มหาธรรมราชา"ถึงคราแปร
เริ่มตั้งแต่แผ่นดินสิ้น"ฦๅไท"


          อภิปราย ขยายความ...........

          พระมหาธรรมราชธิราชเจ้า  ผู้สวรรคตเมื่อปี พ.ศ.๑๙๖๒  เป็นคนละองค์กับมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ ฦๅไท แห่งสุโขไท  เพราะว่าพระยาฦๅไท  สวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๕๒  ก่อนหน้ามหาธรรมราชาพระองค์นี้เป็นเวลา ๑๐ ปี....ถ้าอย่างนั้น  พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าพระองค์นี้  เป็นใคร  มาจากไหน  ไม่มีในจารึกและตำนานกล่าวถึงมาก่อนเลย

          ในทางสันนิษฐานที่เห็นว่าเป็นไปได้คือ  พระมหาธรรมราชาธิาชเจ้าพระองค์นี้  คือพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระมหาธรรมราชา ลิไท  ในสมัยที่เสด็จจากสุโขไทไปเสวยราชสมบัตินครสรลวงสองแฅว เป็นเวลา ๗ ปี นั้น  นอกจากพระองค์จะได้พระราชโอรสประสูติแต่พระนางศรีธรรมราชมาดาแล้ว  ยังได้พระโอรสอันประสูติแต่พระชายา (หรือพระสนมเอก)  อีกพระองค์หนึ่ง  ครั้นเสด็จกลับสุโขไท  มิได้นำพระชายาและพระโอรสพระองค์นี้ไปด้วย  หากแต่ให้ปกครองดูแลนครสรลวงสองแฅวอยู่ตามเดิม

          เมื่อพระยาลิไทสวรรคต  ฦๅไท โอรสองค์ใหญ่ก็ชอบที่จะใช้พระนามมหาธรรมราชาสืบแทนพระราชบิดา  ส่วนพระโอรสองค์รองก็ยังคงครองนครสรลวงสองแฅวอยู่อย่างสงบเงียบ  จนกระทั่ง  มหาธรรมราชาฦๅไทสวรรคต  จึงขอใช้สิทธิ์ครองสุโขไทในฐานะพระโอรสองค์รอง  มีความชอบธรรมที่จะสืบราชบัลลังก์ตามพระราชประเพณี  แต่สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์มิทรงยินยอม  จะเห็นได้ว่า  พระนางได้จารึกนามพระโอรสองค์ใหญ่คือ  รามกุมาร  ไว้ในจารึกวัดอโสการามว่า มหาธรรมราชา แล้ว

          จึงเป็นไปได้ว่า  สมเด็จพระนครินทราชาธิราช  ซึ่งเป็นพระญาติผู้ใหญ่ได้เข้ามามีบทบาท  ทรงเกลี้ยกล่อมให้สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์ทรงยินยอมมอบพระนามเกียรติยศ "มหาธรรมราชา" นี้ให้แก่ พระราชอนุชาของพระยาฦๅไท  ส่วนบัลลังก์สุโขไทนั้นให้ไสลือไท  โอรสฦๅไทครอบครองภายใต้การสำเร็จราชการแผ่นดินของสมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์  พระนางโปรดให้ทำจารึกอีกหลักหนึ่งไว้ที่วัดบูรพาราม  กล่าวถึงพระนามโอรสองค์ใหญ่ว่ามีพระนาม รามกุมาร  องค์รองพระนามว่า อโสกกุมาร

          พระนามเกียรติยศของราชวงศ์พระร่วง  จึงเปลี่ยนจากบัลลังก์สุโขไทไปอยู่บัลลังก์นครสรหลวงสองแฅว  เป็นมหาธรรมราชาธิราชสองแฅวแต่นั้นเป็นต้นมา.... ครั้นมหาธรรมราชาสองแฅวสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๖๒  รามกุมาร  หรือพระยาราม (ไสลือไท)  จึงทวงขอพระนามมหาธรรมราชาคืนจากสองแฅว  แต่พระยาบาลเมือง (บรมปาล)  โอรสมหาธรรมราชาสองแฅวไม่ทรงยินยอม  จนเกิดการจลาจลขึ้นในแคว้นสุโขไท สมเด็จพระนครินทรราชาธิราช (เจ้านครอินทร์)  จึงเสด็จจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปประทับ ณ เมืองพระบาง (นครสวรรค์)  พระยารามจากสุโขไท กับ พระยาบาลเมืองจากสองแฅว  จึงรีบลงมาถวายบังคม  ดังความตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐฯ  ที่ไดักล่าวมาแล้วนั้น

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, ธันวาคม, 2561, 11:09:14 PM
(https://i.ibb.co/Dkh3FR6/56564.jpg) (https://imgbb.com/)
รอยพระพุทธบาทวัดบวรนิเวศวิหาร


- มหาธรรมราชาบรมปาล -

"พระยาบาลเมือง"ครอง"สองแฅว"แน่น
ครานั้นแคว้นลดนามความยิ่งใหญ่
เป็นสองรัฐชัดเจนต่างเป็นไป
เมืองหลวงได้แยกเห็นเป็นสองเมือง

"พระยาราม"ครองเขตประเทศใหญ่
"ไสลือไท"แทนพ่ออยู่ต่อเนื่อง
นาม"มหาธรรมราชา"สาเหตุเคือง
จำเป็นเปลื้องให้"บรมปาล"ครอง

"พระยาบาล"ครองเขตประเทศน้อย
แต่ร่องรอยใหญ่โตน่ายกย่อง
นาม"มหาธรรมราชา"มารับรอง
เป็น"โคมทองสุโขไท"ให้ชัดเจน


          อภิปราย ขยายความ..........

          สมเด็จพระนครินทราชาธิราช  ทรงจัดการให้พระยาบาลปกครองนครสรลวงสองแฅวในนามมหาธรรมราชาบรมปาล  ให้พระยารามปกครองนครสุโขไทศรีสัชนาลัยในนามพระรามราชาธิราชบรมนาถบุตร (ไสลือไท)  โดยให้เจ้าสามพระยาราชบุตร  ซึ่งประทับ ณ ชัยนาทบุรี (ตรงข้ามกับสองแฅว คือตรงวังจันทร์ในปัจจุบัน)  เป็นที่ปรึกษาราชการของเจ้าทั้งสองนคร

          ความเชื่อเดิมว่า  พระมหาธรรมราชาบรมปาล  คือพระราชโอรสมหาธรรมราชาไสลือไท  เป็นความเชื่อตามความสันนิษฐานโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง  ต่อมาถึงปัจจุบัน  มีทั้งพงศาวดารและจารึกเป็นยานหลักฐานว่า  มหาธรรมราชาบรมปาลมิใช่โอรสไสลือไท  หากแต่เป็นบุคคลในยุคเดียวกัน  มีวัยใกล้เคียงกัน (เป็นลูกพี่ลูกน้อง)  มีความในจารึกรอยพระพุทธบาทยุคล  จารึกในปี พ.ศ. ๑๙๗๐  บอกเล่าว่า  "พระศรีสุริยวงศ์บรมบาลมหาธรรมราชาธิราช  โปรดให้ช่างหลวงไปจำลองจากสุโขไทในวาระเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ ๓ รอบ (๓๖ พรรษา)  ของพระองค์

          จับใจความได้ว่า  เมื่อสมเด็จพระนครินทราชาธิราช  หรือเจ้านครอินทร์สวรรคต  พระโอรส ๒ พระองค์  คือ  เจ้าอ้าย  เจ้ายี่  แย่งราชสมบัติ  รบกันถึงขั้นชนช้างสิ้นพระชนม์ทั้งคู่  เจ้าสามพระยาจึงเสด็จจากชัยนาทบุรีลงไปครองกรุงศรีอยุธยา  โดยมอบให้มหาธรรมราชาบรมบาลครองชัยนาทบุรีควบคู่กับสรลวงสองแฅว  มหาธรรมราชาบรมบาลครองชัยนาทบุรีได้ ๓ ปี  มีพระชนมายุครบ ๓ รอบ (พ.ศ. ๑๙๗๐)  โปรดให้ช่าง "ฟันขดารดิน" เป็นหินชวนแผ่นรูปสี่เหลี่ยม  แกะสลักรอยพระพุทธบาทขึ้น ๒ รอย  เป็นรอยพระบาทคู่  เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุของพระองค์  ความที่จารึกในรอยพระบาทคู่นี้  บอกเรื่องราวของพระองค์ไว้ชัดเจน (ปัจจุบันอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ)

          มหาธรรมราชาบรมบาล  แม้ครองเขตประเทศน้อยกว่าพระรามราชาธิราชบรมนาถบุตรไสยลือไท  แต่เรื่องราวในทางประวัติศาสตร์จะปรากฏน้อยกว่ามหาธรรมราชาบรมบาล  เหตุด้วยว่าพระนามอันกลายเป็นเอกลักษณ์สุโขไท  คือ  "มหาธรรมราชา"  ไปอยู่ในราชสำนักสองแฅว  ทำให้เห็นว่า  สุโขไทอยู่ใต้การปกครองของสองแฅวแล้ว  อีกสาเหตุหนึ่งคือ  สายใยใกล้ชิดระหว่าง มหาธรรมราชาบรมบาล กับ เจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยามีมากกว่าไสยลือไทแห่งสุโขไท  นั่นเอง......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวันิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, ธันวาคม, 2561, 10:11:55 PM
(https://i.ibb.co/q9xXKWm/hqdefault-3.jpg) (https://imgbb.com/)

- ราชสำนักสุโขไทร่วงโรย -

"สุโขไท"ปลายยุคก่อนแตกหัก
ราชสำนักแบ่งสองส่วนรองเด่น
ส่วนใหญ่ด้อยรอยร้าวแหว่งเว้าเวน
เข้าหลักเกณฑ์ไร้เหิมเริ่มเสื่อมโทรม

"รามราชาธิราช"แม้อาจหาญ
แต่ขาดการหนุนหลังแรงถั่งโถม
รุกล้านนาการศึกไม่ครึกโครม
ถูกต้านโจมตีจนถอยร่นมา

ราชสำนักสองแฅวกระแสใหญ่
"ไสลือไท"ด้อยอำนาจวาสนา
ราชสำนักค่อยค่อยถอยโรยรา
ใกล้ถึงคราล้มล่มจมดินดอน


          อภิปราย ขยายความ .......

          แคว้นสุโขไทใกล้ถึงการล่มสลาย  ยามนั้นแบ่งแยกออกเป็นสองราชสำนัก  คือราชสำนักสุโขไท  มีพระรามราชาธิราชบรมนาถบุตร (ไสลือไท) เป็นผู้ครองบัลลังก์  เคยแสดงบทบาทยกกำลังขึ้นไปตีลานนา ช่วยเจ้าเมืองน่านผู้เป็นพระญาติ  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  ต้องถอยกลับมาอยู่อย่างสงบ  แล้วบทบาทของราชสำนักสุโขไทก็ขาดหายไปจากจารึกและตำนาน

          ฝ่ายราชสำนักชัยนาทบุรีสองแฅวนั้น  พระศรีสุริยวงศ์บรมบาลมหาธรรมราชาธิราชทรงครองอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าสามพระยาแห่งกรุงศรีอยุธยา  จึงไม่มีบทบาทอะไร  และการที่พระเจ้าสามพระยามิได้เข้าก้าวก่ายราชสำนักสุโขไทนั้น  อาจจะเป็นเพราะว่าทรงเกรงพระทัยสมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์พระญาติผู้ใหญ่ของพระองค์  จึงปล่อยให้ราชสำนักสุโขไทอยู่อย่างโดดเดี่ยว  จนมีสภาพเป็นดั่งดอกไม้ที่บานเต็มที่แล้วร่วงโรยราไปในที่สุด.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 13, ธันวาคม, 2561, 11:04:44 PM
(https://i.ibb.co/D8ScLnM/2.jpg) (https://imgbb.com/)

- สุโขทัยกลืนอยุธยา ? -

ความเปลี่ยนแปลงแปรปรับอย่างสับสน
สังคมคนปนเปย้ายเร่ร่อน
เชื่อผู้นำตามถือซื่อแน่นอน
บ้าน,นคร,รัฐ,เมืองเกิดเนื่องกัน

เจ้าเลือดเนื้อเชื้อไขสองสายสนิท
ทรงร่วมคิดร่วมสร้างอย่างมุ่งมั่น
สุโขไทไขว้สลับกับสุพรรณ
แล้วรังสรรค์วงศ์ใหม่ใหญ่กว่าเดิม

สุพรรณภูมิ+สุโขไท"เกรียงไกรภพ
เมื่อสยบ"อยุธยา"สิ้นฮึกเหิม
"นครอินทร์"ต้นวงศ์ทรงต่อเติม
"พ่องั่ว"เริ่มวางไว้ให้สมจินต์


          อภิปราย ขยายความ........

          ความพยายามของสมเด็จพระบรมราชาธิราช  หรือ  ขุนหลวงพ่องั่ว  ที่ต้องการรวมแคว้นสุโขไทเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยา  โดยส่งเจ้าหญิงสุพรรณภูมิขึ้นไปเป็นมเหสีพระยาลือไท  เพื่อครอบงำราชสำนักสุโขไท  ก็แล้วทรงยกกำลังขึ้นไปหมายยึดศรีสัชนาลัย (ชากังราว) ก็แล้ว  แต่ไม่สำเร็จ  จนครั้งสุดท้าย  พระองค์ประชวรระหว่างทางแล้วสิ้นพระชนม์ไป

          พระราชโอรสขุนหลวงพ่องั่วอันประสูติแต่พระมหาเทวี  ราชธิดาพระยาเลอไทแห่งสุโขไท  นามเทพาหูราช  จึงทรงรับทอดนโยบายของพระราชบิดา  ทรงครองสุโขไทระยะหนึ่งแล้วลงไปครองสุพรรณภูมิ และขึ้นมาทำพิธีราชาภิเษกที่กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์  และคุมการบริหารบ้านเมืองของสุโขไท  ทรงมีพระชายาองค์หนึ่งเป็นเจ้าหญิงสุโขไท  ทรงสร้างเมืองใหม่ให้พระชายาและพระโอรส (เจ้าสามพระยา) ประทับ ณ ชัยนาทบุรี  ฝั่งตรงข้ามกับนครสรลวงสองแฅว  พระองค์ผนวกกำลังของสุพรรณภูมิสุโขไท  ยกเข้ายึดกรุงศรีอยุธยา  แล้วขึ้นครองบัลลังก์  เฉลิมพระนามว่าสมเด็จพระนครินทราชาธิราช (เจ้านครอินทร์) เป็นต้นราชวงศ์ "สุพรรณภูมิ+สุโขไท"  จากนั้นทรงวางแผนรวมแคว้นสุโขไทเข้ากับกรุงศรีอยุธยา  ตามเจตนารมณ์ของขุนหลวงพ่องั่วพระราชบิดา  แต่ยังดำเนินการมิสำเร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

          เจ้าสามพระยา ราชโอรสพระองค์ที่ ๓ มีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงสุโขไท  ยกราชสำนักจากชัยนาทบุรีลงไปครองกรุงศรีอยุธยาสืบแทนพระราชบิดา  และดำเนินการรวมแคว้นสุโขไทเข้ากับกรุงศรีอยุธยาต่อไป

          ......นักประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์ตอนนี้ว่า "อยุธยากลืนสุโขไท"
          ......แต่ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า "สุโขไทกลืนอยุธยา" ต่างหาก

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 14, ธันวาคม, 2561, 10:21:56 PM
(https://i.ibb.co/LCznHT3/27867853-988343121315461-7912386075556153477-n.jpg) (https://imgbb.com/)
เจดีย์เจ้าอ้ายพระยา - เจ้ายี่พระยา
ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างวัดมหาธาตุกับวัดราชบูรณะ อยุธยา

- พระเจ้าสามพระยา -

เมื่อถึงครา"นครอินทร์"สวรรคต
สองโอรส"อ้าย-ยี่"ฤดีถวิล
ครองราชย์แทนแคว้นใหญ่ในแดนดิน
จึงตัดสินด้วยกำลังไม่ยั้งมือ

ชนช้างกันจนสิ้นชีวินทร์คู่
กรุงไร้ผู้รองรับชนนับถือ
โอรสนาม"สามพระยา"นามระบือ
พระองค์คือจอมกษัตริย์พัฒนา

ครองกรุงศรีอยุธยาสร้างอาวาส
คือวัด"ราชบุณ.."มากคุณค่า
เป็นอนุสรณ์หอห้อง"สองพี่ยา"
น้อมบูชา"นครอินทร์"ผู้สิ้นพระชนม์....


          อภิปราย ขยายความ........

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ ที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้บันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทย  ได้บันทึกเหตุการณ์ถึงตอนนี้ไว้ว่า......" ศักราช ๗๘๖ (พ.ศ.๑๙๖๗)  สมเด็จพระอินทราชาทรง (ประ) ชวร  นฤพาน  ครั้งนั้นเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา  พระราชกุมารท่านชนช้างด้วยกัน ณ สะพานป่าถ่าน  เถิงพิราลัยทั้ง ๒ พระองค์ที่นั้น  จึงพระราชกุมารเจ้าสามพระยา  ได้เสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา  ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า  แลท่านจึงให้ก่อพระเจดีย์สองพระองค์สวมที่เจ้าพระยาอ้ายและเจ้าพระยายี่ชนช้างด้วยกันเถิง (อนิจ) ภาพตำบลป่าถ่านนั้น  ในศักราชนั้นสถาปนาวัดราชบุณ...."

          สรุปเรื่องราวได้ว่า  สมเด็จพระนครินทราชาธิราช (เทพาหูราช)  หรือพระอินทราชา  ทรงประชวรสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๖๗ (จ.ศ.๗๕๖)  พระราชโอรส ๒ พระองค์  คือ  เจ้าอ้ายพระยา (ประสูติแต่เจ้าหญิงสุพรรณภูมิ)  เจ้ายี่พระยา (ประสูติแต่เจ้าหญิงละโว้ อโยธยา)  แย่งกันเป็นใหญ่ในบังลังก์กรุงศรีอยุธยา  รบกันถึงขั้นชนช้าง ณ สะพานป่าถ่าน  จนถึงแก่พิราลัยทั้สองพระองค์  กรุงศรีอยุธยาไร้ผู้สืบราชบัลลังก์  จึงพระราชโอรสพระองค์ที่่ ๓ (ประสูติแต่เจ้าหญิงสุโขไท)  จึงยกราชสำนักจากชัยนาทบุรี (วังจันทร์พิษณุโลก)  ลงมาครองกรุงศรีอยุธยา  เฉลิมพระนามว่า  "สมเด็จพระบรมราชาธิราช"  ทรงสร้างพระเจดีย์ครอบลงตรงที่ เจ้าอ้ายพระยา  กับ  เจ้ายี่พระยา  ชนช้างกันถึงสิ้นพระชนม์ ณ สะพานป่าถ่านนั้น  จากนั้นจึงโปรดให้สถาปนา (สร้าง) วัดราชบุณ (ราชบูรณะ) ขึ้น  น้อมบูชาพระคุณสมเด็จพระนครินทราชาธิราช  พระราชบิดาของพระองค์ในปีเดียวกันนั้นเอง......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, ธันวาคม, 2561, 10:09:44 PM
(https://i.ibb.co/mtS4sXT/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดมเหยงคณ์ : อยุธยา

- พระบรมราชาธิบดี -

เอานามปู่มาใช้ให้ปรากฏ
ว่าเป็นยศสุพรรณภูมิให้ปูมต้น
"บรมราชาธิบดี"มีมงคล
แต่ไม่พ้นจากนาม"สามพระยา"

หลังครองราชทรงประจักษ์เป็นนักรบ
ไปสยบกัมพุชเดชสุดกล้า
นครหลวงของขอมกัมพูชา
เป็นอาณาจักรไทยในพระองค์

สร้างวัดใหญ่อรัญญิกพลิกฟื้นพระ
วิปัสสนาธุระคณะสงฆ์
ชื่อวัดแบบลังกา"มเหยงคณ์"
เด่นดำรงอยู่ใน"ทศธรรม"


          อภิปราย ขยายความ.........

          พระเจ้าสามพระยายกจากชัยนาทบุรีลงมาครองกรุงศรีอยุธยา  หลังจากทรงดูแลแคว้นสุโขไทได้ ๕ ปี  พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต  กล่าวว่า  "พระบรมราชาธิบดี  พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของพระนครอินทร์  สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาเมื่อพระชนม์ได้ ๓๙ พรรษา  ทรงพระนามว่า  "พระบรมราชาธิบดีพระเจ้าสาม"  ทรงเป็นนักรบโดยกำเนิด  เฉลียวฉลาด  โวหารดี  รอบคอบ  มีเมตตากรุณา  เป็นนักเสรีนิยม  ทรงสร้างและบูรณะวัดหลายแห่ง  ทรงครองราช์อยู่ ๒๐ ปี..."

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  บันทึกพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสามพระยาในความเป็นนักรบของพระองค์ไว้ว่า  " ศักราช ๗๙๓ (พ.ศ.๑๙๗๔)  สมเด็จพระบรมราชเจ้า  เสด็จไปเอาเมือง (นครหลวง) ได้  และท่านจึงให้พระราชกุมารท่าน  พระนครอินทร์เจ้า  เสวยราชสมบัติ ณ เมืองพระนครนั้น  ครั้งนั้นท่านให้พระยาแก้ว  พระยาไทย  และรูปภาพทั้งปวง  มายังพระนครศรีอยุธยา"

          ความในพระราชพงศาวดารดังกล่าวนี้  คือ  หลังจากทรงครองกรุงศรีอยุธยาได้ ๗ ปี  ทรงยกทัพไปตีกรุงกัมพูชายึดพระนครหลวงได้  กัมพูชายอมอยู่ในพระราชอำนาจ  ทรงมอบให้พระราชกุมารนามเจ้านครอินทร์  เสวยราชสมบัติเมิองพระนครหลวงกัมพูชา  ครั้นเสด็จกลับ  ก็ทรงให้นำรูปปฏิมากรรม  รูปภาพต่าง ๆ จากกัมพูชามากรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก  ในจำนวนนั้นมี  "พระยาแก้ว  พระยาไทย"  ปฏิมากรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของกัมพูชามาด้วย  พระราชกุมารนาม  พระนครอินทร์  ที่ทรงตั้งให้ครองกัมพูชานั้น  เป็นพระนามสัญลักษณ์ของสุพรรณภูมิ (เหมือนมหาธรรมราชา ของสุโขไท)  หลังจากทรงครองกัมพูชาแล้วไม่ปราฏบทบาทใด ๆ ในประวัติศาสตร์เลย

          มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยรบกัมพูชาของสมเด็จพระเจ้าสามพระยานี้เป็นครั้งแรก  ก่อนหน้านั้นไม่ปรากฏว่าเขมรรุกรานไทย  หรือ  ไทยรุกรานเขมร  หลังจากที่พระเจ้าสามพระยายกไปยึดครองกัมพูชาแล้ว  จากนั้นทั้งสองประเทศนี้กลายเป็นคู่ศึกกันมาเป็นเวลายาวนาน

          ในด้านการศาสนานั้น  ทรงโปรดให้สร้างวัดถวายพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสนาธุระขึ้นในโบราณสถานร้างของเมืองอโยธยาเดิม  ซึ่งกลายเป็นป่าโปร่งไปแล้วนั้น  ให้เป็นที่อยู่ปฏิบัติธรรมของภิกษุสงฆ์ลังกาวงศ์ฝ่ายอภัยคีรีวิหาร  วัดที่สร้างใหม่นี้เป็นไปตามคติของลังกา  คือองค์พระมหาเจดีย์มีรูปช้างล้อมรอบ (เหมือนวัดช้างล้อมสุโขทัย)  และขนานนามวัดนี้ตามแบบลังกาว่า  "มเหยงคณ์"  ในความหมายว่าวัดบนเนินสูง  หรือบนภู  อันเป็นแดนอรัญญิก  หรือ  "วัดป่า"  นั่นเอง

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, ธันวาคม, 2561, 10:06:59 PM
(https://i.ibb.co/SNQVqz0/image.jpg) (https://imgbb.com/)
กำแพงเมืองเขียงใหม่

- ไปตีเชียงใหม่ -

พระเจ้าสามพระยาทรงกล้าหาญ
กอปรทุกการมิให้ไทยตกต่ำ
ทั้งงานบ้านการเมืองเรื่องประจำ
เป็นผู้นำชาติไทยให้เจริญ

หลังได้กรุงกัมพูชามาหมดแล้ว
ทรงเปลี่ยนแนวทางใหม่ไม่นานเนิ่น
จัดกองทัพฉับพลันพากันเดิน
ข้ามเขาเขินขึ้นเหนือเพื่อยึดครอง

เข้าโจมตีเชียงใหม่เกือบได้แล้ว
"นครพิงค์"คลาดแคล้วเหตุขัดข้อง
"เจ่้าสามพระยา"ประชวรจวนสมปอง
จำเป็นต้องถอยทัพกลับลงมา

จากนั้นไปปราบปรามตามถิ่นฐาน
ทางอีสานรวบได้ไร้ปัญหา
อยุธเยศเดชเด่นเพ็ญจันทรา
"สามพระยา"ลือเลื่องกระเดื่องนาม......


          อภิปราย ขยายความ ..........

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกเหตุการณ์ "ลางร้าย"  ในรัชมัยของพระเจ้าสามพระยาไว้ ๓ เรื่อง  หลังจากที่ทรยกทัพไปตีและยึดครองเมืองพระนครหลวงกัมพูชาได้แล้ว  ลางร้ายนั้นคือ

          - "ศักราช ๘๐๐ มะเมียศก (พ.ศ. ๑๙๘๑)  ครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า  สร้างวัดมเหยงคณ์  เสวยราชสมบัติ  และสมเด็จพระราเมศวร (เจ้าผู้เป็น) พระราชกุมาร  ท่านเสด็จไปเมืองพิษณุโลกนั้น  เห็นน้ำพระเนตรพระพุทธเจ้าพระชินราช  ตกออกมาเป้นโลหิต"

          - ศักราช ๘๐๒ วอกศก (พ.ศ.๑๙๘๓)  ครั้งนั้นเกิดเพลิงไหม้พระราชมณเฑียร.....  ศักราช ๘๐๓ ระกาศก (พ.ศ.๑๙๘๔)  ครั้งนั้นเพลิงไหม้พระที่นั่งตรีมุข"

     พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกเหตุการณ์ต่อไปว่า ..." ศักราช ๘๐๔ จอศก (พ.ศ.๑๙๘๕)  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า  เสด็จไปเอาเมืองเชียงใหม่  และเข้าปล้นเมืองมิได้  พอทรงพระประชวร  และทัพหลวงเสด็จกลับคืน..."

          นับเป็นครั้งแรกที่นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่แห่งล้านนาไทย  ถูกกองทัพไทยเมืองใต้ยกขึ้นไปรุกราน  ครั้งนั้นพระเจ้าสามพระยาทรงปล้นเอาเมืองมิได้  เพราะทรงพระประชวรในขณะบัญชาการรบ  จึงเลิกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกไว้อีกว่า "ศักราช ๘๐๖ ชวดศก (พ.ศ. ๑๙๘๗)  เสด็จไปปราบพรรคและตั้งทัพหลวงประทาย  ครั้งนั้นได้เชลย ๑๒๐,๐๐๐  ทัพหลวงเสด็จกลับคืน"  ....การยกทัพไปครั้งสุดท้ายนี้  นัยว่าไปปราบปรามหัวเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)  ประสบความสำเร็จทุกประการ

          วาระสุดท้ายของพระเจ้าสามพระยานั้น  พระราชพงศาวดารกรุงเก่าจดบันทึกไว้ว่า....."ศักราช ๘๑๐ มะโรงศก (พ.ศ.๑๙๙๑)  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้านฤพาน  จึงพระราชกุมารท่าน  สมเด็จพระราเมศวรเจ้า  เสวยราชสมบัติ  ทรงพระนามสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า"

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, ธันวาคม, 2561, 10:07:22 PM
(https://i.ibb.co/F5hFFWK/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ -

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เป็นนักปราชญ์นักรบเลิศภพสาม
สืบต่อราชย์แทนบิดาสง่างาม
สรรค์สร้างความเจริญให้ไทยยืนยง

จากกรุงศรีประทับแดนดินแคว้นเหนือ
"สู้ศึกเสือเหนือใต้"ไสเสีกส่ง
ครา"ติโลกราช"ผู้อาจองค์
ยกทัพลงมาปะทะยึด"เชลียง"

มีเบื้องหลังบังไว้ไม่เปิดเผย
ควรเฉลยหยิบยกมาถกเถียง
การ"ชักศึกเข้าบ้าน"รานเรือนเคียง
เกิดเพราะเพียงมหามิตร"ผิดสัญญา".....


          อภิปราย ขยายความ.......

          พระราชพงศาวการกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  ที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ทำขึ้นนั้น  ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า ......"ศักราช ๘๑๐ มะโรงศก (๑๙๙๑)  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้านฤพาน  จึงพระราชกุมารท่าน สมเด็จพระราเมศวรเจ้า  เสวยราชสมบัติ  ทรงพระนามสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า"  ดังกล่าวแล้วนั้น

          ความตรงนี้ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  ฉบับวันวลิต  ซึ่งบันทึกเรื่องราวกรุงศรีอยุธยา  เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘๒  หลังสมเด็จพระบรมไตรครองราชย์ ๑๙๑ ปี  เขากล่าวว่า  "พระบรมไตรโลกนาถพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๙ แห่งสยาม  ครองราชย์อยู่ ๒๐ ปี  โดยให้รายละเอียดว่า  พระองค์เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าสามพระยา  ได้รับเลือกเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อมีพระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา  ทรงครองราชย์อยู่ ๒๐ ปี  แล้วสละราชสมบัติออกทรงพระผนวชท่ามกลางความโศกเศร้าของพสกนิกร  ทรงสิ้นพระชนม์ใต้ร่มผ้ากาสาวพัตร์  และไม่มีนักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า  พระองค์ทรงผนวชนานเท่าไร......

          บันทึกของวันวลิตนี้มีความคลาดเคลื่อนไปหลายประเด็น  ข้อเท็จจริงคือ  พระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระบรมราชาธิราช  เจ้าสามพระยา พระนามว่า ราเมศวร  มีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิสุโขไท  มีพระราชสมภพ ณ วังจันทร์  ชัยนาทบุรี  เจริญวัยในพระราชสำนักชัยนาทบุรี  เป็นพระสหายเล่นกันมากับพระยุธิษฐิระ  โอรสมหาธรรมราชาบรมปาลแต่ทรงพระเยาว์  ก่อนที่จะตามเสด็จพระราชบิดาลงมาประทับกรุงศรีอยุธยา  และเสด็จขึ้นเยี่ยมเยือนราชสำนักเดิม  พบพระพุทธชินราชมีน้ำพระโลหิตไหลออกจากพระเนตร  ดังที่กล่าวในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าแล้วนั้น

          สมเด็จพระราเมศวรราชกุมารทรงขึ้นครองราชย์แทนสมเด็จพระบรมราชาธิราช เจ้าสามพระยา ได้ ๓ ปี  พระเจ้าติโลกราช  มหาราชแห่งนพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่  ก็ยกกองทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ  และยึดเมือง "ชากังราว"  ไว้ได้  ดังความที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ ว่า....  "ศักราช ๘๑๓ มะแมศก(๑๙๙๔)  ครั้งนั้นมหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงมาเอาเมืองสุโขทัย  เข้าปล้นเมืองมิได้ก็เลิกทัพกลับคืน"

         มหาราชผู้มาเอาเมืองชากังราวได้พระองค์นี้คือ  พระเจ้าติโลกราช  เจ้านครพิงค์เชียงใหม่  เรื่องนี้มีความนัยที่ควรต้องกล่าวถึงรายละเอียดต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, ธันวาคม, 2561, 10:39:22 PM
(https://i.ibb.co/9cZdtyx/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระยายุธิษฐิระ กบฏ -

ด้วย"ยุธิษฐิระ"จำกบฏ
เกินจะอดทนเท็จพระเชษฐา
เมื่อผู้พี่ดีเด่นเป็นราชา
สถาปนาผู้น้องครองสองแฅว

สัญญากันมั่นเหมาะไม่เหลาะแหละ
ต้องแยกแยะตำแหน่งแต่งตั้งแน่
เมืองเหนือให้ผู้น้องครองดูแล
กลายเป็นแค่"ลมปาก"จากพี่ชาย

จึงยกครัวไปพึ่งพา"มหาราช"
ขออำนาจหนุนตนเร่งขวนขวาย
ยึดครองแคว้นสุโขไทมิให้อาย
เป็นชนวนศึก"ยวนพ่าย"อยู่หลายปี...


          อภิปราย ขยายความ...........

          เหตุผลที่พระเจ้าติโลกราช  หรือ  มหาราชแห่งเชียงใหม่ยกทัพลงมาตีแคว้นสุโขไท  หัวเมืองฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุธยานั้น  เดิมเข้าใจกันว่า  เป็นเพราะในปี พ.ศ.๑๙๘๕  อันเป็นปีที่พระเจ้าติโลกราชขึ้นครองนครพิงค์เชียงใหม่นั้น  สมเด็จพระบรมราชาธิราช  เจ้าสามพระยายกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเอาเชียงใหม่  แต่ปล้นเอาเมืองไม่ได้  เพราะทรงพระประชวรเสียก่อน  จึงถอยทัพกลับคืน  เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นเหตุให้พระเจ้าติโลกราชผูกใจเจ็บ  ครั้งสิ้นพระเจ้าสามพระยาแล้ว  พระราเมศวรขึ้นครองราชเฉลิมพระนามว่า  พระบรมไตรโลกนาถจึงถือโอกาสแก้แค้นด้วยการยกทัพลงมายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือในแคว่้นสุโขไท และยึดครองเมืองชากังราวได้  ดังกล่าวแล้ว

          ความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวน่าจะไม่ถูกต้อง  เพราะมีตำนานเมืองเหนือและ "พงศาวการกระซิบ"  บอกให้รู้เรื่องชัดเจนขึ้นว่า  สาเหตุที่มหาราชยกทัพมายึดหัวเมืองในแคว้นสุโขไทนั้น  เป็นเพราะพระยายุธิษฐิระ  หรือ  พระยาอุทิศเจียง  เจ้าเมืองสองแคว  พาครัวไปสวามิภักดิ์พระเจ้าติโลกราช  ขอกำลังยกลงมายึดแคว้นสุโขไทคืนจากกรุงศรีอยุธยา

         สาเหตุที่พระยายุธิษฐิระ  ไปพึ่งพาพระเจ้าติโลกราช  เพราะว่า  สมัยที่ยังทรงพระเยาว์นั้น  พระยุธิษฐิระ  โอรสมหาธรรมราชาบรมปาล  มีฐานะเป็น "ลูกผู้น้อง" ของ  พระราเมศวร  โอรสพระเจ้าสามพระยา ทั้งสองพระองค์มีพระชันษาใกล้เคียงกัน  นัยว่า  พระราชมารดาของพระราเมศวรเป็นพระพี่นางของพระราชมารดาพระยุธิษฐิระ  พระราชวังของทั้งสองพระองค์อยู่ตรงข้ามกัน  คือ  พระยุธิษฐิระอยู่วังสองแฅว  ฝั่งตะวันออกแม่น้ำน่าน  พระราเมศวรอยู่วังจันทร์  ชัยนาทบุรี  ฝั่งตะวันตกแม่น้ำน่าน  ทั้งสองกุมารไปมาหาสู่เป็นพระสหายเล่นกันมาแต่เยาว์  มีความรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันมาจนเจริญวัย  เคยให้สัญญากันว่า ถ้าพระราเมศวรได้ครองราชสมบัติสืบแทนพระราชบิดา  เจ้าสามพระยาแล้ว  จะต้องสถาปนาให้พระยุธิษฐิระเป็นมหาอุปราช  หรืออย่างน้อยให้ครองแคว้นสุโขไทในนามมหาธรรมราชา  สืบแทนพระราชบิดาบรมปาล

          ครั้นพระราเมศวรได้ครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว  กลับไม่ทำตามสัญญา  หากแต่ทรงตั้งให้พระยุธิษฐิระเป็นเพียงเจ้าเมืองสองแฅวเท่านั้น  ทั้งนี้เพราะพระองค์ดำเนินตามเจตนารมณ์ของสมเด็จพระบรมราชาธิราช กับสมเด็จพระนครินทราชา  เจ้านครอินทร์  และ  สมเด็จพระบรมราชาธิราช  เจ้าสามพระยา  ในการผนวกแคว้นสุโขไทเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกรุงศรีอยุธยา  จึงทรงยุบราชสำนักสองแฅว  ลงเป็นหัวเมืองเอกฝ่ายเหนือ ตั้งพระยุธิษฐิระเป็นเจ้าเมืองสองแฅว  และที่สำคัญ  ทรงยุบพระนามตำแห่งมหาธรรมราชา  เอกลักษณ์แห่งสุโขไทเสียด้วย

          และนี่จึงเป็นเหตุพระยุธิษฐิระทรงแค้นเคืองจนทนไม่ได้  ต้องไปขอพึ่งอำนาจพระเจ้าติโลกราชมากอบกู้สถานะของพระองค์  เป็นนศึกระหว่างล้านนา - อยุธยา  ยืดเยื้ออยู่หลายปี

          เรื่องนี้มีนัยที่ควรศึกษาหลายประเด็น พรุ่งนี้มาดูกันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 19, ธันวาคม, 2561, 11:12:29 PM
(https://i.ibb.co/vYGQBZ7/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระยาเชลียงเป็นขบถ -

พระบรมไตรโลกนาถเจ้า
แต่งทัพเอา"มะลากาได้มาสิ้น
อีกทั้งยังสมทบ"ลิสบทิน"
หล่อรูปศิลป์"โพธิสัตว์ห้าร้อย"องค์

"พระยาเชลียง"เลี่ยงเร้นเป็นกบฏ
เข้าสู่กลดมหาราชเสริมประสงค์
ยึดแคว้นสุโขไทดั่งใจจง
เลิกขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา

มหาราชยกมาอีกคราหนึ่ง
ลงไปถึง"ปากยม"ปรารถนา
ตั้งล้อมตี"กำแพงเพชร"เจ็ดทิวา
แล้วยกล่าถอยไปมิได้เมือง


          อภิปราย ขยายความ...............

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกเหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยาตอนต้นรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรลกนาถไว้ว่า  "ศักราช ๘๑๖ จอศก (พ.ศ.๑๙๙๗) ครั้งนั้นคนทั้งปวงเกิดทรพิษตายมากนัก"

          ....."ศักราช ๘๑๗  กุนศก (พ.ศ. ๑๙๙๘)  แต่งทัพให้ไปเอาเมืองมะลากา"
          ....."ศักราช ๘๑๘ ชวดศก (พ.ศ.๑๙๙๙)  แต่งทัพให้ไปเอาเมืองลิสบทิน  ครั้งนั้นเสด็จหนุนทัพขึ้นไปตั้งทัพหลวงตำบลโคน"
          ....."ศักราช ๘๑๙ ฉลูศก (พ.ศ.๒๐๐๐)  ครั้งนั้นข้าวแพงเป็นทะนานแล ๘๐๐ เบี้ย  เมื่อคิดเป็นเสมอเบี้ยเฟื้องแล ๘๐๐ นั้น  เกวียนหนึ่งเป็นเงินสามชั่งสิบบาท"
          ......ศักราช ๘๒๐ ขาลศก (พ.ศ.๒๐๐๑)  ครั้งนั้นให้บุณพระศาสนาบริบูรณ์  และหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ ชาติ
          ......ศักราช ๘๒๒ มะโรงศก(พ.ศ.๒๐๐๓)  เล่นการมหรสพฉลองพระ  และพระราชทานแก่พระสงฆ์และพราหมณ์และวณิพกทั้งปวง... ครั้งนั้นพระยาเชลียงเป็นขบถ  พาเอาครัวทั้งปวงไปออกแต่มหาราช"

          เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดในกรุงศรีอยุธยา  หลังจากเจ้าฟ้าสองแควยุธิษฐิระนำกองทัพมหาราชเชียงใหม่มาตีหัวเมืองในแคว้นสุโขไทและยกกลับไปแล้ว  ในกรุงศรีอยุธยาเกิดไข้ทรพิษระบาดหนักผู้คนล้มตายลงเป็นอันมาก  จากนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแต่งทัพให้ไปตีเมืองมะลากาได้  ต่อมาแต่งทัพไปเอาเมืองลิสบทิน  พระองค์ยกทัพหลวงหนุนไปตั้งทัพหลวงที่ตำบลโคน  ต่อมาเกิดสถานการณ์ "ข้าวยากหมากแพง" ขึ้น  แม้กระนั้นพระองค์ก็ยังทะนุบำรุงพระศาสนา  โปรดให้หล่อพระรูปโพธิสัตว์พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ  เสร็จแล้วจัดมหากรรมเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่  พระราชทานทรัพย์สิ่งของแด่พระสงฆ์  พราหมณ์และวณิพกทั้งปวง..... ในปีเดียวกันนั้นเอง  มีข่าวลงมาแจ้งว่า  พระยาเชลียงพาครัวไปเข้าอยู่ในร่มโพธิสมภารพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่

          พระยาเชลียง  ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารและตำนานเมืองเหนือพระองค์นี้ไม่แน่ชัดว่าคือผู้ใด  แต่พอจะสันนิษฐานคาดเดาได้ว่า  เป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งของสมเด็จพระรามราชาธิราชบรมนาถบุตร (ไสยลือไท)  พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณ์  ครองสุโขไท -ศรีสัชนาลัย  หรือไม่ก็เป็นโอรสในพระยาอโศกอุปราชสุโขไท  ผู้เสวยราชย์อยู่ศรีสัชนาลัย  พระยาเชลียงพระองค์นี้ มีพระชนมายุอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันกับพระยุธิษฐิระ  และพระราเมศวร (บรมไตรโลกนาถ)  สาเหตุที่พระยาเชลียงทรงพาครัวไปออกต่อมหาราช  น่าจะเป็สาเหตุเดียวกันกับพระยุธิษฐิระ  นั่นคิอ  เพราะสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงรวบอำนาจด้วยการรวมแคว้นสุโขไทเข้าไว้ในกรุงศรีอยุธยา  แล้วยกเลิกความเป็น "มหาธรรมราชา" ของเชื้อพระราชวงศ์พระร่วงสุโขไท  จึงทนรับไม่ได้  ต้องไปขอพึ่งอำนาจมหาราชเชียงใหม่ เช่นเดียวกันกับพระยุฐิระ "เจ้าฟ้าสองแฅว" ในที่สุด

          .....พักยกไว้ตรงนี้ก่อนครับ  ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามไว้ให้อ่านต่อใวันพรุ่งนี้  โปรดติดตามต่อไปนะครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, ธันวาคม, 2561, 10:12:37 PM
(https://i.ibb.co/GP7JWjm/1.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระสี่อิริยาบถ : กำแพงเพชร


- ปัญหาเมืองชากังราว -

มหาราชเชียงใหม่ได้เมืองหนึ่ง
เมื่อเอ่ยถึงซ้ำซากยังมากเรื่อง
"ชากังราว"เป็นกรุงเคยรุ่งเรือง
ข้าศึกเปลืองแรงพลังคร้้้งเข้าตี

ที่ตั้งนั้นวันนี้มีปัญหา
เชื่อกันมาให้มองสองสามที่
กำแพงเพชร,เชลียงชื่อเสียงมี
ถึงวันนี้ยังรอข้อเท็จจริง

พระบรมราชาฯ"เอา"มิได้
มหาเราชเชียงใหม่เหมือนใหญ่ยิ่ง
"เอา"เมืองชากังราวไว้แอบอิง
แล้วถอดทิ้งชื่อเก่าเอาใหม่แทน

เป็น"เชียงชื่น"รื่นหูให้รู้เห็น
เมืองนี้เป็น"เชลียง"หลวงน่าหวงแหน
คือ"ศรีสัชนาลัย"ในด้าวแดน
เมืองคู่แคว้นสุโขไทในปางบรรพ์....


          อภิปราย ขยายความ...........

          พักเรื่องการสงครามล้านนา-อยุธยาไว้ก่อน  ขอใช้ที่ตรงนี้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง  คือ  "ชากังราว"  ซี่งนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อตามคำวินิจฉัยของพระเจ้าบรมวงเธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า  ได้แก่เมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน

          ....ข้าพเจ้าเชื่อตามพระราชวินิจฉัยของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖  ที่ทรงพระราชวินิจฉัยไว้ในหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง  "เที่ยวเมืองพระร่วง"  โดยพระองค์มีพระราชวินิจฉัยว่า  เมืองชาวกังราว  คือเมืองสวรรคโลก (ศรีสัชนาลัย)  เหตุผลที่พาให้เชื่อตามพระราชวินิจฉัยนี้คือ  มีพยานหลักฐานจากพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (แพ ตาละลักษม์)  ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ทำขึ้นไว้  กับตำนานเมืองเมืองเหนือ  ตอนที่ว่าด้วยศึกล้านนา-กรุงศรีอยุธยา

          ....พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกว่า  สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพ่องั่ว)  ยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาเอาเมืองชากังราวถึง ๓ ครั้ง  แต่เอาไม่ได้  เพราะคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (ฦๅไท)  บัญชาการรบอย่างเข้มแข็ง  ประกอบกับ "ปู่พระย่า" แห่งเมืองน่านลงมาช่วย "หลานพระยา"  ป้องกันเมืองด้วย  เมือง "ชากังราว" ในพระราชพงศาดารนี้จึงควรเป็นเมือง "ศรีสัชนาลัย" (สวรรคโลกในกาลต่อมา)  มิใช่กำแพงเพชร  เพราะในช่วงเวลานั้น  "กำแพงเพชรบุรีศรีวิมลาสน์"  ยังไม่เกิดทางฝั่งน้ำปิงตะวันออก  มีแต่เมืองนครชุมอยู่ทางฝั่งตะวันตกเท่านั้น  นี้ประเด็นหนึ่ง

          ....ในปี พ.ศ. ๑๙๙๔ ที่พระเจ้าติโลกราช  แห่งเชียงใหม่โดยการนำของพระยายุธิษฐิระ  ยกทัพลงมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ  ในแคว้นสุโขไท  และ "ได้เมืองชากังราว" นั้น  ตำนานกล่าวว่าเมื่อได้เมืองชากังราวแล้วลงมาปล้นเมืองเมืองสุโขไท  แต่ปล้นไม่ได้จึงยกทัพกลับคืน  แสดงให้เห็นว่า  ที่ตั้งเมืองชากังราวอยู่เหนือเมืองสุโขไท  จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากศรีสัชนาลัย  ตามพระราชวินิจฉัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖

          ....มหาราชเชียงใหม่ยึดครองเมืองชากังราวแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นเมือง  "เชียงชื่น"  จนมีคำกล่าวเป็นกลอนว่า  "เชลียงเชียงชื่น"  ให้หมื่นด้งนคร  ซึ่งตั้งเมืองด้งอยู่ไม่ห่างไกลนักเป็นผู้ควบคุมดูแล (เมืองด้งปัจจุบันอยู่ในตำบลบ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย) ...

          .....จึงสรุปได้ว่าเมือง "เฉิงเหลียง" ในจดหมายเหตุจีน คือ  เมืองเชลียง  ต่อมาเปลี่ยนเป็น  ศรีสัชนาลัย  ครั้งพระเจ้าติโลกราชยึดครองแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นเชียงชื่น  ครั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ยึดคืนมาได้จึงเปลี่ยนชื่อเป็น  สวรรคโลก  และเมืองนี้คือ  "เมืองชากังราว" ใ นพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  และ  ตำนานเมืองเหนือ  อย่างแน่นอน

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, ธันวาคม, 2561, 10:12:43 PM
(https://i.ibb.co/9H9ZGT3/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดช้างล้อม : ศรีสัชนาลัย สุโขทัย

- ศึกสองแคว้น -

เมื่อหัวเมืองฝ่ายเหนือพากันหนี
เจ้ากรุงศรีอยุธยาคราคับขัน
มอบสมบัติโอรสยศอนันต์
พระองค์พลันขึ้นเหนือเพื่อสงคราม

เสวยราชสองแฅวแลชัยนาท
ติโลกราชกลับไล่ไม่เกรงขาม
ศึกสองแคว้นรบรุกจนลุกลาม
ฝ่ายสยามตั้งยันฝ่ายล้านนา

สุโขไทไร้เจ้าเป็นเงาร่ม
ถูกกดจมดินเลนไม่เห็นค่า
อยู่ใต้บาทภิญโญอโยธยา
และมหาราชนครพิงค์.....


          อภิปราย ขยายความ..........

          มีบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  ที่ควรอ่านตอนนี้ คือ..." ศักราช ๘๒๓ มะเส็งศก ((พ.ศ.๒๐๐๔)  พระยาเชลียงนำมหราชมาเอาเมืองพิษณุโลก  เข้าปล้นเมืองเป็นสามารถ  มิได้เมือง  และจึงยกทัพเปร่อไปเอาเมืองกำแพงเพชร  และเข้าปล้นเมืองเถิงเจ็ดวันมิได้เมือง  และมหาราชก็เลิกทัพกลับคืนไปเชียงใหม่"

          ......”ศักราช ๒๘๔ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๐๕)  เมืองนครไทยพาเอาครัวอพยพหนีไปน่าน  และให้พระยากลาโหมไปตามได้คืนมา  และพระยากลาโหมไปเอาเมืองสุโขทัย  ได้เมืองคืนดุจเก่า"

          ......”ศักราช ๘๒๕ มะแมศก (พ.ศ.๒๐๐๖)  สมเด็จพระบรมไตรลกนาถเจ้า  ไปเสวยราชสมบัติเมืองพิษณุโลก  และตรัสให้พระเจ้าแผ่นดินเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา  ทรงพระนามพระบรมราชา  ครั้งนั้นมหาราชท้าวลูก  ยกพลมาเอาเมืองสุโขทัย  จึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า  และสมเด็จพระอินทราชาเสด็จไปกันเมือง  และสมเด็จพระอินราชาเจ้าตีทัพพระยาเถียรแตก  และทัพท่านมาประทัพหมื่นนคร  และท่านได้ชนช้างด้วยหมื่นนคร  และครั้งนั้นเป็นโกลาหลใหญ่  และข้าเสิกลาวทั้งสี่ช้างเข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งเดียวนั้น  ครั้งนั้น  สมเด็จพระอินทราชาเจ้า  ต้องปืน ณ พระพักตร์  และทัพมหาราชนั้น  เลิกกลับคืนไป"

          ได้ความว่า พระเจ้าติโลกราช  เจ้านครพิงค์เชียงใหม่  มหาราชแคว้นล้านนา  ยกทัพโดยการนำของพระยาเชลียงลงมาเอาเมืองชัยนาทสองแฅว  แต่ปล้นเอาเมืองไม่ได้  จึงยกเลยไปเอาเมืองกำแพงเพชร โจมตีอยู่ ๗วัน ๗ คืน  ก็ปล้นเอาเมืองไม่ได้  จึงเลิกทัพกลับไป  บันทึกประวัติศาสตร์ตอนนี้แสดงให้เห็นว่า  สมัยนั้น  พระเจ้าติกโลกราชได้เมืองชากังราว (ศรีสัชนาลัย) และสุโขทัยไว้ในครอบครองแล้ว  จึงยกทัพเข้าปล้นเอาเพียงเมืองชัยนาทสองแฅว  และ  กำแพงเพชร ๒ เมืองเท่านั้น  แต่ปล้นเอามิได้

          หลังจากมหาราชเลิกทัพกลับไปแล้ว  ทางเมืองนครไทยซึ่งมีผู้ครองเมืองเป็นเชื้อสายขุนบางกลางท่าว (ศรีอินทราทิตย์)  ไม่พอใจสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถด้วยความคิดเช่นเดียวกันกับเจ้าฟ้าสองแฅวและพระยาเชลียง  จึงพาครัวอพยพไปเมืองน่านซึ่งเป็นเมืองเดิมของขุนบางกลางท่าว  ครานั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสให้พระยากลาโหมเร่งตามจับครัวนครไทยกลับคืนมาได้  และพระยากลาโหมยังได้ยกทัพไปเอาเมืองสุโขทัยคืนมาได้อีกด้วย

          เมื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายในหัวเมืองฝ่ายเหนือเช่นนั้น  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแก้ไขด้วยด้วยการมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งครองกรุงศรีอยุธยา  เฉลิมพระนามว่า  พระบรมราชา  แล้วพระองค์เสด็จขึ้นประทับเสวยราชย์ ณ ชัยนาทบุรี  สองแฅว  สยามในยามนั้นจึงแยกออกเป็น ๒ ราชสำนัก

          เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นมาเสวยราชที่เมืองเหนือแล้ว  พระเจ้าติโลกราชก็ยกกองทัพใหญ่  โดยมี  พระยุธิษฐิระ (พระยาเถียร)  พระยาเชลียง  หมื่นนคร (ลำปาง)  เป็นกำลังสำคัญ  เข้าโจมตีเพื่อยึดเมืองสุโขทัยให้จงได้

          การศึกครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก มีการรบกันถึงขั้นชนช้างอย่างน่าตื่นเต้น พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อดีกว่านะครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 24, ธันวาคม, 2561, 09:47:23 PM
(https://i.ibb.co/m92dM2G/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระอินทราชา ? -

"ยุธิษฐิระ"จากพะเยาเข้าสมทบ
ออกหน้ารบห้าวหาญปานเสือสิงห์
ทรงช้างพลายใหญ่โตโผช่วงชิง
ไล่พลวิ่งเข้าหาข้าศึกพลัน

ฝ่ายพระอินทราชา"ทัพหน้าเล่า
ขี่ช้างเข้าตีทัพอย่างคับขัน
ถึงกลางทัพพระยาเถียรเปลี่ยนไม่ทัน
ปะทะกันกลางสนามโครามครามครืน

กำลังน้อยถอยหนีพร้อมตีสู้
กลางริปูรุมล้อมห้อมข่มขืน
"พระอินท"สู้ประจญทนหยัดยืน
แม้ต้องปืนที่หน้าไม่รามือ......


          อภิปราย ขยายความ..........

          พระเจ้าติโลกราชยกทัพใหญ่จากเชียงใหม่โดยการนำของพระยาเชลียง  สมทบกองกำลังหัวเมืองต่าง ๆ เช่น  พระยาเถียร (ยุธิษฐิระ) เมืองพะเยา  หมื่นนคร  นครลำปาง  เป็นต้น  บุกลงมาจากเชียงชื่น (ศรีสัชนาลัย)  หมายยึดสุโขไทให้จงได้  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยกทัพจากชัยนาท  สรลวงสองแฅว  เข้าป้องกันเมืองสุโขไท  ทัพหน้าทั้งสองปะทะกัน  และรบกันอย่างดุเดือด  แม่ทัพหน้าของเชียงใหม่คือ พระยาเถียร (ไทยใต้เรียกกัน)  หรือ พระยายุธิษฐิระ  อดีตเจ้าเมืองสองแฅว (เรียกอีกนามหนึ่งว่าเจ้าฟ้าสองแฅว)  ที่ยกครัวไปขึ้นกับพระเจ้าติโลกราชแล้วได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองพะเยา  ฝ่ายแม่ทัพหน้ากรุงศรีอยุธยา  คือ  พระอินทราชา

          .... บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าให้รายละเอียดไว้ว่า  "ศักราช ๘๒๕ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๐๖)  สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า  ไปเสวยราชสมบัติเมืองพิษณุโลก  และตรัสให้พระเจ้าแผ่นดินเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา  ทรงพระนามพระบรมราชา  ครั้งนั้นมหาราชท้าวลูก  ยกพลมาเอาเมืองสุโขทัย  จึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า  และสมเด็จพระอินทราชาเสด็จไปกันเมือง  และสมเด็จพระอินทราชาเจ้า  ตีทัพพระยาเถียรแตก  และทัพท่านมาประทัพหมื่นนคร  และท่านได้ชนช้างด้วยหมื่นนคร  และครั้งนั้นเป็นโกลาหลใหญ่  และข้าเศีกลาวทั้งสี่ช้างเข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งเดียวนั้น  ครั้งนั้นพระอินทราชาเจ้าต้องปืน ณ พระพักตร์  และทัพมหาราชนั้นเลิกกลับคืนไป"

          ... อ่านบันทึกนี้แล้วมองเห็นภาพว่า  กองทัพพระยาเถียร  หรือ  ยุธิษฐิระยกลงมา  กองทัพพระอินทราชายกเข้าปะทะ  โจมตีจนกองทัพพระยาเถียรแตกถอยร่นไป  พระอินทราชาทรงช้างพระที่นั่งบุกตลุยไล่  จนไปประกองทัพหมื่นคร  เจ้าเมืองนครลำปาง  หมื่นนครไสช้างเข้าชนช้างที่นั่งพระอินทราชา  ขณะนั้นมีขุนศึกของเชียงใหม่อีก ๓ นาย  ไสช้างเข้ารุมรบ  ชนช้างพระอินทราชาแบบ  "สี่รุมหนึ่ง"  พระอินทรราชต่อสู้อย่างห้าวหาญ  ยามนั้นทหารจากกองทัพพระอินทราชา  และทัพหลวงสมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้าตามมาทันเข้าช่วยรบกันเป็นโกลาหล  มีการยิงปืนใส่กันเป็นระยะ กระสุนปืนลูกหนึ่งต้องพระพักตร์พระอินทราชา  แม้กระนั้นพระองค์ก็ไม่สะทกสะท้านการรบ  ฝ่ายกองทัพหน้าของมหาราชเห็นท่าไม่ดีจึงล่าถอยกลับไป

          ...สมเด็จพระอินทราชาพระองค์นี้  เป็นใคร  มาจากไหน  ไม่พบที่มาที่ไป  ในทางสันนิษฐานเชื่อได้ว่าพระองค์เป็นโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระบรมไตรโลก  ซึ่งทรงตรัสให้เสวยราชสมบัติ ณ สุพรรณภูมิ เพราะคำว่า  "พระอินท"  เป็นนามสัญลักษณ์ของเจ้าผู้ครองสุพรรณภูมิ  เริ่มแต่สมัยสมเด็จพระเทพาหูราชเป็นต้นมา  จนปรากฏว่าพระนาม  "อินท"  มีอยู่ในราชวงศ์สุพรรภูมิ-สุโขทัยหลายพระองค์  หากจะสันนิษฐานว่า  พระอินทราชา  คือ  "พระนครอินทร์"  โอรสพระองค์หนึ่งของพระเจ้าสามพระยา  ซึ่งควรจะเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระบรมไตรโลก  ผู้ได้เสวยราชสมบัติเมืองพระนคร (กัมพูชา)  ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๙๗๔  นั้นก็เป็นไปได้ยาก  เพราะมีระยะเวลาห่างไกลกันถึง ๓๒ ปี  และอยู่ไกลเกินกว่าที่จะทิ้งเมืองพระนครมาร่วมรบได้  หลังจากเสร็จศึกครั้งนี้แล้ว  ไม่ปรากฏนามพระอินทราชาพระองค์นี้อีกเลย

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 25, ธันวาคม, 2561, 10:04:58 PM
(http://upic.me/i/rj/znh...jpg) (http://upic.me/show/62279634)
ปรางค์วัดจุฬามณีวัดจุฬามณี : พิษณุโลก

- บรมไตรโลกผนวช -

เศิกสงบแสวงหาความสงัด
ทรงสร้างวัดขึ้นตามความเชื่อถือ
แต่งคำเทศน์มหาชาติราษฎร์เลื่องลือ
เรื่องนั้นคือมหาทาน"เวสสันดร"

พระราชศรัทธาจริงอย่างยิ่งยวด
ทรงผนวชเหมือนจักทรงพักผ่อน
ปลงภาระบ้านเมืองเรื่องนาคร
แผ่คำสอนศาสนาสาธุชน

ส่งพระสงฆ์เป็นสื่อสู่เชียงใหม่
มีความนัยการเมืองเปลื้องสับสน
มหาราชรู้แผนแสนแยบยล
จึงปัดพ้นทางได้ไม่ยากเย็น

พระบรมไตรโลกนาถเจ้า
ผนวชเนานานได้ไม่ยากเข็ญ
มีเหตุการณ์เกิดกรายหลายประเด็น
ทรงบำเพ็ญบารมีธรรมดีงาม.......


          อภิปราย ขยายความ.........
 
          สงครามชิงเมืองสุโขทัยระหว่างไทยใต้ฝ่ายป้องกันกับไทยเหนือฝ่ายรุกราน  มีการรบกันอย่างดุเดือดถึงขั้นชนช้างแบบตะลุมบอนกันผ่านไปแล้ว  สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้าทรง "หันหน้าเข้าวัด"  ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกไว้ว่า.....

          ......."ศักราช ๘๒๖ วอกศก(พ.ศ.๒๐๐๗)  สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า  สร้างพระวิหารวัดจุฬามณี"
          ......."ศักราช ๘๒๗ ระกาศก(พ.ศ. ๒๐๐๘)  สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า  ทรงพระผนวช ณ  วัดจุฬามณีได้ ๘ เดือน  แล้วลาพระผนวช"

          …....เสร็จศึกป้องกันเมืองสุโขทัยแล้ว  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ทรงสร้างวัดจุฬามณีริมน้ำน่านด้านใต้เมืองสองแฅว  พร้อมกันนั้นก็ทรงพระราชนิพนธ์มหาชาติคำหลวง  โดยทรงนำมหาชาติ (ชาดก) เรื่องพระเวสสันดรมาพระราชนิพนธ์เป็นคำร้อยกรองประเภทร่ายยาว  มหาชาติเรื่องเวสสันดรนี้  เดิมคือคำประพันธ์เป็นพระคาถาภาษาบาลี  แบ่งออกเป็นกัณฑ์ได้ ๑๓ กัณฑ์  รวมเป็น ๑๐๐๐ พระคาถา เรียกว่า "คาถาพัน"  พระภิกษุจะนำมาเทศน์เป็นกิริยาบุญต่อจากการเทศน์เรื่องพระมาลัย  และมีการแหล่เป็นกลอนในพากย์ภาษาไทยสลับพระคาถาบาลีบ้าง  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแปลเรื่องในพระคาถานั้นออกมาเป็นภาษาไทย  ด้วยการร้อยกรองถ้อยคำเป็นบทร่ายยาว  พระราชทานนามว่า  "มหาชาติคำหลวง"  ให้พระภิกษุใช้เทศนาให้พุทธศาสนิกชนฟังกันต่อไป

          ....หลังจากสร้างวัดจุฬามณีแล้ว  จึงทรงพระผนวช  ตามความในศิลาจารึกวัดจุฬามณีว่า  "ลุศักราช ๘๒๗  ปีระกา  นักษัตร  เดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำครุเทพวาร  สมเด็จพระรามาธิบดีศรีบรมไตรโลกนาถบพิตรเป็นเจ้า  เสด็จพระผนวช..........."  ความจารึกนี้ระบุว่า  ทรงพระผนวชอยู่นานถึง ๘ เดือน ๑๕ วัน  พระราชโอรสพร้อมด้วยอำมาตย์พากันถวายบังคมอัญเชิญให้ลาพระผนวช มาครองราชดังเดิม
 
          ......ในระหว่างทรงพระผนวชอยู่นั้น  ทรงส่งพระสมณะทูตไปยังราชสำนักนครพิงค์เชียงใหม่  ความเรื่องนี้ไม่ปรากฏในพระราชพงศาวการฝ่ายไทยใต้  แต่มีอยู่ในตำนานฝ่ายไทยเหนือ

          ......ส่งพระสมณะทูตไปทำอะไร พรุ่งนี้ค่อยตามไปดูกันนะครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทย
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, ธันวาคม, 2561, 10:48:45 PM
(https://i.ibb.co/Qng9BD8/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระราชานุสาวรีย์พระเจ้าติโลกราช


- รบด้วยเล่ห์กลมนต์คาถา  -

ชะตาเมืองนครพิงค์แข็งยิ่งนัก
เศิกตีหักมิสำเร็จมักเข็ดขาม
ฝ่ายกรุงศรีฯสืบดูจนรู้ความ
ให้เถระภุกามแอบทำลาย

ลวงติโลกราชงงทรงเลื่อมใส
เชื่อตัดไม้มงคลจนเสียหาย
ราชสำนักนครพิงค์คนหญิงชาย
คนดีดีที่ต้องตายอย่างไม่ควร

เจ้ากรุงศรีฯมีเล่ห์กลเสแสร้ง
โดยทรงแต่งทูตที่มีครบถ้วน
แฝง"หมอผี"เข้าไปในขบวน
แอบก่อกวนรอบวัง"ฝังรูปรอย"

หมอผีถูกจับได้ด้วยไสยศาสตร์
มหาราชสั่งฆ่าทูตล่าถอย
กลซ้อนเล่ห์เล่นกัน"มันปนกลอย"
ข้อปลีกย่อยอาจใหญ่ได้เหมือนกัน....


          อภิปราย ขยายความ.............

          มีความในตำนานเมืองเหนือ (พงศาวดารโยนก) บันทึกเรื่องราวไว้ว่า  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงส่งราชทูตไปยังราชสำนักนครพิงค์เชียงใหม่  แจ้งว่ามีพระราชศรัทธาทรงพระผนวชบำเพ็ญเนกขัมบารมี  ทูลขอคณะสงฆ์จากล้านนาไปร่วมในพิธีอุปสมบทกรรมด้วย  มหาราชจึงส่งพระเทพกุลเถระพร้อมพระอันดับ ๑๒ รูป  ให้หมื่นล่ามแขกเป็นราชทูตเชิญพระราชสาส์นพร้อมพระสงฆ์  ถวายพระบรมไตรโลกนาถ  หลังจากทรงพระผนวชแล้ว  ทรงส่งคณะสงฆ์ล้านนากลับเชียงใหม่  พร้อมส่งพระโพธิสมภารเถระเป็นพระสมณะทูตขึ้นไปเชียงใหม่  ให้เจรจาความเมือง  ทูลขอเมืองศรีสัชนาลัยคืน

          ....มหาราชทราบเช่นนั้นจึงให้ประชุมสงฆ์เชียงใหม่  มอบเรื่องนี้ให้คณะสงฆ์พิจารณาเรื่องที่พระโพธิสมภารเถระเสนอตามพระราชประสงค์ของพระบรมไตรโลกนาถ  พระมหาธรรมรัตนปราสาท  ประธานสงฆ์เชียงใหม่เรียกประชุมคณะสงฆ์แล้ว  มีมติออกมาเป็นเอกฉันท์ว่า  "ไม่ควรแก่กิจสมณะ  ไม่อนุญาต"  พระโพธิสมภารเถระก็กลับมาด้วยความผิดหวัง

          ....พระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกว่า  "ศักราช ๘๓๐ ชวดศก (พ.ศ.๒๐๑๑)  ครั้งนั้นมหาราชท้าวบุญ ชิงเอาเมืองเชียงใหม่แก่ท้าวลูก"  เรื่องนี้มีความในตำนานเมืองเหนือกล่าวไว้อย่างพิสดาร  พอสรุปได้ว่า...

          ....มีพระเถระภุกามรูปหนึ่งเชี่ยวชาญในศิลปะศาสตร์วิทยาคุณ  เฉลียวฉลาดในการเจรจา  เดินทางไปกรุงศรีอยุธยา  รับอาสาสมเด็จพระบรมราชาธิราชไปทำลายต้นไทรไม้ศรีเมืองเชียงใหม่  ให้ชะตาเมืองอ่อนลง  พระเถระรูปนี้เดินทางอ้อมจากกรุงศรีอยุธยาไปหงสาวดีแล้วเข้าลำพูน  เชียงใหม่ ในฐานะพระภิกษุรามัญ  ไปพักอยู่วัดนันทาราม  มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้าน  จนข่าวล่วงรู้ไปถึงมหาราช  ทรงทดสอบจนเกิดศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง  จึงขอให้บอกวิธีทำให้พระองค์มีพระชนม์ยืนนาน  บ้านเมืองประสบความเจริญยิ่งๆขึ้นไป

          ....พระเถระภุกามได้โอกาส  จึงเสนอให้ย้ายพระราชวังที่ประทับใหม่  ให้ตัดโค่นต้นไทร  ปรับพื้นที่ถมคลองคูเมืองสร้างพระราชมณเฑียรใหม่  มหาราชจึงเร่งให้เสนาอำมาตย์สิงเมืองดำเนินการด่วน  จนแล้วเสร็จในเวลาไม่นาน  หลังจากทรงขึ้นประทับบนพระราชมณเฑียรใหม่แล้ว  มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น  โดยแม่ท้าวหอมุกข์พระสนมเอก  ทูลยุยงใส่โทษแก่ท้าวบุญเรืองราชโอรส  ให้ถูกเนรเทศไปอยู่เมืองน้อย  ต่อมาท้าวแม่หอมุกข์ทูลยุยงซ้ำเติม  จนสั่งประหารท้าวบุญเรืองเสีย  อีกเรื่องหนึ่งมีบัตรสนเท่ห์ใส่ความหมื่นม้าแก้วหาญจนถูกสั่งประหารชีวิตโดยไม่มีความผิด

          ....ต่อมาพระบรมราชาส่งคณะทูตมาถวายเครื่องบรรณาการเป็นพระราชไมตรี  ในคณะทูตนั้นมีหมอผีร่วมมาด้วย  หมอผีร่วมกับพระเถระภุกาม  ทำการฝั่งรูปรอยตามมุมเมือง  เพื่อทำลายศรีเมืองให้อ่อนกำลังลง  มหาราชทรงใช้นักไสยศาสตร์ล้านนาจับหมอผีได้  หมอผีสารภาพว่าร่วมกับพระเถระภุกามทำลายศรีเมืองเชียงใหม่  มหาราชจึงให้เอาหมอผีพร้อมพระเถระภุกามไปประหารด้วยการถ่วงน้ำเสีย......

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg40901#msg40901)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41252#msg41252)

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 27, ธันวาคม, 2561, 11:28:47 PM
(https://i.ibb.co/X2m182b/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดเจ็ดยอด (วัดโพธารามมหาวิหาร) : เชียงใหม่



<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41056#msg410561)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41419#msg41419)                   .

- ได้ "ชากังราว" กลับคืน -

"หมื่นนคร"ริปูผู้ใจบาป
ทำฝักดาบด้วยทองคำปองมั่น
ลอกทองพระพุทธงามองค์สำคัญ
หุ่มดาบอันโชกเลือดเชือดฟันไทย

เป็นบาปกรรมทำให้ต้องพ่ายศึก
เบื้องหลังลึกมหาราชอาจรู้ได้
ว่ารบราฆ่าฟันกันทำไม
ทรงหันไปทางบุญสุนทรทาน

ทำไมตรีบรมไตรโลกนาถ
เลิกพิฆาตเคียดแค้นไร้แก่นสาร
ทำ"สังคายนาย"สืบเน้นเป็นตำนาน
ทรงชื่นบานในธรรมคุณความดี

เช่นเดียวกับบรมไตรโลก
หวังวิโมกขธรรมจำเริญศรี
จัดงานใหญ่ฉลองพระและคัมภีร์
สร้างบุญญาบารมีโพธิญาณ.......


          อภิปราย ขยายความ.....

          มีบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าว่า  "ศักราช ๘๓๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๑๖)  หมื่นนครได้ลอกเอาทองพระเจ้าลงมาหุ้มดาบ........... ศักราช ๘๓๖ มะเมียศก (พ.ศ. ๒๐๑๗)  เสด็จไปเอาเมืองเชลียง"

          .......ในปี  พ.ศ. ๒๐๑๖  นั้น หมื่นคร  คือ  เจ้าเมืองนครลำปางผู้ใจบาป  บังอาจลอกเอาทองที่หุ้มองค์พระพุทธรูปเมืองเชลียงลงมาหลอมเป็นฝักดาบ  สร้างความโกรธแค้นชิงชังแก่ชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง  จึงส่งข่าวให้ทางสุโขทัย  สองแฅวทราบ  แล้วนัดแนะให้กองทัพไทยใต้ยกเข้ายึดเมืองศรีสัชนาลัยคืนให้จงได้  ดังนั้น  ในปี พ.ศ. ๒๐๑๗  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  จึงเสด็จไปยึดเมืองเชลียง  เชียงชื่น  หรือชากังราว  คือ  ศรีสัชนาลัยกลับคืนได้โดยง่ายดาย

          ....บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  มีต่อไปอีกว่า  "ศักราช ๘๓๗ มะแมศก (พ.ศ.๒๐๑๘)  มหาราชมาเป็นไมตรี"

          .... ความในตำนานเมืองเหนือบันทึกไว้ในปีเดียวกันนี้ว่า  มหาราชเชียงใหม่สร้างพระวิหาร ณ วัดเจดีย์หลวง  และสร้างพระไตรปิฎก ๒ ปี  เสร็จแล้วให้ประชุมพระเถรานุเถระ มี พระธรรมทินมหาเถรเจ้าอาวาสวัดป่าตาลเป็นประธาน  กระทำสังคายนายชำระพระคัมภีร์พระไตรปิฎก ณ วัดโพธาราม  ปีหนึ่งจึงเสร็จบริบูรณ์  นับเป็นอัฏฐมสังคายนายลำดับที่แปด  คณะสงฆ์เฉลิมพระนามพระเจ้าแผ่นดินองค์อุปถัมภ์สังคายนายว่า  "พระเจ้าศรีธรรมจักรวัติโลกราชามหาธรรมิกราช"  พระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่  และในโอกาศที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่นี้เอง  พระเจ้าติโลกราชได้ส่งราชทูตมาเจริญพระราชไมตรีกับพระบรมไตรโลกนาถ  และทรงขอคณะสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเข้าร่วมการกระทำอัฏฐมสังคายนายด้วย

          ....ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น  มีบันทึกในพระราชพงศาดารกรุงเก่าว่า .... "ศักราช ๘๔๔ ขาลศก (พ.ศ.๒๐๒๕)  ท่านให้เล่นการมหรสพ ๑๕ วัน  ฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุ  แล้วจึงพระราชนิพนธ์  "มหาชาติคำหลวง"  จบบริบูรณ์"......

          ....จะเห็นได้ว่า หลังจากที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปเอาเมืองศรีสัชนาลัยหรือชากังราว  เชลียงเชียงชื่น  คืนมาได้แล้ว  ทั้งสองฝ่ายคู่ศึก  ต่างก็มุ่งหน้าบำเพ็ญบุญบารมีธรรมตามคติของพระพุทธศาสนา  ผลงานอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าติโลกราช  คือ  ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก  ในการกระทำสังคายนายครั้งที่ ๘  จนสำเร็จ  ทางฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีผลงานเด่นทางพระศาสนาคือ การทรงพระผนวชในขณะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  และพระราชนิพนธ์คัมภีร์มหาชาติคำหลวง ๑๓ กัณฑ์เสร็บริบูรณ์.....

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 28, ธันวาคม, 2561, 10:10:55 PM
(https://i.ibb.co/sgty80d/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ศรีสัชนาลัย

- ตั้ง "พิษณุโลก & สวรรคโลก" -

ยุบ"สรลวงสองแฅว"แลประกาศ
รวม"ชัยนาทบุรี"ศรีสถาน
เป็นเมืองเดียวใหญ่โตมโหฬาร
นามขนาน"พิษณุโลก"อร่ามเรือง

มหาธาตุเชลียงนั้นถูกพาลถล่ม
แทบพังจมดินไปไม่ต่อเนื่อง
ทรงฟื้นฟูบูรณะให้ประเทือง
เปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่มงคลนาม

"สวรรคโลก"ให้เห็นเป็นสวรรค์
เป็นคู่กัน"พิษณุโลก"ขวัญสยาม
สองโอรสทรงผนวชร่วมอาราม
เจริญตามรอยบาทราชบิดา


          อภิปราย ขยายความ...................

          หลังจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงลาพระผนวชขึ้นครองราชสมบัติตามเดิมแล้ว  ทรง "สร้างบ้านแปงเมือง" ใหม่  คือทรงสร้างกำแพงเมืองสรลวงสองแฅวกับชัยนาทบุรีจนเชื่อมต่อกัน  ให้เมืองทั้งสองอยู่ในกำแพงเดียวกัน  ยุบราชสำนักสองแฅวกับชัยนาทเข้าเป็นราชสำนักเดียวกัน  เมื่อรวมเมืองทั้งสองให้เป็นเมืองเดียวกันแล้ว  ทรงขนานามเมืองเสียใหม่เป็นเมือง  "พระพิษณุโลก"  โดยใช้พระราชวังจันทร์ในเมืองชัยนาทเดิมเป็นศูนย์กลางของราชสำนักพิษณุโลกแต่นั้นเป็นต้นมา

          ....ในขณะที่ทรงสร้างกำแพงเมืองล้อมชัยนาทกับสรลวงสองแฅวให้อยู่ในเมืองเดียวกันนั้น  ก็ทรงไปเอาเมืองศรีสัชนาลัย  หรือ  เชลียง  ชากังราว  เชียงชื่น  ในการถือครองของพระเจ้าติโลกราชคืนมาได้สำเร็จ  จึงทรงบูรณะปฏิสังขรณ์เมืองใหม่  โดยเฉพาะวัดมหาธาตุเมืองเชลียงนั้นชำรุดทรุดโทรมมาก  แม้แต่ทองที่หุ้มองค์พระก็ถูกหมื่นนครลอกเอาไปหลอมทำเป็นฝักหุ้มดาบ  จึงต้องบูรณะซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด แล้วขนานนามเมืองนี้เสียใหม่ว่า  "สวรรคโลก"  ให้เป็นนามคู่กันกับ  "พิษณุโลก"

          ....มีความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกเหตุการณ์ช่วงเวลานี้ไว้ว่า

          "ศักราช ๘๔๖ มะโรงศก (พ.ศ.๒๐๒๗)  สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้า  และสมเด็จพระราชโอรส  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า  ทรงพระผนวชทั้ง ๒ พระองค์"

          ..สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้าในที่นี้  เป็นพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  เป็นพระราชอนุชาในสมเด็จพระบรมราชาธิราช  ทั้งสองพระองค์ทรงพระผนวชร่วมกัน  สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงพระผนวชในขณะครองราชสมบัติ  พระองค์แรก คือ  สมเด็จพระศรีสุริยพงศ์ราม  มหาธรรมราชา(ลิไท)  พระองค์ที่ ๒ คือ  มหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์  ฦๅไท  พระองค์ที่ ๓ คือ  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  และ  พระองค์ที่ ๔ คือ  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าแห่งกรุงศรีอยุธยา  ที่เสด็จขึ้นไปทรงพระผนวช ณ พิษณุโลกดังความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าข้างต้นนั้น

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 29, ธันวาคม, 2561, 10:15:01 PM
(https://i.ibb.co/ck9gJQy/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

- คู่ศึกสวรรคตตามกัน -

"พระเชษฐา"ลาเพศบรรพชิต
ขึ้นสถิตตำแหน่งอันแกร่งกล้า
"มหาอุปราช"อยุธยา
ครองพาราพิษณุโลก"โอฆบุรี"

อยู่ต่อมา"มหาราช"สวรรคต
เสมือนลดเสี้ยนศึกจากกรุงศรี
แต่"ทวาย"รามัญนั้นไม่ดี
ต้องเสียทีพลาดท่าข้าศึกครอง

แล้ว"สมเด็จพระบรมไตรโลก"
วิปโยคยื่นให้ทวยไทยหมอง
สวรรคตหมดฤทธิ์เคยเรืองรอง
ฝากงานฟ่องเฟื่องฟูให้รู้กัน


          อภิปราย ขยายความ.............

          สมเด็จพระบรมราชาธิราช  และ  สมเด็จพระเชษฐาธิราช  ทรงพระผนวชพร้อมกัน ณ เมืองพระพิษณุโลก  ครั้นลาพระผนวชแล้ว  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จกลับครองกรุงศรีอยุธยาตามเดิม  ส่วนสมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้น  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าทรงประกาศสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งมหาอุปราชกรุงศรีอยุธยา  เสวยราชสมบัติ ณ พระพิษณุโลก

          .....มีความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกเรื่องราวตอนนี้ไว้ว่า

          "ศักราช ๘๔๙ มะแมศก (พ.ศ.๒๐๓๐)  ท้าวมหาราชลูกพิราลัย"

          "ศักราช ๘๕๐ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๓๑)  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเอาเมืองทวาย  และเมื่อจะเสียเมืองทวายนั้น  เกิดอุบาทว์หลายประการ  โคตกลูกตัวหนึ่งเป็นแปดเท้า  ไก่ฟักไข่ออกตัวหนึ่งเป็นสี่เท้า  ไก่ฟักสามค่องออกลูกเป็นหกตัว  อนึ่ง  ข้าวสารงอกเป็นใบ  อนึ่ง  ในปีเดียวกันนั้น  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จนฤพาน ณ เมืองพิณุโลก"

          ......ได้ความชัดเจนว่าปี พ.ศ. ๒๐๓๐  พระเจ้าติโลกราช มหาราชแห่งเชียงใหม่  คู่ศึกสำคัญของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงแก่พิราลัยสวรรคตไปก่อน  รุ่งขึ้นปี พ.ศ. ๒๐๓๑  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็เสด็จสวรรคตตามมหาราชไป

          .....ในปีที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคตนั้น  เกิดอุบาทว์เป็นลางร้ายขึ้น  กล่าวคือ  แม่โคออกลูกมาเป็นลูกโคสี่ขา  ไก่ออกจากไข่หนึ่งตัวมีสี่ขา  ข้าวสารงอกออกใบเช่นข้าวเปลือก  ในปีนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จไปเอาเมืองทวายที่เสียแก่ข้าศึกไป

          ......สรุปได้ว่า... สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ทรงขึ้นครองราย์เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๑  ดำเนินแผนการรวมแคว้นสุโขไทเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ  ทรงเสวยราชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยา ๑๕ ปี  เสด็จขึ้นไปเสวยราช ณ พิษณุโลก ๒๕ ปี  รวมเวลาที่ครองราชทั้งหมด ๔๐ ปี

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 30, ธันวาคม, 2561, 10:08:28 PM
(https://i.ibb.co/HTPXCSz/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระบรมราชาธิราช -

"บรมไตรโลกนาถ"นิราศแล้ว
เหลือเพียงแนวทางให้ไทยสร้างสรรค์
การรวมชาติญาติกากลุ่มเผ่าพันธุ์
เป็นงานอันควรก่อสานต่อไป

"พระบรมราชาธิราชเจ้า"
ทรงน้อมเกล้ารับสานต่องานใหญ่
ครองอยุธยาธานีเป็นศรีไทย
เขตแดนไกลกว่าเริ่มแต่เดิมมา

สร้างกำแพงเมืองพิชัยไว้ต้านศึก
ทรงผนึกกำลังน้องนาม"เชษฐา"
แคว้นเหนือใต้รวมกันมั่นศรัทธา
เป็นอาณาจักรไทยใหญ่ยืนยง

ครั้นบรมราชาสวรรคต
ผู้ทรงยศครองราชย์สมประสงค์
พระเชษฐาอุปราชผู้อาจอง
เสด็จลงอยุธยาครองธานี


          อภิปราย ขยายความ.......

          สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๑  ไม่มีการขึ้นครองบัลลังก์เสวยราชมบัติของพระราชาพระองค์ใหม่  เพราะว่า  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตรัสให้มีพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา  นามสมเด็จพระบรมราชาธิราชไว้ก่อนแล้ว

          สมเด็จพระบรมราชาธิราชพระองค์นี้  วันวลิต กล่าวไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า  "หลังจากพระบรมไตรโลกนาถสละราชสมบัติแล้ว  พระราชโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา  ทรงพระนามว่า  "พระอินทราชา"  เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๐  แห่งสยาม  เสวยราชย์อยู่ ๓๗ ปี"

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  กล่าวถึงพระนามกษัตริย์พระองค์นี้  ต่างกรรมต่างวาระ  ต่างพระนามกัน  กล่าวคือ  ตอนที่พระบรมไตรโลกนาถตรัสให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยานั้น  ออกพระนามว่า  "สมเด็จพระบรมราชา"  ตอนที่ยกทัพไปกันเมืองสุโขไทและรบกันอย่างดุเดือดถึงกับชนช้่างนั้น  ออกพระนามว่า  "สมเด็จพระอินทราชาเจ้า"  ตอนที่ทรงพระผนวช  ออกพระนามว่า  "สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า"  ทำให้สับสนเป็นอย่างมาก

          พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของวันวลิต  ระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้มีพระนามว่า  "พระอินทราชา"  จึงควรสรุปได้ว่า  พระบรมราชา  พระอินทราชา  เป็นพระองค์เดียวกัน  และเป็นไปได้ว่าพระอินทราชามีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงสุพรรณภูมิ  เพราะพระนาม  "อินท"  เป็นสัญลักษณ์แห่งราชสำนักสุพรรณภูมิ  ผู้ที่ใช้พระนามนี้เป็นพระองค์แรกคือ  สมเด็จพระเทพาหูราชหรือสมเด็จพระนครินทราชาธิราช  ที่คนทั่วไปนิยมเรียกพระองค์ว่า  "เจ้านครอินทร์"  ผู้เป็นต้นราชวงศ์สุพรรภูมิ-สุโขทัย นั่นเอง

          สมเด็จพระอินทราชา  หรือ  สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า  เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๓๑  เพียงพระองค์เดียว  โดยมีสมเด็จพระเชษฐาธิราช  อนุชาต่างพระมารดาเป็นมหาอุปราช  ทรงตรัสให้สร้างกำแพงเมืองพิชัยขึ้นป้องกันข้าศึกที่อาจจะยกมารุกรานแคว้นเหนือของไทยอีก  ทรงสร้างกำแพงเมืองพิชัยเสร็จแล้วเพียงปีเดียวก็เสด็จสวรรคต  ในปี พ.ศ. ๒๐๓๔  รวมเวลาที่เสวยราชสมบัติทั้งสิ้น ๒๘ ปี

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขร้ผึ้งไทย
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 31, ธันวาคม, 2561, 09:53:15 PM
(https://i.ibb.co/HYcmznB/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา

- พระรามาธิบดี ที่ ๒ -

เปลี่ยนกษัตริย์ผลัดแผ่นดินไม่สิ้นสาย
พระเชษฐาทรงย้ายลงกรุงศรีฯ
เฉลิมพระนามรามาธิบดี
แทนผู้พี่"บรมราชา"

วรรณคดีอมตะมักจะอ้าง
เรื่องขุนช้างขุนแผน"พระพันวษา"
คือพระองค์ทรงอิทธิฤทธา
"พระรามาธิบดี"องค์นี้เอง

ทรงสร้างวัดนามที่"ศรีสรรเพชฌ์"
สร้างวัดเสร็จสร้างพระไม่รีบเร่ง
เป็นพระยืนองค์ใหญ่น่ายำเกรง
เนื้อทองเปล่งรัศมีมีประกาย


          อภิปราย ขยายความ..........

          พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของวันวลิต  กล่าวว่า  พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๑  แห่งสยามทรงเป็นอนุชาของพระอินทราชา  ได้ครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุ ๒๑ พรรษา  ทรงพระนามว่า  "พระเจ้ารามาธิบดี"  เสวยราชย์อยู่นาน ๓๘ ปี

          .....ตรงนี้มีปัญหา  ในปีที่ขึ้นครองราชย์คงมีพระชนมายุเกิน ๒๑ พรรษาแล้ว  เพราะทรงพระผนวชเมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๗  ปีที่ทรงพระผนวชนั้นมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์  ลุถึงปีครองราชย์  คือ  พ.ศ. ๒๐๓๔  ควรจะมีพระชนมายุได้ ๒๗ พรรษาแล้ว  ถ้ามีพระชนมายุ ๒๑ พรรษาในปีครองราชย์จริงตามที่วันวลิตกล่าว  ก็ต้องหมายความว่า  การทรงพระผนวชของพระองค์นั้น  มิได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  (เพราะอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์)  หากแต่ทรงบรรพชาเป็นสามเณร (บวชเณรหางนาค) เท่านั้นเอง

          .....คำให้การของชาวกรุงเก่าที่ทางราชสำนักเมียนมาร์จดบันทึกไว้นั้น  เรียกพระนามสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระองค์นี้ว่า  "สมเด็จพระพันวษา"  เรียกตามภาษาเมียนมาร์ว่า  "วาตะถ่อง"  เป็นผู้มีกฤษดาธิการมาก  มีขุนทหารผู้เก่งกล้าในการศึกสงคราม  คือ "ขุนแผน"  ตามความในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  เรื่องนี้ควรเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์  ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

          ....ในเนื้อประวัติศาสตร์  พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐฯ  ได้บันทึกเหตุการณ์สมัยที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  ครองราชย์ไว้ว่า

          ........."ศักราช ๘๕๔ ชวดศก (พ.ศ. ๒๐๓๕)  ประดิษฐานพระมหาสถูปบรมธาตุสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมเด็จพระบรมราชาธิราช เจ้า......"
          ........."ศักราช ๘๕๘ มะโรงศก (พ.ศ. ๒๐๓๙)  ท่านประพฤติการเบญจาพิธพระองค์ท่าน  และให้เล่นการดึกดำบรรพ์...."
          ........."ศักราช ๘๕๙ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๐๔๐)  ท่านให้ทำการปฐมกรรม..."
          ........."ศักราช ๘๖๐ มะแมศก (พ.ศ. ๒๐๔๒)  แรกสร้างพระวิหารศรีสรรเพชฌ์ "
          ........."ศักราช ๘๖๒ วอกศก (พ.ศ. ๒๐๔๓)  สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า  แรกให้หล่อพระพุทธเจ้าศรีสรรเพชฌ์  และแรกหล่อในวันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำ  เดือน ๖  ครั้นถึงศักราช ๘๖๕  กุนศก (พ.ศ. ๒๐๔๖)  วันศกร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘  ฉลองพระพุทธเจ้า  พระศรีสรรเพชฌ์คณนาพระพุทธเจ้านั้น  แต่พระบาทถึงยอดพระรัศมีนั้นสูงได้ ๘ วา  พระพักตร์นั้นยาวได้ ๔ ศอก  กว้างพระพักตร์นั้น ๓ ศอก  และพระอุระนั้นกว้าง ๑๑ ศอก  และทองหล่อพระพุทธเจ้านั้น หนัก ๕ หมื่น ๓ พันชั่ง  ทองคำหุ้มนั้นหนักสองร้อยแปดสิบหกชั่ง  ข้างหน้านั้นทองเนื้อ ๗ น้ำสองขา  ข้างหลังนั้น ทองเนื้อ ๖ สองขา".......

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 02, มกราคม, 2562, 10:12:51 PM
(https://i.ibb.co/jDBFGyB/20190101-124047-01.jpg) (https://imgbb.com/)
พระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณ
เจดีย์ประจำรัชกาลที่ ๑ ณ วัดพระเชตุพนฯ
Cr. Photo By บ้านกลอนน้อย

- พระศรีสรรเพชฌ์ -

พระยืนสูงแปดวาตั้งตระหง่าน
เป็นประธานกลางเมืองเรืองแสงฉาย
ทรงนาม"ศรีสรรเพชฌ์"พรรณราย
มีความหมาย"รู้รอบโดยชอบธรรม"

พระองค์นี้อยู่มาครากรุงแตก
ข้าศึกแยกองค์ท่านพาลเหยียบย่ำ
ลอกเอาทองหุ้มองค์ไม่กลัวกรรม
ผลักพระองค์ลงคว่ำคะมำดิน

ไทยกู้ชาติตั้งกรุงบำรุงศาสน์
พระจอมราชรัตนโกสินทร์
สั่งเคลื่อนย้ายลงไปในธานินทร์
ช่างหลวงสิ้นปัญญาบูรณาการ

จึงเก็บไว้ใต้ฐานเจดีย์ใหญ่
ซึ่งอยู่ในวัดโพธิรโหฐาน
นามเจดีย์"ศรีสรรเพชฌดาญาณ"
มีตำนานจารึกศึกษากัน.....


          อภิปราย ขยาคความ ....

          สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พันวษา)  โปรดให้สร้างพระพุทธรูปยืนในลักษณะเดียวกันกับพระอัฏฐารศของสุโขทัย  โดยมิได้ก่อด้วยอิฐถือปูน  หากแต่หล่อด้วยทองสำริดแล้วหุ้มด้วยทองคำ  มีความสูงถึง ๘ วา  ประดิษฐานไว้ในวัดพระศรีสรรเพชฌ์  ให้ชาวบ้านชาวเมืองกราบไหว้บูชา

          .....ในคราวที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย  ข้าศึกเผาเมืองและขนของมีค่ากลับประเทศของตนนั้น  ได้ลอกเอาทองคำที่หุ้มองค์พระศรีสรรเพชฌ์ไปจนหมด  แล้วผลักองค์พระล้มคว่ำแตกทำลายเสียหายมาก

          .....เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)  ได้เขียนเรื่องราวของพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์  ตอนที่ว่าด้วยการสร้างและฉลองวัดพระเชตุพนฯ  จับใจความได้ว่า  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโล ก โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดโพธิขึ้นเป็นพระอารามใหญ่  ให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากสุโขทัย  พิษณุโลก  และอยุธยา  มาประดิษฐานไว้ในวัดนี้จำนวนมาก  องค์ที่ชำรุดก็ให้ช่างหลวงบูรณะซ่อมแซมจนสมบูรณ์ดังเดิม  ในบรรดาพระพุทธรูปนั้น  มีพระพุทธรูปประทับยืนองค์หนึ่ง  คือพระศรีสรรเพชฌ์  จากวัดพระศรีสรรเพชฌ์กรุงเก่า  ที่ถูกข้าศึกลอกเอามองคำไปหมด  พระองค์นี้ชำรุดมากจนบูรณะซ่อมแซมให้เหมือนเดิมไม่ได้ .......พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .. "จึงทรงพระราชดำริจะเอาทองรวมหลอมหล่อเป็นองค์พระพะพุทธรูปขึ้นใหม่  ครั้นมีพระราชปุจฉาแก่พระสงฆ์ราชาคณะมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน  พร้อมกันถวายพระพรว่า  ที่จะเอาทองเป็นพระพุทธรูปอยู่แล้ว  กลับหลอมหล่อใหม่เห็นไม่สมควร  จึงโปรดให้เชิญเข้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์"

          ..... จึงเป็นอันได้ข้อยุติชัดเจนแล้วว่า  พระพุทธเจ้าศรีสรรเพชฌ์องค์ที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  ทรงสร้างประดิษฐานไว้ ณ วัดพระศรีสรรเพชฌ์กลางกรุงศรีอยุธยานั้น  เมื่อกรุงแตก  ข้าศึกทุบทำลายลอกเอาทองคำไปจากองค์พระจนหมดสิ้น  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้นำลงมากรุงเทพฯ  เมื่อไม่สามารถบูณะให้คงเดิมได้  จึงโปรดให้นำลงไว้ในห้องใต้พระมหาเจดีย์กลางวัดพระเชตุพนฯ  แล้วพระราชทานนามพระมหาเจดีย์องค์นี้ว่า  "พระเจดีย์ศรีสรรเพชฌดาญาณ"  อยู่มาจนถึงกาลปัจจุบัน

เต็ม อภินันท์
สถาบันดวียิพนผธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 03, มกราคม, 2562, 10:15:29 PM
(https://i.ibb.co/cTFScyH/image.jpg) (https://imgbb.com/)
 วัดพระธาตุลำปางหลวง

- ได้เมืองลำปาง -

ลำปางปล้นสุโขทัยกำแพงเพชร
จึงเป็นเหตุกรุงศรีฯขมีขมัน
ยกทัพใหญ่ถาโถมเข้าโรมรัน
ตีตะบันตะบึงถึงลำปาง

ยึดนครลำปางได้ทั้งหมด
เกียรติปรากฏล้านนาบันทึกอ้าง
รายละเอียดมากมายไม่เลือนลาง
แต่ว่าทางกรุงศรีฯมีเล็กน้อย

สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า
ทรงถือเอาพระสำคัญมิใช่ย่อย
คือ"พุทธสิกขิ"มีร่องรอย
ว่าเคลื่อนคล้อยจากใต้ไปล้านนา


          อภิปราย ขยายความ............

          มีความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  กล่าวถึงบทบาทของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  ในด้านการสงครามว่า........."ศักราช ๘๗๗ กุนศก (พ.ศ. ๒๐๕๘)  วันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เพลารุ่งแล้ว ๘ ชั้น ๓ ฤกษ์ ๙ ฤกษ์  สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จไปเมืองน(คร)ลำ(ภางได้)เมือง"  ไม่มีรายละเอียดของการศึกสงครามที่ยกไปตีนครลำปาง และได้เมืองในครั้งนี้

          เบื้องหลังการยกทัพขึ้นไปตีเมืองนครลำปางและได้เมืองนี้นั้น  มีบันทึกไว้ในตำนานเมืองเหนือให้รายละเอียดไว้น่าสนใจมาก  ขอยกความในพงศาวดารโยนกมาให้อ่านกันดังต่อไปนี้

          ......" ในปีกุน สัปตศก จุลศักราช ๘๗๗ (พ.ศ. ๒๐๕๘) นั้น  หมื่นพิงยี่คุมพลนิกายไปตีปล้นเมืองสุโขทัยมิได้  ล่าถอยมา  หมื่นลากินหัวเคียนเอาพลไปหลอนชาวกำแพงเพชร  ได้เชลย ๘๐ คน  กับช้าง ๓ เชือกมาถวาย  จึงโปรดให้หมื่นลาไปกินเมืองนคร  ในเดือนอ้ายปีเดียวกันนั้น  หมื่นลาเอาพลชาวนครไปตีเมืองกำแพงเพชร  เข้าปล้นเอาเมืองมิได้  ขณะนั้หมื่นพิงยี่ขับพลเข้าตีเมืองสุโขทัย  พลม้าฝ่ายลาวกับพลม้าฝ่ายชาวสุโขทัยเข้าปะทะแทงฟันกันตะลุมบอน  เสียขุนม้าชาวเชียงใหม่หลายคน...

          ....." พลกองทัพหลวงกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยายกขึ้นมา  ราชบุตรพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาสององค์  ทรงพระนามเอก ๑   พระอาทิตย์ ๑   อำมาตย์ทั้ง ๔ ชื่อ ยุทธ ๑  ไชยะ ๑  ชิณรัฐ ๑  สหัสไชย ๑   ถือพลสามหมื่นเป็นทัพหน้า  วันเดือนยี่ ขึ้น ๗ ค่ำ  ปลงทัพ ณ ม่วงคันใด  ได้รบกับกองทัพชาวเชียงใหม่ ณ ที่นั้น  เสียเจ้าแสนคำผู้ครองเมืองเชียงราย  กับขุนมีชื่อหกหัวช้างตายในที่รบ  ครั้นวันเดือนยี่  ขึ้น ๑๓ ค่ำ กองทัพเชียงใหม่ข้ามแม่น้ำวังไปรบทัพชาวใต้ที่ตำบลน้ำแก่งหอย  เสียขุนชาวเชียงใหม่ ๒ หัวช้าง  แต่หมื่นด่างเต่าคำได้ชนช้างชนะชาวใต้  ล่ามหมื่นชายอุดมจับได้ช้างข้าศึกมาถวายหลายช้าง  พระเจ้าเชียงใหม่ปูนบำเหน็จเลื่อนยศให้เป็นหมื่นเพ็กซ้าย.....

          ....."วันอังคาร  เดือนยี่เพ็ญ  ยามสายจวนเที่ยง  กองทัพไทยเข้าตีเมืองนครลำปางได้ทางประตูท่านาง  เสียขุนช้างขาวนคร ๓ หัวช้าง  เสียหมื่นธรรมหอขวาง  และชาวนครตายในเวียงมากนัก  สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีให้อาราธนาพระพุทธสิกขิไปจากเสวตรกูฏาราม (วัดกู่ขาว)  เมื่อ ณ วันอังคาร  เดือนอ้าย ขึ้น ๑๕ ค่ำ  พระพุทธสิขิองค์นี้เป็นพระศิลาดำ  ซึ่งนางจามเทวีนำขึ้นมาจากกรุงละโว้  แล้วให้ไปแก่เจ้าอนันตยศราชบุตร  ผู้ไปครองเมืองเขลางค์นคร  จึงประดิษฐานไว้ ณ วิหารวัดกู่ขาว"

          .....ความเป็นมาของพระพุทธสิกขิองค์นี้น่าสนใจมาก  พรุ่งนี้จะนำเรื่องพระองค์นี้มาเสนอค่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 04, มกราคม, 2562, 09:56:54 PM
(https://i.ibb.co/KrWCZQj/image.jpg) (https://imgbb.com/)
บันไดนาควัดพระธาตุลำปางหลวง

- ว่าด้วยพระพุทธสิกขิ -

พระพุทธสิกขิมิต้อยต่ำ
ใช้หินดำแกะสลักเป็นองค์ห้า
หินศักดฺสิทธิ์นาม"อาทรศิลา"
ปวงประชาเคารพอภิวันท์

เป็นแท่นที่พุทธองค์ทรงประทับ
เทพกำกับดูแลไม่แปรผัน
พระราชารามนครเห็นสำคัญ
ให้ช่างฟันเป็นชิ้นด้วยยินดี

แกะเป็นองค์พระเจ้าไว้เคารพ
จำนวนครบห้าพระองค์สิทธิ์ทรงศรี
เป็นมิ่งขวัญประเทศชาติราชธานี
จามเทวีนำไปไว้ลำปาง


          อภิปราย ขยายความ.........

          พระพุทธสิกขิตามตำนาน  "ชินกาลมาลี"  ที่พระรตนปัญญา  รจนาไว้เป็นภาษาบาลี  แปลความได้ว่า  เดิมเป็นแท่งหินดำตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันตก  ไม่ไกลจากเมืองอโยชชปุระ  นัยว่าเป็นแท่งหินที่พระพุทธองค์ประทับนั่งแสดงธรรมในคราวที่เสด็จมาตรัส  "ทารุกขันธูปสูตร"  แก่พระภิกษุสงฆ์  เมื่อเสด็จกลับไปชมพูทวีปแล้ว  ปวงเทพยดาได้เฝ้าดูแลรักษาหินดำแท่งนี้ไว้  มีประชาชนกราบไหว้บูชา  บนบานศาลกล่าวกันสืบมาเป็นเวลานาน

          อยู่มาพระราชาแห่งรามนคร (หรือรัมมนคร)  ทรงเห็นว่าหินดำแท่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิที่ประชาชนกราบไหว้บูชากันมานาน  จึงควรนำมาแกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูป  ให้เทวดาและมนุษย์กราบไหว้บูชากันตลอดไปจนกว่าจะสิ้นอายุพระพุทธศาสนา  ได้โปรดให้ช่างสะกัดแท่งหินออกเป็นห้าส่วน  แล้วให้แกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูปได้ ๕ พระองค์  ประทานพระนามว่า  พระพุทธสิกขิ  แล้วประดิษฐานไว้ในมหานครหนึ่งองค์  ในลวปุระหนึ่งองค์  ในเมืองสุธรรมหนึ่งองค์  ในรัมมนคร ๒ องค์

          อยู่มามีพระราชานามว่าอนุรุทธแห่งอริมัทนบุรี  ทราบเรื่องพระพุทธสิกขิ  จึงมีพระราชประสงค์ได้ไว้สักองค์หนึ่ง  ส่งทูตไปทูลขอจากพระเจ้ามโนหารแห่งรัมมนคร  แต่พระเจ้ามโนหารไม่ยอมมอบให้  จึงยกกำลังไปชิงเอาด้วยอานุภาพของพระองค์  ทรงจับกุมตัวพระเจ้ามโนหารไปไว้ในอริมัทนบุรี  พร้อมพระพุทธสิกขิทั้งสององค์นั้น  ฝ่ายกษัตริย์แห่งเมืองมหานคร (กัมพูชา)  ทราบเรื่องว่าพระเจ้าอนุรุทธธรรมิกราชเป็นพุทธมามกะ  ปรารถนาในพระพุทะสิกขิ  จึงนำพระพุทธสิกขิที่พระองค์ได้ส่วนแบ่งไว้องค์หนึ่งนี้นส่งมาถวาย  ในยามนั้น  พระพุทธสิกขิจึงมีอยู่ในเมืองอริมัทนบุรี ๓ องค์  เมืองละโว้ ๑ องค์  เมืองสุธรรมวดี (มอญ) ๑ องค์

          ในกาลที่พระวาสุเทพฤๅษี  สร้างนครหริภุญไชยเสร็จแล้วทูลขอพระนางจามเทวีจากพระเจ้ากรุงละไว้ขึ้นไปเป็นแม่อยู่หัวครองนครหริภุญไชยนั้น  พระนางจามเทวีอัญเชิญพระะพุทธสิกขิจากละโว้ขึ้นไปหริภุญไชยด้วย  ต่อเมื่อพระนางประสูติพระราชกุมารแฝดสองพระองค์ (ทรงครรภ์ไปจากละโว้)  ขนานามว่า  อนันตยศ  มหันตยศแล้ว  พระเจ้าอนุรุทธทราบข่าวทรงโสมนัสมาก  ด้วยว่า  พระนางจามเทวีนั้นเป็นศรีสะใภ้ของพระองค์  โอรสแฝดที่ประสูตรนั้น  เป็นราชนัดดาของพระองค์  จึงทรงมอบของขวัญด้วยการให้ราชทูตอัญเชิญพระพุทธสิกขิของพระองค์  ขึ้นถวายพระนางจามเทวี  เพื่อพระเจ้าหลานองค์หนึ่ง  พระพุทธสิกขิจึงยังอยู่ในภาคกลางของไทยเพียง ๒ องค์  คือที่อริมัทนบุรี (คือนครชัยศรีปัจจุบัน)  เท่านั้น

          ต่อมาพระนางจามเทวีทรงสร้างเมืองเขลางค์ขึ้นเป็นเมืองใหญ่  โปรดให้พระมหันตยศครองเมืองนี้  ทรงอัญเชิญพระพุทธสิกขิองค์หนึ่งมาประดิษฐาน ณ เขลางค์นคร (ลำปาง)  และประดิษฐานในวิหารวัดกู่ขาวตลอดมา  จนถึงวันที่สมเด็จพระรามาธิบดียกทัพเข้ายึดนครลำปางได้  และอัญเชิญพระพุทธสิกขิกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยาในที่สุด..

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 05, มกราคม, 2562, 10:12:04 PM
(https://i.ibb.co/D7VZDN3/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระรอดหลวง วัดมหาวัน ลำพูน
Cr. Photo By คุณซาสี่สีส้ม

- อนุรุทธกษัตริย์ไทย -

"อนุรุทธ"ในตำนานพระสิกขิ
พระองค์มิใช่มอญดังก่อนอ้าง
ทั้งมิใช่เมียนมาร์มาอำพราง
เป็นไทยอย่างแน่นอนมีตำนาน

องค์เดียวกับ"กากวัณดิศราช"
ประวัติศาสตร์ไทยผิดลิขิตขาน
มิตรวจสอบให้รู้อายุกาล
และสถานที่ตามความเป็นจริง

นักโบราณคดีไทยได้ค้นพบ
หลักฐานครบปรากฏหมดทุกสิ่ง
ศักราชชัดเจนเป็นอ้างอิง
จึงควรทิ้งความเชื่อคลุมเครือไป.....


          อภิปราย ขยายความ..........

          ความในตำนานพระพุทธสิกขิจะกล่าวถึงนามบุคคลและสถานที่ไว้โดยไม่มีคำอธิบายประกอบ  นักประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยจึงมักตีความเอาเองจนเกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  ชื่อเมืองในตำนานพระะพุทธสิกขิที่พระรัตนปัญญารจนาไว้เป็นภาษาบาลี  มีชื่อเมืองอริมัทปุระ  พระเจ้าอนุรุทธ  เป็นต้น  นักวิชาประวัติศาสตร์ไทยแต่ก่อนชี้ว่า  อริมัทนปุระ  หรือ  อริมัทนบุรี  คือเมืองพุกาม  พระเจ้าอนุรุทธคือ พระเจ้าอโนรธา

          นักโบราณคดีไทยท่านหนึ่งค้นพบความจริงของเรื่องนี้  คือ  อาจารย์มานิต วัลลิโภดม  ท่านเขียนไว้ในหนังสือ  "สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน"  กล่าวว่า  ตำนานพระพุทธสิกขิระบุปี พ.ศ. ไว้ชัดเจนว่า  เกิดเรื่องนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๒๐๐  บ่งบอกให้รู้ชัดว่า  เมืองอโยชากับพระพุทธสิกขีมีมาก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓  อยู่ในปลายปีพุทธศตวรรษที่ ๑๒  ในช่วงเวลานั้นมีกษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งนามว่า  อนุรุทธธรรมิกราช  อยู่ที่ตักศิลามหานคร  หรืออริมัทนบุรี  ซึ่งก็คือนครชัยศรีในปัจจุบัน

          พระองค์มิใช่พระเจ้าอโนรธามังฉ้อ  กษัตริย์มอญ  เมียนมาร์  ดังที่นักประวัติศาสตร์ไทยเข้าใจกัน  เพราะพระเจ้าอโนรธามังฉ้อนั้น  อยู่ในอายุกาลช่วงปลายพุทธศตวรรตที่ ๑๖  ห่างไกลจากยุคพระนางจามเทวี  สะใภ้ของอนุรุทธธรรมิกราช  นานถึง ๔๐๐ ปี

          อาจารย์มานิต  สรุปว่า  พระเจ้าอนุรุทธในตำนานพระพุทธสิกขิ  คือ  พระเจ้ากากวัณดิศราช  แห่งตักศิลามหานคร  หรืออริมัทนบุรี  มีพระโอรสองค์หนึ่งเป็นพระราชสวามีพระนางจามเทวี  และเป็นอุปราชแห่งทวาราวดี (ละโว้)  เสวยราช ณ รัมมนคร  หรือรามนคร  และหรือ  อโยชา  อโยชยา  คืออยุธยาในปัจจุบัน  พระเจ้ากากวัณดิศราช  หรืออนุรุทธธรรมิกราชพระองค์นี้  คือ  ผู้ที่ประกาศใช้ปีจุลศักราช  ดังได้กล่าวแล้ว

          พระพุทธสิกขิเนื้อศิลาดำ  เป็นศิลปะทวาราวดี  อาจารย์มานิต วัลลิโภดม  กล่าวว่า  ได้ขุดแต่งโบราณสถานในเมืองลำพูน  "เมื่อก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐  ที่วัดมหาวันซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองลำพูน  ขุดพบพระพุทธรูปศิลาองค์หนึ่งในบริเวณวัด  ทำเป็นพระรูปขัดสมาธิ  หน้าตักกว้าง ๔๐ ซม.สูง ๙๐ ซม.  ทางวัดได้ปิดทองทำห้องลูกกรงเหล็กเก็บรักษาไว้  เรียกกันว่า  พระรอดหลวง  หรือ  แม่พระรอด  ลักษณะมีเค้าศิลปะทวาราวดี"  ท่านอาจารย์ให้ข้อสังเกตว่า  น่าจะเป็นพระพุทธสิกขิองค์หนึ่ง

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นชี้ผึ้งไทย
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 06, มกราคม, 2562, 09:48:29 PM
(https://i.ibb.co/kBn5Vqf/wnkd.jpg) (https://imgbb.com/)

- ขุนช้างขุนแผน -

วรรณคดีที่ไทยได้เรียนรู้
เห็นมีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่
คือ"ขุนช้างขุนแผน"ก้องแดนไทย
เรื่องเกิดสมัย"รามาธิบดี"

นิยายอิงประวัติศาสตร์ชาติสยาม
แสดงความเป็นไทยได้เต็มที่
ทั้งรักโศกตลกสุขทุกรสมี
ชายชาตรีเจ้าชู้รู้กล่าวกัน

สมเด็จพระพันวษา"วาตะถ่อง"
ทรงครอบครองกรุงศรีมีสุขสันต์
เป็นไมตรีลาวพม่าหมดรามัญ
ผลงานอันโดดเด่นเห็นมากมาย


          อภิปราย ขยายความ..............

          สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระองค์นี้  ชาวกรุงเก่าที่ให้การกับพระเจ้าอังวะ  หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ว่า  "สมเด็จพระพันวษา"  พม่าเรียกว่า  "วาตะถ่อง"  แปลว่า  "สำลีพันหนึ่ง" ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  กล่าวว่าหลังจากที่ไปเอาเมืองนครลำปางได้แล้ว  ทรงให้ทำตำราพิชัยสงครามขึ้น  และให้จัดทำบัญชีสำเร็จทุกเมือง

          วันวลิต กล่าวถึงพระราชาพระองค์นี้ในหนังสือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของเขาไว้อย่างพิสดารพันลึกกอปรด้วยอภินิหารนานาประการสุดที่จะพรรณนา

          ชาวกรุงเก่าให้การแก่พระเจ้าอังวะ  ว่า  กรุงศรีอยุธยาเกิดการรบพุ่งกับพระเจ้าเชียงใหม่  เหตุเพราะ  พระเจ้าล้านช้าง (ลาว)  ส่งพระราชธิดามาถวายสมเด็จพระพันวษา  พระเจ้าเชียงใหม่ทราบความจึงดักชิงพระราชธิดานั้นเสียกลางทาง  พระพันวษาโปรดให้ขุนแผนแสนสะท้านยกทัพขึ้นไปตีเชียงใหม่  แล้วเกิดเรื่องราวเป็นนิทานวรรณคดีพื้นบ้านเรื่อง  "ขุนช้างขุนแผน"  ขึ้นมาเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์  ติดปากติดใจคนไทยมาจนถึงกาลปัจจุบัน

          ในคำให้การนั้นบันทึกไว้ว่า  สมเด็จพระพันวษาทรงกระทำสัมพันธไตรีกับประเทศพม่า  โดยแต่งเครื่องราชบรรณาการให้ราชทูต  อุปทูต  นำไปถวายพระเจ้ากรุงอังวะ  ฝ่ายพม่าก็ชื่นชมยินดี  จัดเครื่องราชบรรณาการตอบแทน  และยังถวายเครื่องดนตรีละคร  ทั้งครูดนตรีละครให้ตามที่สมเด็จพระพันวษาทูลขอ  ไทยกับพม่าก็มีความรักใคร่นับถือ  ไม่ทะเลาะวิวาทกัน  บ้านเมืองทั้งสองฝ่ายเป็นสุขสืบมา

          พระราชพงศาวการกรุงเก่าบันทึกวาระสุดท้ายของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ไว้ว่า ......."ศักราช ๘๙๑ ฉลูศก (พ.ศ.๒๐๗๒) เ ห็นอากาศนิมิตเป็นอินทร์ธนูแต่ทิศหรดีผ่านอากาศทิศพายัพ  มีพรรณขาว  วันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒  สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าเสด็จพระที่นั่งหอพระ  ครั้นค่ำลงวัน (นั้น)  สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้านฤพาน  จึงสมเด็จพระอาทิตย์เจ้าเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา  ทรงพระนาม  "สมเด็จบรมราชาหน่อพุทธางกูร"

          สิริเวลาที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  ดำรงอยู่ในราชสมบัติ  แต่ปี พ.ศ. ๒๐๓๔  ถึงปีสวรรคต  พ.ศ. ๒๐๗๒  ได้  ๓๘ ปี

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 07, มกราคม, 2562, 09:52:00 PM
(https://i.ibb.co/y8tnGWV/2.jpg) (https://imgbb.com/)

- บรมรมราชาหน่อพุทธางกูร -

"พระอาทิตย์"ครองราชย์ไม่ชัดแจ้ง
เรื่องจากแหล่งประวัติศาสตร์ยังขาดหาย
ความสับสนค้นหามาคลี่คลาย
ต้องขยายความอ้างอย่างยืดยาว...



          อภิปราย ขยายความ........

          ความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ระบุว่า  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๐๗๒ แล้ว  สมเด็จพระอาทิตย์เจ้า  ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นมหาอุปราช  ขึ้นไปเสวยราชสมบัติ ณ เมืองพิษณุโลกนั้น  เสด็จลงมาครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา  เฉลิมพระนามว่า  "สมเด็จบรมราชาหน่อพุทธางกูร"  ทรงอยู่ในราชสมบัติได้เพียง ๕ ปีก็สวรรคต  โดยไม่มีรายละเอียดใด ๆ

          วันวลิต กล่าวไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของเขาว่า  "พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๒ แห่งแผ่นดินสยาม  พระองค์เป็นราชโอรสของพระรามาธิบดี  สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดาเมื่อพระชนมายุได้ ๒๗ พรรษา  พระองค์ไม่ประสงค์จะใช้คำว่า  "พระ"  นำหน้าพระนามของพระองค์  ทรงกล่าวว่า  เทพยดาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้คำนี้  ดังนั้นพระองค์จึงทรงพระนามว่า  "หน่อพุทธางกูร"  และได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ไว้มากมาย  โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรม  ว่า  "พระองค์ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษา  จนกระทั่งพระองค์ทรงตัดดัชนีข้างขวาของพระองค์"

          เรื่องมีอยู่ว่า  "ขณะที่พระองค์กำลังเดินไปยังห้องต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวังก็สังเกตเห็นว่า  ตามผนังห้องมีรอยปูนแดงเป็นจุด ๆ  พระองค์ตรัสถามสมุหราชมณเฑียรว่าใครเป็นคนเอาปูนแดงมาป้ายกำแพง สมุหราชมณเฑียรทูลว่า  พวกมหาดเล็กได้สลัดปูนที่ป้ายบนใบพลูจนมากเกินไปออกไปติดกำแพง  ดังนั้นพระองค์จึงมีรับสั่งว่า  "บุคคลแรกที่สลัดปูนออกจากใบพลูไปถูกกำแพง  จะต้องตัดนิ้วชี้ออก"

          สองสามวันต่อจากนั้น  ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในห้อง ณ พระบรมมหาราชวัง  พระองค์ต้องการเสวยพระศรี (กินหมาก)  และทอดพระเนตรเห็นว่ามีปูนมากเกินไป  ก็ปาดออกด้วยนิ้วชี้และป้ายไปบนกำแพง  เมื่อพระองค์ตระหนักว่าได้ทำสิ่งที่พระองค์ห้ามไว้  ก็ทรงชักกริชออกมา (ตามที่ได้มีผู้กล่าวกัน)  ตัดนิ้วทิ้งไป  พร้อมทั้งรับส่งว่า  "เจ้าทำความชั่วร้ายไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรา  ดังนั้น  เราจึงไม่ต้องการเจ้า"

          คำให้การชาวกรุงเก่า  ที่ให้การไว้กับพระเจ้าองวะว่า  เมื่อสมเด็จพระพันวษา (รามาธิบดีที่ ๒)  สววรคตแล้ว  พระบรมกุมารราชโอรสได้ครองราชสมบัติสืบแทนมีพระนามว่า  "พระปรเมศวร"  ทรงมีมเหสี ๒ องค์  มเหสีขวาพระนามว่า  "จิตรวดี"  มเหสีซ้ายนามว่า  "ศรีสุดาจันทร์"  มเหสีขวามีโอรส ๒ พระองค์  พระองค์ใหญ่นามว่า  "พระเฑียร"  พระองค์น้อยนามว่า  "พระไชย"  คำให้การชาวกรุงเก่าคลาดเคลื่อนมากกว่าความในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของวันวลิต  จนกลายเป็นเรื่องที่ปรากฏในรัชสมัยของสมเด็จพระชัยราชาธิราชไปเลย

          จากความในพงศาวดารฉบับปลีกย่อยหลายฉบับ  สรุปแล้วได้ความลงตัวว่า  เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดี (ที่ ๒)  สวรรตแล้ว  สมเด็จพระอทิตย์เจ้า  ราชโอรสสมเด็จพระบรมราชา (พระเชษฐาสมเด็จพระรามาธิบดี)  ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นมหาอุปราชเสวยราชสมบัติ ณ พิษณุโลกนั้น  ได้เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา  เฉลิมพระนามว่า  "สมเด็จบรมราชาชาหน่อพุทธางกูร"  แล้วสถาปนาพระชัยราชา  ราชโอรสพระองค์โตในสมเด็ขพระรามาธิบดี  เป็นอุปราชเสวยราชย์ ณ เมืองพิษณุโลก

          สมเด็จบรมราชา  มิใช่ราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีดังที่วันวลิตกล่าวไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  หากแต่พระราชนัดดา  โดยสมเด็จพระรามาธิบดีเป็นสมเด็จพระเจ้าอาว์ (เพราะเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระบรมราชา)

          ..... สมเด็จบรมราชาหน่อพุทธางกูร  เสวยราชสทบัติต่อเมื่อมีพระชนมายุมากแล้ว  ทรงอยู่ในราชสมบัติได้เพียง ๕ ปี  ก็เสด็จสวรรคต  วันวลิตว่าพระองค์สวรรคตหลังจากที่  "ยกทัพไปประชิดพรมแดนพะโค  และยึดเมือง Choulock ได้  ขณะยกทัพกลับ  พระองค์ทรงได้รับเชื้อไข้ทรพิษสิ้นพระชนม์ลง  รวมเวลาเสวยราชย์ได้ ๕ ปี"

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 08, มกราคม, 2562, 09:57:07 PM
(https://i.ibb.co/LCYsXGK/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระไชยราชา -

ครั้น"หน่อพุทธางกูร"ทรงสูญสิ้น
ผลัดแผ่นดินสับสนจนคลาดข่าว
"รัษฎา"เยาวว์วัยในเรื่องราว
ถูกญาติกล่าวยกย่องขึ้นครองเมือง

เป็น"หุ่นเชิด"อยู่ได้ไม่นานนัก
เพราะผิดหลักเกณฑ์ที่มีต่อเนื่อง
จึง"พระไชย"อุปราชทรงขัดเคือง
ลบล้างเรื่องผิดกฎหมดบัลลังก์

ทรงขึ้นครองกรุงศรีที่ถูกหลัก
ราชสำนักใต้เหนือเอื้อมนต์ขลัง
"ไชยราชา"มากสนมกรมวัง
ไม่ทรงตั้งมเหสีที่สมควร...


          อภิปราย ขยายความ...................

          สมเด็จบรมราชาหน่อพุทธางกูรเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.๒๐๗๖  โดยไม่มีรายละเอียดว่าสวรรคตด้วยเหตุใด  วันวลิตให้รายละเอียดไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของเขาว่า  พระเจ้าแผ่นดินสืบบัลลังก์ต่อจากบรมราชาหน่อพุทธางกูร  เป็นพระองค์ที่ ๑๓  แห่งสยาม  คือ  "วรรัตทธิรายา"  ซึ่งเป็นราชโอรสของบรมราชาหน่อพุทธางกูร  มีพระชนมายุเพียง ๕ พรรษา  เท่านั้นทรงได้รับเลือกให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน  เพราะหน่อพุทธางกูรไม่มีโอรสหรือนุชาที่มีอายุมากกว่านี้  พระองค์มีชีวิตอยู่บนราชบัลลังก์ได้เพียง ๕ เดือน  ก็ถูกพระญาติปลงพระชนม์

          พงศาวดารฉบับพระพนรัตน์ระบุพระนามเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ว่า  "พระรัษฎาธิราช"  พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา  ระบุพระนามว่า  "พระรัฏฐาธิราช"  แต่พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐฯ  ไม่ระบุพระนาม

          พระญาติที่ปลงพระชนม์เยาวกษัตริย์พระองค์นี้  ตามที่วันวลิตกล่าวนั้น  คือพระไชยราชาธิราช  ทรงเป็นโอรสสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  องค์อุปราชที่เสวยราชย์อยู่ ณ เมืองพระพิษณุโลก  พระองค์มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะครองบัลลังกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาตามกฎมณเฑียรบาลที่กำหนดไว้ว่า  เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสิ้นแล้วให้พระอุปราชสืบราชสมบัติแทน  แต่ครั้นบรมราชาหน่อพุทธางกูรสวรรคต แทนที่พระบรมวงศ์และอำมาตย์ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาจะอัญเชิญพระองค์ขึ้นเสวยราชสมบัติตามพระราชประเพณี  พวกเขากลับไม่อัญเชิญหากแต่รวมหัวคิดกันอัญเชิญพระราชกุมาร  ผู้มีพระชนม์เพียง ๕ พรรษาขึ้นนั่งบัลลังก์  แล้วพวกเขาก็ทำหน้าที่สำเร็จราชการแทนพระองค์  พระราชกุมารจึงเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น

          สมเด็จพระไชยราชามหาอุปราชจึงยกกำลังลงมาจากเมืองพระพิษณุโลกทวงสิทธิ์อันชอบธรรม  ประหารราชกุมารและตัวการใหญ่ในราชสำนักเสียสิ้น (เช่นเดียวกันกับพระยาลิไทมหาอุปราชที่ยกกำลังจากศรีชนาลัยลงมาขึ้นครองกรุงสุโขทัย)  แล้วขึ้นครองราชบัลลังก์  ทรงอพยพพระญาติราชบริพารในราชสำนักพระพิษณุโลกลงไปมาไว้ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  ครานั้นมีราชนิกูลในราชวงศ์สุโขทัยลงไปอยู่ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาจำนวนมาก  บุคคลสำคัญที่ปรากฏนามคือ  "พระศรีจุฬาลักษณ์"  เจ้าหญิงในราชวงศ์สุโขทัยผู้เป็นพระชายา และ "ขุนพิเรนทรเทพ" เชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย  เป็นพระตำรวจที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย  ให้ดำรงตำแหน่งกรมพระตำรวจแห่งราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

          หลังครองราชสมบัติแล้ว  พระองค์ไม่ทรงตั้งพระมเหสีตามพระราชประเพณี  หากแต่ทรงตั้งพระสนมเอก (คุณท้าว) ขึ้น ๔ พระองค์เท่านั้น  

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 09, มกราคม, 2562, 10:11:39 PM
(https://i.ibb.co/1XHnYbq/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- ยึดลำพูน - เชียงใหม่ -

เกิดเหตุความวุ่นวายในเมืองเหนือ
ล้านนาเมื่อเสื่อมนั้นเริ่มปั่นป่วน
พระเกษเกล้าเจ้าเชียงใหม่ใจเรรวน
เป็นชนวนเหตุเรื่องเมืองวุ่นวาย

ถูก"แสนดาว"ปลงพระชนม์เมืองหม่นหมอง
ขาดผู้ครองแคว้นแตกแยกมากฝ่าย
"จิรประภาเทวี"มิดูดาย
รับมอบหมายบริหารครองบ้านเมือง

หลายเจ้าเมืองยกกำลังตั้งหน้ารบ
"แสนดาว"พบปัญหามาแน่นเนื่อง
ส่งทูตขอ"กรุงศรี"ที่รุ่งเรือง
ช่วยปลดเปลื้องปัญหาการฆ่าฟัน

จึ่ง"พระไชยราชา"ยาตราทัพ
ทรงกำกับกำลังอย่างแข็งขัน
ยึดลำพูน,เชียงใหม่ในฉับพลัน
เรื่องราวอันสับสนควรสนใจ


          อภิปราย ขยายความ........

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  บันทึกเรื่องราวของสมเด็จพระไชยราชาธิราชไว้อย่างน่าสนใจว่า

          ......"ศักราช ๙๐๗ มะเส็งศก (พ.ศ.๒๐๘๘)  สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้าเสด็จไปเชียงใหม่  ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า  และยกพลออกตั้งทัพชัยตำบลบางบาล ณ วันเสาร์  ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗  จึงยกทัพหลวงจากที่ทัพชัยไปเมืองกำแพงเพชร เถิง ณ วันอังคาร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๗  ยกไปตั้งเชียงทอง  แล้วยกไปตั้ง ณ เมืองเชียงใหม่  เถิง ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙  ทัพหลวงเสด็จกลับมายังพระนครศรีอยุธยา....."

          .......ถอดความได้ว่า  ทรงตั้งทัพชัยครั้งแรกที่บางบาล (อ.บางบาลปัจจุบัน)  แล้วยกทัพเดินทางไปเป็นเวลา ๑๐ วัน  ถึง  เมืองกำแพงเพชร  ตั้งทัพชัยที่นั่น  จากนั้นเดินทัพไปตั้งที่เชียงทอง (ในจังหวัดตาก)  แล้วยกไปเชียงใหม่  และยกทัพกลับคืนกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีเดียวกัน

          เหตุที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชยกทัพไปเชียงใหม่ครั้งนี้  ไม่มีรายละเอียดในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  แต่มีรายละเอียดอยู่ในตำนานเมืองเหนือ (พงศาวดารโยนก)  ว่า  เพราะ  แสงดาว  หัวหน้าขบถเชียงใหม่  ส่งทูตขอความช่วยเหลือมา  มีเรื่องราวในพงศาวดารโยนก (ตำนานเมืองเหนือ)  ว่าดังต่อไปนี้

          ....ในปีจุลศักราช  ๗๙๖  พระมหาเทวีอโนชา  พระชนนีนาถราชมารดาของพระเมืองเกษเกล้าก็พิราลัย  
          ....ปีจุลศักราช ๘๙๗ เกิดขบถ  โดยหมื่นสร้อยสามล้าน  นครลำปางกับบุตรชื่อหมื่นหลวงชั้นนอก และหมื่นยี่อ้าย  เป็นต้นคิดจะทำร้ายพระเมืองเกษเกล้า  พระองค์ทรงทราบจึงให้กุมเอาตัวหมื่นทั้งสามกับพวกไปฆ่าเสีย  เวลาผ่านมาถึงปีจุลศักราช ๙๐๐  เจ้าท้าวซายคำราชบุตร  คิดการเป็นขบถชิงราชสมบัติ สมคบกับอำมาตย์จับกุมตัวพระเมืองเกษเกล้า  บังคับให้เวนราชสมบัติแก่เจ้าท้าวซายคำราชบุตร  แล้วเนรเทศพระเมืองเกษเกล้าไปไว้ ณ เมืองน้อย

          .......เจ้าท้าวซายคำครองเชียงใหม่ได้ ๕ ปี  ถึงปีจุลศักราช ๙๐๕  มีความประพฤติผิดราชประเพณีเป็นโจรปล้นราษฎร  เสนาอำมาตย์และราษฎรจึงจับกุมตัวได้แล้วปลงพระชนม์เสีย  แล้วไปเชิญพระเมืองเกษเกล้า ณ เมืองน้อย กลับมาครองเชียงใหม่ตามเดิม  ต่อมาถึงปีจุลศักราช ๙๐๗ พระเมืองเกษเกล้าทรงเสียพระสติ  หลงใหลกระทำการเดือดร้อนต่าง ๆ  "แสนดาว"  เป็นต้นคิดร่วมกันกับเสนามาตย์ราษฎร ลอบปลงพระชนม์เสีย  แล้วส่งคนไปเชิญพระเขมรัฐเชียงตุงให้มาครองเชียงใหม่  พระเขมรัฐไม่รับเชิญ  จึงหันไปเชิญเจ้าฟ้าเมืองนาย  รับเชิญแต่ยังมิทันมาเชียงใหม่

          .......หมื่นสามล้านอ้าย  เจ้าเมืองนครลำปาง  หมื่นแก้วเจ้าเมืองเชียงราย  หมื่นมณีเจ้าเมืองเชียงแสน  หมื่นยี่เจ้าเมืองพาน  กับขุนอื่น ๆ พากันไปประชุม ณ เมืองเชียงแสน  แล้วตกลงให้ไปเฝ้าพระเจ้าโพธิสารราช  เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง  ทูลขอพระอุปโยวราชล้านช้างผู้ซึ่งมีพระมารดาเป็นธิดาพระเมืองเกษเกล้ามาเป็นมหาราชเชียงใหม่

          .......ในระหว่างนั้น  ทางเมืองแสนหวีทราบข่าวว่า "แสนดาว"  เป็นขบถปลงพระชนม์พระเมืองเกษเกล้า  จึงให้หมื่นหัวเคียนยกรี้พลลงมาตีเชียงใหม่  "แสนดาว" ยกกำลังออกสู้รบกัน ๓ วัน ๓ คืน  ไม่รู้ผลแพ้-ชนะ วันที่ ๔ หมื่นหัวเคียนถอยลงไปอยู่เมืองลำพูน  "แสนดาว" จึงแต่งหนังสือให้แขกเมือง ๑๑ คนที่มาพำนักอยู่ในเมืองเชียงใหม่ถือลงไปยังกรุงศรีอยุธยา  ขอกองทัพขึ้นตีเชียงใหม่
........กองทัพกรุงศรีอยุธยายังไม่ทันถึงเชียงใหม่ พวกขุนทั้งหลายที่ประชุมกัน ณ เมืองเชียงแสนนั้น ยกกำลังถึงเชียงใหม่แล้วจับกุม"แสนดาว"กับพวกฆ่าเสียสิ้น แล้วพร้อมกันยก พระนางมหาเทวีเจ้าจิรประภา ขึ้นเป็นนางพระยาครองเมืองเชียงใหม่ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ จุลศักราช ๙๐๗ ปีมะเส็ง สัปตศก ตรงกับ พุทธศักราช ๒๐๘๘"

          .......สมเด็จพระไชยราชาธิราช  ซึ่งตำนานเชียงใหม่เรียกพระนามว่า  "สมเด็จบรมไตรจักร"  ได้ยกทัพขึ้นไปตีเชียงใหม่ตามหนังสือขอของ "แสนดาว"  มีรายละเอียดในพงศาวดารเมืองเหนือมากกว่าความในพงศาวดารเมืองใต้  พรุ่งนี้จะนำรายละเอียดมาให้อ่านกันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, มกราคม, 2562, 10:29:34 PM
(https://i.ibb.co/LRkWP5L/995554445-AEFE21-F04.jpg) (https://imgbb.com/)

- กรุงศรีอยุธยาพ่ายล้านนา -

ทัพกรุงศรีฯหนีกลับอย่างยับย่อย
ซึ่งมิค่อยเผยเรื่องทางเมืองใต้
ตำนานเหนือเรื่องยาวบอกเล่าไว้
ว่า"พระไชยฯ"ยกกองทัพสองครา

ครั้งแรกยกทัพใหญ่ใหญ่มิได้รบ
ด้วยได้พบไมตรีมากมีค่า
ความฉลาดเทวี"จิรประภา"
ทำให้ล่าทัพคืนอย่างชื่นชม

แต่ครั้งสองกองทัพกลับเหี้ยมโหด
"ฆ่าล้างโคตร"เผาเมืองให้ขื่นขม
เมืองลำพูนสูญแสนแค้นระทม
เมื่อถูกข่มขืนใจจึงไม่ยอม

ล้านนาฮึดฮัดสู้จู่โจมต้าน
ประจันบานทัพไทยตีตะล่อม
การ"สู้อย่างจนตรอก"ไม่อดออม
เป็น"เสือผอม"โผตะครุบขบเหยื่อกิน

จึงทัพ"ไชยราชา"พ่ายล่าถอย
แพ้ยับย่อยสะอื้นกลับคืนถิ่น
ตำนานเหนือจดไว้ให้ยลยิน
ทั้งฟ้าดินรู้เห็นเป็นพยาน


          อภิปราย ขายความ.........

          การยกทัพขึ้นตีเชียงใหม่ของสมเด็จพระไชยราชาธิราช  ตามหนังสือขอความช่วยเหลือของ "แสนดาว" นั้น  ความในพงศาวดารโยนก  เรียกพระนามสมเด็จพระไชยราชาธิราชว่า  "สมเด็จพระบรมไตรจักร"  ได้ให้รายละเอียดไว้ดังนี้

          ....."ปางนั้นสมเด็จพระบรมไตรจักร  เจ้ากรุงพระนครศรีอยุธยา  เสด็จดำเนินพยุหโยธาทัพหลวงขึ้นมาถึงเมืองนครเชียงใหม่  ตั้งค่ายหลวง ณ ตำบลหนองผ่าแตบ  ตะวันออกสวนลาน  จึงพระเป็นเจ้ามหาจิระประภาเทวีให้แต่งขุนผู้ฉลาดคุมเครื่องราชบรรณาการไปถวายต้อนรับโดยทางพระราชไมตรี

          ครั้น ณ วันเสาร์เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ  เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศล ณ กู่อัฐิเจ้าเมืองเกษเชฐราชวัดโมฬี  พระราชทานเงินไว้สร้างกู่ ๕,๐๐๐ บาท  กับผ้าทรงผืนหนึ่ง  แล้วพระราชทานรางวัลแก่เจ้าขุนฝูงอันไปต้อนรับเสด็จนั้นทุกคน  ถึงวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๐  เสด็จไปสรงน้ำยังเวียงเจ็ดลิน  ประทับแรมที่นั้น

          ครั้นถึงวันอาทิตย์  เดือน ๑๐ แรม ๑๒ ค่ำ  เพลาใกล้รุ่ง  เสด็จคลาทัพหลวงจากเมืองนครเชียงใหม่  ไปประทับค่ายหลวงตำบลน้ำกวง (ปากน้ำเมืองลำพูน)  แล้วเสด็จกลับคืนไปกรุงพระนครศรีอยุธยา"

          ได้ความว่า การยกทัพขึ้นไปครั้งแรก  พระนางเจ้าจิรประภาเทวีส่งเครื่องราชบรรณาการขอเป็นไมตรี  จึงไม่มีการรบ  เลิกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาอย่างชื่นมื่น  หลังจากกองทัพกรุงศรีอยุธยากลับไปแล้ว  ทางเชียงใหม่ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก  โดยเจ้าฟ้าเมืองย่องห้วย  ยกทัพมาล้อมเชียงใหม่  และเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง  จนยอดพระเจดีย์หลวงกับเจดีย์อื่น ๆ หักพัง  เจ้าฟ้าเมืองนายและเจ้าฟ้าเมืองย่องห้วยสมทบกันเข้าตีเชียงใหม่  ทัพล้านนากับเงี้ยว  รบกัน ๓ วัน ๓ คืน  หักเอาเมืองไม่ได้  ทัพเงี้ยวก็ล่าถอยไปตั้งที่ลำพูน  ในปี จุลศักราช ๙๐๗ นั้น  กองทัพพระยากาง  พระยาสุระจากล้านช้างก็ยกมาช่วยรักษาเมืองเชียงใหม่

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกไว้ว่า  สมเด็จพระไชยราชายกทัพขึ้นไปเชียงใหม่อีกเป็นครั้งที่ ๒  โดยเดินทัพในเส้นทางเดิม  การยกทัพไปครั้งนี้  เมื่อไปถึงลำพูน  กล่าวว่า  "มีอุบาทว์  เห็นเลือดติดอยู่ ณ ประตูบ้านและเรือนและวัดทั้งปวง  ในเมืองและนอกเมืองทั่วทุกตำบล"  แล้วยกทัพกลับ  โดยไม่มีรายละเอียดใด ๆ

          แต่ความละเอียดไปปรากฏในตำนานเมืองเหนือ  พงศาวดารโยนกว่า  เจ้าเมืองสุโขทัยเอาเรือบรรทุกเครื่องศึกขึ้นมาทางน้ำถึงเมืองลำพูน  เสนาอำมาตย์ในราชสำนักล้านนาปรึกษากันว่าจะสู้หรือยอมเหมือนคราวที่แล้ว  ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรเป็นไมตรีกันเหมือนครั้งก่อน  อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า  ควรสู้รบ  เมื่อกราบทูลความเห็นพระมหาเทวีจิรประภา  ทรงให้ออกเจรจาความเมือง

          พระยาสุโขทัยกล่าวเป็นคำลวงว่า  "มาดี  มิได้คิดร้าย  ให้เป็นแผ่นคำลำเดียวกัน  ให้ไปมาหากันโดยดี  มิต้องอยู่ค่ายต่ายเวียง  และกระทำการเป็นไมตรีมิให้สงสัย"

          ยามดึกคืนนั้น  พระยาสุโขทัย  กับพระยาละโว้ลอบเข้าพังประตูท่าลี่เมืองลำพูน  จับกุมผู้คน  จุดไฟเผาบ้านเรือนราษฎรในเมือง  เพลิงลุกลามตั้งแต่ประตูท่านางไปจนถึงประตูมหาวัน  เมืองลำพูนถูกเผาวอดวายไปในชั่วคืนเดียว

          รุ่งขึ้น  กองทัพพระยาสุโขทัย  และละโว้  ก็ยกเข้าโจมตีเมืองเชียงใหม่  ทางฝ่ายเชียงใหม่ก็ตั้งกำลังสู้  "อย่างจนตรอก"  การรบเป็นไปด้วยความดุเดือดขุนทหารทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก และปรากฏว่าทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเสียหายตายไปมากกว่าฝ่ายล้านนา  กองทัพฝ่ายกรุงศรีอยุธยาจำต้องล่าถอย  ผลปรากฏว่า  ขุนทหารและไพร่พลถูกฆ่าตายประมาณหมื่นเศษ  เรือนาวาถูกยึดไว้ ๓,๐๐๐ ลำ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, มกราคม, 2562, 10:19:11 PM
(https://i.ibb.co/vYSVQpz/image.jpg) (https://imgbb.com/)
กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ริมถนนราชดำเนิน

- เก็บตกจากตีล้านนา -

ประวัติศาสตร์สับสนเพราะคนเขียน
มุมมองเปลี่ยนแปรความตามหลักฐาน
หนึ่งมุมมองตำราพงศาวดาร
สองมองตามตำนานโบราณคดี

ผู้ชนะจะเขียนประวัติศาสตร์
เพื่อประกาศเกียรติคุณหนุนศักดิ์ศรี
ฝ่ายผู้แพ้เล่าตำนานพาลราวี
ถูกย่ำยีอย่างไรฝังใจจำ

ตำนานเหนือค้านพงศาวดารใต้
จะเชื่อใครฟังเล่นให้เห็นขำ
คือเกร็ดรวมให้เห็นเป็นกอบกำ
เรื่องเล็กทำใหญ่ได้ถ้าใตร่ตรอง.....


          อภิปราย ขยายความ.........

          พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้ทำขึ้นนั้น  กล่าวว่า  กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราช  ยกขึ้นไปตีเชียงใหม่ครั้งที่ ๒ นั้น  มีพระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า  ยกไปถึงเมืองลำพูนแล้วเห็นอุบาทว์  คือบ้านเรือนวัดวาอารามมีเลือดติดเกระกรังอยู่ตามประตูและข้างฝา  ทั้งนอกเมืองในเมืองทุกหนแห่ง  แล้วยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา  โดยไม่มีรายละเอียดใด ๆ

          ในเรื่องเดียวกันนี้  ตำนานเมืองเหนือ (พงศาวดารโยนก)  บอกเล่ารายละเอียดไว้ว่า  พระยาสุโขทัยเอาเครื่องศึกใส่เรือบรรทุกขึ้นไปตามลำน้ำปิงจนถึงเมืองลำพูน  พระนางเจ้าจิรประภามหาเทวีตรัสให้เจรจาความเมือง  พระยาสุโขทัยกล่าวว่า  มาดี  หมายเป็นทองแผ่นเดียวกัน  จะไม่มีการรบกัน  ทางฝ่ายเจ้าเมืองลำพูนเชื่อถือ  จึงไม่มีการเตรียมตัวสู้รบ  ยามดึกของคืนนั้น  พระยาสุโขทัยกับพระยาละโว้ยกกำลังเข้าทางประตูท่าลี่  พังประตูเข้าไปจับขุนหมื่นเมืองลำพูน  ปล้นบ้านเมือง  และจุดเพลิงเผาคุ้ม  และบ้านเรือนราษฎร  ฆ่าฟันผู้คนอย่างโหดเหี้ยมทารุณ  เพลิงไหม้อาคารบ้านเรือนในเมืองลำพูนจากประตูท่านางไปจนถึงประตูมหาวัน  เมืองลำพูนวอดวายไปในคืนเดียว

          หมื่นด่างล้าน  กับ  หมื่นพร้าว  หนีรอดจากลำพูนได้  เข้าแจ้งเหตุต่อกรมการเมืองเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์จึงเตรียมการสู้รบข้าศึกอย่างเต็มที่  พระยาสุโขทัยยกจากลำพูนไปตั้งที่ตำบลต้นไร่ต้นหลวงเหนือกู่คำกุมกาม  แล้วแต่งให้หมื่นศรีสหเทพ  กับ  พันเทพมณเฑียร  ถือหนังสือและของถวายเข้าไปในเมืองเชียงใหม่  ขอให้พระนางเจ้าจิรประภาเอาเมืองไปขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา  แต่ทางเชียงใหม่ไม่ยอม..มีรายละเอียดในตำนานเมืองเหนือ  ความตรงนี้ว่าดังต่อไปนี้

          ....."วันเสาร์เดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ  ยามสองงาย (ราวสามโมงเช้า)  พระยาใต้ให้หมื่นสุโขทัยถือพลเข้าตีเมืองเชียงใหม่ด้านตะวันตก  จึงหมื่นสามล้านอ้ายแต่งขุนทัั้งหลายคุมพลออกรบกลางหัวริน  ชาวใต้ตายมาก  เลยถอยไปทางตะวันออก

          .....พระยาใต้ให้หมื่นกำแพงเพชรยกพลมารบยังทุ่งหนองหญ้าหนองมอญ  เจ้าแสนพิงไชยแก้วแต่งขุนแกล้วหาญออกสู้รบ  กองทัพใต้แตก  ถอยข้ามฝั่งน้ำแม่พิงค์ไปฝั่งฟากตะวันออก  ในวันเดียวกันนั้น ยามแตรค่ำ  กองทัพใต้เข้าปล้นเมืองทางประตูแสนพุง  เข้ามิได้ก็ถอยไป  วันขึ้น ๘ ค่ำ และ ๙ ค่ำ  ยกมารบอีก ๒ วันก็เข้ามิได้  เลยเผาวัดแสนทอง  และเผาบ้านเรือนเสียมาก  วัน ๙ ค่ำ  ยามเที่ยงคืน  กองทัพใต้เลิกถอยไป  แต่งทัพไว้รอท้ายพล  วัน ๑๑ ค่ำ  จึงได้ยกเลิกไปทั้งหมด

          .....เจ้าขุนทั้งหลายแต่งทัพออกตามไปถึงเชียงครึ่ง  ได้ม้า ๓๐ ม้า  กับเชลยเป็นอันมาก  กองทัพไทยไปทางเมืองลี้  ม่วงป้อม  ถึงตำบลห้วยหาด  เจ้าเมืองน่านชื่อยี่มังคละ  และหมื่นควร  กับชาวนคร  หมื่นน้อยเชียงเรือก  ออกก้าวสกัดทัน  ได้สู้รบกันเป็นสามารถ  ได้ช้าง ๔ ช้าง  หมื่นเมืองพิจิตรและหมื่นเมืองกำแพงเพชร  ตายในที่รบ  ทัพใต้เสียไพร่พลที่นั้นมาก  เมืองเลย  ยกพลไปทางน้ำพูนสามหมื่น  ที่นั้นหมื่นต่างประตูหอ  กับหมื่นแจ้หอคำ  กองทัพลาวที่ซุ่มไว้นั้น  ก็ออกโจมตีกลางกระบวนทัพ  ได้ชนช้าง  ฆ่าขุนภูริปัญญาเจ้า  กับขุนจอมราชมณเฑียรบาลตาย  ฆ่าฟันพลเดินเท้าตายประมาณหมื่นเศษ  ได้เรือนาวา ๓,๐๐๐ ลำ"

          รายละเอียดการรบอย่างดุเดือดเลือดนองแผ่นดินล้านนานี้  ไม่มีในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  เพราะกองทัพไทยใต้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยินครับ

<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41056#msg41056)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41419#msg41419)

เต็ม อภินันท์
สถาตบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, มกราคม, 2562, 09:58:05 PM
(https://i.ibb.co/LhfxQbY/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช : พระธาตุหลวง : ลาว
ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.photoontour9.com



<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41252#msg41252)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg41561#msg41561)                   .

- พระไชยเชษฐาธิราช -

"พระอุปโยวราช"จากล้านช้าง
ทรงเดินทางช้าเกินเหมือนเดินย่อง
ประทับที่เชียงแสนดินแดนทอง
นานแล้วล่องลงเวียงพักเชียงราย

จากเชียงรายข้ามเขาเข้าเชียงใหม่
ทรงเป็นใหญ่"ล้านนา"ตามเชื้อสาย
แทน"จิรประภา"เพ็ญผู้เป็นยาย
อยู่สบายไร้หมองเพียงสองปี

เสด็จกลับเป็นใหญ่ในล้านช้าง
พระทรงสร้างลาวดำรงทรงศักดิ์ศรี
ย้ายเมืองหลวงลงเวียงจันทน์ขวัญบุรี
พร้อมกับมีพันธมิตรชื่นชิดไทย.....


          อภิปราย ขยายความ............

          ในปี พ.ศ. ๒๐๘๙ มีเหตุเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและล้านนา  กล่าวคือ  สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต  พระยอดฟ้าราชโอรสได้ครองกรุงศรีอยุธยาต่อไป  ทางฝ่ายล้านนานั้น  ปรากฏว่า  พระไชยเชษฐาอุปโยวราชล้านช้าง  ซึ่งพระโพธิสารราชประทานให้ตามที่ราชสำนักนครพิงค์เชียงใหม่ทูลขอมาเป็นมหาราชล้านนา  ได้เสด็จราชดำเนินมาประทับที่เมืองเชียงแสน ณ วันเสาร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะเมีย  จุลศักราช ๙๐๘  พุทธศักราช ๒๐๘๙  ประทับอยู่เชียงแสน ๒๑ วัน  แล้วเสด็จลงประทับ ณ เชียงราย ๙ วัน  จึงเสด็จสู่นครพิงค์เชียงใหม่  ประทับ ณ พลับพลาหมื่นขอม  ตำบลหนองแก้ว

          เจ้าแสนพิงไชยแก้ว  เจ้าหมื่นสามล้านอ้าย  และคณะมุขมนตรีเมืองเชียงใหม่  จัดเครื่องราชูปโภคและเครื่องสำหรับกษัตริย์ออกไปต้อนรับ  เชิญเสด็จเข้าประทับ ณ วัดเชียงยืน  กระทำสักการะพระพุทธสัพพัญญู  แล้วเสด็จเข้าทางประตูช้างเผือกสู่ราชมณเฑียร  ยามค่ำเสด็จไปนมัสการพระพุทธมหามณีรัตน ณ หอพระแก้ว  รุ่งขึ้น  ทรงสรงมุรธาภิเษก ณ สวนแร  แล้วอภิเษกราชธิดาทั้งสองของพระเจ้าเชียงใหม่  คือ  พระนางตนทิพ  และ  พระนางตนคำ  ตั้งไว้ในที่เป็นมเหสีฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

          รุ่งอีกวัน  เสด็จไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ  แล้วทรงตั้ง  เลื่อน  ยศตำแหน่งข้าชการทุกหมู่เหล่า  เช่น  ให้แสนพิงไชยแก้ว  เป็นพระยาแสนหลวงสิทธิราชปกรณ์  ให้หมื่นสามล้านอ้าย  เป็นพระยาสามล้านฦๅไชย  เสนาบดีกินเมืองเชียงราย  เป็นต้น

          สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชพระองค์นี้  เป็นพระราชนัดดาของพระนางเจ้าจิรประภา  โดยพระราชมารดาของพระองค์คือ  พระนางยอดคำทิพ (พระนางหอสูง)  เป็นพระราชธิดาพระเมืองเกษเกล้า  และพระนางจิรประภาเทวีได้อภิเษกกับพระโพธิสารราชแห่งล้านช้าง  พระนางจิรประภาจึงเป็นพระเจ้ายายของพระองค์  ทรงเป็นราชโอรสองค์โตของพระโพธิสารราช  พระนามเดิมว่า  "เชษฐวงศ์"  มีพระอนุชาและขนิษฐา  คือ  ท้าวท่าเรือ ๑  ท้าววรวงษ์ ๑  นางแก้วกุมารี ๑  นางคำเหลา ๑

          พระไชยเชษฐาธิราชเสวยราชสมบัติ ณ นครพิงค์เชียงใหม่  เป็นมหาราชล้านนาอยู่ได้เพียง ๒ ปี  ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางล้านช้างขึ้น  กล่าวคือ  พระโพธิสารราชสิ้นพระชนม์ลงด้วยอุบัติเหตุจากการคล้องช้่าง  ล้านช้างเกิดแตกแยก  โดยฝ่ายหนึ่งยกท้าวท่าเรือขึ้นเป็นใหญ่ในหลวงพระบาง  อีกฝ่ายหนึ่งยกท้าววรวงษ์  เป็นใหญ่ในนครเวียงจันทน์  เมื่อล้านนาแตกออกเป็น ๒ ฝ่ายเช่นนั้น  พระไชยเชษฐาธิราชจึงทรงละทิ้งนครพิงค์เชียงใหม่  กลับไปปราบปรามพระอนุชาทั้งสอง  เพื่อสร้างชาติลาวให้เป็นปึกแผ่นต่อไป

          ในการเสด็จกลับคืนล้านช้างนั้น  พระไชเชษฐาธิราชได้อัญเชิญพระมหามณีรัตนปฏิมากร  แก้วมรกต  พระจันทรัตน  แก้วขาวกรุงละโว้ (น่าจะเป็นพระพุทธบุษยรัตน์)  พระพุทธสิหิงค์  พระแทรกคำ  และอื่น ๆ ไปสู่หลวงพระบางด้วย  โดยเสด็จจากเชียงใหม่ ณ วันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ (คือเดือน ๑๐)  จุลศักราช ๙๑๐ ปีวอก (พ.ศ. ๒๐๙๑)

          เมื่อเสด็จกลับถึงหลวงพระบางและทรงปราบปรามพระอนุชาทั้งสองแล้วขึ้นเถลิงราชสมบัติกรุงศรีสัตนาคนหุตสืบแทนพระราชบิดา  เฉลิมพระนามว่า  "พระอุภัยพุทธบวรไชยเชษฐาธิราช  พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง”

          พระเจ้าแผ่นดินล้านช้างพระองค์นี้  มีความใกล้ชิดกับกรุงศรีอยุธยามาก  ดังจะได้พบเรื่องราวของพระองค์อีกในคราวต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 13, มกราคม, 2562, 10:18:19 PM
(https://i.ibb.co/KwP1GTY/F-1770349232785786880.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์ "สุริโยไท"

- แม่ยั่วศรีสุดาจันทร์ -

เกิดเรื่องลับอัปยศปรากฏอยู่
น่าอดสูกับหญิงผู้ยิ่งใหญ่
ราชสำนักกรุงศรีฯมีเป็นไป
สิ้นพระไชยราชาฟ้ามืดมัว

เหตุเพราะ"ศรีสุดาจันทร์"สนมเอก
กลายเป็นเมฆบังสุรีย์มืดสลัว
เธอคบชู้สู่ชายไม่รักตัว
เป็น"แม่ยั่วเมือง"ทำเรื่องต่ำทราม

วางแผนฆ่าลูกไม่ให้คนรู้
เชิดชูชู้เป็นวิบัติกษัตริย์สยาม
ประวัติศาสตร์สับสนจนยาวความ
ชวนให้ตามเรียนรู้ดูความจริง....


          อภิปราย ขยายความ..........

          ความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกเหตุการณ์หลังจากสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคตลงในปี พ.ศ.๒๐๘๙ ว่า........

          "ศักราช ๙๑๐  วอกศก (พ.ศ.๒๐๙๑)  วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕  เสด็จออกสนามให้ชนช้าง  และงาช้างพระยาไฟนัั้นหักเป็น ๓ ท่อน  อนึ่ง  อยู่สองวันช้างต้นพระฉันทันต์ไล่ร้องเป็นเสียงสังข์  อนึ่ง  ประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์  เถิงวันอาทิตย์  ขึ้น ๕ ค่ำ ดือน ๘  สมเด็จพระเจ้ายอดฟ้าเป็นเหตุ  จึงขุนชินราชได้ราชสมบัติ ๔๒ วัน  และขุนชินราชและแม่ยั่วศรีสุดาจันทร์เป็นเหตุ  จึงเชิญสมเด็จพระเธียรราชาธิราชเสวยราชสมบัติ  ทรงพระนาม  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  และครั้นเสวยราชสมบัติได้ ๗ เดือน  พระยาหงสาปังเสวกียกพลมายังพระนครศรีอยุธยาในเดือน ๔ นั้น  เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าเสด็จออกไปรบศึกหงสานั้น  สมเด็จพระมเหสีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรี  เสด็จทรงช้างออกไปโดยเสด็จด้วย  และเมื่อได้รบศึกหงสานั้น  ทัพหน้าแตกมาประทัพหลวงเป็นโกลาหลใหญ่  และสมเด็จพระมเหสีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระราชบุตรีนั้น  ได้รบด้วยข้าศึกเถิงสิ้นพระชนม์กับคอช้างนั้น  และศึกหงสาครั้งนั้น  เสียสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า  และสมเด็จพระราเมศวรไปแก่พระยาหงสา  และจึงเอาพระยาปราบและช้างต้นพระยานุภาพตามไปส่งพระยาหงสาเถิงเมืองกำแพงเพชร  และพระยาหงสาจึงส่งพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า  สมเด็จพระราเมศวรเจ้า  มายังพระนครศรีอยุธยา"

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่าของสมเด็จพระนารายณ์  บันทึกเหตุการณ์บอกเล่าเรื่องไว้เพียงย่นย่อ  ไม่มีรายละเอียดเรื่องราวพระยอดฟ้า  และ  คุณท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอกในสมเด็จพระไชยราชา  กับขุนวรวงศาธิราช  เบื้องหลังการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์  ความเป็นมาของสมเด็จพระมหาธรรมราชา  กับทั้งเรื่องสมเด็จพระศรีสุริโยทัยด้วย

          เรื่องสืบเนื่องของประวัติศาสตร์ไทยตอนนี้คือ  เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคตแล้ว  พระราชกุมารอันประสูติแต่คุณท้าวศรีสุดาจันทร์  พระสนมเอกในสมเด็จพระไชยราชา  ได้รับการอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา  โดยมีคุณท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ (ผู้ทรงพระเยาว์)

          และในปีที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชเสด็จจากเชียงใหม่กลับไปหลวงพระบางนั้น  เป็นปีเดียวกันกับที่สมเด็จพระยอดฟ้าเยาวกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาถูกปลงพระชนม์  แล้วขุนชินราชชู้รักแม่ยั่วศรีสุดาจันทร์ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา  เรื่องราวตรงนี้ควรถือว่าเป็นความอัปยศของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  พระราชพงศาวดารกรุงเก่าจึงไม่บันทึกรายละเอียดไว้  และรายละเอียดของเรื่องนี้มีอย่างไร ?

          ....พรุ่งนี้ค่อยนำมาบอกเล่ากันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 14, มกราคม, 2562, 10:34:16 PM
(https://i.ibb.co/K66SGk6/558000012182401.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์ "สุริโยไท"

- ศรีสุดาจันทร์ฆ่าลูก -

พระนาม"ศรีสุดาจันทร์"ฟังหวานหู
เธอเล่นชู้แสนกลสับสนยิ่ง
ยอมฆ่าลูกของตนคนชังชิง
จึงฆ่าทิ้งนางบาปไม่รับรอง


          อภิปราย ขยายความ...........

          ศรีสุดาจันทร์  หนึ่งในสี่พระสนมเอกในสมเด็จพระไชยาราชาธิราชทรงมีบทบาทมาก  เพราะมีพระราชโอรส ๒ พระองค์  ส่วนพระสนมเอกอีก ๓ พระองค์  คือ  ท้าวศรีจุฬาลักษณ์  ท้าวอินทรสุเรนทร  ท้าวอินทรเทวี  ไม่ปรากฏว่ามีพระราชโอรสราชธิดา  ท้าวศรีสุดาจันทร์อยู่ในฐานะที่จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเอกอัครมเหสี  ราชินีแห่งราชสำนักกรุงศรีอยุธยา  แต่ยังมิได้สถาปนา  ด้วยสมเด็จพระไชยราชาธิราช เสด็จสวรรคตลงเสียก่อน

          พระนางศรีสุดาจันทร์มีที่มาไม่ธรรมดา มีนัยว่าพระนางเป็นเชื้้อสายราชวงศ์ละโว้อโยธยา  เช่นเดียวกันกับที่ท้าวศรีจุฬาลักษณ์มีเชื้อสาย (เจ้าหญิง)  ราชวงศ์สุโขทัย  ท้าวอินทรสุเรนทรมีเชื้อสายราชวงศ์ศรีวิชัย  ท้าวอินทรเทวีมีเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ

          วันวลิต  บันทึกเรื่องศรีสุดาจันทร์  พระราชมารดาสมเด็จพระยอดฟ้าไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  ต่างไปจากพงศาวดารฉบับอื่นน่าสนใจว่า

          ..."พระยอดฟ้าเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๕  แห่งสยามเสวยราชย์อยู่ ๓ ปี  พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระชัยราชา  ขึ้นเสวยราชย์เมื่อพระชนม์ ๒๐ พรรษา  ทรงพระนามว่า  พระยอดฟ้าเจ้า  พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายที่มีอนาคตไกล  ทุก ๆ คนเชื่อว่าจะเจริญรอยตามพระราชบิดาทุกอย่าง  เนื่องจากมีหลักฐานปรากฏแน่ชัดในบุุคลิกและพระราชกรณียกิจประจำวันของพระองค์  ดังเช่นพระองค์ทรงนิยมล่าสัตว์เป็นอย่างยิ่ง  ทรงม้าท่องเที่ยวไปทั่วป่า  ทุ่งหญ้า  และทุ่งนา  การทำยุทธหัตถี  และฝึกอาวุธเยี่ยงขุนพลทั้งหลาย...."

          ......."อย่างไรก็ดี  พระองค์เสวยราชย์อยู่ได้เพียง ๓ ปีเท่านั้น  ก็ถูกแม่สีดาเจ้า (ควรเป็นศรีสุดาเจ้า ตรงกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์)  สนมพระราชบิดาใช้เวทย์มนตร์และวางยาพิษพระองค์.."

          ......."พระสนมองค์นี้มีความสนิทชิดชอบกับหมอผี  ซึ่งเข้าแปลนิทานเก่าแก่และประวัติศาสตร์ต่างประเทศเป็นภาษาราชสำนัก  เพื่อที่จะช่วยให้หมอผีได้รับตำแหน่งก้าวหน้าขึ้นไปอีก  พระสนมได้สมรู้ร่วมคิดกับหมอผี  ใช้เวทย์มนตร์สะกดพระเจ้าแผ่นดิน  และลอบปลงพระชนม์  ทุกวันพระสนมจะนำหมอผีไปยังห้องพระบรรทม  และขออยู่ลำพังกับพระเจ้าแผ่นดิน  โดยอ้างว่าจะขออ่านนิทานสนุก ๆ  และข้อควรจดจำให้พระเจ้าแผ่นดินสดับ  และเมื่อหมอผี ด้ใช้เวทย์มนตร์คาถาสะกดพระเจ้าแผ่นดินได้แล้ว  พระสนมก็นำยาพิษมาถวาย  โดยกล่าวว่า  เป็นพระโอสถรักษาพระองค์  ดังนั้น  พระเจ้าแผ่นดินก็สิ้นพระชนม์ลง ท่ามกลางความโศกเศร้าของพสกนิกรทั้งปวง...."

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่าเอ่ยพระนามคุณท้าวศรีสุดาจันทร์ว่า  แม่ยั่วศรีสุดาจันทร์  คำให้การชาวกรุงเก่าเรียกว่า  ศรีสุดาจันทร์  แต่วันวลิตเรียกว่า  ศรีดาสุดาเจ้า  ในที่ต่าง ๆ เรียกว่า  ท้าวศรีสุดาจันทร์  บ้าง แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์บ้าง  ในที่ทั่วไปกล่าวว่าพระนางเป็นพระสนมสมเด็จพระไชยราชา  มีเพียงคำให้การชาวกรุงเก่าแห่งเดียวเท่านั้น  กล่าวว่า  เป็นมเหษีฝ่ายซ้ายสมเด็จพระปรเมศวร  ผู้สืบบัลลังก์ต่อจากสมเด็จพระพันวษา  อย่างไรก็ตาม  ที่สุดแล้วพระนางก็ถูกคณะก่อการประหารชีวิตอย่างเอน็จอนาถ  ดังจะได้กล่าวถึงในวันพรุ่งนี้

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพจากภาพยนตร์เรื่องนี้


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, มกราคม, 2562, 09:53:09 PM
(https://i.ibb.co/fXsk93B/image.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์ "สุริโยไท"

- วรวงศาธิราช -

สองคู่ผู้ร้ายในประวัติศาสตร์
มีเชื้อชาติให้เห็นไม่เป็นสอง
วงศ์ละโว้อโยธยามาลำพอง
นัยเกี่ยวข้องโดยอาจเป็นญาติกัน

ซึ่ง"บุญศรี"มีตำแหน่งมิต้อยต่ำ
เป็นผู้ทำหน้าที่พิธีสวรรค์
ปุโรหิตอิทธิพลคนสำคัญ
รอบรู้สรรพ์วิทยาประเพณี

การขึ้นครองบัลลังก์อย่างสกปรก
ไม่ควรยกย่องไว้ในศักดิ์ศรี
จึงดำรงราชย์ได้ไม่ถึงปี
ดับชีวีอย่างอนาถในบัดดล......


          อภิปราย ขยายความ.......................

          เรื่องราวของขุนวรวงศาธิราชนี้  พระพราชพงศาวดารกรุงเก่าของสมเด็จพระนารายณ์มิได้ให้รายละเอียดไว้  กล่าวแค่เพียง "พาดพิง" ว่า "....ขุนชินราชได้สมบัติ ๔๒ วัน  และขุนชินราชและแม่ยั่วศรีสุดาจันทร์เป็นเหตุ  จึงเชิญสมเด็จพระเธียรราชาธิราชเสวยราชสมบัติ"....." แต่วันวลิตได้ให้รายละเอียดในการครองราชย์ของขุนชินราชว่า........." หลังจากลอบปลงพระชนม์แล้ว  หมอผีก็อยู่ในวังนั้นเอง  และด้วยความช่วยเหลือของพระสนม  ก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  ทรงพระนามว่าพระขุนชินราช  ซึ่่งขัดความประสงค์ของขุนนางและประชาชน...."

          วันวลิตเรียกขุนชินราชว่า  "หมอผี"  ซึ่่งทึ่จริงแล้ว  เขาทำหน้าที่เป็นพราหมณ์ปุโรหิต  มีหน้าที่ทำพิธีกรรรมต่าง ๆ ในราชสำนัก  เป็นนักการศาสนาผู้มีความรู้วัฒนธรรมประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี  ในพงศาวดารฉบับปลีกย่อยอื่น ๆ  กล่าวถึงเขาว่า  เดิมชื่่อบุญศรี  เป็นข้าหลวงเดิม  และมีเชื้อสายเป็นราชนิกูลในราชวงศ์ละโว้อโยธยา (คือทวาราวดี)  นัยว่าเป็นพระญาติ (ลูกพี่ลูกน้อง) กับศรีสุดาจันทร์อีกด้วย

          ศรีสุดาจันทร์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์  คือ  พระยอดฟ้า  กับพระศรีศิลป์  หลังจากพระยอดฟ้าขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว  พระนางได้รับการยกย่องให้เป็น  "แม่อยู่หัว" (แม่หยัว  หรือ  แม่ยั่ว)  ว่าราชการแผ่นดินแทนพระราชโอรส

          เหตุที่จำต้องลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระยอดฟ้านั้น  นัยว่า  เพราะพระนางทรงครรภ์กับนายบุญศรีปุโรหิต  เกรงว่าเรื่องจะแดงขึ้น  จึงวางอุบายลอบปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดิน  พร้อมกับแต่งตั้งยศนายบุญศรีให้เป็น  "ขุนชินราช"  มีตำแหน่งในราชสำนักสูงขึ้นด้วย

          ครั้นสมเด็จพระยอดฟ้าสิ้นพระชนม์ (ด้วยการถูกลอบปลงพระชนม์) แล้ว  แม่อยู่หัวผลักดันให้ขึ้นครองราชย์เฉลิมพระนามว่า  "ขุนวรวงศาธิราช"  ข้าราชสำนักและประชาชนไม่พอใจในพฤติกรรมแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์  และขุนวรวงศาธิราชเป็นอย่างยิ่ง

          ครานั้น  ขุนพิเรนทรเทพ  กรมพระตำรวจ  ผู้มีเชื้อสายเป็นเจ้าชายในราชวงศ์สุโขทัย (พระญาติเจ้าหญิง  "คุณท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชไว้วางพระทัยมาก  จนมีข้าราชการในราชสำนักให้ความเคารพยำเกรงเสมอมา)  จึงปรึกษาวางแผนลับ ๆ กับข้ราชการในราชสำนักผู้ใกล้ชิด  ลอบปลงพระชนม์ขุนชินราชกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสีย

          วันวลิตให้รายละเอียดในการลอบปลงพระชนม์ทั้งสองคนนี้โดยสรุปใจความได้ว่า....  ขุนชินราช (วรวงศาธิราช) ถูกลวงให้ไปยังโรงช้างแล้วถูกลอบยิงด้วยปืนสิ้นพระชนม์  แล้วโยนร่างให้สุนัขกิน  ส่วนศรีสุดาจันทร์นั้นถูกฆ่าด้วยดาบแล้วโยนร่างลงน้ำทิ้งไป..... แต่  คำให้การชาวกรุงเก่า  กล่าวว่า  ถูกลวงให้ไปคล้องช้างเผือก ณ เมืองสรรคบุรี  เสด็จลงเรือไปทางชลมารคพร้อมด้วยศรีสุดาจันทร์  และพระะธิดาที่ประสูติใหม่  เมื่อไปถึงที่ซุ่มของขุนพิเรนทรเทพกับพวก  ก็ถูกกองซุ่มพายเรือพุ่งเข้ารุมฟันด้วยดาบสิ้นพระชนม์ทั้งสามพระองค์ ณ ที่นั้น

          หลังจากปลงพระชนม์ขุนวรวงศาธิราชแล้ว  ขุนพิเรนทรเทพกับคณะผู้ก่อการก็เข้าเฝ้าพระเฑียรราชา (หรือเธียรราชา)  ซึ่งทรงพระผนวชและประทับอยู่ ณ วัดราชประดิษ  ขอให้ลาพระผนวช  แลัวอัญเชิญขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา  เฉลิมพระนามว่า  "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช"

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, มกราคม, 2562, 10:12:36 PM
(https://i.ibb.co/h89jvrq/Maha-Dhammarajadhiraj.jpg) (https://imgbb.com/)
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (ขุนพิเรนทรเทพ)

- จักรพรรดิวรราชาธิราช -

เรื่อง"เสียกรุงครั้งแรก"ยากแยกแยะ
มี"ตัดแปะ"ประวัติศาสตร์ขาดเหตุผล
"วันวลิต,ชาวกรุงเก่า"เล่าปะปน
จึงต้องค้นคว้ามาสรุปความ

"เฑียรราชา"ครองราชสมบัติใหม่
มิทันไรศึกมาน่าเกรงขาม
คือพม่ารามัญบุกมาคุกคาม
ทำสงคราม"ชนช้าง"สร้างวีรกรรม

"วีรสตรี"ปรากฏพระยศยิ่ง
พม่าชิงได้ชัยไม่เหยียบย่ำ
เอาตัวประกันฉันทะถือกระทำ
ไทยตกต่ำวุ่นวายอยู่หลายปี...


          อภิปราย ขยายความ........

          ประวัติศาสตร์ชาติไทยช่วงตอนนี้แม้เวลาไม่ยาวไกลจากปัจจุบันนัก  แต่ก็มีความสับสนอยู่ไม่น้อย  ความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  คำให้การชาวกรุงเก่าและพงศาวดารปลีกย่อย  รวมทั้งตำนาน  มีความขัดแย้งกันอยู่มาก

          พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของวันวลิต  กล่าวว่า  พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๗ แห่งสยาม  เป็นลูกพี่ลูกน้อง  หรือเป็นหลานของพระยอดฟ้าเจ้า  ครองราชสมบัติเมิ่อมีพระชนม์ ๔๒ พรรษา

          คำให้การชาวกรุงเก่า  กล่าวว่า  พระเฑียรราชาเป็นโอรสสมเด็จพระปรเมศวร  พระเชษฐาสมเด็จพระไชยราชา  มีพระมารดาเป็นมเหษีฝ่ายขวาในสมเด็จพระปรเมศวร  นามว่า  จิตรวดี  ซึ่งเป็นคำให้การที่เลอะเลือนมาก

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ฉบับหลวงประเสริฐฯ  ที่สมเด็จเด็จพระนารายณ์โปรดให้บันทึกไว้นั้น  มีความน่าเชื่อถือได้มากที่สุด  กล่าวว่า  พระเธียรราชาเป็นพระอนุชาสมเด็จพระไชยราชา  ขณะที่เกิดเหตุวุ่นวายในราชสำนักนั้น  ทรงปลีกพระองค์ออกทรงผนวชอยู่วัดราชประดิษ  ขุนพิเรนทรเทพและคณะเข้าเฝ่้าหลังจากก่อการสำเร็จแล้ว  กราบทูลขอให้ลาสิกขาแล้วขึ้นครองราชสมบัติ  เฉลิมพระนามว่า  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิวรวราชาธิราชเจ้า  หลังจากครองราชได้เพียง ๗ เดือน  พระเจ้าหงสาวดีนามว่า  ปังเวกี  ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา  พระมเหสีกับพระราชธิดาทรงช้างออกร่วมรบ  และชนช้างกับข้าศึกจนสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์

          ย้อนกลับไปในช่วงตอนที่พระราชพงศาวดารกรุงเก่ามิได้จดบันทึกไว้  คือหลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิขึ้นนั่งบัลลังก์แล้วมิได้มีการปูนบำเหน็จความชอบแก่ผู้ก่อการเลย  ซึ่งขัดต่อความเป็นจริง

          มีความปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่า  ที่ให้การแก่พระเจ้ากรุงอังวะว่า  สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ  ทรงปูนบำเเหน็จแก่ผู้ก่อการไว้ว่าดังนี้

          ...." แล้วตรัสว่า ขุนพิเรนทรเทพเล่า  บิดาเป็นราชวงศ์พระร่วง  มารดาไซร้  เป็นราชวงศ์แห่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า  ขุนพิเรนทรเทพ  เป็นปฐมคิด  เอาเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า  ให้รับพระบัณฑูรครองเมืองพระพิษณุโลก  จึงตรัสเรียกสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระสวัสดิราช  ถวายพระนามพระวิสุทธิกษัตรี  เป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีเมืองพระพิษณุโลก  พระราชทานเครื่องราชาบริโภคให้ตำแหน่งศักดิ์ฝ่ายทหารพลเรือน  เรือชัยพื้นดำพื้นแดงคู่หนึ่ง  และเครื่องราชกุธภัณฑ์ให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าทรงขึ้นไป"

          จึงได้ความชัดเจนว่า  ขุนพิเรนทรเทพนั้น  มีบิดาเป็นเจ้าชายในราชวงศ์พระร่วงสายมหาธรรมราชาบรมปาล  มีมารดาเป็นเจ้าหญิงในราชสำนักสมเด็จพระไชยราชาธิราช  เชื้้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิ-สุโขทัยจึงมิใช่สามัญชนที่ขึ้นมาครองยศตำแหน่ง  เมื่อปูนบำเหน็จความชอบแก่ทุกคนในคณะผู้ก่อการตามสมควรแก่ฐานานุรูปแล้ว  ทรงสถาปนาขุนพิเรนทรเทพขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า  เป็นการคืนตำแหน่ง  "มหาธรรมราชา"  แก่ราชวงศ์พระร่วง  หลังจากถูกสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรง "ดอง" เก็บไว้เป็นเวลานานแล้ว  มิใช่เพียงเท่านั้น  ยังทรงพระราชทานพระสวัสดิราช  ซึ่งเป็นราชธิดาพระองค์หนึ่งในหลายพระองค์ให้เป็นพระชายา  แล้วสถาปนาพระนางให้เป็น  สมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี  อัครมเหสีแห่งเมืองพระพิษณุโลกอีกด้วย

          สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก่อนผนวช  ทรงมีพระชายาและพระโอรสธิดาหลายพระองค์  มิใช่มีหลังจากลาพระผนวชแล้วตามที่มีบางท่านเข้าใจ  และสงสัยว่า  ในเมื่อทรงพระผนวชอยู่  จะมีพระชายาและโอรสธิดาได้อย่างไร

          ความจริงพระองค์ทรงพระผนวชอยู่ในระยะเวลาไม่นานนักจะเรียกว่า  "บวชการเมือง"  ก็ได้  เรื่องราวของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้มีให้บอกเล่ามากมาย  พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบตุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, มกราคม, 2562, 09:48:08 PM
(https://i.ibb.co/WDCJ2Sr/Emperor1.jpg) (https://imgbb.com/)

- พระบรมดิลกวีรสตรี -

ศึกพม่าครานั้นรู้กันทั่ว
ต้อง"มอบตัวประกัน"อยู่หวั่นไหว
เริ่มการรบดุเดือดเลือดนองไทย
จารึกไว้รูปนามคุณความดี

"วีรสตรี"ที่เชิดชูโลกรู้จัก
คือโฉมยงองค์อัครมเหสี
"สุริโยทัย"งามปลอดยอดสตรี
พระทรงพลีพระชนม์ชนช้างศัตรู

พระธิดาหนึ่งองค์ทรงกล้าหาญ
ทรงคชาทะยานประจัญสู้
ไสช้างศึกฮีกหาญต้านริปู
ยอดพธูสิ้นพระชนม์บนคอช้าง

ธ พระนามควรชม"บรมดิลก"
ไทยควรยกย่องชูโลกรู้บ้าง
วีรสตรีกตัญญูผู้วายวาง
เป็นแบบอย่างไทยล้วนควรจดจำ


          อภิปราย ขยายความ...........

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่าเรียกพระนามพระเจ้ากรุงหงสาวดีว่า  "ปังเสวกี"  แต่ในที่ทั่ว ๆ ไปเรียกพระนามว่า  "ตะเบงชเวตี้"  ศึกหงสาวดีครั้งนี้  วันวลิตมิได้บันทึกไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของเขา  ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงเก่าของสมเด็จพระนารายณ์  ก็บันทึกไว้เพียงย่นย่อ  แต่ว่ามีพงศาวดารตำนานอื่นให้รายละเอียดไว้  โดยเฉพาะ  "คำให้การชาวกรุงเก่า"  ที่ให้การแก่พระเจ้ากรุงอังวะเมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐  ได้ให้รายละเอียดไว้อย่าน่าสนใจมากว่าดังต่อไปนี้

          ....."พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา  โดยเข้ามาทางเมืองระแหง (ตาก)  พระมหาจักรพรรดิยกออกรับทัพ  และรบกันที่ทุ่งมโนรมย์ (เมียนมาร์เรียก มโนรัมมา)  ทั้งสองทัพรบกันเป็นสามารถ  ไพร่พลล้มตายลงเปนอันมาก  ขณะยังไม่รู้แพ้ชนะกันนั้น  พระเจ้าหงสาวดีทรงดำริว่า  ขืนรบกันต่อไปก็จะมีผู้คนล้มตายมากขึ้นทั้งสองฝ่าย  ไม่เป็นการสมควรเลย  "เราคิดอุบายรบกันแต่สองต่อสองเถิด"  จึงท้าพระมหาจักพรรดิชนช้างกันในอีก ๗ วันข้างหน้า  พระมหาจักรพรรดิทรงรับคำท้า  แล้วต่างฝ่ายก็หย่าทัพ  เตรียมตัวจะทำยุทธหัตถีกัน ณ ทุ่งมโนรมย์ต่อไป

          ....ครั้นครบกำหนดนัด  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเกิดทรงพระประชวรมากจนไม่สามารถออกทำยุทธหัตถีได้  ฝ่ายพระมหาเทวีผู้เป็นพระมเหสีจึงประชุมพระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งปวงปรึกษาหารือกันว่าจะทำประการใดดี  ในขณะนั้น  พระบรมดิลก  ราชธิดาผู้มีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา  จึงทูลว่า  "พระราชบิดาได้ทรงทำสัญญาไว้กับพระเจ้าหงสาวดีแน่นหนามาก  ถ้าไม่ออกไปทำยุทธหัตถีในวันนี้  ก็จำจะต้องยกราชสมบัติให้แก่เขาตามสัญญา  คราวนี้ไม่มีใครที่จะออกต่อสู้ด้วยข้าศึกแล้ว  กระหม่อมฉันจะขอรับอาสาออกไปชนช้างกับพระเจ้าหงสาวดี  ฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระราชบิด า ถึงแม้กระหม่อมฉันจะเสียชีวิตในท่ามกลางข้าศึก  ก็มิได้คิดอาลัย  จะไว้ชื่่อให้ปรากฏในแผ่นดินชั่วกัลปาวสาน"

          ....พระมหาเทวีทรงห้ามปรามอย่างไรพระบรมดิลกก็ไม่ฟัง  ในที่สุดก็ทรงยอมให้พระนางออกไปกระทำยุทธหัตถี  พระบรมดิลกทรงแต่งพระองค์เป็นชาย  แล้วถวายบังคมลาออกทรงช้างต้นบรมฉัททันต์ที่กำลังคลั่งมันอยู่  เมื่อทั้งสองฝ่ายออกสู่ทุ่งมโนรมย์พร้อมกันแล้ว  ก็ยกธงเป็นสัญญา  ต่างก็เข้าทำยุทธหัตถี  ชนช้างกัน  พระบรมดิลกเป็นสตรีไม่ชำนาญการขับขี่คชาธาร  ก็เสียทีแก่พระเจ้าหงสาวดี  ช้างต้นบรมฉัททันต์เบนท้ายให้แก่พระเจ้าพระเจ้าหงสาวดี  พระเจ้าหงสาวดีก็ทรงพระแสงง้าวฟันถูกพระบรมดิลกตกจากช้างทรง  พระบรมดิลกร้องได้คำเดียวก็สิ้นพระชนม์ ...

          ....พระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟังเสียงจึงทราบชัดว่าเปนสตรีปลอมออกมาทำยุทธหัตถีกับพระองค์  ก็เสียพระทัย  ทั้งละอายแก่ไพร่พลทั้งปวง  จึงตรัสในที่ประชุมว่า  "ครั้งนี้เราเสียทีเสียแล้ว ด้วยเราไม่พิจารณาให้แน่นอน  หลงทำยุทธนาการกับสตรีให้เสื่อมเสียเกียรติยศ  กิตติศัพท์จะลือชาปรากฏไปชั่วกัลปาวสานว่า  เราเปนคนขลาดจึงมาทำยุทธนาการสู้รบกับสตรี"  เมื่อพระเจ้าหงสาวดีตรัสดังนี้แล้วก็ให้รวบรวมผู้คนช้างม้ายกกลับคืนพระนคร"

          .....จากนั้นแม่ทัพนายกองก็อัญเชิญพระศพของพระบรมดิลกกลับเข้าพระนคร  พระมหาจักรพรรดิ  พระมหาเทวี  พระบรมวงศานุวงศ์และปวงชนชาวพระนครศรีอยุธยาพากันโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง  หลังจากตั้งพระศพและให้มีการมหรสพสมโภชแล้วพระราชทานพระเพลิงศพ  ทรงให้ก่อเป็นพระเจดีย์และบรรจุพระอัฐิพระบรมดิลก ณ พระเมรุที่ถวายพระเพลิงศพนั้น  ที่นั้นจึงได้นามว่า  "เนินเจ้า"  สืบมา ....."

          คำให้การชาวกรุงเก่าที่ยกมาแสดงนี้ขัดแย้งกับความในพงศาวดารฉบับอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง  เฉพาะการทำยุทธหัตถีนั้น  พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ของสมเด็จพระนารายณ์กล่าวว่า  สมเด็จพระศรีสุริโยทัยและพระราชธิดาแต่งพระองค์เป็นชายตามเสด็จ  เมื่อทัพแตกมาปะทะกันเป็นโกลาหล  สมเด็จพระศรีสุริโยทัยกับพระราชธิดาได้ชนช้างกับข้าศึก  และสิ้นพระชนม์ทั้งคู่

          .........เรื่องนี้ยังจบไม่ลงครับ เพราะหมดเวลาสำหรับวันนี้เสียแล้ว

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๒ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบตุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, มกราคม, 2562, 10:36:47 PM
(https://i.ibb.co/9Vxq2PM/suriyothai.jpg) (https://imgbb.com/)

- ไทย & พม่า สัญญาสงบศึก -

ชาวกรุงเก่าให้การตำนานหนึ่ง
ได้กล่าวถึงศึกสงบ"รบระส่ำ"
สองกษัตริย์ละวางการสร้างกรรม
ด้วยการทำสัญญาย้ำไมตรี

หนึ่งเบื้องหลังค่อนลึกศึกหงสา
ฝ่ายพม่า"ตะเบงชเวตี้"
ต้องการ"ช้างเผือก"เสริมบารมี
ด้วยกรุงศรีอยุธยามีมากมาย


          อภิปราย ขยายความ..........

          ชาวกรุงเก่าให้การว่า  พระมหาจักรพรรดิทรงพระประชวรหนักไม่อาจออกทำยุทธหัตถีได้  "พระบรมดิลก"  พระราชธิดาวัย ๑๖ พรรษา  จึงอาสาออกรบแทนพระราชบิดา  แล้วถูกพระเจ้าหงสาวดีใช้ง้าวฟันตกหลังช้างสิ้นพระชนม์  พระเจ้าหงสาวดีทราบความจริงทรงเสียพระทัย  จึงยกทัพกลับคืน  ในคำให้การนี้ไม่มีสมเด็จพระศรีสุริโยทัยออกรบด้วย

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ของสมเด็จพระนารายณ์บันทึกไว้ว่า  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงช้างออกศึก  โดยมี  สมเด็จพระศรีสุริโยทัย  อัครมเหสีพร้อมพระราชธิดาแต่งพระองค์เป็นชายโดยเสด็จด้วย แล้วถูกข้าศึกฟันจนสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์

          ความน่าจะเป็นตามบันทึกของพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  แต่สิ่งที่ขาดหายจากพระราชพงศาดารนี้คือ  รายละเอียดของเหตุการณ์รบ  และพระนามของพระราชธิดาไม่ปรากฏ

          พงศาวดารฉบับปลีกย่อยซึ่งเกิดภายหลังพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  ต่างก็มุ่งที่จะถวายพระเกียรติยศสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  ให้เป็นวีรสตรีไทยที่โดดเด่นอยู่ในประวัติศาสตร์  จึงให้รายละเอียดเฉพาะเรื่องของพระนาง  โดยมิได้สนใจในพระราชธิดาซึ่งสิ้นพระชนม์พร้อมกันเลย

          สรุปข้อเท็จจริงตอนนี้ได้ว่า  ศึกหงสา  หรือ  "สงครามช้างเผือก"  ครั้งแรกนี้  ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาสูญเสียบุคคลสำคัญไป ๒ พระองค์  คือ  สมเด็จพระศรีสุริโยทัย  กับ  พระบรมดิลกราชธิดา

          ชาวกรุงเก่าให้การถึงการสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ  ดังต่อไปนี้............."ครั้นจุลศักราช ๙๒๓ ปี (พ.ศ.๒๑๐๔)  พระเจ้าหงสาวดียกทัพมีจำนวนพล ๙๐๐,๐๐๐  มาตีกรุงศรีอยุยาอีก  ตั้งทัพที่ทุ่งมโนรมย์"

          พระเจ้าตะเบงชเวตี้  ยกทัพมาเป็นครั้งที่ ๒  คราวนี้มีกำลังพลมหาศาล  ชาวกรุงเก่า  บอกเล่าว่ามาตั้งทัพที่ทุ่งมโนรมย์ (ทุ่งมะขามหย่อง ?)  ทางกรุงศรีอยุธยาตั้งรบเป็นสามารถ  ไม่แพ้ชนะกัน  ฝ่ายพระมหาจักรพรรดิ  ทรงจัดทหารผู้เข้มแข็ง ๔๐๐ คนติดตามช้างพระที่นั่ง  โดยให้เอาสุรากรอกช้างพลายวิไชยซึ่งเป็นคชาธารกำลังคลั่งมันอยู่ให้มึนเมา  เอาเกลือกเหล็กกันขวากหนามสวมใส่เท้าทั้ง ๔  เอาปลอกเหล็กเกราะโซ่  สวมงาทั้งสองและงวง  เมื่อแต่งช้างเสร็จแล้ว  ลอบเข้าจู่โจมค่ายพระเจ้าหงสาวดี  ขณะทหารไม่ทันรู้ตัว  จึงแตกตื่นวุ่นวายหนีตายเป็นจ้าละหวั่น  พระเจ้าหงสาวดีเห็นดังนั้นจึงรีบขึ้นช้างทรงหนีออกจากค่าย  โดยพระบาทของพระองค์มีพระโลหิตไหล  บาดเจ็บเล็กน้อย  นายช้างเอาผ้าพันไว้  และเมื่อตั้งสติได้แล้วทรงรวบรวมพลกลับเข้าค่ายตามเดิม

          ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งสองฝ่าย  เห็นว่าการรบจะยึดเยื้อไปนาน  ยากที่จะรู้แพ้ชนะแก่กัน  จึงปรึกษาหาทางเป็นพระราชไมตรี  และนำความขึ้นกราบทูลพร้อมกันทั้งสองฝ่าย  พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองพระองค์ทรงเห็นชอบ  จึงนัดเจรจาสงบศึก  โดยตั้งพลับพลา ณ ทุ่งมโนรมย์  เมื่อถึงเวลานัด  ทั้งสองพระองค์เสด็จออกพร้อมกัน ณ พลับพลาที่ประทับ  ห้ามมิให้ใครนำอาวุธยุทธภัณฑฺเข้ามาในที่นั้น

          เมื่อทำสัตย์ต่อกันแล้วพระมหาจักรพรรดิจึงตรัสว่า  " แต่ก่อนเราทั้ง ๒ เปนศัตรูกัน  มาบัดนี้เปนไมตรีมีพระราชอาณาจักรเปนทองแผ่นเดียวกันแล้ว  ธรรมดาช้างทั้งหลายย่อมเกิดสำหรับบุญของกษัตริย์ผู้มีบุญ  เราตั้งใจว่านอกพระองค์แล้วจะไม่ยอมให้ใครเลย  บัดนี้จะถวายแก่พระองค์ช้าง ๑ "  ตรัสดังนี้แล้วจึงถวายช้างบรมฉัตทันต์แก่พระเจ้าหงสาวดี

          ครั้นแล้วทั้ง ๒ กษัตริย์ก็ให้ทำจารึกศิลาประกาศทางพระราชไมตรีมีใจความว่า.... "พระเจ้ากรุงหงสาวดีกับพระพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา  มีพระราชไมตรีต่อกันแล้ว  ตั้งแต่นี้ไปให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวง  รักษาไมตรีต่อกัน  ที่สุดแต่หญ้าเส้น ๑  ก็อย่าให้ใครล่วงเกินกันเลย"  ดังนี้  เมื่อจารึกแล้วก็ให้ยกเสาศิลาปักไว้ในที่แดนต่อแดน  พระเจ้าหงสาวดีก็ยกทัพกลับพระนครหงสาวดี พระมหาจักรพรรดิก็คืนเข้าพระนคร

          ...คำให้การของชาวกรุงเก่าดังกล่าวนี้ควรถือได้ว่าเป็นความรู้ใหม่ของนักประวัติศาสตร์ไทย

          ...โดยความเป็นจริงแล้วศึกหงสาวดีครั้งนี้มิได้จบลงง่าย ๆ ดังนั้น  มีรายละเอียดการรบติดพันกันอยู่นาน  ก่อนที่จะเสียกรุงให้แก่หงสาวดี  พรุ่งนี้ว่ากันต่อนะครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พืพืธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งไทย
๓ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบตุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 19, มกราคม, 2562, 10:03:09 PM
(https://i.ibb.co/pfXhLpn/1401559089-o.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์ "สุริโยไท"

- พระเจ้าช้างเผือก -

"พระนารายณ์"ให้ทำลำดับเรื่อง
ความต่อเนื่องกันไว้มิให้หาย
ศึกพม่าครั้งแรกแตกเรื่องราย
ต่างขยายความกันอย่างบันเทิง

ยุทธหัตถีมีจริงเจ้าหญิงสิ้น
เจ้าแผ่นดินรบพุ่งกันยุ่งเหยิง
ไทยพลาดท่าพ่ายเพลียเสียชั้นเชิง
"ม่าน"ระเริงชัยโยโห่กลับไป


          อภิปราย ขยายความ........

          คำให้การชาวกรุงเก่าเล่าเรื่องการทำสัญญาสงบศึกในปีจุลศักราช ๙๒๓  ตรงกับพุทธศักราช ๒๑๐๔ นั้น  พระราชพงศาวดารกรุงเก่าของสมเด็จพระนารายณ์  บันทึกไว้ว่า  เกิดเรื่องราวขึ้นอีกเหตุการณ์หนึ่ง ไม่ตรงกับคำให้การชาวกรุงเก่า  ทั้งนี้้เพราะชาวกรุงเก่าลำดับเรื่องข้ามความสำคัญตรงนี้ไป  เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปีดังกล่าวนี้คือ

          "ศักราช ๙๒๓ ระกาศก (พ.ศ. ๒๑๐๔)  พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดมหาธาตุ  แล้วหนีออกไปอยู่ตำบลม่วงมดแดง  และพระสังฆราชวัดป่าแก้วให้ฤกษ์แก่พระศรีศิลป์ให้เข้ามาพระราชวัง ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘  ครั้งนี้พระยาสีหราชเดโชเป็นโทษรับพระราชอาญาอยู่  และพระยาสีหราชเดโชจึงให้ไปว่าแก่พระศรีศิลป์ว่า  ครั้นพ้นวันพระแล้วจะให้ลงพระราชอาชญา  ฆ่าพระยาสีหราชเดโชเสีย  และขอให้เร่งยกเข้ามาให้ทันแต่ในวันพระนี้  และพระศรีศิลป์จึงยกเข้ามาแต่ในวันพฤหัสบดี แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘  เพลาเย็นมาแต่กรุง  ครั้นรุ่งขึ้นวันพระนั้น  พระศรีศิลป์เข้าพระราชวัง  ครั้งนั้นได้พระศรีศิลป์มรณภาพในพระราชวังนั้น  ครั้นแลรู้ว่าพระสังฆราชป่าแก้วให้ฤกษ์แก่พระศรีศิลป์เป็นแม่นแล้วไซร้  ก็ให้เอาพระสังฆราชป่าแก้วไปฆ่าเสีย"

          ได้ความจากบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าตอนนี้ว่า  พระศรีศิลป์  โอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระไชยาราชาธิราช  กับ  พระนางศรีสุดาจันทร์  ซึ่งถูกบังคับให้ผนวชอยู่ ณ วัดมหาธาตุนั้น  เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิขึ้นครองราชย์  และหลังจากพระเจ้าหงสาวดียกมาตีกรุงศรีอยุธยาได้ชัยกลับไปแล้ว  พระศรีศิลป์คิดการขบถ  หมายปลงพระชนม์สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสีย  จึงหนึออกจากวัดมหาธาตุไปซุ่มอยู่ที่ตำบลม่วงมดแดง  สะสมกำลังแล้วลอบเข้าเมือง  และเข้าในวังได้  แต่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทราบ  จึงประหารพระศรีศิลป์สิ้นพระชมน์ในวังนั้นเอง

          สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้พระโหราเรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปีที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๙๑  ไว้ดังต่อไปนี้
          ..... พ.ศ. ๒๐๙๒ ได้ช้างเผือกพลายจากป่าตะนาวศรี  ให้ชื่อ  ปัจจัยนาเคนทร์  และให้ก่อกำแพงพระนครศรีอยุธยา
          ..... พ.ศ. ๒๐๙๓ ทำการพระราชพิธีปฐมกรรม ณ ตำบลท่าดินแดง
          .....พ.ศ. ๒๐๙๕ ให้แปลงเรือแชเป็นเรือชัยและหัวสัตว์
          ..... พ.ศ ๒๐๙๖ ทำพิธิมัธยมกรรม ณ ตำบลชัยนาทบุรี
          ..... พ.ศ. ๒๐๙๗ เสด็จไปบางละมุง  ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง  เดือน ๑๒  ปีเดียวกันนั้น  ได้ช้างเผือกจากป่ากาญจนบุรี  ให้ชื่อว่า  พระคเชนทโรดม
          ..... พ.ศ.๒๐๙๘ ได้ช้างเผือกพลายจากป่าเพชรบุรี  ให้ชื่อ  พระแก้วทรงบาศ
          ..... พ.ศ. ๒๐๙๙ แต่งทัพไปละแวก  ให้พระยาสวรรคโลกเป็นทัพหลวง  พระมหามนตรีถืออาญาสิทธิ์  พระมหาเทพถือเกวียน  ฝ่ายทัพเรือให้พระยาเยาวเป็นนายกอง  ครั้งนั้นลมพัดจัด  ทัพเรือไปมิทันทัพบก  พระยารามลักษณ์เข้าบุกทัพในกลางคืนแล้วแตกพ่ายมาประทัพใหญ่  ครั้งนั้นเสียพระยาองค์สวรรคโลกนายกองและช้างม้ารี้พลมาก
          ..... พ.ศ. ๒๑๐๐ เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวังมาก  ให้ทำการพะราชพิธีอาจาริยาภิเษกและอินทราภิเษกในวังใหม่  พระราชทานสัตดกมหาทาน  พร้อมให้ช้างเผือกเป็นทาน  จากนั้น  เสด็จไปวังช้าง  ตำบล โตรกพระ  ได้ช้างพัง ๖๐ ช้าง
          ..... พ.ศ. ๒๑๐๒ ไปวังช้างตำบลแสนตอ  ได้ช้างพลายพัง ๔๐ ช้าง
          ..... พ.ศ. ๒๑๐๓ เสด็จไปวังช้างตำบลวัดไก่  ได้ช้างพลายพัง ๕๐ ช้าง  และได้ช้างเผือกซึ่งตาช้างนั้นมิได้เป็นเผือก  มีลูกติดมาด้วยตัวหนึ่ง
          ..... พ.ศ. ๒๑๐๔ พระศรีศิลปืเป็นขบถ.......

          ความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกเรื่องราวตั้งแต่พระเธียรราชาขึ้นครองราชสมบัติ  ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  อยู่ได้ ๗ เดือน  พระเจ้าหงสาปังเสวกี (ตะเบงชเวตี้)  ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระมเหสีพร้อมพระราชธิดาออกรบด้วยแล้วสิ้นพระชนม์ทั้งคู่  พระเจ้าหงสาวดีจับตัวสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าและพระราเมศวรเจ้าไปเป็นตัวประกัน แล้วปล่อยกลับคืนเมื่อเสด็จไปถึงกำแพงเพชรแล้ว

          หลังจากนั้น  กรุงศรีอยุธยาว่างศึกอยู่หลายปี  สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิทรงเสด็จไปคล้องช้างได้ช้างพลายช้างพังมากมาย  และช้างเผือกอีกหลายเชือก  ในช่วงเวลานั้นมีการศึกเพียงครั้งเดียว  คือให้พระยาองค์สวรรคโลก  ราชบุตรบุญธรรม (เป็นชาวกัมพูชา)  ยกไปตีเมืองละแวก  แต่เสียทัพกลับมา  พระยาองค์สวรรคโลกตายในที่รบ

          ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๑๐๔ หลังจากปราบขบถพระศรีศิลป์ลงแล้ว  พระเจ้าหงสาวดีจึงยกทัพใหญ่มาอีกครั้ง

          ...พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัยธานี
๔ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 20, มกราคม, 2562, 10:54:43 PM
(https://i.ibb.co/J5ky4Pz/618-11.jpg) (https://imgbb.com/)

- สงครามช้างเผือก -

ศึกพม่าคราเว้นเป็นช่วงว่าง
เรื่องราวทางพม่านั้นผันแปรใหญ่
บุเรงนองครองแผ่นดินปราบสิ้นภัย
ตั้งวงศ์ใหม่เดชาบารมี

"สิบสี่ปี"ที่ไทยเกิดหลายเรื่อง
ความขัดเคืองร้าวฉานจนพาลหนี
เหมือน"น้ำผึ้งหยดเดียว"แค่ตบตี
กลายเป็นกรีธาทัพสัประยุทธ์

"มหาธรรมราชา"ทรงล่าหนี
เข้าหงสาวดีเป็นที่สุด
"บุเรงนอง"รับไว้ไม่ซ้ำทรุด
เหมือนการจุดไฟสงครามลุกลามมี


          อภิปราย ขยายความ........

          เรื่องที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย  แต่มีอยู่ใน "พงศาวดารกระซิบ" และเอกสารต่างประเทศ  กล่าวว่า  พระเจ้าตะเบงชเวตี้  มิได้ยกทัพกลับไปด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์  หากแต่ทรงบาดเจ็บเนื่องจากทรงปืนใหญ่ด้วยพระองค์เอง  หมายยิงถล่มกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยาให้พินาศ  แต่กระบอกปืนใหญ่เกิดแตกเมื่อพระองค์ทรงจุดชนวนปืน  เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บมาก  จึงสั่งล่าทัพกลับไป  และทรงสิ้นพระชนม์เมื่อเข้าเหยียบแผ่นดินของพระองค์

          หลังจากพระเจ้าหงสาวดีปังเสวกี  หรือ  ตะเบงชเวตี้สวรรคต  แผ่นดินพม่าเกิดความแตกแยก  บรรดาเมืองต่าง ๆ ตั้งตนเป็นใหญ่  บุเรงนองขุนศึกคู่พระทัยของพระเจ้าตะเบงชเวตี้ต้องใช้เวลาในการปราบปรามหัวเมือง  ชนเผ่าต่าง ๆ  มี  มอญ  กะเหรี่ยง  ไทยใหญ่  เป็นต้น  เมื่อปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ  ได้สิ้นแล้ว  จึงปราบดาภิเษกขึ้นครองกรุงหงสาวดี  ปกครองประเทศต่อไป

          ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้น  พระมหาจักรพรรดิทรงเสด็จคล้องช้างในที่ต่าง ๆ  ได้ช้างพลายช้างพัง  พร้อมช้างเผือกทั้งพลายและพัง  เป็นจำนวนมาก  ยามนั้นมีราชวงศ์กัมพูชาองค์หนึ่งหนีมาสวามิภักดิ์  ทรงรับไว้เป็นพระราชบุตรบุญธรรมแล้วตั้งให้ครองเมืองสวรรคโลก  ต่อมาโปรดให้นำทัพไปปราบพญาละแวก  และสิ้นพระชนม์ในสงคราม  ดังกล่าวมาแล้วนั้น

          ในช่วงเวลา ๑๔ ปี นั้น  เกิดความไม่สงบขึ้นภายในราชสำนักพระพิษณุโลก  จนทางกรุงศรีอยุธยาต้องยกกำลังขึ้นไปจะจับพระมหาธรรมราชาลงโทษ  แต่พระมหาธรรมราชาทรงหลบหนีไปเมืองหงสาวดี  ขอพึ่งพระโพธิสมภารพระเจ้าบุเรงนอง  อันเป็นเหตุให้พม่ายกแสนยานุภาพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง  สงครามครั้งนี้  นักประวัติศาสตร์เรียกกันว่า  "สงครามช้างเผือก"  ไทยต้องเสียกรุงเป็นครั้งแรก

          เบื้องหลังหรือสาเหตุที่พระมหาธรรมราชาหนีไปพึ่งระเจ้าบุเรงนอง  ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย  แต่มีความในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ วันวลิต  เขียนไว้  เป็นเรื่องน่าเรียนรู้ไว้

          พรุ่งนี้จะนำความของวันวลิตมาแสดงครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๖ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 21, มกราคม, 2562, 10:07:45 PM
(https://i.ibb.co/y8bhNpy/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนอง : เมียนมาร์

- "บุเรงนองลั่นกลองรบ" -

"วันวลิต"บอกเล่าเจ้าพิษณุโลก
ทรงเผลอ"โขกพระเศียรมเหสี"
พระโลหิตไหลแล้วพระเทวี
ใช้สำลีซับถ้วยทองฟ้องบิดา

เจ้ากรุงศรีจัดกำลังหวังลงโทษ
จึงหลบโลดฝ่าดงไปหงสา
"บุเรงนอง"รับช่วยด้วยเมตตา
ยกทัพมากรุงศรีรบมีชัย

ได้ช้างเผือกตัวประกันอันต้องจิต
ชนะหมดทศทิศสิทธิ์ยิ่งใหญ่
"มหาราชเอเซีย"นามเกริกไกร
มิใช่ใครคือคนเก่ง"บุเรงนอง"


          อภิปราย ขยายความ...........

          หลังจากที่พระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกทัพกลับหงสาวดีแล้วสวรรคต  พม่าแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า  บุเรงนองขุนพลคู่พระทัยตะเบงชเวตี้ใช้เวลา ๑๐ ปีเศษจึงปราบปรามได้หมดสิ้นแล้วขึ้นครองบัลลังก์  จากนั้นยกทัพใหญ่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา  เบื้องหลังที่พระเจ้าบุเรงนองยกทพมาตีกรุงศรีอยุธยานั้น  วันวลิต  บอกเล่าไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาอย่างน่าสนใจว่า....

          ......." พระเทียนราชาได้พระราชทานพระธิดาให้อภิเษกกับออกญาพิษณุโลก (Oija Poucelouck)  แต่เนื่องจากบุคคลทั้งสองมีความแตกต่างกันมาก  ชีวิตสมรสจึงมีแต่การทะเลาะเบาะแว้งและไม่ลงรอยกัน

          ในการทะเลาะครั้งหนึ่ง  ออกญาพิษณุโลกได้ตีพระเศียรพระราชธิดาแตก  พระราชธิดาจึงใช้ผ้าซับพระพักตร์เช็ดพระโลหิตใส่ถ้วยทองไปถวายพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา  พร้อมทั้งมีพระราชสาส์นทูลฟ้องว่าถูกพระสวามีทารุณเพียงใด

          ด้วยเหตุนี้  พระเจ้าแผ่นดินสยามจึงพิโรธพระราชบุตรเขยเป็นอย่างมาก  มีรับสั่งให้ทหารยกกำลังไปฆ่าออกญาพิษณุโลก

          ออกญาพิษณุโลกได้ทราบข่าว  ก็ไม่รอให้กองทัพจากกรุงศรีอยุธยามาถึง  ทิ้งบ้านเมืองหนีไปยังพะโค

          พระเจ้าแผ่นดินแห่งพะโคทราบข่าวว่า  ออกญาพิษณุโลกหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  ก็ทรงต้อนรับอย่างดี  เมื่อออกญาพิษณุโลกเห็นเช่นนั้นก็ดีใจ  ขอร้องให้พระเจ้าแผ่นดินพะโค  ยกทัพไปทำสงครามกับสยาม

          แต่พระเจ้าแผ่นดินแห่งพะโคปฏิเสธ  และตรัสว่า  "พระเจ้าแผ่นดินสยามไม่ได้มีข้อหมองใจกับเรา  และเราเองก็ไม่ต้องการที่จะไปทวงสิทธิ์อะไรจากอาณาจักรสยามด้วย"

          ** วันวลิตได้ให้รายละเอียดไว้อีกอย่างยืดยาว  พอสรุปใจความสำคัญได้ว่า  พระมหาธรรมราชาพยายามหาเหตุผลมาหนุนให้พระเจ้าแผ่นดินพะโค  หรือหงสาวดี  คือพระเจ้าบุเรงนอง  ยกกองทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา  และแล้วก็ได้อุบายหนึ่ง  คือ  ทูลพระเจ้าบุเรงนองว่า  พระมหาจักรพรรดิทรงคล้องช้างมาก  ได้ช้างเผือกถึง ๗ เชือก  ในจำนวนช้างเผือกเหล่านั้นมีเชือกหนึ่งทรงได้ไปจากดินแดนพม่า  พระเจ้าบุเรงนองควรได้ช้างเผือกเชือกนั้นมาไว้ในพระบารมี  พระเจ้าบุเรงนองได้ฟังดังนั้นทรงเห็นชอบด้วยจึงส่งราชทูตมายังกรุงศรีอยุธยา  "ทูลขอช้างเผือก สอง หรือ สาม เชือก"

          สมเด็จพระมหาจักพรรดิทรงปฏิเสธแล้วไล่ทูตกลับไป  จึงเป็นเหตุให้พระเจ้า "บุเรงนองลั่นกลองรบ"  โดยทรงรวบรวมกำลังทั้งหมด  รวมทั้งเกณฑ์ประชาชนให้ติดอาวุธออกรบ  และทรงแต่งตั้งให้มหาธรรมราชาแห่งพิษณุโลกเป็นแม่ทัพทหารราบ  ยกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทันที

          ......การรบเป็นอย่างไรบ้าง  วันวลิต  ให้รายละเอียดไว้  ว่ามีไส้ศึกคนสำคัญในกรุงศรีชนิดที่เราคิดไม่ถึงเลยครับ

          ......พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อก็แล้วกันนะ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๗ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, มกราคม, 2562, 10:00:21 PM
(https://i.ibb.co/6ncV2TD/fas.jpg) (https://imgbb.com/)

- ปัตตานีขบถกลางสงคราม -

พลพม่า”เก้าแสน”ย่ำแดนสยาม
ครั้นทราบความจักรพรรดิคิดขัดข้อง
จะสละราชบวชปวดใจปอง
ถูกขอร้องให้อยู่สู้ศึกยาว

เสียงกลองศึกตูมตูมมารุมเร้า
เหมือนผีเข้าเป็นไข้ให้ร้อนหนาว
พระจักรพรรดิราชันทรงสั่นทาว
ร้อง”ถึงคราวโชคร้ายยอมตายแล้ว”

จึงสั่งสู้ข้าศึกแม้นึกหวั่น
ให้เร่งวันเดินทางอย่าตรงแน่ว
บอก“พระยาปัตตานี”รีบรี่แจว
ทัพเรือแกล้วแกร่งกล้ามาช่วยรบ

สถานการณ์ตอนนั้นขั้นวิกฤต
ฝุ่นทั่วทิศรอบกรุงฟุ้งตลบ
ปัตตานียกทัพเรือเพื่อสมทบ
ครั้นมาพบเจ้ากรุงศรีมีประชวร

จึงคิดการณ์ใหญ่เกินประเมินพลาด
โดยบังอาจเป็นขบถทำปั่นป่วน
ถูกต้านตีแตกไปไม่เป็นขบวน
เพราะกรุงล้วนคนดีมีฝีมือ...


          อภิปราย ขยายความ............

          แสนยานุภาพของพระเจ้าบุเรงนองเคลื่อนพลเข้ามายึดหัวเมืองฝ่ายเหนือ  อันเป็นแคว้นสุโขไทเดิมไว้ได้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย  เพราะพระมหาธรรมราชา  พระเจ้าแผ่นดินพระพิษณุโลก  ทรงนำทัพมาเอง หัวเมืองต่าง ๆ จึงไม่มีการต่อต้าน  กองทัพเดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาได้ในเวลาอันรวดเร็ว

           “วันวลิต” กล่าวว่า  ครั้นข่าวศึกยกมาประชิดติดพระนคร  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงถอดพระทัยในการสู้รบ  จึงขอสละราชสมบัติออกผนวช  แต่พระประยูรญาติและเสวกามาตย์ราชบริพารมนตรีทั้งหลาย พากันทัดทาน  กราบวิงวอนให้พระองค์ทรงสู้ศึก  จึงจำพระทัยต้องประกาศสู้  มีรับสั่งให้แจ้งข่าวไปยังพระยาปัตตานี  ให้รีบยกพลเดินทางมาโดยทางเรือ  เพื่อช่วยทำศึกครั้งนี้ด้วย  ในขณะนั้น  ทรงพระประชวรออด ๆ แอด ๆ  พระเจ้าบุเรงนองทุ่มกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยาเป็นสามารถก็มิอาจปล้นเอาเมืองได้

           “วันวลิต” บันทึกเรื่องราวตามคำบอกเล่าของชาวกรุงศรีอยุธยา  เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘๒  เป็นเวลาหลังจากสิ้นสงครามช้างเผือกไปแล้ว ๗๖ ปี  ค่อนชั่วอายุคนทีเดียว  เรื่องราวจึงไม่น่าจะคลาดเคลื่อนจากความทรงจำของชาวกรุงศรีอยุธยามากนัก  เขาได้บันทึกเรื่องราวต่อไปอีกว่า

          ......ชั่วเวลาไม่นานนัก  พระเจ้าแผ่นดินแห่งปัตตานี  ก็ปรากฏพระองค์ในกรุงศรีอยุธยา  พร้อมทั้งกองทัพที่มีทหารอยู่ในวัยหนุ่มแน่น

          ......เวลานั้นเอง  พระเจ้าแผ่นดินสยามก็ทรงพระประชวรกระเสาะกระแสะ  และไม่มีความหวังเลยว่าจะทรงหายเป็นปกติ  ข่าวลือก็ระบาดไปทั่วว่า  เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์ลง  พระราชโอรสที่ไม่สามารถก็จะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน

          เมื่อเห็นสถานการณ์เหมาะเช่นนั้น  ทหารปัตตานี ๓๐๐ คนจึงฉวยโอกาส (มีพระเจ้าแผ่นดินรวมอยู่ด้วย) เข้าไปที่พระราชวัง  ตั้งใจจะบุกเข้าไปและฆ่าพระเจ้าแผ่นดินและพระราชโอรสเสีย  เพื่อจะช่วยให้ชาวปัตตานีได้ครองตำแหน่งสูงสุดในแผ่นดินสยาม

          คณะขุนนางเห็นพวกปัตตานีที่โหดร้ายใกล้เข้ามา  จึงปิดประตูวัง  และยืนหยัดสู้ด้วยตนเอง  พร้อมทั้งส่งพวกแขนลาย (brasprintdos ทาสของพระเจ้าแผ่นดิน)  ออกไปทางหลังวัง  และฆ่าพวกปัตตานีในกรุงศรีอยุธยาไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”

          ....ความวรรคท้ายที่ว่า  ทหารของปัตตานีถูกฆ่าตายหมดจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียวนั้น  เห็นจะไม่จริง  เพราะพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  บันทึกไว้ว่า  พระยาตานีนั้นลงเรือสำเภาหนีรอดไปได้

          .......ศึกสงครามยังไม่สิ้น  แต่วันนี้หมดเวลาบอกเล่าให้ฟังแล้วนะครับ

          .......พรุ่งนี้มาฟังกันต่อไปใหม่  เพื่อให้รู้ว่าไทยพม่ารบกันอย่างไร

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๘ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, มกราคม, 2562, 10:01:20 PM
(https://i.ibb.co/qx0xbVC/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระธาตุศรีสองรัก : เลย

- ล้านช้างถวายราชธิดา? -

โอรสธิดามหาจักรพรรดิ
พระนามชัดทั้งหมดปรากฏชื่อ
“บรมดิลก”รบพม่านามระบือ
พระนางคือ“วีรสตรีไทย”

พระโอรสคือ“พระมหินทราธิราช”
ครองอำนาจอยุธยาหานานไม่
“บุเรงนอง”บังคับจับตัวไป
แล้วสิ้นในระหว่างทางที่จร

อีกโอรส“พระศรีเสาว”ผู้ห้าวหาญ
พม่าม่านครั่นคร้ามยามตีต้อน
แต่“มหินท”เห็นว่าล้ำหน้าร้อน
จึงบั่นทอนชีวิตจนปลิดปลง

พระธิดานาม“เทพกษัตรี”
พระองค์นี้ปานยูงทองสูงส่ง
“พระไชยเชษฐาธิราช”ผู้อาจอง
มีจำนงทูลขอเป็นชายา....


          อภิปราย ขยายความ.....................

          ก่อนศึกหงสาหรือสงครามช้างเผือกจะสิ้นสุดลง  มีเรื่องเกิดขึ้นในราชสำนักสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  กล่าวคือ  สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชแห่งศรีสัตตนาคนหุต  ผู้ซึ่งย้ายราชสำนักลาวมาอยู่ที่มหานครเวียงจันทน์  ทรงทราบถึงวีรกรรมของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  ที่ชนช้างกับพระเจ้าตะเบงชเวตี้  จนสิ้นพระชนม์จึงเกิดความเลื่อมใส  ทราบว่าพระนางมีพระราชธิดานามว่า  “เทพกษัตรี”  อยู่อีกพระองค์หนึ่ง  จึงส่งราชทูตมาทูลขอสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  เพื่ออภิเษกเป็นพระราชชายา  มีความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า

           “ศักราช ๘๒๖ ชวดศก (พ.ศ. ๒๑๐๗)  พระเจ้าล้านช้างจึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีลงมายังพระนครศรีอยุธยา  และว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเทพกษัตรเจ้านั้น  และจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกษัตรเจ้าไปแก่พระเจ้าล้านช้าง  ครั้งนั้นพระเจ้าหงสารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น  จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง  และออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกษัตรเจ้าได้ไปถวายพระเจ้าหงสา......”

          เป็นบันทึกที่ขาดความชัดเจน  นัยว่า  สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชทรงทูลขอสมเด็จพระเทพกษัตรี  พระมหาจักรพรรดิยินดีพระราชทานให้  แต่เมื่อถึงกำหนดส่งตัวสมเด็จพระเทพกษัตรีทรงพระประชวรหนัก  ไม่อาจเดินทางไปล้านช้างได้  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  จึงทรงเปลี่ยนตัว  ให้พระแก้วฟ้า  ราชธิดาอีกพระองค์หนึ่งไปแทน  สมเด็จพระไชยเชษฐาทรงทราบเช่นนั้น  จึงส่งพระแก้วฟ้าคืน  แล้วยืนยันขอสมเด็จพระเทพกษัตรี ดังเดิม  เรื่องจึงปรากฏดังความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าข้างต้นนั้น  ในเรื่องเดียวกันนี้  ชาวกรุงเก่าให้การแก่พระเจ้าอังวะไว้อีกอย่างหนึ่งเป็นความตรงกันข้าม  ดังต่อไปนี้

           “ ครั้นต่อมาพระเจ้าล้านช้างได้ทราบว่า  พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามีช้างเผือก ๗ เชือก  เปนผู้มีบุญญาธิการมาก  ปรารถนาจะเปนสัมพันธมิตรสนิทกับพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา  จึงแต่งราชธิดาซึ่งมีรูปลักษณเปนอันงามมีนามว่า  รัตนมณีเนตร  กับเครื่องราชบรรณาการ  ให้ทูตจำทูลพระราชสาส์นเจริญทางพระราชไมตรีเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา  ถวายพระราชธิดา  ใจความในพระราชสาส์นนั้นทูลขอช้างเผือกด้วยเชือกหนึ่ง  เพื่อเอาไปเป็นศรีพระนคร  พระมหาจักรพรรดิก็มีพระทัยยินดีรับพระราชธิดาพระเจ้านครล้านช้าง  แล้วจึงพระราชทานช้างเผือกพังให้  กิตติศัพท์อันนั้นทราบไปถึงพระเจ้าหงสาวดี ๆ ก็ทรงพระพิโรธ  ตรัสว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาไม่อยู่ในยุติธรรม  ไปผูกไมตรีกับพระเจ้าล้านช้าง  ให้ช้างเผือกพังไปแก่พระเจ้าล้านช้าง  เมื่อทำสัตย์สาบานกับเรานั้น  ว่านอกจากเราแล้วจะไม่ให้ใครเลย  ตรัสแล้วก็ให้พวกพลทหารไปคอยซุ่มสกัดทาง คอยแย่งชิงช้างซึ่งพระมหาจักรพรรดิพระราชทานแก่พระเจ้าล้านช้าง  เมื่อทูตเมืองล้านช้างพาช้างไปถึงที่พวกหงสาซุ่มอยู่  พวกหงสาวดีก็ออกสกัดฆ่าฟันพวกล้านช้างแย่งชิงเอาช้างเผือกพังไปได้  นำไปถวายพระเจ้าหงสาวดี”

          ชาวกรุงเก่าให้การไว้  ความขัดกับพระราชพงศาวดาร  คือแทนที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะทูลขอพระราชธิดาพระมหาจักรพรรดิ  กลับเป็นการส่งพระราชธิดานามรัตนมณีมาถวายพระเจ้ามหาจักรพรรดิพร้อมทูลขอช้างเผือก  และกล่าวอีกว่าพระเจ้าหงสาวดีทรงพิโรธที่พระมหาจักรพรรดิผิดสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะไม่ให้ช้างเผือกแก่ใครนอกจากพระองค์  ความจริงแล้ว  พระมหาจักรพรรดิผิดสัญญาต่อพระเจ้าตะเบงชเวตี้ผู้ล่วงลับ  มิใช่พระเจ้าบุเรงนอง

          ความน่าจะเป็นตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่า  คือพระไชยเชษฐาทูลขอพระราชธิดานามพระเทพกษัตรีจากพระมหาจักรพรรดิ  เมื่อส่งพระแก้วฟ้าไปพระราชทาน  พระไชยเชษฐาทรงส่งคืนยืนยันจะเอาพระเทพกษัตรีพระองค์เดียว  ทั้งนี้เพราะพระนางเป็นราชธิดาสมเด็จพระศรีสุริโยทัยวีรสตรี  ส่วนพระแก้วฟ้านั้นเป็นราชธิดาประสูติแต่พระราชชายาพระองค์อื่น  มิใช่เชื้อไขวีรสตรีไทย

          อย่างไรก็ตาม  พระมหาจักรพรรดิกับพระไชยเชษฐาธิราชก็ได้เป็นไมตรี  ทรงพบและทำสัตย์สาบานกันที่ริมฝั่งแม่น้ำหมัน  แล้วสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีสองรักขึ้นไว้เป็นสักขีพยาน (ปัจจุบันตั้งอยู่ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย)

          สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  นัยว่ามีพระราชชายาหลายพระองค์  พระโอรส  ธิดา  อันประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยนั้นมี ๔ พระองค์  คือ  พระราชธิดานาม บรมดิลก  ทรงออกชนช้างแล้วสิ้นพระชนม์  สมเด็จพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีพระมหาธรรมราชาธิราช  สมเด็จพระมหินทราธิราช  และพระเทพกษัตรี  ส่วนพระศรีเสาว (ภาคย์) พระแก้วฟ้านั้น  ประสูติแต่พระราชชายาพระองค์อื่น

          เรื่องสมเด็จพระมหาจักรพรรดิยังไม่จบครับ  เพราะยังมีเบื้องหลัง  สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกให้กล่าวถึงอยู่อีกมาก  พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อไปครับ

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๙ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 24, มกราคม, 2562, 10:09:45 PM
(https://i.ibb.co/W6tw4sV/A9831708-0.jpg) (https://imgbb.com/)

- ไส้ศึกในกรุงศรีอยุธยา -

อยุธยาอ่อนเปลี้ยเสียกรุงศรี
เหตุเพราะมี“ไส้ศึก”ควรศึกษา
“พระสุวัฒน์”เป็นใหญ่ในพารา
ช่วยพม่าบรรลุตามอุบาย

ให้“พระยาจักรี”ทำทีสู้
ถูกศัตรูจับตัวได้โดยง่าย
นำความลับบอกริปูรู้มากมาย
แสร้งหนีค่ายใหญ่พม่ากลับมาเมือง

“พระมหินทร์”เชื่อใจให้คุมทัพ
คอยต้านรับพม่ามาต่อเนื่อง
ได้โอกาสสลับสับฟันเฟือง
กระทำเรื่องเลวร้ายทำลายไทย


          อภิปราย ขยายความ ...............

          พระราชพงศาวดารกรุงเก่าบันทึกเรื่องราวตอนใกล้เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พระเจ้าบุเรงนองไว้ดังต่อไปนี้

          ........ “ศักราช ๙๓๐ มะโรงศก (พ.ศ.๒๑๑๑)  ในเดือน ๑๒ นั้น  พระเจ้าหงสายกพลมาแต่เมืองหงสา  ครั้นเถิงวันศุกร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑  พระเจ้าหงสามาเถิงกรุงพระนครศรีอยุธยา  ตั้งทัพตำบลหล่มพลี เมื่อเศิกหงสาเข้ามาล้อมพระนครศรีอยุธยานั้น  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าทรงพระประชวรนฤพาน  และครั้งนั้นพระเจ้าลูกเธอพระมหินทราธิราชตรัสมิได้นำพาการเศิก  แต่พระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวนั้น  ตรัสเอาพระทัยใส่  และเสด็จไปบัญชาการที่จะรักษาพระนครทุกวัน  ครั้นแลสมเด็จพระมหินทราธิราชตรัสรู้ว่าพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวเสด็จไปบัญชาการเศิกทุกวันดังนั้น  มิไว้พระทัย  ก็ให้เอาพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวนั้นไปฆ่าเสีย ณ วัดพระราม”

          .........ในยามที่พระเจ้าบุเรงนองยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยานั้น  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระประชวรหนักจนถึงกับสวรรคต  ข้าราชการทั้งปวงจึงยกพระมหินทร์ราชโอรสขึ้นครองราชสมบัติสืบแทน  แต่ว่าสมเด็จพระมหินทราธิราชมิได้สนพระทัยในราชการ  ขณะที่พระศรีเสาว (ภาคย์)  ราชอนุชาต่างพระมารดาทรงสนทัยในการทำสงครามกับพม่ายิ่งนัก  ทรงออกบัญชาการรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับไพร่พล  ต่อต้านข้าศึกป้องกันเมืองเป็นสามารถทุกวัน  ความทราบถึงสมเด็จพระมหินทราธิราช  จึงทรงระแวง  ไม่ไว้วางพระทัย  เกรงว่า  พระอนุชาจะแย่งราชสมบัติจากพระองค์  จึงให้เอาตัวไปประหารเสียที่วัดพระราม  ครั้นสิ้นพระศรีเสาว (ภาคย์)  ผู้บัญชาการทัพอันเข็มแข็งเสียแล้ว  กรุงศรีอยุธยาก็อ่อนกำลังลงเป็นลำดับ  ขุนทหารส่วนมากไม่พอใจที่สมเด็จพระมหินทราธิราชประหารพระศรีเสาว (ภาคย์)  จนไม่มีแก่ใจจะทำการรบพุ่งข้าศึกเลย

          .... วันวลิต  ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า  "พระนหิน (มหินทร์) มิได้สนพระทัยในเรื่องใดเลย  เอาแต่ “เสพสุราและนารี”  พระเจ้าบุเรงนองทุ่มกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยาแล้วถูกต่อต้านจนชะงักหลายครั้ง  ไม่พอพระทัย  มหาธรรมราชาแม่ทัพหน้า  พระมหาธรรมราชาเกรงว่าพระเจ้าบุเรงนองจะขัดเคืองจนถึงกับประหารตนเองเสียได้  จึงหลบหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ที่พะเนียด  จนกระทั่งพบคนไทยจึงฝากหนังสือไปถึงพระสุวัฒน์ (Prae Souwat)  ซึ่งอาศัยอยู่ในราชสำนัก  คร่ำครวญถึงความลำบากยากเข็ญ  และขอร้องให้มีหนังสือบอกเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ทราบ  พระสุวัฒน์สงสารจึงมีหนังสือติดต่อกันเป็นหลายครั้ง  มหาธรรมราชา  จึงมีหนังสือกราบทูลพระเจ้าบุเรงนอง  ติดต่อขอรับการอภัยโทษ  ในที่สุดก็ได้กลับเข้าตำแหน่งเดิมในกองทัพพม่า

          ........พระเจ้าบุเรงนองขาดเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์  คิดจะเลิกทัพกลับไป  เป็นเวลาเดียวกันที่  พระสุวัฒน์มีหนังสือกราบทูลให้ทรงอดทนอยู่อีกสักหน่อย  ภายในเมืองกำลังขาดแคลนอาหารมาก คงทนอยู่ได้ไม่นาน  มิใช่เพียงกราบทูลเท่านั้น  พระนางยังได้ทำอุบายเอากระสุนดินดำใส่ในโลงศพแล้วส่งไปให้พระมหาธรรมราชาเป็นจำนวนมากอีกด้วย  โดยพระนาง  “สมรู้คบคิดกับออกญาจักรี”  แม่ทัพสยาม วางแผนให้ออกรบแล้วถูกพม่าจับตัวได้  เมื่อนำตัวเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองและมหาธรรมราชาแล้ว  พระยาจักรีจึงบอกอุบายให้ทรงทราบทุกประการ  แล้วแสร้งหลบหนีออกมาทั้ง ๆ ที่มือเท้าจำตรวน  พระมหินทราธิราชดีพระทัยที่พระยาจักรีหนีมาได้  จึงตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการรบศึกต่อไป

          ........พระเจ้าบุเรงนอง  กับ  มหาธรรมราชา  เร่งกำลังพลเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาอีกครา  พระยาจักรีบัญชาการรบอย่างไม่เต็มกำลัง  ปืนน้อยใหญ่ทุกกระบอกบรรจุกระสุนดินดำแต่น้อย  ยิงไปไม่ถึงข้าศึก  บางกระบอกก็แสร้งลืมใส่กระสุน  ดังนั้นกองกำลังพม่าจึงเข้าประชิดกำแพงเมืองได้  พระยาจักรีได้โอกาสจึงเปิดประตูเมือง  ให้ข้าศึกกรูกันเข้าเมือง

          .....ในขณะข้าศึกเข้ามาในเมืองจนเต็มไปหมดแล้ว  สมเด็จพระมหินทร์ยังไม่ทราบ  ทรงยืนดูกีฬาชนไก่อยู่อย่างสนุก  พระสุวัฒน์จึงจับพระหัตถ์จูงหลบหนีข้าศึกไปซ่อนให้ห้องหนึ่งของพระราชวัง  และวางยาพิษปลงพระชนม์เสียในที่นั้น

          .......วันวลิต  ได้บรรยายให้เห็นภาพการเสียกรุงศรีอยุธยา  ดังได้สรุปย่อมาแล้วนั้น  เป็นแง่มุมหนึ่ง  ยังมีอีกมุมหนึ่งที่ควรต้องรับฟังไว้เหมือนกัน  คือ  มุมมองของ  ดร.หม่อง ทินอ่อง  เขียนไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขา  ตอนที่เกี่ยวกับสยามหลายตอน  เฉพาะตอนเสียกรุงนี้เขาเขียนว่าอย่างไร  พรุ่งนี้จะนำมาแสดงต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 25, มกราคม, 2562, 10:34:24 PM
(https://i.ibb.co/PCQpSYv/sryt-p10.jpg) (https://imgbb.com/)

- เมียนมาร์มองไทย -

ก่อนวันไทยเสียเมืองเรื่องสับสน
เล่าปะปนกันอยู่เลือกรู้ได้
บ้างว่าจักรพรรดิทรงลี้ภัย
เข้าอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์

แล้วกลับลาสิกขามาสู้ศึก
เบื้องหลังลึกแค่คิดแล้วติดขัด
การบวชมีจริงไหมยังไม่ชัด
แต่จะปัดทิ้งไปก็ไม่ควร

ประวัติศาสตร์เมียนมาร์ก็ว่าไว้
เกี่ยวกับไทยรบพม่าน่าสืบสวน
“หม่อง ทินอ่อง”เขียนไว้ให้ทบทวน
ขอประมวลมาแสดงเพื่อแจ้งใจ..


          อภิปราย ขยายความ........

          พงศาวดารกรุงเก่า  ไม่มีเรื่องพระมหาจักรทรงพระผนวชในระหว่างสงคราม  แต่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  กลับมีการบันทึกไว้ว่า.....  “การเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาดูท่าจะเป็นเรื่องยากสำกรับสมเด็จพระมหินทราธิราชเสียแล้ว  จึงอาราธนาสมเด็จพระมหาจักพรรดิ  ซึ่งผนวชอยู่ที่วัดสวนหลวงสบสวรรค์  ให้ลาผนวชกลับมาเสวยราชสมบัติอย่างเดิม  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิลาผนวชออกมาครองราชย์ใหม่”

          มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่ากล่าวว่า  ครั้งนั้นพระราเมศวรได้ไปกับกองทัพพม่าเพื่อไปรบยังเมืองแห่งหนึ่ง  แต่ต้องสิ้นพระชนม์ในการศึก  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ซึ่งอยู่ที่หงสาวดี) จึงขอลาพระเจ้าบุเรงนองผนวช  และขออนุญาตพาครอบครัวของพระราเมศวรเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองก็อนุญาต โดยส่งนายทหารอารักขากลับกรุงศรีอยุธยา  แต่ระหว่างทางนายทหารได้ลอบเป็นชู้กับพระชายาหม้ายของพระราเมศวร  สมเด็จพระมหาจักพรรดิทรงทราบ  จึงส่งข่าวกลับมายังกรุงหงสาวดี  พระเจ้าบุเรงนองจึงส่งทหารไปจับกุมนายทหารชายชู้นั้นฆ่าเสีย  เปลี่ยนนายทหารคนใหม่อารักขาไปส่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจนถึงกรุงศรีอยุธยา  เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยังไม่ทรงหายแค้น  ได้ลาผนวชแล้วขึ้นครองราชย์สมบัติใหม่  ดำเนินการเป็นปฏิปักษ์ต่อพม่า”

          ความพระราชวงษ์พงศาวดารพม่า  บอกว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิมีพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่งนามว่า  พระราเมศวร  ถูกพม่าเอาตัวไปหงสาวดีพร้อมกับพระมหาจักรพรรดิ  พระราเมศวรออกรบร่วมกับกองทัพพม่า  แล้วถูกข้าศึกฆ่าตายในสนามรบ  พระมหาจักรพรรดิจึงขออนุญาตพระเจ้าบุเรงนองผนวช  แล้วกลับกรุงศรีอยุธยา  เรื่องนี้เท็จจริงอย่างไร  ข้าพเจ้าไม่กล้ารับและปฏิเสธ

          สาเหตุการยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา  ดร.หม่อง ทินอ่อง  เขียนไว้ในประวัติศาสตร์พม่าพอสรุปได้ว่า  พระเจ้าบุเรงนองครองราชสมบัติสืบแทนพระเจ้าตะเบงชเวตี้  แล้วทรงขยายอาณาจักรครอบคลุมไทยใหญ่ทั้งหมดแล้วยังยึดครองแคว้นล้านนาได้  ในการไปตีเชียงใหม่นั้น  เพราะว่า  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้างบุกเข้าเชียงใหม่แล้วร่วมกับไทยใหญ่หมายตั้งเป็นสหพันธรัฐ  และในปี พ.ศ. ๒๑๐๒ นั้นยังได้ทำไมตรีกับศัตรูเก่า (ของพม่า) คือไทย  เห็นว่าถ้าไทยใหญ่  ล้านนา  ล้านช้าง  และไทยรวมกันเป็นสหพันธรัฐที่เข้มแข็งได้ก็จะเป็นภัยอันใหญ่หลวงแก่พม่า  ดังนั้นจึงต้องเร่งกำจัดเสีย  พระเจ้าบุเรงนองอ้างเรื่องที่ไทยเคยส่งบรรณาการให้พระเจ้าตะเบงชเวตี้  จึงเรียกร้องให้ไทยส่งช้างเผือกเป็นบรรณาการ  พระมหาจักรพรรดิได้รับหนังสือจากพระเจ้าบุเรงนองแล้ว  ส่งพระราชสาส์นตอบไปแบบกำกวม  ความว่า

          .... “ราชมิตร  ช้างเผือกนั้นเกิดขึ้นแต่เฉพาะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่  ผู้ปกครองไพร่ฟ้าด้วยความยุติธรรม  กษัตริย์พม่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจปกครองแผ่นดินด้วยความยุติธรรม  ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพระองค์อาจจะเป็นเจ้าของในเวลาอันสมควรได้”

          พระเจ้าบุเรงนองได้รับพระราชสาส์นอ่านทราบความแล้วทรงพระพิโรธ  จึงยกทัพข้าแม่น้ำสาลวินอีกครั้งหนึ่ง  เตรียมกองทัพตีกรุงศรีอยุธยา  ตีเมืองสำคัญ  คือกำแพงเพชรและสุโขทัยได้ง่ายดาย  ขณะนั้นเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองราชบุตรเขยกรุงศรีอยุธยายอมอ่อนน้อม  จึงยินยอมให้ครองตำแหน่งต่อไป  บุเรงนองตัดสินพระทัยเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด้านหน้า  และยิงปืนใหญ่  ปืนคาบศิลา  จากหอคอยไม้พิเศษที่สร้างขึ้น  กองทหารไทยออกสู้รบก็ถูกระดมยิงอย่างหนักจึงต้องถอยกลับไป  ในที่สุดไทยก็ยอมแพ้

          พระเจ้าบุเรงนองเว้นที่จะเข้าปล้นเมือง  และมิได้ฆ่าฟันผู้คนเล่นเคย  กษัตริย์ไทยและพระมเหสี  เจ้าชายองค์รอง  และพระยาจักรีเสนาบดีถูกจับไปเป็นเชลย  ทรงตั้งเจ้าชายรัชทายาทไว้เป็นอุปราช  และจัดการอพยพช่างฝีมือ  ช่างแกะสะบัก  นักดนตรี  นักแสดง  นักเขียนไปยังเมืองพะโค  มีวอบรรรทุกพระพุทธรูปทองคำนำหน้าขบวนไป  พร้อมด้วยโคเทียมเกวียนอีกหลายร้อยตัวบรรทุกทรัพย์สินมีค่าไปเป็นจำนวนมาก  ติดตามด้วยช้างอีก ๒,๐๐๐ เชือก ......”

          เรื่องในประเด็นนี้ยังจบไม่ลงครับ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อไป

เต็ม อภินันท์
สถาบันกวีนิพนธ์ไทย
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขร้ผึ้งไทย
๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๑
ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - สุวรรณภูมิ : ประวัติศาสตร์ชาติไทย -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, มกราคม, 2562, 10:32:41 PM
(https://i.ibb.co/f9ZJxqZ/29b669e76cb413e827c04b1de3592ff6.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช"

- มหาธรรมราชาคืนบัลลังก์ -

บุเรงนองผู้ชนะทั้งสิบทิศ
ทรงเดชฤทธิ์เลิศหล้าจะหาไหน
เก็บกวาดทรัพย์สินเก่าของเราไป
พร้อมคนในครอบครัว“ตัวประกัน”

หนึ่ง“สุพรรณกัลยา”ธิดาเจ้า
มีเรื่องเล่าของพระนางช่างโศกศัลย์
แม้เป็นอัครมเหสีที่สำคัญ
ถูกฟาดฟันสิ้นพระชนม์กลางมณเฑียร

สอง”นเรศ”ราชกุมารผู้หาญกล้า
ถูกนำพาไปเลี้ยงเยี่ยง“ลูกเสี้ยน”
ภายหลังเป็น“จระเข้,เสือ”เร่เวียน
จนปรับเปลี่ยนเป็นศัตรูคู่ศึกเลย

“มหาธรรมราชาธิราช”เล่า
ตั้งเป็นเจ้าครองไทยให้“เป็นเต้ย”
ราชวงศ์สุโขทัยได้งอกเงย
เริ่มเสวยอำนาจราชบัลลังก์....


          อภิปราย ขยายความ........

          ดร.หม่อง ทินอ่อง  กล่าวว่า  “อดีตกษัตริย์ไทยได้รับอนุญาตให้ทรงผนวช  และอนุญาตให้กลับไปนมัสการวัดที่กรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งสุดท้าย  เพราะทรงพระชราแล้ว”  แต่เมื่อกลับถึงไทยแล้วทรงลาผนวชกลับขึ้นครองบัลลังก์พร้อมกับชักชวนให้พระมหาธรรมราชาราชบุตรเขยร่วมมือในการรบกับพม่า  แต่ราชบุตรเขยไม่ยอมร่วมมือ  อ้างว่า  “เป็นบุรุษต้องรักษาเกียรติที่ได้ถวายคำสัตย์สาบานไว้ต่อกษัตริย์พม่า”  กษัตริย์ไทยทรงโกรธจึงเตรียมโจมตีพิษณุโลก

          พระเจ้าบุเรงนองยกทัพใหญ่มาผ่านเมาะตะมะแล้วตรงเข้าเมืองพิษณุโลกที่ถูกกองทัพอยุธยาล้อมอยู่  กองทัพที่ยกมาคราวนี้  หม่อง ทินอ่อง  กล่าวว่า  กำลังพลจากพม่า ๕๐๐,๐๐๐  จากเชียงใหม่สมทบอีกรวมเป็น ๙๐๐,๐๐๐  และยังมีทหารอาสาจากโปรตุเกสอีกกว่า ๑,๐๐๐  เป็น “กองทัพใหญ่ที่สุดที่เอเชียตะวันออกเฉียงใ