บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล

คำประพันธ์ แยกตามประเภท => กลอน ร้อยกรองหลากลีลา => ข้อความที่เริ่มโดย: กลอน123 ที่ 24, สิงหาคม, 2561, 10:31:13 AM



หัวข้อ: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 24, สิงหาคม, 2561, 10:31:13 AM



 https://youtu.be/0pYRGdG_6cg

ทำงานดีมีเงินเกินสะสม
รสนิยมบ้านอยู่อย่างหรูหรา
มึรถขับสลับคันกับภรรยา
ตามด้วยข้าคลานก้มครับผมนาย

คร้านแค่บอกออกปากว่าอยากได้
ง่ายกว่าไข่ปอกปลิ้นผินถวาย
มีลูกน้องป้องปิดคนคิดร้าย
ใครจะตายดีชั่วช่างหัวม้น

อวดบารมีชี้นำตอบคำถาม
นี่เรียกตามจริงเท็จสำเร็จฝ้น
ทำดีไว้ได้ดีที่หมายกัน
ก็อย่างนั้นอิจฉาหรือว่าชม

คนนิยมชมว่าน่าศึกษา
ร่ำเรียนมาเช่นนี้ก็มีถม
สอนหลานลูกปลูกท่าค่านิยม
หวานหรือขมไม่รู้แต่ดูดี

ถ้าหากฝันชั้นชนที่ค้นหา
นี้ให้ค่าภูมิภัคเป็นศักดิ์ศรี
คือลูกขวัญกตัญญูเป็นผู้ดี
เถลิงทวีขั้นเทพเสพสุรา

ความคิดต่างห่างแยกแตกความเชื่อ
เป็นเพียงเพี่อสุขจิตใช่อิจฉา
สำเร็จความตามนั้นฉันถามว่า
พระภิกขาว้ตรทำสำเร็จใด



กลอนฝึกหัดหนอ ขออย่าด่วนรำคาญ
สักพักพอชำนาญหน่อยค่อยดูดี

ขอบคุณบ้านฯที่ให้โอกาส


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 26, สิงหาคม, 2561, 09:59:32 AM

https://youtu.be/vtnjd08c2JI


สักวันหนึ่งถึงคราวก้าวตามฝัน
สักวันนั้นเขียนกลอนใจวอนขอ
สักวันไหนได้เขียนเรียนไม่ท้อ
สักวันหนอแค่ไหนได้รู้กัน

เขียนคำสร้อยร้อยเรียงเสียงพริ้งเพราะ
เขียนความเหมาะจับใจให้สุขสันต์
คิดคำรับขับคล้องต้องผูกพัน
เขียนความฝ้นของคนพ้นงมงาย

เริ่มขย้บน้บท่องหนึ่งสองสาม
เหล่มองตามลอกเรียนเซียนทั้งหลาย
แอบลักจำทำเนียนว่าเขียนคล้าย
อีกน้อมกายไถ่ถามเชื่อตามครู

เรียนรู้ย้อนอ้อนอิงสิ่งก่อนเก่า
รับรู้เอาศิลป์สรรค์อันเลิศหรู
ร่ำเรียนชัดจัดเจนเด่นเชิดชู
ครบเครื่องรู้ทีท่าน่าเชิดชม

มีวิชาท้าลองต้องฝึกฝน
เขียนแต่งกลคมคายหมายเหมาะสม
จะร้องเล่นเต้นรำนำนิยม
หว่านคารมคำขานให้หวานตา

จากใจนำทำถามตามความคิด
ชั่วชึวิตหนึ่งนั้นสั้นนักหนา
ทำที่ชอบรอบรู้ดูตื่นตา
วันเวลาถึงทีนี้ชวนโชว์




หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 31, สิงหาคม, 2561, 09:48:24 PM


   https://youtu.be/_VvMWakFKss

เขียนพอขำทำไปม้นไม่ขำ
จะเขียนซ้ำคนอ่านพาลโมโห
เปิดเพลงตอบมอบไปมีไชโย
ให้คนโก้รำเต้นตอนเล่นกลอน

ม่วนแท้หนอขอใจให้อีสาน
หลังทำงานเหนื่อยหนักมาพักผ่อน
อาหารชิมอิ่มหนำมาลำฟ้อน
เสียงแคนอ้อนเสียงซอโอ้หนอน้อง



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 04, กันยายน, 2561, 10:31:08 AM

https://youtu.be/GDR2A67Ct8c


 ปากเปํนเอกเลขเป็นโทโบราณบอก  
จริงไม่หลอกพูดเพื่อคนเชื่อถือ
คำพูดสร้างทางดีแทนฝีมือ
ปากสร้างชื่อเก่งเกี่ยวคือเชี่ยวชาญ

เก่งตลอดยอดมากตามปากเล่า
เก่งแต่เก่าเหมือนว่าปาฏิหาริย์
เก่งไม่พอต่อคำต้องชำนาญ
อย่าวิจารณ์อย่าถามจะหยามกัน

ศรัทธาตอบมอบทั้งกำลังใจ
ภักดีให้แน่วแน่ไม่แปรผัน
ถึงพ่ายหวังพลั้งท่าไม่ว่ากัน
เพราะว่านั่นประสบการณ์ที่ท่านทำ

บอลแพ้เขาเราว่าไม่น่าแปลก
แค่ทีมแจกประตูดูพอขำ
เต็มที่แน่แพ้เห็นเป็นเรื่องซ้ำ
เชื่อผู้นำไม่ผิดท่านคิดไกล

สึ่ปึครั้งยังว่าเวลาน้อย
คงต้องคอยแปดปีจะดีไหม
ถึงจะแพ้แต่เก่งเจ๊งยังไง
ทีมเขาได้พัฒนาเวลานาน

คำพูดฝากมากจังฉันฟังบ่อย
แต่ไม่ค่อยอยากจำคำดาษด้าน
เคยทนฟังทั้งว่าน่ารำคาญ
ก็ให้ท่านพล่ามบ่นไปคนเดียว






หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 12, กันยายน, 2561, 12:49:43 PM

https://youtu.be/mfqJyKm20Z4เฒร

พูดจาย้ำสำเนียงเสียงคะขา
เกิดเมตตานิยมชมแลเหลียว    
ชวนคบค้าสมาคมช่างกลมเกลียว
เผลอหน่อยเดียวหลงเชื่อไม่เหลือลาย

เธอตาหวานชาญฉลาดสวยบาดจิต
เฝ้าตามติดตามขลุกทุกเช้าสาย
คิดถึงแต่แม่ค้าอย่าใจร้าย
เธอก็ขายฉันซื้อคือพึ่งกัน

คนสุจริตคิดดีเป็นที่ตั้ง
น้องคนดังเฌอปรางคนสร้างฝัน
ช่วยสังคมสมสุขทุกชนชั้น
หน้าที่นั้นนคือหนของคนดี

คนทุจริตคิดร้วยมันขายตัว
ทำแต่ชั่วเหลือทนคนหรือผี
เที่วยระรานนารผจญคนทำดี
คนเช่นนี้อัปลักษณ์หนักแผ่นดิน


อัปลักษณ์   หมายถึง   (เวิร์สทฺ) adj.,adv.,n. (สิ่งที่) เลวที่สุด,แย่ที่สุด,ชั่วที่สุด,ระยำที่สุด,ผิดพลาดที่สุด,ไม่น่าพอใจที่สุด,อัปลักษณ์ที่สุด


เขียนเรื่องคนจนรวยคนสวยหล่อ
อย่าได้ท้อคนดีมีทั่วถิ่น
กำลังใจให้ล้นคนได้ยิน
คนปลัอนปลิ้นคิดคดจงหมดไป

สังคมมีดีชั่วเป็นขั้วฝ่าย
เรื่องดีร้ายปะปนทนฟังไหว
ไม่คบพาลมารผีเราหนีไกล
ธรรมมีไว้เพื่อคนดีตนเอง



หัวข้อ: Re: - กลับบ้านเถอะ -
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 07, มีนาคม, 2562, 09:03:04 PM
ตอบกระทู้ สุวรรณภูมิครับ

ตอบในที่กระทู้ไม่ได้



- รบกันขั้นจนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย -

ทหารเอกพระนารายณ์ในกองทัพ
ใช้โจมจับข้าศึกฮึกผยอง
สามคนดีมีพิษฤทธิ์ลำพอง
รับสนองเดชาพระนารายณ์

ตีเชียงใหม่ได้พลันอย่างหาญห้าว
ข้าศึกหนาวฤทธีหลบหนีหาย
ได้ยินชื่อลือทั่วแล้วกลัวตาย
ล้วนยอมพ่ายไม่รอต้านต่อตี





มาช้าแต่ก็มาแล้ว
รีวิวเพื่อเข้าบรรยากาศ อาจไม่เข้าเรื่อง แต่อาจเข้าตาเข้าใจนะคร้าบ


สมิงพระรามนามแกร่งแห่งหงสาฯ
เชลยผู้พาอังวะชนะศึก
พระประกาศประสาทให้สมใจนึก
น้อมระลึกรับอุปราชทั้งราชชธิดา


ขออภัยและขออณุญาตท่านเจ้าของลิขสิทธิ์วีดีโอที่ได้เผยแพร่ในที่นี้     ข้าพเจ้ามิได้มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ
  หวังเพียงเผยแพร่ เชิดชูงานศิลปวัฒนธรรมอันสวยงามด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจยิ่ง


https://youtu.be/D1Ih-zEn5po[/font]
[/color]


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 09, มีนาคม, 2562, 02:16:19 PM
 ศิลปะแบบเชียงแสนได้แพร่หลายลงมาตามลุ่มแม่น้ำโขงเข้าไปในพระราชอาณาจักรลาว สมัยที่เรียกว่าลานช้าง หรือกรุงศรีสัตนาคนหุต แล้วแพร่หลายเข้าในประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนด้วย


คัดลอกข้อมูลจาก    กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สำนักงานเขตพื่นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11

ผิดพลาดขออภัยครับ



เกร็ดความรู้ จากสารานุกรมไทย

ศรีสัตนาคนหุต
เป็นชื่ออาณาจักรล้านช้าง คำว่า สัตนาคนหุต มาจาก สต แปลว่า ร้อย นหุต แปลว่า หมื่น นาค แปลว่า ช้าง รวมแปลว่า ช้างร้อยหมื่น คือ ล้านช้าง พญาฟ้างุ้ม สถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1896 ต่อมาอาณาจักรแห่งนี้แยกออกเป็นสามส่วน แต่ยังคงใช้ชื่อ อาณาจักรเดิม รวมกับชื่อเมืองหลวงของแต่ละส่วน จนถึงปี พ.ศ.2481 จึงได้กลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น พระราชอาณาจักรลาว
................
ในปี พ.ศ.2106  พญาไชยเชษฐาธิราช ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบาง มาอยู่ที่เมืองเวียงคำ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองจันทบุรี ใช้ชื่ออาณาจักรว่า ศรีสัตนาคนหุต อตมะราชธานี ล้านช้างร่มขาว เวียงจันทน์ ต่อมาอาณาจักรล้านช้างแยกออกเป็นสามส่วน ต่างเป็นอิสระแก่กันมีเมืองหลวงอยู่ที่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาสัก แต่ยังใช้ชื่ออาณาจักรว่า ศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว  จนกระทั่งพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ (ครองราชย์ พ.ศ.2446 - 2502)  ซึ่งครองอยู่ที่หลวงพระบาง มีพระราชโองการประกาศรวมทั้งสามส่วนเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ.2489 ให้ชื่อใหม่ว่า พระราชอาณาจักรลาว



ไทยสู่ลาวสาวรู้ลาวสู่ไทย
โขงรินไหลก่อแก่งเกิดแหล่งศิลป์
งามเลิศล้ำนำพ้องสองแผ่นดิน
รวมรักถิ่นพี่น้องเกี่ยวสองใจ



https://youtu.be/lLnNXHevJ6c



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 10, มีนาคม, 2562, 05:30:27 PM
แผ่นดินสมเด็จพระะนารายยณ์มหาราช

ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ชาวฮอลันดาได้กีดกันการเดินเรือค้าขายของไทย ครั้งหนึ่งถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขู่จะระดมยิงไทย จนไทยต้องผ่อนผันยอมทำสัญญายกประโยชน์การค้าให้ตามที่ต้องการ แต่เพื่อป้องกันมิให้ฮอลันดาข่มเหงไทยอีก สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงสร้างเมืองลพบุรีไว้เป็นเมืองหลวงสำรอง อยู่เหนือขึ้นไปจากกรุงศรีอยุธยา และเตรียมสร้างป้อมปราการไว้คอยต่อต้านข้าศึก



วรรณกรรมในรัชกาล
ดูบทความหลักที่: วรรณกรรมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
สมเด็จพระนารายณ์มิใช่เพียงทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการทูตเท่านั้น หากทรงเป็นกวีและทรงอุปถัมภ์กวีในยุคของพระองค์อย่างมากมาย กวีลือนามแห่งรัชสมัยของพระองค์ก็ได้แก่ พระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก และตอนหนึ่งของเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ (อีกตอนหนึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์) กวีอีกผู้หนึ่งคือ ศรีปราชญ์ ผู้เป็นปฏิภาณกวี เป็นบุตรของพระโหราธิบดี งานชิ้นสำคัญของศรีปราชญ์ คือ หนังสือกำศรวลศรีปราชญ์ และอนุรุทรคำฉันท์

 “นิราศนครศรีธรรมราช” ก็มี กำสรวล เป็นภาษาเขมร แปลว่า ร้องไห้ หมายถึงบทประพันธ์ที่เขียนทำนองครํ่าครวญถึงนางที่รัก ในการที่ต้องจากสถานที่ไป ตามตำนานกล่าวว่า ในการถูกเนรเทศไปเมืองนครศรีธรรมราช ศรีปราชญ์ได้แต่งนิราศไว้เรื่องหนึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “โคลงกำสรวญศรีปราชญ์” เหตุที่เชื่อว่า ศรีปราชญ์เขียนนั้น เพราะปรากฏว่าออกชื่อผู้แต่งว่า “ศรี” ไว้หลายตอน



แผ่นดินเลิศเกิดกวีท่านศรีปราชญ์
ชนมิอาจลืมวจีกวีใหญ่
ชูดาบร้ายหมายประหารท่านเตือนใจ
ใหญ่เพียงใดดาบต้องสนองคืน


https://youtu.be/jlbb9USBmxc



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 11, มีนาคม, 2562, 12:36:24 PM
ไม่อยากเอ่ยถึงเขมรไม่ว่าดีร้าย อดีต-ปัจจุบัน
มีบางกระแสข่าวว่าเขมรจดลิขสิทธิ์รำ ละคร นาฏศิลป์ที่คนไทยไปสอนให้  
เอาเฮอะ   จดได้ไม้ใช่หมายถึงจะรักษาไว้ได้
ถ้าไม่ใช่คนประเภทจิตใจอ่อนหวานอ่อนโยนเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารีแบบไทยๆเรานี่
ความเห็นส่วนต้วครับ ไม่ใช่ทฤษฎีใดๆ

ได้เห็นวีดีโอ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ทรงระนาด จึงสลับเรื่องราวขออณุญาตเผยแพร่ในที่นี้
ด้วยระลึกในพระมหากรุณา อันทรงดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย



หนึ่งในบทเพลงร่ายรำที่ติดหูติดตาชวนติดใจอย่างยิ่ง   ฟ้อนแพน
่ยิ่งว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯร่วมทรงดนตรีด้วย ยิ่งไม่น่าพลาดชม



กบฏลาวคราวแย่พ่ายแพ้ไทย
จำชื่อไว้ย่าโมแห่งโคราช
ลาวเชลยเคยสุขร้องทุกข์ป๊าด
จึงแต่งวาดเพลงยาวชื่อลาวแพน


เผยแพร่เมื่อ 12 ธ.ค. 2017
เทปบันทึกภาพพระราชกรณียกิจสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีกรมศิลปากร รัตนสังคีต ณ พิพิธภัณฑ์กีเม่ต์ นครปารีส ในวันที่  ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
สมเด็จพระเทพฯ ทรงเดี่ยวระนาดเอกประกอบการแสดง (ช่วงซุ้ม)



                               https://youtu.be/XZXapP-jj8U


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 12, มีนาคม, 2562, 04:36:12 PM
.
แดนอุดมสมบูรณ์พูนเรื่องกล่าว
เป็นอู่ข้าวอู่น้ำรวยล้ำเหลือ
ข้าวชั้นดีมีหลายล้นฟายเฟือ
ใตรจะเชื่อส่งออกนอกอยุธยา
[/color][/size][/font]




                                   https://youtu.be/6I1DgGnMMME


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 13, มีนาคม, 2562, 04:40:50 PM
.
อยุธยาน่าแปลกแขกคบหา
ศรีลังกาอินเดียไกลเสียยิ่ง
ทั้งค้าขายขยายธรรมคู่กรรมจริง
สวยนักหญิงตาคมพุงกลมงาม


แหล่งข้อมูลหนึ่งระบุว่า กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะภัยโรคระบาดคุกคาม สมเด็จพระเจ้าอู่ทองจึงทรงย้ายราชสำนักลงไปทางใต้ ยังที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา บนเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนครท่าเรือเดินทะเล ชื่อ อโยธยา (Ayothaya) หรือ อโยธยาศรีรามเทพนคร นครใหม่นี้ถูกขนานนามว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ซึ่งภายหลังมักเรียกว่า กรุงศรีอยุธยา แปลว่า นครที่ไม่อาจทำลายได้[9]

พระบริหารเทพธานี อธิบายว่า ชาวไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 แล้ว ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของเมืองสังขบุรี อโยธยา เสนาราชนคร และกัมโพชนคร[10] ต่อมา ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทองทรงดำริจะย้ายเมืองและก่อสร้างเมืองขึ้นมาใหม่โดยส่งคณะช่างก่อสร้างไปยังอินเดียและได้ลอกเลียนแบบผังเมืองอโยธยามาสร้างและสถาปนาให้มีชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา


ข้อมูลคัดลอกมามิได้ศึกษาเพิ่มเติม โปรดใช้จักรยาน
[/color][/size][/font]




                     https://youtu.be/J-ssUhnTVMk


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 14, มีนาคม, 2562, 11:10:23 AM
มอญครองหงสาฯพม่าหม่องครองอังวะ
ต่างปะทะอวดเบ่งน่าเกรงขาม
ราชาธิราชชาติมอญกระฉ่อนนาม
โบราณสยามแต่งเล่นเช่นละคร


เรื่องราชาธิราชนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวีราชสำนัก ๔ คน คือ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เมื่อครั้งเป็นพระยาพระคลัง พระยาอินทรอัคคราช พระภิรมรัศมี และพระศรีภูริปรีชา ช่วยกันแปลและเรียบเรียงขึ้นเมื่อปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๓๒๘ เป็นคำประพันธ์ร้อยแก้วที่มีความไพเราะ ถ้อยคำภาษางดงามสละสลวย สำนวนโวหารคมคายลึกซึ้งชวนให้จดจำ และเป็นแนวทางในการปฏิบัติและการดำเนินชีวิตของมนุษย์สืบทอดไปทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ระหว่างเจ้าผู้ครองแผ่นดินกับขุนนางหรือไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ตลอดจนการทำศึกสงครามอันยาวนานระหว่างมอญและพม่า ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยชั้นเชิงทางกลยุทธ์ และสติปัญญายิ่งกว่าพละกำลังกาย นอกจากนี้ยังได้คุณค่าสาระโดยเฉพาะสัจธรรม อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกล้าหาญ และความจงรักภักดีที่ผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ จึงทำให้เรื่องราชาธิราชเป็นวรรณกรรมดีเด่น ควรค่าแก่การอ่านและศึกษาต่อไป

ข้อความจาก    ราชาธิราช คำนำ (ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๔)
https://vajirayana.org/ราชาธิราช/คำนำ-ฉบับ-พศ-๒๕๔๔

ขออนุญาตและขอบคุณครับ


                             https://youtu.be/YROgBANbnMo


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 16, มีนาคม, 2562, 05:59:42 AM
พม่าหม่องตองอูผู้เก่งกาจ
มหาราชเด่นสง่าอุทาหรณ์
เป็นยอดรักนักรบสยบนคร
นามกรคนเก่งบุเรงนอง

https://youtu.be/FhHLnC2kYGM

........
                      


                                              


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 17, มีนาคม, 2562, 03:44:51 PM
สังคมคละปะปนคนดีชั่ว
แยกเป็นขั้วพอเห็นว่าเป็นสอง
จะเลือกที่ดีชั่วตัวเองตรอง
ใช้สมองคิดลึกสำนึกตน

แยกรุ่นใดใหม่เก่าคำเขาบอก
แค่คำหลอกชอบชังเพื่อหวังผล
ดีชั่ววัดจัดนามความเป็นคน
ได้ฝึกฝนใหม่เก่าล้วนเท่ากัน

เขาหลอกสิ้นชินชาสิน่าเบื่อ
ไยหลงเชื่อคนง่ายเขาขายฝัน
คนใหม่หรือคือเก่าเขาคนนั้น
รู้ไม่ทันใหม่กว่าก็ว่าดี

ความเป็นคนล้นค่าน่าสำนึก
รวมเป็นปึกแผ่แพนกว่าแถนผี
ยกแขนชูรู้ซึ้งหนึ่งนิ้วชี้
บอกว่านี่เก่าครำ่ไม่สำออย



                   https://youtu.be/PTtR5VXc2iQ


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 19, มีนาคม, 2562, 11:51:33 AM

You'll take my life but I'll take yours too
You'll fire your musket but I'll run you through
So when you're waiting for the next attack
You'd better stand there's no turning back
The bugle sounds as the charge begins
But on this battlefield no one wins
The smell of acrid smoke and horses breath
As you plunge into a certain death
Oh oh oh

https://youtu.be/X4bgXH3sJ2Q


ยังไม่จบศพกองไม่ต้องนับ
กันไม่หลับเฮ้ยมาแกอย่าถอย
ออกอาวุธยุทธเชือดหลั่งเลือดย้อย
ชีพหลุดลอยต่างพ่ายต่างทลายร้าง

ยุติธรรมกรรมบทแห่งกฏหมาย
หยุดเรื่องร้ายเลวชาติหยุดบาดหมาง
กฏหมายอ่อนผ่อนปรนคนเคว้งคว้าง
ต่างฝ่ายสร้างกฏเถื่อนเชือดเฉือนก้น

บอกกฏเก่าเข้าข้างแกอ้างมั่ว
หวังแก้ตัวทั้งโคตรโทษมหันต์
คนใหม่ก่าเฝ้าดูเค้ารู้ทัน
อย่าให้มันแก้กฏบทธรรมนูญ

ประเทศกันปันแรงแบ่งกันอิ่ม
หน้าเปื้อนยิ้มภัคดิ์ราชชาติรวมศูนย์
ไทยแต่งลาวคราวนี้ทวีคูณ
ยิ่งเพิ่มพูนจีนหมวยด้วยเป็นดอง


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 21, มีนาคม, 2562, 05:19:59 PM
                       
If you squeeze my lizard
I'll put my snake on you
I'm a romantic adventure
And I'm a reptile too

But it don't make no difference
'Cos I ain't gonna be, easy, easy
The only time I'm gonna be easy's when I'm
Killed by death
Killed by death
Killed by death
Killed by death

https://youtu.be/dPdDMzv4WI0


ลูกแม่ดีที่สุดหยุดโลกได้
แม้สอนไว้รวยล้นคนยกย่อง
ล้านคนงกตกยากปากเรียกร้อง
เอาเงินทองซื้อสั่งทั้งแผ่นดิน

เอาเฮอะแกแค่คิดก็ผิดหนัก
แม่ก็รักผิดทางเข้าข้างสิ้น
หลอกรวมพลคนเกด้วยเล่ห์ลิ้น
อย่าหมายหมิ่นวางเขิ่องเรื่องมิควร

ฟันต่อฟันขั้นนี้ถึงทีสู้
หากคิดบู๊ต่อตีจะมีสวน
ไม่ยอมง่ายพ่ายต่อพวกก่อกวน
สนองทวนห้ำหั่นจนวันตาย

เลือกคนดีที่รักอีกสักหน
ไม่เอาคนชี้ชักแบ่งฝักฝ่าย
เลือกคนกลางวางท่าไม่ขวาซ้าย
เลือกลุงชายป้าหญิงที่จริงใจ
[/color][/size][/font]


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 22, มีนาคม, 2562, 01:28:31 PM
“ระบำพม่า-มอญ” นี้ ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่อง “ราชาธิราช” ตอน “กระทำสัตย์” เพื่อหย่าศึก (อ้างอิงพงศาวดารมอญในสงครามสี่สิบปี) ระหว่างพระเจ้าราชาธิราชแห่งอาณาจักรหงสาวดีของมอญ กับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องแห่งอาณาจักรอังวะของพม่า ที่รบพุ่งกันมายาวนานต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจนอ่อนแรงลงไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย


สองฝ่ายฟากอยากสงบหรือรบฆ่า
ชาวประชาเลือกเอาทั้งเก่าใหม่
จงเลือกดูรู้ทันมันหลอกใช้
หรือหลงใหลวาทะคนระยำ

มองเห็นง่ายขายฝันมันโกหก
ไอ้ตลกคนรู้ดูแล้วขำ
คนโกงคดหมดไปไม่วนซ้ำ
เจ็บแล้วจำมั่นคงหรือสงคราม

ใครที่ไม่ชอบระบำไทยยังไงก็ไม่ชอบ
เอาน่าต่อไปอาจไม่มีให้ชมง่ายๆ
นี่เป็นระบำที่มี2ลีลาอย่างน่าทึ่ง

นักแสดงใช้ผู้หญิงล้วน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกแต่งกายแบบพม่า ร่ายรำด้วยท่าและทำนองเพลงพม่า บรรเลงดนตรีเพียงอย่างเดียวจังหวะจะค่อนข้างเร็วสนุกสนาน กลุ่มที่สองแต่งกายอย่างมอญ ร่ายรำด้วยท่าและทำนองเพลงมอญ มีเนื้อร้องภาษามอญด้วย จังหวะค่อนข้างเนิบช้านุ่มนวล

https://youtu.be/35OVaC9mk0g



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 26, มีนาคม, 2562, 12:51:28 PM

เป็นชาวบ้านผ่านศึกจึงฝึกฝน
บอกไม่ทนหน้าไหนอย่าได้หยาม
บางระจันยันศึกบันทึกนาม
ที่เขตคามเมืองสิงห์ทั้งหญิงชาย

ฟันดาบคล่องสองมือคือศิลป์ศาสตร์
ทั้งเก่งกาจใครท้าจงอย่าหมาย
ดูสวยงามความนั้นอันตราย
พิสูจน์ลายดาบคู่กู้เมืองไทย


https://youtu.be/nzG1t1VsjGE



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 28, มีนาคม, 2562, 10:28:53 AM
นาฎศิลป์ไทย ได้ดี มีนโยบาย

ิิศิลปกรรมธรรมหรูช่วยชูเชิด
ดังระเบิดนักศิลป์แผ่นดินไหว
ชื่อระบำรำฟ้อนกระฉ่อนไป
ชวนคนไกลบ้านเกิดกลับเถิดแก๊

หญิงนักเเหล่แม่น้อยหอยทองคำ
ได้กอบกำเงินถุงถังตุงแน่
นักร้องหล่อป.ประยุกต์วันศุกร์แล
ไม่วอแวเอาเฮอะไม่เบ๊อะเบืํอก

แล้วบอกซ้ำทำแน่แหย่ทุกหน
แซะว่าคนหน้าใหม่ต้องใส่เกือก
ทั้งตับเถาเอาซึ้งจึงเป็นเทือก
เอ้าเฮ้เลือกคนใหม่ยุให้รำ


https://youtu.be/QR60neWa9lg



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 29, มีนาคม, 2562, 09:29:18 AM

พี่มาร้อง น้องมารำตำสาก


   เรือม แปลว่า “รำ” ลู้ด แปลว่า “กระโดดหรือเต้น” อันเร แปลว่า “สาก” ฉะนั้นคำว่า เรือมอันเร หรือ ลู้ดอันเร แปลว่า “รำสาก” หรือ “เต้นสาก”

https://youtu.be/Fsj_wQMa63M


วันเพิ่งวนพ้นผ่านท่านกางขา
ไม่อายหน้าสะใจเอาให้หนำ
ปากกระพือถือสากลากมาตำ
เอ้าตอกย้ำคำหลอกบทบอกมา

กกล.ย่อเองกางเกงลิง
ใส่แล้วนิ่งไม่อายไม่ขายผ้า
ปิดสะดือมือใหม่เขาให้มา
ใครมีนาฉันนี้มีกางเกง

เงียบสนิทมิดชิดเอ๊ะผิดหรือ
บอกว่าซื่อมั่นคงยังตรงเผง
เฉยคือยอมพร้อมแพ้แก่นักเลง
กฏกางเกงไม่กลัวตำซั่วจัง


พอเถอะ กลอนพาลาก กลัวมากไป


https://youtu.be/yyyx48qPXOU



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 31, มีนาคม, 2562, 11:44:24 AM


ผู้แสดงจะแต่งกายตามแบบชนชาติไทยเผ่าต่างๆเริ่มด้วยชาวไทยในภาคกลาง ไทยลานนา ไทยใหญ่ ไทยลานช้าง ไทยสิบสองจุไท และไทยอาหม การแสดงจะรำออกมาทีละเผ่า นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แต่งทำนองเพลง นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ

https://youtu.be/0Je0gWE0DPs



ไทยหลายเผ่าเก่าแก่มาแต่ก่อน
ว่าก็นอนเลี้ยงลูกก็ปลูกฝัง
ให้รวมอยู่อู่น้ำอย่าทำพัง
จะเลือกนั่งเลือกนอนคิดก่อนเดิน

หรืออยากฝืนยืนกลุ่มชุมนุมก่อน
จะหัวร้อนอ่อนเยาว์หรือเขลาเขิน
เป็นประสงค์ตรงใจอย่าให้เกิน
จะดำเนินฟังเพลงเขาบันเลงรอ

ทั้งไทยใหญ่ใกล้บ้านไทยลานไหน
ไทยน้อยไปแพ้ฟากไทยมากหนอ
โอ๋ไทยหนึ่งกึ่งเหงาไทยเฝ้าท้อ
โอละพ่อเอ๊ะไงไหนผู้นำ


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 02, เมษายน, 2562, 04:44:52 PM

  ประวัติฟ้อนผาง
เป็นศิลปะการฟ้อนที่มีมาแต่โบราณ เป็นการฟ้อนเพื่อบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ลีลาการฟ้อนดำเนินไปตามจังหวะของการตีกลองสะบัดชัย มือทั้งสองจะถือประทีปหรือผางผะตี้บ แต่เดิมใช้ผู้ชายแสดง ต่อมานายเจริญ จันทร์เพื่อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ ดำริให้คณะครูอาจารย์หมวดวิชานาฏศิลป์พื้นเมืองเป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำให้เหมาะสมกับผู้หญิงแสดง โดยได้รับความอนุเคราะห์จากนายมานพ ยาระณะ ศิลปินพื้นบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดท่าฟ้อนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับท่ารำโดยมีนายปรีชา งามระเบียบอาจารย์ 2 ระดับ 7รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่(ฝ่ายกิจกรรม) เป็นผู้ควบคุมการประดิษฐ์ท่ารำ
ทำนองเพลง
ที่ใช้ประกอบการแสดงชุดฟ้อนผางให้ชื่อว่า “เพลงฟ้อนผาง” แต่งโดยนายรักเกียรติ ปัญญายศ อาจารย์ 3 ระดับ 8 หมวดวิชาเครื่องสายไทย วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่

เครดิต by https://sites.google.com/site/naiyarinnoey/fxn-phang


งามใดเท่าเล่าอ้างช่างงามคม
ฟ้าสร้างสมหรือไรได้งามขำ
ยักเอวอ่อนกรเกลาเจ้างามล้ำ
งามระบำพริ้วอายชวนหมายตา

กายใจเธอเสนอมอบตอบคุณชาติ
ผ่องสอาดแนบสนิทจิตเสน่หา
ตามครรลองสนองส่งองคฺ์ราชา
ตระการฟ้าเริงสนานพิมานแดน

ถวายบูฃามหาบุรุษพุทธองค์
ศรัทธาคงพุทธธรรมกรรมเป็นแก่น
กราบสมมุติพุทธิสงฆ์จิตปลงแปน
เริงรำแทนพุทธิจิตคิดวิไล


ไม้ใช่ไทยจะงามได้เช่นนี้หรือ   รักไทยจริงเรัย
                                 https://youtu.be/9T5G7kiWAVk
[/color][/size][/font]


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 09, เมษายน, 2562, 12:10:10 PM
อยู่ที่ไหนจงมา รัดด้ายไชยยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา

ไม่รู้สิ ฟังแล้วเศร้า เทใจให้ ใจเหลือน้อย



ผู้ครองบ้านผ่านเมืองเบื้องฃ้ายขวา
เย้อเถิดมายอพาขวัญอย่าหวั่นไหว
คล้องเอวมัดรัดผ้าว่าอย่างไทย
ท่านจากไกลขวัญบ้านจะรานร้าว

ยามฝนพรำฉ่ำโปรยท่านโกยเสียง
ขวัญอย่าเลี่ยงร้อนแล้งอย่าแข่งหนาว
ขวัญอยากครองลองสู้อยู่ยีนยาว
ข้าน้อยกล่าวเอ่ยเอื้อนมาเยือนเฮา

ข้อยแดนไกลไพรเขาลำเนาป่า
เก็บน้ำตากลั้นไว้ว่าไม่เหงา
มาแล้วไปไม่ว่าอย่าแค่เว้า
ขวัญแต่เก่าขวัญคล้อยน้อยใจนัก



https://youtu.be/6a2XlEU9K7E


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 13, เมษายน, 2562, 05:38:10 PM
Oh my darling
My darling
My heart breaks as you take your long journey


ออดอ้อนพร่ำคำหวานขานคะขา
สวรรค์มอบมาคือเธอผู้เลอศักดิ์
โอบอุ่นเอื้อเยื่อใยด้วยใจภักดิ์
สุดที่รักยิ่งฝันฉันมีเธอ

วันเราสองปองรักมักสั้นกว่า
เปรียบคุณค่าทรงจำล้ำเสมอ
คิดถึงคราวหนาวอุ่นกรุ่นอายเพ้อ
ดุจได้เจอของขวัญที่ฉันรอ

ค่ำคืนจากพรากกันฉันและเธอ
น้ำตาเอ่อตลอดกาลยาวนานหนอ
หวังพบกันสวรรค์ส่งเธอจงรอ
ยามใดท้อเพียงฝันวันของเรา



https://youtu.be/eG_rArV84iY


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 27, เมษายน, 2562, 04:52:05 PM

เสียงแว่วดังกังวาลขานข้างหู
มายืนอยู่โดดเดี่ยวคืนเปลี่ยวเหงา
คล้ายสำเนียงเสียงร้องน้องเคยเย้า
หรือเพียงเงาลางเลือนใต้เดือนเพ็ญ

สัมผัสเพียงเสียงเจ้าเงาอดีต
เคล้าเสียงหรีดแสงผ่องพอมองเห็น
เดือนงามล้ำค่ำคืนนี้
ชื่นเย็น
หวนนึกเป็นรักเก่าเฝ้าชมจันทร์


https://www.youtube.com/watch?v=JDmsmxLBHvg
[/color][/size]


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 08, พฤษภาคม, 2562, 01:27:45 PM
 :emo1-8:
ไทยบางเหล่าเขลาวอกใจออกห่าง
เที่ยวแอบอ้างเปรียบเปรยอย่างเย้ยหยัน
ไม่หมอบกราบซาบซึ้งจังฝรั่งเย่อมัน
รอถึงวันเมื่อไรไปทีเทิ๊ด

ไทยคือแดนแพนแผ่มาแต่เก่า
เปรียบรากเหง้าตอนต่อก่อกำเนิด
 ทำท่าเห็นเป็นฝรั่งระวังเฮิ๊ร์ท
เมินคอนเสิร์ตแต่ก่อนเราฟัอนเล็บ

งามประณีตกรีดขยายกรายวงจีบ
เกรงเธอบีบนื้วหยิกจิกให้เจ็บ
แผลบาดคอหมอฝรั่งยังไม่เย็บ
เหลือแนวเหน็บนิดหน่อยเป็นรอยช้ำ

วัฒนธรรมกรรมเกี่ยวยึดเหนี่ยวใจ
คนรุ่นใหม่รุ่นเก่าเขากล่าวพร่ำ
สืบรอยไทยไว้หนอขอบอกย้ำ
เตือนใจจำรากมีจึงดีพอ






https://youtu.be/025e2sQlamw

[/color][/size][/font]


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 24, พฤษภาคม, 2562, 11:36:47 AM


https://youtu.be/7onOfxbghF0








รักน้อง ต้องมาขอ   นะจร๊าาา
คอยมาโดน


รักแลัวไยไม่มาสัตยาเก้อ
จีบให้เพัอคำหลอกบอกมาขอ
มือแขนชายป่ายปัดเคยรัดคอ
พ่อก็รอภูมิใจชุดใหม่เตรียม

สาวหิงห้อยน้อยแสงแห้งคาแคร่
หรือคนแก่ถั่งแงะแซะจอบเสียม
กว่าถั่วสุกคลุกเสร็จเม็ดไหม้เกรียม
อ้ายอย่าเหนียมจูบปากอยากสิ่งใด

สองแขนอ้าท้าอ้ายหมายสัจจะ
 มาเถิดมะอ้ายมายกนาให้
อนาคตหมดตัวทั้งหัวใจ
เริ่มกันใหม่อภัยรักหนักเป็นเบา


/font]


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 05, มิถุนายน, 2562, 01:19:04 PM



ฟ้อนล่องน่าน
เพิ่งได้เคยเห็น
เห็นแล้ว รักเลย
    

https://youtu.be/J_zfy5a1A5Y
  
พญาปูคา ผู้สร้างเมืองปัวและได้สถาปนาตัวเองขึ้นครองเมืองปัว เรียกว่า วรนคร (อำเภอปัว จังหวัดน่านในปัจจุบัน) ต่อมาอีกเป็นเวลานาน จนมีราชบุตร คือ พญาก่านเมือง ขุนนุ่น ขุนฟอง พญาปูคาจึงได้เรียกราชบุตรมาปรึกษาหารือพร้อมทั้งเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย โดยดำริที่จะย้ายเมืองลงมาตั้งใหม่ทางทิศใต้ของวรณคร ราชบุตรและเสนาอำมาตย์ได้ให้คำปรึกษาหารือเห็นพ้องในการย้ายเมืองลงมาตั้ง ณ ที่ดอยภูเพียง (พระธาตุแช่แห้ง อำเภอเมือง จังหวัดน่านในปัจจุบัน)เมื่อประชุมกันแล้วก็ได้ไปตัดไม้ในป่ามาทำเป็นแพซุง สำหรับเป็นพาหนะบรรทุกสิ่งของในการเดินทางล่องตามลำแม่น้ำน่าน (สมัยนั้นการเดินทางบกคงใจลำบากเพราะไม่มีถนนหนทางอย่างปัจจุบัน)ในการเดินทาง ได้จัดเป็นขบวรต่างๆ ถึง 7 ขบวรคือ

ขบวรที่ 1  เป็นที่ประทับของพญาก๋านเมือง กับข้าราชการบริวาร พร้อมทั้งพระบรมธาตุเจ้าที่นำลงมาบรรจุ ณ พระธาตุแช่แห้ง
ขบวรที่ 2 เป็นขบวรข้าราชการน้อยใหญ่และเสนาอำมาตย์
ขบวรที่ 3 เป็นคณะพระสงฆ์องค์เจ้า และสมณชีพราหมณ์
ขบวรที่ 4 เป็นพวกขุนนาง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ท่านท้าว หัวเมือง
ขบวรที่ 5 เป็นพวกดนตรี มีการประโคมและมโหรีต่างๆ
ขบวรที่ 6 เป็นพวกประชาชน พลเมือง
ขบวรที่ 7 เป็นขบวรของพวกกลอง พวกฆ้องและผู้คนปนเปกัน ร้องรำทำเพลงสนุกสนานในขบวนนี้มีหญิงม่ายเจ้าปัญญาผู้หนึ่ง ซึ่งมีศิลปไหวพริบปฎิภาณอันดีเยี่ยมในการขับกล่อม ร้องรำทำเพลง นางจึงได้ว่าทำนองเพลง “ซอ” บรรยาย ร่ำรำพัน บรรยายถึงการโยกย้ายครั้งนี้ โดยบรรยาย ตั้งแต่ต้นตลอดลำน้ำ ลำห้วย ป่าไม้ พันธุ์ไม้นานาชนิด ชมธรรมชาติอันงดงามของสองฟากฝั่งลำน้ำน่านตลอดทางที่ผ่าน บรรลุถึงที่จะตั้งเมืองใหม่ และได้สร้างบ้านแป๋งเมืองลง ณ ดอยภูเพียง (พระธาตุแช่แห้งปัจจุบัน) “ซอล่องน่าน” ก็ได้เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นสืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ยังมีทำนองซอล่องน่านนี้อยู่

ที่มา : ส่งสการดอทคอม
credit
http://www.nan2day.com/talk/index.php?topic=2530.0

ซอ คือการขับร้อง










เก่ง งาม ถึงเพียงนี้หนอคนไทย

https://youtu.be/yJJHn563Y_E




ล่องแพคล้อยลอยลำแม่น้ำน่าน
ราชบริพารตามส่งพระองค์เจ้า
โยกย้ายสู่'ภูเพียง'เวียงลำเนา
ลุ่มหลุบเขาเรือแพแห่หากัน

เมฆฟูฝอยลอยปลิวเป็นทิวสาย
เขาทอดรายสูงลิ่วเป็นทิวสัน
แควน้ำไหลไพรชุ่มชอุ่มพรรณ
แควน้ำหลั่นเลี้ยวลดทดเข้านา

อารยธรรมกรรมแต่งแสวงหน
เกิดกลุ่มชนก่อแหล่งแสวงหา
ร่วมประชันขันแต่งแข่งปัญญา
ร่วมประชาสืบทบประสบการณ์

สร้างงานศิลป์ผินมองย้อนช่างอ่อนไหว
เลิศวิไลงามฟ้อนช่างอ่อนหวาน
มาเมืองนี้มีฝันสวรรค์บันดาล
มาเมืองน่านเหลียวหลังปังสาวงาม







หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 19, มิถุนายน, 2562, 09:25:37 PM










        ประวัติศาสตร์   

น่าน
มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ยาวนาน มีชื่อเรียกในพงศาวดารว่า นันทบุรี เมืองน่านในอดีตเป็นนครรัฐเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำสาขาในหุบเขาทางตะวันออกของภาคเหนือ



https://youtu.be/G_PToKhmiqk


ลืมฟ้อนผางบางครั้งใจยังแหน
ลืมฟ้อนแพนเผลอไผลมิได้หยาม
น่านอยู่เหย้าเฒ่านานผ่านเยี่ยมยาม
ใจสุดห้ามเท่านานผ่านเยี่ยมเยือน

ใจหนึ่งน้อยร้อยรักจักหมายมั่น
ใจหนึ่งนั้นมอบสมัครจักหมายเหมือน
อยู่เคียงร้อยถ้อยคำย้ำใจเตือน
อยู่เคึยงเรือนเอ่ยให้ย้ำใจตน

พบคนใหม่ใจสนุกทั่วทุกแห่ง
เห็นสีแสงแยงยั่วทั่วทุกหน
ชีวิตใคร่ใจสัมพันธ์ทุกชั้นชน
ชีวิตคนหลงใหลคนใกล้ตัว

รักนี่เอ๋ยเคยหลงส่งยิ้มหยอก
คิดไม่ออกแกล้งหงิมส่งยิ้มยั่ว
ปลื้มเมืองปายย้ายยักชักไม่ชัวร์
ปลืัมเมืองปัวถิ่นย่านน่านนะแก๊

คนหลายใจใครหนอ อ๋อถามผิด
คนหลายจิตพูดใหม่มิใช่แถ
มาเมืองน่านพานน้องร้อง ฮันแน้
สบตาแค่ฉับพลันร้อง ฮันนี้




หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 05, กรกฎาคม, 2562, 09:53:03 AM


     https://youtu.be/SSexQbE4r5I


https://youtu.be/HIbaM4nm_fw





   ละอองหมอกหยอกผาถลากอด
ลมเสียดสอดภูคาซ่าหวีดหวี
ละอองเมฆเสกฟ้า มหานที
ลมเสียดสีหนาวกายอุ่นภายใน

หนาวเมืองไหนไม่คุ้นอุ่นไอรัก
แรกรู้จักเหมือนว่าพาหลงใหล
หนาวเมืองน่านสมานอุ่นคุ้นเยื่อใย
แรกรู้ใจเผลออยู่ไม่รู้ตัว

ใต้แสงดาววาววิบ
กระซิบรัก
เอ่ยถามทักน้องเจ้าพอเย้ายั่ว
ใต้แสงเดือนเลื่อนไล้ไหวระรัว
เอ่ยถามทั่วสนิทน้องปองชิดเชย

คลายความหนาวสาวใดมีใจบ้าง
ฟังพี่อ้างรักผายที่ชายเผย
คลายความแหนงแคลงข้องนะน้อ...งเฮย
ฟังพี่เอ่ยฝากรักอย่าหักร้าว

ภูคาเสียดเรียดฟ้าคว้าดอกดวง
ขมพูพวงท้าทายปลายลมหนาว
ภูคาสูงจูงใจใคร่คว้าดาว
ชมพูพราวเสียบผมชื่นชมน้อง


/font]







หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 17, กรกฎาคม, 2562, 08:10:20 PM
          
              https://youtu.be/RO1d3P93aCY


https://youtu.be/SN--AeKRSXI


  

    

เดือนดาวเหินเมินหมองจะปองจิต
หมายมั่นพิศหวังไว้ต่างได้ต้อง
เดือนดาวหนฝนฟายฟ้าน้ำตานอง
หมายมั่นพ้องพิศเพ็ญหรือเช่นไร


ไกลเกินเหตุเขตขั้นที่ฝันถึง
สวยสุดซึ้งเฟื่องฟ้า
เหนือหล้าไหน
ไกลเกินห่างทางเท้ากั้นเราไกล
สวยสุดไซร้ง้า..มงามน่า..นตามนั้า..น

คือคิดต่างสร้างสรรค์ตามปั้นแต่ง
กล้ากลัวแปง*เลือกลองด้วยสองด้าน…..แปง*คือซ่อม
คือคิดตามด้วยดีคือมีค้าน
กล้ากลัวปานท่องเถาะอดเพราะอาย

รักเราเปรยเผยผายเอ่ยปรายอ้าง
ชั่วชีพวางใจจงมั่นคงหมาย
รักเราโปรยโดยดั่งเกริกทั้งกาย
ชั่วชีพวายรักล้นใจคนจริง

เดือนดาวลอยดอยเด่นสวยเช่นสาว
ดวงดอกพราวอ่อนเอนยลเช่นหญิง
เดือนดาวเร้นเวันว่าเธออย่าทิ้ง
ดวงดอกพริ้งแน่น้องเจ้าครองใจ

  
  


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 08, สิงหาคม, 2562, 09:23:05 PM
      

         https://youtu.be/HZRPOhq2f08

  

    
นกบินร่าฟ้าอร่ามสีครามอ่อน
น่านฟ้าซ่อนพิศวงชวนหลงใหล
นกบินเริงเชิงสุขหรือทุกข์ใด
น่านฟ้าใสสุดหล้าสุดถาเทียม

โอ้ละหนอซอน่านขับขานร้อง
ตามทำนองร่ายรำระบำเยี่ยม
โอ้ละเน้อเพ้อพ่ายรักหักใจเจียม
ตามธรรมเนียมขึัอายจึงพ่ายรัก

นางในฝันนั้นใฝ่ใช่หน่ายฝืน
ใจนึ้ตื่นเนื่องตามยามหนุนตัก
ล่วงไล้โนมโลมนวลล้วนหลงนัก
โค้งคิ้วยักเคยย้ำแค่คำเย้า

มาละเหวยเลยไวไปละหวา
ไม่มีคาหมดข้องน้องมีเขา
เมื่อหมดรักมักไร้ไม่มีเรา
เพลงน่านเศร้าน่านสินินานซึม

ซอน่านจำคำขานพานจดจ่อ
 เสียงพำพ้อคราวนี้ตีหน้าขรึม
ซอน่านจางสร่างแล้วแว่วกันตรึม
เสียงพำพึมคราวนั้น บอง สลันโอน



https://youtu.be/O5BcwNEuHRw


หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 02, กันยายน, 2562, 01:20:42 PM
          
                   https://youtu.be/onKr_7LOBks

  

  ผิดพลาด ไม่ดีพอ ก็ขออภัยครับ
……….


ยลยินแล้วเป็นบุญ
ละเอียดอ่อนทดแทนซับซ้อน
งาม...เอมเหลือล้นใจ

งาม...สวรรค์สรรค์มาบูชาพุทธ
งาม...เหนือดุจนางฟ้าพาหลงใหล
งาม...สวัสดิ์รัตนาค่าภายใน
งาม...เหนือใดอร่ามหล้าฟ้าประโลม

ชื่นตาชมแล้วชื่น
เสียงทิพย์เสนาะเทพบรรเลง
สวย...สง่านะอนงค์

สวย...เอวอ่อนฟ้อนแหงนวงแขนกวาด
สวย…พิศวาสมารยาใช่ใครก็หลง
สวย...เอวสะอางย่างสะออนกรจีบกง
สวย...พิศวงลุ่มลึกด้วยระทวยนาง
(มายา;ตอแหล คือ       ช่างพูดและแสดงกิริยาน่ารัก…"ชอบจังแบบนี้เลย")

ปากแต้มแก้มสำอาง
กรายย่างเยื้องท้ดเอื้องมาลี
หอม...นวลเนื้อกลิ่นแนม

หอม...มาลีศรีมุ่นเกล้าเยาวเรศ
หอม...กลิ่นเกศเยาวลักษณ์พักตร์แฉล้ม
หอม...มาลัยวัยสาวคราวแรกแย้ม
หอม ..กลิ่นแก้มจางเจือเรื่อร่ำริน

รักเธอสุดห้ามใจ
เยาวลักษณ์ ยอดเสน่หา
ขอโทษ...รักมิโรย

ขอโทษ...เผลอเธอจ๊ะอภัยช่วย
ขอโทษ...ด้วยใจค่อนอ่อนระโหย
ขอโทษ...ผิดคิดใคร่ใจโอดโอย
ขอโทษ...โดยยอมสวาทเป็นทาสเธอ



หัวข้อ: Re: กลอนนั้นสักวันเถอะ
เริ่มหัวข้อโดย: กลอน123 ที่ 13, ตุลาคม, 2562, 09:44:30 AM
  

   
https://youtu.be/No6nyarHNBM
เดือนตุลาอาลัย
คิดถึงพระองค์มากเหลือเกืน
นัำตาโอ้น้ำตา