บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล

บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล => ห้องกลอน คุณอภินันท์ นาคเกษม => ข้อความที่เริ่มโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, มีนาคม, 2563, 10:30:06 PM



หัวข้อ: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, มีนาคม, 2563, 10:30:06 PM
(https://i.ibb.co/VHRP9pt/hqdefault-6.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๑ -

จะกล่าวเรื่องสงครามสยามสมัย
เฉพาะใน “รัชกาลที่สาม”
“เจ้าอนุ”เวียงจันทน์นั้นลามปาม
ยกทัพรุกคุกคามสยามไทย.......


          อภิปราย ขยายความ.................

         สืบต่อเนื่องมาจากกระทู้      - ประวัติศาสตร์ชาติไทย -   คลิก (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg45753#msg45753)     ที่ดำเนินมาถึงเรื่องราวตอนสิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร. ๒) เข้าสู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  มีสงครามระหว่างประเทศเกิดขึ้นกับชนชาติเบื้องบูรพาทิศ  เป็นศึกสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานควรแก่การศึกษาหาข้อมูลประวัติศาสตร์ไม่น้อยเลย

          จากวันนี้เป็นต้นไป  หน้าเพจนี้จะนำเสนอเรื่องราวของสงครามระหว่างไทย  ลาว  เขมร  ญวน  โดยยกความในหนังสือชื่อ  “อานามสยามยุทธ”  ที่สำนักพิมพ์โฆษิต จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๐  มาให้ทุกท่านได้อ่านกัน  ซึ่งสำนักพิมพ์โฆษิต  ได้ชี้แจงในการจัดพิมพ์ว่า

           “ อานามสยามยุทธเป็นหนังสือว่าด้วยการศึกสงครามระหว่างไทย  กับลาว  เขมร  และญวน  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ่อยู่หัว รัชกาลที่ ๓  เรียบเรียงจากบันทึกรายงานราชการกองทัพในระหว่างศึกสงครามนั้น  ตั้งแต่มูลเหตุของการศึกสงครามจนกระทั่งสงครามยุติ  รวมเวลา ๒๑ ปี

          ก.ศ.ร. กุหลาบ ผู้จัดพิมพ์หนังสือนี้เป็นครั้งแรกแจ้งว่า  ได้คัดลอกมาจากบันทึกรายงานของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)  แม่ทัพใหญ่ในการทำศึกสงครามครั้งนั้นเรียบเรียงไว้แต่เดิม  ในตอนต้นของหนังสือ ก.ศ.ร. กุหลาบ  ได้เรียบเรียงประวัติของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)  แลสายสกุลสิงหเสนี ไว้ด้วย (ไม่ได้นำมาจัดพิมพ์ครั้งนี้)

          อานามสยามยุทธ  จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๖๔)  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ฯลฯ”

(https://i.ibb.co/HVc19pQ/10635925-1566259100269069-7994438675293224751-n-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          * ประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ ได้รวบรวมมาเรียบเรียงไว้นั้น มีสองตำแหน่งความดังต่อไปนี้

           “ (๑)   ผู้เรียบเรียงเรื่องประวัติท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง)  ฉบับนี้มีความอุตสาหะพยายามพากเพียร เขียนคิดค้นหาข้อย่อความตามตำราต่าง ๆ อย่างพิสดารวิตถารโดยละเอียด  ในตำรับฉบับเกร็ด ๆ  ที่มีสืบมาแต่โบราณหลายฉบับเป็นตำรับสำคัญ ๆ  ค้นพบในตำรับฉบับหนึ่งมีข้อความว่าดังนี้ “

          ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) อัครมหาเสนาบดี  ที่สมุหนายกในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ  ท่านผู้นี้สมัยกาลอุบัติสมภพบังเกิด เมื่อจุลศักราช ๑๑๓๙ ปีระกา นพศก เป็นปีที่ ๑๐  ในปลายแผ่นดินพระเจ้าตาก (สิน) พระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรี  ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่ ๔ ในท่านเจ้าพระยาอภัยราชา(ปิ่น)  บิดาและท่านผู้หญิงฟักเป็นมารดา (เกิดที่บ้านริมชิงสะพานช้างโรงสี กรุงเทพฯ  คือที่ตรงห้างแบดแมนแอนด์กำปะนี  แต่ก่อนเรียกว่า  ตำบลฝั่งคลองหลอดในเมืองธนบุรีฝั่งตะวันออก)

          ครั้นถึงในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพฯ  ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง)  ได้ถวายตัวทำราชการเป็นมหาดเล็กพิเศษในพระบรมมหาราชวัง
     ภายหลังเป็นมหาดเล็กรายงานตรวจราชการต่อสำเภาหลวง
     แล้วได้เป็นที่นายเสน่หามหาดเล็กหุ้มแพรในพระบรมมหาราชวัง  ได้โดยเสด็จในงานพระราชสงครามทัพพม่าข้าศึกหลายครั้ง

          ครั้นถึงในรัชกาลที่ ๒ กรุงเทพฯ   นายเสน่ห์ได้เป็นที่นายจ่ารงในกรมมหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง
     ภายหลังนายจ่ารงได้เลื่อนเป็นที่เจ้าหมื่นเสมอใจราช  หัวหมื่นมหาดเล็กในพระบรมมหาราชวัง
     แล้วได้ว่าที่พระยาเสน่หาภูธร  จางวางมหาดเล็กฝ่ายพระราชวังบวรฯ
     ภายหลังเจ้าหมื่นเสมอใจราชได้ย้ายไปเป็นที่พระยาจำนงภักดี  จาววางกรมมหาดเล็กฝ่ายพระราชวังบวรฯ
     แล้วเลื่อนเป็นพระยาเกษตรรักษา อธิบดีกรมนา  ฝ่ายในพระราชวังบวรสถานมงคล

          ครั้นถึงในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ  พระยาเกษตรรักษา(สิง)  ย้ายมาเป็นพระยาราชสุภาวดี จางวางกรมพระสุรัสวดีในพระบรมมหาราชวัง
     ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี  ว่าที่สมุหนายก
     แล้วได้เป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา  อัครมหาเสนาบดี ที่สมุหนายกอธิบดีในกรมหาดไทย  ในพระบรมมหาราชวัง

          ท่านผู้นี้ป่วยเป็นโรคป่วงใหญ่ ได้ถึงอสัญกรรมเมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๙ ค่ำ ปีระกา เอกศก จุลศักราช ๑๒๑๑ ปี เป็นปีที่ ๒๕ ในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ  สิริชนมายุได้ ๗๓ ปี  ท่านมีบุตรชายหญิงที่มีชื่อเสียงปรากฏ ๒๖ คน


           (๒)   ได้ค้นในตำรับอีกฉบับหนึ่งพบมีข้อความพิสดารว่าดังนี้  “ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง)  อัครมหาเสนาบดีที่สมุหนายกในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ    ท่านผู้นี้มีสมัยกาลอุบัติสมภพบังเกิด เมื่อจุลศักราช ๑๑๓๙ ปีระกานพศก เป็นปีที่ ๑๐ ในปลายแผ่นดินพระเจ้าตาก (สิน) กรุงธนบุรี  ท่านผู้นี้เป็นบุตรคนที่ ๔ ในท่านเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) บิดา  และท่านผู้หญิงฟักมารดา (บังเกิดที่บ้านริมเชิงสะพานช้างโรงสี  ริมฝั่งคลองหลอดหลังค่ายเมืองธนบุรีฟากตะวันออก  คือที่ห้างแบดแมนแอนด์กำปะนี)

          ครั้นในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพฯ  ท่านเจ้าพระยาบดินทร เดชา (สิง)  ได้ถวายตัวทำราชการเป็นมหาดเล็กพิเศษในพระราชวังบวรฯ
     ภายหลังเป็นมหาดเล็ก รายงานตรวจราชการต่อสำเภาหลวง
     แล้วได้เป็นที่นายนรินทร์ธิเบศร์  มหาดเล็กหุ้มแพร ฝ่ายพระราชวังบวรฯ  ได้โดยเสด็จในงานพระราชการสงครามพม่าและลาวด้วย

          ครั้นในรัชกาลที่ ๒ กรุงเทพฯ  นายนรินทรธิเบศร์ได้เป็นที่จมื่นศรีบริรักษ์  ปลัดกรมพระตำรวจนอกขวาฝ่ายพระราชวังบวรฯ
     ภายหลังได้เป็นที่พระพรหมสุรินทร์  เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ขวาฝ่ายพระราชวังบวรฯ
     แล้วพระพรหมสุรินทร์ได้เป็นพระยาราชโยธา ในกรมมหาดไทยฝ่ายพระราวังบวรฯ
     ภายหลังได้เป็นพระยาเกษตรรักษา อธิบดีกรมนาฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคล

          ครั้นในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ   พระยาเกษตรรักษาย้ายมาเป็นพระยาราชสุภาวดี  จางวางกรมพระสุรัสวดีในพระบรมมหาราชวัง
     ภายหลังเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายก
     แล้วเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ที่สมุหนายกในกรมมหาดไทย ในพระบรมมหาราชวัง

          ท่านผู้นี้ป่วยเป็นโรคป่วงใหญ่ถึงอสัญกรรม เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๙ ค่ำ  ปีระกาเอกศกจุลศักราช ๑๒๑๑ ปี   เป็นปีที่ ๒๕ ในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพฯ   สิริชนมายุ ๗๓ ปี  ท่านผู้นี้มีบุตรชายหญิงที่มีชื่อเสียงปรากฏ  ๒๖ คน”

          * ความทั้งหมดข้างบนนี้เป็นคำชี้แจงในการพิมพ์ของสำนักพิมพ์โฆษิตส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งเป็นคำชี้แจงประวัติย่อ ๆ พอสังเขปของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิง)  ที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ ชี้แจงไว้ในการจัดพิมพ์เรื่อง  “อานามสยามยุทธ”  เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ (ผมยังไม่เกิดเลย)

(https://i.ibb.co/grBnWX8/image.jpg) (https://imgbb.com/)
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ
ในละคร "ข้าบดินทร์"

          ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) ผู้นี้  ถือได้ว่าเป็น   “พระเอก”  ของเรื่องอานามสยามยุทธ  ท่านรบเก่งจนข้าศึกศัตรูระย่อในการต่อกร  ซ้ำยังบันทึกเหตุการณ์สงครามไว้ให้อนุชนไทยได้อ่านกันอย่างละเอียดพิสดาร

           “อานามสยามยุทธ”  สงครามตามบันทึกของขุนศึกคู่บัลลังก์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร. ๓)  ผมจะนำมาให้ทุกท่านได้อ่านกันที่ท่าน ก.ศ.ร. กุหลาบ นำมาเรียบเรียงไว้    วันพรุ่งนี้มาเริ่มอ่านเนื้อความตอนแรกกันได้เลยนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๖ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, มีนาคม, 2563, 11:08:30 PM
(https://i.ibb.co/ZTwzBtV/Vientiane-Chao-Anouvong-Park-6031888461.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

- อานามสยามยุทธ ๒ -

“เจ้าอนุ”เวียงจันทน์นั้นต้นเหตุ
หวังประเทศลาวนั้นพลันเป็นใหญ่
ขอมีสิทธิอิสระอธิปไตย
เลิกอาศัยร่มโพธิสมภาร


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำคำชี้แจง (หรือคำนำ) ของสำนักพิมพ์โฆษิต และ ก.ศ.ร.กุหลาบ  ในการจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง  “อานามสยามยุทธ”  ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทย  ลาว  เขมร  และญวน  พร้อมทั้งประวัติย่อของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง)  ผู้จดบันทึกเหตุการณ์รบในสมรภูมิไทย  ลาว  เขมร  ญวน  ไว้อย่างละเอียด  ให้ได้ทราบที่มาของเรื่องกันไปแล้ว  วันนี้มาอ่านเรื่องที่ ก.ศ.ร.กุหลาบ  ได้เรียบเรียงคำบันทึกของท่านเจ้าพระยาบดินเดชา (สิง) ตั้งแต่ต้นกันต่อไปครับ

           “อานามสยามยุทธ  (ว่าด้วยกองทัพสยามกรุงเทพฯ ได้ยกพลนิกายไปกระทำการศึกสงครามกันกับลาวพุงขาวชาวเมืองเวียงจันทน์  เป็นต้นเหตุเดิมเริ่มแรก  ที่จะได้ก่อการศึกสงครามกันกับลาว, เขมร, ญวน  ต่อไป  เป็นศึกใหญ่  ได้กระทำมหายุทธนาการในรัชกาลที่ ๓  กรุงเทพฯ เมื่อจุลศักราช ๑๑๘๘ ปีจอ อัฐศก)

(https://i.ibb.co/SynkBhW/20100811113228.jpg) (https://imgbb.com/)

          ดำเนินความตามเหตุที่เบื้องต้นจะก่อการศึกสงครามกันนั้น  เดิมเจ้าอนุเวียงจันทน์ลงมาช่วยในการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ณ กรุงเทพฯ   ครั้นเจ้าอนุจะกลับขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์  จึงได้เข้าไปกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว  แล้วเจ้าอนุกราบบังคมทูลพระกรุณา  ขอพระราชทานพวกหม่อมละครเล็ก ๆ ผู้หญิงข้างใน  ซึ่งเป็นละครชั้นเล็กในรัชกาลที่สองนั้น  กับขอพระราชทานเจ้าดวงคำลาวชาวเวียงจันทน์  ซึ่งตกมาแต่ครั้งแผ่นดินพระเจ้าตากกรุงธนบุรีนั้นด้วย

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานให้ตามเจ้าอนุทูลขอสักอย่างเดียว  ฝ่ายเจ้าอนุไม่ได้ตามความปรารถนา  จึงมีความอัปยศแก่ข้าราชการและนานาประเทศเป็นอันมาก  จึงบังเกิดความโทมนัสขัดเคืองเป็นกำลัง  ด้วยไม่สมประสงค์ที่ตนปรารถนาแต่สักอย่างหนึ่ง  จึงได้คิดอาฆาตต่อกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนั้นไป  แต่เมื่ออยู่กรุงเทพฯ ไม่รู้ที่จะทำประการใดได้  ก็ต้องนิ่งทนไปจนจะได้โอกาส  จะได้ทำร้ายแก่กรุงเทพฯสักคราวหนึ่ง

          ในปีระกาสัปตศก จุลศักราช ๑๑๘๗ เดือนสี่ปีนั้น  เจ้าอนุกราบถวายบังคมลา  ยกรี้พลกลับขึ้นไปบ้านเมืองเวียงจันทน์  ครั้งนั้นเจ้าอนุไม่ได้ลาเจ้านายขุนนางผู้ใหญ่  แลท่านเสนาบดีเลยสักแห่งเดียว  เพราะมีความขุ่นเคืองกับกรุงเทพฯ   เหตุดังนี้  ก็เป็นที่สำแดงแห่งกิริยาของเจ้าอนุว่า  โกรธแก่ไทยได้แน่แล้ว

          ฝ่ายเจ้าอนุตั้งแต่กลับจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงเมืองเวียงจันทน์แล้ว  ก็คิดตรึกตรองที่จะประทุษร้ายตีกรุงเทพมหานครเสมอมิได้เว้นเลย

(https://i.ibb.co/0s1Cb0P/suranaree18.jpg) (https://imgbb.com/)

          อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าอนุสั่งแสนท้าวพระยาลาวที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่  ให้มาประชุมพร้อมกันในท้องพระโรงเป็นหลายนาย  แล้วจึงให้เชิญเจ้าอุปราช ๑   เจ้าราชวงศ์ ๑   เจ้าสุทธิสาร ๑   กับเจ้าบุตรหลานผู้ใหญ่ที่ชำนาญในการศึกสงครามมาพร้อมกันที่ประชุม  พร้อมด้วยเพี้ยกวานแม่ทัพใหญ่ด้วย  เจ้าอนุจึงปรึกษาว่าดังนี้

           “ทุกวันนี้ที่กรุงเทพมหานครมีแต่เจ้านายเด็ก ๆ หนุ่ม ๆ ที่ไม่ชำนาญในการทัพศึกเลย  แต่ขุนนางผู้ใหญ่ก็มีน้อยตัวแล้ว  ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ  เพราะเว้นว่างการศึกมาช้านาน  เจ้านายขุนนางที่ชำนิชำนาญในการทัพศึก  เคยทำกับพม่ามีชัยมานั้น  ก็ล้มตายหายจากกันไปหมดไม่มีตัวแล้ว  กรุงเทพฯ ทุกวันนี้ก็หย่อนกำลังลงกว่าแต่ก่อนมาก  อนึ่งเดี๋ยวนี้  เจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ที่บ้านเมืองนครราชสีมา  เพราะไปขัดตาทัพอยู่ไกลบ้านเมืองเขา  ตามหัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวางเลย  การเป็นทีเราหนักหนาแล้ว  ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้นกับกรุงเทพมหานครต่อไป  อนึ่งเราได้ยินข่าวทัพเรือพวกอังกฤษก็มารบกวนปากน้ำกรุงเทพฯ ทุกวันนี้  เห็นเป็นทีเราหนักหนา  น่าที่เราจะยกทัพใหญ่ลงไปตีกรุงเทพฯ ก็เห็นจะได้โดยง่าย  เพราะเราจะเป็นทัพกระหนาบทัพอังกฤษ  ทัพอังกฤษเป็นทัพหน้าอยู่ปากน้ำ  ไทยก็จะพะว้าพะวังทั้งข้างหน้าข้างหลัง   คงจะเสียท่วงทีแก่เราเป็นมั่นคงไม่สงสัย  เจ้านายขุนนางเพี้ยท้าวผู้ใหญ่จะเห็นเป็นอย่างไรบ้างให้ว่ามา ?”

           ขณะนั้น  เจ้าอุปราชผู้ประกอบไปด้วยปัญญาอันสุขุม  จึงว่าขึ้นที่ประชุมว่า  ดังนี้

            “กรุงเทพมหานครเป็นบ้านเมืองใหญ่โตนัก  มีพลเมืองก็มากมาย  มาทแม้นเราตีได้แล้วเราจะไปตั้งปกครองบ้านเมืองอยู่ที่กรุงเทพฯ นั้นจะได้แล้วหรือ  เกรงว่าไพร่พลเมืองจะคุมกันลุกขึ้นเป็นขบถต่อเรา  เราก็จะระงับเมื่อภายหลังยาก  เพราะพลเมืองราษฎรไม่เต็มใจรักใคร่นับถือด้วยต่างชาติกัน  ไทยก็จะเป็นเสี้ยนหนามศัตรูเราเสมอไม่หยุด  เหมือนเรานอนอยู่บนขวากหนามทุกวัน”

           ฝ่ายเจ้าอนุได้ฟังดังนั้นแล้ว  ก็โกรธจึงตอบไปว่า ดังนี้

            “ถ้าเราตีกรุงเทพฯ ได้แล้ว  เห็นจะตั้งรักษาบ้านเมืองไม่ได้จะมีภัยแล้ว  เราก็จะกวาดต้อนพาครอบครัวพลเมืองที่ฉกรรจ์ดีดีอพยพขึ้นมาไว้ในบ้านเมืองเรา  แล้วเราก็จะเก็บสรรพพัสดุเงินทองสิ่งของในท้องพระคลัง  และทรัพย์เศรษฐีคหบดีขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยและราษฎร  บรรทุกโคต่างช้างม้าขึ้นมาไว้ในบ้านเมืองเรา  บ้านเมืองเราก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าหลายพันเท่า  แล้วเราก็จะแต่งกองทัพรักษาด่านทางช่องแคบ  ที่เป็นท่าทางไทยจะขึ้นมารบกวนบ้านเมืองเรา  เราก็จะรักษาให้แข็งแรงทุกช่องทุกทาง  พวกไทยที่จะคิดติดตามขึ้นมาทำศึกกับเราก็ยากนัก  เพราะทางที่จะส่งเสบียงอาหารกันนั้นเป็นทางไกลกันดาร  ถึงมาทว่าไทยจะคิดขึ้นมาทำศึกแรมปีกับเรา  เราก็ไม่กลัว  เพราะทางไปมายากแสนลำบากนัก  ไม่เหมือนเราลงไป  เพราะเราเป็นชาวป่าไม่กลัวการลำบากเดินป่า  พวกไทยจะขึ้นมาทำอะไรกับเราได้  เราคิดเป็นศึกรีบเร่งลงไปตีก็จะได้โดยง่าย  ซึ่งอุปราชคิดกลัวไปต่าง ๆ นานานั้น  ก็เพราะความขลาดกลัวไทยฝ่ายเดียว  แต่เราหากลัวไม่  ให้เร่งจัดกองทัพเถิด  เราจะลงไปเอง”

            ฝ่ายอุปราชเห็นกิริยาวาจาเจ้าอนุองอาจ  ดื้อดึงบึงบันไปฝ่ายเดียวดังนั้นแล้ว  ครั้นจะขัดขืนห้ามปรามตามความดีนั้นเล่า  ก็เกรงเจ้าอนุจะฆ่าเสียว่าขัดเจ้าบ้านเจ้าเมือง  เจ้าอุปราชก็ต้องจำใจพูดว่าเห็นด้วยความคิดท่านทุกประการแล้ว (เจ้าอุปราชคนนี้ชื่อเจ้าติสะ  เป็นน้องเจ้าอนุต่างมารดากัน)  (เจ้าสุทธิสารเดิมชื่อเจ้าโป้ เป็นราชบุตรผู้ใหญ่ของเจ้าอนุเวียงจันทน์    เจ้าราชวงศ์ชื่อเจ้าเง่า เป็นราชบุตรที่สองของเจ้าอนุ   เจ้าราชบุตรชื่อเจ้าโย เป็นราชบุตรของเจ้าอนุแต่ไปผ่านเมืองนครจำปาศักดิ์

            ยังมีราชบุตราบุตรีอีกมาก  แต่ขุนนางผู้ใหญ่ที่เป็นเสนาบดีมีอยู่ ๖ ตำแหน่ง
 
     เพี้ยเมืองจันทน์  ว่าราชการฝ่ายเหนือ
     เพี้ยเมืองแสน  ว่าราชการฝ่ายใต้
     กวานเวียง  ว่าราชการฝ่ายกรมเมือง
     กวานเซ้า  ว่าราชการในวังฝ่ายกรมวัง
     กวานโภชนา  ว่าราชการกรมนา
     กวานคลัง  ว่าราชการท้องพระคลังทุกสิ่ง

          รวมเป็นเสนาบดี ๖ คน     ยังมีอีกคนหนึ่งชื่อชานนท์ ว่าราชการกรมพระสัสดีเป็นบัญชีเมือง  แต่เป็นเชื้อพระวงศ์เจ้าอนุ  เจ้าอนุให้มียศใหญ่เหมือนเสนาบดีด้วย  มีหัวเมืองลาวใหญ่และน้อยต่อกับเขมรแดนญวน ๗๙ หัวเมือง   มาขึ้นมาออกแก่เวียงจันทน์ทั้ง ๗๙ เมืองทั้งสิ้น  กับหัวเมืองลาวที่อยู่ตามลำแม่น้ำโขงและตามป่าดงฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือนั้น  รวมกันทั้งสิ้นมีอีก ๘๖ หัวเมือง  ขึ้นกับเวียงจันทน์ด้วยทุกหัวเมือง)”

          * อ่านความคิดของเจ้าอนุเวียงจันทน์ที่จะยกทัพใหญ่มาตีกรุงเทพฯแล้วก็น่ากลัวนะครับ

(https://i.ibb.co/30dh146/chao-anouvong-park.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ : สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

           “เจ้าอนุเวียงจันทน์”  ปัจจุบันเรารู้จักและเรียกกันว่า  “เจ้าอนุวงศ์”  สมัยรัชกาลที่ ๓ ของเราเห็นทีจะเรียกกันว่า  “เจ้าอนุ”  หรือ  “เจ้าอนุเวียงจันทน์” ตามบันทึกของท่านเจ้าพระยาบดินเดชา (สิง) นะครับ  วันนี้ยกมาให้อ่านเพียงแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน  พรุ่งนี้มาอ่านกระบวนทัพของเจ้าอนุเวียงจันทน์ที่ยกมารุกรานไทยครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๗ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, มีนาคม, 2563, 11:09:47 PM
(https://i.ibb.co/m5n88bX/Untitled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓ -

สยามผลัดแผ่นดินใหม่ได้หมาดหมาด
ฉวยโอกาสจัดทัพบุกอีสาน
ไม่ฟังเสียงอุปราชที่ทัดทาน
เสียงคัดค้านใครใครอื่นไม่ฟัง....


           อภิปราย ขยายความ........................

           เมื่อวันวานนี้ได้นำความเริ่มต้นเรื่องอานามสยามยุทธ ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงจากบันทึกของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้ทุกท่านได้อ่านกัน  เริ่มต้นที่เจ้าอนุเวียงจันทน์ประชุมเสนาบดี ขุนทหาร และราชวงศ์เพื่อยกทัพลงมาตีกรุงเทพฯ  พระอุปราชทรงคัดค้านเสียงเดียว  ไม่สำเร็จ  เจ้าอนุจึงสั่งจัดทัพโดยตนจะนำทัพเอง  เรื่องราวจะเป็นอย่างไร  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/TvhYpWj/Untitled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

            “อนึ่ง  เจ้าอนุผู้เป็นมหาประธานาธิบดีเวียงจันทน์นั้น  ปรึกษาหารือกันตกลงกับเจ้านายขุนนางแล้ว  เจ้าอนุจึงมีรับสั่งใช้ให้เจ้าอุปราชคุมกองทัพใหญ่ยกไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองลาว  ซึ่งขึ้นอยู่กับกรงเทพฯ  ตามฝั่งแม่น้ำโขงนั้น ๑๐ เมือง  คือเมืองกาฬสินธุ์ ๑   เมืองร้อยเอ็ด ๑   เมืองสุวรรณภูมิ ๑   เมืองชนบท ๑   เมืองขอนแก่น ๑   เมืองสุรินทร์ ๑   เมืองสังขะ ๑   เมืองขุขันธ์ ๑   เมืองอัตตะปือ ๑   เมืองชุมพร ๑   เจ้าอุปราชก็ยกทัพใหญ่ไปตามสั่ง  ยกไปถึงเมืองกาฬสินธุ์ก่อน  ได้พูดจาเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองกาฬสินธุ์   เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ไม่ยอมเข้าด้วย  อุปราชก็สั่งให้ทหารจับตัวเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ฆ่าเสีย  นำศพไปเสียบประจานไว้หน้าเมืองให้ราษฎร์ดู  ฝ่ายเจ้าเมืองทั้งไพร่พลเมืองที่อยู่ใกล้เคียงรู้ความดังนั้นก็กลัวอำนาจเจ้าอุปราช  จึงได้ยอมเข้าด้วยเจ้าอุปราชหลายเมือง  แต่เมืองสุวรรณภูมินั้น เจ้าศรีวอฝีมือทัพศึกแข็งแรง  ตั้งการรักษาบ้านเมืองไว้ไม่ยอมเข้าด้วยเจ้าอุปราชแต่เมืองเดียว  ฝ่ายเจ้าอุปราชก็ให้ทหารกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองที่ยอมเข้าด้วยนั้น  พาขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์บ้าง  คงไว้รักษาเมืองบ้างเล็กน้อย  เจ้าอุปราชเก็บสิ่งของทรัพย์สมบัติตามหัวเมืองทั้งหลายที่ตีได้นั้น  มารวมไว้ในกองทัพของตนแล้ว  ก็ตั้งทัพรั้งรออยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง

(https://i.ibb.co/BcS2tvT/Untitled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

            อนึ่งเจ้าอนุมีหนังสือรับสั่งถึงเจ้าราชบุตร  เจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ผู้บุตร  ให้ไล่ต้อนครอบครัวพลเมืองเขมราช  เมืองอุบลราชธานี  เมืองศรีษะเกษ  เมืองเดชอุดม  เมืองยโสธร  ขึ้นไปไว้ในเมืองเวียงจันทน์  แล้วให้เจ้าราชบุตรรีบยกกองทัพใหญ่ลงไปพร้อมกันกับทัพเจ้าอนุ  ช่วยตีเมืองนครราชสีมาให้ถึงพร้อมกันตามกำหนดนัดนั้น  เจ้าราชบุตรเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ได้แจ้งหนังสือรับสั่งของบิดามาดังนั้นแล้ว  จึงยกกองทัพไปไล่ต้อนครอบครัวพลเมืองทั้งหกนั้นได้มาก  ก็ให้แม่ทัพคุมไล่ต้อนครอบครัวขึ้นไปไว้เมืองเวียงจันทน์  แล้วจึงเตรียมกองทัพไว้จะยกไปพร้อมกับบิดา

(https://i.ibb.co/XDGV7Qs/dfdsfs.jpg) (https://imgbb.com/)

            ฝ่ายที่ในเมืองเวียงจันทน์นั้น  เมื่อจะมีลางใหญ่เกิดขึ้น เมื่อ ณ วันเดือนหกปีจออัฐศกเวลากลางวัน  เกิดลมพายุใหญ่พัดช่อฟ้าใบระกาหางหงส์  เครื่องหลังคาหอพระแก้วมรกตหอพระบาง  หักพังทำลายไปมาก  ทั้งตำหนักเจ้าอนุก็หักพัง ๕ หลั ง ในวันเกิดพายุใหญ่นั้น  เรือนราษฎรในเมืองนอกเมืองหักพังทำลายลงประมาณ ๕๐ หลัง ๖๐ หลังเรือนเศษ

            ครั้นถึง ณ วันศุกร์เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีจอ อัฐศก  กำลังเจ้าอนุเกณฑ์กองทัพมาประชุมพลอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  บังเกิดดาวพฤหัสบดีขึ้นข้างทิศทักษิณ  กับเมื่อเวลาดึกประมาณสองยามเศษเกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเวียงจันทน์  ถ้วยชามสิ่งของรูปพรรณกระทบกันแตกมาก  

          ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเสาร์ เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบค่ำ  เวลาเช้า  เห็นแผ่นดินแยกออกไปในกำแพงท้ายเมืองเวียงจันทน์  ที่แผ่นดินแยกนั้นยาวสองศอก  กว้างศอกเศษ  ลึกเส้นเศษ  ขุนนางเห็นดังนั้นจึงมาทูลเจ้าอนุ  เจ้าอนุให้โหรมาทำนายว่าจะดีหรือร้ายประการใด  ยกทัพไปตีกรุงเทพฯ จะอัปราชัยหรือมีชัย  ให้โหรทายทักมาแต่ที่จริง  โหรคำณวนตามตำหรับแล้วทายว่า  “เหตุนี้ร้ายแรงนัก  ถ้าจะยกกองทัพไปทำสงครามที่ใดใด  จะแพ้ปราชัยตามกำลังวันที่เหตุบังเกิดขึ้นนี้”

            เจ้าอนุได้ฟังคำโหรทำนายว่าร้ายนัก  ก็โกรธขัดเคืองโหรว่าแกล้งทำนายให้ร้ายจะได้ไม่ยกไป  พวกบุตรหลานโหรจะไม่ได้ไปทัพ  ตรัสเท่านั้นแล้วจึงสั่งให้ทหารจับตัวโหรไปฆ่าเสีย  เจ้านายขุนนางผู้ใหญ่ทูลทัดทานห้ามปรามเป็นหลายครั้ง  แล้วทูลขอโทษโหรไว้ไม่ให้ฆ่า  โหรจึงรอดตาย

            ในวันเสาร์เดือนสิบเอ็ดขึ้นสิบห้าค่ำนั้น  เจ้าอนุจัดกองทัพพร้อมแล้ว  พอเกิดเหตุลางต่าง ๆ จึงได้ย้ายรี้พล  ข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งประชุมพลทัพอยู่ที่ตำบลบ้านพันพร้าว  ตำบลบ้านพันพร้าวอยู่ตรงหน้าเมืองเวียงจันทน์  ข้ามตั้งทัพชัยอยู่ที่พันพร้าวหน้าวังเจ้าอุปราช  เจ้าอนุให้แม่ทัพนายกองฝึกหัดซ้อมทหารด้วยเพลงอาวุธต่าง ๆ  ทั้งทหารช้างทหารม้า  และทหารเดินเท้าหลายหมื่น  ฝึกหัดอยู่ที่นั้นสามเดือนครึ่ง  จนชำนิชำนาญ

(https://i.ibb.co/MVks8NH/Untitled-4.jpg) (https://imgbb.com/)

            พอถึงเดือนยี่แรมสิบสามค่ำปีจออัฐศก จุลศักราช ๑๑๘๘  ได้มหาอุดมฤกษ์ดีศรีไชยมงคล  เจ้าอนุให้เจ้าราชวงศ์เป็นแม่ทัพหน้าถืออาญาสิทธิ์คุมพลทหาร ๕,๐๐๐  ยกล่วงหน้าลงมาก่อนแต่ ณ เดือนยี่  เจ้าราชวงศ์ยกลงมาถึงเมืองนครราชสีมา ณ เดือนสามแรมสามค่ำ  ตั้งทัพประชุมพลอยู่นอกเมือง  ด้านเหนือที่ศาลาเกวียน  เป็นทางแยกสามทาง  เพราะจะได้ระวังรักษาเหตุการณ์ง่าย  เจ้าราชวงศ์ได้ให้แสนสุริยพหล  คุมทัพ ๑,๐๐๐ ไปทำทางที่ในดงพระยาไฟให้ดี  ทัพหลวงบิดาจะได้มาได้โดยง่าย  

(https://i.ibb.co/XsKLjGH/Untitled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

            เจ้าราชวงศ์ใช้ให้เพี้ยเมืองซ้ายไปในเมืองนครราชสีมา  ขอเบิกข้าวในเมืองนครราชสีมา  มาเลี้ยงไพร่พลจะลงไปกรุงเทพฯ  ขณะนี้เจ้าพระยานครราชสีมาไม่อยู่  ไปราชการเมืองขุขันธ์บุรีนานแล้ว  พระยาพรหมยกกระบัตรกรรมการผู้ใหญ่ออกมาถามเจ้าราชวงศ์ว่า

          “ท่านยกช้างม้ารี้พลมามากดังนี้  จะลงไปกรุงเทพฯ ด้วยเหตุอะไร?”

     ฝ่ายเจ้าราชวงศ์แกล้งกล่าวกลอุบายตอบว่า

          “ข้าหลวงที่กรุงเทพฯ เชิญศุภอักษรขึ้นไปทางดงพระยากลาง  เดินขึ้นไปเวียงจันทน์และเมืองหลวงพระบางและเมืองน่าน  เกณฑ์กองทัพเมืองลาวให้ยกลงไปรักษากรุงเทพฯ  เพราะได้มีข่าวทัพเรืออังกฤษจะมาตีกรุงเทพฯ  เจ้าย่ำกระหม่อมก็เสด็จลงมาถึงเมืองนครราชสีมา" (เจ้าย่ำกระหม่อมคือเจ้าอนุ)

            ฝ่ายพระยาพรหมยกกระบัตรและกรมการ  ได้ฟังเจ้าราชวงศ์ว่าดังนั้นก็ต้องจ่ายข้าวให้เพราะว่าเขาพูดเป็นทางราชการอยู่  จึงจ่ายข้าวให้ลาวไปจับจ่ายแจกกัน

(https://i.ibb.co/WGp7Jvj/Untitled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายเจ้าราชวงศ์เบิกข้าวได้พอเลี้ยงรี้พลในกำองทัพแล้ว  จึงสั่งให้เพี้ยเมืองขวากับเชียงใต้  คุมพลทหาร ๒,๐๐๐ ยกกองทัพล่วงหน้าลงมายังเมืองสระบุรีก่อน  และสั่งให้ท้าวมณี  ท้าวพรหม ๒ คน  คุมกองทัพ ๒,๐๐๐ อยู่รักษาที่ทำเนียบนอกเมืองนครราชสีมา  เพราะที่ทำเนียบนั้นตั้งใหญ่โตไว้เพื่อจะสำหรับรับเจ้าย่ำกระหม่อมเสด็จมาประทับที่นั้น (เจ้าย่ำกระหม่อมคือเจ้าอนุ  เป็นถ้อยคำสำนวนลาวเรียกเหมือนว่าพระเจ้าอยู่หัว)  แล้วเจ้าราชวงศ์คุมพลทหาร ๓,๖๐๐ เดินทัพตามลงมาตั้งทัพอยู่ที่ตำบลขอนขวางแต่ ณ วันเดือนสามแรมเก้าค่ำปีจออัฐศก  เพี้ยเมืองขวากับเชียงใต้กับนายทัพนายกองที่ยกล่วงมาก่อนนั้น  จึงพาพระยาสุราราชวงศ์เจ้าเมืองสระบุรี  ซึ่งเป็นลาวพุงดำ ๑   กับหลวงปลัด ๑   กองคำ ๑   กองสิง ๑   กองเชียง ๑   สี่นายนี้เป็นลาวเวียงจันทน์เก่าตกมาช้านาน  นายทัพนายกองพาพวกลาวเมืองสระบุรีห้าคนมาหาเจ้าราชวงศ์ที่ตั้งทัพอยู่ที่ขอนขวาง  เจ้าราชวงศ์ว่ากับลาวสระบุรีทั้งห้านายว่า  “บัดนี้ได้ข่าวว่าทัพญวนและทัพเรือฝรั่งอังกฤษจะยกทัพมาตีกรุงเทพฯ  พวกเจ้าอย่าอยู่เลย  จะได้รับความลำบากจงขึ้นไปอยู่เสียที่เมืองเวียงจันทน์  จะมีความสุขด้วยกัน”   ฝ่ายพวกลาวสระบุรีทั้งห้านายได้ฟังดังนั้น  ก็มีความยินดี  ยกมือขึ้นไหว้กราบ  ยอมสมัครจะขึ้นไปด้วยเจ้าราชวงศ์  เจ้าราชวงศ์จึงสั่งว่า  “ครอบครัวของใครใครก็คุมขึ้นมาเถิด”

            ฝ่ายเจ้าอนุกับเจ้าสุทธิสารผู้บุตรใหญ่  ได้ฤกษ์ดีแล้วก็ยกกองทัพออกจากตำบลที่น้ำเขิน  ดำเนินกองทัพมาตามทางที่เจ้าราชวงศ์ทำไว้นั้น  จนถึงชานเมืองนครราชสีมา ณ วันเดือนสาม  แรมหกค่ำ  เวลาบ่ายสามโมง  เจ้าอนุพักแรมอยู่ในทำเนียบที่เจ้าราชวงศ์ทำไว้แต่ก่อนนั้น

(https://i.ibb.co/qkBSw2N/suranaree27.jpg) (https://imgbb.com/)

            ครั้นรุ่งขึ้นเจ้าอนุมีรับสั่งให้แสนท้าวพระยาลาว  นายทัพนายกองทั้งหลาย  เร่งรี้พลไปตัดไม้ตั้งค่ายใหญ่  อยู่ที่ตำบลทะเลหญ้าฝ่ายทิศตะวันออกนอกเมืองนครราชสีมา  ตั้งค่ายเป็นเจ็ดค่าย  ชักปีกกาขุดสนามเพลาะตามตำราพิชัยสงครามโดยนาคนาม  เจ้าอนุใช้ให้คนเที่ยวพูดให้เกิดกิตติศัพท์แซ่ไปว่า  รี้พลเวียงจันทน์ยกมาครั้งนี้ถึง ๘๐,๐๐๐ บ้าง  ๙๐,๐๐๐ บ้าง   ๑๐๐,๐๐๐ บ้าง ต่าง ๆ กัน  (แต่อันที่จริงนั้นคนมีมาแต่ ๒ หมื่น)”

(https://i.ibb.co/PW6PSpx/Untitled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

            * ท่านผู้อ่านครับ  เมืองในอีสานใต้ ๑๐ เมือง  ถูกพระอุปราชยึดไปได้ ๙ เมือง  มีเพียงสุรรณภูมิ (ปัจจุบันเป็นอำเภอในจังหวัดร้อยเอ็ด) เมืองเดียวที่ไม่ยอมไปขึ้นลาว  เมืองต่าง ๆ ในอีสานเหนือใต้ที่ขึ้นกับอาณาจักรล้านช้าง (ศรีสัตนาคนหุต)  ถูกสยามยึดครองมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี  โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินตรัสให้เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง)  กรีธาทัพปราบราบเรียบแล้วปกครองตลอดมา  เจ้าอนุใช้ข้ออ้างว่าจะปลดแอกสยาม  ทวงดินแดนลาวกลับคืน  จึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวลาว “ชาตินิยม” เป็นอย่างยิ่ง   พันพร้าว ตำบลที่ตั้งอยู่ริมโขงฝั่งตะวันตกตรงข้ามกับวังเจ้าอุปราชนั้นคือเมืองพรานพร้าว  ซึ่งชาวล้านนาถูกกวาดต้อนมาตั้งชุมนุมที่นี่ในอดีตอันยาวนานแล้ว  เป็นเมืองท่าสำคัญที่จะข้ามไปเมืองเวียงจันทน์  ปัจจุบันคือ อำเภอศรีเชียงใหม่  เจ้าอนุวีรบุรุษลาวท่านนี้ยกทัพจากพันพร้าวมาถึงนครราชสีมาแล้ว  ผลจะเป็นอย่างไรต่อไป  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๘ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 14, มีนาคม, 2563, 11:04:55 PM
(https://i.ibb.co/TYd3khx/asfe.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๔ -

เกิดลางร้ายลั่นเตือนก่อนเคลื่อนทัพ
ก็ขืนขับเคลื่อนพลเหมือนคนคลั่ง
จากพันพร้าวห้าวใจไม่ระวัง
ยกมายั้งอยู่ที่ “ราชสีมา”.....


            อภิปราย ขยายความ........................

            เมื่อวันวานนี้  ได้นำความในอานามสยามยุทธมาให้ทุกท่านได้อ่านกันถึงตอนที่เจ้าอนุเวียงจันทน์ไม่ฟังคำทัดทานอุปราช  แม้เกิดแผ่นดินไหวเป็นลางร้าย  โหรทำนายว่าจะปราชัยในการสงครามก็ไม่ทรงเชื่อ  สั่งยกกองทัพข้ามโขงมาตั้งฝึกทหารอยู่ที่พันพร้าว (อ.ศรีเชียงใหม่)  แล้วเคลื่อนกำลังตามแนวทางที่เจ้าราชวงศ์ได้ทำไว้  เดินทัพมาจนถึงเมืองนครราชสีมา  แล้วตั้งค่าย ณ ที่ที่เจ้าราชวงศ์ตั้งไว้รอท่า  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/pQ3hKVY/suranaree29.jpg) (https://imgbb.com/)

             “ครั้งนั้นเจ้าพระยานครราชสีมาไม่ได้อยู่ที่บ้านเมือง  ด้วยมีท้องตราพระราชสีห์โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมายกกองทัพขึ้นไประงับการที่พระยาไกรสรสงคราม  เจ้าเมืองขุขันธ์บุรี  วิวาทกันกับหลวงยกกระบัตรผู้น้อง  เกิดรบราฆ่าฟันกันขึ้น  เพราะเหตุนั้นคนจึงมีรักษาเมืองแต่น้อย  เพราะไปกับเจ้าพระยานครราชสีมาแต่ก่อนนั้นมากแล้ว  อนึ่ง  พระยาปลัดและกรมการผู้คนไปกับเจ้าพระยานครราชสีมาเป็นอันมาก  ที่เมืองนั้นมีแต่กรมการผู้น้อยกับผู้คนก็มีน้อยนัก

            ฝ่ายเจ้าอนุสั่งให้คนไปหาตัวพระยาพรหมยกกระบัตร   พระยาพรหมยกกระบัตรก็กลัว  ต้องออกมาหาเจ้าอนุที่ค่ายใหญ่  เจ้าอนุว่ากับพระยาพรหมยกกระบัตรและกรมการว่าดังนี้

             “เจ้าพระยานครราชสีมาประพฤติเป็นพาลทุจริตติดสันดานหยาบ  ตั้งแต่เบียดเบียนไพร่บ้านพลเมืองให้ได้รับความเดือดร้อนมาช้านาน  เมื่อเจ้าอนุไปมาทางนี้มีผู้มาร้องทุกข์มิได้ขาด  บัดนี้ให้พระยาพรหมยกกระบัตรและกรมการทั้งหลาย  ตระเตรียมครอบครัวของตนให้เสร็จแต่ในสี่วัน  จะได้ยกขึ้นไปอยู่ด้วยกันที่เมืองเวียงจันทน์  แล้วเราก็จะลงไปตีกรุงเทพฯ ให้ได้ในคราวนี้  ท่านทั้งหลายอย่าอยู่ที่นี่เลย  รีบเร่งไปด้วยกันเถิด”

            เมื่อเจ้าอนุพูดดังนั้น  พระยาพรหมยกกระบัตรกลัวอำนาจเจ้าอนุ  ไม่รู้ที่จะคิดแก้ไขเป็นประการใด  ก็ต้องทำกิริยาเป็นที่ยินดีพูดว่า    “อยากจะได้ตามเสด็จเหมือนที่รับสั่งนั้นแล้ว”    แล้วพระยาพรหมยกกระบัตรจึงทูลลาเจ้าอนุว่า    “จะไปต้อนครอบครัวในเมือง  แล้วจึงจัดหาหญิงที่มีรูปงามได้หกคน  คือบุตรหลวงนา ๑    และบุตรจีนบ้าง  มาให้เจ้าอนุในค่ายในค่ำวันนั้น”    เจ้าอนุก็มีใจยินดีด้วยผู้หญิงมาก  เพราะเป็นคนแก่ชรามากอยู่แล้ว  แล้วเชื่อในพระยาพรหมยกกระบัตรว่าเต็มใจไปกับตนจริง ๆ

(https://i.ibb.co/bRzDLFH/suranaree40.jpg) (https://imgbb.com/)

            เจ้าอนุจึงสั่งนายทัพนายกองลาวให้เข้าไปในเมืองนครราชสีมา  เก็บได้เครื่องศาสตราวุธของพลเมืองทั้งสิ้น  แต่ชั้นพร้าและเสียมหรือมีดใหญ่ก็ไม่ให้มีติดตนเลย  แต่ทรัพย์สินของพลเมืองนั้นไม่ได้เก็บนำไป  เพราะจะล่อใจชาวเมืองให้รักใคร่ติดตามไปโดยดี

(https://i.ibb.co/bdgW57S/Untitl-ed-2d.jpg) (https://imgbb.com/)

            ฝ่ายพระสุริยะภักดีเจ้ากรมพระตำรวจ (ชื่อป้อม) กับข้าหลวงมีชื่อหลายนายไปราชการสักเลขหัวเมือง  ตั้งอยู่ที่เมืองยโสธร  แต่ก่อนเจ้าอนุยังไม่ยกลงมานั้น  ครั้นพระสุริยะภักดีทราบการว่า  เจ้าอนุเป็นกบฏยกกองทัพลงไปตีกรุงเทพฯ  และเห็นเจ้าอุปราชเวียงจันทน์ยกกองทัพมาตั้งทัพอยู่ที่ใกล้เมืองยโสธรที่พวกข้าหลวงไปตั้งสักเลขอยู่นั้น  พระสุริยะภักดีจึงไปหาเจ้าอุปราชที่ค่ายใหญ่  พูดจากันด้วยอุบายต่าง ๆ เป็นความลับ  จนเจ้าอุปราชรักใคร่นับถือไม่อาฆาตแก่กัน

          แล้วเจ้าอุปราชเวียงจันทน์ว่ากับพระสุริยะภักดี  ว่า   “ท่านจะลงไปกรุงเทพฯ ก็ไปเถิด  เราให้ไปแล้ว  แต่เราขอพระสุริยะภักดีช่วยกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า  ตัวเราเจ้าอุปราชหาได้เป็นกบฏไม่  แต่ขัดอาญาเจ้าอนุไม่ได้  ก็ต้องมาตามสั่ง  เพราะรักษาชีวิตของเราดอก"   แล้วเจ้าอุปราชจึงทำหนังสือฉบับหนึ่ง  ฝากพระสุริยะภักดีให้นำมาให้เจ้าอนุ  ถ้าพบที่ไหนก็ให้ที่นั่นเถิด”

            พระสุริยะภักดีก็รีบยกลงมาถึงกลางทางได้ข่าวว่า  เจ้าอนุยกกองทัพไปตั้งค่ายใหญ่อยู่เมืองนครราชสีมาแล้ว  เป็นต้นทางที่จะลงไปกรุงเทพฯ  ถ้าไม่แวะหาเจ้าอนุ  เจ้าอนุคงจะให้ลาวจับเราฆ่าเสียเป็นแน่  จำเป็นจำต้องเข้าหาพูดจาประเล้าประโลมล่อลวงหลอกหลอนด้วยอุบายต่าง ๆ  พอจะพาตัวรอดมาสักคราวหนึ่งบ้าง

            คิดแล้วดังนั้นก็รีบเร่งพวกข้าหลวงไทยที่มาด้วยกันหลายสิบคน  เดินตัดทางมาเข้าเขตแดนเมืองนครราชสีมา  บอกกับลาวผู้รักษาด่านทางว่า   “จะขอเข้าไปเฝ้าพระเจ้าย่ำกระหม่อม” (คือเจ้าอนุ)  พวกลาวชาวด่านก็พากันคุมตัวพวกไทยไว้ทั้งหมด  พาแต่พระสุริยะภักดีเข้าไปหาเจ้าย่ำกระหม่อมในค่ายใหญ่

            พระสุริยะภักดีเข้าไปถึงประตูค่ายใหญ่ก็นั่งลงกราบถวายบังคมครั้งหนึ่งก่อน  แล้วจึงคลานเข้าไปเฝ้าที่หน้าพลับพลา  หมอบกราบถวายบังคมอย่างชอบธรรมเนียมไทยกรุงเทพฯ  แล้วทำกิริยาสุภาพอ่อนน้อมยอมกลัวเกรงเจ้าอนุที่สุด  จนเจ้าอนุชอบใจรักใคร่ถามว่า

             “พระสุริยะภักดีไปไหนมา?”

            พระสุริยะภักดีตอบว่า   “มาราชการสักเลขอยู่ที่เมืองยโสธร  ได้ทราบข่าวว่าพระเจ้าย่ำกระหม่อมเสด็จมาประทับที่เมืองนครราชสีมาแล้ว  ข้าพระพุทธจึงได้มาเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาท  และเจ้าอุปราชก็ได้ใช้ให้ถือหนังสือมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายด้วย”

            พระสุริยะภักดีได้นำหนังสือเจ้าอุปราชออกส่งให้เจ้าอนุต่อมือเจ้าอนุเอง  เจ้าอนุดูหนังสือแล้วจึงว่า    “พระสุริยะภักดีจะลงไปหาครอบครัวที่กรุงเทพฯ ก็ไปเถิด”    แล้วให้หนังสือสำคัญสำหรับตัวเดินทางไปในระหว่างกองทัพลาวนั้นฉบับหนึ่ง  แล้วเจ้าอนุจึงรับสั่งความกับพระสุริยะภักดีว่า

          “ถ้าลงไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว  ให้กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพฯ ด้วย  ว่าข้าไม่ได้เป็นกบฏดอก  เพราะครัวเมืองนครราชสีมาและเมืองสระบุรีเขาร้องทุกข์ว่า  เจ้าเมืองกรมการข่มขี่ข่มเหงเบียดเบียนเขานักหนา  เขาจะสมัครขึ้นไปอยู่เมืองวียงจันทน์ด้วยข้า  ข้าจึงได้ยกกองทัพลงมารับพวกครัวขึ้นไป”

          พระสุริยะภักดีรับว่า   “จะทูลพระเจ้าอยู่หัวตามรับสั่งนั้นทุกประการ”    พระสุริยะภักดีก็ทำกิริยาอ่อนน้อมเกรงกลัวมากก็ลามา

          ครั้นพระสุริยะภักดีลามานอกค่ายใหญ่จึงรีบจะขึ้นช้างไป  ขณะนั้นเจ้าอนุคิดขึ้นได้  ก็ให้เจ้าโถงตามออกมาบอกพระสุริยะภักดีว่า   “มีรับสั่งเจ้าย่ำกระหม่อมมาว่า  ให้ขอตัวพระอนุชิตพิทักษ์ (ชื่อบัว) ซึ่งเป็นน้องเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย) ที่สมุหนายกนั้นไว้คนหนึ่งเถิด  เพราะเป็นผู้ชอบพอคุ้นเคยกันกับเจ้าย่ำกระหม่อม  เจ้าย่ำกระหม่อมจะขอไว้คนหนึ่งก่อน”

          พระสุริยะภักดีก็ไม่อาจจะขัดคำสั่งเจ้าอนุได้  เพราะกลัวอำนาจข้าศึก  จึงได้ส่งตัวพระอนุชิตพิทักษ์ (บัว) ให้แก่เจ้าอนุ  (พระอนุชิตพิทักษ์ก็ติดอยู่ในค่ายเจ้าอนุ  จนเมื่อเจ้าอนุหนีไทยไปอยู่ญวน  เจ้าอนุจึงฆ่าพระอนุชิตพิทักษ์เสียที่ท่าหน้าเมืองเวียงจันทน์)”

          * อ่านมาถึงตรงนี้ท่านคงเห็นกันแล้วนะว่า   “ความรู้รักษาตัวรอด”  ของคนไทยไม่แพ้ชนชาติใดในโลก  พระยาพรหมยกกระบัตร  กับพระสุริยะภักดี  ในเรื่องตอนนี้เอาตัวรอดจากอำนาจเจ้าย่ำกระหม่อมอนุเวียงจันทน์ได้อย่างไม่ยากนัก   เฉพาะพระยาพรหมยกกระบัตรนั้นคิดใช้แผน   “นารีพิฆาต”  ได้เองหรือใครเป็นคนคิดให้  อ่านต่อไปเดี๋ยวก็รู้กันละ

(https://i.ibb.co/MhwHg5G/000003-Ya-Mo.png) (https://imgbb.com/)

          เจ้าอนุคิดรอบคอบพอสมควร  ที่สั่งให้คนของตนเข้าไปเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ในเมืองนครราชสีมา  มีดพร้าทุกชนิดถูกยึดเก็บมาหมด  ไม่เว้นแม้แต่เสียมเหล็กที่ใช้ขุดดิน (ถือว่าเป็นอาวุธชนิดหนึ่ง)  แต่เจ้าย่ำกระหม่อมก็พลาดเพราะความเห่อยศบ้ายอ  และที่สุดคือหมกมุ่นในกามคุณ  พระยาพรหมยกกระบัตรเดานิสัยใจคอยถูก  ที่นำเอาหญิงสาวรูปงามมีจริตจะก้านดี  ซึ่งเป็นลูกชาวโคราช  และอาหมวยลูกสาวชาวจีนในโคราช  เป็นเสมือน “หญ้าอ่อนปรนเปรอโคแก่”  เรื่องนี้จะเป็นตำนาน   “ย่าโมโคราช”   ซึ่งเป็น  เรื่องจริงอิงนิทานให้อ่านต่อไป

          พระสุริยะภักดีจะเอาตัวรอดจากด่านทหารลาว  โดยเฉพาะด่านทัพของเจ้าราชวงศ์ได้อย่างไร  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๙ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, มีนาคม, 2563, 10:39:51 PM
(https://i.ibb.co/94T2XHV/shutterstock-385148470-768x577.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๕ -

พระยาพรหมยกกระบัตรขัดมิได้
แสร้งตามใจเจ้าอนุด้วยมุสา
แต่งนารีหกนางสร้างมารยา
“เฒ่าตัณหา”หลงมนต์ติดกลลวง..


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความในอานามสยามยุทธที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง)  มาให้ทุกท่านได้อ่านกันถึงตอนที่เจ้าอนุเวียงจันทน์ยกทัพใหญ่มายึดนครราชสีมาไว้ได้โดยละม่อม  พระสุริยะภักดีหัวหน้ากองสักเลข ซึ่งขึ้นมาสักเลขอยู่ที่เมืองยโสธร ใช้อุบายเอาตัวรอดเพื่อกลับเข้ากรุงเทพฯ  ได้หนังสือผ่านด่านจากเจ้าอนุแล้วรีบกลับเข้ากรุงเทพฯ ทันที  เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/JndrvxQ/Untitlesd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           “แต่พระสุริยะภักดีกับข้าหลวงพร้อมกันรีบเร่งเดินมาถึงตำบลคั่นยาวในกลางดงพระยาไฟ  พบกองทัพเจ้าราชวงศ์เดินทัพใหญ่ต้อนครอบครัวเมืองสระบุรีเดินสวนทางขึ้นมาพบกันที่คั่นยาว  เป็นทางแคบจะหนีไปทางไหนก็ไม่พ้น  พระสุริยะภักดีจึงเข้าไปหาเจ้าราชวงศ์  แล้วทำคำนับเป็นที่เกรงกลัว  แล้วแจ้งความตามรับสั่งเจ้าอนุให้เจ้าราชวงศ์ฟังทุกประการ  เจ้าราชวงศ์ได้เห็นหนังสือสำหรับตัวมีมาดังนั้นแล้ว  ก็ปล่อยให้พระสุริยะภักดีกับพวกข้าหลวงไทยทั้งปวงลงมา  แล้วเจ้าราชวงศ์คิดว่า   “จะจับพระสุริยะภักดีฆ่าเสียดีกว่า  ปล่อยให้ไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

          ขณะนั้นเชียงใต้และท้าวเพี้ยขุนนางผู้ใหญ่ในกองทัพจึงทูลทัดทานว่า   “ท่านเจ้าย่ำกระหม่อมท่านปล่อยให้เขาไปแล้ว  เราจะจับกุมเขาไว้ทำให้เหลือเกินรับสั่งหาบังควรไม่  ความคิดของเจ้าย่ำกระหม่อมท่านจะคิดเป็นกลอุบายอย่างไรก็ไม่รู้  เราจะทำล่วงเกินพระราชอำนาจท่านนั้นหาควรไม่”   เจ้าราชวงศ์จึงมิได้คิดที่จะติดตามจับพระสุริยะภักดี   พระสุริยะภักดีก้รีบเร่งเดินลงมากรุงเทพมหานครโดยสะดวก

          ฝ่ายพระยาปลัดไปด้วยเจ้าพระยานครราชสีมานั้น  แจ้งความว่าเจ้าอนุยกกองทัพลงมากวาดต้อนครอบครัวพลเมืองนครราชสีมาไปมากดังนั้นแล้ว  จึงปรึกษากับเจ้าพระยานครราชสีมาว่า

           “จะทิ้งครอบครัวเสียหมด  ไม่ไประวังรักษาครัวเห็นจะไม่ได้การ  อ้ายลาวจะทำยับเยินป่นปี้เสียหมด  จำต้องเพทุบายไปเข้าด้วยเจ้าอนุ  เพราะหวังจะได้ระวังครัวกว่าจะได้โอกาส”

          ฝ่ายเจ้าพระยานครราชสีมาก็เห็นชอบด้วยความคิดพระยาปลัด  จึงได้ให้พระยาปลัดรีบยกมาบ้านเมือง  ฝ่ายพระยาปลัดก็ก็เร่งรีบมาทั้งกลางคืนและวันกลางวัน  จนถึงเมืองนครราชสีมา  จึงเข้าหาเจ้าอนุโดยดี  แล้วแจ้งความกับเจ้าอนุว่า

           “ เจ้าพระยานครราชสีมาหนีไปอยู่เมืองเขมรเสียแล้ว  เพราะกลัว  แต่ข้าพเจ้าพระยาปลัดทิ้งครอบครัวไม่ได้จึงกลับมาบ้านเมือง  เพื่อจะขอตามเสด็จเจ้าย่ำกระหม่อมไปอยู่เมืองเวียงจันทน์ด้วย ”

(https://i.ibb.co/vky9ycS/suranaree34.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าอนุก็เชื่อถือถ้อยคำพระยาปลัด  แล้วเจ้าอนุจึงให้พระยาปลัดและพระยายกกระบัตรทั้งสอง  เป็นนายกองควบคุมครอบครัวเมืองนครราชสีมาขึ้นไปเวียงจันทน์  พวกครอบครัวเมืองนครราชสีมาออกเดินทางไปได้วันละเล็กวันละน้อย  ทางวันหนึ่งก็แกล้งเดินไปถึงสามสี่วัน  ค่อยเดินไปช้า ๆ

(https://i.ibb.co/31cmtvk/1529289679-02-01.jpg) (https://imgbb.com/)

          อนี่ง  เจ้าอนุคิดว่า  ครัวเมืองนครราชสีมาประชุมกันเป็นหมู่มากนั้นไม่ชอบกล  จึงรับสั่งให้นายทัพนายกองไปจัดแยกออกเป็นหลายกอง  เพราะจะตัดกำลังไทยให้น้อยลงจะได้ไม่คิดสู้ลาวได้  ฝ่ายพระยาปลัด  พระยายกกระบัตร  และพระยาณรงค์สงครามกรมการ  จึงคิดอ่านเป็นกลอุบาย  แล้วจึงจัดหาหญิงรูปงามสาว ๆ ส่งให้นายทัพนายกองลาวที่ควบคุมนั้นทุกคน  จนชั้นแต่ไพร่พลลาวจะชอบใจผู้หญิงคนใดก็ไม่ว่า  ปล่อยให้พวกลาวทำเล่นตามใจลาว  ไม่ได้ว่ากล่าวห้ามหวงเลย

          ครั้นเห็นพวกลาวหลงผู้หญิงมากนัก  และลาวกับพวกครัวไทยรักใคร่สนิทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เป็นที่ไว้ใจกันไม่มีความรังเกียจกันแล้ว  พอจะทำการใหญ่จลาจลกับลาวได้แน่แล้ว  พระยาปลัด พระยายกกระบัตร พระยาณรงค์สงคราม จึงขึ้นม้ามาหาเจ้าอนุที่ค่ายใหญ่  แจ้งความกับเจ้าอนุว่า

           “อพยพครอบครัวพลเมืองไปได้ความอดอยากนัก  จะขอมีดขวานสักยี่สิบสามสิบเล่ม  พอจะได้หน่อไม้ในป่ากินบ้าง  และขอปืนสักเก้าบอกสิบบอก พอจะได้ยิงเนื้อในป่ามากินบ้าง  แต่พอเป็นเสบียงเลี้ยงครอบครัวไปตามทาง”

(https://i.ibb.co/r32dTLP/Untitled-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าอนุไม่ทันจะรู้ในอุบายไทย  จึงเห็นจริงตามความที่ปรับทุกข์ข้อนั้นทุกประการ  ก็ยอมอนุญาตให้ตามที่ขอ  ครั้นไทยได้มีดขวานปืนไปแล้ว  จึงกลับไปหาครอบครัวที่ชุมนุม  เมื่อหยุดพักครอบครัวที่ใด  พระยาปลัด  พระยายกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  และกรมการพร้อมกันคิดปรึกษาว่า

           “บัดนี้คิดอุบายไปขออาวุธที่ลาว  ลาวให้มาสมความคิดแล้ว  บัดนี้เราคิดการใหญ่จะฆ่าอ้ายลาวที่คุมพวกเราไปนั้น  ฆ่าให้ตายลงเสียบ้างแล้วพวกเราจะได้เก็บเอาอาวุธที่อ้ายลาวตายนั้น  ฆ่าฟันอ้ายลาวต่อไป  เราจะได้ทำการจลาจลได้ดังนั้นแล้วจะได้กลับไปบ้านเมืองเรา”

          กรมการพร้อมใจกันเห็นชอบด้วยความคิดท่านผู้ใหญ่  แต่พระณรงค์สงครามต้นคิด จึงสั่งกรมการผู้น้อยให้ไปเที่ยวกระซิบสั่งพวกครอบครัวเราว่า

           “ถ้าเวลาเย็นวันนี้ครัวเราเดินไปคงจะถึงท้องทุ่งสัมฤทธิ์  จำเป็นจะต้องพักครอบครัวอยู่ที่กลางท้องทุ่งสัมฤทธิ์เป็นแน่แล้ว  เราจึงนำเกวียนวงไว้ให้รอบครัวเรา  เว้นไว้เป็นช่องประตูสามด้าน  ต้อนครัวเราเข้าอยู่ในวงเกวียน  กันให้อ้ายลาวที่คุมเรานั้นอยู่นอกวงเกวียน  สั่งพวกผู้หญิงไทยให้ไปล่อพวกอ้ายลาวให้ออกนอกวงเกวียนให้หมด  พวกผู้ชายฝ่ายเราจะได้ทำการถนัดไม่กีดขวาง  เพราะเดี๋ยวนี้อ้ายลาวก็หลงผู้หญิงในครัวเรามากอยู่  อ้ายลาวสาละวนไปด้วยผู้หญิงยิ่งนัก  ไม่เป็นการจะระวังครัวเราโดยกวดขัน  เราได้โอกาสช่องดีเป็นที่อยู่แล้วให้ขอแรงพร้อมใจกันเถิด”

(https://i.ibb.co/YkgH9JS/image.jpg) (https://imgbb.com/)
สมรภูมิทุ่งสัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ. นครราชสีมา

          ครั้นเดินครัวถึงทุ่งสัมฤทธิ์แล้ว  พระยาปลัด  พระยายกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  จึงพูดเป็นกลอุบายกับอ้ายลาวนายกองนายหมวดนายหมู่ว่า

           “บัดนี้เดินครัวมาถึงท้องทุ่งสัมฤทธิ์เป็นเวลาเย็นจวนพลบค่ำอยู่แล้ว  ขอหยุดพักครัวที่นี่ก่อนเถิด  เพราะพวกผู้หญิงในครอบครัวเมื่อยล้าหย่อนกำลังลง เดินไม่ไหวจะตายเสียหมดสิ้น  บ้างก็เจ็บไข้ลงบ้างแล้ว  เป็นความลำบากแก่ครัวหนักหนา”

(https://i.ibb.co/z7k7H4y/Untitlewd-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นพวกผู้หญิงในครอบครัวโคราชทำอาการกิริยาแกล้งทำเป็นเจ็บไข้เมื่อยล้าลงมากพร้อมกัน  ฝ่ายพวกลาวนายหมวดนายหมู่ก็เห็นว่า  ถ้าจะเร่งให้เดินต่อไปไม่ให้หยุดพักที่นี้  เดินไปกว่าจะถึงเวียงจันทน์  พวกผู้หญิงไทยก็จะตายมาก  พวกลาวมีความอาลัยในพวกผู้หญิงไทยยิ่งนัก  จึงยอมให้ไทยพักครอบครัวในที่ท้องทุ่งสัมฤทธิ์

          ครั้นครอบครัวได้พักผ่อนครัวพร้อมกันแล้ว  ก็ทำตามความคิดพระณรงค์สงครามสั่งนั้นทุกประการ  จัดเกวียนเวียนวงไว้เป็นขอบคันล้อมพวกครัว  มีประตูสามด้านดังนั้นแล้ว  ครั้นเวลาสองทุ่มหรือยามหนึ่ง  พวกนายทัพนายกองลาวสาละวนแต่จะหาผู้หญิง  ไม่สู้จะระวังครอบครัวนัก

          ฝ่ายพระยาปลัด  พระยายกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  จึงคิดความลับแก่กัน  แล้วใช้ให้พวกกรมการและพวกครัวผู้ชายไปจัดการตามความคิดพระณรงค์สงครามสั่งไว้นั้นทุกประการ

(https://i.ibb.co/71DSsS2/1529289819-02-04.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นเวลาสี่ทุ่มวันนั้น  พระณรงค์สงครามจัดให้ท่านผู้หญิงโม  อายุ ๔๐ ปีเศษ  ซึ่งเป็นภรรยาพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา  แต่ชำนิชำนาญในการขี่ม้าขี่ช้างกล้าหาญ  ให้เป็นแม่ทัพแม่กองคุมพวกผู้หญิง  แต่งกายแต่ล้วนห่มผ้าตะแบงมาน  ผ้าโพกศีรษะมือถือไม้หลาว  และไม้กระบองเป็นอาวุธ  ทุกคนเป็นกองหนุน

          ฝ่ายพระณรงค์สงครามเป็นนายทัพคุมพลผู้ชายแต่งกายห่มผ้าตะแบงมาน  ผ้าโพกศีรษะ  มือถือไม้หลาวไม้กระบองเป็นกองหน้า
          กรมการผู้น้อยทั้งหลายเป็นปีกซ้ายปีกขวา
          พระยาปลัดเป็นแม่กองคุมกองเกวียนครอบครัว  ซึ่งมีเด็กและคนชรากับสิ่งของเครื่องใช้สอย
          พระยาพรหมยกกระบัตรเป็นแม่กองคุมพลผู้ชายซึ่งฉกรรจ์ เป็นกองกลางเหมือนทัพหลวง”

(https://i.ibb.co/hgzL7Pd/maxresdefault-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ** อ่านมาถึงตรงนี้เราก็รู้กันแล้วว่า  ผู้ที่คบคิดปลดเมืองนครราชสีมาออกจากแอกเจ้าอนุเวียงจันทน์  มี ๓ หัวคิด  คือ  พระยาปลัดเมืองนครราชสีมา  พระยาพรหมยกกระบัตร  และ  พระณรงค์สงคราม  ดูเหมือนว่า  คุณพระณรงค์สงครามผู้นี้คือ  เสนาธิการกองทัพเมืองนครราชสีมา  เป็นผู้วางแผนและสั่งการให้ชาวเมืองนครราชสีมาลุกขึ้นก่อการที่ทุ่งสัมฤทธิ์  โดยคุณพระณรงค์เป็นแม่ทัพหน้า  มอบหมายให้ท่านผู้หญิงโม  ภรรยาพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาเป็นแม่ทัพหลัง  ผลการรบที่ท้องทุ่งสัมฤทธิ์จะเป็นอย่างไร  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๐ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, มีนาคม, 2563, 11:44:03 PM
(https://i.ibb.co/NTfBmfv/Untitleds-1.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๖ -

พระยาปลัดฯ รวมมิตรคิดวางแผน
ทำหลาวแหลนเป็นอาวุธถือสุดหวง
เตรียมฆ่าลาวด่าวดิ้นสิ้นทั้งปวง
จะจ้ำจ้วงแทงถนัดอย่างรัดกุม


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระยาปลัดเมืองกลับจากราชการที่ขุขันธ์บุรี  ทำอุบายให้เจ้าอนุตายใจ  แล้วจึงคบคิดกันกับพระยายกกระบัตรและพระณรงค์สงคราม  ที่จะฆ่านายทัพนายกองลาวที่ควบคุมครัวชาวเมืองนครราชสีมา  แล้วยึดอาวุธยุโปกรณ์ของลาวนั้นมาใช้รบกับกองทัพเจ้าอนุต่อไป  โดยพระณรงค์สงครามเป็นคนคิดวางแผน  จัดกองกำลังกำจัดลาวที่ท้องทุ่งสัมฤทธิ์  จะสำเร็จเสร็จสมตามแผนการของพระณรงค์สงครามหรือไม่  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

           “(ซึ่งพลผู้ชายแต่งกายตะแบงมาน  ผ้าโพกศีรษะให้เหมือนกับผู้หญิงนั้น  ก็เพราะความคิดพระณรงค์สงครามจะไม่ให้พวกลาวรู้ว่า ผู้หญิงปนกับผู้ชาย  จะให้สำคัญเข้าใจว่าผู้ชายแต่งกายตามเพศอย่างนั้น  ทั้งกองหน้าและกองหนุนทั้งสิ้นด้วยกัน  จะได้เป็นคนผู้ชายมีมากขึ้นด้วย)

          ครั้นพระณรงค์สงครามแม่ทัพจัดพวกพลรบพร้อมกันเสร็จแล้ว  พอถึงเวลา ๑๐ ทุ่ม เป็นยามเสาร์  เข้าห่วงปลอดได้เพชรฤกษ์ดี  ตามดิถีกำลังยามราหูเข้าจับจันทร์  พระณรงค์สงครามขึ้นขี่ม้าขาวแซม  มือถือหอกและปืน  คุมพลชายเป็นกองทัพหน้า

          ฝ่ายท่านผู้หญิงโมขึ้นขี่ม้าดำ  มือถือหอกคุมพลหญิงที่ฉกรรจ์ ๓๐๐ คน  เป็นกองหนุน
          พระยาปลัดขี่กระบือ  ถือปืนและหลาว คุมพลและครอบครัวชายหญิงเป็นแม่กองรักษาเกวียน
          พระยาพรหมยกกระบัตรขี่กระบือ  มือถือปืนและหลาว  เป็นแม่กองคุมพลกองกลาง  มีแต่ผู้ชายมาก

(https://i.ibb.co/rfpLHqY/Untitledd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นจัดคนพร้อมทุกทัพทุกกองเสร็จแล้ว  จึงต้อนพลให้โห่ร้องเกรียวกราวขึ้นพร้อมกันเสียงเอิกเกริกเป็นอำนาจทัพแล้ว  ก็วิ่งออกนอกวงเกวียนแล่นไล่ทะลวงฟันแทงแย่งยุดอุตลุด  เข้าบุกบั่นฟันแทงอ้ายลาวเป็นอลหม่าน  พวกลาวไม่ทันรู้ตัวก็ตายเกลื่อนกลาดกลางท้องทุ่งสัมฤทธิ์จะคณานับมิได้  โลหิตไหลแดงไปในท้องทุ่ง  และศพตายซ้อนซับทับกันก้าวก่ายไปทั้งทุ่งสัมฤทธิ์  ควรที่จะสังเวชเป็นปฏิกูลด้วยมรณภัย

(https://i.ibb.co/0yqSctx/Untitled-18.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายลาวนายทัพนายกองที่คุมไทยอยู่ห่างไกลเห็นดังนั้น  ก็แตกฉานเล็ดลอดหนีไปรอดได้บ้าง  พวกครอบครัวนครราชสีมาฆ่าพวกลาวตายคราวนั้น  ซากศพลาวซ้อนทับกันเกลื่อนกลาดไปหมดทั้งทุ่งสัมฤทธิ์ครั้งนั้นประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ  พวกครัวเก็บได้เครื่องสรรพาวุธ  และช้าง  ม้า  โค  กระบือ  เสบียงอาหารของลาวไว้ได้มาก  ครั้นสว่างรุ่งขึ้นเวลาเช้า  พระยาปลัด  พระยายกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  สั่งให้กรมการเกณฑ์ไพร่ไปตัดไม้ไผ่มาตั้งค่ายขึ้นที่ท้องทุ่งสัมฤทธิ์ค่ายหนึ่ง  พอจะได้ตั้งรับต่อสู้กับพวกลาวที่จะยกออกมาติดตามตีครัวเราอีกนั้น  ตั้งค่ายไว้กันภัยภายหลัง

(https://i.ibb.co/qd9GLkV/Untitled-10.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นตั้งค่ายไม้ไผ่ลงได้แล้วค่าย ๑   และยังกำลังทำค่ายอยู่อีกสองค่าย   แต่ยังไม่ทันจะตั้งขึ้นก็พอทราบข่าวว่า  พวกลาวยกมาติดตามตีเราอีก  แม่ทัพนายกองสั่งให้เตรียมตัวสู้กับลาวอีกครั้งหนึ่ง  แต่ครั้งนี้ได้อาศัยค่ายไม้ไผ่ที่ทำไว้แล้วค่ายหนึ่ง  พอเป็นกำบังกระสุนปืนลาวได้บ้าง  แต่พระณรงค์สงครามพูดว่า

           “จะรอให้ลาวมาถึงค่ายจึงจะสู้กับลาวนั้นเห็นไม่ได้การ  ให้สู้ด้วยอาวุธปืนเถิด  ไล่คนเข้าฟันแทงให้ใกล้ทีเดียวจึงจะสู้มันได้”

(https://i.ibb.co/d0NgKL2/Untitled-13.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นพวกลาวที่เหลือตายหนีไปได้  ก็ไปแจ้งความตามเหตุที่เสียท่วงทีแก่ไทยให้เจ้าอนุฟังทุกประการ  เจ้าอนุก็ตกใจจึงสั่งให้ตำรวจหน้า ๕๐ คนขึ้นมาสืบราชการดูพวกครัวจะกำเริบขึ้นเป็นประการใดบ้าง  ฝ่ายพวกครัวที่กำลังตั้งค่ายอยู่นั้น  เห็นลาวตำรวจขี่ม้ามามาก  พวกครัวก็นำปืนไปลอบแอบยิงลาวตกม้าตายบ้าง  พวกตำรวจลาวเห็นพวกไทยไล่ยิ่งดังนั้นก็ตกใจหนีไปทั้งสิ้นด้วยกัน

          ฝ่ายหลวงพิทักษ์โยธา  นายกองด่านเมืองนครราชสีมา  คุมพล ๖๐ คนขึ้นม้า  ถือปืนบ้างถือหลาวบ้าง  ไล่ติดตามฆ่าฟันลาวตำรวจไปจนถึงในป่าใกล้เมืองนครราชสีมา  ลาวตำรวจตายมากเหลือน้อย  ที่เหลือตายก็หนีไปแจ้งความกับเจ้าอนุ  เจ้าอนุจึงให้เจ้าสุทธิสาร ๑   เจ้ากำพร้า ๑   เจ้าปาน ๑   เป็นแม่ทัพคุมพลทหาร  ๓,๖๐๐  คน  ยกไปตีครัวเมืองนครราชสีมาให้ได้

(https://i.ibb.co/hfQFYVR/Untitled-8.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าปานคุมทหารม้า ๔๐๐ ม้า  ยกล่วงหน้าไปก่อน  แล้วเจ้าสุทธิสาร  เจ้ากำพร้า  คุมทหารเดินเท้า ๓,๒๐๐  ยกรีบมาตามตีครัวเมืองนครราชสีมา

          ฝ่ายพระยาปลัด, พระยายกกระบัตร, พระณรงค์สงคราม  เห็นเจ้าสุทธิสารกับรี้พลไพร่ลาวยกมามากดังนั้น  จึงคุมพลพวกของตนออกสู้รบกับลาวนอกค่าย  จัดให้พวกผู้ชายเป็นปีกซ้ายปีกขวา  พวกผู้หญิงเป็นกองหนุน

          พระณรงค์สงคราม  คุมพลผู้ชายเป็นกองหน้า
          พระยาปลัด  คุมพลผู้ชายเป็นกองกลาง
          หลวงจ่าเมือง  คุมพลผู้ชายเป็นกองปีกซ้าย
          พระมหาดไทย  คุมพลผู้ชายเป็นกองปีกขวา
          ท่านผู้หญิงโม  คุมพลผู้หญิง ๓๐๐ ที่ฉกรรจ์  ไม่สู้ฉกรรจ์ ๑๖๐ คน   รวม ๔๖๐ คน  เป็นกองหนุนหลัง
          ให้พระยายกกระบัตร  คุมพลชายหญิงครอบครัวอยู่รักษาค่าย

(https://i.ibb.co/3RXfVy6/Untitled-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          แต่พลที่จะออกรบต่อสู้กับลาวนั้น  ถืออาวุธปืนดาบหอกที่แย่งชิงจากลาวได้บ้าง  ถือพร้าถือหลาวและไม้กระบองบ้าง  ที่ไม่มีอาวุธก็ตัดไม้ยาวสองศอก เป็นไม้ขว้างกา  ถือไปสำหรับจะได้ขว้างปาพวกลาวบ้าง  ความสามัคคีพร้อมใจกันจึงอาจหาญต่อสู้ข้าศึกได้  ยกออกนอกค่ายรบกับลาวที่กลางแปลง  ได้รบกันเป็นสามารถ  ตะลุมบอนยิงฟันแทงกันเป็นอลหม่าน  ตายลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย  แต่พวกลาวตายมากประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คน

          ขณะรบกันอยู่นั้น  พระสุภมาตรขี่ม้าเข้าไปตัดศีรษะลาวผู้ดีนายม้ามาได้คนหนึ่ง  นำศีรษะนายม้ามาเสียบไว้หน้าค่ายไทย

          ฝ่ายลาวนายทัพนายกองเห็นดังนั้น  ก็ย่อหย่อนกำลังลงมาก  ไม่ค่อยจะกล้าหาญเข้าต่อสู้กับไทยต่อไป  (เดชะพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ พระมหานคร  จะมีชัยชนะแก่ข้าศึกลาว  จึงเผอิญให้เจ้าสุทธิสารเห็นไปว่า  ผู้คนในกองทัพเมืองนครราชสีมามีมากมาย  แต่ล้วนผู้ชายทั้งสิ้นด้วยกัน  ถือเครื่องศาสตราวุธครบมือกัน)

(https://i.ibb.co/DGqcb20/Untit6led-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          * ท่านผู้อ่านครับ  วีรกรรมของชาวโคราชที่ท้องทุ่งสัมฤทธิ์  ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) บันทึกย่อ ๆ ไว้  แต่อ่านแล้วก็เห็นภาพการรบที่โหดเหี้ยมมาก  ท่านว่า   “พวกลาวไม่ทันรู้ตัวก็ตายเกลื่อนกลาดตามท้องทุ่งสัมฤทธิ์จะคณานับมิได้  โลหิตไหลแดงไปในท้องทุ่ง  และศพตายซ้อนซับทับกันก้าวก่ายเต็มไปทั้งท้องทุ่ง......... พวกครอบครัวนครราชสีมาฆ่าพวกลาวตายคราวนั้น  ซากศพลาวซ้อนซับทับกันเกลื่อนกลาดไปในท้องทุ่งสัมฤทธิ์ครั้งนั้น  ประมาณพันเศษ”   มีหนีรอดไปได้ไม่กี่คน  เพราะในยามนั้นพวกลาวกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการดื่มเหล้าเคล้านารี  จึงถูกเข่นฆ่าตายเป็นเบือ  มือฆ่าที่โหดเหี้ยมคือ  มือของผู้หญิงในการนำของท่านผู้หญิงโม  พวกนางมีความเคียดแค้นชิงชังอาฆาตทหารลาวที่ถือพวกนางเป็นนางบำเรอกาม  จึงลงมือเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมให้สาแก่ใจ

          วีรบุรุษ วีรสตรีชาวโคราชยังไม่ทันตั้งหลักให้มั่นได้  เจ้าอนุก็สั่งให้บรรดาบุตรของท่านยกกำลังเข้าบดขยี้  ชาวเมืองโคราชก็ตั้งหลักสู้อย่างยิบตา  พระยาปลัดและพวกจะรอดพ้นเงื้อมมือเจ้าอนุหรือไม่อย่างไร  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมือสุโขทัย
๒๑ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, มีนาคม, 2563, 10:21:28 PM
(https://i.ibb.co/fvy7SWx/20171207d3d9446802a44259755d38e6d163e820105032.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๗ -

รวมครอบครัวคนไทยในวงล้อม
เมื่อเตรียมพร้อมกันดีตอนสี่ทุ่ม
ขณะลาวเมาภายนอกชุมนุม
ไทยก็รุมตีลาวกันกราวเกรียว

พระณรงค์สงครามเป็นกองหน้า
ขึ้นขี่ม้าขาวแซมน่าหวาดเสียว
มีปืนคาบสิลากระบอกเดียว
ม้าก็เปรียววิ่งปร๋อไม่รอรี

ท่านหญิงโมขี่ม้าดำนำกองหนุน
“แม่เนื้ออุ่น”กุมแน่นแค้นเต็มที่
ถือไม้แหลมแหลนหลาวเข้าทิ่มตี
กู้ศักดิ์ศรีสตรีไทยให้คืนมา

พระยาพรหมขี่กระบือถือปืน,หลาว
เป็นกองกลางย่างก้าวอย่างแกร่งกล้า
พลฉกรรจ์ขันแข็งแกร่งโกรธา
เข้าเข่นฆ่าลาวเข้มเต็มกำลัง

พระยาปลัดฯขี่กระบือถือปืน,หลาว
ไม่ย่างยาวยืนจ้องเป็นกองหลัง
รักษาค่ายกองเกวียนเวียนระวัง
โห่ร้องดังหนุนช่วยอำนวยชัย

ทหารลาวเมามัวรู้ตัวช้า
ถูกเข่นฆ่ามิมีปรานีปราศรัย
อาวุธนานาชายหญิงไทยชิงไป
แล้วกลับใช้เข่นฆ่าทหารลาว

ประดาหญิงชิงชังคั่งแค้นจิต
ทุ่มชีวิตล้างแค้นด้วยแหลนหลาว
ทิ่มแทงซ้ำยำร่างที่นอนทาว
ใช้มีดยาวฟันซ้ำย้ำให้ตาย

ศพทหารลาวกองเกลื่อนท้องทุ่ง
กลิ่นคาวคลุ้งเลือดแดงไม่แห้งหาย
“ตายเป็นเบือ”เหลือดรอดตะเกียกตะกาย
หลบเร้นหายไปมีไม่กี่คน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ  เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง)  มาให้อ่านกันถึงตอนที่พระยาปลัดเมืองนครราชสีมา  พระยาพรหมยกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  ท่านผู้หญิงโม  นำครัวชาวโคราชลุกฮือขึ้นเข่นฆ่านายทัพนายกอง และไพร่พลชาวลาวที่ควบคุมครัวชาวโคราช  ล้มตายศพกองก่ายทับถมกันเกลื่อนท้องทุ่งสัมฤทธิ์ประมาณพันคนเศษ  แล้วเก็บสรรพาวุธทหารลาวไว้ได้ทั้งหมด  เจ้าอนุทราบเรื่องก็ตกใจมาก  สั่งให้บุตรทั้ง ๓ นำกำลังยกมาปราบปราม  ครัวชาวโคราชต่อสู้อย่างห้าวหาญ  พระสุภมาตราขี่ม้าบุกเข้าไปตักหัวนายทหารม้าของเจ้าสุทธิสารได้คนหนึ่ง  แล้วนำมาเสียบประจานไว้หน้าค่าย  ทำให้ทหารลาวพากันย่อหย่อนกำลังลง  ไม่กล้าเข้าต่อสู้ครัวชาวโคราช  วันนี้มาอ่านเรื่องกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/dfBGcwn/Untitsled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เมื่อเจ้าสุทธิสารเห็นดังนั้นแล้ว  จึงมีความครั่นคร้ามเป็นกำลัง  แล้วสั่งให้แม่ทัพนายกองลาวล่าถอยทัพกลับไปแจ้งความกับเจ้าอนุบิดาว่า  ครัวต่อสู้รบเข้มแข็งแรงหนักหนา  เห็นมีรี้พลมากเหลือเกินกว่าเมื่อเรากวาดต้อนขึ้นไปนั้น  เห็นทีจะเป็นกองทัพเจ้าพระยานครราชสีมายกเพิ่มเติมมาช่วยกันเป็นมั่นคง  ผู้คนจึงมีมากนัก

          ฝ่ายเจ้าอนุได้แจ้งดังนั้น  ก็เผอิญให้คิดหวาดหวั่นพรั่นใจ  เกรงกลัวข้าศึกไทย  ไม่อาจสามารถที่จะกล้าหาญยกกองทัพใหญ่ลงมาตีกรุงเทพฯ  ด้วยเดชะพระบารมีเป็นมหามหัศจรรย์ประจักษ์

(https://i.ibb.co/JCF8DB9/Untisfwtled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์กวาดต้อนครอบครัวเมืองสระบุรี  คุมขึ้นไปถึงเมืองนครราชสีมาแล้ว  จึงแจ้งความแก่เจ้าอนุบิดาว่า  กวาดต้อนได้ครัวไทย ๑๑๐   ครัวจีน ๒๒๐   ครัวลาวหมื่นเศษ

          เจ้าราชวงศ์บอกว่าได้ต้อนครัวเดินออกจากเมืองสระบุรีแต่ ณ วันอังคารเดือนสามแรมเก้าค่ำ  และได้ทราบข่าวลือว่า  กองทัพกรุงเทพฯ จะยกขึ้นมาทุกทาง  และได้ใช้ให้คนขึ้นม้า ลงไปจับลูกค้าชาวเรือถึงบ้านอรัญญิกได้ ๔ ลำ  ไต่ถามได้ความว่า  เจ้านายขุนนางเป็นแม่ทัพยกขึ้นมาตั้งอยู่กรุงเก่าบ้าง  ยกไปทางบ้านนา นครนายกบ้าง  ทางปราจีนบุรีและกบินทร์บ้าง

          ได้ความดังนี้ว่ามีทัพกรุงยกขึ้นมาหลายทัพหลายทางดังนั้น  เจ้าอนุจึงปรึกษากับเจ้าราชวงศ์และแสนท้าวเพี้ยกวานนายทัพนายกองว่า

           “เราจะตั้งทัพรับรองทัพกรุงเทพฯ อยู่ที่เมืองนครราชสีมานั้นเห็นจะไม่ได้  เพราะเป็นทางรวมมาก  ทัพกรุงจะยกมาทางสระบุรีบ้าง  ทางนครนายกบ้าง  และทางอื่นอีกหลายทาง  เราจะอยู่ที่โคราชนี้กลัวจะเป็นศึกกระหนาบ  จำเป็นต้องแยกย้ายไพร่พลไปต่อสู้ให้หลายทาง  ไทยจึงจะได้พะว้าพะวังทั้งหน้าแลหลัง  จะไม่ประชุมทัพเป็นทัพใหญ่ได้  ฝ่ายเราก็จะตีแตกโดยง่าย  แต่ทัพหลวงเจ้าอนุนั้นได้ปรึกษาพร้อมกันว่า  ให้ถอยไปตั้งรับทัพไทยอยู่ที่หนองบัวลำภู  เห็นจะดีกว่าที่เมืองนครราชสีมานี้”

(https://i.ibb.co/7NkPPQ9/Untit5alewd-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าอนุจึงสั่งให้นายทัพนายกอง  ให้เผายุ้งฉางและบ้านเรือนในเมืองนครราชสีมาเสียสิ้น  และเผาค่ายของพวกลาวที่ตั้งอยู่นอกเมืองนั้นด้วยทุกค่าย  แล้วฟันต้นไม้ใหญ่ในเมืองเสียมาก  และทำลายรื้อกำแพงเมืองนครราชสีมาเสียสองด้าน  ไม่ให้ไว้เป็นกำลังแก่ข้าศึกไทยต่อไปได้  ทำลายล้างเมืองนครราชสีมาแล้ว  จึงยกพลกองทัพกลับไปเมื่อ ณ เดือนสี่แรมสิบเอ็ดค่ำ  แต่เจ้าราชวงศ์นั้นยกทัพใหญ่ขึ้นไปทางเมืองหล่ม  กวาดต้อนครัวตามรายทางเมืองบัวชุม, ไชยบาดาล,  เพชรบูรณ์ไปด้วย

(https://i.ibb.co/2KCmYpR/image.jpg) (https://imgbb.com/)

           (มีคำกลางขวางถามเข้ามาว่า  เจ้าอนุยกทัพใหญ่ลงมาหมายจะตีกรุงเทพฯ  แล้วเหตุใดทำไมเล่าจึงไม่ยกเลยลงมาตีกรุงเทพฯ ทีเดียว  ด้วยมีช่องดีที่กรุงเทพฯก็ยังไม่ทันจะรู้ตัวที่จะจัดการทัพรับลาวก็จะไม่สู้พรักพร้อมดี  ควรที่เจ้าอนุจะรีบลงมาตีเสียโดยเร็ว  จะได้กรุงโดยง่ายนี้  เป็นเพราะเหตุอันใดจึงไม่รีบลงไป  กลับไปทำการกวาดต้อนครอบครัวอยู่ที่หัวเมืองต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ให้เสียเวลาช้าการไปเล่า  จนที่กรุงเทพฯ ทราบข่าวศึกลาวจึงได้จัดกองทัพขึ้นไปสู้รบทันท่วงทีกับลาวเป็นสามารถยิ่งนัก  เจ้าอนุทำการศึกสงครามและจัดทัพตั้งค่ายเป็นแยบคายถูกต้องแบบแผนพิชัยสงครามดีอยู่มาก  จะหาผู้เสมอยากนัก  เหตุไรจึงได้ละทิ้งให้เสียการไปดังนั้นเล่า ?    ขอแก้ว่า  ตามเหตุสามประการ
           (ที่ ๑)  คือกรุงเทพฯ ชะตายังไม่ถึงคราวจะเสียพระนคร  เทพยดายังรักษาอยู่  กับพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีมาก  อำนาจพระบารมีและอำนาจเทพยดาจึงบันดาลให้เจ้าอนุคิดผิดไปต่าง ๆ

           (ที่ ๒)  คือถ้าจะคิดตามขนบธรรมเนียมทำนองศึกแล้ว  เจ้าอนุเป็นผู้ใหญ่เป็นคนแก่ชรา  ทำการศึกสงครามเย็น ๆ ช้า ๆ  โดยรอบคอบ  คิดหน้าแลคิดหลังที่จะมิให้เสียเปรียบแก่ข้าศึก  เจ้าอนุเห็นทีจะยกทัพรีบรุดลงไปตีกรุงโดยเร็วตามความคิดเจ้าราชวงศ์ผู้บุตรที่เป็นคนหนุ่ม ๆ นั้นเห็นไม่ชอบ  เพราะจะต้องเป็นห่วงระวังหัวเมืองนครราชสีมา  แลหัวเมืองขึ้นกับกรุงที่อยู่ข้างหลังซึ่งเป็นกำลังอุดหนุนแก่กรุงนั้นไม่ควร  จึงได้จัดแจงไปกวาดต้อนครอบครัวตามหัวเมืองรายทาง  ที่จะไปทำแก่กรุงเทพฯ  เป็นที่กีดขวางนั้นเสียก่อนจะได้สิ้นการกังวลห่วงหลัง  จะได้ตั้งหน้ายกลงไปตีกรุงโดยสะดวก  ถึงมาตีเมืองนครราชสีมาได้แล้ว  เจ้าอนุก็จัดการเตรียมการตั้งขึ้นที่เมืองนครราชสีมานั้น  เป็นการศึกแรมปีมิใช่การเร็ว  ทำการท่วงทีดีถูกต้องตามพิชัยสงคราม  แยบคายกว่าศึกพม่าเสียอีก  รื้อขนอิฐวัดวาอารามเก่ามาสะสมไว้  ดูเหมือนจะทำค่ายและป้อมให้มั่นคงแข็งแรง  เป็นทางรักษาตัวที่จะสู้และจะหนีดีชอบกล  และทำยุ้งฉางโตใหญ่ถ่ายเสบียงอาหารมาไว้ในเมืองและนอกเมืองมาก  และลงใจโอบอ้อมอารีแก่ชาวเมืองให้รัก  เพราะจำทำการปี  เจ้าอนุจัดแจงการแรมปีและการจะต่อสู้กับกรุงเทพฯ นั้น  เพราะสู้พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพฯ ไม่ได้

           (๓) เจ้าอนุเป็นคนใจโลเล  เมื่อแก่ชรานั้นมักเป็นใจขลาด  คิดการสิ่งไรก็มักถอยหน้าถอยหลัง  วนเวียนอยู่ไม่สู้ตลอดไป  เหมือนเมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าหลวงนั้น  เจ้าอนุตามเสด็จพระราชดำเนินในขบวนงานพระราชสงครามด้วย  ประเดี๋ยวก็กราบทูลขออาสาเข้าปล้นค่ายพม่า  ประเดี๋ยวทูลว่าป่วยทำการไม่ถนัด  เป็นคนใจกลับกลอกอยู่ดังนี้  แต่เดิมมาจึงทำการใหญ่ไม่สำเร็จได้โดยเร็ว  ชี้แจงตามความเคยเห็นมาในกิริยาเจ้าอนุ  และทำนองศึกใหญ่และพระบารมีด้วย  เป็นสามประการดังนั้น)”

(https://i.ibb.co/cY36ymd/Unsfwtitled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          * เป็นเพราะความโลเลและขลาดของเจ้าอนุ  และพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเทพยดาผู้รักษากรุงเทพฯ  ทำให้เจ้าอนุไม่กล้ายกกองทัพลงมาตีกรุงเทพฯ  ดั่งเผาบ้านเรือน  วัดวาอาราม  ยุ้งฉางในเมือง  และรื้อกำแพงเมืองนครราชสีมาเสียสองด้าน  แล้วสั่งถอยทัพ  จะไปตั้งหลักที่เมืองหนองบัวลำภู  เรื่องราวจะเป็นอย่างไร  พักไว้ก่อน  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๒ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, มีนาคม, 2563, 10:50:41 PM
(https://i.ibb.co/N3yGvdC/Unti5tled-14.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๘ -

เจ้าราชวงศ์ยกทัพกลับตั้งหลัก
ตียึดเมืองหล่มสักเป็นมรรคผล
เจ้าสุทธิสารยึดภูเขียวเป็นของตน
อนุพ้นโคราชรอนแรมไป

ถึงหนองบัวลำภูรู้เส้นสาย
สั่งตั้งค่ายดักขวางทางน้อยใหญ่
รอสยบรบรับกองทัพไทย
ด้วยมันใจว่าชนะทุกประตู


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าอนุทราบข่าวว่าทางกรุงเทพฯ จัดทัพมารบหลายทาง  ก็ไม่คิดจะปักหลักสู้อยู่นครราชสีมา  จึงสั่งรื้อทำลายเมืองนครราชสมาแล้วถอยทัพจะไปตั้งหลักสู้อยู่ ณ เมืองหนองบัวลำภู  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/HhZ46TH/Unti5tled-15.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ยกกองทัพขึ้นไปตีกวาดต้อนครอบครัวตามหัวเมืองรายทางได้หลายเมือง  แล้วยกขึ้นไปถึงเมืองหล่มสัก  ตั้งค่ายใหญ่ใกล้เมืองหล่มสัก  เรียกพระสุริยวงศาเจ้าเมืองหล่มสักออกมา  เกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นขบถด้วย  ถ้าไม่ยอมจะฆ่าเสีย  พระสุริยวงศากลัวอำนาจเจ้าราชวงศ์ก็ต้องยอมเข้าด้วย  เจ้าราชวงศ์ให้พระสุริยวงศาและแสนท้าวพระยาลาว  ทำสัตยานุสัตย์ให้แล้ว  เจ้าราชวงศ์ให้นายทัพนายกองไปเก็บเครื่องศาสตราวุธยุทธภัณฑ์ในเมืองหล่มสัก  จัดการถ่ายเสบียงอาหารสะสมไว้เพื่อจะไปส่งยังกองทัพบิดา  และตระเตรียมผู้คนไว้พร้อม

           ฝ่ายเจ้าสุทธิสาร  ยกกองทัพใหญ่ขึ้นไปถึงเมืองภูเขียว  ตั้งทัพใหญ่ใกล้เมือง  แล้วใช้ให้นายทัพนายกองไปหาตัวเจ้าเมืองให้ออกมาหา  เจ้าเมืองภูเขียวไม่ยอมออกมาหาเจ้าสุทธิสาร  เจ้าสุทธิสารจึงสั่งให้นายทัพนายกองคุมทหารพันเศษยกเข้าปล้นเมืองภูเขียวในวันนั้นได้  จับท้าวนาคเจ้าเมืองออกมาให้

           เจ้าสุทธิสารสั่งให้ทหารพาท้าวนาคไปฆ่าเสียพร้อมทั้งบุตรหลานและญาติที่เป็นชายนั้นฆ่าเสียสิ้น  แล้วเก็บทรัพย์สิ่งของเครื่องศาสตราวุธ  และกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองภูเขียวส่งขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์สัก ๓ ส่วน  ที่หนีเข้าป่าไปได้บ้างสัก ๒ ส่วน

           ฝ่ายเจ้าอนุคิดจัดการจะตั้งค่ายรับสู้รบกับไทยหลายตำบล  จะตั้งค่ายใหญ่ที่หนองบัวลำภูแห่งหนึ่ง  จะให้พระยานรินทรคุม ๓,๐๐๐ อยู่เป็นนายค่ายที่นั่น

           แล้วเจ้าอนุก็จะยกขึ้นไปตั้งค่ายที่ช่องเขาสารแห่งหนึ่งเป็นที่สำคัญ  เพราะเป็นทางสองแยกรวมจะไปเมืองเวียงจันทน์  ให้พระยาศุโภกับชานนท์เป็นนายทัพคุมพล ๒๐,๐๐๐  ตั้งรักษาค่ายที่ตำบลนั้นให้มั่นคง   แต่เจ้าอนุจะตั้งค่ายใหญ่อยู่บนเขาสาร
           แล้วเจ้าอนุให้พระยาเชียงสาเป็นแม่ทัพคุมพล ๕,๐๐๐ ตั้งตั้งรักษาค่ายที่ตำบลสนมแห่งหนึ่ง
           แล้วเจ้าอนุให้กองคำคุมคน ๔,๐๐๐ ไปตั้งค่ายอยู่ช่องวัวแตกแห่ง ๑  แต่เจ้าอุปราชนั้นยกไปอยู่เมืองยโสธร
           แล้วเจ้าอนุมีหนังสือสั่งให้เจ้าอุปราชยกกองทัพไปตั้งรักษาอยู่ต้นทางสุวรรณภูมิ  เป็นทางที่ข้าศึกไทยจะมาทางกบินทร์ได้ทางหนึ่ง
           เจ้าอนุให้เพี้ยกวานใจหาญคุมทัพม้าไปตรวจทุกทัพทุกกอง
           ให้ท้าวศุขะคุมทัพช้างและโค  ส่งเสบียงอาหารและกระสุนดินดำทุกทัพทุกกอง  แต่แยกย้ายกันเป็นหลายสาย

           เจ้าอนุจัดแจงการตั้งค่ายและแม่ทัพนายกอง  รักษาด่านทางเป็นที่มั่นคงแล้ว  ก็ยกจากเมืองนครราชสีมา  ขึ้นไปตามความคิดทุกประการ

(https://i.ibb.co/86L9vHh/Un658titled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระณรงค์สงครามทราบข่าวว่าเจ้าอนุยกกองทัพกลับไปจากเมืองนครราชสีมาแล้ว  และเผาบ้านเมืองเสียหมด  พระณรงค์สงครามก็รีบพาครอบครัวกลับคืนเข้าเมืองนครราชสีมา  ครั้งนั้นบรรดากรมการและไพร่บ้านพลเมืองที่หลบลี้หนีลาวเข้าป่าดงไปแต่ก่อนนั้น  ครั้นได้ทราบข่าวว่ากองทัพลาวเลิกยกไปหมดแล้ว  กรมการผู้ใหญ่ก็มารักษาเมืองอยู่บ้างแล้ว  ราษฎรพลเมืองจึงพาครอบครัวมาอยู่ในบ้านเมืองตามภูมิลำเนาเดิม  แต่ยังไม่บริบูรณ์  เพราะล้มตายหายจากกันไปมากนัก

(https://i.ibb.co/s6yXdhB/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระยาปลัด  พระยาพรหมยกกระบัตร  และพระณรงค์สงครามจางวางส่วยทองคำ  พร้อมกันสามนาย  และกรมการผู้น้อยด้วยอีกหลายนายเข้าชื่อกัน แต่งหนังสือข้อราชการศึกลาวตามที่มีเหตุใหญ่น้อย  แต่ต้นจนแก้กู้เมืองคืนได้  เป็นใบบอกมอบให้หลวงบุรินทรกับขุนชนะไพรี  เป็นนายกองม้าคุมทหารม้า ๓๐ ม้า  ถือใบบอกรีบลงมายังกรุงเทพฯ  วางบอกยังศาลาเวรมหาดไทยให้กราบทูลพระกรุณา

(https://i.ibb.co/sgF5YVk/Unt5itled-11.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายที่เมืองนครราชสีมานั้น  พระยาปลัดพร้อมด้วยกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อย  จัดกองทัพสรรพด้วยสรรพาวุธ  พร้อมให้กรมการเป็นแม่ทัพยกออกจากเมืองไปตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลล้ำพี้  ใกล้หนองบัวลำภู  เพื่อจะตั้งรับกองทัพลาวเวียงจันทน์  เผื่อว่าเจ้าอนุจะเป็นบ้าสงคราม  ยกกองทัพติดตามมาตีค่ายเราอีก

           ฝ่ายเจ้าอนุทราบเหตุว่าครัวเมืองนครราชสีมาคุมกันเข้าลุกเป็นไส้ศึก  ไล่ฆ่าฟันพวกลาวในกองทัพที่ควบคุมครัวไปนั้นตายพันเศษ  ที่เหลือตายแตกหนีมาได้ ๒๗๒ คน  มาแจ้งความให้เจ้าอนุทราบ  เหตุดังนี้แล้ว  จึงโกรธนายทัพนายกองที่คุมครัวไปนั้น  กระทำการประมาทให้เสียท่วงทีแก่ข้าศึกไทย  เจ้าอนุสั่งทหารให้พาพวกลาวนายไพร่ที่แตกหนีมานั้น ๒๗๒ คนไปฆ่าเสียให้หมดตามบทอัยการศึก จึงจะกล้าหาญขึ้น

(https://i.ibb.co/k1ZFFgd/Untitlesfded-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           ขณะนั้นเจ้าสุทธิสารทูลขอชีวิตนายไพร่ ๒๗๒ คนไว้ให้ทำการแก้ตัวใหม่  เจ้าอนุยอมให้ชีวิตแต่พวกไพร่ที่แตกมา  แต่ตัวนายทัพนายกอง ๒๗ คนไม่ยอมให้  จึงสั่งให้ทหารนำนายทัพ ๒๗ คนนั้นไปฆ่าเสียสิ้นในวันเมื่อเดินทัพให้เป็นฤกษ์ด้วย  แล้วเจ้าอนุสั่งให้จัดทัพเพิ่มเติมไปอีกมากถึงสี่พัน

           ให้พระยาสิทธิเดโชเป็นแม่ทัพหน้า
           ให้เจ้าโอเป็นแม่ทัพหลวง
           ให้พระยาสงครามไชยเป็นแม่ทัพหนุน

           รวม ๓ ทัพมีรี้พลเกือบหมื่นเศษ  แต่ทัพกองเจ้าอนุนั้น  เดินทัพไปทางดอนมดแดงเป็นทางอ้อมไปใกล้ทางป่าแขวงเพชรบูรณ์

(https://i.ibb.co/s9KJvqd/Untitledse-4.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายทัพพระยาสิทธิเดโช  และเจ้าโอ  พระยาสงครามเวียงไชย  ทั้ง ๓ ทัพพร้อมกันแล้วก็รีบยกไปถึงตำบลทุ่งล้ำพี้ใกล้หนองบัวลำภู  ตัดไม้ตั้งค่ายลงที่นั้นยังไม่ทันแล้ว  พอกองทัพพระณรงค์สงครามซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งล้ำพี้ก่อน  เห็นลาวยกมาตั้งค่ายยังไม่ทันแล้ว  พระณรงค์สงครามก็ขับทหารเร่งรีบยกออกจากค่าย  ไล่โจมตีตัดกำลังศึกลาว  ลาวยังไม่ทันจะตั้งตัวมั่น  ไทยกับลาวรบกันถึงอาวุธสั้นตะลุมบอน  ตั้งแต่สามโมงเช้าจนเที่ยง  พลทหารลาวอิดโรยหย่อนกำลังก็ล้มตายเป็นอันมาก  เจ้าโอแม่ทัพใหญ่ฝ่ายลาวเห็นดังนั้น  จึงสั่งให้ล่าทัพถอยหนีขึ้นไปตั้งค่ายมั่นรับอยู่ที่ตำบลเชิงเขาน้ำพุ  ไกลจากที่ทุ่งล้ำพี้ ทาง ๒ คืน ๒ วัน”...ฯลฯ


           ** อ่านอานามสยามยุทธมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเหนื่อยแทนบรรพชนไทย ลาว  บ้างไหมครับ  เพียงแค่การเดินทัพไปยังที่ต่าง ๆ บุกป่าฝ่าดง  ก็เหนื่อยแรงพออยู่แล้ว  ยังจะต้องรบพุ่งกันอีกเล่า

           ตอนนี้  กองทัพเจ้าอนุล่าถอยไปแล้ว  โดยเจ้าราชวงศ์แทนที่จะยกย้อนกลับไปทางเดิม  แต่กลับยกเลยขึ้นไปทางเหนือ  ปล้นทรัพย์สินและกวาดต้อนผู้คนรายทางจากบัวชุม  ไชยบาดาล  ขึ้นไปยึดเมืองหล่มสัก  รวบรวมคนและอาวุธเสบียงอาหารไว้เลี้ยงกองทัพลาว

           ฝ่ายเจ้าสุทธิสารก็ยกทัพขึ้นทางเหนือเช่นกัน  เข้ายึดเมืองภูเขียว (ชัยภูมิ)  จับเจ้าเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อมพร้อมภรรยาบุตรและญาติที่เป็นชายฆ่าเสียสิ้น

          เจ้าอนุสั่งฆ่านายทัพยายกองที่เสียทีแก่ครัวชาวโคราชเสียทั้งหมด  เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยวันเดินทัพถอยไปเมืองหนองบัวลำภู

(https://i.ibb.co/FqkcnpG/Untitled-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครัวชาวเมืองโคราชก็พากันกลับเข้าเมืองที่ถูกเจ้าอนุเผา รื้อเสียแทบหมดสิ้น  ต้องเข้าไปซ่อมแซมพออยู่อาศัยไปพลางก่อน

           พระยาปลัดพร้อมคณะได้ร่างหนังสือข้อราชการทัพตามที่เกิดขึ้นแก่เมืองนครราชสีมานั้นทุกประการ  แล้วให้  “ม้าเร็ว”  นำใบบอกนั้นเข้ากรุงเทพฯ เพื่อกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ  พร้อมกับจัดกองทัพโดยการนำของพระณรงค์สงคราม จางวางส่วยทองคำ  นำไพร่พลไปตั้งค่ายที่ตำบลล้ำพี้  ใกล้เมืองหนองบัวลำภู  เพื่อคอยสกัดกั้นกองทัพลาวที่จะยกคืนมาอีก  และเจ้าอนุก็สั่งให้เจ้าโอนำกำลังไปตั้งค่ายที่ตำบลล้ำพี้เช่นกัน     แต่ไปหลังจากพระณรงค์สงครามที่ไปตั้งมั่นก่อนแล้ว  ดังนั้นเมื่อทัพเจ้าโอไปถึงยังไม่ทันจะตั้งค่ายมั่น  ก็ถูกกองทัพของพระณรงค์สงครามบุกโจมตี  รบกันตั้งแต่สามโมงเช้าจนเที่ยง  ฝ่ายลาวอ่อนกำลังอิดโรยล้มตายลงมาก  เจ้าโอเห็นทีว่าจะสู้ไม่ได้  จึงสั่งล่าถอยไปตั้งมั่นในที่เชิงเขาน้ำพุ  ห่างจากทุ่งล้ำพี้ระยะทางเดิน ๒ วัน ๒ คืน

           เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๓ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 20, มีนาคม, 2563, 09:18:31 AM
(https://i.ibb.co/0ryyDSs/20914192-1452248204843940-3278269169390294604-n.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ โคราชในอดีต คลิก (https://web.facebook.com/korat.in.the.past/?_rdc=1&_rdr)

- อานามสยามยุทธ ๙ -

ทัพเจ้าโอแตกพ่ายทิ้งค่ายหนี
ไปถึงที่เชิงเขาจึงเซาอยู่
ค่ายน้ำพุเร่งตั้งรั้งรอดู
ว่าจะสู้ไทยได้อย่างไรกัน

พระณรงค์สงครามคิดความศึก
หลังจากปรึกษาผู้ใหญ่ไปตามขั้น
จึงจัดแบ่งหน้าที่ที่สำคัญ
แล้วมุ่งมั่นยกโยธีเข้าตีลาว


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าอนุสั่งให้เจ้าโอเป็นแม่ทัพใหญ่  นำกำลังสามกองพลไปตั้งค่ายที่ตำบลทุ่งล้ำพี้  ทัพเจ้าโอไปถึงที่ยังไม่ทันตั้งค่ายได้เรียบร้อย  ก็ถูกกองกำลังของพระณรงค์สงครามที่ไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลล้ำพี้ก่อนแล้วนั้นยกเข้าโจมตี  ยังไม่ทันที่กองทัพเจ้าโอจะตั้งค่ายเสร็จ  ไทยลาวสู้รบกันด้วยอาวุธสั้นถึงขั้นตะลุมบอน  ฝ่ายลาวล้มตายลงเป็นอันมาก  เจ้าโอเห็นท่าไม่ดีจึงสั่งถอยทัพล่าหนีไปตั้งที่เชิงเขาน้ำพุ  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/Ln5qxV6/U258ntitled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายพระณรงค์สงครามแม่ทัพฝ่ายไทย  เห็นลาวเลิกล่าถอยไปดังนั้นแล้ว  ก็ไม่ได้ติดตามตีทัพลาว  เพราะทัพลาวล่าไปโดยไม่สู้บอบช้ำจึงไม่ตาม  ขี่ม้าพาพลทหารกลับเข้าค่าย  แล้วสั่งให้หลวงพลอาษานายด่านจันทึก  ขี่ม้าคุมทหารม้า ๕๐ ม้า  เร่งรีบไปสืบข่าวทัพลาวว่า  จะตั้งพักพลรับอยู่ที่ใด  ให้ทราบการโดยละเอียดมา

          หลวงพลอาษาขึ้นม้านำพลทหารไปสืบข่าวทัพลาวได้ความแล้ว  กลับมาแจ้งข้อราชการกับพระณรงค์สงครามว่า  ได้เห็นลาวล่าไปหยุดพักพลตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ตำบลเชิงเขาน้ำพุ ๓ ค่าย  ค่ายตั้งห่างกันประมาณ ๒๐ เส้น  ไม่เห็นชักปีกกาถึงกันทั้ง ๓ ค่าย    ค่ายใหญ่ตั้งห่างไกลลำธารน้ำประมาณ ๑๐ เส้น  แต่ยังไม่ได้ขุดสนามเพลาะทุกค่าย  และลาวยังกำลังปักกรุยลงมาตามชายป่าเชิงเขาเป็นวงพาด  พิจารณาดูถ้าทางลาวจะตั้งเป็นค่ายปีกกาลงมาตามเชิงเขาอีกหลายค่าย  เมื่อดูนั้นได้ขึ้นต้นไม้สูงดูทั่วทุกกองทัพลาว  และกำลังตัดไม้ปิดหนองน้ำลำธารที่ทางเราจะไปนั้นหลายแห่ง

(https://i.ibb.co/dGb7Pj8/Untitlerwed-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระณรงค์สงครามได้ฟังดังนั้นแล้วจึงว่า  “พวกเราอย่ากลัวมัน  อ้ายลาวมันปักกรุยหลอกลวงขู่เราเท่านั้น  มันไม่อาจจะตั้งค่ายตามที่มันปักกรุยไว้ดอก  มันตั้งสามค่ายเท่านั้นเอง  พอเป็นที่พักพลของมัน  เพราะมันรักษาพวกมันเท่านั้น  ถ้าและว่ามันจะตั้งมาตามกรุยที่มันปักไว้นั้น  ก็ยิ่งดีทีเดียว  เราจะตีเอาค่ายเป็นของเรา  เราจะไม่ต้องตั้งค่ายพักพลเรา  เกิดมาเป็นชายชาติทหารอย่าย่อท้อต่อข้าศึก  ให้ตั้งใจให้ดีจะได้มีชื่อเสียงอยู่สิ้นกาลนาน”

          พระณรงค์สงครามพูดเท่านั้นแล้ว  จึงปรึกษาราชการทัพศึกกับพระยาปลัด, พระยายกกระบัตร ต่อว่า

           “เมื่อเวลาวานซืนนั้น  พวกเรายกทัพเข้าปล้นเอาค่ายเจ้าโอและพระยาสิทธิเดโชและพระยาสงครามเวียงไชย  ทั้งสามกองล่าถอยหนีเราไปครั้งหนึ่ง  ผู้คนทหารลาวบอบช้ำระส่ำระสายล้มตายมาก  จึงได้ล่าหนีไป  พวกลาวคงจะเข็ดขยาดฝีมือไทยบ้างเป็นแน่    บัดนี้เราตระเตรียมจัดการให้เป็นภูมิฐาน  ตามตำรับกระบวนพิชัยสงคราม  ตามไปตีลาวอีกสักคราวหนึ่ง  เห็นจะได้ชัยชนะ  ถ้าและว่าจะได้ชัยชนะ  ก็คงจะได้รู้กำลังข้าศึกว่าจะหนักเบาประการใด  และจะได้เป็นเกียรติยศที่พวกเราเป็นทหารอยู่เมืองหน้าศึก  ควรที่จะยกไปป้องกันรักษาเขตแดนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ก่อน  กว่าจะมีกองทัพกรุงเทพฯ ขึ้นมาเมื่อใด  ก็จะได้มีโอกาสใหญ่ได้ต่อสู้กับลาว  ครั้งนี้เราจะยกไป  ถ้าเป็นท่วงทีก็จะได้ชัยชนะ  ถ้าไม่สมหมายก็เหมือนยกทัพไปขัดตาทัพ  ปะทะปะทังกันข้าศึกไว้  ไม่หมิ่นประมาทฝีมือไทยได้  ท่านจะเห็นเป็นประการใด?”

          พระยา, พระ,หลวง, นายทัพนายกอง  ก็เห็นชอบด้วยความคิดพระณรงค์สงครามพร้อมกัน

(https://i.ibb.co/Mny1Js9/Untitledds-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระณรงค์สงครามจัดกองทัพให้พระพลสงครามกับหลวงกำแพงสงคราม เป็นนายทัพคุมทหารยกเดินอ้อมไปในป่าระนาม  เดินวกออกหลังค่ายลาว  แล้วให้ยกเข้าตีค่ายเจ้าโอทีเดียว
          จัดให้หลวงพิพิธภักดีกับขุนศรีรณรงค์  คุมพลทหารไปตั้งสกัดทางห้วยกรด  เพื่อจะรักษาต้นทางที่ลาวจะยกมาช่วยทางเมืองหนองคาย
          จัดให้พระมหาดไทยกับหลวงจ่าเมือง  คุมพลทหารเป็นนายทัพยกไปตีค่ายพระยาสิทธิเดโชลาว
          จัดให้พระสัสดีกับหลวงเสนีพิทักษ์ทวยหาญ  คุมพลทหารเป็นนายทัพยกไปตีค่ายพระยาสงครามเวียงไชยลาว
          จัดให้หลวงวังกับหลวงนา  คุมพลทหารเป็นนายทัพยกไปตีค่ายลาวที่ลำธาร  แล้วจะได้ตั้งรักษาลำธารน้ำที่อยู่ใกล้ห้วยกรดไว้  อย่าให้อ้ายลาวมาอาศัยน้ำที่ลำธารนั้นได้
          จัดให้พระนางรองกับหลวงปลัดเมืองพิมาย  คุมพลทหารเป็นนายทัพยกไปก้าวสกัดคอยตีต้นทาง  อย่าให้ลาวในค่ายหนีออกมาชวยค่ายโน้นได้เป็นอันขาดทีเดียว
          จัดให้พระยาทุกขราษฎร์กับหลวงสุระเดชา  พระศุภมาตรา  คุมพลทหารเป็นนายทัพกองเสือป่าแมวเซา
          จัดให้หลวงคลังกับขุนเทพโยธา  คุมพลทหารม้าเป็นกองร้อยคอยเหตุ  สืบราชการศึก  กับท่านผู้ใหญ่ฝ่ายแม่ทัพที่บังคับการนั้น ๆ
          แต่พระยาพรหมยกกระบัตร กับพระณรงค์สงครามเป็นทัพใหญ่  คุมพลทหารยกไปเป็นทัพกำกับและทัพหนุนทัพทั้งปวง  เพื่อว่ากองไหนล่าหลอนออกมาจากข้าศึก  จะได้จัดพลยกเข้าไปเพิ่มเติมช่วยอุดหนุนด้วย
          แต่พระยาปลัดนั้น  จัดให้คุมพลทหารอยู่รักษาบ้านเมืองกับพระยาภักดีผู้ช่วย
          จัดให้ท่านผู้หญิงโมกับพระภักดีนุชิต  คุมพลทหารหัวหมื่นขึ้นแก่เมืองนครราชสีมา  เป็นกองลำเลียงส่งเสบียงอาหารแลกระสุนดินดำ  สำหรับเพิ่มเติมทุกกองทัพ

          ได้นัดหมายเวลาและความสัญญาสังเกตฤกษ์  ให้นายทัพนายกองทั้งหลายคอยดูดวงพลุ  เป็นสัญญายกเข้าตีค่ายลาวพร้อมกันทุกทัพทุกกอง  ครั้นจัดทัพเสร็จแล้ว  ต่างทัพต่างก็แยกย้ายกันไปซุ่มทัพอยู่ไกลห่างจากค่ายลาวประมาณ ๕๐ เส้นบ้าง  ๖๐ เส้น ๗๐ เส้นบ้าง  ที่ใกล้ก็มี  ที่ไกลก็มีต่าง ๆ กันตามที่จะซุ่มทัพได้

(https://i.ibb.co/ydBWqtf/Untitsdaled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นเวลาตีสิบเอ็ดทุ่ม  พระยาพรหมยกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  สั่งให้จุดพลุขึ้นตับหนึ่งเป็นสัญญา  ฝ่ายนายทัพนายกองครั้นได้เห็นดวงพลุแล้ว  ก็พร้อมกันต้อนพลทหารโห่ร้องทะลวงฟัน  บ้างวิ่งกรูกันนำแตะทาบทับขวากหนามบ้าง  บ้างก็ถอนขวากกระจับ  ขนแตะทาบเข้าไป  บ้างตั้งค่ายทุบทูนำแผงแตะบังตัวบังปืนเข้าไปใกล้ค่ายลาวได้  บ้างก็ฟันค่าย เย่อค่าย ปีนค่าย เข้าไปในค่ายลาวได้บ้าง  พลทหารไทยไล่ฆ่าฟัน แทง ยิงปืน แย่งระดมเป็นโกลาหล  พลทหารลาวล้มตายลงเป็นอันมาก  บ้างแหกค่ายหนีไปได้บ้าง

          ฝ่ายเจ้าโอ และพระยาสิทธิเดโช และพระยาสงครามเวียงไชย  แม่ทัพใหญ่ฝ่ายลาวทั้งสามนาย  ไม่ทันรู้ตัวจะแต่งพลทหารออกต้านทานสู้รบไม่ทันท่วงที  ก็ทิ้งค่ายทั้งสามตำบลแตกหนีไป  ครั้งนั้นทัพไทยตีลาวได้สามค่าย  ได้ช้าง ม้า  ธัญญาหาร  เครื่องสรรพาวุธปืนใหญ่น้อยไว้มาก

(https://i.ibb.co/nQJyMZT/Untitleeed-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระณรงค์สงครามสั่งให้ทหารนำช้างไปบรรทุกข้าวในค่ายหลวงส่งไปไว้ในเมืองนครราชสีมาทั้งสิ้น  แต่ค่ายลาวทั้งสามตำบลนั้นให้เผาเสีย  ไม่ให้เอาไว้เป็นกำลังศึกต่อไป  จับได้ลาวที่ป่วยไข้แลล่าหลอนหนีไปไม่ทันนั้น  จับได้ ๒๖๐ คน  พาลาวเชลยขังไว้ใช้การในเมือง  พระยายกกระบัตรสั่งให้กรมการ นายทัพนายกอง  ตั้งระวังรักษาด่านทางทุกช่องโดยกวดขัน..”

(https://i.ibb.co/qLHgXx2/Untitgfled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          * ให้อ่านยาวมาถึงตรงนี้  เราได้เห็นแล้วว่า  ในครัวชาวโคราชที่ลาวกวาดต้อนไปเวียงจันทน์นั้น  มิใช่เป็นชาวบ้านสามัญชนที่อ่อนด้อยความรู้ความสามารถทั้งหมด  หากแต่มีชนชั้นขุนนางข้าราชการระดับ พระยา คุณพระ คุณหลวง ขุน หมื่น  รวมอยู่จำนวนไม่น้อย  ท่านเหล่านั้นเพิ่งจะมาปรากฏนามตอนที่คุณพระณรงค์สงครามมอบหมายหน้าที่ให้ยกกำลังเข้าตีทัพเจ้าโอนี่เอง  ตอนนี้เป็นทีของชาวโคราชบ้างแล้ว

          กองทัพชาวโคราชรบลาวด้วยต้นทุนความโกรธแค้น (โดยเฉพาะกองทัพของท่านผู้หญิงโม) เพราะทหารลาวได้กระทำย่ำยีสตรีและและศักดิ์ศรีชาวโคราชไปมากเหลือเกิน

          กองทัพเจ้าโอถูกพระณรงค์สงคราม เสนาธิการใหญ่ฝ่ายไทยวางแผนโจมตีแตกกระเจิดกระเจิงไปจากเชิงเขาน้ำพุแล้ว  เรื่องราวจะเป็นอย่างไร  เมื่อไรกองทัพใหญ่จากกรุงเทพฯ จะปรากฏโฉม  อดใจรอไว้อ่านในวันพรุ่งนี้  และวันต่อ ๆ ไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๔ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต
Cr. Picture By E.Q.Plus Official Channel


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 21, มีนาคม, 2563, 12:10:21 AM
(https://i.ibb.co/x5WPTvv/unnameed-1.jpg) (https://imgbb.com/)
ขอบขอบคุณเจ้าของภาพนี้จาก Internet

- อานามสยามยุทธ ๑๐ -

ค่ายเจ้าโอแตกยับเป็นซ้ำสอง
ไทยครอบครองอาวุธช้างม้าข้าว
เผาค่ายทิ้งมิไว้ให้อยู่ยาว
อนุรับทราบข่าวแล้วหนาวใจ

สั่งตั้งค่ายรายรับทัพสยาม
เพิ่มจากสามเป็นห้าค่ายทัพใหญ่
ทุ่งส้มป่อยคอยรับรบทัพไทย
แล้วตั้งในช่องทางหลายตำบล


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน  “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กองทัพเมืองนครราชสีมายกเข้าโจมตีกองทัพเจ้าโอที่เชิงเขาน้ำพุตามแผนของพระณรงค์สงครามแตกกระจัดกระจายไปในคืนเดียว  ฝ่ายไทยยึดได้อาวุธยุทโธปกรณ์เสบียงอาหารเป็นอันมาก วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/Rzk6M6D/Untitlr5ed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายเจ้าอนุทราบว่ากองทัพทั้งสามค่ายนั้นแตกเสียแก่ไทยแล้ว  จึงสั่งให้พระยานรินทรคุมพลทหาร ๓,๐๐๐ ยกมาตั้งค่ายใหญ่  อยู่ที่ตำบลหนองบัวลำภู  แล้วให้ท้าวอินทร ท้าวสุนทร คุมพลทหาร ๒,๐๐๐ มาช่วยเพิ่มเติมรักษาค่ายที่หนองบัวลำภู  สมทบกับพระยานรินทรด้วยเป็นพล ๕,๐๐๐

           แต่เจ้าอนุนั้นยกรี้พล ๑๐,๐๐๐ เศษขึ้นไปตั้งพักพลอยู่ที่ตำบลทุ่งส้มป่อย  พักพลพอปรกติแล้วสั่งให้ตั้งค่ายมั่นลงที่ทุ่งส้มป่อย ๕ ค่าย  ชักปีกกาถึงกันทุกค่าย  ขุดสนามเพลาะปักขวากหนามตามพิชัยสงครามมั่นคงแข็งแรงแล้ว  จึงสั่งให้พระยาเชียงขวาเป็นนายทัพมีพลทหารรักษาค่ายอยู่ ๕,๐๐๐

           แล้วเจ้าอนุก็ยกพลทหารขึ้นไปถึงที่ตำบลเขาสารเป็นทางช่องแคบ  และเป็นทางสองแยก  เจ้าอนุสั่งให้หยุดทัพพักพลแล้วจึงสั่งให้ตั้งค่าย ๗ ค่าย  ชักปีกกาถึงกัน  ขุดสนามเพลาะปักขวากหนามทำการมั่นคง  และตั้งค่ายละเมาะปีกกาเป็นวงพาด  โอบเขาลงไปถึงเชิงเขาสองด้านเป็นที่รับข้าศึก (ด้วยทางที่เขาสารช่องแคบนี้เป็นที่สำคัญกว่าทุกแห่ง  เปรียบเหมือนประตูเวียงจันทน์ก็ว่าได้  ถ้าเสียค่ายที่ตำบลเขาสารช่องแคบแก่ไทยแล้ว  ก็เหมือนเสียเวียงจันทน์เหมือนกัน)

(https://i.ibb.co/0Kwsjq9/Untitledsd-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้นเจ้าอนุจัดตั้งค่ายประตูหอรบที่เขาสารเสร็จแล้ว  จึงสั่งให้เจ้าสุทธิสารบุตรผู้ใหญ่ถืออาญาสิทธิ์  เป็นแม่ทัพใหญ่ได้บังคับบัญชาทุกทัพทุกกอง  คุมพลทหาร ๒๐,๐๐๐ อยู่รักษาค่ายเขาสารทั้ง ๗ ค่าย

           ให้พระสุโภกับชานนท์ขุนนางผู้ใหญ่  อยู่ช่วยเจ้าสุทธิสารเป็นปีกขวาและปีกซ้าย
           ให้พระสินธพคุมทหารม้า ๕๐๐ เป็นกองคอยเหตุ
           ให้พระยาประสิทธิ์คชเดช  เป็นแม่กองทัพช้าง ๔๐๐ อยู่ช่วยเจ้าสุทธิสารสู้รบกับไทย

           แล้วเจ้าอนุสั่งให้เจ้าโอเป็นแม่ทัพคุมทหาร ๕,๐๐๐ ยกรุดเร่งรีบไปตั้งค่ายปิดทางทุ่งบกหวาน  ริมฝั่งแม่น้ำโขงท่าข้ามจะขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์ก็ได้  ทางนี้เป็นทางฝ่ายตะวันออกแห่งเมืองกบินทร์แลปราจีนที่ไทยจะขึ้นมาโดยง่ายให้ปิดไว้ให้มั่นคง  (เจ้าโอยกกองทัพไปคราวนี้รี้พลช้างม้ามากมาย  แต่หาปรากฏในจดหมายเหตุว่าเท่าใดไม่  จึงไม่ทราบจำนวนคนตลอดว่าช้างม้าเท่าใด  ดั่งเช่นที่มีมาทึกทัพทุกกอง)

(https://i.ibb.co/8XWDCt9/Untit22led-12.jpg) (https://imgbb.com/)

           เจ้าอนุสั่งให้เจ้าพิมพิสารคุมคน ๖๐ คน  ขึ้นม้าถือหนังสือไปให้เจ้าหน่อคำผู้หลาน  ซึ่งยกกองทัพไปตีบ้านเล็กเมืองน้อยข้างฝ่ายเหนือนั้น  ให้เจ้าหน่อคำรีบยกกลับมารักษาค่ายทุ่งส้มป่อย  ช่วยกับพระเชียงขวา  เจ้าหน่อคำก็รีบมารักษาค่ายทุ่งส้มป่อยตามในหนังสือบังคับ      แต่ครัวที่เจ้าหน่อคำตีกวาดต้อนมาได้แต่เมืองเหนือนั้น  เจ้าหน่อคำใช้ให้เชียงผากับคำเกิดคุมครอบครัวไปส่งยังเมืองเวียงจันทน์  แต่ยังหาทันถึงเมืองเวียงจันทน์ไม่  พวกครอบครัวมีความเดือดร้อนเพราะถูกข่มขี่จึงลุกขึ้นพร้อมกัน  เกิดรบราฆ่าฟันกันกลางทาง  พวกครัวหนีไปเมืองหลวงพระบางได้บ้าง  ไปเมืองเชียงแสนบ้าง  ไปเมืองเชียงรุ้งบ้าง  ไปเมืองหล่มสักบ้าง  ไปเมืองพวนบ้าง    เชียงผา,คำเกิด นายทัพกวาดต้อนครอบครัวไปเมืองเวียงจันทน์ได้บ้าง ๒ ส่วน  ที่หนีไปเมืองต่าง ๆ นั้นสัก ๖ ส่วน

            (เจ้าอนุจัดแจงการป้องกันรักษาด่านทางเขตแดนเมืองเวียงจันทน์นั้น  ทั้งชั้นนอกแลชั้นในเป็นการกวดขันมั่นคงโดยสามารถแข็งแรงยิ่งนัก  ถ้าจะว่าตามธรรมเนียมศึกสงคราม  ถึงอาชญาสิทธิ์พม่าก็สู้อาชญาสิทธิ์ลาวไม่ได้  เพราะลาวนับถือกันตามเพศเจ้านายเชื้อวงศ์ยิ่งกว่าพม่า  ลาวจัดการผู้คนสิทธิ์ขาดกว่าพม่า  และลาวครั้งนี้จัดการแข็งแรงเป็นอย่างเอก  จะหาศึกอื่นในพงศาวดารหรือจดหมายตุเก่าแก่มาเปรียบ  สู้ศึกนี้ยากนัก  ทแกล้วทหารรี้พลช้างม้าก็มีบริบูรณ์  เพราะเมืองเวียงจันทน์มีเมืองขึ้นมาก  ช้างม้าก็หาสะสมช้านาน  ผู้คนก็มีมาก  เพราะบ้านเมืองไม่ได้เสียแก่ใครเลย  เสบียงอาหารมาส่งกันโดยง่าย  เพราะเป็นทางใกล้กันหามาส่งกันได้เร็ว  เพราะฉะนั้นจึงว่าเจ้าอนุมีพร้อมด้วยพิริยะโยธากล้าหาญบริบูรณ์  หน้าที่จะทำศึกกับเมืองใดเมืองนั้นก็จะปราชัย  เพราะบริบูรณ์ด้วยกำลังทั้ง ๔ คือ   ผู้คน ๑   เสบียงอาหาร ๑   พาหนะช้างม้าโคกระบือ ๑   ทรัพย์สมบัติ ๑   บริบูรณ์พร้อมกันทั้งสี่  แต่ปัญหาลาวไม่สามารถจะต่อสู้กับไทยได้  กับบารมีไม่คู่ควรใกล้เคียงจะต่อสู้กับกรุงเทพฯ ได้  จึงแพ้สิ้นทุกที  เพราะสู้พระบรมกฤษฎาเดชาภินิหารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพฯ ไม่ได้)

(https://i.ibb.co/zP82ZxM/Untitlesdd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายที่กรุงเทพมหานคร  เมื่อเดือนสามปีจออัฐศกนั้น  พระยาไชยวิชิตผู้รักษากรุงเก่า  มีหนังสือบอกลงมากรุงเทพฯ ฉบับ ๑   วางยังศาลาเวรมหาดไทย  เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย) ที่สมุหนายก  นำหนังสือบอกกรุงเก่าขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา  มีใจความว่า  ราษฎรทั้งหลายเห็นพวกลาวเมืองเวียงจันทน์ลงมากวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองสระบุรีพาขึ้นไปเป็นอันมาก  เหตุผลต้นปลายประการใด  ยังสืบไม่ทราบเกล้าทราบกระหม่อม  แต่ได้ใช้ให้กรมการขึ้นม้าเร็วไปสืบแล้วยังไม่กลับลงมา  ถ้าได้ความประการใด  จึงจะบอกลงมากราบบังคมทูลพระกรุณาต่อครั้งหลัง

(https://i.ibb.co/JtnvJX3/l16-10.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว  จึงทรงพระราชดำริโดยพระราชวิจารณ์ด้วยพระปรีชาไวในทันใดนั้น  ทรงทราบว่าเจ้าอนุเป็นขบถแน่  มีพระบรมราชโองการมานบัณฑูรสุรพสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม  สั่งแก่พระอินทรเทพเจ้ากรมพระตำรวจ  ให้หาเรือเร็วรีบเร่งขึ้นไปสืบราชการศึกลาวที่เมืองสระบุรีให้ได้ความมาโดยเร็ว  ให้หลวงศุภมาตราผู้ถือหนังสือบอกกรุงเก่ามานั้น  เป็นผู้นำพระอินทรเทพขึ้นไปเมืองสระบุรี  จะได้ชี้ตำแหน่งตำบลที่ลาวสระบุรีหนีไปกับลาวเวียงจันทน์นั้นทุกแห่ง

           แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระพิเรนทรเทพ (ขำ) เจ้ากรมพระตำรวจบุตรเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน)  กับพระราชเสนาปลัดบัญชีกรมมหาดไทย  คุมคน ๖๐ รีบเร่งขึ้นไปสืบราชการศึกลาวที่เมืองสระบุรี  แล้วให้เดินบกขึ้นไปจากเมืองสระบุรี  ตลอดถึงเมืองนครราชสีมา

           แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระหฤทัยเจ้ากรมพระตำรวจหลัง  กับหลวงเสนีพิทักษ์ในกรมมหาดไทย  คุมคน ๕๐ เดินบกขึ้นไปสืบราชการศึกลาว  โดยทางเมืองปราจีนบุรีแลเมืองกบินทร์บุรีให้ได้ความมาชัดเจน

           แล้วโปรดให้พระยาราชวังสันคุมแขกอาสาจาม ๔๐๐   ไปจัดแจงซ่อมแซมเรือรบเรือไล่ไว้ให้พร้อม  เพื่อจะได้ป้องกันรักษาพระมหานคร......”

(https://i.ibb.co/JFL19zt/Untitlesed-7.jpg) (https://imgbb.com/)

           * ท่านผู้อ่านครับ  เขาสารช่องแคบที่หนองบัวลำภูจะกลายเป็นสรภูมิรบที่ดุเดือดระหว่างทหารไทย-ลาว  เพราะเจ้าอนุตั้งค่ายมั่นรอรับทัพไทยอยู่ที่นั่น  ดูการจัดกระบวนทัพของเจ้าอนุแล้วก็เห็นว่าน่าจะต้านทานทัพไทยได้แน่  แต่เมื่อถึงเวลารบกันจริงก็ต้องดูว่าฝ่ายไทยจะมีฝีมือถล่มทลายค่ายลาวได้หรือไม่เพียงใด

           พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมิได้รับหนังสือบอกจากเมืองนครราชสีมา  เพียงทรงทราบข่าวว่ามีลาวเวียงจันทน์มากวาดต้อนลาวสระบุรีไป  ก็ทรงทราบโดยพระปรีชาว่า  เจ้าอนุเป็นกบฏแล้ว  จึงโปรดให้ทหารเร่งสืบข่าวศึกลาวทันที  และเตรียมเรือไว้ป้องกันพระมหานครด้วย  เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป  พรุ่งนี้เข้ามาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๕ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต
Cr. Picture By E.Q.Plus Official Channel


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 21, มีนาคม, 2563, 10:18:40 PM
(https://i.ibb.co/DYshLNV/Untit25led-1010.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๑๑ -

พระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบข่าวศึก
เรื่องตื้นลึกโคราชไม่ขาดหล่น
กับเรื่องเจ้าอุปราชกวาดต้อนคน
ทั้งเบื้องต้นเบื้องปลายจากรายงาน

จึงโปรดเกล้าฯจัดทัพขึ้นขับไล่
รุกลาวจนพ้นไทยในทุกด้าน
จับอนุเวียงจันทน์อันธพาล
อย่าปล่อยพล่านลอยนวลรบกวนไทย


           อภิปราย ขยายความ........................

           เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง)  มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทราบข่าวการกวาดต้อนผู้คนทางเมืองสระบุรี  จึงตรัสสั่งให้ข้าหลวงออกสืบข่าวศึกทุกทิศทาง  วันนี้มาอ่านเรื่องราวกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/NVbHMty/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

            “ครั้งรุ่งขึ้นอีกสองวัน  มีหนังสือบอกเมืองกบินทร์บุรี  ให้หลวงแพ่งกรมการถือเข้ามาโดยทางบกด้วยม้าเร็วฉบับหนึ่ง  วางยังศาลาเวรมหาดไทย  เจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายกนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาใจความว่า

(https://i.ibb.co/fxXJfR2/Untedfitled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          “พลเมืองลาวสุวรรณภูมิและเมืองสุรินทร์,  เมืองสังขะ,  เมืองเขมา,  แตกตื่นพาครอบครัวอพยพเดินทางมาอาศัยยังเมืองกบินทร์บุรี  กรมการเมืองกบินทร์บุรีไต่ถามก็ได้ความว่า  เจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นขบถ  คิดประทุษร้ายต่อกรุงเทพมหานครฯ  เจ้าอนุยกกองทัพใหญ่ลงมาตีเมืองนครราชสีมาแตกแล้ว  เจ้าอนุจึงให้เจ้าราชบุตรผู้เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์  ยกกองทัพมาตีเมืองชัยบุรี ๑   เมืองนครพนม ๑   เมืองมุกดาหาร ๑   เมืองอุบลราชธานี ๑   เมืองยโสธร ๑   เมืองศรีษะเกษ ๑   เมืองเดชอุดม ๑   รวม ๗ เมือง  เจ็ดเมืองนี้เป็นเมืองใหญ่  และเมืองเล็กเมืองน้อยตามลำแม่น้ำโขงนั้นหลายเมือง  กองทัพเวียงจันทน์กวาดต้อนพาครอบครัวพลเมืองที่ว่ามานี้  ขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์เป็นอันมาก  แต่เมืองสุวรรณภูมินั้นยังไม่เสียแก่ทัพเวียงจันทน์  เพราะว่าเจ้าศรีวอเจ้าเมืองสุวรรณภูมิกับหัวเมืองขึ้นใกล้เคียงช่วยกันรักษาเมืองไว้ได้”

           ฝ่ายพระยากบินทร์ได้แต่งให้ท้าวสุริยะเทพ กับท้าวเทพวงศ์ และหลวงพลสงครามกับขุนชำนาญสิงขรเขตนายด่าน  พร้อมกันคุมไพร่ไทยลาว ๕๐ คน ไปสืบราชการศึกลาว  ไปกลับมาได้ความว่า

            “ซึ่งได้ทรงพะมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมาขึ้นไปห้ามปรามเจ้าเมืองขุขันธ์บุรีวิวาทรบกันกับพระปลัดเมืองขุขันธ์  บัดนี้พระยาขุขันธ์กลับใจไปเข้าด้วยเจ้าอนุแล้ว

          พระยาขุขันธ์เกณฑ์ผู้คนไว้ได้มาก  จะยกเข้าล้อมจับเจ้าพระยานครราชสีมาส่งไปให้เจ้าอนุเวียงจันทน์  แต่พระปลัดขุขันธ์เป็นคนอริกันกับพระยาขุขันธ์  พระปลัดจึงได้เก็บข้อความที่ลับของพระยาขุขันธ์จะทำร้ายแก่เจ้าพระยานครราชสีมานั้น  มาบอกแก่พระเทพภักดีผู้บุตรเจ้าพระยานครราชสีมา  เจ้าพระยานครราชสีมารู้ตัวก่อน  จึงพาพระปลัดเมืองขุขันธ์บุรีกวาดต้อนครอบครัวเมืองขุขันธ์ที่ควรจะพาไปได้ก็พาไปมาก

(https://i.ibb.co/k8Km9Gy/Untit3uled-13-0.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นเวลาสามยามดึกสงัด  เจ้าพระยานครราชสีมากับพระปลัดได้นำไฟจุดเผาบ้านเรือนนอกเมืองขุขันธ์  แล้วก็ยกกองทัพรีบหนีออกจากเมืองขุขันธ์บุรีหนีไปทางใต้  จะไปเมืองเขมรหรือจะมาทางช่องเสม็ด  ลงมาทางเมืองกบินทร์บุรีก็ยังไม่แจ้ง  แต่พระยากบินทร์ได้สั่งให้กรมการจัดคน ๒๕๐ คน  เกวียน ๖๐ เล่ม โคต่างร้อยหนึ่ง  บรรทุกเสบียงอาหารพร้อม  ให้พระพรหมภักดีจางวางกองนอก  กับหลวงวิชัยสงครามเป็นนายกอง  คุมไพร่แลเกวียนโคต่างออกไปตั้งอยู่ที่ช่องเสม็ดและทางเชิงผาภูมิ  เป็นทางแยกมาแต่ช่องเรือแตก  ให้คอยจ่ายเสบียงอาหารให้เจ้าพระยานครราชสีมา  เผื่อจะเข้ามาทางนั้นยังเมืองกบินทร์  แล้วแต่งให้หลวงยกกระบัตรกับขุนโจมจัตุรงค์นายด่าน  คุมช้าง ๒๐ เชือกกับไพร่ ๕๐ คน  ไปต้อนรับเจ้าพระยานครราชสีมา จนถึงเขตแดนเขาลีผีฝ่ายเขมรด้วยแล้ว”

           พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบข้อความตามหนังสือบอกของพระยากบินทร์ดังนั้นแล้ว  ก็ทรงพระราชดำริว่า     “พระยากบินทร์ลงใจแก่ราชการโดยละเอียดอย่างยิ่ง  จะหาขุนนางหัวเมืองสู้ยาก”     จึงพระราชทานเงินออกไปให้ใช้ในการจัดการรับส่งเจ้าพระนครราชสีมานั้น ๕๐ ชั่ง  เสื้อผ้า ๒๐๐ สำรับ

(https://i.ibb.co/mJbCwzj/Untitldsfed-3.jpg) (https://imgbb.com/)

           ในวันนั้นพอหนังสือบอกเมืองนครราชสีมา  ซึ่งหลวงบุรินทร์ถือมาทางบก  ก็ถึงกรุงเทพฯทีหลังเมืองกบินทร์บุรีแปดชั่วโมง  วางยังศาลาเวรมหาดไทย  เจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายกนำพาหลวงบุรินทรและนำหนังสือบอกฉบับนี้ที่สำคัญขึ้นทูลเกล้าทูลกะหม่อมถวาย  ได้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้วใจความว่า

            “เจ้าอนุเวียงจันทน์ยกกองทัพใหญ่ลงมาล้อมตีเมืองนครราชสีมา  กวาดต้อนครอบรัวพลเมืองทั้งสิ้น  แล้วเจ้าอนุตั้งอยู่นอกเมืองทำค่ายใหญ่โต  คิดจะทำป้อมพูนดินทำสะพานข้ามคลองและลำธาร  ทำทางบกทางป่าเป็นที่มั่นแรมปี  และปลูกยุ้งฉางถ่ายเสบียงอาหารสะสมไว้มากมาย  ทำการกวดขันแข็งแรงมาหลายวัน  ครั้นภายหลังเจ้าอนุเผาบ้านเรือนยุ้งฉาง  ทำลายล้างกำแพงป้อมหอรบเสียสิ้นทั้งหมด  ชั้นแต่ห้วยคลองที่เจ้าอนุคิดจะทำสะพานข้ามนั้น  ก็ทำลายเผาหมด  เจ้าอนุก็เผาค่ายที่อยู่เสียแล้วก็ยกล่าเลิกไปตั้งมั่นที่ตำบลอื่น

(https://i.ibb.co/kKfLzdD/Untitl1ed-11.jpg) (https://imgbb.com/)

           ข้าพระพุทธเจ้าพระยาปลัด  พระยายกกระบัตร  พระณรงค์สงคราม  พร้อมด้วยท่านผู้หญิงโม  คิดร่วมใจกันเป็นกลอุบายหลอกล่อลาวให้หลงกลอุบาย  แล้วจึงได้คิดเป็นการจลาจล  ลุกขึ้นรบฆ่าลาวที่คุมครัวไปนั้นตายมาก  แล้วก็คิดแก้ไขกลับตีพาครอบครัวคืนมาบ้านเมืองได้  แล้วได้แต่งกองทัพไทยไปติดตามตีทัพลาวที่ล่าไปนั้น  ได้สู้รบกันเป็นสามารถ  ลาวแตกหนีไปถึงสองตำบล  ไพร่พลลาวตายมาก  ไทยเก็บได้เครื่องศาสตราวุธช้างม้าโคต่างเกวียนกระบือ  และจับได้ลาวเชลยนั้นมาก  ลาวข้าศึกเสียค่ายแก่กองทัพเมืองนครราชสีมาถึงสองตำบล  รี้พลตายมากก็แตกหนีเข้าป่าไปไกล  แล้วลาวได้ตั้งค่ายใหญ่อีกหลายตำบลในป่า  กองทัพเมืองนครราชสีมาเห็นเหลือกำลังจะตามตีต่อไปอีกไม่ได้  จึงกลับมารักษาบ้านเมืองไว้นี้  เตรียมการที่จะป้องกันบ้านเมืองต่อไป  กับได้แต่งให้พระพลสงครามไปสืบดูลาวจะทำประการใด  เห็นลาวตั้งค่ายใหญ่มั่นอยู่  จะลงมาตีเมืองนครราชสีมาอีก  หรือจะยกลงไปตีกรุงเทพฯ ทางเมืองนครนายก เมืองกบินทร์บุรี เมืองปราจีนบุรี  หาทราบเกล้าทราบกระหม่อมไม่  ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ ขอเดชะ”

(https://i.ibb.co/zn9CLvC/Untitleadd-10-20.jpg) (https://imgbb.com/)

           พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าวศึกตามหนังสือบอกทั้งสามฉบับนั้นแล้ว  จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งเจ้าพระยายมราชให้ถอดนักโทษพม่าและทวายที่ฉกรรจ์ออกจากคุก  จะโปรดเกล้าฯ ให้ไปทัพต่อสู้กับลาว  แล้วพระราชทานเสื้อผ้าเงินตราเป็นรางวัลแก่พม่าและทวาย

(https://i.ibb.co/Js6G676/Untitldfed-9.jpg) (https://imgbb.com/)

           โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิชัยบุรินทรา กับพระยาเพชรปราณี  เป็นแม่ทัพคุมพม่าและทวายรวม ๕๐๐ คน  รีบเร่งยกขึ้นไปช่วยรักษาเมืองนครราชสีมาโดยเร็ว
           แล้วมีพระราชโองการดำรัสสั่งเจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายก  ให้เกณฑ์กองทัพพลฉกรรจ์ลำเครื่อง ๕๖,๐๐๐
           แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรเสนา กับพระยาอภัยโนริด  เป็นแม่ทัพคุมพลทหาร ๕๐๐ ยกขึ้นไปตั้งค่ายรับลาวอยู่ที่ตำบลบ่อโพงแขวงกรุงเก่า
           โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาอัครมหาเสนา (ชื่อน้อย) ที่สมุหกลาโหม  เป็นแม่ทัพบกคุมทหาร ๑,๐๐๐ ยกขึ้นไปตั้งค่ายรับลาวอยู่ที่ตำบลเพนียดจับช้างกรุงเก่า
           โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเดชอดิศร  เป็นแม่ทัพคุมพลทหาร ๕๐๐ ยกขึ้นไปตั้งค่ายรับลาวอยู่ที่ตำบลนอกเมืองปราจีนบุรี
           โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชเดโช  เป็นแม่ทัพคุมพลทหาร ๕๐๐ ยกขึ้นไปตั้งค่ายรับลาวอยู่ที่เมืองกบินทร์บุรี
           โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิชัยวารี (ชื่อโต)  เป็นแม่ทัพคุมพลทหาร ๕๐๐ ยกไปตั้งค่ายรับลาวอยู่ที่ตำบลท้องทุ่งสามแสนริมวัดสะพานสูง
           โปรดเกล้าฯ ให้พระยาเดโชท้ายน้ำ  เป็นแม่ทัพคุมทหาร ๕๐๐ ยกไปตั้งค่ายรับลาวอยู่ที่ริมทุ่งวัวลำพอง (คือทุ่งหัวลำโพง) ชักปีกกาโอบไปจนถึงทุ่งบางกะปิ......”

           * จากนี้ยังได้โปรดเกล้าฯ ตั้งแม่ทัพนายกองให้ปฏิบัติหน้าที่อีกเป็นอันมาก  แต่วันนี้เห็นควรยุติความไว้เพียงนี้ก่อน  พักสายตาสายใจไว้แค่นี้  เพื่อไว้อ่านกันต่อในวันพรุ่งนี้ครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๖ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต
Cr. Picture By E.Q.Plus Official Channel


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, มีนาคม, 2563, 10:21:44 PM
(https://i.ibb.co/f4kgKsG/9786162571855l.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๑๒ -

ตรัสสั่งเจ้าพระยายมราช
อย่าประมาทศัตรูผู้น้อยใหญ่
จัดป้องกันบำรุงแต่งกรุงไกร
เตรียมพร้อมไว้ทุกประตูสู้ศึกลาว

ตรัสให้กรมพระราชวังฯจัดตั้งทัพ
ครั้นพร้อมสรรพยกไปให้อื้อฉาว
ตีเวียงจันทน์ยึดให้สิ้นถิ่นลาวกาว
อย่าซ้ำคราวก่อนที่ปรานีมัน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับทราบจากหนังสือรายงานราชการจากเจ้าเมืองกบินทร์บุรี  และจากเมืองนครราชสีมาแล้ว  ทรงตรัสสั่งให้นายทัพนายกองยกกำลังไปตั้งสกัดลาวตามลู่ทางต่าง ๆ ที่เห็นว่าจะเป็นทางเดินทัพของข้าศึก  วันนี้มาอ่านกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/sRmgD0w/Untitls-ed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าศิริ  เป็นแม่ทัพคุมพลทหาร ๕๐๐ ยกไปตั้งค่ายรับลาวอยูที่ท้องทุ่งสนามกระบือวัดพรหมสุรินทร์  ตั้งค่ายปีกกาโอบหัวสวนขึ้นไปจนถึงวัดช่องลม และวัดดุสิต  ริมคลองส้มป่อยสามเสน
          โปรดเกล้าฯ ให้พระยานครอินทร์รามัญกับพระยาเกียรติ์รามัญ  คุมพลทหารรามัญ ๓๐๐  ยกไปตั้งค่ายระวังต้นทางด้านตะวันออกอยู่ที่ท้องทุ่งพระโขนง  ชักปีกกาโอบลงไปถึงบางพลี  บางโฉลง  บางวัว

(https://i.ibb.co/tc09KD1/Untitldfdred-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          โปรดเกล้าฯ ให้พระยาอัครนิกร  แม่กองทหารปืนใหญ่  คุมพลทหารปืนใหญ่ ๕๐๐ ไปทอดทุ่นขึงโซ่ปิดที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ  ที่บนป้อมปีกกาตามฝั่งน้ำหน้าเมืองสมุทรปราการนั้น  ก็ให้มีทหารปืนใหญ่ขึ้นประจำรักษาครบหน้าที่ทุกป้อม  พร้อมด้วยกระสุนดินดำ

          แล้วโปรดเกล้าฯ ดำรัสสั่งเจ้าพระยายมราช  จัดแจงตกแต่งการป้องกันรักษาพระนครทั้งปวงเป็นสามารถแข็งแรงยิ่งนัก  เจ้าพนักงานลากปืนใหญ่ขึ้นประจำบนป้อมทุกป้อมรอบพระนคร  และประตูช่องกุฏรอบกำแพงพระนครนั้น  มีไม้ซุงปักขัดขวางปิดบานประตูไว้ทุกประตูรอบพระนคร  แต่ประตูใหญ่ตามกำแพงพระนครนั้น  มีไม้ซุงขันช่อกว้านขึ้นแขวนไว้บนซุ้มประตู  ประตูละสามต้นสี่ต้น  สำหรับจะได้ตัดให้พลัดตกลงมาถูกข้าศึก  เมื่อเข้ามาล้อมใกล้ทำลายประตูนั้น  และประตูคลองน้ำที่ใต้สะพานข้างริมกำแพงพระนคร  ก็มีไม้ซุงปักเป็นเขื่อนปิดไว้ทุก ๆ ปากคลอง  ที่กลางเขื่อนนั้นเปิดเป็นช่องเล็ก ๆ ไว้แต่พอให้เรือเล็กน้อยแจวพายเข้าออกได้บ้างเมื่อข้าศึกยังไม่มาติดล้อมถึงพระนคร

(https://i.ibb.co/6Ffvh2S/Untitleewd-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          โปรดเกล้าฯ เจ้าพระยาพลเทพจัดแจงตระเตรียมข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉางหลวง  จ่ายให้กองทัพให้พอราชการ  และให้เจ้าพนักงานกรมนา ขนข้าวเปลือกในฉางหลวง  หน้าวัดมหาธาตุนอกกำแพงพระนคร  เข้าไปไว้ที่ฉางหลวงเชิงสะพานช้างโรงสีให้สิ้นทุกฉาง  จะได้จับจ่ายใช้ราชการเมื่อศึกมาประชิดติดชานกำแพงพระนคร

          แล้วโปรดเกล้าให้กรมพระสุรัสวดี  เกณฑ์เลขสมกำลังในพระราชวงศานุวงศ์  และข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลาย  มารวบรวมให้เป็นหมวดเป็นกอง ให้มีนายกองนายหมวดควบคุม  ขึ้นประจำซองรักษาหน้าที่เชิงเทินบนกำแพงพระนครทุกด้านรอบพระนคร  มีเครื่องสรรพาวุธประจำครบมือทุกคน  เวลากลางคืนมีกองตรวจตราตระเวนตลอดรุ่งรอบพระนคร  จัดแจงการป้องกันรักษาพระนครโดยาสมารถ  เพราะข่าวศึกรีบรัดมาเร็ว

(https://i.ibb.co/my0qGqW/Untitlsded-8.jpg) (https://imgbb.com/)

          แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาอัครมหาเสนาที่สมุหกลาโหม  มีท้องตราพระคชสีห์ให้พระยาศรีสรราช กับพระยาสุรินทรามาตย์  ออกไปเกณฑ์กองทัพหัวเมืองปักษ์ใต้ให้ได้คน ๑๐,๐๐๐   ในท้องตรานั้นโปรดให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์  คุมทัพเรือเข้ามาช่วยราชการสงครามป้องกันรักษาพระนครโดยเร็ว  แล้วมีตราพระคชสีห์อีกสามฉบับถึงพระยาราชบุรี  พระยาเพชรบุรี  พระยาสมุทรสงคราม  ให้ขนข้าวเปลือกเข้ามาเพิ่มเติมในกรุงเทพฯ  จะได้จับจ่ายให้เป็นกำลังแก่กองทัพหัวเมืองปักษ์ใต้  และกองทัพในกรุงที่รักษาพระนครด้วย

          แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราพระราชสีห์ถึงพระยาสุพรรณ และพระยาอุทัยธานี  ให้เกณฑ์กองทัพออกไปรักษาด่านทางข้างแดนพม่า  อย่าให้มีเหตุร้ายแรงขึ้นได้

(https://i.ibb.co/zPTWTkJ/Untit98led-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการ  ดำรัสสั่งให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นแม่ทัพหลวงถืออาญาสิทธิ์  คุมพลทหารฉกรรจ์ลำเครื่องในกรุงและหัวเมือง ๑๐,๐๐๐ เศษ  โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จขึ้นไปพักที่เมืองสระบุรีก่อน  เพื่อจะได้รวบรวมรี้พลหัวเมืองฝ่ายเหนือจะมาพร้อมกันที่นั้น

          ครั้น ณ วันเสาร์เดือนสี่ขึ้นห้าค่ำปีจออัฐศก  ได้มหาพิชัยฤกษ์อันอุดม  ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล  ทรงเครื่องศิริราชอลังการสรรพาภรณ์บวรวิภูษา  ทรงพระมหามาลาสำหรับขัติยะราชรณยุทธทรงราชาวุธสรรพเสร็จเสด็จลงสู่เรือพระที่นั่ง  วิจิตรพิมานกาญจบัลลังก์  พร้อมด้วยเสนานิกร  นายทัพนายกองทั้งหลายฝ่ายทหารพลเรือน  ตามขบวนนาวาหน้าหลัง  สะพรั่งพร้อมล้อมตามเสด็จโดยขบวนชลมารคทั้งแห่นำ  ตามด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทรงพระพุทธไชย  พอได้พระฤกษ์พฤฒามาตยาจาริย์  ตัดไม้ข่มนามตามไสยเวทพิไชยสงคราม  เจ้าพนักงานจึงประโคมแตรสังข์พิณพาทย์ยิงปืนใหญ่ถวายพระฤกษ์สามลา  จึงเคลื่อนพลนาวาไปตามลำดับชลมารควิถี  ประทับรอนแรมไปสามเวนก็ถึงที่ประทับพลับพลา  ซึ่งกองหน้าตั้งไว้รับเสด็จที่ท่าเรือพระพุทธบาทแขวงเมืองสระบุรี  จึงเสด็จขึ้นประทับแรมพลับพลาราชอาสน์คอยกองทัพหัวเมืองที่ยังมาไม่พร้อมกันตามเกณฑ์

(https://i.ibb.co/NYKM1kK/Untitlesawd-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นพระสุริยะภักดี (ป้อม)  ซึ่งไปราชการสักเลขเมืองลาว  กลับมาพบเจ้าอนุ  เจ้าอนุยอมให้ลงมานั้น  พระสุริยะภักดีลงมาถึงกรุงเก่า  ก็พบเรือพระที่นั่งกรมพระราชวังบวรฯ ประทับร้อนอยู่ ณ ที่กรุงเก่า  จึงได้แวะเข้าเฝ้ากราบทูลชี้แจงการที่ตนได้ไปมาตลอดทุกประการ  แล้วก็รีบลงเรือล่องลงมากรุงเทพฯ  เข้าเฝ้าพระกรุณาในท้องพระโรง  กราบบังคมทูลมูลเหตุและประพฤติเหตุที่ตนได้ไปมานั้นทุกประการ  แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า

(https://i.ibb.co/WBpsJzT/Untitle85ed-6.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เมื่อลงมากรุงเก่าพบกรมพระราชวังบวรฯ ที่นั่น  ได้กราบทูลพฤติเหตุทุกประการแล้ว  กรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงทราบการที่เจ้าอนุตั้งค่ายทางไปมาทุกอย่างทุกประการตามที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นมาแล้ว”

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า    “พระสุริยะภักดีไปอยู่เมืองลาวช้านาน  เป็นคนรู้จักการงาน  ชำนิชำนาญข้างเมืองลาวมาก  และรู้จักหนทางเมืองลาวด้วย  ควรจะเป็นแม่ทัพนายกองไปกับกรมพระราชวัง  จึงจะชอบด้วยราชการ  แต่ว่าพึ่งมาถึงใหม่ ๆ ยังกำลังเหนื่อยอยู่  ให้พักหาบ่าวไพร่ผลัดเปลี่ยนผู้คนเสียใหม่  แล้วจะให้เป็นแม่ทัพนายกองยกไปเข้าในกองทัพกรมพระราชวังบวรฯ”

          อยู่มาสองสามวัน  จัดผู้คนผลัดเปลี่ยนแล้วก็กราบถวายบังคมลาขึ้นไปสมทบเข้าในกองทัพกรมพระราชวังบวรฯ ทันทีที่ท่าเรือพระพุทธบาท  เมื่อพระสุริยะภักดีเข้าไปกราบถวายบังคมเวลานั้น  ได้รับพระราชทานประคำทองคำสายหนึ่ง  หมวกทรงประพาส ๑   เสื้อเข้มขาบ ๑   รัดประคตหนามขนุนสีแดงสายหนึ่ง   กระบี่ญี่ปุ่นฝักดำด้ามคาดลวดทองเล่ม ๑   และเงินตราสามชั่งด้วย”

          * อ่านมาถึงตรงนี้  ก็ได้เห็นความรอบคอบรัดกุมในการสงครามของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วนะครับ  ทรงเริ่มจัดแจงป้องกันพระนครทั้งรอบในรอบนอกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  แล้วมีพระราชโองการดำรัสให้สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นแม่ทัพใหญ่  ยกทัพไปรบเจ้าอนุเวียงจันทน์และยึดครองลาวให้จงได้

(https://i.ibb.co/6ZyhN7K/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุเสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร จ.สมุทรปราการ

          กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์นี้  เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๑๗  ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  พระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้าอรุโณทัย  ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม  ที่กรมหมื่นศักดิพลเสพ  เคยออกศึกสงครามร่วมกันกับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  ในการรบกับพม่าทางด้านกาญจนบุรี   ครั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว  จึงสถาปนากรมหมื่นศักดิพลเสพขึ้นเป็นสมเด็จพระบวรเจ้ามหาศักดิพลเสพ  เสวยราชสมบัติ ณ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

          นอกจากมีพระราชโองการตรัสให้กรมพระราชวังบวรฯ เป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบเจ้าอนุแล้ว  ยังโปรดเกล้าฯ ตั้งแม่ทัพที่สำคัญอีกหลายท่านด้วยกัน เป็นใครบ้าง  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๗ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต
Cr. Picture By E.Q.Plus Official Channel


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, มีนาคม, 2563, 10:55:36 PM
(https://i.ibb.co/6ZyhN7K/image.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุเสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร จ.สมุทรปราการ

- อานามสยามยุทธ ๑๓ -

กรมพระราชวังบวรเจ้า
ทรงนำเหล่าพลไกรฝ่าไพรสัณฑ์
สู่นครราชสีมาไม่ช้าวัน
แล้วจัดสรรหน้าที่ตีริปู

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แต่งตั้งตัวแม่ทัพช่วยขับสู้
สี่ทัพหนุนขุนพลทุกคนรู้
ว่าเป็นผู้สามารถอย่างชัดเจน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ (กรมหมื่นศักดิพลเสพย์) ยกทัพหลวงออกจากกรุงเทพฯ ไปพักรอพลให้พร้อมอยู่ที่เมืองสระบุรี  พระสุริยะภักดีเข้าเฝ้าที่กรุงเก่า  และถวายรายงานเรื่องเจ้าอนุให้ทรงทราบ  แล้วรีบลงกรุงเทพฯ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของพระสุริยะภักดี  จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทัพนายกองเข้าช่วยในกองทัพหลวง.........  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

           “ครั้นกองทัพหัวเมืองมาพร้อมกันแล้วที่ท่าเรือพระพุทธบาท  กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งขุนนางผู้ใหญ่จัดกองทัพซึ่งจะยกไปทางสถลมารคนั้น  ตามที่ทรงพระราชดำริไว้

(https://i.ibb.co/QHNwzPp/Untitlef5d-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ให้พระยาจ่าแสนยากร ๑   พระยากลาโหมราชเสนา ๑   พระยานรานุกิจมนตรี ๑   พระยาณรงควิไชย ๑   สี่นายนี้เป็นนายทัพหน้าที่หนึ่ง
          กรมหมื่นนเรศร์โยธี ๑   กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ ๑   สองพระองค์เป็นแม่ทัพหน้าที่สอง
          กรมหมื่นเสนีเทพ ๑   เป็นยกกระบัตรทัพสำหรับอยู่ในทัพหลวง
          พระองค์เจ้าสังข์ถัด  เป็นนายกองทัพปีกซ้าย
          พระองค์เจ้าสุริยะวงศ์  เป็นนายกองทัพปีกขวา
          กรมหมื่นรามอิศเรศร์  เป็นยกกระบัตรทัพ  ให้ตรวจทัพทุกกองสืบราชการมาเสนอแม่ทัพหลวง
          กรมหมื่นธิเบศร์บวร  เป็นจเรทัพ
          กรมหมื่นเทพพลภักดี  เป็นกองเกียกกาย
          พระนเรนทรราชา  บุตรเจ้าตาก (สิน)  เป็นนายกองทัพหลัง
          พระองค์เจ้าสว่าง พระราชบุตรกรมพระราชวังบวรฯ  กับพระยาเกษตรรักษา  พระยาศาตราฤทธิรงค์  เป็นนายทัพกองหนุน  คุมกระสุนดินดำด้วย

(https://i.ibb.co/DVq7s7G/Untitledrd-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          กรมพระราชวังบวรฯ ทรงจัดกองทัพพร้อมเสร็จแล้ว  จึงกำหนดจะเสด็จพระราชดำเนินยกพายุหะยาตราทัพหลวง และทัพทั้งปวงขึ้นไปทางดงพระยาไฟ  ก็มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่ง  ให้เจ้าพระยามหาโยธารามัญคุมกองทัพรามัญ ๑,๕๐๐ คน ขึ้นไปทางดงพระยากลาง  ให้ไปบรรจบกับทัพหลวงที่เมืองนครราชสีมา  และเป็นแม่ทัพกระหนาบด้วย
          โปรดให้เจ้าพระยาอภัยภูธร (ชื่อน้อย) ที่สมุหนายก  เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ  คุมพลทหารหัวเมืองและกรุงเทพฯ รวม ๕,๐๐๐ ยกขึ้นไปทางเมืองเพชรบูรณ์
          โปรดให้พระยาเพชรพิไชย และพระยาไกรโกษา  คุมพลทหารหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๕,๐๐๐ เป็นทัพกระหนาบ  ขึ้นทางเมืองพระพิษณุโลกและทางเมืองนครไทย  ได้เดินทัพมาตีเจ้าราชวงศ์ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหล่มสัก  แล้วให้ขึ้นไปเป็นทัพกระหนาบช่วยเจ้าพระยาอภัยภูธรตีกองทัพเจ้าราชวงศ์ให้แตก

(https://i.ibb.co/X8WB5LY/9786162571855l.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนิกูล ๑   พระยารามคำแหง ๑   พระยาราชวังเมือง ๑   พระยาจันทบุรี ๑   คุมกองทัพเมืองจันทบุรี  เมืองระยอง  เมืองตราด  พลหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันออก ๕,๐๐๐   ขึ้นไปทางเมืองพระตะบองบ้าง  ทางเมืองสุรินทร์เมืองสังขะบ้าง  เกณฑ์เขมรป่าดงไปด้วย ๕,๐๐๐   ให้ยกไปตีทัพเจ้าราชบุตร ณ เมืองจำปาศักดิ์  แล้วให้เป็นทัพกระหนาบของทัพฝ่ายตะวันออก คือทัพพระราชราชสุภาวดี (สิง) ด้วย

          แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทัพยกไปทางตะวันออกอีกทางหนึ่ง  ให้ไปทางเมืองปราจีนบุรี  ให้เดินทัพทางช่องเรือแตกอีก ๔ ทัพ

          โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี (สิง) เป็นนายทัพที่ ๑
          โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นนายทัพที่ ๒
          ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์  กับพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ากุญชร  สองพระองค์นี้เป็นนายทัพที่ ๓
          โปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นสุรินทรรักษ์  เป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์ได้บังคับกองทัพทั้ง ๔ กอง  จะได้เป็นทัพฝ่ายทางตะวันออกกองหนึ่งด้วย

(https://i.ibb.co/KLLfJDg/Untitdwled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          แต่พระยาราชสุภาวดีได้ยกล่วงหน้าขึ้นไปทางบ่อโพง  จะยกไปทางเมืองปราจีน  จะไปพร้อมกับทัพใหญ่ที่เมืองประจันตคาม  จะได้จัดกองทัพไปทางบกยกไปตามพระราชดำรัส

(https://i.ibb.co/yFgc1XL/Untitledd-10.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาพระคลัง   และทัพกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์  ทัพพระองค์เจ้ากุญชร  ทัพกรมหมื่นสุรินทรักษ์ทั้ง ๓ ทัพ  ยกทัพเรือไปทางคลองสำโรง  ออกปากตะคองแม่น้ำแปดริ้ว  จะขึ้นที่ท่าเมืองปราจีนบุรี  แล้วจะได้ยกไปตั้งยั้งทัพพร้อมกันที่เมืองประจันตคาม  จักได้จัดกองทัพไปทางบกยกไปตามพระราชดำรัส

(https://i.ibb.co/YLX3hrw/Untitlsded-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีใบบอกเข้ามาว่า    “ได้เกณฑ์กองทัพไว้พร้อมแล้ว  กำหนดจะยกทัพเรือเข้ามากรุงเทพฯ ตามท้องตราที่เกณฑ์ออกไปนั้น  และได้ทราบข่าวอังกฤษเตรียมทัพเรือไว้มากที่เมืองเกาะหมาก  จึงได้ใช้กรมการไปสืบข่าวทัพอังกฤษที่เกาะหมากได้ความว่า  พวกอังกฤษยกทัพเรือกำปั่นรบ ๕ ลำ  มาพักอยู่ที่เกาะหมาก  แต่จะไปทำศึกกับประเทศใดหาแจ้งไม่  ครั้นสืบถามแขกที่เมืองไทรบุรีก็ไม่ได้ความชัดว่าอังกฤษจะไปไหน  เจ้าพระยานครศรีธรรมราชไม่ไว้ใจแก่ราชการ  จึงจัดคนที่เป็นล่ามอังกฤษให้ไปสืบข่าวทัพเรืออังกฤษที่เมืองสิงคโปร์

(https://i.ibb.co/2ynfGRz/Untitle65d-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          อนึ่ง  กะปิตันหันตรีบาระนี  มีหนังสือมาถึงเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเป็นการนัดว่า  จะมาเปลี่ยนหนังสือสัญญากับไทยที่เมืองตรังในคราวนี้ด้วย  เพราะฉะนั้น  เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจึงมิได้เป็นแม่ทัพคุมกองทัพเข้ามาตามท้องตราที่โปรดเกล้าฯ ออกไปนั้น  พระราชอาญาเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม  แต่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชให้พระยาพัทลุงผู้บุตรใหญ่  กับพระเสน่หามนตรีบุตรรอง  เป็นแม่ทัพคุมทหาร ๕,๐๐๐ พร้อมด้วยเรือรบเรือไล่เข้ามาก่อนทัพหนึ่ง  ให้พระสุรินทรามาตย์ ข้าหลวงที่เชิญท้องตราออกไปนั้นกำกับทัพมา  ถ้าราชการข้างเมืองตรังและเกาะหมากเบาบางลงบ้าง  เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจะยกเข้ามาต่อภายหลัง”

(https://i.ibb.co/NVbHMty/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราให้หาเจ้าพระยาพระคลัง ๑   ทัพกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ ๑   ทัพกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ๑   ทั้งสามทัพให้กลับลงมารักษาปากน้ำเจ้าพระยาเมืองสมุทรปราการ
          แต่ทัพพระยาราชสุภาวดีนั้น   โปรดเกล้าฯ ให้ไปสมทบทัพหลวงกรมพระราชวังบวรฯ

(https://i.ibb.co/chknxJk/Untitl65ed-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายนายไชยภักดีกับนายแก้วภักดี  นายเวรพระตำรวจหน้าทั้งสองนาย  ซึ่งเชิญท้องตราที่โปรดให้ไปเรียกทัพกลับมานั้น  ได้ไปทันกองทัพพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ ๑   กับกองทัพกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ ๑   ทั้งสองทัพที่ทุ่งโพธิ์   จึงได้กลับลงมาตามรับสั่งนั้นแล้ว       แต่กองทัพเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) นั้น  ได้ยกเลยขึ้นไปถึงเมืองนครราชสีมาเสียก่อนหน้าตำรวจที่ขึ้นไปตามนั้นแล้ว  แต่นายไชยภักดีกับนายแก้วภักดีนายเวรตำรวจนั้น  ได้เชิญท้องตราขึ้นไปสกัดทางดงพระยาไฟ  ก็หาทันทัพเจ้าพระยาพระคลังไม่

          ฝ่ายนายฤทธิ์ นายรงค์ นายเวรกรมพระตำรวจหน้า  ที่เชิญท้องตราขึ้นไปอีกพวกหนึ่งได้ไปทางห้วยตะคอง ถึงเมืองจันทึก ใกล้เมืองนครราชสีมาก่อนพวกนายไชยภักดี   นายฤทธิ์นายรงค์ได้เชิญท้องตราที่ให้หากองทัพกลับนั้น  ให้แก่เจ้าพระยาพระคลัง  และพระยาราชสุภาวดี (สิง)

          ฝ่ายเจ้าพระยาพระคลังได้รับทราบท้องตราดังนั้นแล้ว  จึงมอบเสบียงอาหารให้พระยาราชสุภาวดี  ตามสมควรที่รักใคร่ชอบพอกันนั้นแล้ว ก็ตระเตรียมการที่จะยกลงมากรุงเทพฯ  ตามรับสั่งให้หา........”

          * อ่านมาถึงตรงนี้ก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า  วิธีการจัดกระบวนทัพของไทย  เป็นระเบียบรัดกุมกว่าของลาวมากทีเดียว  สมเด็จฯกรมพระราชวังบวรฯ ทรงจัดกระบวนทัพเสร็จแล้ว  ก็เสด็จดำเนินทัพไปเมืองนครราชสีมา  เป็นแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามยิ่งนัก

(https://i.ibb.co/KLLfJDg/Untitdwled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          ตอนนี้พระยาราชสุภาวดี (สิง)   “พระเอกของเรา”   ปรากฏขึ้นมาในกองทัพไทยแล้ว  โปรดติดตามอ่านเรื่องของท่านต่อไปในวันพรุ่งนี้ครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๘ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต
Cr. Picture By E.Q.Plus Official Channel


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 24, มีนาคม, 2563, 10:04:11 PM
(https://i.ibb.co/BfyM2yK/gratisod.jpg) (https://imgbb.com/)
อนุเสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร จ.สมุทรปราการ
Cr. Photo By gratisod

- อานามสยามยุทธ ๑๔ -

แม่ทัพใหญ่ดำรัสจัดทัพปลีก
ซอยเป็นซีกก่อนมัดรวมฟ่อนเด่น
ทุ่มตีลาวโดยไม่ให้เหลือเดน
ตามหลักเกณฑ์ณรงค์การสงคราม

“เจ้าพระยานครราชสีมา”
หวนคืนมาอยู่กับทัพสยาม
แม่ทัพใหญ่รับเข้าไม่เอาความ
ให้อยู่ตามตำแหน่งเดิมเสริมกำลัง


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่า  อังกฤษมาตั้งอยู่ที่เกาะหมากโดยไม่ทราบว่าจะยกทัพไปตีเมืองใด  จึงเตรียมการป้องกันพระนคร  ตรัสให้เรียกสามทัพกลับมาตั้งที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ  เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ  วันนี้มาอ่านพร้อม ๆ กันครับ

(https://i.ibb.co/WFfdz8x/Untitlesdwd-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ลุจุลศักราช ๑๑๘๙ ปีกุนนพศก  เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลแผ่นดินที่สาม  เมื่อเดือนห้าข้างแรมนั้น  กรมพระราชวังบวรฯ ยังประทับอยู่ที่พลับพลาท่าเรือพระพุทธบาท  จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้เจ้าพนักงานจัดกระบวนพยุหยาตราโยธาทัพ  โดยสถลมารคพร้อมด้วยพลช้างพลม้าพลเดินเท้า  ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินทัพหลวงขึ้นไปเมืองนครราชสีมาโดยทางดงพระยาไฟ

          ครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุเรนทรราชเสนา  เป็นนายทัพคุมพลทหาร ๒๐๐   ให้ยกล่วงหน้าขึ้นไปก่อน  เพื่อจะได้ตรวจหนทางในกลางดงพระยาไฟ  ที่ลุ่มดอนให้ทำให้ดี ที่ทัพหลวงจะเสด็จขึ้นไปทางนั้น

          แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเสนาภูเบศร์ ๑   พระบริรักษ์ราชา ๑   พระยาพระราม ๑   พระยาเกียรติ์ ๑   สี่นายนี้คุมพลทหารไทย ๓๐๐ คน  พลรามัญ ๕๐๐ คน   รวมเป็น ๘๐๐ คน   ยกไปเป็นกองเสือป่าแมวเซาและเป็นทัพแซงด้วย  ให้ยกเดินไปทางเมืองเพชรบูรณ์  โดยรีบเร่งเดินไปให้ถึงเมืองนครราชสีมาก่อนทัพหลวง
          ถ้าเห็นในเมืองนครราชสีมาเรียบร้อยปกติแล้วจึงให้พระยาราม พระยาเกียรติ์  คุมกองมอญ ๕๐๐ ไปตั้งค่ายขัดด่านทางข้างเมืองพิมาย  นางรอง  จะได้ระวังรักษาต้นทางที่ลาวจะมาทางเมืองหนองคาย

          ให้พระยาเสนาภูเบศร์เป็นผู้กำกับทัพรามัญ  แต่พระยาบริรักษ์ราชาให้คุมพลทหารไทย ๓๐๐ ยกไปเป็นกองลาดตระเวนในป่าดง  อย่าให้ลาวมาสืบทัพไทยได้   ให้พระชาติสุเรนทรเป็นกองม้าอยู่ในกองพระยาบริรักษ์ราชา

          แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หลวงวิเศษศักดาวุธกับหลวงยอดอาวุธเจ้ากรมกองแก้วจินดา  คุมพลทหารกองแก้วจินดา ๕๐๐ ล่วงหน้าไปก่อน  ไปตั้งรับเสด็จอยู่ที่เขื่อนลั่นคันนายาวในกลางดงพระยาไฟ  เพราะที่นั้นเป็นช่องแคบ  และทางเดินบนเนินภูเขาสูงนัก

(https://i.ibb.co/XJbWp1Y/Untit254led-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้น ณ เดือนห้าแรมสิบค่ำ  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงเครื่องศิริราชปิลันธนาลังการาภรณ์บวรวิภูษา  ทรงพระมหามาลาสีแดงยอดปริกทองคำประดับเพชรและปักเศวตโลมาสกุณปักษาชาติอันประเสริฐ  สำหรับขัติยะรณยุทธทรงราชาวุธเสร็จ  เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับอยู่บนเกยคอยพระฤกษ์  ครั้นเวลาย่ำรุ่งแล้วกับแปดบาท  ทรงทอดพระเนตรเห็นมหาเมฆตั้งขึ้นมาแต่ทิศบูรพา  แล้วกลับเกลื่อนเลื่อนลอยกระจัดกระจายหายสูญไปในทิศอุดร  พระสุริยะจรัสแจ่มโอภาสขึ้นมาจากขอบฟ้าเป็นไร ๆ  เห็นดวงพระอาทิตย์ขึ้นผ่องใสในนภากาศเป็นศุภนิมิตมหามงคลพิไชยฤกษ์  จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้ลั่นฆ้องไชยถวายพระฤกษ์ตามศุภนิมิตพิไชยสงคราม  เจ้าพนักงานจึงประโคมแตรสังข์พิณพาทย์ขึ้นพร้อมกัน  กองแก้วจินดาได้ยิงปืนจ่ารงค์คร่ำทองชื่อว่า  ”ปราบเวียงจันทน์”  บอกหนึ่งสามนัดเป็นสัญญา

(https://i.ibb.co/NtH3K4j/Untitle287d-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกระบวนกองหน้าพลม้าทวนธนูก็เดินเป็นลำดับไปก่อนตามสถลมารค  แล้วก็ถึงกระบวนอัฐเสนางคพิริยะพาหะแสนยากรบวรจัตุรงคทวยหาร  แห่นำตามเสด็จในงานพระราชสงคราม

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงช้างพระที่นั่งพังโกสุม  สูงหกศอกคืบสี่นิ้ว  ผูกเครื่องมั่นกระโจมทองสี่หน้า  หลังคาสีหักทองขวาง  แต่งเป็นพระคชาธาร   พระศรีภะวังเป็นหมอ  หลวงคชลักษณ์เป็นควาญ  พร้อมด้วยเสนางคจัตุรงคบาท  ทั้งเสนีสี่เท้าช้าง  และช้างพระที่นั่งรองนั้นชื่อพังเทพกิริณี  ผูกเครื่องมั่นตั้งวอช่อฟ้าหลังคาทอง  มีเครื่องสูงราโชปะโภคพร้อมไพโรจน์  อุโฆษด้วยสรรพดนตรีปี่กองชนะกึกก้อง  ทั้งฆ้องชัยฆ้องแสแซ่เสียงสนั่นนฤนาทบันลือลั่น ด้วยสรรพแตรงอนแตรฝรั่ง  เสียงเท้าพลช้างพลม้าพลเดินเท้าคราวนั้น  ประดุจดังสายพระพิรุณวลาหกตกในวัสสันตฤดู  ดำเนินกองทัพพลช้างดั้งกันแทรก  แซงค้ำค่ายวังพังคามหาพยุหะยาตราคชสงครามพร้อมเสร็จ  เสด็จพระราชดำเนินยกพยุหะแสนยากรประทับรอนแรมตามทางสถลมารคดงพระยาไฟ  แปดวันก็บรรลุถึงเมืองนครราชสีมา  จึงเสด็จขึ้นประทับแรมบนพลับพลาไชยในค่ายหลวง  ซึ่งกองหน้าแต่งไว้รับเสด็จนอกกำแพงเมืองนครราชสีมาพร้อมเสร็จแล้ว

          ครั้งนั้นพระยาเกียรติ์ พระยาราม ลงมาเฝ้าถวายบังคมทูลว่า  ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งค่ายรักษาด่านทางอยู่ทางเมืองพิมายนั้น  ขัดสนด้วยน้ำที่กองทัพจะได้อาศัยรับพระราชทานไม่พอกับไพร่พล  จะขอพระราชทานแบ่งกองทัพไปตั้งอยู่ที่ลำห้วยน้ำเชี่ยว  เพื่อจะได้อาศัยใกล้น้ำ  และจะได้รักษาลำธารที่ตำบลนั้นด้วย

          กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรโปรดอนุญาตให้พระยาเกียรติ์ พระยาราม แบ่งกองทัพรามัญ ๓๐๐   ยกไปตั้งชุมนุมอยู่ที่ค่ายลำห้วยน้ำเชี่ยวตามที่กราบทูลขอ  แต่พระยาเสนาภูเบศร์นั้น  โปรดให้คุมกองรามัญ ๒๐๐   อยู่รักษาทางเมืองพิมายอย่างเดิม

          แล้วโปรดให้หลวงภักดีโยธา นายกองส่วยรง  คุมพลลาวเมืองนางรอง ๒๐๐ คน  เป็นกองลำเลียงน้ำมาส่งให้กองพระยาภูเบศร์  และจะได้ระวังทางเมืองนางรองอีกชั้นหนึ่งด้วยที่ข้าศึกจะมา

(https://i.ibb.co/NVbHMty/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

          เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ประทับอยู่ที่ค่ายเมืองนครราชสีมานั้น  เจ้าพระยาพระคลังก็เดินทัพขึ้นไปภายหลังกองทัพหลวง  เจ้าพระยาพระคลังเข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ กราบทูลข้อราชการเสร็จสิ้นทุกประการแล้ว  แต่ยังเฝ้าอยู่ในค่าย  ก็พอจมื่นสมุหพิมานเชิญท้องตราพระราชสีห์อีกฉบับหนึ่งขึ้นไปถึงเมืองนครราชสีมา  ส่งให้เจ้าพระยาพระคลังในค่าย
          เจ้าพระยาพระคลังได้ทราบในท้องตราทั้งสองฉบับ  ที่โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพเจ้าพระยาพระคลังกลับลงไปกรุงเทพฯ  จะได้คิดราชการป้องกันรักษาป้อมค่ายเมืองสมุทรปราการ  เพราะได้ทราบข่าวมาแต่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชว่า  เรือกำปั่นรบอังกฤษจะเข้ามาในกรุงเทพฯ เหตุใดยังไม่ทราบเป็นแน่
          และข่าวลือกันว่า  ทัพเรือเมืองญวนก็จะเข้ามาด้วย  พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวไม่ไว้พระราชหฤทัยแก่ราชการที่เมืองสมุทรปราการแก่ผู้ใด  จึงโปรดฯ ให้หาเจ้าพระยาพระคลังกลับลงไปจัดการรักษาปากน้ำเจ้าพระยาตามหน้าที่กรมท่าให้เรียบร้อย
          ฝ่ายเจ้าพระยาพระคลังทราบท้องตราดังนั้นแล้ว  จึงกราบถวายบังคมลากรมพระราชวังบวรฯ กลับลงมาทางดงพระยาไฟ  ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนหก ขึ้น ๑๒ ค่ำ

(https://i.ibb.co/GtsZYRW/Untitle895d-6dss.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยานครราชสีมา  เมื่อหนีออกจากเมืองขุขันธ์นั้น  ไปตั้งอยู่ในกลางป่า  ครั้นรู้ว่าบ้านเมืองของตนเสียแก่เจ้าอนุแล้ว  คิดจะยกทัพมาสู้รบกับลาวบ้างก็ไม่ได้  เพราะคนในกองทัพของตนรู้ว่าบ้านเมืองแตกเสียแก่ลาวแล้ว  ไพร่พลในกองหนีมาตามหาครอบครัวมากนัก  เหลืออยู่แต่คนที่สนิทติดตามตนอยู่ประมาณ ๒๐๐ เศษ   น้อยตัวนักจะคิดมาต่อสู้ลาวก็ไม่ได้  จึงคิดหนีเลยต่อไปถึงแดนเขมร  พักพลอยู่ที่ตำบลสวายจีบ  พอได้อาศัยเสบียงอาหารตามพวกเขมรป่าดงบ้าง  
          ครั้นเจ้าพระยานครราชสีมาพักอยู่ที่สวายจีบนั้น  ได้ทราบข่าวว่าเจ้าอนุยกทัพไปจากเมืองนครราชสีมาแล้ว  บัดนี้กองทัพกรุงเทพฯ ยกมามากมายเข้าตั้งอยู่ที่เมืองนครราชสีมา  ครั้นจะนิ่งอยู่ที่นี้เห็นไม่พ้นความผิด  จำจะต้องไปหากองทัพกรุงเทพฯ ที่บ้านเมืองเราจึงจะชอบด้วยราชการ  เจ้าพระยานครราชสีมาจึงยกพลทหาร ๒๐๐ เศษ  รีบเร่งเดินบกมาทั้งกลางวันกลางคืนถึงเมืองนครราชสีมา  เข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ   กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสว่า

(https://i.ibb.co/7GzcfP1/Untitlecvd-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ลาวมาตีเมืองโคราชกวาดต้อนพาครอบครัวไปมาก  มันเผาบ้านเมืองโคราชเสียยับเยินป่นปี้  ผู้คนเหลือก็หนีเข้าป่าดงไปมากมาย  บ้านเมืองระส่ำระสายดังนี้  ให้เจ้าพระยานครราชสีมาอยู่รักษาบ้านเมือง  เกลี้ยกล่อมราษฎรพลเมืองที่แตกฉานซ่านเซนไปอยู่ในป่าดงนั้น  ให้มาอยู่ตามภูมิลำเนาเดิม และจะได้จัดการตกแต่งบ้านเมืองให้บริบูรณ์ขึ้นดังเก่าเถิด  อย่าตามไปในกองทัพเราเลย”

          เจ้าพระยานครราชสีมาได้ทราบพระราชกระแสกรมพระราชวังบวรฯ ไม่กริ้วกราดหามีโทษไม่แล้ว  ก็ไปจัดการตามพระราชกระแสรับสั่งดังนั้น......”

          * อ่านมาถึงตรงนี้  เห็นว่าควรพักไว้ก่อนนะ  พรุ่งนี้ค่อยมาอ่านกันต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๙ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต
Cr. Picture By E.Q.Plus Official Channel


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, มีนาคม, 2563, 09:04:53 AM
(https://i.ibb.co/V2DD150/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) (ต่อมาเลื่อนเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา)
รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ   ในละคร "ข้าบดินทร์"

- อานามสยามยุทธ ๑๕ -

มีพระราชบัณฑูรดำรัสให้
“พระยาสิงห์”จงไปตามรับสั่ง
ตีทัพลาวอีศานสิ้นสูญภินท์พัง
อย่าให้ตั้งมั่นถิ่นแผ่นดินไทย

“พระยาราชสุภาวดี”น้อมรับ
พากองทัพเดินตรงลงทางใต้
บุกทำลายค่ายลาวเสียหายไป
จากนั้นใช้กลศึกที่ลึกซึ้ง


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยานครราชสีมากลับเมืองโคราช ขอเข้าร่วมในกองทัพหลวงไปรบลาวเวียงจันทน์  สมเด็จฯกรมพระราชวังบวรฯ ดำรัสสั่งให้อยู่รักษาทะนุบำรุงเมืองนครราชสีมาให้กลับคืนดีเหมือนเดิม  วันนี้มาอ่านความต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/YhFBTMk/Unti56tled-2-300.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ครั้งนั้น  กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้พระยาราชสุภาวดี (สิง) เป็นแม่ทัพทางฝ่ายตะวันออก  คุมพลทหาร ๘,๐๐๐  ทหารแปดพันนี้เกณฑ์ที่เมืองลาวด้วย  ให้ยกไปตีเจ้าราชบุตรเมืองจำปาศักดิ์  ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีกราบถวายบังคมลายกกองทัพจะเดินไปทางเมืองสุวรรณภูมิ  ด้วยเมืองนั้นบริบูรณ์ด้วยเสบียงอาหารพอจะพักกองทัพใหญ่ได้

(https://i.ibb.co/Dpq8GBX/Untitlesead-8.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้นเดินทัพออกจากเมืองนครราชสีมาตัดทางไปทางเมืองพิมาย  พบกองทัพเจ้าโถงหลานเจ้าอนุ  ตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลสระแก้ว  ไกลห่างจากเมืองพิมายทางสองวัน  กองม้าขุนแผลงสท้านควบกลับมาแจ้งความว่า  ได้เห็นค่ายลาวตั้งในป่าริมชายทุ่งสองค่าย  พระยาราชสุภาวดี (สิง) ได้ทราบข่าวศึกดังนั้นแล้ว  จึงสั่งให้นายทัพนายกองตระเตรียมการ  ยกเข้าระดมตีค่ายเจ้าโถงสามชั่วโมงก็แตก  ลาวตายบ้าง  หนีไปได้บ้าง  ไทยจับได้บ้าง  พระยาราชสุภาวดีจึงได้ยกกองทัพจากเขตแดนเมืองพิมายต่อไป  ก็หยุดพักพลตั้งค่ายที่เมืองขอนแก่นสองวัน  จึงมีหนังสือฉบับหนึ่ง  ใช้ให้ลาวที่เมืองขอนแก่นขึ้นม้าเร็วรีบไปให้เจ้าอุปราชเวียงจันทน์ที่พักพลอยู่เมืองยโสธร  ในหนังสือนั้นมีใจความว่า

(https://i.ibb.co/3rzync3/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

            “เมื่อเจ้าอุปราชลงไปกรุงเทพฯ นั้น  เจ้าอุปราชได้พูดไว้แต่ก่อนว่า  เจ้าอนุจะเป็นกบฏต่อกรุงเทพฯ สักคราวหนึ่ง  การนั้นสมจริงดุจดังถ้อยคำเจ้าอุปราชแล้ว  ครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็รับสั่งให้เรายกทัพมาปราบเจ้าอนุ  ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินดุจดังเจ้าอุปราชว่า  ครั้งนี้สมคะเนแล้ว  ให้เจ้าอุปราชกลับไปตีเมืองเวียงจันทน์ให้ได้  เราจะยกทัพหนุนเจ้าอุปราชไปด้วย  จะได้ช่วยกันตีเวียงจันทน์ให้แตกโดยเร็ว  ทัพหลวงจะได้เสด็จพระราชดำเนินโดยสะดวก  ความดีความชอบก็จะตกอยู่แก่เจ้าอุปราชมากมายฝ่ายเดียว  จะได้เป็นบำเหน็จมีชื่อเสียงไว้ชั่วฟ้าดิน  เจ้าอุปราชจะว่าประการใด  ขอให้มีหนังสือตอบมาให้เราทราบราชการโดยเร็วเถิด”

           ครั้นเจ้าอุปราชได้รับหนังสือแล้วฉีกผนึกออกอ่านดูแจ้งความทุกประการแล้ว  จึงหัวเราะกลับพับหนังสือเข้าผนึกใหม่  สั่งให้ม้าเร็วในกองทัพนั้นรีบไปส่งให้เจ้าอนุที่ค่ายตำบลเขาสาร  เจ้าอุปราชไม่ได้มีหนังสือตอบมา  เป็นแต่ว่ามากับผู้ถือหนังสือนั้นว่า   “กลับไปเถิดเรารู้แล้ว”  เท่านั้น

(https://i.ibb.co/yF3cfLr/Untitle152d-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายเจ้าอนุแจ้งความในหนังสือพระยาราชสุภาวดี  ที่เจ้าอุปราชส่งขึ้นไปนั้นก็มีความหวาดหวั่น  สงสัยนายทัพนายกองของตัวเองว่า  “ชะรอยจะมีไส้ศึกอยู่ที่ไหนบ้างก็ไม่แจ้ง”

            (มีคำกลางขวางถามเข้ามาว่า  ซึ่งพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพฝ่ายทางตะวันออกนี้  มีหนังสือไปถึงเจ้าอุปราชเช่นนั้น  จะเป็นกลอุบายให้เจ้าอนุสงสัยเจ้าอุปราชหรือ?  หรือปรารถนาจะให้เจ้าอุปราชกับเจ้าอนุแตกความสามัคคีกัน  หรือว่าจะได้พูดจากันไว้เป็นความลับจริง  ถ้าได้พูดกันจริงดังนั้นแล้ว  เหตุไรเจ้าอุปราชจึงได้ส่งหนังสือไปให้เจ้าอนุดูให้รู้เรื่องความลับๆเล่า?

           แก้ความว่า  เจ้าอุปราชนั้นอันที่จริงก็ได้พูดจริงที่กรุงเทพฯ ครั้นได้หนังสือเป็นความลับของตนมาฉีกผนึกอ่านต่อหน้าบุตรเขยอยู่ที่นั่นด้วย  เพราะบุตรเขยเป็นบุตรเจ้าอนุ  เจ้าอุปราชเห็นว่าจะปิดความลับของตนไว้ก็ไม่มิดได้  จึงแกล้งทำเป็นว่าไทยนำชื่อเสียงของตนมาพูดเปล่า ๆ  ตนไม่ได้พูดเลย  จึงนำหนังสือฉบับนี้ออกตีแผ่ให้เห็นทั่ว ๆ กันว่า  ถ้าเป็นความลับของตนพูดจะมิปกปิดหนังสือนี้หรือ  หนังสือนี้เป็นความคิดแม่ทัพไทยใช้อุบายแกล้งว่าชื่อเรา  จะให้เราแตกร้าวกับเจ้าอนุ  เจ้าอุปราชแกล้งพูดกลับความเสียหมด  เพราะปรารถนาจะไม่ให้ลาวสงสัยว่า  ตนเป็นใจเข้ากับไทยจริง ๆ  กับทั้งจะรักษาตนอยู่ด้วย  เพราะกำลังนี้เจ้าอุปราชยังอยู่ในระหว่างกลางศึกทั้งสองฝ่าย)

           ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีต้องคอยรับหนังสือตอบของเจ้าอุปราชอยู่ช้านานไม่เห็นตอบมา  จึงได้ใช้ให้คนไปสืบดูอีก  ได้ข่าวว่า  เจ้าอุปราชยกเลิกไปจากเมืองยโสธรแล้ว  ไปตั้งอยู่ที่เมืองหนองหาร  ไม่ทราบว่าจะไปข้างไหน

(https://i.ibb.co/Qbz6kMs/Untitledsd-3.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระยาราชสุภาวดียกทัพไปตีค่ายเมืองเวียงคุกเวลาเดียวก็แตกหมด  แล้วยกไปตีค่ายเมืองยโสธร  อุปฮาดราชวงศ์เมืองยโสธรต่อสู้แข็งแรง  แต่สู้รบกันอยู่สองวัน  ค่ายที่ยโสธรก็แตกสิ้น  ทหารไทยจับได้ครอบครัวอุปฮาดราชวงศ์ซึ่งลงใจเข้าด้วยเจ้าอนุนั้น  จับครอบครัวมาได้ ๑๖๐ คน  พระยาราชสุภาวดีสั่งให้นำครัวลาวเชลยขบถนั้น  ไปคลอกไฟตายสิ้นทั้งหมด ๑๖๐ คน

(https://i.ibb.co/BP7VfJs/Untitlwred-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งพระยาจ่าแสนยากร ๑   พระยากลาโหม ๑   พระยานรานุกิจมนตรี ๑   พระยาณรงควิไชย ๑   เจ้าพระยามหาโยธา ๑    ทั้งห้าทัพรวมรี้พล  ๘,๔๐๐ คน  พร้อมด้วยช้างม้าเป็นพาหนะและกระสุนดินดำเสร็จ  ให้ยกล่วงหน้าขึ้นไปทางตำบลบ้านสามหมอ  ให้ช่วยกันระดมเข้าตีค่ายลาว  ซึ่งตั้งอยู่ตำบลหนองบัวลำภูนั้นก่อน

           แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าขุนเณรคุมกองทัพพม่าทวายนักโทษที่โปรดให้ไปจากคุกนั้น   ๔๖๐ คน   เป็นกองโจรยกขึ้นไปช่วยทัพเหล่านั้นเข้าตีค่ายที่หนองบัวลำภูด้วย

           ครั้น ณ วันเสาร์เดือนหกขึ้นสิบค่ำ  กรมพระราชวังบวรฯ แม่ทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินยกจากเมืองนครราชสีมา  ขึ้นไปตั้งค่ายหลวงพักพลอยู่ที่ตำบลน้ำเขิน  ที่ค่ายเก่าเจ้าอนุมาตั้งแต่ก่อนนั้น  แต่แม่ทัพหน้าทั้งห้าซึ่งยกล่วงหน้าขึ้นไปก่อน  ได้ยกเข้าตีค่ายลาวที่หนองบัวลำภู แต่ ณ วันอังคารเดือนหกขึ้นหกค่ำ

(https://i.ibb.co/vcHT5RY/Untitvfled-8.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระยานรินทร์แม่ทัพลาวที่หนองบัวลำภูนั้น  ได้ต่อรบกับทัพไทยเป็นสามารถ  ลาวไทยได้สู้รบกันสามวันสามคืน  แม่ทัพไทยทั้ง ๕ กองก็ระดมกันยกเข้าตีค่ายลาวที่หนองบัวลำภูแตกทั้งสิ้น

           แต่ ณ วันจันทร์เดือนหกขึ้นสิบสองค่ำ  แม่ทัพไทยก็จับพระยานรินทร์แม่ทัพลาวได้  จำตะโหงกส่งลงมาทูลเกล้าฯ ถวายยังทัพหลวง  รับสั่งให้หลวงโยธาบริรักษ์คุมตัวพระยานรินทร์เข้าไปขังในค่ายหลวง  ขณะนั้นกรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้พระยานคราถามพระยานรินทร์ว่า

            “ตัวเป็นแม่ทัพลาวฝีมือกล้าหาญ  น้ำใจองอาจสมควรเป็นแม่ทัพเอกได้  แต่ว่าเสียทัพแก่ไทยครั้งนี้  เป็นเพราะทแกล้วทหารไม่ตั้งอยู่ในความสามัคคีรสพร้อมเพรียงกัน  จึงรักษาค่ายของตัวเองไว้ไม่ได้  บัดนี้ท่านก็ปราชัยแล้ว  ถ้าจะมาสวามิภักดิ์ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทต่อไปอีก  ก็จะทรงพระมหากรุณาชุบเกล้าชุบกระหม่อม ปลูกเลี้ยงพระยานรินทร์ต่อไป”

           พระยานรินทร์ตอบว่า    “ไม่ยอมอยู่เป็นมนุษย์  ขอให้ฆ่าเป็นผีเสียดีกว่าอยู่เป็นคน”

           พระยานคราก็นำคำพระยานรินทร์ขึ้นกราบบังคมทูลกรมพระราชวังบวรฯ  กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสว่า

            “มันไม่ยอมอยู่  ก็ให้พระคชภักดีนำช้างพลายแทงมันเสียให้ตายในวันนี้เถิด”

(https://i.ibb.co/PwRjCbc/Untidstled-11.jpg) (https://imgbb.com/)

           ทัพหน้าเข้าตีค่ายลาวครั้งนั้น  เสียพระยาเกียรติ์นายทัพรามัญตายคนหนึ่ง  หลวงภักดีนุรักษ์ ๑   หลวงพิพิธสมบัติ ๑   หลวงรามัญพิทักษ์ ๑   สมิงปราบอังวะ ๑   สมิงราชเทวะ ๑   สมิงนราจรสุระ ๑   แต่ขุนหมื่นพันทนายไพร่สมกำลังจะตายเท่าไรหาแจ้งไม่  เพราะไม่ได้รายงานเมื่อเวลารบกันนั้น  มาตรวจทานดูจึงไม่รู้แน่นอนได้.......”

           * อ่านมาถึงตรงนี้ก็เห็นได้ว่า  การศึกสงครามเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว  พระยาราชสุภาวดี(สิง)  ยกเข้าตีเมืองยโสธรได้เชลยลาว ๑๖๐ คน  ท่านก็แสดงความเหี้ยมโหดให้ปรากฏ  ด้วยหวังให้ข้าศึกเกรงกลัวด้วยการใช้ไฟคลอก (เผา) เชลยเสียสิ้น   คอยดูบทบาทของท่านพระยาแม่ทัพตะวันออกผู้นี้ต่อไป  เพราะท่านจะอยู่ในสงคราม  ”อานามสยามยุทธ”  นี้อีกยาวไกล

           กรมพระราชวังบวรฯ ยกทัพหลวงจากโคราชเข้าตีค่ายเจ้าอนุที่หนองบัวลำภูแล้ว  พระยานรินทร์แม่ทัพผู้รักษาค่ายนี้ถูกจับได้  องค์แม่ทัพใหญ่หมายพระทัยจะชุบเลี้ยง  เพราะชมชอบในฝีมือ  แต่ชายชาติทหารอย่างพระยานรินทร์ขอยอมตาย  พระองค์จำจำต้องประหารด้วยความเสียดาย

           เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อเถิดครับ.

                                   ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg45923#msg45923)


เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลาบสือไท เมืองสุโขทัย
๓๐ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, มีนาคม, 2563, 10:43:10 PM
(https://i.ibb.co/jTrt2tH/1434782588-o.jpg) (https://imgbb.com/)
พระยาราชสุภาวดี (สิงห์)
(ต่อมาเลื่อนเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา)
รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ   ในละคร "ข้าบดินทร์"


<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg45766#msg45766)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg46138#msg46138)                   .

- อานามสยามยุทธ ๑๖ -

ห้าทัพไทยรุมตีลาวที่อยู่
ค่ายหนองบัวลำภูสู้ขังขึง
แล้วแตกดับยับเยินเกินปักตรึง
นับเป็นหนึ่งค่ายลาวถูกทำลาย

ให้ “นเรศร์โยธี,เสนีบริรักษ์”
ยกทัพพรักพร้อมเข้าตีเป้าหมาย
“ทุ่งส้มป่อย”ขุมเคียงตั้งเรียงราย
ทั้งไพร่นายลาวแกร่งแรงพลัง


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เ รียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  ห้ากองทัพน้อยของไทยเข้ารุมตีค่ายหนองบัวลำภูแตก  จับตัวแม่ทัพลาวคนเก่งที่ชื่อพระยานรินทร์ได้  กรมพระราชวังบวรฯ ชื่นชอบฝีมือใคร่จะชุบเลี้ยง  แต่เขาไม่ยอมสวามิภักดิ์สมัครใจที่จะตาย  กรมพระราชวังบวรฯจึงตรัสให้ประหารเสีย  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

           “ครั้นแม่ทัพนายกองฝ่ายไทยตีค่ายลาวที่หนองบัวลำภูแตกหมดแล้ว  จึ่งเดินทัพขึ้นไปหมายจะยกเข้าตีค่ายลาวที่ทุ่งส้มป่อย  ห่างกับค่ายเขาสารประมาณ ๑๕๐ เส้นเศษ

(https://i.ibb.co/9rVqNMp/Undstitled-2.jpg) (https://imgbb.com/)


          ขณะนั้นกรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้กรมหมื่นนเรศร์โยธี ๑   กรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ ๑   สองพระองค์นี้เป็นแม่ทัพหลวงกองหน้า  คุมพลทหาร ๓,๐๐๐ คน

          โปรดให้พระยาเสน่หาภูธร  กับ  พระยาวิสูตรโกษา  คุมพลทหาร ๑,๐๐๐ เป็นแม่ทัพหน้าของกรมหมื่นทั้งสอง  ยกขึ้นไปตีค่ายลาวที่ค่ายส้มป่อย

          แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าขุนเณร  คงคุมพลพม่าทวายเป็นแม่ทัพนายกองโจรอย่างเดิม

          แต่โปรดให้พระณรงค์สงครามจางวางส่วยทองเมืองนครราชสีมา  คุมกรมการและพลทหารเมืองนครราชสีมา ๕๐๐ เข้าสมทบกับทัพพม่าทวายด้วย  รวมเป็นคน ๑,๐๐๐ เศษ  เป็นกองโจรเดินก้าวสกัดเล็ดลอดไปตามชายป่า  คอยตีกองลำเลียงลาวเวียงจันทน์ซึ่งจะยกมาส่งเสบียงอาหารกันที่ค่ายส้มป่อย  อย่าให้ส่งถึงกันได้เลยเป็นอันขาด

(https://i.ibb.co/N74BKhH/Untitsled-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นได้พระฤกษ์แล้ว  ฝ่ายกรมหมื่นแม่ทัพหน้าทั้งสองพระองค์  และพระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทั้งหลายพร้อมกัน  กราบถวายบังคมลายกกองทัพรอนแรมไปใกล้ค่ายลาวซึ่งตั้งอยู่ ณ ทุ่งส้มป่อย  ครั้นกองทัพทั้งหลายถึงค่ายลาวพร้อมกันแล้ว  กรมหมื่นแม่ทัพทั้งสองพระองค์จึงมีรับสั่งให้กองทัพหน้า ๕ กอง  ซึ่งยกล่วงหน้าขึ้นมาก่อน  ให้ยกเข้าตั้งค่ายประชิดไว้หลายด้าน  และให้มีค่ายสีขุกรุกเผือก  ค่ายทุบทู  ค่ายปิหลั่น  และทำบันไดหกพาดดอกไม้เพลิง ไฟพะเนียงดวงพลุ  ไว้จะได้ปล้นค่ายพร้อมเสร็จ

(https://i.ibb.co/1n2YhPz/Untidswtled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเชียงขวากับเจ้าหน่อคำ  ซึ่งเป็นแม่ทัพรักษาค่ายทุ่งส้มป่อยนั้น  ได้ทราบว่ากองทัพไทยยกขึ้นมามาก  จึงให้พลทหารลาวยกออกจากค่ายเป็นกระบวนใหญ่ไปตีค่ายที่ประชิด  ไทยกับลาวได้สู้รบกันเป็นสามารถ  พลลาวจะตีค่ายไทยก็ไม่ได้  จึงล่าถอยทัพกลับเข้าค่าย  แต่ไทยกับลาวรบกันอยู่หลายเวลาก็ไม่แพ้ชนะแก่กัน

          ฝ่ายเจ้าหน่อคำแม่ทัพใหญ่ที่ค่ายทุ่งส้มป่อย  จึงคิดกับเชียงขวาว่า จะต้องจัดทัพใหญ่ไปตีค่ายประชิดไทยให้แตกเสียโดยเร็ว  กำลังศึกไทยจึงจะหย่อนลง  แต่จะต้องจัดทัพลาวแยกออกเป็น ๕ กอง  จึงจะได้ชัยชนะแก่ไทย

          คิดแล้วดังนั้น  ก็จัดให้กองแก้วเป็นแม่กองคุมพลทหาร ๔,๐๐๐  ให้กองคำเป็นแม่กองคุมพลทหาร ๔,๐๐๐  รวมสองกองเป็น ๘,๐๐๐  ให้ยกออกไปตีค่ายประชิดไทยให้แตกแต่ในสามเวลา
          ให้พระยาแสนหาญเป็นแม่กองคุมพลทหารฉกรรจ์ ๔,๐๐๐ คน  ให้พระยาน่านมือเหล็กเป็นแม่กองคุมพลทหาร ๔,๐๐๐  รวมสองกองนี้เป็นพล ๘,๐๐๐  ให้ยกไปเป็นกองอาทมาต  ซุ่มทัพอยู่ในป่าสองฟากทาง  ให้คอยสกัดตีกองทัพไทยที่จะยกมาช่วยกันอย่าให้มาถึงกันได้
          แล้วให้พระยาเสือหาญเป็นแม่กองคุมพลทหาร ๒,๐๐๐ ยกไปรักษาหนองน้ำตามทางไว้  อย่าให้กองทัพไทยยกมาอาศัยน้ำที่ในหนองและในบึง  สระลำธารที่ใดได้เป็นอันขาด
          ให้ท้าวมหาวงศ์กับท้าวพรหมพักตร์  เป็นแม่กองคุมทหาร ๑,๐๐๐  ให้ยกไปตัดต้นไม้สะทางที่ไทยจะมาให้ช้าลง  ตัดเถาไม้เบื่อเมาไปไว้ในบึงบ่อห้วยหนองคลองบาง ตามทางกองทัพใหญ่ของไทยจะยกขึ้นมาคราวหลัง  อย่าให้อาศัยน้ำตามทางได้เลย  กับให้เก็บเอาศพโคกระบือแลคนที่ตาย  บรรทุกเกวียนบรรทุกต่างไปไว้ในบึงบ่อหนองห้วยคลองทุกตำบล  ตลอดทางที่ไทยจะขึ้นมาทางทุ่งส้มป่อยนั้นจงทุกทาง  เป็นท่าทางกีดกั้นนั้นไว้ด้วย
          อนึ่ง ใช้ให้พระยาไชยสงครามกับเพี้ยสุวรรณและท้าวหมี  ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คุมพลทหาร ๒,๐๐๐ รักษาค่ายทุ่งส้มป่อย  แต่เจ้าหน่อคำกับเชียงขวาจะยกกองทัพใหญ่ออกไปตีค่ายประชิดไทยให้แตกเสียให้จงได้  จะได้ตัดกำลังข้าศึกไทยให้เบาบางหย่อนลงมากหากสู้ไม่ได้

          ครั้นได้ฤกษ์แล้วเจ้าหน่อคำขึ้นม้าสีจันทน์ผูกเบาะอานเครื่องทองคำพร้อม  มือถือหอกเบาบางใหญ่  ยกออกจกค่ายใหญ่นำหน้าทหารตรงไปตีค่ายประชิดไทย

(https://i.ibb.co/JcDJwXJ/Untidgrtled-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกองทัพไทยนั้น  พระยาเสน่หาภูธรและพระยาวิสูตรโกษา  แม่ทัพหน้าทั้งสองจึงยกพลทหารออกต้านทาน  ต่อรบสัปะยุทธยิงแทงฟันกันเป็นสามารถ  ยังไม่แพ้ชนะแก่กันทั้งสองฝ่าย  ฝ่ายไทยมีไพร่พลน้อยกว่าลาวมาก  แต่อุตส่าห์รับรองป้องกันค่ายประชิดไว้ได้  แต่เหลือกำลังที่จะต่อสู้กลางแปลง เพราะรี้พลน้อยกลัวจะเสียท่วงทีแก่ข้าศึก  จึงล่าทัพถอยเข้าค่ายปีกกาปิดประตูค่ายรักษามั่นไว้  แต่ได้ยิงปืนใหญ่โต้ตอบกับลาวอยู่ในค่ายไม่หยุดหย่อน

          ฝ่ายลาวเห็นได้ทีที่ไทยหนีเข้าค่าย  ลาวจึงยกกองทัพไล่ติดตามเข้าไปใกล้ค่ายไทย  ลาวไล่พลทหารตั้งเป็นปีกกาล้อมค่ายไทยไว้ทั้งสี่ด้าน  แต่พอพ้นทางปืนใหญ่ยิงไม่ถึง  ฝ่ายไทยยิงปืนใหญ่น้อยออกจากค่ายไม่ถึงข้าศึกลาว  ลาวเร่งจัดการขุดอุโมงค์ดินบังปืนใหญ่  จะเข้าตีค่ายไทยที่ล้อมไว้ให้แตกจงได้  ฝ่ายไทยในค่ายก็รักษาค่ายมั่นอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน  เพราะเป็นการจวนตัวไม่รู้ที่จะทำประการใดได้

          ครั้งนั้น  ค่ายพระยาเสน่หาภูธร พระยาวิสูตรโกษาเกือบจะแตกเสียแก่ข้าศึกลาวอยู่แล้ว  พอกรมหมื่นนเรศร์โยธี  กรมหมื่นเสนีบริรักษ์  แม่ทัพใหญ่ได้ทราบข่าวที่กองม้าเร็วคอยเหตุมากราบทูลนั้นแล้วก็ทรงพระวิตก  เกรงเกลือกว่าไทยจะทำการรักษาค่ายไว้ไม่ได้  ก็จะเสียค่ายหน้าแก่ข้าศึกลาวครั้งนี้ เหมือนเสียค่ายหลวงด้วย  เพราะค่ายหลวงนั้นอยู่ใกล้ชิดค่ายหน้า

(https://i.ibb.co/r6ZB45t/Untitledfwd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          เพราะฉะนั้นกรมหมื่นทั้งสองพระองค์จึงรีบเร่งยกกองทัพขึ้นไปโดยเร็ว  ปรารถนาจะช่วยทัพหน้าให้ทันท่วงทีที่ข้าศึกมาล้อมนั้น  จึงไม่ทันได้ทรงระวังข้างทางที่เสด็จขึ้นไป  แต่พอทัพกรมหมื่นทั้งสองพระองค์เสด็จถึงกลางทางในป่าดงตะเคียน  ฝ่ายกองทัพพระยาแสนหาญกับพระยาน่านมือเหล็ก  แม่ทัพนายกองซุ่มของลาว  ซึ่งคุมพลทหาร ๘,๐๐๐ มาตั้งซุ่มอยู่ในทางดงตะเคียนนั้น  ครั้นเห็นได้ทีก็ยกพลเข้าโจมตีกองทัพกรมหมื่นทั้งสองพระองค์   ทั้งสองพระองค์ได้ต่อสู้รบกับลาวที่กลางทางป่าเป็นสามารถ  ถึงตลุมบอนฟันแทงกันด้วยอาวุธสั้น  ทั้งสองฝ่ายจะยิงปืนใหญ่น้อยก็หาทันไม่  เพราะเป็นเวลาจวนตัว  แต่พลทหารไทยน้อยกว่าพลทหารลาว  พลทหารลาวจึงได้ไสทัพช้างพรายยกเข้าล้อมกองทัพไทยไว้ได้โดยรอบ  พลทหารลาวไสช้างงาเข้าบุกบั่นฟันแทงพลทหารไทยล้มตายมาก  ขณะนั้นลาวจะทำอันตรายแก่กรมหมื่นทั้งสองพระองค์ไม่ได้  เป็นแต่ล้อมไว้ที่กลางแปลง........”

          * อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกหวาดเสียวมากนะครับ  ฝ่ายไทยทำลังเสียเปรียบ  เพราะมีกำลังรบน้อยกว่าลาว  ค่ายประชิดถูกล้อมโจมตีใกล้จะแตกแล้ว  กรมหมื่นสองพี่น้องผู้เป็นแม่ทัพรีบเร่งยกไปช่วย  ก็ถูกกองทัพซุ่มของพระยาแสนหาญกับพระยาน่านมือเหล็ก  ที่มีกำลังมากกว่าล้อมรุมโจมตีพลทหารล้มตายลงมาก  แม่ทัพถูกช้างล้อมอยู่กลางแปลง  เห็นทีว่าจะไม่รอด  จะมีปาฏิหาริย์อันใดมาช่วยหรือไม่  พรุ่งนี้มาอ่านต่อกันนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๓๑ มกราคม ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 27, มีนาคม, 2563, 10:51:32 PM
(https://i.ibb.co/w08fvGj/19494442195-e11d0718f5-o.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๑๗ -

กำลังพลลาวมากกว่าไทยพร้อม
ยกเข้าล้อมค่ายไทยถอยหงายหลัง
รุมแม่ทัพหน้าไทยที่ไม่ระวัง
จึงเหมือนถูกกักขังอยู่กลางทัพ

“กรมหมื่นนเรศร์โยธี”นิ่ง
ไม่เกรงกริ่งไพรีที่พร้อมสรรพ
ทรงขี่ช้างนั่งภาวนานับ
“คาบ”สำหรับคาถาอาคมดี

“ตวาดป่าหิมพานต์”สามคาบครบ
ทรงสยบการบุกทุกหน้าที่
ปืนธนูยิงมาเหมือนวารี
ไหลหลีกหนีห่างหายไกลพระองค์

ช้างพัง,พลายไสชนก็ย่นย่อ
หอกดาบขออึ้งคิดพิศวง
ไม่ตีรันฟันแทงแรงลดลง
กลางป่าดงเงียบซบสงบงัน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมหมื่นนเรศร์โยธี  กรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์  แม่ทัพหน้าสองพี่น้องทราบว่าค่ายประชิดของพระองค์ถูกกองทัพลาวโจมตีจนถอยร่นเข้าตั้งรับอยู่ในค่าย  กำลังจะถูกเจ้าหน่อคำตีแตกอยู่รอมล่อแล้ว  ก็ร้อนพระทัยรีบยกพลจากกองทัพหลวงไปหมายช่วย  ไม่ทันระวังสองข้างทาง  จึงถูกทัพซุ่มของลาวที่มีกำลังพลมากกว่ายกเข้าโจมตี  พลไทยถูกทัพช้างของลาวบุกบั่นฆ่าฟันล้มตายลงเป็นอันมาก  แล้วทัพช้างของลาวก็เข้ารุมล้อมแม่ทัพสองพี่น้องอยู่กลางป่า วันนี้อ่านต่อครับ

           “กรมหมื่นทั้งสองนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นลาวไสช้างเข้ามาล้อมรอบพระองค์  พระองค์ท่านจะได้ครั่นคร้ามขามกลัวข้าศึกลาวนั้นหามิได้เลย  ทรงนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังพับในที่ล้อมกลางแปลงข้าศึก  ตรัสว่าเกลียดแต่น้ำลายที่ปลายงวงช้างเท่านั้น  ขณะนั้นลาวได้ไสช้างงาเข้ามาล้อมจนใกล้  จึงตรัสตวาดให้ช้างถอยหลังออกไปห่างพระองค์  ช้างข้าศึกเหล่านั้นก็ถอยหลังออกไปห่างพระองค์ท่านตามรับสั่ง

           (แต่ลาวหาได้ยิงปืนไฟหน้าไม้มาไม่เลย  จะเป็นด้วยเหตุอะไรหาทราบไม่  เห็นจะเป็นด้วยพระองค์ท่านมีศิลปาคมอุดมพระเวท  เห็นเป็นที่ประจักษ์มหัศจรรย์แก่ตามหาชนในกองทัพไทยลาวครั้งนั้นเป็นอันมากยิ่งนัก)

(https://i.ibb.co/sWBsTpV/14.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระองค์เจ้าขุนเณรซึ่งเป็นแม่ทัพนายกองโจร  ยกกองทัพพม่าทวายไปซุ่มคอยตีกองลำเลียงลาวอยู่ในป่าหลังค่ายทุ่งส้มป่อย  ขณะนั้นพลลาวในค่ายทุ่งส้มป่อยออกเที่ยวหาเผือกมันกิน ๗ คน  กองทัพไทยม้าเร็วเข้าล้อมจับได้ทั้ง ๗ คนมาถามได้ความว่า

           “เจ้าหน่อคำเป็นแม่ทัพใหญ่คุมพลทหาร ๑,๘๐๐ ยกไปตีกองทัพไทย  และให้ท้าวเพี้ยคุมพลทหาร ๑,๐๐๐ อยู่รักษาค่าย  แล้วเจ้าหน่อคำจัดการระวังรักษาทางป่าและหนองน้ำลำธารเป็นสามารถ”

          ฝ่ายพระองค์เจ้าขุนเณรได้ทราบดังนั้นก็ตกพระทัย  เกรงว่าพลลาวมากมายนักจะยกไปตีไทย  ไทยมีพลน้อยจะเสียท่วงทีแก่ข้าศึกลาว  พระองค์เจ้าขุนเณรมีความวิตกนัก  จึงดำริหาอุบายที่จะไปช่วยแก้กองทัพไทย  ฝ่ายกองหน้าที่ถูกล้อมนั้นจะทำเป็นประการใดดี  แต่ทรงพระดำริอยู่ช้านานจึงคิดขึ้นได้เป็นกลอุบายอย่างหนึ่ง  จึงเรียกลาว ๗ คนที่จับมาได้นั้นมาตรัสว่า

(https://i.ibb.co/64MmbTt/04.jpg) (https://imgbb.com/)

           “กูจับมึงทั้ง ๗ คนนี้ได้  โทษมึงถึงตายทั้งสิ้น  แต่กูจะไม่ฆ่า  จะยกโทษให้พ้นความตายทั้ง ๗ คน  แต่จะยึดพวกมึงไว้ ๖ คนก่อน  แล้วจะให้พวกไทยแต่งตัวเหมือนลาวปลอมหาบคอนแทนพวกมึงทั้ง ๖ คน   รวมเป็น ๗ คนทั้งพวกมึงคนหนึ่ง   จะให้พวกมึงพาพวกคนไทย ๖ คนเข้าไปในค่ายลาวในเวลาวันนี้  อย่าให้ลาวในค่ายรู้เหตุการณ์ได้  ถ้าสำเร็จการประสงค์ของกูแล้ว  กูจะปูนบำเหน็จให้มึงถึงขนาดกับความชอบของมึง  มึงจะรับอาสาทำการตามกูสั่งนี้ได้หรือไม่ได้ให้ว่ามา”

          ฝ่ายลาว ๗ คนต่างคนก็กราบลงแล้วทูลว่า    “ซึ่งท่านให้ชีวิตพวกข้าพเจ้า ๗ คนไว้ครั้งนี้นั้น  พระเดชพระคุณหาที่สุดที่แล้วมิได้  พวกข้าพเจ้าทั้ง ๗ คนพร้อมใจกัน  จะขอรับอาสาปฏิบัติทำตามถ้อยคำท่านนั้นทุกประการ”

(https://i.ibb.co/LZVM76J/Untitfeled-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระองค์เจ้าขุนเณรจึงตรัสกับพระณรงค์สงคราม  ให้เป็นแม่กองอาทมาตทะลวงฟันคุมพลทหาร ๕๐๐  ถืออาวุธสั้นและมีคบเพลิงสำหรับตัวทุกคนจะได้เผาค่ายลาว  ให้ยกไปซุ่มอยู่ตามชายป่า  ห่างค่ายลาวประมาณ ๔๐ เส้น หรือ ๕๐ เส้นพอควรแก่การให้ทันท่วงที   ถ้าเห็นลาวพาไทย ๖ คนเข้าไปในค่าย  เผาค่ายเจ้าหน่อคำได้แล้ว  ให้พระณรงค์สงครามยกกองทัพอาทมาตรีบเร่งต้อนพลโห่ร้องกระหน่ำสำทับหนุนเนื่องเข้าไปหักค่ายให้พังลง  แล้วไฟเผาค่ายลาวให้ไหม้สว่างขึ้น  พลทหารลาวเจ้าหน่อคำก็จะตกใจพะว้าพะวังทั้งข้างหน้าข้างหลัง  ก็จะถอยทัพล่าไปเอง  ไทยที่อยู่ในที่ล้อมก็จะออกได้แล้วจะได้เป็นทัพกระหนาบด้วย  พระองค์เจ้าขุนเณรจึงตรัสสั่งไทย ๖ คนที่แต่งตัวเป็นลาวนั้นว่า     “ถ้าเข้าในค่ายลาวได้  ให้ไล่ฆ่าฟันลาวในค่ายคลุกคลีตีลาวไปอย่าให้ลาวทันตั้งตัว  หาอาวุธไว้ให้นำคบเพลิงเผาค่ายลาวขึ้นด้วย”

          ฝ่ายพระองค์เจ้าขุนเณรคุมพลทหารอาทมาต ๕๐๐ คนถืออาวุธสั้นยาวครบทุกคน  ยกไปซุ่มแอบอยู่ตามชายป่าข้างทิศใต้  ห่างค่ายลาวข้าศึกทุ่งส้มป่อยประมาณ ๕๐ เส้น

(https://i.ibb.co/GCWtsXK/Untitldfwed-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายไทย ๖ คนกับลาว ๑ คน เป็น ๗ คน  แต่งเป็นลาวหาบคอนพากันเดินไปถึงประตูค่ายเจ้าหน่อคำ  เป็นเวลาเย็นจวนจะค่ำเห็นนายประตูค่ายกำลังรับประทานอาหารอยู่  จึงชักดาบออกฟันนายประตูตายพร้อมกัน ๔ คน  แล้วจึงวิ่งเข้าค่ายได้ก็ไล่ฟันลาวไปจนถึงกลางค่าย  บ้างก็นำคบเพลิงเผาค่ายขึ้นเป็นหลายแห่ง  พลทหารลาวในค่ายจะจับไม่ถนัดเพราะแต่งกายเป็นลาวเหมือนกัน  ต่างคนต่างตกใจหารู้ว่าเหตุมาแต่ทางไหนไม่  บ้างเข้าดับไฟ  บ้างไล่ติดตามค้นหาผู้ร้ายภายในค่ายเป็นอลหม่าน

(https://i.ibb.co/mCjXC05/Untitaaled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระองค์เจ้าขุนเณรและพระณรงค์สงครามทั้งสองกองที่ซุ่มอยู่นั้น  ครั้นเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นที่ค่ายลาว  จึงยกพลทหารโห่ร้องเดินตามกันหนุนเนื่องเข้าไปตีค่ายลาวพร้อมกัน  พลทหารไทยพังค่ายเข้าไปในค่ายได้ไล่ฆ่าฟันลาวตายเป็นกอง ๆ  ช้างงาในค่ายลาวซึ่งตกมันอยู่นั้น  ครั้นเห็นแสงไฟสว่างก็ตกใจแตกปลอกออกไล่แทงผู้คนล้มตาย  แล้วแล่นเข้าป่าไปในค่ำวันนั้น

          พระยาไชยสงคราม, ท้าวสุวรรณ, ท้าวหมี, สามนายคุมพลทหาร ๑,๐๐๐ อยู่รักษาค่ายที่ทุ่งส้มป่อย  เห็นเชิงศึกไทยกระชั้นตีเข้ามาในค่ายได้โดยเร็วดังนั้นก็ตกใจ  จะรวบรวมทหารให้เป็นหมวดเป็นกองออกต่อสู้ก็ไม่ได้  ด้วยรี้พลแตกตื่นตกใจมากจะกดไว้ไม่อยู่  จึงปล่อยให้แตกแหกค่ายหนีไปซ่อนกายในป่าทั้งนายไพร่ได้บ้าง  ที่ตายก็มาก  ที่เหลือตายก็มี

(https://i.ibb.co/NTn08Bq/Untitlfeed-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระองค์เจ้าขุนเณรตีค่ายทุ่งส้มป่อยแตกแล้ว  ได้ช้างพลายพังระวางเพรียว ๒๐ ช้าง   ม้า ๑๐๐ ม้า   โคต่างเกวียนกระบือเป็นอันมาก  กับเครื่องสรรพาวุธใหญ่น้อยกระสุนดินดำพร้อมด้วย  ได้ลาวเชลยฉกรรจ์ ๒๐๐ ทั้งที่ทุพลภาพป่วยไข้ด้วย ๑๐๐ เศษ   พระองค์เจ้าขุนเณรมีรับสั่งให้พระณรงค์สงครามคุมพลไทย ๘๐๐ อยู่รักษาค่ายเดิม ให้รักษาลาวเชลยไว้ด้วย  แล้วพระองค์เจ้าขุนเณรคุมพลทหารอาทมาต ๕๐๐  รีบรุดเร่งยกลงมาช่วยทัพไทยกองหน้าซึ่งถูกลาวล้อมไว้

          ฝ่ายเจ้าหน่อคำแม่ทัพใหญ่ฝ่ายลาว  เห็นแสงไฟไหม้ค่ายของตนขึ้นข้างหลังก็ตกใจ  รู้ว่าค่ายของตนเป็นอันตรายเสียแก่ข้าศึกไทยแล้ว  ด้วยว่ามาหลงล้อมไทยอยู่ทางนี้  จึงเสียค่ายข้างโน้น  เจ้าหน่อคำก็เลิกการล้อมไทย  ถอยหนีล่าทัพกลับมาตั้งรั้งทัพอยู่”.........

          * ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วนะครับท่านานผู้อ่าน  เสด็จในกรม กรมหมื่นนเรศร์โยธี  ประทับนั่งนิ่งกลางวงล้อมของข้าศึก  เหมือนบริกรรมภาวนาคาถาอาคม  นัยว่าภาวนาคาถาชื่อ  “ตวาดป่าหิมพานต์”  สะกดทัพช้างและพลปืนธนูให้นิ่งงันอยู่  ไม่เข้าทำอันตรายพระองค์  จนกระทั้งเกิด  “ปาฏิหาริย์”  ขึ้นในที่สุด

(https://i.ibb.co/5kv0ns2/Untitldfed-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          ปาฏิหาริย์เกิดจาก พระองค์เจ้าขุนเณร  แม่ทัพกองโจรนี้เอง
          ท่านผู้นี้เคยมีผลงานยอดเยี่ยมในสงคราม ๙ ทัพ  คลิก (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=10761.msg43224#msg43224)     ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพกองโจร  ปล้นพม่า  ทำให้พม่าพ่ายแพ้มาแล้ว  ครั้งนี้พระองค์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่ทัพกองโจรอีกครั้ง  ประวัติของพระองค์ไม่ค่อยชัดแจ้งนัก  นัยว่าทรงเป็นโอรสของพระอินทรรักษา(เสม) ภัสดาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กรมพระยาเทพสุดาวดี  ประสูติแต่มารดาสามัญชนที่เป็นอนุภรรยาของพระอินทรรักษา (เสม)  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรีที่  “พระองค์เจ้า”  ศึกเจ้าอนุเวียงจันทน์ครั้งนี้  พระองค์เจ้าขุนเณรแสดงความสามารถในการเป็นกองโจรได้ยอดเยี่ยมยิ่ง

          พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 28, มีนาคม, 2563, 10:49:27 PM
(https://i.ibb.co/6mmJ9GF/1441196246-Screen-Shot-o.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๑๘ -

เจ้าหน่อคำรู้แน่ว่าแพ้แล้ว
จึงเลือกแนวหนีตายไปผลุนผลัน
ไทยไล่ตามต้อนตรลบรบติดพัน
กลางอารัญลาวตายศพก่ายกอง

เจ้าอนุรู้แน่แพ้ทุกค่าย
รีบหนีตายทิ้งลาวไม่ปกป้อง
ปล่อยเวียงจันทน์ว่างผู้อยู่ปกครอง
พาครัวล่องลงใต้ไปพึ่งญวน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระองค์เจ้าขุนเณรนายทัพกองโจรคิดอุบายลอบโจมตี แล้วเผาค่ายลาวทุ่งส้มป่อยพินาศไปในพริบตา  เจ้าหน่อคำรู้ว่าค่ายใหญ่ลาวเสียแก่ข้าศึกแล้วก็เลิกล้อมค่ายไทยล่าถอยไป  วันนี้มาอ่านกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/0fpqj0B/Untitlesfded-2-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ขณะนั้นกรมหมื่นนเรศร์โยธี  กรมหมื่นเสนีบริรักษ์  ทั้งสองพระองค์ที่อยู่ในที่ล้อมลาว  ทอดพระเนตรเห็นกองทัพลาวที่ล้อมนั้นล่าถอยไป  จึงเข้าพระทัยชัดว่า  ชะรอยจะมีกองทัพไทยผู้ใดไปจุดไฟเผาค่ายลาว  ลาวจึงได้ล่าถอยไป  จึงตรัสสั่งให้นายทัพนายกองไทย  เร่งรีบยกติดตามตีทัพลาวเจ้าหน่อคำที่ล่าถอยหนีไปนั้นให้เต็มมือ

(https://i.ibb.co/2WWsyqv/Untitldfeed-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าหน่อคำล่าถอยหนีมาพลาง  เดินทัพรุดหนีมาทางในป่า  ก็พอมาปะทะกองทัพพระองค์เจาขุนเณรยกมาเป็นทัพกระหนาบหลังเจ้าหน่อคำ  เจ้าหน่อคำกระทำศึกดุจดังฟองสกุณปักษาชาติอันถูกพายุพัด  มาประดิษฐานตั้งกลิ้งกลอกอยู่ริมก้อนศิลาที่เป็นแง่อันแหลม

(https://i.ibb.co/fqt7hry/Untitle47d-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระองค์เจ้าขุนเณรต้อนพลทหาร  ให้โห่ร้องทะลวงฟันยิงแย่งแทงด้วยหอกและหลาว  พลหนุนเนื่องกันเข้าโจมตีเป็นทัพกระหนาบ  สะกัดหลังทัพลาวไว้  และฆ่าฟันลาวตายเป็นอันมาก  ฝ่ายเจ้าหน่อคำเห็นเชิงศึกไทยหลักแหลมนักเหลือกำลัง  จะตั้งสู้ต่อหาได้ไม่  จึงพาทหารที่ร่วมใจ ๒๐๐ คนเศษฝ่าออกจากที่ล้อมได้  หนีไปในป่าดงหลายวัน  ถึงค่ายช่องเขาสาร  แต่ว่าต้องถูกอาวุธมีบาดแผลเจ็บป่วยไปด้วยหาตายไม่  ขณะนั้นไพร่พลลาวแตกฉานซ่านเซ็นหนีเร้นไปทั่วป่า  จะควบคุมกันเข้าก็ไม่ได้  ด้วยนายทัพนายกองจะบังคับปกครองมิได้แล้ว

          ฝ่ายกองทัพไทยทั้งหลายไล่พิฆาตฆ่าฟันแทงลาวล้มตายเป็นอันมาก  ศพลาวตายซ้อนซับกันเต็มทั้งป่า  (ดุจดังป่าช้าในคราวอหิวาตกโรค  ชวนที่จะสังเวชยิ่งหนัก  ที่จับลาวเป็น ๆ มาได้ก็มาก  แต่หาปรากฏว่าเท่าไรไม่  เพราะไม่ได้รับรายงานรบกันในเวลานั้น)

          นายทัพนายกองไทยเก็บได้เครื่องศาสตราวุธต่าง ๆ ไว้ได้ทุกอย่าง  จับได้ช้างใหญ่ได้ขนาดพลาย ๔๙ เชือก  ช้างพัง ๔๑ เชือก  ช้างเล็กไม่ถึงขนาดรวมทั้งพลายพังด้วยเป็น ๑๗๔ เชือก  ม้า ๓๔๖ ม้า  โคกระบือ ๖๐๐  เสบียงอาหารพร้อมบริบูรณ์  เจ้าหน่อคำแม่ทัพใหญ่หนีไปกับทหารร่วมใจ ๒๐๐ เศษ  ไปถึงค่ายเขาสาร  ทหารไทยหาจับได้ไม่

(https://i.ibb.co/qmPz4mb/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกรมหมื่นแม่ทัพทั้งสองพระองค์  จึงตรัสสั่งนายทัพนายกองให้เก็บรวบรวมเครื่องสรรพาวุธ  เสบียงอาหารบำรุงช้างม้าไพร่พลทั้งปวงไว้ให้บริบูรณ์เป็นปรกติที่ค่ายทุ่งส้มป่อยเสร็จแล้ว  จึงมีรับสั่งให้นายทัพนายกองจัดแจงตั้งค่ายใหญ่  ไว้รับเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ แล้วทรงแต่งหนังสือบอกข้อราชการศึก ซึ่งมีชัยชนะแก่ลาวฉบับหนึ่ง  โปรดให้หลวงเดชอัศดรกับหลวงไกรสินธพ สองนายคุมทหารม้า ๔๐ ม้า  ถือหนังสือบอกลงมาทูลเกล้าฯ ถวายกรมพระราชวังบวรฯ ที่ค่ายหลวงตำบลที่น้ำเขิน

(https://i.ibb.co/3FkCZVN/Untitlsfded-10.jpg) (https://imgbb.com/)

          ขุนนางผู้ใหญ่นำหนังสือบอกขึ้นกราบบังคมทูลกรมพระราชวังบวร  กรมพระราชวังบวรได้ทรงทราบสิ้นข้อความแล้ว  จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสรรเสริญสติปัญญา  และความคิดกล้าหาญของพระองค์เจ้าขุนเณรว่า

           “เขาได้เคยกระทำการศึกสงครามชำนิชำนาญมาแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง  แต่ครั้งท่านเสด็จไปตีพม่าที่เขาชะงุ้มราชบุรี  ครั้งนั้นเจ้าขุนเณรเขาได้เป็นนายทัพกองโจรไปตีกองลำเลียงพม่า  เขาเคยมีชัยชนะมาแล้ว”

          แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระยานรานุกิจมนตรี  จัดแจงตระเตรียมกองทัพให้พร้อมเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา  จะยกทัพหลวงขึ้นไปยังค่ายลาวที่ทุ่งส้มป่อย

          ครั้นได้พระฤกษ์ดีแล้ว  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงพระคชาธารพังโกสุม  ผูกเครื่องมั่นกระโจมทองสี่หน้า  พร้อมด้วยราชบริวารแห่นำตามเสด็จโดยสถลมารค  เสด็จพระราชดำเนินประทับรอนแรมขึ้นไปถึงค่ายทุ่งส้มป่อย  ประทับที่พลับพลาชัยในค่ายหลวงซึ่งกองหน้าแต่งไว้รับเสด็จ

(https://i.ibb.co/747KH0F/Untitlesawd-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ขณะนั้น  กรมหมื่นนเรศร์โยธี  กรมหมื่นเสนีบริรักษ์  พระองค์เจ้าขุนเณร  และพระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทั้งหลายพร้อมกัน  ไปเฝ้ากราบบังคมทูลข้อราชการศึกเสร็จสิ้นทุกประการ  และทูลถวายศาสตราวุธช้างม้า  กับลาวเชลยที่เหลือตายจับเป็นมาได้นั้น

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ตรัสเรียกพระองค์ขุนเณรให้เข้ามาเฝ้าในที่ใกล้  จึงพระราชทานพระแสงดาบฝักทองคำองค์หนึ่ง  แก่พระองค์เจ้าขุนเณรเป็นรางวัล

(https://i.ibb.co/bdkfYzc/Untit785led-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายกแม่ทัพฝ่ายเหนือยกกองทัพขึ้นไปถึงเมืองหล่มสัก  พอกองทัพพระยาเพชรพิชัย  พระยาไกรโกษา  ก็มาถึงเมืองหล่มสักพร้อมกัน  จึงช่วยกันระดมตีทัพเจ้าราชวงศ์แตกหนีไป  เจ้าราชวงศ์พาพระสุริยวงศาธิบดีเมืองหล่มสักหนีไปด้วย  เดินไปหาเจ้าอนุผู้เป็นประธานาธิบดีที่ค่ายเขาสาร

(https://i.ibb.co/hRfpkr4/Untitle152d-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าอนุตั้งอยู่ที่ช่องเขาสารทราบการว่า  ค่ายหนองบัวลำภู และค่ายทุ่งส้มป่อย และค่ายทุ่งล้ำพี้ แตกเสียแก่ทัพไทยทัพไทยแล้วทั้งสามตำบล  จึงคิดว่า

           “เห็นจะสู้รบแก่กองทัพไทยไม่ได้  จะต้องทิ้งค่ายที่ช่องเขาสารที่สำคัญนี้เสียจึงจะได้  จำเป็นต้องคิดพาชีวิตรอดดีกว่าอยู่สู้รบกับไทย”

          คิดดังนั้นแล้วจึงทำเป็นกลอุบายว่า  เราจะไปจัดการบ้านเมืองต่อไป  จึงให้พระยาสุโภกับชานนท์ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่รักษาค่ายที่ช่องเขาสาร

(https://i.ibb.co/KxSWyxK/Unsfwtitled-1-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าอนุแกล้งพูดปดกับนายทัพนายกองว่า  จะขึ้นไปจัดการที่เมืองเวียงจันทน์รับทัพไทย  เจ้าอนุก็รีบขึ้นไปถึงเมืองเวียงจันทน์  แล้วเก็บทรัพย์สิ่งของที่สำคัญควรจะเก็บไปได้  กับพาบุตรภรรยาญาติวงศ์ลงบรรทุกเรือใหญ่  จะหนีไปเขตแดนเมืองญวนให้พ้นภัย  บุตรที่ไปด้วยนั้นคือ  เจ้าราชวงศ์ ๑   เจ้าสุทธิสาร ๑   เจ้าไชยสาร ๑   เจ้าเสือ ๑   เจ้าเถื่อน ๑   เจ้าเหม็น ๑   เจ้าช้าง ๑   เจ้าอึ่งคำ ๑   เจ้าขัติยะ ๑   เจ้าพุทธชาด ๑  เจ้าอิศรพงศ์ ๑   เจ้าเต้ ๑   เจ้าหนูจีน ๑   เจ้าสุวรรณ ๑   รวมบุตรใหญ่ ๑๔ คน    และบุตรหญิงอีกมากไม่ปรากฏชื่อ   กับบุตรน้อย ๆ อีกหลายคน   กับหม่อมห้ามแหนแสนกำนัลที่สำคัญก็พาไปมาก  กับบุตรเจ้าอุปราชอีก ๕ คน  ชื่อเจ้าเอย ๑   เจ้าอาย ๑   เจ้าอัง ๑   เจ้าปาน ๑   เจ้าพรหม ๑   กับมารดาเจ้าอุปราชด้วยคน ๑   และญาติที่ชิดสนิทพาไปบ้าง  กับขุนนางที่ไว้ใจพาไปบ้าง

(https://i.ibb.co/Dtrt40s/Untitled-2-8.jpg) (https://imgbb.com/)

          และเจ้าอนุสั่งให้จับทหารและขุนนางไทยชื่อ  พระอนุชิตพิทักษ์ (บัว)   ซึ่งเป็นน้องเจ้าพระยาอภัยภูธร ๑   กับพวกไทยที่เป็นมหาดเล็กและนายงานนายช่างหลายคน  กับพระสงฆ์ไทยหลายรูป  ให้พาไปฆ่าเสียสิ้นทั้งนั้นบรรดาไทย

(https://i.ibb.co/DLtCRYG/Untitleserd-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          เมื่อเดือนหก  แรมหกค่ำ  เจ้าอนุลงเรือล่องตามลำน้ำไปขึ้นที่ท่าเมืองมหาไชยกองแก้ว  แล้วเดินบกขึ้นช้างบ้าง  ม้าบ้าง  เดินเท้าบ้าง  ไปอาศัยอยู่ที่เมืองล่าน้ำ  ญวนเรียกว่าเมืองแง่อาน  ซึ่งเป็นเขตแดนหัวเมืองขึ้นของญวน.....”

(https://i.ibb.co/HKkf2Nq/Untitle54d-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          * เป็นอันว่ากองทัพไทยตีค่ายลาวที่หนองบัวลำภูแตกยับไป ๓ ค่ายแล้ว  ยังเหลือค่ายใหญ่ที่ช่องเขาสาร  อันเป็นเสมือนประตูสู่เมืองเวียงจันทน์อีกค่ายเดียว     แต่เจ้าอนุเจ้าของค่ายหลวงช่องเขาสารออกอุบายหนี  โดยตั้งให้พระยาสุโภกับชานนท์อยู่รักษาค่าย  ตนเองกลับไปเวียงจันทน์แล้วขนทรัพย์สมบัติ เมีย ลูก และญาติสนิทหนีไปอยู่เมืองแง่อานของญวน

(https://i.ibb.co/JQYbwg3/3.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/99PSdcc/Vientiane-Chao-Anouvong-Park-6031888461.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/RB8bjH7/230px-Emperor-Minh-Mang.jpg) (https://imgbb.com/)
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว / เจ้าอนุเวียงจันทน์ / จักรพรรดิมินห์ มาง       

          นี่เป็นการหนีไปพึ่งญวนครั้งที่ ๑ ของเจ้าอนุ   และก็เป็นชนวนเหตุให้ไทยรบลาวติดพันไปถึงรบกับญวนต่อไป...

          พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 29, มีนาคม, 2563, 10:26:10 PM
(https://i.ibb.co/VqFdvFT/Untitl-ed-1.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๑๙ -

พระยาสุโภแม่ทัพลาวช่องเขาสาร
สมัครมานทัพใหญ่ได้ครบถ้วน
ยกจากเขาสารเฮไม่เรรวน
สั่งทุกส่วนทัพลาวเข้าตีไทย

ค่ายส้มป่อยใกล้แตกตายน้ำตื้น
กรมหมื่นสองพี่น้องช่วยแก้ได้
กรมพระราชวังบวรฯไว
สั่งยกไปช่องเขาสารในทันที


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่   เจ้าอนุแอบพาครัวหนีกองทัพลาว  ทิ้งเวียงจันทน์ไปอาศัยอยู่เมืองล่าน้ำ หรือ แง่อาน  หมายพึ่งบารมีญวน  วันนี้มาอ่านกันต่อไปครับ

           “ฝ่ายพระยาสุโภกับชานนท์หาทราบว่าเจ้านายของตนหนีไปแล้วไม่  ได้ทราบแต่ว่ากองทัพไทยยกมาตีค่ายหนองบัวลำภู  และทุ่งล้ำพี้  และทุ่งส้มป่อย  แตกทั้งสามตำบลแล้ว  บัดนี้ไทยมาตั้งทัพอยู่ที่ทุ่งส้มป่อย  จึงมีหนังสือไปถึงพระยาเชียงสาและกองคำ  และเพี้ยสุรินทร์  ให้ยกทัพใหญ่มาสมทบกันช่วยตีค่ายไทยที่ทุ่งส้มป่อยให้แตกให้จงได้

          ฝ่ายพระยาเชียงสาได้ทราบหนังสือดังนั้นแล้ว  ก็นัดหมายกองทัพทั้งสามทัพพร้อมกันแล้ว  จึงยกทัพใหญ่มาล้อมค่ายไทยที่ทุ่งส้มป่อยทั้งสามทัพ  ตามสัญญาพระยาสุโภ  พระยาสุโภก็ยกกองทัพใหญ่ไปช่วยระดมตีกองทัพไทยด้วย

(https://i.ibb.co/ysQxnGb/Undfwtitled-3-02.jpg) (https://imgbb.com/)

          กองทัพไทยซึ่งตั้งอยู่ที่นั้น  เห็นทัพลาวยกมามากก็ไม่อาจจะออกรบกลางแปลง  รักษาค่ายมั่นไว้  ทัพลาวจะเข้าตีหักค่ายไทยก็ไม่ได้  ลาวจึงตั้งล้อมไทยไว้ถึง ๗ วันจนเสบียงอาหารหมด  กองทัพไทยอยู่ในที่ล้อมครั้งนี้ ๗ วันเกือบจะเสียทีแก่ลาวอยู่แล้ว  พอกองทัพกรมหมื่นนเรศร์โยธีขึ้นไปทันท่วงที  เมื่อวันศุกร์ เดือนหก แรมค่ำหนึ่ง  มีพลทหารติดตามท่านไปแต่ ๑๐๐ คนเศษเท่านั้น  เพราะรีบเร่งด่วนขึ้นไปโดยเร็ว  เมื่อได้ทรงทราบว่าทัพลาวยกมาล้อมพระยาจ่าแสนยากร  พระยากลาโหมราชเสนา  เจ้าพระยามหาโยธารามัญ  ล้อมไว้โดยแน่นหนา  ท่านมิได้รอท่าคอยกองทัพหนุน  รับสั่งให้ยกเข้าโจมตีแต่ลำพังคนร้อยหนึ่งเท่านั้นก็จะได้

          ลาวเห็นว่าไทยมีพลทหารน้อยนัก  ลาวก็หันหน้าเข้าล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน  ลาวกับไทยได้รบกันถึงอาวุธสั้นเป็นตะลุมบอน  แต่กรมหมื่นนเรศร์โยธีมีอาจารย์ไปด้วยสี่คน  อาจารย์ทั้งสี่กระทำวิชาให้พวกลาวข้าศึกเห็นว่าเป็นคนอยู่บนต้นไม้มากนักทุกต้น  ต้นไม้ก็เห็นเป็นหอรบไปหมด  มีคนอยู่บนหอรบหลายหมื่นหลายพัน  พวกลาวตั้งใจยิงปืนขึ้นไปบนต้นไม้ดั่งห่าฝนอย่างเดียว  ไม่ได้ยิงปืนไฟต่ำลงมาข้างล่างเลย  แล้วอาจารย์ทั้งสี่นำใบมะขามมาเสก  แล้วโปรยไปเป็นตัวต่อแตนต่อยพวกลาวเจ็บปวดสาหัสยิ่งนักหนา

           (เพราะฉะนั้น  หม่อมเจ้าบุตรหลาน  และพวกข้าไทในกรมของท่านที่ได้ตามเสด็จไปอยู่ในที่ล้อมนั้น  ไม่ได้เป็นอันตรายเลยแต่สักคนหนึ่ง  ความข้อนี้ผู้ที่ได้ไปทัพครั้งนั้น  ได้รู้เห็นเป็นพยานด้วยมากมาย  แต่บัดนี้คนเหล่านั้นล้มตายหายจากไปมากเกือบหมดแล้ว  หาพยานยาก  แต่ว่ายังมีบุตรหลานของพวกกองทัพคราวนั้น  ได้รับความเล่าต่อ ๆ มาก็มีบ้าง  ท่านผู้ได้อ่านได้ฟังต่อภายหลังจะเชื่อก็ตาม  จะไม่เชื่อก็ตามเถิด  เหมือนพงศาวดารครั้งกรุงเก่าแผ่นดินพระนารายณ์  มีพระยารามเดโชหายตัวได้  พม่าจับตัวได้แล้วแก้ตัวออกมาได้  เพราะมีวิชาทางยกเมฆกระฉายหรืออื่น ๆ ด้วย  การนี้เมื่อไม่เชื่อครั้งนี้ การครั้งโน้นก็ไม่เชื่อเหมือนกัน  เพราะการมหัศจรรย์มีน้อยนัก  จึงไม่ใคร่มีผู้เชื่อลงเนื้อเห็นด้วย)

(https://i.ibb.co/3RmbSP7/13.jpg) (https://imgbb.com/)

          ขณะลาวล้อมกรมหมื่นนเรศร์โยธีอยู่นั้น  พอกองทัพกรมหมื่นเสนีบริรักษ์พระอนุชาคุมกองทัพใหญ่ขึ้นไปทัน  จึงได้ขับพลทหารให้เข้าช่วยกันรบตีลาวแตกเป็นช่องออกไปได้  แต่พอให้กรมหมื่นนเรศร์โยธีออกจากที่ล้อมได้

          ฝ่ายกองทัพพระยาจ่าแสนยากร  พระยากลาโหมราชเสนา  เจ้าพระยามหาโยธา  ซึ่งอยู่ในค่ายที่ทุ่งส้มป่อย  ได้ยินสียงปืนยิงรบกันแน่นหนาอื้ออึงดังนั้น  แลเห็นลาวซึ่งล้อมอยู่ทำกิริยาป่วนปั่นระส่ำระสาย  ก็เข้าใจว่ามีกองทัพไทยยกมาช่วยเป็นมั่นคง  พวกทหารเหล่านั้นก็มีน้ำใจกล้าหาญองอาจ  พร้อมใจกันช่วยตีลาวหักออกมาจากที่ล้อมได้  แล้วก็เข้าบรรจบกันกับกองทัพข้างนอกได้  เมื่อ ณ วันอาทิตย์เดือนหกแรมสามค่ำ  ขณะนั้นกองทัพลาวจะต้านทานมิได้  แตกกระจัดกระจายจะคุมกันเข้าไม่ได้  ก็แพ้พ่ายเปิดช่องให้ทัพไทยที่ล้อมไว้นั้นออกได้สิ้น  ฝ่ายกองทัพกรมหมื่นนเรศร์โยธี  กรมหมื่นเสนีบริรักษ์  และทัพพระย่าแสนยากร  พระยากลาโหมราชเสนา  พระณรงค์วิชัย  เจ้าพระยามหาโยธา  พร้อมกันทุกทัพทุกกองยกเข้าช่วยระดมตี  ไล่ฆ่าฟันกองทัพลาวล้มตายลงเป็นอันมาก  พวกลาวเห็นเหลือกำลังที่จะตั้งต่อสู้กับไทยไม่ได้  ลาวทั้งนายไพร่ก็ล่าทัพทิ้งค่ายที่ทุ่งส้มป่อยเสียทั้งสิ้น  ถอยทัพล่าหนีไปเข้าค่ายเขาสารได้บ้าง  ที่ตายก็มาก  ที่ไทยจับได้เป็นไปก็มาก

(https://i.ibb.co/BGdMyS4/Untitle54d-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายแม่ทัพนายกองไทย  ได้มีชัยชนะแก่ข้าศึกลาวที่ตำบลทุ่งส้มป่อยอีกครั้งหนึ่ง  เป็นสองครั้งทั้งครั้งก่อนนั้น

          ครั้งนี้  กรมหมื่นทั้งสองกรมรับสั่งให้เจ้าพระยามหาโยธาคุมกองรามัญอยู่รักษาค่ายลาวที่ทุ่งส้มป่อยไว้ให้ดี
          แล้วโปรดให้พระยาพรหมยกกระบัตรเมืองนครราชสีมา  คุมพลทหาร ๔๐๐ เป็นนายทัพนายกองลาดตระเวนที่หนึ่ง
          ให้พระยาประสิทธิ์คชลักษณ์จางวางกรมช้าง  กองนอกเมืองนครราชสีมา  คุมพลทหาร ๕๐๐  มีช้างสำหรับในกอง ๒๐๐ ช้าง เป็นแม่กองตระเวนที่สอง   รวมพลทหารทั้งสองกองพลพันหนึ่ง  จึงโปรดให้ลาดตระเวนรักษาด่านทางข้างทุ่งนาคราช  ป้องกันรักษาทางไม่ให้ลาวเวียงจันทน์และทางอื่นยกมาบรรจบกับค่ายที่เขาสารได้เลยเป็นอันขาด

(https://i.ibb.co/q5X61vs/09.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้พระองค์เจ้าขุนเณรคงเป็นกองโจร  รีบยกไปซุ่มพลอยู่ต้นทางเวียงจันทน์ที่จะเข้ามาเขาสาร  ให้คอยสกัดตีกองลำเลียงลาวเวียงจันทน์อย่าให้มาส่งถึงกันได้

          แล้วโปรดให้ทัพพระยาเสนาภูเบศร์กองหนึ่ง   โปรดให้ทัพพระยาพิชัยบุรินทรากองหนึ่ง    โปรดให้ทัพพระยาณรงค์วิชัยกองหนึ่ง    โปรดให้ทัพพระยาวิสูตรโกษากองหนึ่ง     ทั้ง ๔ กองนี้คุมพลทหารกองละ ๑,๐๐๐    เป็นทัพหน้าที่หนึ่งยกไปตีค่ายเขาสารช่องแคบด้านตะวันตก
          โปรดให้ทัพพระยากลาโหมราชเสนากองหนึ่ง    โปรดให้ทัพพระยาจ่าแสนยากรกองหนึ่ง    โปรดให้ทัพพระวิเศษสงครามฝรั่งแม่นปืนใหญ่กองหนึ่ง   คุมทหาปืนใหญ่    ยกไปเข้ากองทัพพระยาจ่าแสนยากร  เป็นทัพทำลายค่าย  รวม ๓ ทัพพลทหาร ๓,๐๐๐    ยกเข้าตีค่ายเขาสารด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
          โปรดให้กองทัพพระยาศาสตราฤทธิรงค์กองหนึ่ง    ให้ทัพหลวงดำเกิงรณภพกองหนึ่ง    หลวงวุธทธสาระชาญกองหนึ่ง    โปรดให้พระยาอภัยศรเพลิงกองหนึ่ง    พระจินดาจักรรัตน์กองหนึ่ง       ทั้ง ๔ กองนี้คุมพลกองละ ๕๐๐   ยกเข้าตีค่ายลาวที่เขาสารทางด้านใต้
          โปรดให้พระยาสุริรทราชเสนี  กับพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา  ทั้งสองกองนี้คุมพลทหารกองละ ๓๐๐    ยกไปคอยตีกองทัพลาวซึ่งจะมาอาศัยตักน้ำกินในลำธารป่าดงทึบ  ให้รักษาลำธารทั้งปวงไว้ให้มั่นคง  อย่าให้เสียลำธารน้ำแก่ลาวได้เลยสักแห่งหนึ่ง

(https://i.ibb.co/17jyy9J/14.jpg) (https://imgbb.com/)


          ฝ่ายแม่ทัพนายกองทั้งหลายพร้อมกันกราบถวายบังคมลายกกองทัพไปตามรับสั่งในวันนั้น  ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันที่สอง  กรมพระราชวังบวรฯ โปรดให้กรมหมื่นทั้งสองพระองค์  คุมพลทหาร ๓,๐๐๐ เป็นแม่ทัพใหญ่ถืออาญาสิทธิ์แทนพระองค์    โปรดให้บังคับบัญชากองทัพทั้งสิ้น  ให้ยกหนุนกองทัพทั้งหลายขึ้นไปตีค่ายเขาสารตามราชการ

          แล้วโปรดให้พระยาราชโยธา  กับพระยามหาอำมาตย์  คุมพลทหารกองละ ๑,๕๐๐ เป็นกองผู้ช่วยทัพทั้งหลาย  ถ้าเห็นทัพผู้ใดหย่อนกำลังรี้พลลงเมื่อใด  ให้ช่วยอุดหนุนกองนั้นให้ทันท่วงทีแก่ราชการ.......”

          * เสด็จในกรม  กรมหมื่นนเรศร์โยธีพระองค์นี้ทรง  “เล่นของขึ้น”   ครั้งก่อนเห็นท่านใช้วิชาอาคมตวาดฝูงช้างในกองทัพลาวถอยไป  พลทหารปืนธนูยืนจังงังไปครั้งหนึ่งแล้ว  มาครั้งนี้ทรงนำทหาร ๑๐๐   สู้กับทหารลาวเป็นหมื่นคน    ตรัสให้อาจารย์ทั้ง ๔ ใช้วิชาอาคมลวงตาทหารลาวให้ใช้ปืนยิงต้นไม้ แทนที่ตจะยิงพระองค์ท่านกับพลทหาร  มิหนำยังเสกใบมะขามเป็นตัวต่อแตน  บินไล่ต่อยทหารลาวในกองทัพเจ็บป่วยไปตาม ๆ กันอีก  ไม่เชื่อได้หรือครับ

          แม้เจ้าอนุจะทิ้งกองทัพหนีจากเวียงจันทน์ไปแล้ว  แต่กองทัพลาวยังไม่รู้เรื่องเลย  จึงยกเข้ารบกับไทยจนแพ้พ่ายล้มตายเป็นอันมาก  ตอนนี้เหลือค่ายหลวงที่ถูกเจ้าอนุทิ้งไว้ตรงช่องแคบเขาสารเพียงค่ายเดียว  กรมพระราชวังบวรฯ แม่ทัพใหญ่ของไทยทรงดำริเผด็จศึกให้เสร็จสิ้นไป  จึงโปรดให้นายทัพนายกองยกกำลังเข้าตีค่ายเขาสารทุกทิศทุกทาง  ค่ายใหญ่ของลาวจะรอดเงื้อมมือกองทัพไทยหรือไม่  พรุ่งนี้ตื่นมาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 30, มีนาคม, 2563, 10:10:06 PM
(https://i.ibb.co/0t3mQ28/1434728052-1-o.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๐ -

กองทัพใหญ่ไทยเคลื่อนสะเทือนป่า
ทั้งทัพหน้าทัพหลวงล่วงวิถี
ถึงค่ายลาวเขาสารไร้ต้านตี
ด้วยลาวมีกังวลกลอุบาย

ไทยตั้งทัพมั่นลงแล้วสงสัย
ลาวทำไมนิ่งงันไม่สั่นส่าย
จึงปรึกษาหาทางทั้งไพร่นาย
แล้วกระจายกำลังรบสยบลาว


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ  เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง)  มาให้อ่านกันถึงตอนที่ กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรตรัสสั่งกองทัพต่าง ๆ ยกเข้าล้อมตีค่ายลาวที่ช่องเขาสาร  โดยทรงวางกำลังเข้าตีและกำลังสกัดทางเดินทัพลาวทุกทางอย่างรัดกุม  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/dMRmv1F/10.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ครั้นรุ่งขึ้นวันที่สาม  กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชดำรัสสั่งพระยาเสน่หาภูธร  ให้คุมพลทหาร ๑,๐๐๐ รักษาค่ายหลวงที่ทุ่งส้มป่อย  ถ้ามีราชการแปลกประหลาดจรมาประการใด  ให้คิดราชการกับเจ้าพระยามหาโยธา
          แล้วโปรดให้พระยาประสิทธิศาสตรา กับหลวงฤทธิรงค์  หลวงทรงศักดาวุธ  สามนาย  คุมพลทหารเกณฑ์หัดอย่างใหม่ ๘๐๐ เป็นกองเสือป่าแมวเซายกไปช่วยทัพหน้า
          แล้วโปรดให้หลวงฤทธิ์สำแดง  คุมพลทหารฝรั่งปืนใหญ่ ๓๐๐ เป็นกองอาทมาตไปกับทัพหลวง
          แล้วโปรดให้หลวงผ่านพิภพกับหลวงจักรวาลเป็นทัพม้า  คุมทหารม้ากองละ ๑๐๐   มีพลม้าประจำหลังม้าทั้งสองกองร้อย  เป็นกองคอยเหตุ  และจะได้เดินหนังสือบอกข้อราชการศึกหนักเบาให้ทราบทั่วทุกทัพทุกกอง
          โปรดให้พระยาประกฤษณุรักษ์คุมพลทหารช้าง ๑๕๐    กับพระยาเพธราชาคุมพลทหารช้าง ๑๕๐    รวมช้างสองกอง ๓๐๐   ยกไปตีค่ายเขาสาร  พร้อมด้วยทัพกรมหมื่นทั้งสองพระองค์

(https://i.ibb.co/kGfZqZm/13.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นได้มหาพิชัยฤกษ์  กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จทรงพระคชาธารพลายปราบไตรจักร  เสด็จพระราชดำเนินยกพยุหแสนยากรทัพหลวง  พร้อมพลช้างม้าพลเดินเท้าเป็นกระบวนพยุหยาตราตามรัฐยาสถลมารค  ประทับร้อนแล้วยกหนุนทัพหน้าทั้งปวงขึ้นไป  ตั้งค่ายหลวงใกล้ค่ายลาวเขาสาร  ห่างประมาณ ๒๕๐ เส้น   บรรดานายทัพนายกองหน้าทั้งหลายตั้งค่ายประชิดห่างค่ายลาวที่เขาสารประมาณ ๕๐ เส้นบ้าง   ๗๐ เส้นบ้าง    ๑๐๐ เส้นบ้าง   อย่างที่ใกล้ ๓๐ เส้น  

(https://i.ibb.co/tCXbDs1/11.jpg) (https://imgbb.com/)

          แต่ค่ายกรมหมื่นทั้งสองพระองค์นั้น  ทรงตั้งค่ายอย่างกวางเหลียวหลัง  ตั้งหนุนค่ายกองหน้าห่างประมาณ ๓๐ เส้น  แล้วโปรดให้ตั้งค่ายหลวงลงใหม่ ห่างค่ายกรมหมื่นทั้งสอง  ออกมา ๗๐ เส้น เป็นค่ายชัย   แต่ทัพหลวงค่ายเดิมที่ตั้งแต่ก่อนห่างมากประมาณ ๒๕๐ เส้นนั้น   โปรดให้เจ้าพระยาพระพิษณุโลกซึ่งมาล่าช้า  พอมาถึงจึงโปรดให้คุมพลทหารเมืองพระพิษณุโลกอยู่รักษาค่ายหลวงเดิม  เพราะค่ายหลวงที่ตั้งที่ตั้งแต่เดิมนั้น  มีหนองน้ำอยู่ในค่าย  จึงต้องรักษาไว้ให้มั่นคง  เป็นที่พักพลทหารเจ็บป่วย (โรงพยาบาลทหาร)

(https://i.ibb.co/cLsg7gM/Unti259tled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายแม่ทัพนายกองลาวที่ค่ายเขาสารนั้น  จัดการตกแต่งหอรบค่ายคูขวากหนาม  ป้องกันรักษาค่ายให้มั่นคง  แล้วเกณฑ์กองทัพลาวหัวเมืองขึ้นมาสมทบมากมายหลายพัน  ให้พลทหารลาวเหล่านั้น  ขึ้นประจำรักษาหน้าทุกค่ายใหญ่น้อยโดยสามารถแข็งแรงนัก  ฝ่ายพระยาสุโภและชานนท์แม่ทัพใหญ่ได้ปรึกษาขุนนางลาวท้าวเพี้ย  นายทัพนายกองทั้งหลายว่า

           “บัดนี้กองทัพฝ่ายไทยยกมาตั้งค่ายประชิดคราวนี้  เห็นเชิงศึกเข้มแข็งกล้าหาญนัก  ตั้งค่ายเป็นวงพาดีถึงสามชั้น  ทั้งทัพหลวงก็ยกมาตั้งค่ายหนุนทัพหน้าทั้งปวงอยู่ด้วย  อาการเชิงศึกไทยครั้งนี้ดูท่วงทีชอบกล  เราจะคิดเป็นประการใด?  จึงจะได้ชัยชนะแก่ไทยได้”

          แสนท้าวพระยาลาวท้าวเพี้ยจึงพูดตอบว่า  “การทั้งนี้ก็สุดแท้ความคิดท่านผู้เป็นแม่ทัพใหญ่  จะบัญชามาประการใดพวกนายทัพนายกองทั้งหลายนี้  ก็จะปฏิบัติตามสั่งโดยสมควรแก่การศึก”

          ฝ่ายพระยาสุโภและชานนท์  ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บัญชาการทัพนั้นจึงพูดขึ้นในท่ามกลางประชุมว่า

           “เราคิดว่าไทยยกทัพมาคราวนี้  เป็นการเร่งรุดรีบด่วนมาโดยเร็ว  อีกประการหนึ่งเล่า  ไทยยกขึ้นมาทางนี้ก็เป็นทางลำบากแก่ไพร่พลมาก  เพราะเป็นทางข้ามเขาและทางป่าไกลนัก  จะได้เสบียงอาหารบรรทุกโคต่างและช้างม้าขึ้นมามากน้อยสักเท่าใด  ก็พอจะคิดได้ไม่ผิดมากนัก  เราประมาณดูรี้พลในกองทัพไทย  กับเสบียงอาหารที่บรรทุกช้างและโคต่างมานั้น  จะทำการสักสามเดือนก็ไม่พอเลี้ยงกันเต็ม  ว่าช้าเดือนเศษจะหมดสิ้นเสบียงอาหารลง  กำลังกองทัพไทยก็จะหย่อนลงมาก  จะทำอะไรแก่เราได้เล่า  เพราะหมดเสบียงแล้ว  กับที่ไทยจะขึ้นมาส่งเสบียงอีกนั้นก็ไม่ได้  ด้วยเราแต่งกองทัพอันสำคัญไปตั้งจุกช่องกักด่าน  คอยตีกองลำเลียงไทยที่จะมาเพิ่มเติมกันนั้นก็ไม่ได้  อีกประการหนึ่งเวลานี้เล่า  กำลังไทยรื่นเริงหน้าทัพเพราะมีชัยชนะแก่ลาวมาหลายครั้ง  กำลังศึกยังกล้าหาญอยู่นักหนา  เราจะเข้าต่อสู้เวลานี้ยังไม่ได้  เราคิดว่าช่วยกันให้แข็งแรง  รักษาค่ายตั้งมั่นไว้สักเดือนเศษหรือครึ่งเดือน  แต่พอให้กองทัพไทยขาดเสบียงอาหารลงเมื่อใด  เราจึงจะได้ยกกองทัพออกโจมตี  จะมีชัยชนะแก่ไทยโดยง่าย”

          ฝ่ายแสนท้าวพระยาลาวก็เห็นชอบพร้อมกัน  ตามถ้อยคำและความคิดพระยาสุโภและชานนท์ทุกประการ  จึงได้ช่วยกันรักษาค่ายโดยมั่นคง

(https://i.ibb.co/NVt2s3K/10.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ มีรับสั่งให้มหาดเล็กขึ้นไปเชิญกรมหมื่นทั้งสองพระองค์ลงมาเฝ้าที่พลับพลาชัยในค่ายหลวง  แล้วทรงตรัสปรึกษาว่า

           “แต่กองทัพไทยยกขึ้นมาตั้งค่ายประชิดที่เขาสารช่องแคบช้านานถึงหกเจ็ดวันแล้ว  ไม่เห็นลาวจัดกองทัพออกมาตีเรา  ตามธรรมเนียมศึกใหญ่  ลาวนิ่งอยู่แต่ในค่ายหลายวันแล้ว  ดีร้ายลาวจะคิดกลอุบายสักอย่างหนึ่งเป็นแม่นมั่น”

          กรมหมื่นทั้งสองพระองค์จึงกราบทูลว่า     “ถ้าจะนิ่งช้าอยู่  เห็นจะต้องด้วยอุบายลาวตามพระราชกระแสรับสั่ง  ขอพระราชทานพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม  มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งพระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทั้งหลาย   ให้ตระเตรียมการเข้าปล้นค่ายลาวให้แตกในสามวัน  ถ้าเนิ่นช้าพ้นไปสามวันก็เห็นว่าจะต้องถูกกลอุบายลาวเป็นแน่แท้  ไม่ควรจะนิ่งไว้ให้ช้าจนลาวคิดกลอุบายได้สำเร็จ”

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงเห็นชอบด้วยความคิดกรมหมื่นทั้งสองพระองค์แล้ว  จึงมีพระราชดำรัสให้หาเจ้าพระยา และพระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทั้งปวง  ให้มาเฝ้าพร้อมกันในค่ายหลวง   จึงทรงจัดการทัพซึ่งจะยกเข้าปล้นค่ายลาวเจ้าอนุที่เขาสารนั้น

(https://i.ibb.co/RcftX6W/16.jpg) (https://imgbb.com/)

          - พร้อมโปรดให้กองทัพพระยาจ่าแสนยากร กับพระยามหาอำมาตย์  คุมพลทหาร ๑๕,๐๐ กองหนึ่ง
            ให้พระยากลาโหมราชเสนา กับพระยาศรีสรราช คุมทหาร ๑,๕๐๐ กองหนึ่ง    ทั้งสองกองนี้  เป็นทัพเอกยกเข้าปล้นค่ายพระยาสุโภ
          - โปรดให้พระยาราชโยธา กับพระยาเสนาภูเบศร์   คุมพลทหาร ๑,๕๐๐ กองหนึ่ง
            ให้พระยาบริรักษ์ราชา กับพระยาอัษฎาเรืองเดช  คุมพลทหาร ๑,๕๐๐ กองหนึ่ง    ทัพสองกองนี้เป็นทัพโทเข้าปล้นค่ายชานนท์
          - โปรดให้กองพระยาณรงค์วิชัย กับพระยาสุนทรสงครามสุพรรณบุรี  คุมพลทหาร ๑,๐๐๐  เป็นกองหนุนทัพเอก
          - โปรดให้พระยาอภัยสงครามกับพระยาพิชิตสงคราม  คุมพลทหาร ๑,๐๐๐  เป็นกองหนุนทัพโท
          - โปรดให้พระพิชัยสุรินทรา กับพระยานครา  พระยาพิพิธภักดี  คุมพลทหาร ๑,๐๐๐ เป็นกองเสริม   ถ้าเห็นว่าทัพใดล่าหย่อน  ก็จะได้ช่วยหนุนทัพนั้นบ้าง
          - โปรดให้พระยาสุรินทรราชเสนีคุมพลทหาร ๑,๐๐๐   โปรดให้พระยาสุเรนทรราชเสนาคุมพลทหาร ๑,๐๐๐    โปรดให้พระยาพิบูลย์สมบัติคุมพลทหาร ๑,๐๐๐    โปรดให้พระยาอร่ามมณเฑียรคุมพลทหาร ๑,๐๐๐    โปรดให้พระยาพิจิตรคุมพลทหาร ๑,๐๐๐    โปรดให้พระยานครสวรรค์คุมพลทหาร ๑,๐๐๐    ทั้ง ๖ กองนี้  โปรดให้ยกเข้าปล้นค่ายพระยามือไฟและพระยามือเหล็กและค่ายเชียงใต้และค่ายเชียงเหนือ  หรือค่ายเพี้ยท้าวพระยาลาว  ซึ่งได้ตั้งเป็นค่ายละเมาะติด ๆ ต่อ ๆ กันตามชายป่าเชิงเขาสารทุก ๆ ค่ายให้แตกพร้อมกัน

(https://i.ibb.co/2Zn1dnw/110.jpg) (https://imgbb.com/)

          แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดกองทัพอีก ๘ กองคือ  กรมอาสาญี่ปุ่น  และกรมอาสาวิเศษ กรมอาสาใหม่  กรมอาสาหกเหล่า  และกรมกองแก้วจินดา  กรมพันทนายเลือก  รวม ๘ กอง   มีพระยา, พระ, หลวง  เป็นนายทัพนายกอง   คุมพลทหารกองละ ๓๐๐ บ้าง  ๔๐๐ บ้าง   ยกระดมเข้าตีค่ายปีกกาลาวทุก ๆ ค่าย
          โปรดให้พระยาประกฤษณุรักษ์  กับพระยาพุทธราชาแม่กองข้างในกรุง  พระยาประสิทธิ์คชลักษณ์แม่กองข้างกองนอกเมืองนครราชสีมา  รวม ๓ นายคุมพลช้าง ๒๐๐ ยกไปทลายค่ายลาวที่เขาสาร  แต่ให้อยู่ในบังคับบัญชาพระยาจ่าแสนยากรและพระยากลาโหมราชเสนา
          แล้วโปรดให้หม่อมเจ้ากำภูฉัตรในเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา  เป็นแม่ทัพม้าคุมพลทหารม้า ๕๐๐   เป็นจเรทัพกองตราตราทัพทั้งหลาย
          แล้วโปรดให้พระวิชิตรณรงค์ข้าหลวงเดิมคุมพลทหาร ๕๐๐   ยกไปตั้งค่ายสกัดปิดต้นทางข้างเมืองเวียงจันทน์ไว้  อย่าให้ลาวไปมาหากันได้  ให้ตั้งค่ายปิดทางที่ตำบลทุ่งแค  ลาวชาวเวียงจันทน์เรียกว่า   ทุ่งคับแค......”

          * เฮ้อ....อ่านการจัดกองทัพกว่าจะเสร็จก็เหนื่อยเลย  ยกไปอ่านต่อกันวันพรุ่งนี้เถิดครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 31, มีนาคม, 2563, 10:21:01 PM
(https://i.ibb.co/qD7xxrP/Untdditled-2-350.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๑ -

ดำรัสสั่งวางแผนรบแน่นหนา
ได้เวลายกฮือโห่อื้อฉาว
เข้าตีค่ายเขาสารกันเกรียวกราว
พลไทยห้าวหาญฮึกข้าศึกกระเจิง

ค่ายเขาสารแตกยับแม่ทัพหนี
ไทยตามตีถึงเวียงจันทน์ถลันเหลิง
ยึดเมืองหลวงลาวไว้ได้สิ้นเชิง
อนุเริดเปิดเปิงไปก่อนแล้ว


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ  เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงตรัสปรึกษากรมหมื่นสองพี่น้อง  เมื่อเห็นลาวไม่ยกออกรบ  ทุกพระองค์ทรงเห็นพ้องกันว่าลาวคงกำลังคิดวางกลอุบายอะไรอยู่  ควรเร่งยกเข้าตีค่ายเขาสารทันทีอย่าให้ลาวตั้งตัวได้  กรมพระราชวังบวรฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้แม่ทัพนายกองยกพลเข้าตีค่ายลาวทุกทิศทุกทางโดยพร้อมเพรียงกัน......   วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

           “ครั้นทรงจัดแจงแบ่งกองทัพปันหน้าที่ให้นายทัพนายกองทั้งหลายพร้อมเสร็จแล้ว  จึงมีพระราชกำหนดว่า

(https://i.ibb.co/zFPV5xH/Untidfdled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

           “วันพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์  ฤกษ์ดีในเวลาสิบนาฬิกา  ให้พระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทั้งปวง  พร้อมใจกันยกทัพจู่โจมโถมเข้าหักค่ายปล้นค่ายลาว  ซึ่งตั้งอยู่ตามเขาสารช่องแคบให้แตกจงได้แต่ในวันเดียว  ผู้ใดล่าทัพถอยออกมา จะลงพระราชอาชญานายทัพนายกองที่ล่าออกมานั้น  โดยอย่างฉกรรจ์ตามบทกฎหมายพระอัยการศึก”

(https://i.ibb.co/r0Z4qm0/Undfwtitled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งหลาย  กราบถวายบังคมลาออกมาจากค่ายหลวง  และตระเตรียมการยุทธนาไว้พร้อมเสร็จตามตำราพิชัยสงคราม  ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์  ได้ฤกษ์ดีตีฆ้องยามสิบนาฬิกา  ฝ่ายนายทัพทั้งปวงยกพลทหารโห่ร้องยกกองทัพเข้าปล้นค่ายลาวที่เขาสารทุก ๆ ค่าย

          ฝ่ายพระยาสุโภแลชานนท์แม่ทัพใหญ่เร่งให้พลทหารรับรองป้องกันเป็นสามารถ  ยิงปืนไฟ ปืนยา หน้าไม้ ออกมาดังห่าฝน  ไพร่พลกองทัพไทยตายลงมาก  ขณะนั้นทัพช้างฝ่ายลาวยกมาช่วยป้องกันค่ายหาทันท่วงทีไม่

(https://i.ibb.co/0Kyvmxw/Untdditled-2-300.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายทัพช้างยกเข้าทลายค่าย  พลทหารไทยมิได้ย่อท้อถอย  ยกหนุนเนื่องกันเข้าไป  ได้ทำลายล้างค่ายฟันค่ายปีนค่ายเย่อค่าย  บ้างก็ถอนขวากหนามทิ้ง  วิ่งเข้าค่ายได้ไล่แทงฟันลาวล้มตายเป็นอันมาก

          ฝ่ายพลลาวตกใจวิ่งแตกตื่นปะทะกันเป็นอลหม่าน  บ้างเหยียบกันตายก็มีที่ไม่ตายก็มาก  ที่แหกค่ายหนีไปได้บ้าง  แต่พระยาสุโภ แลชานนท์ เชียงใต้ นายทัพทั้งสามนั้น  พาพลทหารที่ร่วมใจกัน ๒๐๐ เศษ  ถืออาวุธสั้นสองมือฟันฝ่ากองทัพไทยแหกค่ายหนีไปได้ทั้งสามคน

(https://i.ibb.co/ydHBjHL/5-10.jpg) (https://imgbb.com/)

          กองทัพไทยตีปล้นค่ายเขาสารได้ครั้งนั้น  พลลาวตายประมาณสองส่วน  ที่หนีเล็ดลอดไปได้ประมาณส่วนหนึ่ง  ที่กองทัพไทยจับเป็นได้ประมาณส่วนหนึ่ง   จับได้ช้างพลายพังระวางเพรียว ๒๖๗ ช้าง    ม้า ๕๔๘ ม้า    โคต่าง ๑,๔๐๐    เก็บได้เครื่องสรรพาวุธยุทธภัณฑ์  กระสุนดินดำ  และเสบียงอาหารพร้อมบริบูรณ์  ได้พระพุทธรูปทองคำในค่ายองค์หนึ่ง  ทองหนักเจ็ดตำลึงสองบาท  เป็นทองคำเนื้อเจ็ด สองขาพระเนตรฝังพลอยนิลทั้งสองข้าง ระหว่างพระอุณาโลมฝังพลอยทับทิมหลังเบี้ย  เท่าเมล็ดข้าวโพด  นั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักสามนิ้วสามกระเบียด (เห็นจะเป็นพระชัยวัฒนะพระชนมพรรษาของเจ้าอนุ)

(https://i.ibb.co/qmPz4mb/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงกรำศึกกับลาวมีชัยชนะแก่ข้าศึกลาว  ตีได้ค่ายเขาสารแล้ว  จึงทรงแต่งหนังสือบอกข้อราชการซึ่งมีชัยชนะแก่ข้าศึกลาวและกิจราชการทั้งปวงในความที่ทรงดำรินั้นด้วยรวมลงในฉบับหนึ่ง  โปรดให้หลวงนายมหาใจภักดิ์ถือพลม้า ๑๕๐ ม้า  เชิญพระอักษรและหนังสือบอกลงมากราบบังคมทูลพระกรุณา ณ กรุงเทพฯ

          ครั้นรุ่งขึ้นอีกแปดวัน  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยานคราคุมพลทหารไทยห้าร้อย  ไล่ต้อนคุมครัวลาวเชลยที่ฉกรรจ์กับช้างดีม้าดีด้วย  ลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นพระราชบรรณาการล่วงหน้ามาพลางก่อน

(https://i.ibb.co/JchYyvF/Untitlffded-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นทรงจัดการที่ค่ายเขาสารเรียบร้อยเป็นปรกติแล้ว  โปรดให้เจ้าพระยาพระพิษณุโลกเป็นผู้คุมกองทัพหลังอยู่รักษาค่ายที่เขาสาร  ด้วยจะเสด็จพระราชดำเนินข้ามเขาสารต่อไปให้ถึงเมืองเวียงจันทน์  ฝ่ายนายทัพนายกองจึงจัดกระบวนทัพเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค  เหมือนอย่างที่เสด็จพระราชดำเนินขึ้นมาจากค่ายทุ่งส้มป่อยนั้นทุกประการ  ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงเครื่องสำหรับขัตติยราชรณยุทธเสร็จ  เสด็จขึ้นประทับอยู่บนเกยชัยคอยพระฤกษ์

          ฝ่ายกองทัพไทยซึ่งยกไปเป็นทัพหน้า ตีค่ายเขาสารแตกแล้วทุกตำบล  ทัพหน้ายกไปตามตีลาวที่แตกหนีไปบนเขาสารนั้น  กวาดต้อนจับได้ลาวมาเป็นอันมาก  บ้างก็ข้ามเขาสารลงไปตามที่เชิงเขาด้านตะวันออก  ถึงพื้นดินราบที่ตำบลนั้นชื่อพรานพร้าว  อยู่ริมฝั่งโขงตรงหน้าเมืองเวียงจันทน์ตรงข้ามกองทัพหน้า  ฝ่ายไทยไม่เห็นลาวตั้งค่ายรับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโขง  จึงได้มากราบทูลกรมหมื่นทั้งสองพระองค์  

(https://i.ibb.co/9rpDtbC/1396921120-vientianep-o.jpg) (https://imgbb.com/)

          กรมหมื่นทั้งสองพระองค์รับสั่งให้นายทัพนายกองไปเที่ยวเก็บเรือใหญ่น้อยของลาวที่ทิ้งไว้ตามฝั่งและบ้านร้างได้มาหลายสิบลำ  จึงให้พลทหารไทยลงเรือ แล้วเสด็จลงเรือข้ามไปยังเมืองเวียงจันทน์  เสด็จเข้าไปประทับอยู่ในเมืองเวียงจันทน์ก่อนทัพทั้งปวง  จึงทรงเก็บได้สรรพสิ่งของทองเงินเพชรพลอย  และเครื่องอัญมณีต่าง ๆ เป็นอันมาก  ซึ่งเป็นวัตถุของเจ้าอนุและญาติวงศานุวงศ์และแสนท้าว, พระยาลาว, ท้าวเพี้ย  ที่หนีไป  เก็บไม่ทันเหลืออยู่นั้นเป็นอันมาก  แล้วรับสั่งให้พลทหารไปตามจับช้างดีม้าดี ๆ ที่แตกฉานซ่านเซ็นอยู่ในเมืองแลนอกเมืองเวียงจันทน์  จับได้ช้างพลายพังระวางเพรียว ๑๔๖ ช้าง   ม้า ๔๔๐ ม้า   และโคกระบือพันเศษ   เครื่องสรรพาวุธยุทธภัณฑ์เป็นอันมาก พร้อมทั้งกระสุนดินดำด้วย  แล้วมีรับสั่งพระยาสุนทรสงครามผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี  ให้คุมไพร่พล ๑,๐๐๐ เศษ  ยกไปตั้งค่ายหลวงรับเสด็จพระพระราชวังบวรฯ ที่ตำบลพรานพร้าว  ริมฝั่งแม่น้ำโขง แปดค่าย  เพราะรี้พลที่ตามเสด็จพระราชดำเนินมานั้น  มากมายหลายพันคน

          ครั้งนั้น  พระณรงค์สงครามขึ้นม้าข้ามเขาสารกลับมายังค่ายหลวง  จึงเข้าเฝ้าหน้าเกยชัยเมื่อกำลังเสด็จประทับอยู่ที่นั้น  พระณรงค์สงครามกราบทูลว่า

(https://i.ibb.co/6WjnyBG/image1-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           “กองทัพกรมหมื่นทั้งสองยกข้ามเขาสารลงไปถึงฝั่งพรานพร้าว  ไม่เห็นมีทัพลาวตั้งรับที่นั้น  จึงเสด็จลงเรือข้ามแม่น้ำโขงเข้าเมืองเวียงจันทน์ได้โดยสะดวก  ในเมืองก็ไม่มีทัพลาวตั้งรับรบสู้รักษาเมืองเลย  พบแต่ครอบครัวลาวที่ชราแก่เฒ่าและป่วยไข้  กับที่ไม่สมัครใจไปด้วยเจ้าอนุก็มี  ได้ไต่ถามได้ความว่า  เจ้าอนุพาครอบครัวบุตรภรรยาญาติอพยพหนีไปอยู่เมืองญวนสองวันแล้ว  ไทยกองหน้าจึงเข้าเมืองเวียงจันทน์ได้”

(https://i.ibb.co/rtJ7b8M/Untitldfsed-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          * ก็เป็นอันว่าสงครามไทย-ลาว ยกแรกนี้  ทัพไทยสยบทัพลาวได้อย่างง่ายดาย  เพราะแม่ทัพใหญ่ฝ่ายลาว (เจ้าอนุ) ไม่คิดสู้  ตอนนี้ยึดกรุงเวียงจันทน์ได้โดยละม่อมแล้ว  ต่อไปจะจัดการกับลาวอย่างไร  อ่านต่อวันพรุ่งนี้เถิดครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 02, เมษายน, 2563, 10:33:43 PM
(https://i.ibb.co/ftWbRx1/04.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๒ -

กรมพะราชวังบวรเจ้า
ทรงข้ามเขาสารพลันผ่านเถื่อนแถว
ถึงพรานพร้าวริมโขงโล่งเนินแนว
ไร้วี่แววอริราชชาติศัตรู

ประทับนิ่งทอดพระเนตรนครใหญ่
มิข้ามไปเที่ยวเห็นความเป็นอยู่
ด้วยเคืองแค้นแน่นพระทัยไม่อยากดู
ตรัสสั่งหมู่พลเผดียงเผาเวียงจันทน์


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมหมื่นสองพี่น้องแม่ทัพหน้าไล่ตามตีทัพลาวข้ามเขาสารไปถึงพรานพร้าว  แล้วข้ามโขงไปในเมืองเวียงจันทน์ที่ว่างกองทัพลาว  เพราะเจ้าอนุพาครัวหนีไปแล้ว  จึงเก็บสรรพสิ่งของมีค่านานาที่พวกเจ้าอนุนำไปไม่หมด  เหลืออยู่จำนวนไม่น้อย  ให้พลเที่ยวตามจับช้างม้าวัวควาย  และอาวุธยุทธภัณฑ์ได้เป็นอันมาก  พระณรงค์สงครามขึ้นขี่ม้าจากพรานพร้าว  ข้ามเขาสารกลับเข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ  ทูลความทุกสิ่งทุกประการให้ทรงทราบ..... วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/xq01c6w/130.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงทราบข้อความตามพระณรงค์สงครามกราบทูลดังนั้นแล้ว  จึงตรัสว่า     “ได้ข่าวศึกดังนี้ก็เป็นฤกษ์ดีอยู่แล้ว  ให้ลั่นฆ้องชัยดำเนินพลทหารยกข้ามเขาสารไปยังฝั่งแม่น้ำโขงเถิด”      โหรลั่นฆ้องชัยถวายพระฤกษ์เจ้าพนักงายิงปืนจ่ารงค์ขึ้นสามนัดเป็นสัญญา  พลทหาม้ากองหน้าดำเนินธงตรีธุชนำหน้ากระบวนไปก่อน  พลแสนเสนางคนิกรเดินทัพเป็นลำดับกันไปตามสถลมารค  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงช้างพระที่นั่งพังโกสุมเป็นพระคชาธาร  ผูกเครื่องมั่นกระโจมทองสี่หน้าหลังคาสี  พร้อมด้วยเสนีสี่ท้าวช้างจัตุรงคบาท  ยกพยุหะยาตราไปครั้งนั้น  มีช้างดั้งกันค้ำค่ายวงพังคาแซกแซง  ตามมหาคชพยุหะสงครามพร้อมเสร็จ  เสด็จพระราชดำเนินเป็นทัพหลวงจากค่ายเขาสารครั้งนั้น  สนั่นนฤนาทบันลือลั่นด้วยสรรพสำเนียงเสียงพลช้างพลม้าพลเดินเท้า  สะท้านสะเทือนท้องปัตพี  เสด็จประทับร้อนที่สิงขรเชิงผา  พักพลพอเข้าที่เสวยในที่นั้นเสร็จ  ก็เสด็จพระราชดำเนินต่อไปเป็นลำดับ  แล้วประทับที่พลับพลาชัยในค่ายใหญ่  ซึ่งกองหน้าแต่งตั้งไว้รับเสด็จที่ตำบลพรานพร้าวริมฝั่งแม่น้ำโขง

(https://i.ibb.co/ZJzKYYQ/that1-700x400.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นมิได้เสด็จไปทอดพระเนตรในเมืองเวียงจันทน์ด้วยกริ้วกราดเจ้าอนุมากนัก  แล้วมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้พลทหารลงเรือข้ามฟากไปในเมืองเวียงจันทน์  ให้ตัดต้นไม้ที่มีผลสำหรับรับประทานได้นั้น  ตัดโค่นเสียสิ้น  แล้วให้ถ่ายเสบียงอาหารออกจากเมืองเวียงจันทน์  ขนมาไว้ในค่ายพรานพร้าวจนสิ้นเชิง  แล้วโปรดให้นำไฟเผาเมืองเวียงจันทน์เสียด้วย  แล้วโปรดให้พลทหารไปรื้ออิฐกำแพงเมืองเวียงจันทน์เสียรอบเมือง  เว้นไว้แต่วัดเท่านั้น

          ฝ่ายกองทัพเมืองเชียงใหม่  เมืองแพร่  เมืองน่าน  เมืองหลวงพระบาง  รวมรี้พล ๔ เมืองเป็นพลทหารถึง ๓๐,๐๐๐  ยกมาตามท้องตราที่เกณฑ์ขึ้นไปแต่ก่อน  มาถึงเมืองเวียงจันทน์พร้อมกันทั้ง ๔ เมือง  นายทัพนายกองทั้ง ๔ เมืองนั้นก็เข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ ที่ค่ายพรานพร้าว

(https://i.ibb.co/51B9nBF/Untitle654d-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์นั้น  เมื่อตั้งอยู่ ณ เมืองยโสธร  กลัวพระยาราชสุภาวดีจะยกมาตีครอบครัวของเจ้าอุปราช  เจ้าอุปราชก็ยกหนีมาตั้งอยู่ที่เมืองหนองหาร  เพื่อจะระวังรักษาครอบครัว  ครั้นได้ทราบว่าเจ้าอนุหนีไปเมืองญวนแล้ว  บัดนี้ทัพหลวงก็มาตั้งอยู่ที่ตำบลพรานพร้าวแล้ว  เจ้าอุปราชจึงได้ยกมาที่พรานพร้าว  ขอต่อแม่ทัพไทยว่าจะมาสวามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว

          นายทัพไทยนำความขึ้นกราบบังคมทูลได้ทรงทราบแล้ว  โปรดให้เจ้าอุปราชเข้าเฝ้าที่หน้าพลับพลาชัยในค่ายหลวง  เจ้าอุปราชกราบบังคมทูลว่า   “เดิมเจ้าอนุจะเป็นขบถนั้น  ข้าพระพุทธเจ้าได้พูดจาโต้ตอบทัดทานห้ามปรามหลายครั้ง  เจ้าอนุก็ไม่เชื่อฟัง  กลับโกรธพาลคิดจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสียอีก  ข้าพระพุทธเจ้ากลัวความตายก็ต้องยอมเข้าเป็นพวกขบถด้วย  พอให้พ้นภัยไปคราวหนึ่ง  เนื้อความข้อนี้ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้พูดกับพระสุริยะภักดี (ป้อม)  พระสุริยะภักดีได้แจ้งอยู่ในใจทุกประการแล้ว

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ก็ทรงเห็นความจริงของเจ้าอุปราชด้วย  จึงโปรดให้ขุนนางผู้ใหญ่นำเจ้าอุปราชไปถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเสร็จแล้ว  ไม่ให้มีโทษ  โปรดให้ไปเกลี้ยกล่อมพวกลาวที่หนีไปอยู่ในป่าดงนั้นมารวบรวมไว้ในค่ายไทยโดยมาก

(https://i.ibb.co/cyg5H92/Untitl58ed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาอภัยภูธร  พระยาเพชรพิชัย  พระยาไกรโกษา  ตีค่ายเจ้าราชวงศ์ที่เมืองหล่มสักแตกได้แล้ว  จึงได้ทราบข่าวว่าทัพหลวงก็ตีค่ายแตกทุก ๆ ตำบล  แล้วก็เสด็จไปประทับอยู่ที่ค่ายพรานพร้าว  จึงได้พร้อมใจกันทั้งสามพระยา  ยกตามเสด็จขึ้นไปตั้งค่ายอยู่ใกล้พรานพร้าวรักษาค่ายหลวงด้วย  แล้วก็เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลข้อราชการที่ตีเจ้าราชวงศ์ในเมืองหล่มสักแตกหนีไปแล้วทุกประการ

(https://i.ibb.co/cYVH6db/Untitldsfed-32.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ มีจดหมายรับสั่งมาถึงกรมหมื่นสุรินทรรักษ์และกรมหมื่นรักษ์รณเรศร์ฉบับหนึ่ง  ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  ใจความว่าดังนี้

           “ราชการซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มาตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งนี้นั้น  ครั้นมาถึงตีได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว  พิเคราะห์ดูการงานค่ายคูประตูหอรบที่พวกลาวตั้งรับรองตามทางตลอดมานั้น  เป็นท่าทางมั่นคงแข็งแรง  ทั้งลาวจัดแจงบ้านเมืองไว้รับรองสู้รบก็ดูเข้มแข็งเต็มทีที่จะเสียเปรียบมันมากนัก  และกำลังไพร่พลทแกล้วทหารของลาวก็เต็มใจสู้รบแทบจะทุกคน  เพราะลาวรักครอบครัวบ้านเมืองของลาว  และช้าง  ม้า  โค  กระบือ  ซึ่งเป็นพาหนะก็บริบูรณ์มาก  กับเสบียงอาหารหรือก็มีพร้อมเพรียง  ทางใกล้ไม่ต้องบรรทุกโคต่างช้างม้าส่งกันเช่นเราก็หาไม่  เป็นการได้เปรียบเราทุกประตู  เราได้เปรียบลาวอยู่สองอย่าง  คือลาวรีบด่วนหนีเสียเมื่อกำลังรี้พลยังไม่บริบูรณ์อย่างหนึ่ง  กับลาวหนีหรือลาวแตกที่ใด  ลาวไม่เผาเสบียงอาหารตามรายทางเสียเลยอย่างหนึ่ง  เหตุสองประการนี้จึงว่าไทยได้เปรียบลาวอยู่สองอย่างเท่านั้น  เมื่อนายทัพนายกองทแกล้วทหารไพร่พลฝ่ายไทยได้ทำการศึกสงครามฉลองพระเดชพระคุณครั้งนี้โดยเต็มกำลังและความคิดและฝีมือทุกคนอยู่แล้ว  แต่ว่าหาได้ด้วยความคิดและฝีมือแม่ทัพนายกองทแกล้วทหารไม่  ได้ด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวฝ่ายเดียว  ถ้าหากว่าจะละราชการคราวนี้ทำต่อปีหน้าแล้ว  คงจะได้ความลำบากยากแค้นแก่ไพร่พลยิ่งนัก  นี่เดชะพระบารมีเป็นมหามหัศจรรย์จึงได้ตีเวียงจันทน์ได้โดยง่ายโดยเร็ว  เพราะบุญบารมีเป็นที่ยิ่ง

(https://i.ibb.co/5jGKTnF/The-royal-procession-sompaseuth-chounlamany.jpg) (https://imgbb.com/)

          อนึ่ง กองทัพลาวพุงดำ ๕ หัวเมือง  ที่มีท้องตราไปเกณฑ์ให้ยกมาช่วยตีเมืองเวียงจันทน์นั้น  และทัพเมืองหลวงพระบางอีกเมืองหนึ่ง  เป็น ๖ เมืองด้วยกัน  ถ้าทัพไทยไม่ได้เมืองเวียงจันทน์  ก็หามีทัพเมืองใดมาถึงเมืองเวียงจันทน์ไม่  มีแต่จะคอยเก็บครอบครัว  ช้าง  ม้า  โค  กระบือ  อยู่ริมเขตแดนคอยท่วงทีไหวพริบ  ทำเป็นสองเงื่อนอยู่ทุกเมือง  แต่บัดนี้กองทัพลาวพุงดำและหลวงพระบางมาถึงเมืองเวียงจันทน์พร้อมกันหมดแล้ว  ได้ใช้สอยเป็นปกติบ้าง  แต่ว่าต้องขู่ต้องปลอบบ้าง  แต่พอเป็นกำลังได้  กับพิเคราะห์ดูน้ำใจแม่ทัพนายกองลาวทั้ง ๗ หัวเมืองอยู่  ยังไม่รู้ว่าจะปรวนแปรไปอย่างไรบ้าง
          แต่เมืองหลวงพระบางนั้นอ่อนน้อมเรียบร้อยราบคาบ
          แต่เมืองน่านนั้นเดิมมาถึงก็มีกิริยาไหวอยู่กว่าทุกเมือง  ตั้งทัพอยู่ห่างไกลเป็นที่ไม่ไว้ใจแก่ไทย  แต่เดี๋ยวนี้ค่อยเรียบร้อยลงบ้าง  ได้ไปมาหาสู่อยู่เสมอพูดจาค่อยฟังได้
          แต่เมืองเชียงใหม่กับเมืองลำพูนสองเมืองนี้   มีความกระด้างกระเดื่องในที  เมื่อเรียกตัวมาถามก็พูดว่า  สุดแล้วแต่เมืองนครลำปางจะทำอย่างไร ก็จะทำตามอย่างทั้งสองเมือง
          แต่เมืองแพร่นั้นก็เรียบร้อยแต่เดิมมาแล้ว  เดี๋ยวนี้พระยานครลำปางได้พูดจาชักโยงให้เมืองลาวพุงดำเหล่านั้นเป็นปรกติดีเรียบร้อยแล้วทุกทัพทุกกอง  แต่บรรดาแม่ทัพนายกองลาวพุงดำทุกเมือง  ได้มาสมัครสมานปรองดองคิดราชการต่อไป  การที่จะส่งครอบครัวเมืองเวียงจันทน์และจะรับตามเจ้าอนุให้ได้.......”

          * ข้อความในหนังสือกราบบังคมทูลฯ ฉบับนี้ยังยาวมาก  นำมาให้อ่านกันแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน  ข้อความที่กราบบังคมทูลเป็นเรื่องน่าเรียนรู้ไม่น้อยเลย  อย่างเช่นเรื่องกองทัพที่เกณฑ์จากหัวเมืองฝ่ายเหนือ (ลาวพุงดำ)  โดยเมืองน่าน  ลำพูน  เชียงใหม่ นั้น  กระด้างกระเดื่องต่อแม่ทัพใหญ่ไทย (กรมพระราชวังบวรฯ) ในแต่แรกที่ยกมาถึง  จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปกครองบังบัญชา

          เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ  พรุ่งนี้มาอ่านข้อความที่กรมพระราชวังบวรฯ กราบบังคมทูลข้อราชการศึกสงครามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต

- หมายเหตุ (โดยผู้โพสต์) -

          “ลาวพุงดำ”  คือคำเรียกกลุ่มคนที่ผู้ชายนิยมสักลายจากขาเลยขึ้นไปถึงพุง ทำให้มองเห็นส่วนพุงเป็นสีดำเพราะลายสัก  เช่น ล้านนา เชียงใหม่ ลำพูน
          “ลาวพุงขาว”  เป็นคำเรียกกลุ่มคนที่ผู้ชายทำการสักขาตั้งแต่ใต้เข่าหรือเหนือเข่าขึ้นไปถึงต้นขาหรือขาส่วนบน แต่ไม่สักเลยขึ้นมาถึงพุงหรือเอว จึงยังคงมองเห็นผิวส่วนพุงเป็นเนื้อขาวอยู่เพราะไม่มีรอยสัก เช่น ล้านช้าง หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์




หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 04, เมษายน, 2563, 10:19:29 PM
(https://i.ibb.co/XXDzfxm/1-49.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๓ -

กรมพะราชวังบวรเจ้า
ทรงข้ามเขาสารพลันผ่านเถื่อนแถว
ถึงพรานพร้าวริมโขงโล่งเนินแนว
ไร้วี่แววอริราชชาติศัตรู

ประทับนิ่งทอดพระเนตรนครใหญ่
มิข้ามไปเที่ยวเห็นความเป็นอยู่
ด้วยเคืองแค้นแน่นพระทัยไม่อยากดู
ตรัสสั่งหมู่พลเผดียงเผาเวียงจันทน์


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีหนังสือกราบบังคมทูลถวายรายงานราชการศึกสงครามกับลาว  มีรายละเอียดดังที่ได้อ่านกันไปตอนหนึ่งแล้ว  ความยังไม่จบ  วันนี้มาอ่านความในใบบอก  หรือหนังสือกราบบังคมทูลฉบับนั้นกันต่ออีกตอนหนึ่งครับ

           “อนึ่ง  พระยานครลำปางคนนี้มีอัธยาศัยซื่อสัตย์สุจริตดีมาก  สมควรที่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมชุบเลี้ยงให้ใหญ่โตได้  ด้วยเห็นจะเป็นราชการยืดยาวต่อไปในพระราชอาณาเขมร

(https://i.ibb.co/djhc0Ws/86197777.png) (https://imgbb.com/)

          อนึ่ง  จดหมายข้อราชการที่ทรงพระราชดำริ  ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้พระยาพิไชยวารี (โต) เชิญขึ้นมาส่งให้ที่ค่ายตำบลมองสองแต่ครั้งก่อนนั้น  ก็ได้ทราบเกล้าทราบกระหม่อมทุกประการแล้ว  แต่จะตั้งใจอุตส่าห์ทำให้ได้อย่างพระราชดำริบ้าง  คงจะไม่ได้เต็มดังพระราชดำริบ้าง  พระราชอาชญาเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม  การซึ่งจะจัดการบ้านเมืองลาวหัวเมืองประเทศราชฝ่ายทางตะวันออกในครั้งนี้ให้เต็มดังพระราชดำรินั้น  เป็นการเปี่ยมสติปัญญาเต็มที  เป็นที่ยากเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมอยู่แล้ว  ถ้าจะคิดรบคิดตีบ้านเมืองอื่น ๆ อย่างเช่นเมืองเวียงจันทน์นี้  มาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสักสองเมืองสามเมือง  เห็นจะง่ายกว่าที่จะจัดการบ้านเมืองเวียงจันทน์ครั้งนี้  ไม่ให้เป็นที่ขาดทุนรอนพระราชทรัพย์ของหลวงนั้นเป็นการยากสุดสติปัญญาแล้ว  ทำได้แต่จะต้องผ่อนปรนไปตามกาลตามสมัย  ถึงจะตีบ้านเมืองเปล่านี้ได้  จะได้ครอบครัวมากสักเท่าใด ๆ ก็คงไม่มีกำไรหรือเสมอตัวก็ไม่ได้  เพราะมารบมาตีแก่บ้านเมืองไพร่พลในอาณาเขตของเราเองทั้งสิ้น  หัวเมืองเหล่านี้ก็เป็นที่กันดารขัดสนยากจนทั้งนั้น  ตีได้ก็ไม่พอกับโสหุ้ยทัพ  ทำได้แค่เพียงรักษาเกียรติยศเขตแดนไว้  ไม่ให้นานาประเทศล่วงมาหมิ่นประมาทดูถูกดูแคลนได้ก็พอดีอยู่แล้ ว กับจะคิดได้อีกอย่างหนึ่ง  ถ่ายครอบเทครัวพาคนลงไปไว้ตามหัวเมืองที่ใกล้ ๆ กรุงเทพฯ ให้มากพอเป็นกำลังแก่พระนคร  จะได้ให้รับใช้รับเกณฑ์ราชการกรุงบ้าง  คิดได้แต่เพียงเท่านี้เป็นอย่างเอกอยู่แล้ว  พ้นกว่านี้จะคิดไม่ได้คิดไปไม่ถึง  พระราชอาชญาเป็นล้นกล้าล้นกระหม่อม

          อนึ่ง  หัวเมืองลาวฝ่ายริมหัวเมืองเขมรป่าดงนั้น ๆ เล่า  เจ้าเมืองและบุตรหลานญาติเชื้อสายเจ้านาย  ก็ล้มตายขาดสูญเชื้อสายไปมาก  ท้าวเพี้ยผู้ใหญ่ผู้น้อยก็หนีหายล้มตายเป็นอันมากเหมือนกัน  แต่ไพร่พลเมืองตามหัวเมืองเหล่านั้นเล่า  ถ้าจะคิดศิริดูเมืองหนึ่งก็จะได้ไพร่พลกึ่งหนึ่งบ้าง  ไม่ถึงกึ่งบ้าง  เพราะถูกรบล้มตายหนีหายไปในทิศต่าง ๆ บ้าง  ถ้ามีราชการเกี่ยวข้องในหัวเมืองเหล่านั้นแล้ว  จะใช้คนไปมาถึงกันและกัน  ระยะทางก็ห่างไกล  กว่าจะได้รู้ราชการก็ช้านานนัก  เกือบจะเสียการ  บางทีเสียการไปแล้วจึงรู้การเมื่อกาลล่วงไปแล้ว  ถ้าเป็นฤดูฝนจะใช้คนเดินไปมาหากันก็ไม่ใคร่จะได้  ขัดด้วยการหลายอย่าง  เป็นการที่มีความขัดข้องดังนี้  ซึ่งจะทำให้ราชการเร็วตามความประสงค์ไม่ใคร่จะได้

(https://i.ibb.co/KX9kRTV/143472800552-1-o.jpg) (https://imgbb.com/)

          อนึ่ง  ได้มีท้องตราพระราชสีห์วังหน้าบังคับบัญชาทอดธุระมอบราชการไปให้พระยาราชสุภาวดีประจำอยู่แรมปี  ให้จัดการบ้านเมืองให้ได้ราชการบ้าง  ให้จัดแจงบ้านเมืองจำปาศักดิ์และเมืองลาวต่าง ๆ เมืองเขมรป่าดงให้ราบคาบเรียบร้อย  ตามท้องตราพระราชสีห์วังหลวงที่โปรดเกล้าฯ มานั้นบ้าง

          อนึ่ง  ทางเมืองหล่มสัก  ทางเมืองหล่มเลยเหล่านั้นเล่า  จะให้พระยาเพชรพิชัยและพระยาสมบัติธิบาลสองนายเป็นผู้ไปจัดการบ้านเมืองลาวแถวเหล่านั้นให้เรียบร้อยดี  แต่จะให้กลับไปเมืองหล่มเลยในฤดูฝนนี้  ก็เห็นว่าทางกลางป่ามีความเจ็บไข้ร้ายแรงนัก  จึงให้รอไว้ต่อตกแล้งสักหน่อยจึงจะให้ไปจัดการบ้านเมืองหล่มเลย  ก็พอจะทันการได้  เห็นจะหาเป็นไรไม่

(https://i.ibb.co/RQ0kLSt/12f.jpg) (https://imgbb.com/)

          แต่ราชการข้างเมืองเวียงจันทน์นั้นเล่า  เมื่อเจ้าอนุหนีออกไปจากเมืองเวียงจันทน์นั้น  วันเดียวกันกับกองทัพไทยฝ่ายหน้าตีค่ายลาวที่ทุ่งส้มป่อยแตก  กว่ากองทัพไทยจะยกขึ้นไปถึงค่ายลาวเขาสาร  ยกเข้าปล้นตีลาวแตกก็หลายวัน  จึงได้ยกข้ามเขาสารต่อไปถึงเมืองเวียงจันทน์  เมืองเวียงจันทน์กับเขาสารระยะทางห่างกันห้าวัน  ถ้าคิดแต่วันที่เจ้าอนุหนีไปจากเมืองเวียงจันทน์ในวันพร้อมกับกองทัพไทยตีค่ายทุ่งส้มป่อยได้  เป็นหลายวันสักเจ็ดวันแปดวัน  เจ้าอนุจึงหนีห่างไกลไปจากเมืองเวียงจันทน์ได้ถนัด  เหตุนี้นายทัพนายกองไทยจึงตามจับเจ้าอนุไม่ทันท่วงที  ซึ่งเจ้าอนุข้าศึกตัวสำคัญหนีไปได้  พระราชอาชญาเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อมตกอยู่กับแม่ทัพหลวงและนายทัพนายกองทั้งสิ้น  แล้วแต่จะทรงกระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ถึงได้เมืองเวียงจันทน์ครั้งนี้นับว่าได้แต่เปลือกเมืองเปล่า  สิ่งของครอบครัวไปเมืองเวียงจันทน์เจ้าอนุเก็บไปทั้งสิ้น  เพราะไปเรือ  จึงบรรทุกของดีไปได้มาก  เครื่องศาสตราวุธที่ในเมืองนั้น  สืบทราบว่าเจ้าอนุทิ้งน้ำเสียหมด  ทั้งพระพุทธรูปที่สำคัญ ๆ ก็ทิ้งน้ำเสียบ้าง  แต่กำลังสืบเสาะตามค้นหาอยู่ทุกแห่งทั้งในน้ำและบนบกด้วย  ยังหาอยู่  ถ้าได้เมื่อใดจึงจะมีใบบอกมาครั้งหลัง

(https://i.ibb.co/9nFK4Jn/6-10-696x442.jpg) (https://imgbb.com/)

          บัดนี้ครอบครัวลาวก็ยังกำลังปะปนกันอยู่กับครอบครัวเมืองนครราชสีมา  เมืองสระบุรี  เมืองหล่มสัก  และหัวเมืองลาวตามลำแม่น้ำโขง  และเมืองเขมรป่าดงตะวันออกด้วย  ซึ่งจะเลือกคัดแต่ครัวเวียงจันทน์โดยเร็วนั้นหาได้ไม่  เพราะปะปนอยู่กับเมืองเหล่านั้นหาความผิดมิได้  จะต้องเลือกแต่ครัวเวียงจันทน์แท้ ๆ  

          อีกประการหนึ่งครัวเวียงจันทน์ที่หนีไปอยู่ในป่า  ถ้ากองทัพกรุงยกไปติดตามน้อยตัว  ครัวมากกว่าก็จะต่อสู้แข็งแรง  ถ้าทัพกรุงยกไปติดตามโดยมาก  พวกครัวน้อยก็จะหนีเข้าป่าไปเสีย  บางทีได้มาบ้างแต่คนแก่ชราหนีไปไม่พ้น  บางทีนายทัพนายกองไทยที่เข้มแข็ง  ไปกวาดต้อนครัวลาวมาได้ ๓๐๐ คนบ้าง ๒๐๐ คนบ้าง  จะเลือกคนที่ฉกรรจ์แต่สักเก้าคนสิบคนก็ไม่ใคร่จะได้  ถ้าพวกกองทัพลาวพุงดำยกไปเกลี้ยกล่อมในป่า  ถึงไปน้อยก็ได้ครอบครัวเวียงจันทน์มามาก  ด้วยเป็นลาวเหมือนกันครัวหาต่อสู้รบไม่  มาเลือกคนฉกรรจ์ก็ได้มาก

          ครั้นจะคิดให้ตั้งเมืองเวียงจันทน์ไว้ให้เป็นที่เกลี้ยกล่อมครอบครัวก่อน  ก็หาผู้ใดที่จะอยู่ดูแลรักษาบ้านเมืองเป็นที่ไว้ใจได้ก็ไม่มีเลย  ครั้นจะให้พวกเมืองหลวงพระบางอยู่รักษา  แต่กำลังหลวงพระบางเมืองเดียวก็ไม่ได้  เพราะยังไม่ได้ตัวเจ้าอนุ  เจ้าปาสัก  เจ้าราชวงศ์  เจ้าสุทธิสาร  เจ้าโถง  ซึ่งเป็นคนแข็งแรงในการศึกมาก  เห็นว่าแต่กำลังหลวงพระบางเมืองเดียวจะรับพวกอ้ายเหล่าร้ายไม่ได้
 
(https://i.ibb.co/JCgLLWW/9-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นจะให้กองทัพไทยอยู่ช่วยเกลี้ยกล่อมครัวลาว  ครัวลาวก็ไม่ไว้ใจแก่ไทยเลย  เพราะเหตุนี้จึงมีคำสั่งให้ทำลายล้างเมืองเวียงจันทน์ให้สิ้นเชิง  จะได้เป็นการสิ้นอาลัยของอ้ายพวกเหล่าร้าย  ที่จะหมายมาตั้งบ้านเมืองนครลำปางบ้าง  เมืองนครเชียงใหม่บ้าง  เมืองนครลำพูนบ้าง  เมืองแพร่บ้าง  แต่ไปทางเมืองหลวงพระบางนั้นเป็นอันมาก  ไปถึงบ้านเมืองเหล่านั้นแล้ว  ก็มีบ้างที่ตกเรี่ยเสียหายอยู่ตามทางเมืองนั้น ๆ ก็มีบ้าง  ที่ไปไกลถึงเขตแดนเมืองญวนนั้นก็มีเห็นจะสูญ  แต่ที่ตกไปถึงลาวพุงดำที่ว่ามาข้างบนนั้น  ครั้นจะชำระเรียกครอบครัวเวียงจันทน์คืนกลับมา  ก็เห็นจะต้องกดขี่หัวเมืองลาวพุงดำเหล่านั้นให้ถึงขนาดจงหนัก  จึงจะได้ครัวคืนมา  ถ้าทำดังนั้นหัวเมืองลาวพุงดำซึ่งเป็นเขตแดนพระราชอาณาจักรกรุงเทพฯ ก็จะช้ำชอก  ได้รับความเดือดร้อนเสียใจมากนัก  แต่จะต้องคิดผันผ่อนปลอบโยนโดยดี  ควรได้คืนมาบ้างก็จะได้  ถ้าไม่ได้ก็แล้วไป  นึกว่าฝากไว้บ้านเมืองของเราเอง  ดีกว่าจะไปทางเมืองญวนและทางเมืองจีนฮ่อนั้นจะสูญเสียเปล่า ๆ  ไม่มีประโยชน์อันใด....”

          * ให้อ่านใบบอกหนังสือกราบบังคมทูลข้อราชการศึกสงครามเวียงจันทน์จบไปอีกตอนหนึ่ง  พรุ่งนี้อ่านตอนที่ยังเหลืออยู่ต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 05, เมษายน, 2563, 10:28:28 PM
(https://i.ibb.co/FgykKJC/o7zhnhrdg-Foair-EYm8-o.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๔ -

กรมพะราชวังบวรเจ้า
ทรงข้ามเขาสารพลันผ่านเถื่อนแถว
ถึงพรานพร้าวริมโขงโล่งเนินแนว
ไร้วี่แววอริราชชาติศัตรู

ประทับนิ่งทอดพระเนตรนครใหญ่
มิข้ามไปเที่ยวเห็นความเป็นอยู่
ด้วยเคืองแค้นแน่นพระทัยไม่อยากดู
ตรัสสั่งหมู่พลเผดียงเผาเวียงจันทน์


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีหนังสือกราบบังคมทูลถวายรายงานราชการศึกสงครามกับลาว  มีรายละเอียดดังที่ได้อ่านกันไปสองตอนแล้ว  แต่ความยังไม่จบ  วันนี้มาอ่านความในใบบอก  หรือหนังสือกราบบังคมทูลฉบับนั้นกันต่ออีกตอนหนึ่งดังต่อไปนี้ครับ

(https://i.ibb.co/ZXMgN1g/esw-08.jpg) (https://imgbb.com/)

           “อนึ่ง  คิดประมาณพลเมืองเวียงจันทน์  และหัวเมืองขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์  คิดแต่ที่ฉกรรจ์สักแปดหมื่นเศษหรือแสนเศษเหล่านั้น  ถ้าบ้านเมืองเวียงจันทน์เป็นปรกติดีอยู่  ถ้าจะกะเกณฑ์รี้พลลาวเป็นกองทัพใหญ่ให้ลงไปกรุงเทพฯ  หรือจะเกณฑ์ไปที่ไหน ๆ  คงจะได้รี้พลแต่เพียงแปดพันเก้าพัน  หรือหมื่นหนึ่ง  ถ้าจะกดขี่ให้ได้มากก็เพียงสองสามสี่หมื่นเท่านั้นเป็นเต็มว่าได้มากเต็มที่  เพราะคนจากบ้านจากเมืองไปไกล  เจ้าอุปราชเป็นคนเกียดกันหวงแหนไพร่พลอยู่ด้วย  แต่กำลังกองทัพไทยจะเร่งรัดกวาดต้อนครอบครัวเวียงจันทน์  คนลาวที่ฉกรรจ์ให้ได้หมื่นหนึ่ง  จนถึงเดือนห้าปีหน้าก็ไม่สำเร็จ  ถึงมาทว่าจะได้ครัวเวียงจันทน์ในระหว่างปีนี้  จะต้อนครัวลงไปกรุงเทพฯ ก็ยังไม่สะดวก  เพราะด้วยจะไปทางเมืองนครราชสีมา  เมืองนครราชสีมายังยับเยินป่นปี้มาก  ขัดเสบียงอาหารมาแต่ปีกลายแล้ว  ปีนี้ก็ไม่ได้ทำไร่ทำนา  จะหาอะไรมาเลี้ยงครัวเล่า  จะรีบเดินครัวเวียงจันทน์ลงไปให้สิ้นเชิงในฤดูนี้ไม่ได้  ขัดสนด้วยเสบียงอาหารจะไม่พอเลี้ยงครัวลาว  ครั้นจะรออยู่แรมปีจนฤดูแล้งหน้า  จึงจะต้อนครัวลาวลงไป  ก็เห็นว่าข้าวเปลือกตามหัวเมืองรายทางก็จวนจะหมดอยู๋แล้ว  จะไม่พอเลี้ยงครัวลาว  แต่กองทัพไทยที่จะยกลงไปกรุงเทพฯ จะรับพระราชทานก็จะไม่พอจ่ายทั่วทุกทัพทุกกอง  กำลังราชการก็จะหย่อนลงมาก  เพราะเกียติยศแผนดินก็จะเสียไป  หัวเมืองประเทศราชก็จะเห็นกำลังกรุงเทพฯ เสียด้วย  ก็จะหมิ่นประมาทพระราชอำนาจแผ่นดินไทยได้ต่าง ๆ นานา  เพราะข้าวปลาอาหารไม่พอเพียงเลี้ยงผู้คนในกองทัพไทย

(https://i.ibb.co/PxFSsxQ/7-13.jpg) (https://imgbb.com/)

          อนึ่ง  ทุกวันนี้ที่กองทัพกรุงและหัวเมืองซึ่งมารับราชการอยู่พร้อมกันนั้น  อดอยากเจ็บไข้ล้มตายก็มาก  ถึงเช่นนั้นกองทัพไทยเราเห็นใจกันครั้งนี้  ว่ารักใคร่กันมากตามความอดอยาก  ก็มานะสะทะ  คิดการที่จะให้เป็นพระเกียรติยศแก่บ้านเมืองไทย  และคิดที่จะฉลองพระเดชพระคุณกวาดต้อนคนฉกรรจ์เวียงจันทน์ลงไปทูลเกล้าทูลกระหม่อม  ถวายให้ได้สักหมื่นเศษก่อนในต้นฤดูฝนนี้ให้จงได้  แต่ครัวที่ตกอยู่ตามหัวเมืองเขมรป่าดงนั้น  เสมือนหนึ่งฝากไว้ให้เลี้ยงไปก่อน  ต่อฤดูแล้งหน้าจึงจะคิดคืนมาให้ได้บ้าง  นอกจากจำนวนหมื่นที่ส่งลงไปครั้งนี้  เหตุทั้งนี้จึงได้พูดกับหัวเมืองลาวพุงดำและพระบางที่ยกทัพมาล่าไม่ทันราชการทั้ง ๖ เมืองนั้น  ปรับโทษหัวเมืองทั้งหกว่า  มาตีเวียงจันทน์ไม่ทันทัพหลวง  มีความผิดมาก  ตกอยู่ในระหว่างเป็นกองทัพ  มีโทษตามบทกฎหมายพระอัยการศึก

(https://i.ibb.co/mqhj3Vv/asd-06.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระยานครลำปาง,  พระยาน่าน,  พระยาแพร่,  พระยาอุปราชเชียงใหม่,  พระยาอุปราชลำพูน,  เจ้าอุปราชหลวงพระบาง  และแสนท้าวพระยาลาวนายทัพนายกองทั้ง ๖ เมือง  เข้าชื่อกันทำเรื่องราวสารภาพรับผิดถวายแม่ทัพหลวง  ขอพระราชทานทำการฉลองพระเดชพระคุณแก้ตัวต่อไป  รับอาสาจะติดตามจับตัวเจ้าอนุ  และเจ้าปาศักดิ์  เจ้าราชวงศ์  เจ้าสุทธิสาร  เจ้าโถง  เจ้าหน่อคำ  และบุตรภรรยาญาติเจ้าอนุ  มาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายให้ได้  ถึงมาทว่าจะมิได้ตัวกบฏเหล่าร้ายเหล่านี้กลับมาตั้งที่บ้านเมืองให้เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินต่อไปได้  หัวเมืองทั้งหกจะคิดกวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์ส่งลงไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  จะให้ได้สักสองสามหมื่นแต่พื้นที่เป็นคนฉกรรจ์  รวมทั้งครอบครัวเข้าด้วย  คงให้สักเจ็ดหมื่นแปดหมื่นเหล่านั้น  จะทูลขอแต่กองทัพไทยและและข้าราชการผู้ใหญ่ไว้สัก ๒ คน  พลทหารสักพันหนึ่งหรือห้าร้อยคน  พอจะได้ตัดสินว่ากล่าวหัวเมืองอย่าให้วิวาทกันได้
          แต่กองทัพพระยานครลำปาง  พระยาน่าน  พระยาแพร่  พระยาอุปราชลำพูน  พระยาอุปราชเชียงใหม่  เจ้าอุปราชหลวงพระบาง  รวมไพร่พลทั้ง ๖ หัวเมือง  เป็นคน ๑๔,๐๑๑  คน  ที่จะอยู่แรมปีจัดครัวเวียงจันทน์ส่งไปกรุงเทพฯ กว่าจะสำเร็จราชการ  ขอเชิญเสด็จทัพหลวงกลับกรุงเทพฯ แต่จะขอส่งครัวเวียงจันทน์ให้ทันทัพหลวงกลับนี้สักสวนหนึ่ง  จะขอค้างไว้ส่งต่อฤดูแล้งหน้าสองส่วน (หมดข้อความสารภาพหัวเมืองลาวพุงดำ ๕ เมือง  ลาวพุงขาว ๑ เมือง  รวมเป็น ๖ หัวเมืองด้วยกันเท่านี้)

          อนึ่ง  ทัพหลวงขึ้นมาพร้อมด้วยญาติวงศานุวงศ์พระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทั้งปวงนั้น  พร้อมกันตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณครั้งนี้มิได้คิดแก่เหนื่อยยากลำบากเลย  คิดจะอยู่ค้างปีต่อไปอีกให้สำเร็จการงานที่เมืองลาวนี้ให้สิ้นเชิง  แต่ว่าหัวเมืองลาวทั้งหกเขาขอให้กลับ  จึงได้บอกลงมายังกรุงเทพฯ

          อนึ่ง  ครัวและฉกรรจ์ที่นายทัพนายกองจับได้บ้าง  และครัวฉกรรจ์ที่หัวเมืองทั้งหกจะส่งลงไปบ้าง  รวมกันเป็นครัวมากอยู่เกือบหมื่นคน  แต่เห็นด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมว่า  เสบียงอาหารตามหัวเมืองไทยรายทางที่จะเดินครัวลาวลงไปนั้น  พาลอยู่ข้างจะหวุดหวิดไม่พอเลี้ยงครัว  กองทัพกรุงที่จะลงไปครั้งนี้ก็จะไม่ได้รับพระราชทานเป็นกำลังราชการลงไป

(https://i.ibb.co/xMbFy1C/weea-03.jpg) (https://imgbb.com/)

          บัดนี้ขอพระราชทานได้ทรงมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้มีข้าหลวงผู้ใหญ่อีกสักสี่ห้านาย  มาถ่ายเสบียงอาหารที่กรุงเทพฯ จ่ายเสบียงเลี้ยงครัวตามรายทาง  ตั้งแต่เมืองสระบุรี  ตลอดขึ้นไปถึงเมืองชัยบาดาล  เมืองเพชรบูรณ์และเมืองนครราชสีมาด้วย  แต่ทางเหนือนั้นได้มีตราสั่งไปถึงเมืองพิชัย  เมืองพิจิตร  เมืองสวรรคโลก  และเมืองเหนือนั้น  ให้ส่งเสบียงมาเลี้ยงหัวเมืองทั้งหกที่อยู่รับราชการที่เมืองเวียงจันทน์ด้วย  แต่ทางเมืองเหนือนั้นเห็นทีจะส่งขึ้นไปยาก  เพราะทางไกล  ที่ทางใกล้ก็ข้าวปลาอาหารหมดสิ้น  เพราะรับราชการมาช้านานแล้ว  และไม่ได้ทำไร่นา  จึงขัดสนข้าวปลาอาหาร

          อนึ่ง  ถ้าราชการตีอ้ายพระยาเชียงสา  และเมืองสกลนครเป็นประการใด  เป็นที่ไว้วางใจแก่แม่ทัพนายกองผู้ใหญ่ได้แล้ว  เห็นว่าข้าศึกเบาบางลงบ้าง  ควรทัพหลวงจะกลับได้ก็จะกลับลงมาจากเมืองเวียงจันทน์  จะได้ลงมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ แต่ ณ เดือนแปดกลางเดือน  อยู่ที่เมืองเวียงจันทน์เป็นการห่างไกลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  จึงมิได้กราบบังคมทูลพระกรุณาชี้แจงให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  กรมหมื่นสุรินทรรักษ์  กรมหมื่นรักษ์รณเรศร์  อยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นการใกล้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  ขอให้ท่านทั้งสองกราบบังคมทูลพระกรุณา  ให้ทรงทราบการที่ห่างไกลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้โดยอย่างที่ชี้แจงมานี้

          อนึ่ง  ได้ทำราชการครั้งนี้คงคิดไม่ให้เสียราชการ  เมื่อไรได้ลงไปเฝ้าฝ่าละอองธุลีพระบาท  จึงจะกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อพระโอษฐ์ด้วยข้อราชการที่สำคัญให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททุกประการ

          อนึ่ง  บาญชีรายครอบครัวกับสิ่งของซึ่งได้ไว้ในคราวศึกเวียงจันทน์  ในใบบอกและหางว่าวที่ลงมาในท้ายใบบอกครั้งนี้  จะถือเป็นแน่ยังไม่ได้  ด้วยเป็นการประมาณ  ยังไม่ได้ตรวจตราสอบสวนลงเป็นแน่ได้  เพราะยังกำลังให้ชำระสืบสวนเก็บรวบรวมต่อไปยังมีมาก  ถ้าได้ครอบครัวและคนฉกรรจ์  หรือสิ่งของอีกภายหลังมากน้อยเท่าใด  จึงจะทำบาญชีเป็นแน่ทั้งเก่าใหม่  ส่งลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายให้สิ้นเชิง  จะไม่ปิดบังแบ่งไว้เป็นของในพระราชวังบวรฯ เลย  ถ้าลงมาถึงกรุงเทพฯ จึงจะกราบบังคมทูลพระกรุณา  ขอรับพระราชทานเป็นส่วนแบ่งปันบ้าง  แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  พระราชทานให้ได้เท่าใดก็จะได้แต่เท่านั้น......”

          * อ่านความในใบบอกตอนนี้แล้วรู้สึกอย่างไรครับ  ดูเหมือนจะได้ความรู้เพิ่มเติมเข้ามาอีกว่า  เมืองเลยหรือจังหวัดเลยในปัจจุบันนี้  สมัยก่อนมาถึงรัชกาลที่ ๓  มีนามว่า  “หล่มเลย”  เป็นคู่กับเมือง  หล่มสัก  เรียกกันสั้น ๆ ว่า  “เมืองหล่มเมืองเลย”

          การกวาดต้อนครัวเชลยก็นับว่ายากแล้ว  แต่การนำครัวเชลยเดินทางเข้ากรุงนี้ยุ่งยากมากกว่านักเชียว ที่ สำคัญคือเสบียงอาหารที่จะเลี้ยงดูเชลยเหล่านั้น  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงคิดได้รอบคอบมาก

          ความในใบบอก  ยังไม่จบ  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่ออีกตอนหนึ่งนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 06, เมษายน, 2563, 11:15:18 PM
(https://i.ibb.co/sKXPjQY/0300.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๕ -

กรมพะราชวังบวรเจ้า
ทรงข้ามเขาสารพลันผ่านเถื่อนแถว
ถึงพรานพร้าวริมโขงโล่งเนินแนว
ไร้วี่แววอริราชชาติศัตรู

ประทับนิ่งทอดพระเนตรนครใหญ่
มิข้ามไปเที่ยวเห็นความเป็นอยู่
ด้วยเคืองแค้นแน่นพระทัยไม่อยากดู
ตรัสสั่งหมู่พลเผดียงเผาเวียงจันทน์


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีหนังสือกราบบังคมทูลถวายรายงานราชการศึกสงครามกับลาว  มีรายละเอียดดังที่ได้อ่านกันไปสองตอนแล้ว  แต่ความยังไม่จบ  วันนี้มาอ่านความในใบบอก  หรือหนังสือกราบบังคมทูลฉบับนั้นกันต่อจนจบ  แล้วอ่านเรื่องราวต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/xSsT4Kc/13606685-1832159670340924-6777427217235744416-n.jpg) (https://imgbb.com/)

           “อนึ่ง  ช้างพลายพังที่ตีได้ตามค่ายรายทางของลาวนั้น  เลือกแบ่งแต่ที่รูปร่างงามดี ๑๑๐ ช้าง  บรรทุกดินดำ  ให้หลวงนายศักดิ์ นายเวรมหาดเล็ก กับจมื่นทิพเสนา  คุมลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายทั้งคนทั้งช้างก่อน  ให้กรมหมื่นรักษ์รณเรศร์รับช้างและคนปรนปรือไว้ใช้ราชการไปพลางก่อน  ถ้าได้ลงไปครั้งนี้จะหาช้างพลายพัง  ลงไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีก  จะได้ไว้ใช้ราชการสำหรับแผ่นดินด้วย  คงจะให้ได้ลงไปครั้งนี้อีก ๑,๒๐๐ ช้าง  หรือ ๑,๓๐๐ ช้างเป็นแน่  แต่ม้านั้นยังเที่ยวเก็บหาได้น้อยนัก  เพราะจะหาม้าที่ดีที่งามให้ได้มากด้วย  หายังไม่ได้มาก  แต่คงจะหาม้าลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายไว้ใช้ราชการสำหรับแผ่นดินให้ได้สัก ๕,๐๐๐ ม้า  คงจะหาทั้งช้างทั้งม้าให้ได้สิ่งละหลายร้อยหลายพัน  แต่เดี๋ยวนี้จะกำหนดว่ามากแลน้อยยังไม่ได้  เพราะกำลังตามหาอยู่  เพราะไพร่พลเมืองลาวพาช้างและม้าที่ดี ๆ ไปซ่อนเสียที่ในบ้านป่า  ที่ไกลตามหายาก

          อนึ่ง  ปืนใหญ่ที่ได้มาตามค่ายลาวที่ในเวียงจันทน์นั้น  ครั้นจะบรรทุกลงมากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้  เพราะช้างทนไม่ไหวด้วยทางไกล  ครั้นคิดจะทำตะเข้ไม้ชักลากลงมา  ก็เป็นฤดูฝนตก  ทางลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นโคลนลากมาไม่ได้  ครั้นจะค้างไว้ตามหัวเมืองลาวก็ไม่ไว้ใจแก่ราชการ  เพราะเป็นเครื่องอาวุธใหญ่อยู่ด้วย  ปืนใหญ่เหล่านั้นรูปร่างจะหางามสักกระบอกเดียวก็ไม่มี  รูปร่างคล้ายกับเทียนเข้าพรรษา  เป็นปืนหลักทุกบอกไม่มีล้อที่จะลากได้  ดูเร่อร่าน่าเกลียดนัก  พระราชทานพระบรมราชานุญาต  ให้ย่อยเนื้อทองสัมฤทธิ์บ้าง  ทองเหลืองบ้าง  บรรทุกช้างลงไปกรุงเทพฯ  แล้วจึงจะคิดหล่อปืนใหญ่ใช้เป็นรูปงาม ๆ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใช้แทนที่ทำลายเสียนั้น  กำหนดจะได้เดินครอบครัวลงมาอีกตามหลังหลวงนายศักดิ์ลงมา  จะจัดให้เดินเนื่อง ๆ กันจนสิ้นฤดูฝนนี้

(https://i.ibb.co/WFGwfzy/Undstitled-2-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          อนึ่ง  นายทัพนายกองไทยที่ทำราชการศึกครั้งนี้  ที่ดีก็มีบ้างแต่น้อยตัว  ที่ชั่วก็มีบ้าง  ถ้าแม้นจะลงโทษนายทัพนายกองของเรามีตามอาชญาศึกแล้ว  ก็เห็นว่าจะเปลืองคนนัก  จะไม่มีคนใช้สอยพอกับราชการทางไกล  ต้องอดเอาเบาสู้ไปตามทางกันดาร  การนั้นก็หากสำเร็จไปได้คราวหนึ่ง  ไม่เสื่อมเสียพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวของเรา  ก็เพราะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมนายทัพนายกองอยู่ทุกคน  จึงทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ ได้ชัยชนะแก่ข้าศึกลาว มาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายได้

          จดหมายข้อราชการฉบับนี้  ขอให้ท่านกรมหมื่นสุรินทรรักษ์และกรมหมื่นรักษ์รณเรศร์  ทั้งสองพระองค์นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายที่ลับ ๆ  ให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  ควรมิควร  พระราชอาชญาเป็นล้นกระหม่อม  สุดแล้วแต่จะทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ขอเดชะ”

           (จดหมายใบบอกกรมพระราชวังบวรฯ ฉบับนี้ไม่ได้ตัดรอน  กล่าวไว้เต็มตามต้นฉบับเดิม  เพราะจะให้ท่านทั้งหลายฟังสำนวนท่านโบราณ  เป็นขนบธรรมเนียมราชการต่อไปภายหน้า)

(https://i.ibb.co/H285jYq/320159-5a6efcd825557.jpg) (https://imgbb.com/)
พระแทรกคำ (พระแซ่คำ) : วัดคฤหบดี

          * บัญชีหางว่าว ในหางว่าวท้ายรับสั่งมีความว่าดังนี้

          “พระพุทธรูปสำหรับบ้านเมืองเวียงจันทน์นั้นคือพระบาง  หายไป  สืบได้ข่าวแต่เพียงว่า  พวกข้าพระโยมสงฆ์หามพาไปจากวัด  จะพาไปทิ้งน้ำหรือฝังดินก็สืบถามยังหาได้ความแน่นอนลงไป  ถ้าจะว่าเจ้าอนุพาไป  ก็เห็นจะพาไปไม่ได้แน่  แต่จะอยู่ไหนยังสืบไม่ได้ความเลย  ได้แต่พระเสิม ๑   พระใส ๑   พระสุก ๑   พระแซ่คำ ๑   พระแก่นจันทน์ ๑   กับได้พระเงินหล่อบ้าง  พระเงินบุบ้าง ๔ องค์  แต่เป็นองค์ใหญ่ ๆ รวมกันเป็น ๙ องค์  พระใน ๙ องค์นี้จะนำลงไปกรุงเทพฯ ได้แต่พระแซ่คำพระองค์เดียว  เพราะย่อมพอแก่จะบรรทุกช้างไปได้  แต่พระอีกแปดองค์นั้นใหญ่นักหนารับไปไม่ได้  จะต้องบรรจุพระเจดีย์เสียดีกว่าไว้ให้เป็นเหยื่อแก่พวกอันธพาล

(https://i.ibb.co/5vkNKNR/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระพุทธรูปปางฉันสมอ : วัดอัปสรสวรรค์

           ได้พระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ในพระแซ่คำร้อยพระองค์  กับได้พระพุทธรูปทองคำ เป็นพระพุทธเจ้าฉันผลสมอ  หน้าตักยี่สิบนิ้วพระองค์หนึ่ง  เป็นพระบุทองคำหาใช้พระหล่อไม่
           ได้พระนากสวาดิ์หน้าตักสิบนิ้วพระองค์ ๑  เนื้อนากหนักสิบเจ็ดชั่ง
           ได้พระนากสวาดิ์หน้าตักแปดนิ้วพระองค์หนึ่ง  เนื้อนากหนักสิบสามชั่งสิบตำลึง  แต่พระพุทธรูปนากสวาดิ์ทั้งสองพระองค์นั้น  เห็นจะแก้ไขพระรูปพระพักตร์ให้ดีได้  จึงจะส่งลงไปกรุงเทพฯ
           กับได้พระพุทธรูปนาคปรกทำด้วยศิลาดีกระบือ  หน้าตักห้านิ้วพระองค์หนึ่ง  ก็จะส่งลงไปกรุงเทพฯ ด้วย

(https://i.ibb.co/Lrxrytf/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระเจดีย์ธาตุดำ (พระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์)
ต. พานพร้าว อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย

           แต่พระพุทธรูปที่ใหญ่โตและชำรุดหนัก  จะส่งลงไปกรุงเทพฯ มิได้นั้น  จะให้บรรจุไว้ในพระเจดีย์  ซึ่งจะก่อใหม่ที่ค่ายหลวงพรานพร้าว  ที่เหนือวัดซึ่งพระพุทธเจ้าหลวงทรงสร้างไว้เมื่อเสด็จขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งแผ่นดินกรุงธนบุรีนั้น  ครั้งนี้ได้ก่อพระเจดีย์ฐานไว้ให้ต่อเนื่องพระเกียรติยศสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงต่อไป (คือ  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)
           พระเจดีย์ครั้งนี้ฐานกว้างห้าวา  พระองค์พระเจดีย์สูงตลอดยอดแปดวาสองศอก  ที่ได้ทรงบรรจุพระพุทธรูปไว้ให้เป็นที่สักการบูชาแก่เทพามนุษย์  อิฐซึ่งจะได้ก่อพระเจดีย์นั้น  ให้เกณฑ์ไพร่พลในกองทัพไทย  ทำอิฐเสมอคนละสองแผ่น  ก่อแล้วโปรดให้นำแผ่นศิลามาจารึกพระนามพระเจดีย์ว่า  “พระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์”  และจดหมายเรื่องราวที่เจ้าอนุกระทำความชั่วต่อแผ่นดินนั้น  จารึกไว้ในแผ่นศิลาให้ปรากฏแก่ประเทศราชลาวอยู่ชั่วฟ้าดิน  อย่าให้หัวเมืองประเทศราชทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างเจ้าอนุผู้เป็นต้นคิดประทุษร้ายเป็นขบถต่อไป”

(https://i.ibb.co/9gHVzKt/Untaditled-1.png) (https://imgbb.com/)

          ครั้นทรงจดหมายใบบอกนี้แล้ว  จึงโปรดให้จมื่นมหาสนิทหัวหมื่นมหาดเล็ก  กับพระอินทราธิบาลที่เจ้ากรมพระตำรวจวังหน้า  ทั้งสองนายนี้เชิญจดหมายใบบอกลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ

          ครั้งนั้นโปรดให้พระราชวรินทร์  เจ้ากรมพระตำรวจในพระราชวังหลวง  ซึ่งเชิญสิ่งของเครื่องเสวยมาแต่เมืองจีนขึ้นไปพระราชทานนั้น  โปรดให้กลับลงมากับตำรวจในวังหน้าที่เชิญใบบอกมานั้นพร้อมกัน”

          * ความในจดหมายใบบอก  ทำให้เราได้รู้เบื้องหลัง  รายละเอียดในการศึกสงครามระหว่างไทยกับลาวเวียงจันทน์ได้มากขึ้นทุกแง่ทุกมุมเลยนะครับ  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงยกแรกของการรบ  ฝ่ายเจ้าอนุถูกตีทัพแตกกระจาย  แต่ยังไม่พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง  ถ้าเป็นนักมวย  ยกนี้เจ้าอนุถูกเตะถูกต่อยล้มลงไปให้กรรมการนับ  แต่นับยังไม่ถึง ๑๐  เขาลุกขึ้นพร้อมที่จะสู้ต่อไปอีก  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อให้รู้ว่าเจ้าอนุจะกลับมาสู้รบกับไทยอย่างไรต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 08, เมษายน, 2563, 10:58:48 PM
(https://i.ibb.co/V2DD150/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) (ก่อนเลื่อนเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา)
รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ   ในละคร "ข้าบดินทร์"

- อานามสยามยุทธ ๒๖ -

ตรัสกำชับทัพไทยเที่ยวไล่ล่า
“อ้ายเชียงสา”หนีตายไปคับขัน
สวามิภักดิ์“พระยาสิงห์”เมื่อทางตัน
ในยามนั้นแผ่นดินสิ้นค่ายลาว

เหลือเจ้าราชบุตรจำปาศักดิ์
ไม่นานนักพลเมืองแค้นเคืองฉาว
ก่อกบฏลดเลี้ยวไล่เกรียวกราว
จึงเป็นคราว“พระยาสิงห์”ชิงความดี


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ มีหนังสือเป็นใบบอกกราบบังคมทูลฯ ข้อราชการทัพตั้งแต่ต้นจนจบ  ที่ยึดได้เวียงจันทน์  และแสดงบัญชีหางว่าวเป็นทรัพย์สินสิ่งของที่ยึดได้  ส่งลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  วันนี้มาอ่านบันทึกของท่านพระยาบดินทรเดชา (สิง) กันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/pxLv7p0/Un45titled-13.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ครั้งหนึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงทราบว่า  อ้ายพระยาเชียงสาแม่ทัพลาวนั้น  ยังตั้งค่ายแข็งแรงอยู่ที่ตำบลบ้านโพ้นเชียงทอง  ยังหามาสวามิภักดิ์ไม่  จึงมีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้พระยาไกรโกษาเป็นแม่ทัพคุมพลทหารสำหรับทัพที่ยกมาแต่เมืองหล่มสักนั้น  ให้ยกไปตีอ้ายพระยาเชียงสา  พระยาเชียงสาสู้รบกันกับพระยาไกรโกษา  พระยาไกรโกษาแตกหนีมา  เสียรี้พลมาก  เสียนายทัพนายกองไทยก็มาก

          กรมพระราชวังบวรฯ ทรงขัดเคืองพระยาไกรโกษา  จึงโปรดให้ขุนนางผู้ใหญ่นายทัพนายกองปรึกษาโทษพระยาไกรโกษา  พระยา, พระ, หลวง  ที่นายทัพนายกองพร้อมกันปรึกษาด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม  ตามพระราชกฤษฎีกาอัยการศึก  เห็นว่าพระยาไกรโกษามีความผิดมาก  ขอพระราชทานให้ประหารชีวิตเสีย  อย่าให้นายทัพนายกองดูเยี่ยงอย่างต่อไป

          ครั้นทรงทราบคำปรึกษาดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า    “พระยาไกรโกษานี้เป็นคนเก่า  มีความชอบมาแต่ครั้งไปตีเจ้าราชวงศ์ที่เมืองหล่มสักครั้งหนึ่ง  ขอให้ยกโทษประหารชีวิตเสียเถิด  ให้แต่จำตรวนถอดออกจากที่พระยาไกรโกษา  ไม่ให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่แม่ทัพ  ให้จำตรวนไว้ในทัพหลวง”  (พระยาไกรโกษาต้องรับพระราชอาชญาจำตรวนแล้วถอดออกจากที่ฐานานุศักดิ์แล้ว  จะได้เป็นอีกหรือไม่ได้เป็นฉันใด  หาปรากฏในจดหมายเหตุไม่)

(https://i.ibb.co/7QqKqr2/Untitdsdfled-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          แล้วโปรดให้พระยาเพชรพิไชย  กับพระยาเกษตรรักษา  พระยาบริรักษ์ราชา  พระยาอัษฎาเรืองเดช  เป็นแม่ทัพนายกองคุมพลทหารพันหนึ่งยกไปตีอ้ายพระยาเชียงสาให้แตกให้จงได้  พระยาทั้ง ๔ ยกทัพไปพบค่ายอ้ายพระยาเชียงสาตั้งอยู่ที่บ้านโพ้นเชียงทอง

(https://i.ibb.co/hD8hn9V/Untitleeded-8.jpg) (https://imgbb.com/)

          กองทัพพระยาเกษตรรักษาเป็นกองหน้า  ตีกองทัพหน้าของอ้ายพระยาเชียงสาแตกกระจัดกระจายไป  นายแผลงไพรินทร์นายเวรตำรวจวังหน้าเป็นนายม้า  ถือปืนสั้นหลังม้ายิงไปถูกอ้ายท้าวโสมนายทัพหน้าของอ้ายพระยาเชียงสานั้นถูกปืนตายในที่รบ  แม่ทัพไทยให้ตัดศีรษะอ้ายท้าวโสมมาเสียบหอก  ออกเดินนำหน้าทัพตีเข้าไปอีก  อ้ายลาวนายทัพและไพร่พลเห็นศีรษะท้าวโสมดังนั้นก็ตกใจกลัว  พากันแตกตื่นย่นถอยหลังไปหมด  พระยาเกษตรก็ขับพลทหารไล่ตีพักเดียว  ทัพอ้ายพระยาเชียงสาก็แตกถอยไปทางเมืองพงข้างเหนือ

(https://i.ibb.co/cyWSC8d/Untitledfdfwd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายกองทัพไทยพระยาเพชรพิไชย  และพระยาอัษฎาเรืองเดช  พระยาบริรักษ์ราชา  ก็ตามตีอ้ายพระยาเชียงสาเข้าไปถึงชายป่าเมืองพง  ครั้งนั้นอ้ายพระยากองคำคุมทหารมาตั้งอยู่ที่เมืองพง  จึงยกทัพมาช่วยแก้อ้ายพระยาเชียงสา  อ้ายกองคำยกพลทหารมาสกัดหลังทัพพระยาเพชรพิไชยเข้าไปตามชายป่า  พวกไทยไม่ทันรู้ตัวว่าลาวยกมาข้างหลัง  ครั้นเห็นเข้ามาใกล้ก็ระส่ำระสายหันหน้าจะหนี  จวนจะเสียทีเกือบจะแตกอยู่แล้ว

          ฝ่ายพระยาเพชรพิไชยเห็นดังนั้น  จึงสั่งให้บุตรหลานญาติช่วยกันต้อนคนให้กลับหน้ามารบกับลาวจนถึงอาวุธสั้นเป็นการตะลุมบอน  พออ้ายกองคำแม่ทัพลาวตายในที่รบศพก็ได้มาด้วย  ทัพอ้ายลาวทั้งสิ้นก็แตกเข้าป่าไปหมดทุกทัพทุกกอง  พอเป็นเวลาจวนค่ำ  ทัพไทยจึงมิได้ไล่ติดตามไป  กลัวจะเสียทีอ้ายลาว  สงสัยว่าอ้ายลาวทำกลอุบายแตกหนีล่อใจไทยให้ตามตีไปในเวลาค่ำ  เพราะฉะนั้นทัพไทยจึงมิได้ตามตีไปในป่าเมื่อเวลาค่ำ

(https://i.ibb.co/604tdq4/Untit895led-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ทัพไทยตั้งมั่นอยู่ที่นั้นคืนหนึ่ง  พอรุ่งเช้าขึ้น  ทัพไทยได้ยกติดตามอ้ายพระยาเชียงสาไป  แต่พอเวลาสองโมงทันอ้ายพระยาเชียงสาที่ห้วยหลวงในป่า  กองทัพไทยได้รบกันกับพวกลาวอีกครั้งหนึ่งถึงตะลุมบอน  ก็เสียพระอินทรเดช น้องพระยาเพชรพิไชย  ถูกปืนลาวตายในที่รบ  กับพระยากำแพงเพชร และพระหฤทัย  ถูกปืนในที่รบแต่หาตายไม่  ทัพไทยตีทัพอ้ายพระยาเชียงสาแตกกระจัดกระจายหนีไปในป่าอีกครั้งหนึ่ง  แต่ทัพลาวรีบหนีไปโดยเร็ว  ทัพไทยตามไปไม่ทันก็ตั้งทัพอยู่ที่ริมห้วยหนองหลวง  เพื่อจะรวบรวมรี้พลที่ระส่ำระสาย

(https://i.ibb.co/d2X27ph/frw.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นอ้ายพระยาเชียงสาแตกหนีกองทัพไทยไปในป่า  พระยาเชียงสาพาทหารที่ติดตามไปด้วยนั้นเดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำโขง  ลงไปถึงเมืองยโสธร  พอพบกองทัพใหญ่พระยาราชสุภาวดี (สิง) ที่ตั้งสังกัดขวางทางอยู่  อ้ายพระยาเชียงสาไม่รู้ที่จะหนีไปข้างไหนได้  ครั้นจะต่อสู้รบก็มีทหารน้อยตัวนักสู้ไม่ได้  อ้ายพระยาเชียงสาก็ทิ้งเครื่องศาสตราวุธ  ยอมยกให้ทหารพระยาราชสุภาวดีเสียหมด  แล้วก็เข้าหาพระยาราชสุภาวดีโดยดี ขอสวามิภักดิ์พอให้รอดชีวิต

          ฝ่ายพระยาเพชรพิไชยรวบรวมไพร่พลได้หมดแล้ว  ก็ให้พระยาเกษตรรักษายกเป็นทัพหน้า  ติดตามพระยาเชียงสาต่อไป  พระยาเกษตรรักษานายทัพหน้ายกไปถึงฝั่งแม่น้ำโขงใกล้เมืองยโสธร  จึงได้ทราบข่าวมาจากกองตระเวนด่านพระยาราชสุภาวดีว่า  พระยาเชียงสาเข้าหาพระยาราชสุภาวดีโดยดีแล้ว  พระยาเกษตรรักษา  และพระยาเพชรพิไชย  และพระยานายทัพนายกองทั้งหลายยกทัพกลับมายังค่ายหลวงที่พรานพร้าว  กราบทูลข้อราชการที่ได้ไปตีอ้ายพระยาเสียงสานั้นทุกประการแล้ว

(https://i.ibb.co/2vdXT9m/Untitsled-99.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระยาราชสุภาวดี (สิง) ตั้งทัพอยู่ที่เมืองยโสธร  คิดจะยกทัพไปตีเมืองจำปาศักดิ์  แต่พอเดินทัพมากลางทางได้ข่าวตามชาวป่าว่า  เจ้าราชบุตรเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์นั้น  ยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองศรีษะเกษ  ครั้นพระยาราชสุภาวดีแจ้งเหตุการณ์ดังนั้นแล้ว  จึงยกทัพมาตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่ใกล้เมืองอุบลราชธานี

          ฝ่ายเจ้าราชบุตรได้ทราบข่าวได้ศึก พระยาราชสุภาวดียกทัพใหญ่มาตั้งอยู่ที่ใกล้เมืองอุบล  เจ้าราชบุตรจึงยกทัพมาตั้งค่ายรับอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี  จึงให้เจ้าปาน  เจ้าสุวรรณ ผู้น้อง  คุมกองทัพตั้งค่ายสังกัดหลังอยู่ที่เมืองยโสธร  พระยาราชสุภาวดียกทัพกลับไปตีค่ายเจ้าปาน เจ้าสุวรรณ ที่เมืองยโสธรเวลาเดียว  ทัพเจ้าปานเจ้าสุวรรณก็แตกกระจัดกระจาย หนีไปได้บ้างนายทัพนายกองไทยจับเป็นนายทัพนายกองลาวหลายสิบคนไพร่พลได้มาก ที่ต่อสู้ตายเสียก็มาก  แล้วพระยาราชสุภาวดีก็ยกทัพขึ้นไปตีเมืองอุบลราชธานี  ฝ่ายลาวในเมืองอุบลรราชธานีพร้อมใจกันเป็นขบถคุมกันหลายพวก  ได้ไล่ฆ่าฟันกองทัพเจ้าราชบุตรเป็นอลหม่านขึ้นในเมืองอุบลราชธานี

(https://i.ibb.co/ctcRtFt/Untit3uled-13-0.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าราชบุตรเห็นชาวเมืองอุบลราชธานีกลับเป็นขบถขึ้นพร้อมกันทั้งเมืองดังนั้น  จึงพากองทัพของตนหนีออกจากเมืองอุบลราชธานี  ตรงไปเมืองนครจำปาศักดิ์  ซึ่งเป็นบ้านเมืองเดิมของตนเคยอยู่  ฝ่ายครอบครัวเมืองต่าง ๆ ที่เจ้าราชบุตรกวาดต้อนพาไปไว้ในเมืองจำปาศักดิ์นั้น  ก็กำเริบเป็นศัตรูขึ้นด้วย  ชวนกันนำไฟจุดเผาบ้านเรือนราษฎรในเมือง  ไฟไหม้ขึ้นเป็นหลายสิบหลัง  และไหม้ต่อ ๆ ไปเป็นอันมาก  แล้วพวกครัวต่าง ๆ ก็พากันออกนอกเมืองจำปาศักดิ์ หมายจะต่อสู้กับเจ้าราชบุตรก็มีบ้าง  ที่หนีไปก็มีบ้าง

(https://i.ibb.co/GFrxqDv/daa-07.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าราชบุตรเห็นชาวเมืองคุมกันเป็นขบถเกิดจลาจลขึ้นดังนั้น  จะเข้าเมืองก็ไม่ได้  จึงรวบรวมบ่าวไพร่คนใช้ที่สนิทได้ประมาณสามสิบสี่สิบคน  แล้วพากันลงเรือข้ามฟากแม่น้ำโขง  หมายใจว่าจะเดินบกหนีไปแดนเมืองญวนให้รอดชีวิต

(https://i.ibb.co/R41XScN/Unti26tled-8.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายทัพพระยาราชสุภาวดี (สิง) เข้าตั้งอยู่ในเมืองนครจำปาศักดิ์ได้แล้ว  จึงมีคำประกาศแก่ไพร่พลเมืองลาวว่า      “ถ้าใครตามจับตัวเจ้าราชบุตรได้  จะให้รางวัลคนละห้าชั่ง”      พวกลาวที่ถูกความเดือดร้อนข่มขี่ของเจ้าราชบุตรนั้น  ก็พากันข้ามฟากไปตามจับตัวเจ้าราชบุตร, เจ้าปาน, เจ้าสุวรรณ  และพรรคพวกมาส่งให้พระยาราชสุภาวดี  พระยาราชสุภาวดีให้เงินเป็นรางวัลคนละห้าชั่ง  เป็นเงินยี่สิบห้าชั่ง  แล้วจำเจ้าราชบุตร ๑   เจ้าปาน ๑   เจ้าสุวรรณ ๑   ไว้ทั้งสามคน  แล้วพระยาราชสุภาวดีได้ทราบว่า  ทัพหลวงเสด็จมาตั้งทัพอยู่ที่ตำบลพรานพร้าว  จวนจะเสด็จกลับลงไปกรุงเทพฯ ในเร็ว ๆ นี้

(https://i.ibb.co/mG9PZww/Untitls-ed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระยาราชสุภาวดีให้พระจักราคุมกองทัพ ๑,๕๐๐ อยู่รักษาค่ายที่เมืองจำปาศักดิ์  จัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อย  ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีก็ยกทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองนครพนม  เพื่อจะจัดการบ้านเมืองบำรุงไพร่พลเมืองให้สมบูรณ์  จะได้เป็นกำลังแก่ราชการศึกต่อไป.....”

          * วันนี้ปล่อยให้อ่านเรื่องราวยาวสะใจ  เพราะกำลังสนุกเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  พระยาสิงห์ ราชสุภาวดี  เริ่มแสดงศักยภาพของตนเองให้ปรากฏแล้ว  เรื่องราวของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 10, เมษายน, 2563, 09:01:14 AM
(https://i.ibb.co/0QhKv7g/Untitldfsed-1.jpg) (https://imgbb.com/)
พระยาราชสุภาวดี (สิงห์)
รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ   ในละคร "ข้าบดินทร์"

- อานามสยามยุทธ ๒๗ -

แม่ทัพญวนโอหังทั้งสามหาว
อ้างว่าลาวเป็นของญวนล้วนบัดสี
สั่งไทยถอยทัพไปในทันที
เลิกไล่ตีลาวผองคนของญวน

“พระยาราชสุภาวดี”นิ่ง
อ่านแล้วทิ้งจดหมายไม่ไต่สวน
สั่งคนเฝ้านครพนมตามสมควร
ตนเองด่วนเดินไกลไปพรานพร้าว


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระยาราชสุภาวดียกกำลังเข้ายึดเมืองยโสธร  อุบลราชธานี  และนครจำปาศักดิ์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะชาวบ้านชาวเมืองก่อการขบถต่อเจ้าราชบุตรผู้ปกครองนครจำปาศักดิ์  แล้วประกาศให้ประชาชนตามจับเจ้าราชบุตรและพวก  หากใครจับได้จะให้รางวัลคนละห้าชั่ง

          ชาวลาวพากันออกเที่ยวค้นหาและจับตัวเจ้าราชบุตร  เจ้าปาน  เจ้าสุวรรณ  และพวกมาได้ทั้งหมด  พระยาราชสุภาวดีตั้งผู้รักษานครจำปาศักดิ์แล้วยกไปตั้งทัพที่เมืองนครพนม  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/F732bsF/Unsddtitled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ขณะนั้นแม่ทัพญวนชื่อ  องสัดตะคุมเตียนยิม  ซึ่งเป็นแม่ทัพหน้าขององกีนเลือก  แม่ทัพใหญ่ฝ่ายญวนทางบกนั้น  องสัดตะคุมเตียนยิมถือหนังสือของแม่ทัพญวนมาฉบับหนึ่ง  บอกแก่ขุนประสิทธิ์นายด่านทางบกฝ่ายไทยว่า     “เราถือหนังสือนี้จะไปให้พระยาราชสุภาวดีแม่ทัพไทย”     ขุนประสิทธิ์นายด่านกับลาวชาวด่านจึงพาองสัดตะคุมเตียนยิมถือหนังสือมาให้พระยาราชสุภาวดีที่ค่ายเมืองนครพนม  ได้สั่งให้ล่ามแปลหนังสือญวนออกใจความว่า

(https://i.ibb.co/47V81YJ/Untitledfgd-6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เมืองเวียงจันทน์กับกรุงศรีอยุธยาไทย  ก็เป็นบ้านพี่เมืองน้องกันสนิทสนมมาช้านาน  เปรียบเหมือนริมฝีปากกับฟัน  ไม่มีเหตุอันใดที่ได้มัวหมองกันเลย  เหตุไฉนไทยจึงยกกองทัพขึ้นมาทำลายรื้อบ้านเมืองเวียงจันทน์เสีย  ทำให้ไพร่บ้านพลเมืองได้รับความเดือดร้อนแตกหนีไป  จากบ้านเมืองที่เคยอยู่อาศัยเป็นสุขมาช้านาน

          อนึ่ง  เมืองเวียงจันทน์ก็เป็นเขตแดนของกรุงเวียดนามด้วย  บัดนี้แม่ทัพไทยได้เข้ามาในเขตแดนญวนแล้ว  หาควรกับเมืองไมตรีกันไม่  บัดนี้องกีนเลือกแม่ทัพใหญ่ฝ่ายญวน  ให้ข้าพเจ้าชื่อ องสัดตะคุมเตียนยิม แม่ทัพหน้าคุมกองทัพบกมา ๒๐,๐๐๐ เศษ  มาตั้งอยู่ที่เมืองตำกอง  ใช้ให้ข้าพเจ้าถือหนังสือมาให้ท่านแจ้งความว่า  ให้ท่านยกกองทัพไทยกลับไปอยู่ในเขตแดนของไทย  ไทยกวาดต้อนพาครอบครัวพลเมืองในเขตแดนญวนไปไว้มากน้อยเท่าใด  ขอให้ท่านส่งกลับคืนมายังเขตแดนญวนให้สิ้นเชิง  ทางไมตรีไทยกับญวนจะรอบคอบยืนยาวเสมอต้นเสมอปลายต่อไป  ถ้าท่านไม่ฟังคำของข้าพเจ้าแล้ว  ฝ่ายข้าพเจ้าก็ไม่ละกันคงได้เห็นฝีมือกันเป็นแน่  ถ้าองกีนเลือกแม่ทัพใหญ่ยกลงมาถึงเมื่อใดแล้ว  ก็จะไม่ฟังกันเป็นแน่  แต่หญ้าต้นหนึ่งก็จะไม่ให้เหลือไว้ในแผ่นดิน  บอกมาทั้งนี้เป็นความเมตตาแก่แม่ทัพด้วยกัน  ให้ทำตามที่บอกมานี้จึงจะชอบด้วยราชการ”   (หนังสือญวนฉบับนี้กล่าวไว้หมดจด  ไม่ได้ตัดรอน  เพราะจะให้ท่านผู้อ่านฟังสำนวนญวน)

(https://i.ibb.co/d5tdy8Y/Untitlerged-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายพระยาราชสุภาวดีได้ทราบความตามในหนังสือญวนดังนั้นแล้ว  หาได้มีหนังสือโต้ประการใดไม่  เพราะจะรีบเดินทางไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ ที่ค่ายหลวงพรานพร้าว  ด้วยจวนจะเสด็จกลับกรุงเทพฯ อยู่แล้ว  เป็นแต่สั่งให้ขุนประสิทธิ์นายด่านพาตัวญวนที่ถือหนังสือมานั้น  กลับไปส่งให้พ้นเขตแดนของไทย  บอกญวนให้รีบไปในเขตแดนของญวน  ไทยไม่รับรอง  และไม่ให้ญวนอยู่ด้วย

(https://i.ibb.co/bmgg5RC/14347280s52-1-o.jpg) (https://imgbb.com/)

           พระยาราชสุภาวดีสั่งให้พระยาราชรองเมืองคุมพลทหาร ๕๐๐ อยู่รักษาค่ายที่เมืองนครพนมและค่ายเมืองยโสธรด้วย
           ให้พระยาอินทรสงครามรามัญจางวางกองนอก  คุมพลทหารรามัญ ๓๐๐ เป็นกองลาดตระเวนบก  รักษาด่านทางเมืองยโสธรและเมืองนครพนม
           ให้พระยาวิเศษสงครามภักดี จางวางทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่คุมพลทหาร ๒๐๐ ยกล่วงหน้าไปทำทางตั้งทำเนียบรับที่พรานพร้าว
           แล้วสั่งพระยา,  พระ,  หลวง,  นายทัพนายกองให้ตระเตรียมจัดพลทหารไว้ให้พร้อม  รุ่งขึ้นจะยกไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ ที่พรานพร้าว

(https://i.ibb.co/fkNb9jN/Untitldwe287d-4.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าสามโมง  พระยาราชสุภาวดีขึ้นช้างพังเกษรผูกกูบกระโจมสองหน้าหลังคาคาดผ้าดาวกระจาย  มีทหารสี่เท้าช้างอย่างแม่ทัพใหญ่  พร้อมด้วยช้างนำตามเป็นอันมาก  ดำเนินทัพโดยทางสถลมารค  หยุดร้อนแรมไปหลายวัน  ก็บรรลุถึงท่าซ่มริมฝั่งแม่น้ำโขงใกล้บ้านพรานพร้าว  พระยาราชสุภาวดีหยุดพักในค่ายรั้วทึบที่ท่าซ่ม  ซี่งพระยาวิเศษสงครามทำไว้รับนั้น  แล้วพระยาวิเศษสงครามมาแจ้งความแก่พระยาราชสุภาวดีว่า      “ได้สร้างทำเนียบ ๙ หลังตีรั้วทึบท่าซ่มห่างค่ายหลวง ๖๐ เส้น  ครั้นจะตั้งใกล้ก็กลัวว่ารี้พลที่มากจะไปละเล้าละลุมในค่ายหลวงหาบังควรไม่”

           พระยาราชสุภาวดีพักอยู่ที่ทำเนียบคืน ๑    ครั้งรุ่งเช้าจึงขึ้นแคร่คานหามมีทหารสะพายดาบเดินนำหน้า ๒๐๐  ทหารถือปืนเดินตามทางป่าไปทาง ๖๐ เส้นเศษถึงค่ายหลวง  สั่งให้ทหารหน้าหลังหยุดพักห่างค่ายหลวงทั้งสิ้น  พระยาราชสุภาวดีลงจากแคร่เดินเข้าไปเฝ้าหน้าพลับพลาชัยในค่ายหลวง  กราบทูลข้อราชการศึกเสร็จสิ้นทุกประการ  แล้วก็นำต้นหนังสือของญวนและคำแปลจากหนังสือญวนที่มาให้ในระหว่างศึกนั้น  ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท  แล้วพาพระยาเชียงสาลาวซึ่งแตกหนีทัพพระยาเพชรพิไชยเข้ามาสวามิภักดิ์นั้น  เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่หน้าพลับพลาชัยในค่ายหลวง

(https://i.ibb.co/y4NkQqN/Untitlegrd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          พระยาราชสุภาวดีกราบบังคมทูลว่า        “เจ้าราชบุตรสู้รบกับกองทัพข้าพระพุทธเจ้า  ข้าพระพุทธเจ้าจับเจ้าราชบุตรขังกรงลงมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายด้วย”        กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งให้พระพรหมสุรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจ กับหลวงนายเสน่ห์รักษานายเวรมหาดเล็ก  ได้ให้คุมพลทหารกรุงเทพฯ ๑๖๐ คน  คุมตัวเจ้าราชบุตร ๑   เจ้าปาน ๑   เจ้าสุวรรณ ๑   กับเจ้าหญิงซึ่งเป็นภรรยาเจ้าราชบุตร ๑ คน  ชื่อเจ้าบัณฐร  และครอบครัวเจ้าราชบุตรที่จับได้นี้ ๔๖ คนนั้น  ให้คุมลงไปส่งยังกรุงเทพฯ  แต่พระยาเชียงสานั้นโปรดให้อยู่รับราชการในกองทัพพระยาราชสุภาวดี  ช่วยคิดราชการทางหัวเมืองลาว  ถ้าเสร็จราชการจะชุบเลี้ยงให้ถึงขนาดแก่ความชอบ  แล้วมีรับสั่งให้พระยาราชสุภาวดีอยู่จัดการบ้านเมืองลาว  และเมืองเขมรป่าดงให้เรียบร้อย   และกวาดต้อนครอบครัวส่งลงไปกรุงเทพฯ    สิ้นราชการแล้วเมื่อใดก็ให้กลับลงไป  แจ้งข้อราชการศึกสงครามยังกรุงเทพฯ

(https://i.ibb.co/yh7yK8P/Ufgntitled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้งนั้นมีพระราชดำรัสตรัสสรรเสริญสติปัญญาความคิดและฝีมือพระยาราชสุภาวดีว่า        “มิเสียทีที่เกิดมาในวงศ์ตระกูลเสนาบดี  เป็นชายนายทหาร  ทำราชการการสงครามครั้งนี้มีชื่อเสียงดีโด่งดังปรากฏไปในนานาประเทศทั่วทิศานุทิศ  ความดีความเจริญของท่านจะปรากฏในจดหมายเหตุของพวกนักปราชญ์ราชบัณฑิต  อยู่ชั่วกัลปาวสานไม่เสื่อมทราม”        แล้วตรัสเล่าการศึกสงครามให้พระยาราชสุภาวดีฟัง  ตั้งแต่ตีค่ายทุ่งล้ำพี้  และทุ่งหนองบัวลำภู  ทุ่งส้มป่อย  และที่เขาสารช่องแคบทั้งสี่ตำบล  ทรงเล่าจนเจ้าอุปราชเวียงจันทน์เข้ามาสวามิภักดิ์เสร็จสิ้นทุกประการ.....”

           * คิดว่าทุกท่านที่อ่านจดหมายข้อความยะโสโอหังข่มขู่คุกคาม  จากแม่ทัพญวนมาถึงแม่ทัพไทยแล้ว  คงเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกันกับผมแหละนะครับ  เก็บความรู้สึกอันไม่ดีไม่งามนั้นไว้ในใจก็แล้วกัน  วันนี้ให้อ่านแค่นี้ก่อน  พรุ่งนี้ค่อยมาอ่านกันต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 11, เมษายน, 2563, 11:22:37 PM
(https://i.ibb.co/M22hLGb/14386324dsfs-G-o.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๘ -

กรมพระราชวังบวรฯ ประทับ
ปรึกษากับบรรดาทหารห้าว
ปรารภเรื่องเวียงจันทน์นั้นยืดยาว
หลายเจ้าลาวแปรพักตร์สิ้นภักดี

เจ้าอนุจิ้มก้องญวนร้องสิทธิ์
สำแดงฤทธิ์ข่มขู่หลู่ศักดิ์ศรี
สยามต้องตรึกตราหาวิธี
ศึกจะมียืดยาวทั้งลาวญวน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่ พระยาราชสุภาวดี (สิง) แม่ทัพไทยฝ่ายตะวันออกเข้าเฝ้ากรมกระราชวังบวรฯ ณ ค่ายหลวงพรานพร้าว  กราบบังคมทูลถวายรายงานราชการศึกแล้ว  เบิกตัวพระเชียงสาเข้าเฝ้าถวายบังคม  และนำตัวเจ้าราชบุตรแห่งนครจำปาศักดิ์ พร้อมพวกที่พ่ายสงครามถูกจับตัวมาได้นั้นน้อมเกล้าฯ ถวาย  กรมพระราชวังบวรฯ ตรัสให้พระพรหมสุรินทร์เจ้ากรมพระตำรวจและคณะคุมตัวเจ้าราชบุตรและพวกลงกรุงเทพฯ  ส่วนพระยาเชียงสานั้นโปรดให้อยู่กับพระยาราชสุภาวดี  ช่วยคิดราชการทางหัวเมืองลาวต่อไป  วันนี้มาอ่านความกันต่อครับ

           “ขณะนั้นมีพระราชดำรัสปรึกษาราชการเมืองเวียงจันทน์แก่พระยาราชสุภาวดี  ว่า

(https://i.ibb.co/tCzV9hv/unnamed-7.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/XZKdRjn/Rama1.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/P40Ww89/nn02-01.jpg) (https://imgbb.com/)

           “อันแผ่นดินมาลาว์ประเทศขอบเขตลาวเวียงจันทน์นั้น  ถ้าผู้ใดได้เป็นอธิบดีใหญ่ในเมืองเวียงจันทน์แล้ว  จิตก็มักจะเป็นพาลสันดานทุจริตคิดประทุษ ร้ายเป็นขบถต่อกรุงเทพฯ มาหลายครั้งแล้ว  ตั้งแต่แผ่นดินพระเจ้าตากกรุงธนบุรีครั้งหนึ่ง  และในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงสองครั้ง (พระพุทธเจ้าหลวงนั้นคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า)  และในแผ่นดินพระบรมโกศนั้น  เว้นว่างการศึกกับเวียงจันทน์  เพราะเหตุว่าเมืองหลวงพระบางมีอริร้าวฉานกับเวียงจันทน์  เวียงจันทน์ไม่อาจทำการกำเริบเป็นขบถได้  เพราะเวลานั้น  เจ้าเวียงจันทน์ยังไม่มีอำนาจใหญ่โตเหมือนอนุเดี๋ยวนี้ (แผ่นดินในพระบรมโกศนั้น  คือแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้า)

(https://i.ibb.co/yYWkfmM/ct-20180731060934357.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/MV131ZX/image1-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นกาลเป็นลำดับมาถึงแผ่นดินล้นเกล้าล้นกระหม่อมในปัจจุบันนี้ (คือแผ่นดินพระนั่งเกล้า) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าอนุเป็นอธิบดีครอบบ้านครองเมืองเวียงจันทน์  ทรงมอบพระราชดำริพระราชประสงค์ให้เจ้าอนุบังคับบัญชาว่ากล่าวหัวเมืองลาวฝ่ายทางตะวันออกทั้งสิ้นตลอดถึงเขตแดนญวน  เจ้าอนุได้เป็นผู้ต่างพระเนตรพระกรรณสิทธิ์ขาดในราชการเมืองลาวทางตะวันออก  เจ้าอนุจึงมีศักดาอานุภาพอำนาจเฟื่องฟุ้ง  เป็นที่ยำเยงเกรงกลัวของหัวเมืองลาวต่าง ๆ ที่ใกล้และไกลในทิศตะวันออก  เพราะพระบารมีล้นเกล้าล้นกระหม่อม ปกเกล้าปกกระหม่อมเจ้าอนุ  เจ้าอนุจึงมีศุภอักษรลงมากราบบังคมทูลพระกรุณาว่า  เมืองเวียงจันทน์กับหัวเมืองขึ้น ราษฎรพลเมืองต้องอาศัยไปมาค้าขายที่เมืองญวน  จึงได้เกลือและของใช้ของรับประทานมาเป็นกำลังแก่พลเมืองลาว  เพราะว่าญวนอยู่ใกล้กับลาว  จะไปมาค้าขายง่ายกว่าทางกรุงเทพฯ  เพราะฉะนั้นเจ้าอนุจะขอรับพระราชทานแต่งขุนนางลาว  ให้เป็นทูตขึ้นไปจิ้มก้องส่งเครื่องบรรณาการที่เมืองเว้ (คือเมืองหลวงของญวน)  สามปีครั้งหนึ่ง  เพื่อจะให้พลเมืองลาวไปมาค้าขายกับญวนได้สะดวก

(https://i.ibb.co/XCJRJ6c/Vientiane-Chao-Anouvong-Park-6031888461-1.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/jwZm5gh/emperor-minh-mang.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายล้นเกล้าล้นกระหม่อมก็ทรงพระราชดำริพร้อมด้วยเสนาบดี  เห็นว่าเป็นการค้าขายเจริญแก่ราษฎรพลเมืองลาวนั้นจริงอยู่  จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาต  ยอมให้เจ้าอนุแต่งทูตลาวไปจิ้มก้องญวนสามปีครั้งหนึ่งตามความคิดเจ้าอนุเถิด  เหตุดังนี้ญวนจึงถือว่าเวียงจันทน์เป็นเขตแดนของญวนด้วย  ญวนจึงได้มีหนังสือพูดจาหมิ่นประมาทไทย  เพราะเจ้าอนุก่อเหตุทำให้เกียรติยศไทยเสียไป  ภายหลังเจ้าอนุมีจิตคิดกำเริบเติบใหญ่  ตั้งใจเป็นขบถต่อกรุงเทพฯโดยความทรยศของมันดังนี้  พวกเราทั้งหลายจึงต้องมาทำศึกสงครามเคี่ยวเข็ญแรมเดือนแรมปีกับลาวนี้  จนอ้ายลาวพ่ายแพ้ราบคาบไปสิ้น  ฝ่ายไทยก็มีชัยชนะครั้งนี้  ควรที่นายทัพนายกองจะต้องช่วยกันคิดอ่านการงานให้รอบคอบ  ที่จะรักษาขอบขัณฑเสมาอาณาจักรสยามให้มั่นคงถาวรชั่วบุตรหลาน

(https://i.ibb.co/wrfc4Br/6-10-696x442.jpg) (https://imgbb.com/)

          แต่การข้างหน้าต่อไปนั้น เราก็คิดไม่ให้มีผู้ครอบครองบ้านเมืองเวียงจันทน์อีกต่อไป  คิดจะทำลายล้างบ้านเมืองเสียให้หมด  ให้เป็นดังป่า  ไม่ให้กลับเป็นราชธานีใหญ่สืบไปได้  แต่จะต้องนำความเห็นที่เราคิดดังนี้ลงไป  มีชี้แจงกราบบังคมทูลพระกรุณา ให้ทรงทราบได้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสียก่อน  เราจึงจะทำการนี้ได้โดยถนัดดี  ด้วยแผ่นดินเป็นที่ของท่าน  ท่านเป็นพระมหากษัตริย์  เราเป็นแต่ผู้ช่วยราชการ  ไม่อาจหาญจะทำการใหญ่โตให้เกินแก่อำนาจผู้ใหญ่ได้”

          ฝ่ายพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาอภัยภูธร  เจ้าพระยาพระพิษณุโลก  และเจ้าพระยานครราชสีมา  และเจ้าพระยามหาโยธา  และพระยาเพชรบูรณ์  ขุนนางผู้ใหญ่เฝ้าอยู่ที่นั้น  พร้อมอยู่ด้วยกัน พระยา, พระ, หลวง, นายทัพ, นายกอง, ทั้งหลายกราบบังทูลว่า    “ข้าพระพุทธเจ้าเห็นชอบด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมพร้อมกัน  ตามพระราชกระแสรับสั่งนั้นทุกอย่างทุกประการแล้ว”

(https://i.ibb.co/z7LsJ7z/Untfditled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          กรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชดำรัสสั่งให้พระยาเพชรบูรณ์เข้ากองทัพพระยาราชสุภาวดี  ให้อยู่จัดการบ้านเมืองลาวส่งเสบียงอาหารให้พระยาราชสุภาวดี  เพราะเมืองเพชรบูรณ์บริบูรณ์ด้วยอาหาร
          โปรดให้พระยาเพชรพิไชยกับพระยาสมบัติธิบาล  ยกไปจัดการบ้านเมืองหล่มเลย  ให้กลับไปเมืองหล่มเลยในฤดูฝนนี้  พระยาเพชรพิไชยกราบถวายบังคมลายกไปเมืองหล่มสัก  พระยาสมบัติธิบาลยกไปเมืองเลย
          โปรดให้พระยาเกษตรรักษายกพลทหารไปถ่ายเสบียงอาหาร  ไปส่งพระยาราชสุภาวดีให้ใช้ราชการตลอดปี  พระยาเกษตรรักษาได้ถ่ายเสบียงอาหารที่ค่ายหลวงลำเลียงลงเรือรบลาวเก่า ๆ บรรทุกไปส่งที่ค่ายพระยาราชสุภาวดี

(https://i.ibb.co/5k3zcjT/Untdwwitled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นพระธัญญาภิบาล หลวงโภชนารักษ์คุมเรือข้าวเปลือกนำไปส่งที่เมืองนครพนม เรือกระทบตอไม้ใหญ่ล่มแตกเสียสี่ลำเป็นข้าวหลายร้อยเกวียน  ทรงทราบแล้วจึงโปรดให้จมื่นอินทรเสนาปลัดกรมพระตำรวจ  นำเรือเร็วลงไปลงพระราชอาชญาเฆี่ยนหลังพระธัญญาภิบาลกับหลวงโภชนารักษ์  คนละห้าสิบที  ให้คงราชการถ่ายลำเลียงต่อไป

          โปรดให้พระยาเพชรบูรณ์ขนปืนนกสับคาบศิลา ๑,๕๐๐ กระบอกกับกระสุนดินดำ  ส่งไปพระราชทานเพิ่มเติมให้อีกในกองทัพพระยาราชสุภาวดี  พระยาเพชรบูรณ์กราบทูลว่า    “ช้างที่จะบรรทุกปืนไปส่งนั้นยังไม่มาถึงพรานพร้าว”    รับสั่งว่า    “บรรทุกเรือก็ได้”    พระยาเพชรบูรณ์กราบทูลว่า    “ทางเรือหลักตอมากในแม่น้ำโขง  เกรงเรือจะล่มลงจะเสียของหลวง  ด้วยเป็นเครื่องอาวุธหาใช้ยาก  ไม่เหมือนข้าวเปลือกพอหาเพิ่มเติมในราชการได้”    รับสั่งว่า    “พระยาเพชรบูรณ์ขัดคำสั่งจะให้ลงพระราชอาชญาก็ได้   แต่เห็นว่าเป็นคนเก่าผู้เฒ่าจึงให้ภาคทัณฑ์ไว้ครั้ง ๑”

          แล้วโปรดให้หลวงชาติเสนีคุมปืนคาบศิลาบรรทุกลงเรือไปส่งให้พระยาราชสุภาวดี  ครั้งนั้นเรือใหญ่พระธัญญาภิบาลนำไปบรรทุกข้าวเปลือกเสียหมด  มีแต่เรือเล็กอยู่หลายลำ  แต่รั่วมาก  เลือกได้เรือเล็กสองลำบรรทุกปืนไปลำละ ๑๐๐ กระบอก  ลงไปตามลำแม่น้ำโขง  ก็ถูกตอล่มลงลำหนึ่ง  ลำหนึ่งลงไปถึงเมืองนครพนม  คราวนี้ทรงทราบว่าเรือล่มสมกับคำพระยาเพชรบูรณ์กราบทูลทุกประการ  จึงหายกริ้วพระยาเพชรบูรณ์และพลอยไม่โกรธหลวงชาติเสนีที่นำเรือบรรทุกปืนไปล่มเสียลำหนึ่ง  เสียปืน ๑๐๐ กระบอกและดินดำด้วยหลายสิบถังจมน้ำเสีย  ดำได้แต่ปืน

(https://i.ibb.co/fHqhnNZ/Untitldfefed-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนี้โปรดเกล้าให้พระยาประกฤษณุรักษ์ไปตามช้างที่ค่ายเขาสารมายังพรานพร้าว  ให้พระยาเพชรบูรณ์บรรทุกปืน ๑,๓๐๐ กระบอก  กับดินดำและกระสุนปืนไปสั่งที่ค่ายพระยาราชสุภาวดี  ปืนและกระสุนดินดำก็ถึงค่ายพระยาราชสุภาวดีโดยสะดวกไม่เสียหาย  (เพราะพระยาเพชรบูรณ์ที่ชำนิชำนาญทางแม่น้ำโขงและทางป่าด้วย)

          ครั้งนั้น  เจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายกแม่ทัพไปตีหล่มสักได้แล้วยกมาตั้งค่ายอยู่ที่พรานพร้าว  ป่วยหลายวันก็ถึงอสัญกรรม  กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีรับสั่งให้บุตรหลานญาติที่ตามขึ้นไป  ให้นำศพลงมากรุงเทพฯ  พระราชทานช้างและโคต่างให้เป็นพาหนะพอสมควรกับพวกพ้องบ่าวข้าที่จะนำศพกลับลงไปกรุงเทพฯ

          กองทัพไทยที่ขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์ครั้งนั้น  ไพร่พลตายด้วยศาสตราวุธข้าศึกนั้นน้อย  ตายด้วยไข้โรคป่วง  และตายด้วยไข้ป่าไข้พิษ  ไทยตายด้วยอดอยาก  สามอย่างนั้นมากกว่ารบกันตายด้วยเครื่องศาสตราวุธ...”

          พักไว้ตรงนี้ก่อนก็แล้วกันนะ  วันพรุ่งนี้มาอ่านกันต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 12, เมษายน, 2563, 10:37:19 PM
(https://i.ibb.co/VS3KBX0/143dfs8627751-IMG6916-JPG-o.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๒๙ -

กรมพระราชวังบวรฯกลับ
ทรงพักทัพโคราชไม่รีบด่วน
สั่งซ่อมแซมคูกำแพงแต่งที่ควร
ให้ทุกส่วนที่ถูกเผาเข้ารูปรอย

แล้วกลับกรุงเข้าเฝ้าเจ้าอยู่หัว
กราบทูลทั่วที่ทรงทำไม่ท้อถอย
จึงโปรดเกล้าฯเลื่อนยศทั้งใหญ่น้อย
“พระยาสิงห์”สวมสร้อย “เจ้าพระยา”


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน“อานามสยามยุทธ”ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ  เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง)  มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ ทรงจัดการบ้านเมืองเวียงจันทน์และเมืองบริวาร  มอบหน้าที่พระยาราชสุภาวดี (สิง) อยู่จัดการบ้านเมืองแทนพระองค์  ให้กองทัพพระยาเพชรบูรณ์เข้ารวมกับพระยาราชสุภาวดี  และให้ขนเสบียงอาหาร  อาวุธยุทโธปกรณ์จากทัพหลวงไปใส่ไว้ในกองทัพพระยาราชสุภาวดี  วันนี้มาดูความต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/JQ4qy58/Untitsaled-6.jpg) (https://imgbb.com/)

           “อนึ่ง  ทัพพระยาราชนิกูลและพระยารามคำแหง  พระยาราชวังเมือง  พระยาจันทบุรี  ซึ่งยกขึ้นไปทางเมืองเขมรป่าดงละทางตะวันออกนั้น  ไม่ได้ต่อสู้รบด้วยข้าศึกลาวเลย  เพราะไม่ได้มีใบบอกข่าวราชการมายังแม่ทัพหลวงให้ทราบบ้าง (กับไม่ได้ยินข่าวลือว่าแม่ทัพทั้ง ๔ คนนั้น  จะได้ราชการสิ่งใดในการศึกสงครามนั้นก็ไม่มี  มีแต่ไปตั้งทัพยับยั้งอยู่ที่ปลายเขตแดน เขมร, ญวน กับลาวต่อกันทางเขาหลวงลีผีเป็นที่พรมแดนญวน, เขมร  กับไทยต่อกันเท่านั้น  ตั้งอยู่ตำบลนี้เป็นที่ห่างเหินเกินกับที่จะต่อรบกับข้าศึกลาว  ต้องกับคำโบราณว่า  “อยู่สุดเสียงปืนอายุยืนกว่าพัน”  เป็นจะเป็นเช่นนั้นบ้างดอกกระมัง)

           ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ มีพระราชบัณฑูรดำรัสสั่งพระยาเสน่หาภูธรให้มีบัตรหมายบอก พระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกองทัพทั้งหลาย  ให้ตระเตรียมพลทหารไว้ให้สรรพ  อีกแปดวันจะเสด็จพระราชดำเนินยกกองทัพหลวงกลับลงไปยังกรุงเทพฯ  ตามท้องตราซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรีเชิญขึ้นมาหากองทัพกลับนั้น

(https://i.ibb.co/xq01c6w/130.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้น ณ วันพฤหัสบดีเดือนแปดขึ้นเก้าค่ำ  เวลาประจุสมัยจวนจะใกล้ ๆ อรุณรุ่งสว่าง  ได้มหาศุภมงคลนักขัตฤกษ์แล้ว  ฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงเครื่องศิริราชปิลันทนาอะลังการสรรพาภรณ์บวรวิภูษิต  วิจิตรด้วยเครื่องอนันตะราโชปโภคสำหรับพระขัติยะราชรณยุทธพร้อมเสร็จ  เสด็จขึ้นช้างพระที่นั่งพังเทพยลิลา  สูงห้าศอกคืบหกนิ้ว  ผูกเครื่องมั่นมีพระที่นั่งกระโจมทองสี่หน้าหลังคาหักทองขวางยอดเกี้ยว เป็นพระคชาธาร  และพังมณีนพรัตน์สูงห้าศอกคืบสี่นิ้ว เป็นพระคชาธารพระที่นั่งรอง  ผูกเครื่องมั่นมีพระที่นั่งวอช่อฟ้าหลังคาสี  พระที่นั่งทรงนั้นหลวงอินทรคชลักษณ์เป็นหมอ  ขุนคชศักดิ์บริบาลเป็นควาญ  เป็นข้าหลวงเดิมทั้งสองนาย  พร้อมด้วยจัตุรงค์คชบาท  ราชบริพารทวยหาญแห่นำตามเสด็จพร้อมพรั่ง  ทั้งช้างดั้งช้างกันอนันตะคชพยุหยาตรา  สรรพด้วยพหลพลพยุหโยธาหาญ  ราชบริพารตามกระบวนบวรมหาพิชัยสงครามพร้อมเสร็จ  เสด็จพระราชดำเนินเป็นทัพหลวง  ล่วงมัคทุเรศนิคมเขตมาลาว์มหาสถลมารค  ประทับร้อนแรมมาจากค่ายพรานพร้าวยี่สิบสองเวน  บรรลุถึงเมืองนครราชสีมาในเวลาบ่ายสองโมง ณ วันพุธเดือนแปดแรมสิบสี่ค่ำ  จึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับแรม  อยู่บนพลับพลาไชยในค่ายเก่าคืนหนึ่ง

(https://i.ibb.co/gjNJ18B/Untitleddw-9-350.jpg) (https://imgbb.com/)

           รุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดีเดือนแปดแรมสิบห้าค่ำ  โปรดเกล้าฯ พระราชทานอาหาร  สิ่งของเงินตรา  เสื้อผ้าแก่ไพร่บ้านพลเมืองนครราชสีมาที่อดอยากเป็นอันมาก  แล้วโปรดเกล้าฯ ให้นายทัพนายกองทั้งหลายคุมพลทหาร  แบ่งหน้าที่กันไปซ่อมแซม  ก่อกำแพงเมืองนครราชสีมาที่ปรักหักพัง  ที่เจ้าอนุสั่งให้ทำลายรื้อเสียด้านหนึ่งนั้น  โปรดให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ให้เหมือนดังเก่า  แต่คูเก่ารอบนอกกำแพงเมืองนครราชสีมานั้นตื้นดอนมากแล้ว  จึงโปรดให้กองทัพแบ่งหน้าที่กันขุดมูลดินเก่าขึ้น  ให้ลึกกว้างกว่าเก่ารอบกำแพงแล้ว  จึงดำรัสสั่งพระยาอร่ามมณเฑียรให้อยู่ที่เมืองนครราชสีมา  เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอารามพระอุโบสถวิหารการบุญเปรียญเสนาสนะ  ที่ปรักหักพังทั้งสองพระอารามในกำแพงเมืองนครราชสีมา  ที่ชำรุดมาช้านานให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ให้งดงามบริบูรณ์ไว้ในพระศาสนา  จะได้เป็นพระเกียรติยศแผ่นดินสยามต่อไปภายหน้าด้วย

           พระยาอร่ามมณเฑียรเลือกนายช่างไว้ ๓๐ คน   กับไพร่พลในกองทัพกรุงขอไว้ ๕๐ คน  รวมเป็น ๘๐ คน  แล้วเกณฑ์คนที่เมืองนครราชสีมาอีก ๒๐๐ คน  ให้ทำอิฐเผาปูนและตัดไม้ทำการงานในพระอารามทั้งสองตามรับสั่งนั้น

(https://i.ibb.co/NSSP2tD/freed2.jpg) (https://imgbb.com/)

           กรมพระราชวังบวรฯ ประทับอยู่ในค่ายนอกเมืองนครราชสีมานั้นหกวัน  จึงเจ้าพระยานครราชสีมามากราบบังคมทูลเชิญเสด็จ  ให้เข้าไปทอดพระเนตรในเมืองนครราชสีมา  จึงเสด็จพระราชดำเนินทรงพระราชยานผูกแปด  มีกระบวนแห่นำตามเสด็จไปเป็นอันมาก  เสด็จไปทอดพระเนตรในเมืองนครราชสีมาหลายแห่ง  ทอดพระเนตรพระอารามทั้งสองที่ทรงปฏิสังขรณ์ด้วย  ทอดพระเนตรทั่วแล้ววันหนึ่ง  จึงเสด็จกลับออกมาประทับอยู่ในค่ายอีกวันหนึ่ง  จึงเสด็จกรีธาทัพหลวงจากเมืองนครราชสีมา  ลงมาทางดงพระยาไฟ  ตัดทางมาลงยังท่าราบแขวงเมืองสระบุรี  ประทับที่พลับพลาท่าราบสี่วัน  แต่พอนายทัพนายกองที่ตามเสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมกันแล้ว  จึงเสด็จประทับในเรือพระที่นั่งบัลลังก์ศรีชื่อกาพย์สุวรรณมาลา  พร้อมด้วยเรือขบวนดั้งกันแห่นำตามเสด็จมาถึงกรุงเทพฯ ณ วันจันทร์เดือนเก้า  แรมสามค่ำ  เวลาบ่ายสามโมง   ในเวลาวันนั้นกรมพระราชวังบวรฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินลงไปเฝ้าในพระราชวังหลวง  กราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยข้อราชการศึกเสร็จทุกประการ  แล้วกราบทูลสรรเสริญยกย่องความชอบพระยาราชสุภาวดี (สิง)ว่า     “ใจกล้าหาญในการศึกสงครามและฝีมือก็เข้มแข็งองอาจสามารถ  ทั้งสติปัญญาก็หลักแหลมพร้อมด้วย  จะหาผู้ใดเสมอมิได้ในทุกวันนี้”

(https://i.ibb.co/w03rM2Z/Untitsddfled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบดังนี้  จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งพระศรีสหเทพ  ให้มีท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปยังกองทัพเมืองเวียงจันทน์  ให้ประกาศความชอบในพระยาราชสุภาวดี  ให้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่  พระราชทานพานหมากทองคำ  คนโทน้ำทองคำ  และเครื่องยศอย่างเสนาบดีผู้ใหญ่ส่งขึ้นไปพระราชทาน
           โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศพระสุริยะภักดี (ป้อม) เป็น พระราชวรินทร์  แล้วพระราชทานสิ่งของดี ๆ หลายอย่างขึ้นไปให้พระราชวรินทร์ (ป้อม) สำหรับให้เจ้าอุปราชเวียงจันทน์  เป็นการแทนคุณเจ้าอุปราช  ที่เขาช่วยแก้ไขมีหนังสือมาถึงเจ้าอนุให้ลงไปกรุงเทพฯ ได้
           แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศพระณรงค์สงครามจางวางส่วยทองเมืองนครราชสีมา  เป็นพระยาณรงค์สงคราม  พระราชทานถาดหมากทองคำ  คนโทน้ำทองคำ เป็นเครื่องยศ

(https://i.ibb.co/Wk4HL3p/6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

           โปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาเทพ เจ้ากรมพระตำรวจ ๑    หลวงศรีเสนากรมมหาดไทย ๑    ขุนมหาสิทธิโวหารกรมพระอาลักษณ์ ๑    เชิญท้องตราตั้งเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง)   และพระราชวรินทร์ (ป้อม)   พระยาณรงค์สงคราม (มี)  กับเครื่องยศขึ้นไปพระราชทานที่ค่ายเมืองเวียงจันทน์  ที่ตำบลพรานพร้าวนั้นพร้อมกันทั้ง ๓ คนตามบรรดาศักดิ์...”

           * อย่างนี้คำสมัยใหม่เรียกว่า  “กรรมติดจรวด”  นะครับ  พระยาราชสุภาวดี (สิง)   พระสุริยะภักดี (ป้อม)   พระณรงค์สงคราม (มี)   ใช้ความรู้ความสามารถทำกรรมดี  เป็นความดีความชอบแก่ราชการศึกสงคราม  กรรมดีที่ทำได้ผลทันที  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศตำแหน่งให้  พระยาราชสุภาวดี เป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี    พระสุริยะภักดี (ป้อม) เลื่อนขึ้นเป็นพระราชวรินทร์   และ   พระณรงค์สงคราม เสนาธิการกองทัพเมืองนครราชสีมา (ตำแหน่งที่ผมคิดตั้งเอง)  เลื่อนขึ้นเป็นพระยาที่ พระยาณรงค์สงคราม  เป็นการแต่งตั้งยศศักดิ์กันในกลางสนามรบเลยทีเดียว

           เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไร  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 13, เมษายน, 2563, 11:10:38 PM
(https://i.ibb.co/0rtwjDL/11406109-1604736613076680-4122007692232267455-o-1435032176.jpg) (https://imgbb.com/) (https://i.ibb.co/qFLv5gY/Wat-03.jpg) (https://imgbb.com/)
(ซ้าย) เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ภายหลังคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์
รับบทโดย วิวัฒน์ ผสมทรัพย์ ในละคร “ข้าบดินทร์”
(ขวา) ภาพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)

- อานามสยามยุทธ ๓๐ -

สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าสยาม
ตอบเวียดนามรวบรัดตัดปัญหา
เจ้าอนุเป็นขบถหมดเมตตา
จึงไล่ล่าทั่วลาวหนีเข้าญวน

“เจ้าพระยาราชสุภาวดี”
ไม่รอรีอยู่ลาวเร่งกลับด่วน
นำพระบาง,อุปราชร่วมขบวน
ทุกสิ่งล้วนทูนเกล้าฯ เจ้าแผ่นดิน


           อภิปราย ขยายความ........................

           เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน“ อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  กรมพระราชวังบวรฯ ยกทัพกลับคืนพระนคร  เข้าเฝ้าถวายบังคมกราบทูลข้อราชการศึกสงครามกับลาวจนได้ชัยชนะทุกประการ  แล้วตรัสสรรเสริญพระยาราชสุภาวดีว่าเป็นคนดีมีฝีมือและสติปัญญา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบทุกประการแล้ว  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เลื่อนให้พระยาราชสุภาวดี (สิง)  เป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ว่าที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี   ให้พระสุริยะภักดี (ป้อม) ขึ้นเป็นพระราชวรินทร  และ  ให้พระณรงค์สงคราม (มี) จางวางส่วยทองเมืองนครราชสีมา  เป็นพระยาณรงค์สงคราม  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/Dfvkhnc/Untitl25258ed-5.jpg) (https://imgbb.com/)

            “พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังมีหนังสือบอกเรื่องเจ้าอนุเมืองเวียงจันทน์เป็นขบถต่อกรุงเทพฯ    บอกไปถึงองเล่โปเสนาบดีที่กรุงเว้ฝ่ายญวนฉบับหนึ่ง  ให้ส่งทางเมืองเขมร  เขมรส่งต่อ ๆ ไปจนถึงเมืองไซ่ง่อน  ซึ่งเป็นหัวเมืองเอกของญวน

           ใจความในหนังสือนั้นตัดเนื้อความแต่สั้น ๆ  พอรู้การว่า  เจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นขบถต่อกรุงเทพฯ  กรุงเทพฯต้องยกกองทัพใหญ่ขึ้นไปปราบปราม  การจลาจลสงบราบคาบไปสิ้นแล้ว  แต่บัดนี้เจ้าอนุผู้ทำความผิดคิดมิชอบ  สู้กองทัพไทยไม่ได้  ก็หนีไปอาศัยอยู่ในหัวเมืองซึ่งเป็นเขตแดนของญวน  ผู้ครองฝ่ายไทยจะให้กองทัพยกเข้าไปติดตามจับเจ้าอนุในเขตแดนญวนนั้น  ก็เกรงว่าจะเสียทางพระราชไมตรี  จึงได้สั่งให้กองทัพไทยรั้งรอไว้แต่ที่เขตแดนของไทยซึ่งติดต่อที่พรมแดนกับญวนก่อน  จึงได้บอกให้องเล่โปเสนาบดีฝ่ายญวนทราบ  เสนาบดีฝ่ายญวนทราบแล้ว  ขอให้นำข้อความในหนังสือฉบับนี้ขึ้นกราบทูลเจ้าเวียดนามให้ทรงทราบด้วยเทอญ (ตัดเนื้อความยาวว่าแต่สั้น ๆ เป็นแต่ใจความ)

(https://i.ibb.co/zfThrZ2/rs-15.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง) ว่าที่สมุหนายกนั้น  ได้ตั้งพักพลทหารอยู่ที่ค่ายท่าซ่ม  ใกล้พรานพร้าว   ก็จัดการบ้านเมืองลาวเรียบร้อยปกติ  จึงสั่งให้พระราชวรินทร (ป้อม) ไปกวาดต้อนครอบครัวมาไว้ที่บ้านพรานพร้าวได้มากแล้ว  จึงได้แบ่งลาวไว้ให้อยู่เป็นพลเมืองเวียงจันทน์บ้างพอสมควร  ให้เพี้ยเมืองเวียงจันทน์อยู่รักษาเมืองเวียงจันทน์ต่อไป  ครอบครัวที่เหลือนั้นเป็นอันมาก  จึงให้นายทัพนายกองกวาดต้อนลงมากรุงเทพฯ  ให้เดินครัวเป็นลำดับเนื่อง ๆ ลงมาหลายทางหลายสาย

(https://i.ibb.co/p0BQFRq/image.jpg) (https://imgbb.com/)
พระบาง

           เจ้าพระยาราชสุภาวดีสืบติดตามหาพระบางได้ที่ในถ้ำเขาแก้ว  ซึ่งข้าพระพาไปซ่อนไว้นั้น  ตามมาได้แล้ว  จึงเชิญพระบางขึ้นช้าง  พาเจ้าอุปราชเวียงจันทน์กับพระยาเชียงสาลงมากรุงเทพฯ  ให้พระราชวรินทร (ป้อม) เป็นแม่ทัพหน้ายกลงมาทางดงพระยาไฟ     ให้พระยาเพชรบูรณ์ต้อนครัวลงไปทางเมืองเพชรบูรณ์ส่งยังกรุงเทพฯ     ให้พระยาณรงค์สงครามเป็นนายทัพหลวง  ต้อนครัวมาพร้อมกัน

           ถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสามปีกุน นพศกจุลศักราช ๑๑๘๙ ปี  เข้าเฝ้าพระกรุณาในท้องพระโรง  จึงมีพระบรมราชโองการตรัสว่า

(https://i.ibb.co/gJz5Kfq/090.jpg) (https://imgbb.com/)

            “เจ้าอนุก็ยังจับตัวหาได้ไม่  มันจะกลับมาตั้งบ้านเมืองอีกต่อไปประการใดก็ไม่แจ้ง  เมืองเวียงจันทน์นี้เคยเป็นขบถมาสองครั้งแล้ว  ครั้งนี้ไม่ควรที่จะเอาไว้ให้เป็นบ้านเมืองอยู่สืบต่อพืชพันธุ์ขบถเลย  ซึ่งเจ้าพระยาราชสุภาวดีคิดนั้น  หาถูกกับความดำริเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินไม่  ซึ่งเจ้าพระยาราชสุภาวดีคิดจัดแจงแต่งบ้านเมืองเวียงจันทน์เสียให้สิ้นเชิง  และกวาดต้อนครอบครัวลงมาในบ้านเมืองเราให้หมด  จงทำเมืองเวียงจันทน์เป็นป่าไป  ไม่ให้เป็นบ้านเมือง”

(https://i.ibb.co/28r04wC/image.jpg) (https://imgbb.com/)
วัดจักรวรรดิราชาวาส

           แต่พระบางนั้นให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง) นำไปทำพระวิหารไว้ที่ในวัดจักรวรรดิ (คือวัดสามปลื้ม)  เป็นวัดของพระยาอภัยราชา (ปิ่น)  ซึ่งเป็นบิดาเจ้าพระยาราชสุภาวดี

           แต่เจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์นั้น  โปรดเกล้าฯ ให้ยกครอบครัวไปอยู่ที่บ้านเจ้าอนุที่บางยี่ขัน กรุงเทพฯ

           ทรงขัดเคืองเจ้าพระยาราชสุภาวดีมากนัก  ที่ไม่ทำลายล้างเมืองเวียงจันทน์ให้สาบสูญเสียสิ้น  กลับมาคิดตั้งแต่งขึ้นให้เป็นบ้านเมืองต่อไป  ไม่โปรดเพราะเหตุฉะนั้น   จึงไม่โปรดตั้งให้เป็นเจ้าพระยาจักรี  ให้เป็นแต่เจ้าพระยาราชสุภาวดี  ว่าที่สมุหนายกอยู่ก่อน

(https://i.ibb.co/wJg6vZV/Untitlsesd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้น ณ เดือนเจ็ดปีชวด สัมฤทธิศกนั้น  เจ้าพระยาราชสุภาวดีกราบถวายบังคมลายกทัพไปเมืองเวียงจันทน์อีก  ตามพระราชดำริให้ทำลายล้างเมืองเวียงจันทน์เป็นป่า  ได้เดินกองทัพขึ้นทางดงพระยาไฟ  พักพลที่เมืองนครราชสีมา  ขอช้างม้าไปเป็นพาหนะ  และนำท้องตราให้เจ้าพระยานครราชสีมาดู  จะได้รู้ว่าเกณฑ์ผู้คนช้างม้าโคต่างเท่าใดตามหัวเมืองรายทางด้วย  ให้เจ้าพระยานครราชสีมาเป็นผู้ช่วยในข้อราชการที่จะต้องการต่อไปภายหน้า  

           ครั้งนั้น  เจ้าพระยานครราชสีมาป่วย  จึงให้พระยาทุกขราษฎร์ ๑    พระยาประสิทธิ์คชลักษณ์จางวางกรมช้างกองนอก ๑    พระยาพรหมยกกระบัตรเมืองนครราชสีมา ๑    พระณรงค์สงครามจางวางส่วยทอง ๑    พระมหาดไทย ๑    พระศุภมาตรา ๑    กับพระนรินทรารักษ์ ๑    กับพระ,หลวง, ขุน, หมื่น  กรมการเมืองนครราชสีมา  คุมพลทหารเดินเท้าและช้างม้าตามท้องตราที่เกณฑ์ขึ้นมานั้น  ให้ยกไปในกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีครั้งนี้ด้วย  แต่เจ้าพระยานครราชสีมานั้นก็พูดว่า    “ถ้าหายป่วยจึงจะยกตามขึ้นไปต่อภายหลัง  จึงให้พระยาพรหมยกกระบัตรคุมพลถ่ายเสบียงอาหารไปส่งนั้นด้วย”

(https://i.ibb.co/JQXHf5c/Untitle53d-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดี  และทัพพระยานายทัพนายกองทั้งหลาย  พร้อมกันยกออกจากเมืองนครราชสีมา  ขึ้นไปถึงภูเขียวเมื่อเดือนแปดบูรพาสาธ  พักทัพที่นั้น  เกณฑ์พลทหารทั้งเสบียงอาหารได้พร้อมแล้ว  จึงยกขึ้นไปถึงหนองบัวลำภู  ตั้งค่ายพักพลอยู่ที่นั้นพอสมควร     เจ้าพระยาราชสุภาวดี แต่งให้พระยาราชรองเมือง ๑   พระยาพิชัยสงคราม ๑   พระยาทุกขราษฎร์เมืองนครราชสีมา ๑   หลวงสุเรนทรวิชิต ๑   สี่นายนี้เป็นแม่ทัพนายกองคุมไพร่พล ๑,๐๐๐  เป็นทัพหน้ายกขึ้นไปตั้งค่ายอยู่ที่พรานพร้าวที่ค่ายหลวงเก่า  เพื่อจะได้ตรวจตราราชการเมืองเวียงจันทน์

           ฝ่ายพระยาราชรองเมือง  พระยาพิชัยสงคราม  สั่งให้หมื่นเทพภักดีคุมไพร่ ๑๐ คนลงเรือเล็กข้ามฟากไปในเมืองเวียงจันทน์  ให้ไปหาตัวเพี้ยเมืองจันทน์กับท้าวเพี้ยน่า  มาปรึกษาราชการที่ ณ ค่ายพรานพร้าว

          สักครู่หนึ่งไพร่ที่ไปด้วยกับหมื่นเทพภักดีกลับมาสามคนแจ้งความว่า    “ลาวในเมืองเวียงจันทน์จับหมื่นเทพภักดีกับไพร่ไว้ ๗ คน   อีก ๓ คนนี้ยังมีอยู่ที่ในเรือ  เห็นพวกลาวในเมืองเวียงจันทน์เป็นอันมากถือเครื่องศาสตราวุธครบมือกัน  บ้างเดินบ้างวิ่งสับสนวุนวายป่วนปั่นกันอยู่มาก  เมื่ออาการประหลาดดังนั้นแล้ว  จึงถอยเรือข้ามฟากกลับมาทั้งสามคน”

(https://i.ibb.co/NKZJ1fW/Untitledd-10.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายท่านพระยาราชรองเมืองแม่ทัพได้ทราบเหตุการณ์ดังนั้นแล้ว  จึงแบ่งไพร่พลทหารในกองทัพ ๕๐๐ คน  ให้พระยาพิชัยสงครามกับพระยาทุกขราษฎร์  และหลวงสุเรนทรวิชิต  เป็นนายทัพนายกองคุมไพร่ลงเรือเก่าที่หน้าค่ายหลวง ข้ามฟากไปสืบข่าวราชการในเมืองเวียงจันทน์
          ครั้นพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิต  ข้ามฟากถึงฝั่ง  ยกเข้าไปตั้งอยู่ที่วัดกลางในเมืองเวียงจันทน์  ฝ่ายเพี้ยเมืองจันทน์ผู้รักษาเมืองเวียงจันทน์นั้น  จึงนำข้าวปลาอาหารมาต้อนรับคำนับพระยาพิชัยสงคราม  แล้วแจ้งความว่า หมื่นเทพภักดีกับไพร่ไทย ๗ คนมาถึงในบ้านเมือง  เป็นความยินดีต้อนรับจับมือถือแขนพาไปเลี้ยงดูตามธรรมเนียม  ข้าหลวงมาถึงบ้านเมือง  หาได้จับกุมทำอะไรไม่  แต่คนที่อยู่ในเรือหาขึ้นไม่  กลับไปเสียโดยเร็ว  แล้วจึงพาหมื่นเทพภักดีกับไพร่ไทย ๗ คนมาหาพระยาพิชัยสงคราม
          พระยาพิชัยสงครามถามหมื่นเทพภักดี  หมื่นเทพภักดีก็รับว่า    “จริงดุจคำเพี้ยเมืองจันทน์ว่านั้นทุกประการ  แต่ข้อที่พวกลาวในเมืองเวียงจันทน์ถือเครื่องศาสตาวุธมากวิ่งวุ่นวายนั้น  หมื่นเทพภักดีรับว่ามีจริง”   ถามลาว ลาวแก้ว่า   “เมื่อเห็นคนมากับเรือแต่ไกล  ไม่รู้ว่าไทยหรือพวกใด  จึงได้ตระเตรียมอาวุธไว้เพื่อเป็นการรักษาบ้านเมือง  ตามคำสั่งเจ้าพระยาราชสุภาวดี”

            (เมื่อพิเคราะห์การนี้ดูก็เห็นว่า  แต่เดิมนั้นลาวเห็นไทยมาน้อย  ก็จะคิดทำร้ายจริง  ครั้นเห็นกองทัพไทยที่อยู่ฝั่งพรานพร้าวมา  จึงไม่ทำร้ายแก่ไทยเจ็ดคน  แปดทั้งนายนั้น  ลาวกลับประจบประแจงนำความดีมากลบความร้ายเสีย)

           * ศึกไทย-ลาวยกสองเริ่มขึ้นแล้ว  เรื่องราวจะทวีความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น  เพราะมีญวนเข้ามาร่วมวงยุทธนาการด้วย  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.


<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg45766#msg45766)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg46138#msg46138)


เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 14, เมษายน, 2563, 11:59:54 PM
(https://i.ibb.co/yhykxMM/Unti96tled-10.jpg) (https://imgbb.com/)
เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์)
(ต่อมาเลื่อนเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา)
รับบทโดย วัชรชัย สุนทรศิริ   ในละคร "ข้าบดินทร์"


<<< ก่อนหน้า (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg45923#msg45923)                 ต่อไป  >>> (http://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=12540.msg46297#msg46297)                   .

- อานามสยามยุทธ ๓๑ -

เจ้าอนุกลับมาญวนพากลับ
ขอคำนับขมาไทยเคยได้หมิ่น
“พระยาพิชัยสงคราม”เชื้อตามลิ้น
คำปล้อนปลิ้นอนุอ้างจนวางใจ

ปล่อยทหารจากค่ายไปเที่ยวเล่น
ผิดหลักเกณฑ์ข้อห้ามสงครามใหญ่
จึงถูกเจ้าอนุกลับปล้นฉับไว
ฆ่าฟันไทยคาค่ายตายเป็นเบือ


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยาราชสภาวดีกราบถวายบังคมทูลลายกทัพกลับไปเวียงจันทน์  เพื่อทำลายล้างเมืองให้เป็นป่าตามพระราชดำรัส  พักทัพเกณฑ์ไพร่พลที่เมืองนครราชสีมา  แล้วยกขึ้นไปภูเขียว  หนองบัวลำภู  พักทัพ แล้วสั่งให้พระยาราชรองเมืองเป็นแม่ทัพหน้า  ยกไปตั้งที่ค่ายพรานพร้าว  พระยาราชรองเมืองให้ทหารข้ามฟากไปสืบข่าวราชการ  ถูกเพี้ยเมืองจันทน์จับตัวไปแปดคน  พระยาราชรองเมืองจึงสั่งให้พระยาพิชัยสงครามเป็นแม่ทัพ  นำกำลังพล ๕๐๐ ข้ามไปตั้งค่ายในวัดกลางเมืองเวียงจันทน์  เพี้ยเมืองจันทน์ให้การต้อนรับเป็นอันดี  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/fCdYrhy/Untitl968ed-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ครั้น ณ เดือนแปดทุติยาสาธแรมค่ำหนึ่ง  ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ บุตรเจ้าอนุ ซึ่งหนีไปอยู่เขตแดนญวนนั้น  ก็ใช้ให้ลาวถือหนังสือมาส่งให้เพี้ยเมืองจันทน์ เพี้ยเมืองซ้ายฉบับหนึ่ง  เป็นอักษรลาวใจความว่า    “บัดนี้  พระเจ้าเวียดนามมีรับสั่งใช้ให้ขุนนางญวนคุมพลทหารเป็นกองทัพ  พาเจ้าอนุกับเจ้าราชวงศ์และครอบครัว บุตรหลานเจ้าอนุ มาส่ง ณ เมืองเวียงจันทน์  เดี๋ยวนี้มาถึงที่ท่าข้ามข้างยังหนทางอีกสี่คืนก็จะมาถึงเมืองเวียงจันทน์  ขอให้เพี้ยเมืองจันทน์  เพี้ยเมืองซ้าย  ท้าวเพี้ยน่า  ผู้อยู่รักษาบ้านเมืองเวียงจันทน์นั้น  จัดที่ทางเรือนเหย้าร่มเงาให้สมควรเป็นที่พักอาศัยของเจ้านาย  ที่จะมาอยู่บ้านเมืองเดิม”

(https://i.ibb.co/BTNZVDN/Untit987led-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเพี้ยเมืองจันทน์  เพี้ยเมืองซ้าย  ท้าวเพี้ยน่า  ได้นำต้นหนังสือของเจ้าราชวงศ์มาส่งให้พระยาพิชัยสงคราม  พระยาพิชัยสงครามจึงส่งต้นหนังสือเจ้าราชวงศ์ให้หมื่นเทพภักดีกับไพร่ ๗ คนลงเรือข้ามฟากไปค่ายพรานพร้าว  ให้แก่พระยาราชรองเมือง  พระยาราชรองเมืองมอบส่งต้นฉบับหนังสือนั้นให้หมื่นเทพภักดีกับไพร่ ๒๕ คน  ขึ้นม้าเร็วข้ามเขาสารไปยังทำเนียบในป่าชมภู  ส่งให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้แจ้งความตามในหนังสือบอกพระยาราชรองเมือง  และต้นหนังสือเจ้าราชวงศ์ส่งมานั้นแล้ว  เข้าใจที่จะไปไม่ทันท่วงทีลาว  จึงสั่งให้เดินทัพรีบไปทั้งกลางวันและกลางคืนแต่ ณ เดือนแปดทุติยาสาธแรมห้าค่ำ

(https://i.ibb.co/44nT55z/Untitle6654d-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นเดือนแปดทุติยาสาธแรมหกค่ำ  เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ยกมาถึงเมืองเวียงจันทน์   ไพร่พลลาวมากับเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ครั้งนั้น ๒,๖๐๐ คน  แต่ไพร่ญวนมาด้วย ๘๒ คน  นายทัพญวน ๒ คน   เจ้าลาวหัวเมืองขึ้นแก่ญวนมาด้วยญวน ๔ คน   คือเจ้าเมืองปง ๑   อุปราช ๑   ราชวงศ์ ๑   มหาวงศ์ ๑   มีไพร่พลลาวชาวเมืองปงมาด้วย ๒๐๐ สำหรับรักษาญวนมาตามทาง   ลาวเมืองเวียงจันทน์และพวกญวนมาตั้งอยู่ในเมืองเวียงจันทน์บ้าง  นอกเมืองเวียงจันทน์บ้าง  แยกย้ายที่กันอยู่  ในวันมาถึงเมืองเวียงจันทน์นั้น  ญวนล่าม ๒ คนมาหาพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิต ทั้งสาม  ญวนล่าม ๒ คนแจ้งความว่า

           “เวลาพรุ่งนี้เช้าขุนนางแม่ทัพญวนจะพาเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์และเจ้าบุตรหลานญาติมาหาคำนับท่านแม่ทัพไทย  จะขอพูดจาโดยดีประนีประนอม  ตามรับสั่งพระเจ้าเวียดนาม  ให้ขอโทษลาวต่อไทย  แต่ในวันนี้เป็นเวลาเย็นจวนค่ำอยู่แล้ว  จะพูดจาข้อราชการก็หาหมดจดไม่  ต่อพรุ่งนี้ข้าจึงจะพาเจ้าลาวมาหาคำนับท่านแม่ทัพไทย”     ญวนล่ามพูดเท่านั้นก็ลากลับไปที่ชุมนุม

          ฝ่ายพระยาพิชัยสงครามไม่ไว้ใจแก่ลาว ญวน    จึงให้ทหารไทยตั้งการรักษาแข็งแรงมั่นคงในเวลากลางคืนวันนั้น  ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือนแปดทุติยาสาธแรมเจ็ดค่ำเวลาเช้า  ขุนนางญวน ๒ คน  ล่ามญวน ๒ คน   เจ้าลาวที่ขึ้นแก่ญวนมาด้วย ๓ คน   พร้อมกับพาเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์  มาหาพระยาพิชัยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต ณ ที่ศาลาลูกขุนเก่าของเจ้าอนุ    ขณะนั้นญวนพูดว่า

(https://i.ibb.co/sPGGyyw/Untidwwtled-4.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เจ้าอนุมีความผิดต่อไทยแล้วหนีไปหาญวน  ฝ่ายญวนเหมือนมารดาเจ้าอนุ  ฝ่ายไทยเหมือนบิดาเจ้าอนุ  เจ้าอนุเหมือนบุตร  ครั้นบิดามีความโกรธแก่บุตรแล้ว  ฝ่ายมารดาก็ต้องพาบุตรมาขอโทษต่อบิดา  ด้วยความเมตตากรุณาแก่เจ้าอนุ  ดุจดังบุตรโง่เขลาเบาความคิด  เพราะหลงเชื่อขุนนางหัวเมืองยุยง  จึงได้ทำการศึกซึ่งเป็นความผิดล่วงเกินไปมากแล้วเท่าใด  เจ้าอนุรับสารภาพผิดทั้งสิ้น  ตามแต่ไทยจะลงโทษให้เข็ดหลาบ  ถ้าท่านแม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทยมาถึงเมืองเวียงจันทน์เมื่อใดแล้ว  แม่ทัพญวนจะพาเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์มาหาท่านแม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทย  จะอ้อนวอนขอให้พาเจ้าอนุลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพฯ  เพื่อจะให้ขอโทษตนที่มีความผิดสักครั้งหนึ่ง

          แล้วญวนล่ามแจ้งความอีกว่า  พระเจ้ากรุงเวียดนามโปรดแต่งราชทูตานุทูตญวน  ให้เชิญพระราชสาส์นลงเรือทะเลเข้าไปกรุงเทพฯ  เพื่อจะขอรับพระราชทานโทษเจ้าอนุผู้ผิดสักครั้งหนึ่ง  ซึ่งเจ้าอนุเคยขึ้นแก่กรุงเทพฯ มาแต่ก่อนอย่างไร  พระเจ้าเวียดนามก็ไม่ห้ามปรามขัดขวางอย่างธรรมเนียม  ซึ่งญวนต้องเป็นธุระพาลาวมาขอโทษแก่ไทย  เพราะด้วยเมืองเวียงจันทน์เคยแต่งขุนนางลาวเป็นทูตนำเครื่องราชบรรณาการขึ้นไปจิ้มก้องถึงกรุงเว้  ถวายแก่พระเจ้าเวียดนามสามปีครั้งหนึ่ง  ด้วยเจ้าอนุเคยพึ่งพระบารมีพระเจ้าเวียดนาม  พระเจ้าเวียดนามจึงได้ทรงพระเมตตากรุณาแก่เจ้าอนุและลาว  ซึ่งเคยไปมาค้าขาย  จะเสื่อมเสียประโยชน์ในการพาณิชยกรรมค้าขายของพลเมืองทั้งสองฝ่าย”

          ญวนล่ามพูดชี้แจงข้อความตามถ้อยคำแม่ทัพญวนสิ้นลงแล้ว  ฝ่ายเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ พูดจากันกับพระยาพิชัยสงคราม และพระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต เป็นปรกติเรียบร้อย  โดยสุภาพรับผิดทุกสิ่งทุกอย่าง  แล้วโอภาปราศรัยไต่ถามถึงการขัดเสบียงอาหารที่มาค้างอยู่กลางป่า  เป็นการอารีอารอบเหมือนดังคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน  แล้วเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์สั่งให้พวกลาวน้ำข้าวสาร  เกลือ  เนื้อเค็ม  ปลาแห้ง  หมากแห้ง  พลูแห้ง  ยา  บุหรี่  กับหม้อทองแดงสำหรับหุงข้าว  จัดมาส่งให้แม่ทัพไทยทุกกองที่มาค้างอยู่ในทางกันดาร

(https://i.ibb.co/sJw8NLD/Untsaitled-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          ก็พอเวลาบ่ายโมงเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์ลาแม่ทัพไทยกลับไปตั้งชุมนุมพักที่วัดพระแก้วมรกต  ญวนลาไปพักอยู่ที่วัดจันทน์  ฝ่ายพระยาพิชัยสงครามพระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต  ทั้งสามนายนั้นก็เชื่อถือถ้อยคำเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์และญวนทุกประการ  จึงมีความประมาท  ไม่สงสัยว่าเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์จะกลับเป็นศัตรูอีก  จึงไม่ได้ตั้งการรักษาตน  ปล่อยให้ไพร่พลในกองทัพไทยไปเที่ยวหาอาหารกินในที่ต่าง ๆ ห่างไกลจากที่ชุมนุมแม่ทัพอยู่  ด้วยเวลานั้นก็กันดารอาหารอยู่มาก  ไพร่พลจึงหาอยู่พรักพร้อมกันกับแม่ทัพไทยไม่

(https://i.ibb.co/0DXLfyg/Unfg58titled-8.jpg) (https://imgbb.com/)

          ในวันเดือนแปดทุติยาสาธ  แรมเจ็ดค่ำ  เวลาบ่ายสามโมง  เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง) ยกกองทัพขึ้นมาถึงค่ายพรานพร้าวที่พระยาราชรองเมืองพักอยู่นั้น  ถึงทีหลังเจ้าอนุกลับไปแล้วสองชั่วโมง  ครั้นต่อเวลาเจ้าพระยาราชสุภาวดีมาถึงนั้นอีกชั่วโมงหนึ่ง  จึงพอถึงเวลาบ่ายสี่โมงในวันแรมเจ็ดค่ำนั้น  เจ้าอนุเจ้าราชวงศ์คุมไพร่พลทหารประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ  ก็ยกจู่โจมโถมเข้าล้อมรอบวัดกลาง  ซึ่งเป็นที่ชุมนุมอยู่ของพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิต  ทั้งสามคนนั้นไม่ทันรู้ตัว  จะตระเตรียมการต่อสู้ก็ไม่ทันท่วงที  ฝ่ายพวกทหารลาวยกเข้าล้อมไว้รอบแล้ว  ลาวจึงยกปืนยิงระดมไปดังห่าฝน  กระสุนปืนลาวถูกไพร่พลไทยอยู่ในที่ล้อมล้มตายทั้งสิ้น  พระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิต  ถูกปืนตายทั้งสามคน  ฝ่ายขุนหมื่นนายกองทัพไทยและไพร่พลที่ไปหากินอยู่นอกที่ล้อม  เห็นลาวกระทำการจลาจลขึ้นดังนั้นก็ตกใจกลัว  จะมาช่วยนายไม่ทัน จึงพากันวิ่งหนีออกจากเมืองหมายใจจะลงเรือข้ามฟากหนีไปยังพรานพร้าว  ครั้นมาถึงตีนท่าจะหาเรือของตนสักลำหนึ่งหามีไม่  เพราะพวกลาวมาลักเก็บพาเรือไปเสียหมด  พวกไทยเสียทีไม่มีเรือแล้ว  จึงพากันโดดลงในแม่น้ำโขง  ว่ายน้ำข้ามมากลางแม่น้ำได้  พวกลาวพากันลงเรือของไทยถ่อพายมาไล่ยิง  แทง  ฟันไทยที่ว่ายน้ำอยู่นั้นตายมากกว่า ๔๐๐ คน  ที่เหลือตายว่ายน้ำเกาะขอนไม้ข้ามแม่น้ำโขงมาถึงฝั่งพรานพร้าวได้นั้นคือ  หมื่นรักษนาเวศ ๑   กับไพร่ ๔๕ คน  ที่รอดตายมาแจ้งความกับแม่ทัพไทย

(https://i.ibb.co/6Npf56d/Unti658tled-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          ขณะนั้น  เจ้าพระยาราชสุภาวดีพอมาถึงค่ายพรานพร้าวสัก ๒ ชั่วโมง  แลเห็นลาวไล่ฆ่าฟันไทยในแม่น้ำโขงและที่หาดหน้าเมืองเวียงจันทน์เป็นอลหม่าน  ก็แจ้งว่าทัพไทยเป็นอันตรายแน่แล้ว  ครั้นจะคิดยกพลทหารข้ามแม่น้ำโขงไปช่วย  เรือก็ไม่มีจะข้ามไปช่วยได้  กับไพร่พลก็ยังมีน้อย  ไม่พอจะต่อสู้รบกับข้าศึกลาว  เพราะไพร่พลกองหลังยังมาไม่ถึงพรานพร้าว  แต่พอเวลาพลบค่ำหมื่นรักษนาเวศกับไพร่ที่หนีมาได้ถึง ณ ฝั่งแล้ว  จึงได้ไปแจ้งความให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีฟังทุกประการ  ขณะนั้นพลลาวชาวเมืองนครราชสีมาซึ่งต้องเกณฑ์มาสมทบกับไทยนั้น  ได้ทราบเหตุดังนั้นก็พากันหลบหลีกหนีกลับไปเมืองนครราชสีมาเสียมากนัก....”

          * อ่านความมาถึงตรงนี้แล้วเห็นว่าลาวฆ่าทหารไทยตายยกค่าย  เรียกได้ว่า  “ตายเป็นเบือ”  ตั้งแต่พระยาแม่ทัพลงมาถึงพลทหารเกณฑ์  ประมาณ ๕๐๐ คน  เจ้าพระยาราชสุภาวดียืนมองดูภาพเหตุการณ์อยู่ริมฝั่งโขงที่ค่ายพรานพร้าว  โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย

          เครียดไหม ?  งั้นพักอารมณ์ไว้อ่านกันต่อวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 15, เมษายน, 2563, 11:51:44 PM
(https://i.ibb.co/98KPYh3/600x436.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓๒ -

แม่ทัพใหญ่ไทยช้ำจำหนีก่อน
ยโสธรเป็นหลักให้ “ถือไพ่เหนือ”
มีอาหารสมบูรณ์พอจุนเจือ
คนช่วยเหลือรบก็ยังพอมี

ญวนรายงานข่าวลาวกล่าวตรงข้าม
ว่าเป็นความผิดไทยได้กดขี่
ลาวจึงสู้ห้ำหั่นผลาญชีวี
เรื่องต่างที่ไทยประสบพบเห็นมา


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้รับต้นฉบับหนังสือเจ้าราชวงศ์ที่มีไปถึงเพี้ยเมืองจันทน์แล้ว  คาดเดาเรื่องได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่กองทัพไทยในเวียงจันทน์  จึงรีบเดินทางข้ามเขาสารรีบดินด่วนสู่ค่ายพรานพร้าว  แต่ก็ช้าไป ๒ ชั่วโมง  ไม่ทันการปฏิบัติการสายฟ้าแลบของเจ้าอนุ  ที่ยกกำลังทั้งหมดเข้าล้อมถล่มค่ายไทยในวัดกลางเมืองเวียงจันทน์ตายหมดทั้งค่าย  ที่หนีโดดลงน้ำโขงว่ายกลับค่ายพรานพร้าวก็ถูกลาวเอาเรือไล่ยิงบ้าง  แทงบ้าง  ฟันบ้าง  ตายกลางลำน้ำโขงเป็นอันมาก  เจ้าพระยาราชสุภาวดียืนดูลาวฆ่าไทยอยู่หน้าค่ายริมแม่น้ำโขงด้วยความเคียดแค้น  โดยไม่อาจช่วยอะไรลูกน้องของท่านได้เลย  คราวนั้นลาวฆ่าไทยตายเกลี้ยงค่ายประมาณ ๕๐๐ คน  วันนี้มาอ่านกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/NLYM4zS/Untitlesead-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง) จึงปรึกษาด้วยพระยา, พระ, หลวง, นายทัพ, นายกองทั้งหลายว่า

           “เราจะคิดอ่านยกกองทัพลงไปตั้งรับรบสู้กับกับเจ้าอนุที่เมืองนครราชสีมาจะดี  เพราะเป็นที่มั่นคงแข็งแรงมาก  แต่เป็นทางจะลงไปไกลมากนัก  ครั้นจะตั้งอยู่สู้รบกับเจ้าอนุที่ค่ายพรานพร้าวนี้ไม่ได้  เพราะคนเรามีน้อยนัก  จะต้านทานกองทัพลาวไม่ไหว  เราจะคิดอ่านทำฉันใดดี?”

          ฝ่ายพระยาเชียงสาลาวชาวเวียงจันทน์ซึ่งเข้ามาสวามิภักดิ์แต่ก่อนนั้น  จึงพูดขึ้นว่า    “เห็นที่ดีมีอยู่พอจะตั้งมั่นต่อสู้รบรับกับทัพลาวเจ้าอนุได้  คือที่เมืองยโสธรนั้นมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์  ทั้งมีผู้คนพลเมืองก็มั่งคั่งพรั่งพร้อม  พอจะเป็นกำลังของกองทัพไทยได้  ขอให้ใต้เท้าพระกรุณาเจ้ายกทัพไทยไปตั้งมั่นที่นั้น  เห็นจะพอสู้รบกับเจ้าอนุได้”

          พระยาเชียงสากราบเรียนขอรับอาสาว่า    “ข้าเจ้าจะนำทางพาลัดป่าไปเมืองยโสธรในเวลากลางคืนวันนี้  ให้ถึงเมืองยโสธรในเวลาพรุ่งนี้เช้าให้ได้”

(https://i.ibb.co/6b5zzdn/Untitldged-12.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี  จึงได้มีบัญชาสั่งให้นายทัพนายกองไทย  จัดแจงตระเตรียมการที่จะล่าทัพกลับไปเมืองยโสธร  แล้วสั่งขุนรองจ่าเมืองนครราชสีมาขึ้นม้าเร็วรีบไปเร่งกองทัพพระยาณรงค์สงคราม  ให้รีบยกตัดทางลัดป่าไปยังเมืองยโสธรโดยเร็ว  อย่าให้เดินทัพมาทางพรานพร้าวเลย  เพราะที่นี้เกิดจลาจลวุ่นวายขึ้นแล้ว  กับให้ขุนรองจ่าเมืองกลับลงไปเมืองนครราชสีมา  ติดตามจับตัวพวกไพร่ที่หนีตาทัพกลับไปนั้น  ให้จับจำตรวนไว้ที่เมืองนครราชสีมาทั้งสิ้น
          แล้วให้หลวงพิชัยเสนากับขุนวิสุทธิเสนี  เป็นข้าหลวงกำกับขุนรองจ่าเมืองลงไปตามจับชำระเลขไพร่หลวงที่หนีทัพให้ได้ตามท้องตราที่เกณฑ์ขึ้นมาให้ครบคน  ให้เร่งตามบัญชีตารางเกณฑ์นั้น  เพื่อจะมิให้ไพร่หมิ่นประมาทต่อราชการทัพศึกต่อไปภายหน้า

(https://i.ibb.co/wdYvn95/Untitl968ed-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายขุนนางญวนที่พาเจ้าอนุมาส่งนั้น  ครั้นได้ทราบเหตุว่า  เจ้าอนุ  เจ้าราชวงศ์ ทำการวุ่นวายฆ่าผู้ฟันคนไทยทั้งนายและไพร่ตายหมดดังนั้นแล้ว  ญวนเห็นว่าเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ กระทำการละเมิดผิดกระแสรับสั่งพระเจ้าเวียดนามไปดังนั้น  ขุนนางญวนก็ใช้ให้เจ้าลาวที่ขึ้นแก่ญวนมาหาเจ้าอนุให้ไปหา  เพื่อจะได้ว่ากล่าวห้ามปรามตามการที่เป็นผู้พามานั้น  เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ก็ไม่ไปหาญวน  กลับจะฆ่าฟันเจ้าลาวทีมาตามนั้นเสียด้วย  เจ้าลาวกลัวก็ต้องหนีไปแจ้งความแก่ญวน  ญวนเห็นว่าเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ดื้อดึงบึงบันไปฝ่ายเดียว  จะหาตัวมาว่ากล่าวโดยดีก็ไม่มา  ครั้นญวนจะติดตามไปว่ากล่าวก็กลัวเจ้าอนุจะสู้รบ  เพราะญวนมีไพร่พลมาน้อยนัก  ญวนจึงได้ทิ้งเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ไว้ที่เมืองเวียงจันทน์  พาไพร่พลญวน ๘๐ คน กับลาวเมืองขึ้นนั้น  กลับขึ้นไปเมืองล่าน้ำ (ญวนเรียกเมืองแง่อาน) ดังเก่า  แล้วชักชวนให้เจ้าลาวหัวเมืองขึ้นเข้าชื่อพร้อมกันลงในใบบอก  บอกขึ้นไปยังกรุงเว้ (เมืองหลวงญวน) ตามความที่เจ้าอนุเจ้าราชวงศ์ ทำผิดต่อรับสั่งพระเจ้าเวียดนามกรุงเว้

(https://i.ibb.co/x3StmxG/minh-mang-emperor.jpg) (https://imgbb.com/)
จักรพรรดิเวียดนาม พระเจ้ามินหม่าง

          ฝ่ายที่กรุงเทพมหานครนั้น  มีเรือรบทะเลญวนมาถึงกรุงเทพฯ ลำหนึ่ง ณ วัน อาทิตย์เดือนสิบขึ้นสิบสามค่ำ  มีทูตญวนเข้ามาแจ้งความต่อเจ้าพระยาพระคลัง  เสนาบดีฝ่ายราชการต่างประเทศว่า  ราชทูตญวนชื่อองเลวันฮือ  อุปทูตชื่อองโดยลำเยียง  กับขุนนางนายทหาร ๔ คน  ไพร่ญวน ๖๐ คน  คุมเรือรบทะเลมาแต่เมืองไซ่ง่อน  โดยคำสั่งองเลโป เสนาบดีฝ่ายราชการต่างประเทศที่กรุงเว้  ให้องเลวันฮือราชทูต,  องโดยลำเยียงอุปทูต  เชิญพระราชสาส์นของพระเจ้าแผ่นดินเวียดนามฉบับหนึ่ง  เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพฯ  เจ้าพระยาพระคลังให้ล่ามพนักงานแปลสำเนาพระราชสาส์นญวนออกเป็นภาษาไทยใจความว่า

           “พระราชสาส์นในสำนักพระเจ้าเวียดนาม  ทรงคำนับมาถึงพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาได้ทรงทราบว่า  เมื่อปีกลายนั้น  เจ้าเมืองแง่อานมีใบบอกขึ้นไปถึงกรุงเว้ฉบับ ๑    องทงเจอัครมหาเสนาบดี นำใบบอกเมืองแง่อานขึ้นกราบทูลพระเจ้าเวียดนามว่า  เจ้าอนุอพยพครอบครัวเล็กน้อยหนีกองทัพไทยเข้าไปพักอาศัยอยู่ในเขตแดนหัวเมืองลาวที่ขึ้นกับญวน  แล้วเจ้าอนุ  เจ้าบุตรหลาน  แจ้งความทุกข์ร้อนให้เจ้าเมืองแง่อานฟังว่า  เดิมเจ้าอนุลงไปเฝ้าเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยา  เจ้าอนุก็ได้ถูกขุนนางไทยดูถูกดูหมิ่นมากมาย  เจ้าอนุก็สู้อดกลั้นเสียเพราะเป็นเมืองขึ้นแก่ไทย  ไทยจึงดูถูกด้วยกิริยาวาจาต่าง ๆ  แล้วเจ้าอนุก็ทูลลากลับขึ้นมาบ้านเมือง

          ไม่ทันล่วงปีก็มีกองทัพไทยยกไปขับไล่ครอบครัวเจ้าอนุเสียจากเมืองเวียงจันทน์  เจ้าอนุไม่ทราบว่าลาวทำความผิดสิ่งไรกับไทย  เห็นจะเป็นเพราะขุนนางไทยยุยงพระเจ้าแผ่นดินไทยให้กริ้วกราดเจ้าอนุ  ว่าเจ้าอนุไม่ดี  ให้ไล่เสียจากเมืองเวียงจันทน์  ด้วยขุนนางไทยจะรับสินบนเจ้าเมืองหลวงพระบางให้ไล่เจ้าอนุเสีย  จะได้ยกเมืองเวียงจันทน์ให้แก่ลูกเจ้าเมืองหลวงพระบางนั้น  เหตุเป็นดั่งนั้นมา  พระเจ้ากรุงมหานครศรีอยุธยาไม่ทรงทราบความจริงก็ต้องเชื่อถ้อยคำขุนนางที่เก็บความเท็จกราบทูลนั้น  จึงได้มีรับสั่งให้กองทัพไทยขึ้นไปไล่เจ้าอนุเสีย  ตามคำขุนนางไทยกราบทูลเป็นความเท็จริษยาเจ้าอนุ  ถ้าการเป็นดังเจ้าอนุพูดจริงแล้ว  ขอให้พระเจ้ากรุงมหานครศรีอยุธยาทรงพระราชดำริให้รอบคอบ  โดยทางที่ยุติธรรมราชประเพณีพระมหากษัตริย์ทรงธรรมอันประเสริฐยิ่งใหญ่  ซึ่งเป็นที่พึ่งของเมืองประเทศราชเล็กน้อยด้วยเทอญ

          การที่ว่ามานี้ตามคำที่เจ้าอนุพูด  พระเจ้าเวียดนามยังมิทรงเชื่อทั้งหมดแน่ลงได้  จึงมีพระราชสาส์นเข้ามาแจ้งและถามอาการดูก่อน  แต่การทั้งนั้นจะจริงเท็จประการใดก็ทำเนาเถิด  แต่พระเจ้าเวียดนามทรงพระราชดำริเห็นว่า  เจ้าอนุก็เป็นเชื้อสายเจ้านายวงศ์กษัตริย์ลาวสืบมาแต่โบราณช้านานหนักหนา  แล้วก็ครั้งนี้เจ้าอนุมีความทุกข์ร้อนพลัดบ้านเมืองมาหาที่พึ่งมิได้  เหมือนพระยาหงส์ปีกหัก  พระเจ้ากรุงเวียดนามมีความเมตตากรุณาแก่เจ้าอนุ  จึงได้โปรดเกล้าให้องทงเจ อัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ  มีท้องตราบังคับสั่งเจ้าเมืองแง่อาน  ให้รับครอบครัวเจ้าอนุไว้ให้อาศัยอยู่ในเมืองแง่อานได้ปีหนึ่ง  แล้วเจ้าเมืองแง่อานส่งใบบอกขึ้นไปถึงกรุงเว้ฉบับหนึ่ง  จึงองทงเจอัครมหาเสนาบดีนำขึ้นกราบทูลพระเจ้าเวียดนามมีใจความว่า

(https://i.ibb.co/dp5jy8t/Untitl96ed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ที่เมืองเวียงจันทน์นั้นยังไม่มีเจ้าบ้านผ่านเมืองครอบบ้านครองเมืองเป็นป่าอยู่  มีแต่พลไพร่ได้รับความเดือดร้อนยิ่งนัก  เพราะไม่มีอธิบดีเมืองจะตัดสินถ้อยความ  เจ้าอนุขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาจะกลับไปบ้านเมืองเวียงจันทน์  เพราะบ้านเมืองยังรกร้างว่างเปล่าอยู่เป็นป่า  จะกลับลงไปขอพระราชทานโทษแก่กรุงไทยด้วย  เมื่อพระเจ้าเวียดนามได้ทรงทราบในใบบอกครั้งหลังนี้แล้ว  จึงโปรดให้องทงเจอัครมหาเสนาบดีผู้ใหญ่  มีท้องตราบังคับสั่งให้ขุนนางญวน ๒ นาย  กับเจ้าลาวหัวเมืองขึ้นกับญวน ๓ นาย  ให้คุมไพร่ญวนลาวพอสมควร  มาส่งเจ้าอนุให้พ้นเขตแดนญวน  หรือว่าถ้าเจ้าอนุจะไม่กล้าหาญลงไปถึงเวียงจันทน์ได้แต่พวกลาว  ก็ให้ขุนนางญวนขอต่อนายด่านไทยว่า  จะพาเจ้าอนุไปส่งถึงเมืองเวียงจันทน์โดยดี  ถ้านายด่านไทยยอมให้ญวนเข้าไปในเขตแดนไทยได้จึงให้ญวนเข้าไป  ถ้านายด่านไทยไม่ยอมให้ญวนเข้าไป  ก็อย่าให้ญวนดื้อดึงเข้าไปเป็นอันขาด

          ใช่แต่เท่านั้นเมื่อไรเล่า  ได้มีหนังสือเตือนสติสั่งกำชับเจ้าอนุอีกฉบับหนึ่งว่า  ถ้าเจ้าอนุมาถึงบ้านเมืองเวียงจันทน์เมื่อใด  ให้เร่งคิดถึงตนให้มาก  อย่าคิดว่าตนไม่ผิด  ให้เกรงกลัวพระบารมีพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้มาก  เพราะตนเป็นผู้น้อย  ให้แต่งเจ้านายบุตรหลานญาติผู้ใหญ่ คุมเครื่องราชบรรณาการลงไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยา  ตามธรรมเนียมเมืองประเทศราชที่พึ่งพระบารมี  แล้วให้จัดธูปเทียนดอกไม้ทองเงินอีกสำรับ ๑   ลงไปทูลเกล้าฯ ถวายขอพระราชทานขมาโทษตน  ตนจะได้พ้นผิด  ได้สั่งสอนดังนี้แล้วจึงได้พระราชทานข้าวสารเกลือปลาอาหารให้พร้อมทั้งเจ้านายขุนนางไพร่พลลาวด้วย  เพราะทรงเห็นว่าเป็นเวลาคราวกันดารอยู่มาก  ได้โปรดให้ขุนนางญวนคุมเจ้าอนุไปส่งทางบกแล้ว

          ใช่แต่เท่านั้น  ยังไม่ไว้พระทัย  จึงได้มีพระราชสาส์นมาทางเรือเพื่อจะขอให้พระเจ้ากรุงมพระหานครศรีอยุธยา  ทรงพระเมตตาแก่เจ้าอนุผู้เป็นเชื้อสายสืบกษัตริย์ลาวมา  ให้ได้คงคืนอยู่บ้านเมืองของเขาอย่างเดิม  เมืองเวียงจันทน์จะได้ไม่เป็นป่าดงพงไพร  ได้เป็นเมืองประเทศราชข้าขอบขัณฑเสมามณฑลทั้งสองพระนคร  คือกรุงพระมหานครศรีอยุธยา  และกรุงเว้  อานาม  ตามพระราชประเพณีโบราณเหมือนแต่กาลก่อนมา”

          (สิ้นข้อความในพระราชสาส์นแต่เท่านี้)

          * อ่านพระราชสาส์นจากพระเจ้าเวียดนามแล้ว  เห็นนิสัยใจคอของเจ้าอนุอีกมุมหนึ่งชัดเจน  พระเจ้าเวียดนามทรงฉลาดในการเขียนพระราชสาส์นมากทีเดียว  ราชสาส์นจากญวนยังมีอีกฉบับหนึ่ง  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 16, เมษายน, 2563, 10:21:17 PM
(https://i.ibb.co/hWH3s2Z/unnamed-2.jpg) (https://imgbb.com/)
จักรพรรดิเวียดนาม พระเจ้ามินมาง

- อานามสยามยุทธ ๓๓ -

เจ้าญวนนั้นฟั่นเฝือเชื่อลาวหลอก
อนุบอกลาวอดอยากจึงบากหน้า
เข้าค่ายไทยหมายกล่าวขอข้าวปลา
ไทยกลับฆ่าลาวตายไร้ปรานี

ลาวฮึดสู้ด้วยโซโมโหหิว
ไทยวิ่งฉิวแหกค่ายแตกพ่ายหนี
โดดแม่โขงว่ายตายในวารี
ลาวไม่มีความผิดแม้นิดเดียว


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระเจ้าเวียดนามมีพระราชสาส์นมาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ความในหนังสือนั้นเป็นคำให้การเท็จของเจ้าอนุ  ทำให้พระเจ้าเวียดนามหลงเชื่อว่าเขาถูกไทยรังแกกดขี่  พระเจ้าเวียดนามจึงทูลขอความเมตตาจากไทยให้แก่เจ้าอนุ  ยังมีหนังสือจากเวียดนามอีกฉบับหนึ่งที่เจ้าอนุหลอกให้ญวนเชื่อ  วันนี้มาอ่านพร้อม ๆ กันนะครับ

(https://i.ibb.co/4dkgHjw/Untitlfded-3.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เจ้าพระยาพระคลังได้นำราชทูตญวนเข้าเฝ้า  แล้วทูตต้องรอฟังราชการอยู่ที่กรุงเทพฯได้ ๘ วัน  พอมีพระราชสาส์นญวนส่งมาทางเขมรอีกฉบับหนึ่ง  ซ้ำเข้ามาเป็นสองฉบับ

          ฝ่ายพระยารามณรงค์ข้าหลวงกรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระยา,  พระ  เขมรเมืองพระตะบองบอกส่งญวนนายไพร่ ๑๘ คน  ซึ่งถือหนังสือองเลโปเสนาบดีฝ่ายต่างประเทศที่กรุงเว้  เดินมาทางเมืองเขมร  สักหลังผนึกว่า  “ถึงเจ้าพระยาพระคลังเสนาบดีฝ่ายต่างประเทศ  กรุงพระมหานครศรีอยุธยา”

          ล่ามพนักงานแปลหนังสือญวนออกมาเป็นภาษาไทย  ใจความว่า

           “หนังสือองเลโปเสนาบดีผู้สำเร็จราชการฝ่ายนานาประเทศกรุงเว้อานาม  ได้รับรับสั่งพระเจ้าเวียดนามให้แจ้งความตามทางราชการมาถึงเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีฝ่ายนานาประเทศกรุงพระมหานครศรีอยุธยาสยาม  ได้ทราบด้วยพระเจ้าเวียดนามทรงพระเมตตาให้ขุนนางพาเจ้าอนุไปส่งแล้วนั้น  กับได้แต่ทูตญวนเชิญพระราชสาส์นเข้ามากรุงพระมหานครศรีอยุธยาด้วยแล้ว  เนื้อความสองข้อนี้มีแจ้งอยู่ในพระราชสาส์นที่ส่งมากับราชทูตทางเรือนั้นแล้ว

           บัดนี้กีนเลียกเบียนบู๊ขุนนางหัวเมืองแง่อาน  มีหนังสือบอกขึ้นมาถึงองทงเจอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือฉบับหนึ่งใจความว่า

          “ขุนนางญวนพาเจ้าอนุไปส่งถึงเมืองเวียงจันทน์แล้ว  ได้พูดจาหารือกับแม่ทัพไทยที่รักษาเมืองเวียงจันทน์เป็นปรกติ  ตกลงจะแต่งบุตรหลาน  ให้ลงไปหาเสนาบดีฝ่ายไทย  เพื่อจะได้ขอโทษตนที่ผิดนั้น เจ้าอนุได้พักอยู่ในเมืองเวียงจันทน์คืนกับวันหนึ่ง  เสบียงอาหารหมดลง  เจ้าอนุเจ้าราชวงศ์ก็ใช้ให้พวกลาวไปขอข้าวเปลือกในยุ้งฉางที่ไทยรักษาอยู่  แม่ทัพนายกองไทยที่รักษาฉางข้าวนั้น  ไม่จ่ายข้าวให้ไพร่พลลาวของเจ้าอนุกินพอเป็นกำลังราชการต่อไป

(https://i.ibb.co/k39DJS5/20708484.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ได้ไปหาแม่ทัพไทย  ได้อ้อนวอนขอข้าวให้ไพร่พลลาวกินบ้าง  เพราะคราวกันดารอดอยาก  ไทยก็ไม่ให้ข้าวกลับนำปืนยิงพวกลาวที่ไปขอข้าวกินนั้นล้มตายหลายคน  ไทยก่อเหตุก่อน  ลาวก็กำเริบขึ้นบ้าง  เกิดรบราฆ่าฟันกับกองทัพไทย  กองทัพไทยสู้ไม่ได้  ทิ้งเครื่องศาสตราวุธเสียหมดหนีไปสิ้น  ฝ่ายเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์ก็ไม่ได้ยกกองทัพไล่ติดตามไทยไป  ไทยก็หนีลงน้ำว่ายข้ามฟาก  จมน้ำตายมากกว่ามากเอง  ดังนั้น”

          เมื่อองทงเจอัครมหาเสนาบดี นำข้อความตามหนังสือบอกของกินเลียกเบียนบู๊ขุนนางหัวเมือง  ขึ้นทูลพระเจ้าเวียดนาม  พระเจ้าเวียดนามมีรับสั่งให้เสนาบดีจัดขุนนางญวนขึ้นม้าเร็วรีบขึ้นไป  ได้ว่ากล่าวกำชับเจ้าอนุว่า   “ให้เจ้าอนุเก็บเครื่องศาสตาวุธยุทธภัณฑ์ที่กองทัพไทยทิ้งไว้แล้วหนีไป  รวบรวมไว้แล้วแต่งขุนนางลาวเจ้านายบุตรหลาน  มีเครื่องราชบรรณาการและเครื่องศาสตราวุธของไทยลงมาส่งให้เสนาบดีไทยฝ่ายเหนือ  จะได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยา

          แล้วให้มีศุภอักษรลงไปกราบบังคมทูลชี้แจง  การที่ไทยไม่จ่ายข้าวให้แล้วกลับนำปืนยิงลาวก่อน  แล้วไทยหนีไป  ลาวไม่ได้ทำก่อนเลย  ถ้าเจ้าอนุทำได้ดังนี้แล้วเห็นพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาจะทรงพระมหากรุณาโปรดยกโทษให้เจ้าอนุตามงอนง้อขอโทษรับผิด  และชี้แจงความสัตย์สุจริตที่ไม่ได้เป็นขบถทำแก่ไทยก่อน  ไทยทำแก่ลาวก่อน”

           “พระเจ้าเวียดนามมีความหวังพระราชหฤทัยว่า  พระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาคงจะทรงพระมหากรุณายกโทษเจ้าอนุ  ให้คงคืนบ้านเมืองสักครั้งหนึ่งเป็นแน่  ถ้าเป็นดังนั้นแล้ว  พระเกียรติยศกรุงพระมหานครศรีอยุธยาก็จะปรากฏเจริญยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าร้อยเท่าพันทวี  จะเป็นที่สรรเสริญแก่นานาประเทศใหญ่น้อยทุกทิศานุทิศ”

(https://i.ibb.co/XVkB8s1/Untitldsfed-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าพระยาพระคลังนำข้อความตามหนังสือองเลโปขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา  ได้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว  จึงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสีหนาท  ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม  โปรดให้เจ้าพระพระคลังกับพระศรีภูริปรีชาอาลักษณ์  แต่งพระราชสาส์นตอบฉบับหนึ่ง  กับของทรงยินดีตอบแทนออกไปถวายพระเจ้าเวียดนามด้วย  จะฝากราชทูตญวนอกไป

          ครั้น ณ วันพุธเดือนสิบแรมห้าค่ำ  ทูตานุทูตญวนได้เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา  ก็ได้พระราชทานรางวัลแก่ทูตานุทูตพอสมควรตามพระราชประเพณี  ครั้งนั้นเจ้าพระยาพระคลังจะขอฝากพระราชสาส์นไทยออกไปกรุงเว้ด้วย  ราชทูตญวนไม่ยอมรับนำไป  ราชทูตพูดตอบโต้ว่า     “ทูตมาถวายพระราชสาส์นไปไม่ได้  ผิดด้วยขนบธรรมเนียมกรุงเว้ฝ่ายญวน  ควรที่จะแต่งทูตกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา  ออกไปตอบแทนกรุงเว้บ้างจึงจะชอบด้วยราชการ”

          ครั้งนั้นราชทูตญวนไม่รับพระราชสาส์นตอบของไทยไป  จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังมีหนังสือประทับตราบัวแก้ว  ตอบออกไปถึงองเลโปฉบับหนึ่งใจความว่า     “ด้วยเรื่องเจ้าอนุเป็นขบถจนมาฆ่าพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  กับหลวงสุเรนทรวิชิต  นายทัพนายกองแลไพร่พลไทยตายมาก  การงานที่เจ้าอนุเมืองเวียงจันทน์คิด  ประทุษร้ายต่อกรุงเทพฯ ทุกอย่าง”

          ฝ่ายราชทูตญวนจึงรับหนังสือตอบของเจ้าพระยาพระคลังไป  แล้วก็ลงเรือทะเลออกจากกรุงเทพฯ ไปเมื่อ ณ วันศุกร์เดือนสิบสองขึ้นสองค่ำ

          อนึ่งพระยาเชียงสาลาว  กราบเรียนเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่า   “จะรับอาสานำทางลัดป่าไปให้ถึงเมืองยโสธรโดยเร็ว”
 
(https://i.ibb.co/DVzb6NW/1438012324-image-o.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีมีความยินดีเห็นขอบด้วยแล้ว  จึงมีบัญชาสั่งให้พระยา, พระ, หลวง, นายทัพนายกอง  จัดการตรวจตรารี้พลช้างม้าไว้ให้พร้อม  เวลาค่ำวันนี้เราช่วยกันรื้อค่ายที่พรานพร้าวทิ้งน้ำเสีย  จึงจะล่าทัพถอยลงไปยับยั้งตั้งค่ายมั่นรับข้าศึกลาวอยู่ที่เมืองยโสธร  แต่พอจะได้พักผ่อนรี้พลเพิ่มขึ้นให้มาก  จะได้มาจับเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์ที่เมืองเวียงจันทน์ให้จงได้  ในวันนี้มีบัญชาสั่งให้เสมียนตราแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง  ถึงพระวิชิตสงครามแม่กองทัพเรือซึ่งรักษาทางเข้าเมืองนครพนมใจความว่าดังนี้คือ

(https://i.ibb.co/cCZZRKR/6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

           “หนังสือจอมจตุรงค์มหาปรินายกดิลกเลิศประเสริฐศักดิ์  อัครมหาเสนาบดีแม่ทัพใหญ่  มาถึงพระวิชิตสงครามขุนนางในพระราชวังบวรฯ ด้วยเป็นแม่ทัพฝ่ายหนึ่งซึ่งคุมพลทหารเรือรบและทหารบก  รักษาด่านทางข้างเมืองนครพนมได้ทราบ

           ด้วยบัดนี้เจ้าอนุ  เจ้าราชวงศ์ยกกองทัพกลับมาแต่เมืองญวนแล้ว  มาแต่งกองทัพลาวเข้าล้อมกองทัพไทยที่ตั้งอยู่ในเมืองเวียงจันทน์นั้น  พลทหารลาวมีปืนยิงทหารพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิต  นายทัพรักษาเมืองเวียงจันทน์นั้นตายสิ้นทั้งสามคน  กับไพร่พลไทยตายเกือบ ๖๐๐ คน  ที่หนีรอดมาได้แต่หมื่นรักษนาเวศ ไพร่ ๔๕ คนเท่านั้น  เจ้าอนุเจ้าราชวงศ์ตีเมืองเวียงจันทน์คืนได้  ลาวจัดการบ้านเมืองแข็งแรงนัก  จะมาตีกองทัพไทยพรานพร้าวด้วย

(https://i.ibb.co/CHMGDQ6/Untit258ledfd-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           บัดนี้เจ้าคุณแม่ทัพก็จะล่าทัพถอยลงไปตั้งค่ายอยู่ ณ เมืองยโสธรในเวลาค่ำวันนี้  จึงมีบัญชาสั่งให้พระวิชิตสงครามตรึกตรองดูราชการดังนี้  ถ้าเห็นว่าพอที่จะตั้งรับต้านทานข้าศึกลาวอยู่ที่เมืองนครพนมได้  กว่าเจ้าคุณแม่ทัพจะยกกลับคืนขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์นั้นเมื่อใดแล้ว  เจ้าคุณแม่ทัพจะให้พระวิชิตสงครามเป็นแม่ทัพหน้า  ยกเข้าจับเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ต่อไป  ถ้าพระวิชิตสงครามเห็นว่าผู้คนในกองด่านมีน้อย  จะตั้งรับทัพลาวเหลือกำลัง  ให้พระวิชิตสงครามเผาค่ายที่ด่านเสียให้หมด  แล้วให้ถ่ายเสบียงอาหารบรรทุกโคต่าง  ช้าง  ม้า  และเกวียนเรือ  กวาดต้อนครอบครัวพลเมืองนครพนม  ถอยทัพตามเจ้าคุณแม่ทัพลงไป ณ เมืองยโสธร  ก็ตามใจพระวิชิตสงครามจะคิดเถิด”

          * อ่านความแล้วคิดจินตนากันเอาเองนะครับ  วันนี้เป็นเรื่องการเมืองฝ่ายบุ๋น  ยังไม่มีฉากรบของฝ่ายบู๊มาให้อ่านกันอย่างตื่นเต้น  ฝ่ายบุ๋นกำลังวางแผนเตรียมการที่จะให้ฝ่ายบู๊ใช้กำลังห้ำหั่นกันต่อไป  จนกว่าจะรู้ดำรู้แดงในการศึกสงคราม

          พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 17, เมษายน, 2563, 11:33:56 PM
(https://i.ibb.co/PjwZPhX/Untitlfgded-21.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓๔ -

ไทยถอยทัพเงียบงันจากพรานพร้าว
เดินผ่านราวป่าใหญ่แมกไม้เขียว
พลไม่ต้องร้องฉาวโห่กราวเกรียว
พ้นป่าเปลี่ยวถึงบุรียโสธร

เห็นเมืองโทรมเกินซ่อมไว้พร้อมสู้
จึงพาหมู่พลไกรไปพักผ่อน
สุวรรณภูมิเมืองที่มีลุ่มดอน
เป็นนครอุดมสมบูรณ์ดี


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระราชสาส์นจากญวนฉบับที่ ๒ กล่าวถึงเรื่องที่เจ้าอนุฆ่าทหารไทยในค่ายวัดกลางเมืองเวียงจันทน์ตายไปเกือบหมดนั้นว่า  เรื่องนี้เจ้าอนุ เจ้าราชราชวงศ์ ไปขอแบ่งข้าวเปลือกในยุ้งฉางไทย  แทนที่ไทยจะแบ่งข้าวให้กลับใช้ปืนยิงพลลาวตาย  ลาวจึงลุกฮือขึ้นสู้รบ  ไทยสู้ลาวไม่ได้ก็พากันทิ้งอาวุธยุทธภัณฑ์ไว้ในค่าย  แล้วพากันวิ่งหนีลงแม่น้ำโขงว่ายน้ำกลับไปค่ายพรานพร้าว  และจมน้ำตายเป็นอันมาก  ญวนเชื่อลาวในเรื่องดังกล่าวนี้  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้ตอบพระราชสาส์นชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  จะฝากพระราชสาส์นราชทูตญวนไป  ราชทูตญวนไม่ยอมรับฝาก  อ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ตามธรรมเนียมราชทูต  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้เจ้าพระยาพระคลังมีหนังสือประทับตราบัวแก้วถึงเสนาบดีนานาประเทศญวน  ฝากราชทูตไป  ทางฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีเตรียมการยกทัพจากค่ายพรานพร้าวไปยโสธร  จึงมีหนังสือแจ้งให้แม่ทัพเรือที่นครพนมทราบ  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

           “ครั้นเสมียนตราแต่งหนังสือนี้เสร็จแล้ว  จึงนำอ่านเสนอประทับตราพระราชสีห์น้อยมอบให้หลวงชาติสุรินทรขึ้นม้าเร็วคุมพลทหาร ๒๐ ม้า  เดินล่วงหน้าลัดทางป่าไปส่งให้พระวิชิตสงครามนายด่านที่เมืองนครพนม

          พระวิชิตสงครามได้ทราบความตามหนังสือนั้นแล้ว  จึงมีหนังสือตอบมอบให้หลวงชาติสุรินทร  หลวงชาติสุรินทรก็รับหนังสือมาส่งให้เจ้าคุณแม่ทัพที่กลางทางในเวลาค่ำวันนั้น  ในหนังสือนั้นมีใจความว่า

(https://i.ibb.co/XS8NQs2/Untitlefdd-6.jpg) (https://imgbb.com/)

           “พระวิชิตสงครามจะขอตั้งรับข้าศึกลาวอยู่ที่เมืองนครพนมก่อน  ด้วยได้เกลี้ยกล่อมครัวลาวและเขมรป่าดงมาไว้ในค่ายไทยเป็นอันมาก  ได้ฉกรรจ์เป็นกำลังเกือบพันเศษ  กับคนเก่าที่เมืองนครพนมมีอยู่ ๕๐๐ แล้ว  เห็นพอจะต้านทานกองทัพลาวได้  เพราะปืนใหญ่ของเรามีมากพอยิงตอบโต้สู้ลาวได้  ด้วยลาวมาคราวนี้ไม่มีปืนใหญ่มาเลย  จะมาสู้กับเรามีอาวุธทางยาวก็ยากอยู่  แต่จะระวังตัวให้มาก  ไม่มีความประมาทเหมือนพระยาพิไชยสงคราม   อนึ่ง  ถ้าลาวยกใหญ่มามากเห็นเหลือกำลังรี้พล  จะต้านทานสู้รบไม่ได้แล้ว  จึงจะล่าทัพถอยหลังไปเมืองยโสธร  ตามบัญชาสั่งเจ้าคุณแม่ทัพทุกประการ”

          เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดีจะล่าทัพทิ้งค่ายที่พรานพร้าวนั้น  จึงมีบัญชาสั่งนายทัพนายกองว่า  เวลาค่ำวันนี้ให้คุมพลทหารรื้อค่ายที่ตำบลพรานพร้าวทิ้งลงในลำแม่น้ำโขงเสียทุกค่ายทั้งสิ้น  อย่าให้เหลือไว้เป็นกำลังแก่ลาวข้าศึกได้เป็นอันขาด  แล้วสั่งหลวงเทพเสนีให้หามปืนใหญ่ขึ้นบรรทุกหลังช้างขนไป  ถ้าปืนใหญ่เหลือจากหลังช้าง  ช้างไม่พอกับปืนใหญ่  ปืนใหญ่ที่เหลือนั้น  ให้หาเหล็กตะปูมาอุดชนวนปืนใหญ่เสียทุกกระบอก  แล้วจึงให้คัดปืนใหญ่กลิ้งลงไปในแม่น้ำโขงทั้งสิ้น  กับเสบียงอาหารที่บรรทุกโคต่างไปไม่หมด  เหลืออยู่มากน้อยเท่าใด  ให้พระมหาดไทย  หลวงนา  จัดแจงขนลงทิ้งน้ำเสียทั้งสิ้น  อย่าให้เหลือเป็นกำลังแก่ข้าศึกลาวได้  ค่ายและเสบียงอาหารครั้นจะเผาเสียตามธรรมเนียมทัพศึกที่ล่าก็ไม่ได้  เพราะกลัวว่าข้าศึกลาวที่อยู่ใกล้จะรู้ว่าไทยล่าทัพหนีไป  ลาวจะยกทัพออกก้าวสกัดตามตีท้ายพลเรา  เราจะได้ความลำบาก  เราจะล่าทัพเดินกองทัพไปไม่สะดวก

(https://i.ibb.co/zxf7XFK/011.jpg) (https://imgbb.com/)

          แล้วสั่งให้พระยาราชรองเมืองคุมทหารเป็นทัพหน้า  เดินทัพล่วงหน้าไปก่อน  ในเวลาพลบค่ำ ณ วันพฤหัสบดีเดือนสิบเอ็ดขึ้นสองค่ำ
          แล้วสั่งให้พระยาพรหมยกกระบัตรเมืองนครราชสีมา  คุมทหารหัวเมืองเป็นกองหลัง
          ให้พระศุภมาตรากับพระนรินทรารักษ์กรมการ  คุมคนที่ป่วยไข้เดินทัพตามทัพหน้าไปเป็นลำดับ
          แต่กองช้างพระยาประสิทธิ์คชลักษณ์เมืองนครราชสีมา  กับกองพระยาณรงค์สงคราม  ยังมาไม่ถึงพรานพร้าว

(https://i.ibb.co/68kzRMc/df-14.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นเวลาสองทุ่มเศษในวันขึ้นสองค่ำนั้น  เจ้าพระยาราชสุภาวดีขึ้นคอช้างพลายคิรีบัญชรสูงหกศอกคืบสองนิ้ว  พระคชสิทธิ์เป็นควาญท้ายช้าง  หลวงภูวนารถภักดีถือปืนกลางช้าง  มีทหารถือปืนเดินเป็นคู่เคียงสี่เท้าช้างตามอย่างประเพณีทัพใหญ่  และตำรวจภูธรเดินแซงหน้าช้างริ้วใน  มีทหารถือปืนคาบศิลาเดินหน้าหลังพร้อมทั้งพลทหารกองนอกถือศาตราวุธครบมือ  เดินเป็นกระบวนทัพสรรพเสร็จแล้ว  ขณะนั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาสั่งให้อุปฮาดเมืองอุบลราชธานีผู้สวามิภักดิ์มาแต่เดิม  ให้เป็นผู้กำกับช้างพระยาเชียงสาซึ่งเป็นผู้นำทาง

(https://i.ibb.co/9psZY1d/digital-006rename.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นจัดพลทหารพร้อมแล้ว  จึงเร่งรีบเดินกองทัพออกจากค่ายพรานพร้าว  ล่าถอยทัพเดินลัดทางป่าไปไม่ได้  ต้องหยุดหย่อนจนสว่างรุ่งเช้าขึ้นเดินต่อไป  จนเวลาสี่โมงเช้าเข้าถึงเมืองยโสธร  ได้พักพลทหารที่นั่น  หุงอาหารรับประทานกันเสร็จแล้ว  เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งให้หลวงเทเพนทร์กับอุปฮาดเมืองอุบลราชธานี ไปตรวจเสบียงอาหารในเมืองยโสธร ก็ขัดสนไม่พอจะจับจ่ายใช้เลี้ยงกองทัพไทย หาสมกับความคิดไว้ไม่ จึงได้เกณฑ์ไพร่พลที่ฉกรรจ์ในเมืองยโสธร ๖๐๐ คน  แล้วให้อุปฮาดเมืองอุบลราชธานีเป็นแม่กองคุมไพร่พล ๖๐๐ คนขนเสบียงอาหารถ่ายลงไปไว้ในเมืองสุวรรณภูมิ

          แล้วให้พระอินทรอาสา  ลาวเก่าเมืองพนัสนิคม  กับพระพลสงครามเมืองนครราชสีมา  รวม ๓ นายเป็นนายทัพนายกองคุมพลทหารไทยไปกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองยโสธรอพยพลงไปไว้เมืองสุวรรณภูมิ

(https://i.ibb.co/XDMvkXV/image.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าพระยาราชสุภาวดีหยุดทัพพักพลอยู่ที่เมืองยโสธรสองวัน  พอถ่ายเสบียงลำเลียงลงไปหมดแล้วจึงต้อนครัวพลเมืองไปสิ้นด้วย  จึงสั่งให้พระยาพรหมยกกระบัตรกองหลัง  นำไฟเผาเรือนในเมืองยโสธรเสียสิ้น  ทั้งหวังจะมิให้เป็นที่พักอาศัยของลาวข้าศึกจะตามมาภายหลังได้  แล้วสั่งพระคเชนทรานุรักษ์นายกองช้างกองนอก  ให้นำช้างพลายใหญ่ ๕๐ เชือก  ไปแทงทลายป้อมเก่าและโบสถ์ที่เป็นวัดใหญ่ ๆ ในเมืองเสียสิ้น  ไม่ให้เป็นที่ข้าศึกมาพักอาศัยทำป้อมค่ายได้

(https://i.ibb.co/N9zyrxZ/Untitls7ed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าจึงยกกองทัพเดินเป็นลำดับไป  ถึงเมืองสุวรรณภูมริมฝั่งแม่น้ำโขง  ด้วยเมืองสุวรรณภูมินี้เป็นชัยภูมิดีควรที่จะตั้งค่ายรับกับลาว  เพราะบริบูรณ์ด้วยเสบียงอาหารไพร่พลเมืองมากไม่บอบช้ำ  ด้วยเจ้าศรีวอผู้ครองเมืองเป็นคนแข็งแรงในการศึกสงคราม  จึงรักษาเมืองสุวรรณภูมิไว้ได้  ไม่เสียเมืองแก่เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ข้าศึกลาว

          ฝ่ายพระยาราชสุภาวดี ยกทัพมาใกล้เมืองสุวรรณภูมิแล้ว  จึงใช้ให้หลวงสวัสดิ์นัคเรศร์คุมทหารม้า ๕ ม้า  เข้าไปแจ้งข้อความล่วงหน้าให้เจ้าศรีวอทราบว่า  กองทัพไทยยกมาจะพักพลเพื่อจะอยู่ต่อสู้กับเจ้าอนุอีก

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เดินทัพมาใกล้เมืองสุวรรณภูมิ  ห่างเมืองสามสิบเส้น  จึงใช้ให้หลวงวาสุเทพไปสั่งพระยาราชรองเมืองแม่ทัพหน้า  ให้หยุดทัพตั้งค่ายเป็นวงพาดตามลำแม่น้ำโขงโดยนาคนามตามตำราพิชัยสงคราม  แต่พอพักพลตั้งมั่นที่นี้เห็นเป็นที่ชัยภูมิดีแล้ว”

(https://i.ibb.co/0mr3H6d/Untitlsaed-19.jpg) (https://imgbb.com/)

          * อ่านยุทธวิธีการล่าถอยทัพของท่านเจ้าพระยาบดินเดชา (สิง) แล้ว  เห็นได้ว่าท่านเป็นคนละเอียดรอบคอบ  มีเชิงศึกสูงมาก  การทำลายค่ายแล้วหนีข้าศึกนั้น  ท่านเป็นว่าใช้กับที่พรานพร้าวไม่ได้  เพราะลาวข้าศึกจะรู้ว่าท่านหนี  ลาวจะตามไล่ตีให้เดือดร้อน  จึงใช้วิธีทำลายสิ่งของสำคัญในค่ายที่ขนไปด้วยไม่ได้  แล้วล่าหนีไปเงียบ ๆ  เหลือแต่ค่ายเปล่าทิ้งไว้ให้เจ้าอนุดูต่างหน้า  และในที่สุดกองทัพไทยก็หนีไปปักหลักที่เมืองสุวรรณภูมิแล้ว  เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป  พรุ่งนี้เช้ามาอ่านกันต่อนะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 18, เมษายน, 2563, 10:36:34 PM
(https://i.ibb.co/sqND9Z7/bsf.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓๕ -

เจ้าอนุ,ราชวงศ์สององค์คิด
เที่ยวตามติดตีไทยหลายวิถี
ทางโคราชมุ่งไปหมายย่ำยี
เพราะเคยตีแตกง่ายจึงได้ใจ

ทางหล่มเลยเพชรบูรณ์ศูนย์ทางเหนือ
ได้แล้วเงื้อง่าตรงลงทางใต้
เจ้าราชวงศ์ลงตามจับแม่ทัพไทย
เป็นทัพใหญ่สองทัพขับเคี่ยวกัน


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพล่าถอยจากค่ายพรานพร้าวในเวลากลางคืน  ถึงเมืองยโสธรตอนเช้าวันรุ่งขึ้น  ให้สำรวจเสบียงอาหารสำหรับเลี้ยงกองทัพแล้วเห็นว่าขาดแคลน  จึงเก็บรวบรวมเสบียงอาหารและกวาดต้อนครัวในเมืองยโสธรไปยั้งทัพตั้งค่ายอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิ  วันนี้มาอ่านความกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/6YcC7c9/Untitlesead-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายพระราชรองเมืองแม่ทัพหน้า  กับทั้งพระยาพรหมยกกระบัตรเมืองนครราชสีมาแม่ทัพหลัง  พระยาราชสงครามปีกซ้าย  พระยานครสวรรค์ปีกขวา  และพระยา, พระ, หลวง, นายทัพ,  นายกอง  พร้อมกันเข้าชื่อขออาสาคุมทหารไทยและลาวเมืองสุวรรณภูมิ  ยกขึ้นไปตามตีเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ ที่เมืองเวียงจันทน์ให้ได้ชัยชนะและได้ตัวด้วย  ถ้าไม่สมดังนี้ขอรับพระราชทานลงโทษตามอัยการศึก  ขณะนั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาว่า

(https://i.ibb.co/44gR4zb/Untidfdftled-4.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ซึ่งท่านทั้งหลายมีใจร้อนรนด้วยราชการดังนี้  เราก็มีความขอบใจยิ่งนัก  แต่เราเห็นว่าพวกท่านไม่ต้องจะยกขึ้นไปตามตีเจ้าอนุเจ้าราชวงศ์     เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์คงจะรีบยกลงมาตามตีพวกท่าน  พวกท่านคอยรับที่นี่จะดีกว่า  จะได้สู้ให้เต็มกำลังความคิดและฝีมือก็พอเป็นราชการแข็งแรงอยู่แล้ว  ไม่พักจะต้องคิดออกไปตีลาว  ลาวคงลงมาตีไทยอยู่เอง  ให้ช่วยกันคิดตั้งค่ายคูประตูหอรบไว้รับลาวให้แข็งแรงเถิด  ดีกว่าจะขึ้นไปต่อสู้รบกับลาว”

          ครั้งนั้น  เจ้าศรีวอจัดเสบียงอาหารให้กรมการลาวนำออกมาจ่ายให้ไพร่พลในกองทัพไทยโดยบริบูรณ์ทุกทัพทุกกอง  ครั้นรุ่งขึ้นเจ้าศรีวอขี่ม้าออกมาคำนับเจ้าพระยาราชสุภาวดีที่ค่ายนอกเมือง

(https://i.ibb.co/9ZwP3zK/Untifhtdfled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายที่เมืองเวียงจันทน์นั้น  เจ้าราชวงศ์ยิงพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิตตายทั้งสามคนแล้ว  เจ้าราชวงศ์ว่าฤกษ์ดีมีชัยชนะแก่ไทยในวันนี้  ให้ตัดศีรษะพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนวิชิต  ทั้งสามศีรษะนำไปเสียบไว้ที่หาดทรายหน้าเมืองเวียงจันทน์  นำลูกประคำทองเครื่องยศของไทยไปแขวนคอทั้งสามศีรษะ  ให้ลาวเห็นเป็นอำนาจ  แต่พลทหารไทยที่หนีอยู่ในที่กำบังตามวัดและบ้านต่าง ๆ นั้น  ลาวจับได้ทั้งสิ้น  เจ้าราชวงศ์ว่าจะเอาไทยไว้หาประโยชน์มิได้  จึงสั่งให้ทหารลาวพาไทยที่จับเป็นมาได้นั้นไปฆ่าเสียให้สิ้น  ไทยตายครั้งนั้น ๖๐๐ คนเศษ  เจ้าราชวงศ์สั่งให้พระยาสุโภ  พระยาเชียงขวา  ให้ไปต้อนพลลาวที่หลบลี้หนีอยู่ตามในป่าดง  รวบรวมมาได้ ๑๐,๐๐๐ เศษ  คัดเลือกแต่คนผู้ชายที่ฉกรรจ์ได้สี่ห้าพันคนให้เข้าในกองทัพลาว  แต่ครัวที่ชรา เด็ก หรือหญิงนั้น  ให้อยู่ในเมืองเวียงจันทน์  ให้เพี้ยกว้านขุนนางผู้ใหญ่คุมครัวอยู่รักษาเมืองเวียงจันทน์

          เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ แลเห็นขุนนางญวนที่มาส่งนั้นกลับไปหมดแล้ว  ไม่มีที่กีดขวางราชการ  จึงสั่งให้เพี้ยมณี ท้าวมหาไชย คุมพลทหาร ๓๐๐ ข้ามฟากไปที่พรานพร้าว  ให้รื้อพระเจดีย์ปราบเวียงจันทน์  ที่กรมพระราชวังบวรฯ สร้างขึ้นไว้นั้น  พวกลาวก็รื้อลงเสียสิ้นตั้งแต่ยอดตรีจนถึงฐานชั้นสิงห์  เชิญพระพุทธรูปที่กรมพระราชวังบวรฯ นำมาแต่เมืองเวียงจันทน์ไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ ๔ องค์  คือ  ทรงพระนามว่า  พระเสิม  พระแสง  พระศุข  พระไสย์  ทั้ง ๔ องค์นี้รับเชิญกลับไปไว้ในเมืองเวียงจันทน์ดังเก่า  แล้วเจ้าราชวงศ์ให้พลทหารไปขุดที่ค่ายพรานพร้าว  สงสัยว่าเจ้าพระยาราชสุภาวดีจะนำปืนใหญ่ฝังไว้เมื่อล่าทัพไป  ก็หาได้ปืนดังที่ลาวคิดไม่  เพราะลาวไม่รู้ว่าไทยนำปืนใหญ่กลิ้งทิ้งลงแม่น้ำโขงเสียแล้ว  จึงมิได้ดำน้ำหาปืนขึ้นมาต่อสู่กับไทยได้

(https://i.ibb.co/NmBcBWt/dropped-Image-5.jpg) (https://imgbb.com/)
ปืนหามแล่นขานกยาง

          ครั้งนั้น  เจ้าราชวงศ์เก็บได้ปืนเล็กนกสับคาบศิลาในกองทัพพระยาพิชัยสงคราม  มี ๕๐๐ กระบอก  ปืนหามแล่นขานกยาง มี ๒๐ กระบอก  ทั้งกระสุนดินดำ  เสื้อกางเกงหมวกเสนากุฎ ๔๐๐ สำรับ  ธงตะขาบ ๔๐ คัน  กับธงมังกร ๓๐ คัน  เสบียงอาหารพร้อมด้วย
          เจ้าอนุสั่งให้เจ้าสุทธิสารคุมพลหารลาวเก่า ๒,๐๐๐ ลาว และใหม่ ๒,๐๐๐  ยกไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมหัวเมืองตามลำแม่น้ำโขง  ได้มากน้อยเท่าใดเห็นพอจะทำการใหญ่ได้  ก็ให้เลยลงไปโจมตีเมืองนครราชสีมาทีเดียว  ถ้าได้ทีก็ให้นัดหมายเจ้าราชวงศ์รีบเร่งรุดเลยลงไปตีกรุงเทพฯ ทางสระบุรีหรือนครนายก
          เจ้าอนุจึงจัดให้เจ้าราชวงศ์เป็นแม่ทัพใหญ่  มีแสนท้าวพระยาลาว  นายทัพนายกองเป็นปีกขวาและปีกซ้าย  มีไพร่พล ๖,๐๐๐  ให้ยกข้ามฟากแม่น้ำโขงไปฝั่งตะวันตกที่พรานพร้าว  เพื่อจะไปติดตามจับเจ้าพระยาราชสุภาวดี  ถ้าตีทัพไทยกองเจ้าพระยาราชสุภาวดีแตกหมดแล้ว  ถ้าได้ช่องดีมีท่าทางอันสมควร  ให้เลยยกลงไปทางเมืองกบินทรบุรี  ตีตลอดลงไปจนกรุงเทพฯ  บรรจบกับทัพเจ้าสุทธิสารพร้อมกันทีเดียว
          แล้วเจ้าอนุให้เจ้าหน่อคำกับแสนท้าวพระยาลาว  คุมทัพหัวเมืองซึ่งเกลี้ยกล่อมมาได้ ๓,๐๐๐ เศษนี้  ให้เจ้าหน่อคำยกไปตีเมืองหล่มเมืองเลย  เมืองเพชรบูรณ์  เมืองบัวชุมชัยบาดาล  ถ้าแตกหมดแล้ว  ได้ท่วงทีก็ให้เลยรีบรุดไปตีเมืองรายทางลงไปทางเมืองลพบุรี  ตีเมืองอ่างทอง  กรุงเก่า  ลงไปจนถึงกรุงเทพฯ  เป็นทัพกระหนาบด้วยอีกทัพหนึ่ง

(https://i.ibb.co/KKBRcMX/Screenshot-2018-01-10-20-22-39-1.png) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าอนุจัดกองทัพยกไปเป็นหลายทางหลายสายดังนั้นแล้ว  เจ้าอนุจึงเป็นผู้อยู่จัดพลทหารแต่งการรักษาเมืองเวียงจันทน์โดยแข็งแรง  แล้วจึงตั้งค่ายนอกเมืองสี่มุมเมือง  ชักปีกกาถึงกันมีประตูหอรบรอบเมือง  ตามกำแพงเมืองที่ไทยรื้อเสียนั้น  ลาวนำไม้ไผ่มากปักเป็นเสาระเนียดรอบเมือง  พูนดินที่กลางเมืองให้สูงขึ้นเป็นป้อม  ทำการรักษาบ้านเมืองให้มั่นคง
          แล้วแต่งให้พระยาลือกับเพี้ยมหาไชย ไปขอกองทัพเมืองลื้อเมืองขอน  ซึ่งเป็นลาวสิบสองปันนาขึ้นกับจีนฮกโหล  ให้ยกมาช่วยด้วย  (ก็ไม่สมดังที่ลาวขอจีน  จีนก็ไม่ให้กองทัพมา)   ฝ่ายเจ้าอนุคิดจะแต่งทูตลาวพาเจ้าหญิงหลาน  ไปถวายพระเจ้าอังวะ  เพื่อขอกองทัพพม่ามาช่วยก็ไม่สมที่คิด  เพราะไปไม่ถึงพม่า  ด้วยทางนั้นเชียงใหม่ลาดตระเวนรักษาด่านทางอยู่ทุกทิศ  ลาวเวียงจันทน์จึงไปไม่ถึงเมืองพม่าหรือหัวเมืองขึ้นของพม่าก็ไม่ถึง

(https://i.ibb.co/Qc7m6VY/Untitl96ed-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ก็ยกทัพใหญ่ลงไปตามฝั่งแม่น้ำโขงถึงเมืองยโสธร  เห็นเมืองร้างเปล่าอยู่ไม่มีผู้คน  จึงเข้าใจว่าทัพไทยกวาดต้อนพลเมืองเสบียงอาหารไปหมดแล้ว  จึงเหลืออยู่แต่เปลือกเมืองเปล่า  นำไฟจุดเผาเหย้าเรือนไหม้หมด  เจ้าราชวงศ์ใช้ให้ทหารเที่ยวติดตามพลเมืองยโสธรในป่าได้มาบ้าง ๒-๓ คน  จึงไต่ถามได้ความว่า  เจ้าพระยาราชสุภาวดียกมากวาดต้อนครัวไปหมด  แล้วถ่ายเสบียงลำเลียงอาหารลงไปไว้ที่เมืองสุวรรณภูมิ  เจ้าราชวงศ์ได้ฟังข่าวศึกดังนั้นจึงว่า

           “เราจะรอช้าอยู่ที่นี่ไม่ได้  ฝ่ายทัพไทยจะตั้งค่ายมั่นเราจะตีแตกโดยยาก  จำเป็นจะต้องรีบยกลงไปตีเสียทีเดียวเมื่อกำลังยังอ่อนอยู่  จึงจะได้ชัยชนะง่ายเบามือทหารเรา”

          คิดแล้วดังนั้นจึงได้ยกพลทหารรีบรุดลงไปถึงบ้านตะกุดใกล้เขตแดนเมืองสุวรรณภูมิ  จึงใช้ให้พลทหารเที่ยวซุ่มซ่อนคอยจับไทยและพลเมืองสุวรรณภูมิมาได้ ๔ คน  ถามได้ความว่า     “กองทัพไทยยกมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิแล้ว”     เจ้าราชวงศ์ได้ความดังนั้นจึงให้ขังลาวชาวเมืองสุวรรณภูมิ ๔ คนไว้ จะได้ถามความให้กองทัพไทยต่อไป  อย่าได้ฆ่าฟันมันเสียเลย

(https://i.ibb.co/WkKFMjX/Untitledd-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          แล้วสั่งให้แสนท้าวพระยาลาวนายทัพนายกองตั้งค่ายใหญ่ ๓ ค่าย  ที่ตำบลทุ่งบกหวาน  เพื่อจะได้รับกองทัพไทย
          แล้วสั่งให้พระยาคำเกิดกับกองแก้วและกองทองสามนาย  คุมพลทหารไปกวาดต้อนครอบครัวและเสบียงอาหารตามบ้านบ้านเล็กเมืองน้อย  บรรทุกโคต่าง, ช้าง, ม้า, เกวียน  ถ่ายลำเลียงมาสะสมไว้ในค่ายทุ่งบกหวาน  หมายใจจะทำศึกแรมปี
          แล้วแต่งทัพไปให้ลาดตระเวนทุกด่านทุกทางในกลางป่าไม่ให้มีข้าศึกไทยหลังค่ายได้  เจ้าราชวงศ์คิดกลัวกองทัพเขมรจะยกมาช่วยไทย  จึงให้เพี้ยสาครกับท้าวแสนใจหาญ  คุมทหารไปสะทางที่เขาลีผี  อย่าให้เขมรมาได้โดยสะดวก  ให้มีกองซุ่มซ่อนคอยตีเขมรและไทยจะยกมาช่วยทางใดบ้าง
          แล้วเจ้าราชวงศ์แต่งให้ท้าวเพชรเดชะถือหนังสือไปกับทองคำและพลอยทับทิม ไปถวายกับนักพระองค์จันทร์เจ้ากรุงกัมพูชา  ขอกองทัพเขมรมาช่วยตีไทย  ได้แล้วจะแบ่งแผ่นดินให้กึ่งหนึ่ง  เพราะเวลานั้นเขมรโกรธกับไทย....”

(https://i.ibb.co/SwwW8wD/asd-09.jpg) (https://imgbb.com/)

          * คราวนี้เจ้าอนุจัดทัพได้รัดกุมมาก  กระจายกองทัพออกไปตีไทย ๓ ทาง  ปลายทางมุ่งลงกรุงเทพฯ  โดยพระองค์เองไม่ไปในกองทัพ  หากแต่อยู่ตกแต่งเมืองเวียงจันทน์ไว้รอรับศึก  กองทัพใหญ่โดยการนำของเจ้าราชวงศ์ยกติดตามไล่ล่าเจ้าพระยาราชสุภาวดี  จนถึงเขตแดนเมืองสุวรรณภูมิ  แล้วตั้งค่ายมั่นคงเตรียมการจะรบแรมปี   ยุทธการที่ทุ่งบกหวาน  ค่ายใหญ่ลาวเจ้าราชวงศ์  เป็นการรบที่ดุเดือดมาก  ติดตามอ่านกันต่อในวันพรุ่งนี้นะครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 19, เมษายน, 2563, 10:37:26 PM
(https://i.ibb.co/5cVGVfy/Unsdftitled-4.jpg) (https://imgbb.com/)


- อานามสยามยุทธ ๓๖ -

เจ้าราชวงศ์ตั้งก๊กทุ่งบกหวาน
ไทยรู้การเคลื่อนไหวจึงไม่หวั่น
เคลื่อนพลเข้าไปใกล้หมายประจัน
ตั้งค่ายมั่นรอโถมเข้าโจมตี

รู้จุดอ่อนลาวหยามความยิ่งใหญ่
พระยาสงครามเวียงไชยไร้ศักดิ์ศรี
ลาวพุงดำอาสานำมาดี
เพื่อไทยมีคนเพิ่มเติมพลัง


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าราชวงศ์ยกกองทัพติดตามตีทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดียกจากยโสธรไปตั้งค่ายมั่นรอรับทัพลาวอยู่ที่นอกเมืองสุวรรณภูมิ  เจ้าราชวงศ์ก็ยกทัพไปถึงเมืองยโสธร  พบแต่  “เปลือกเมือง”  เพราะเจ้าพระยาราชสุภาวดีกวาดต้อนครัวและเสบียงลำเลียงไปไว้ที่เมืองสุวรรณภูมิหมดแล้ว  เจ้าราชวงศ์จึงรีบยกทัพตามไปถึงทุ่งบกหวาน  แล้วตั้งค่ายมั่น  มีหนังสือให้คนของตนถือไปชักชวนนักพระองค์จันทร์เจ้าแผ่นดินเขมร  ให้ยกทัพมาช่วยตีไทย  ถ้าการสำเร็จจะแบ่งแผ่นดินที่ตีได้ให้เขมรครึ่งหนึ่ง  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/6Y5HQ4r/Untitleerred-5.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีอยู่ในค่ายเมืองสุวรรณภูมินั้น  จึงได้ปรึกษาราชการศึกกับเจ้าศรีวอเสมอมิได้ขาด  อยู่มาวันหนึ่ง  เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งเจ้าศรีวอให้จัดหาคนลาวชาวเมืองสุวรรณภูมิที่มีสติปัญญาคมสันสัก ๓ คน  จะให้ไปสืบราชการที่เมืองเวียงจันทน์  ว่าจะกำเริบขึ้นหรือสงบลงประการใด  ด้วยไทยอยู่ไกลไม่สามารถจะรู้ข่าวราชการหนักเบาในเมืองเวียงจันทน์ได้

          ครั้งนั้น เจ้าศรีวอพาลาว ๓ คนมามอบให้แม่ทัพไทยแล้วแจ้งความว่า      “คนหนึ่งชื่อหมอโพนไพร  คนหนึ่งชื่อน้อยป่านฟ้า  คนหนึ่งชื่อหนานเมืองมา  ลาวทั้งสามคนนี้มีสติปัญญาพอที่จะได้ราชการบ้าง  แต่หนานเมืองมาคนนั้นเป็นบุตรท้าวสุริยมหาวงศ์เมืองเชียงราย เป็นลาวพุงดำ  แต่มาอยู่ที่เมืองสุวรรณภูมิช้านานหลายปีแล้ว  เพราะเหตุด้วยอริวิวาทกับอุปฮาดเมืองเขียงราย”

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีก็มีความยินดีนัก  จึงมีบัญชาสั่งลาวทั้งสามคนให้ไปสืบราชการศึกตามทางป่าว่า      “ทัพเวียงจันทน์จะยกมาตั้งรับอยู่ที่ตำบลใดบ้าง  ถ้าไม่พบก็ให้ไปสืบถึงเมืองเวียงจันทน์ทีเดียว”

          ลาวทั้ง ๓ คนรับคำบัญชาแล้วต่างคนต่างไป  คุมไพร่กองละ ๑๕๐ คน  แยกย้ายกันไปทั้ง ๓ กอง

(https://i.ibb.co/LrJzvrb/641.jpg) (https://imgbb.com/)

          แต่นั้นมาหลายวัน  หมอโพนไพรกลับมาแจ้งความว่า      “ได้เห็นกองทัพลาวยกมาเผาบ้านเล็กเมืองน้อยตามลำแม่น้ำโขงหลายตำบล  แล้วลาวกำลังเดินทัพบกมาบ้าง  และถึงเมืองนครพนมในเวลาเช้าวันนั้น  ได้ยินเสียงปืนยิงโต้ตอบกันหลายสิบนัด  คะเนเห็นทีลาวกับไทยในกองทัพพระวิชิตสงครามเมืองนครพนมจะได้รบกันเป็นแน่  ได้ฟังอยู่จนบ่ายก็เงียบเสียงปืนลง  ครั้นจะเข้าไปใกล้เมืองนครพนมไม่ได้  ด้วยลาวตั้งทัพอยู่มาก”

(https://i.ibb.co/XZRQJRF/zsdf-08.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายน้อยป่านฟ้ากลับมาแจ้งความว่า      “ได้เห็นค่ายลาวเวียงจันทน์ตั้งอยู่ที่ทุ่งบกหวานหลายค่าย  ค่ายกลางเล็ก  แต่ค่ายริมสองข้างนั้นโต  กว้างใหญ่กว่าค่ายกลาง  ผิดประหลาดกับธรรมเนียมพิชัยสงคราม  ไม่มีค่ายปีกกาตามตำราทัพ  ถ้าจะแลดูทางหน้าค่ายนั้นเห็นเป็น ๓ ค่าย  ถ้าจะแลดูทางข้างค่ายนั้นเห็นเป็นค่ายเดียว  เพราะตั้งค่ายริมสูงใหญ่โตกว้างขวางกว่าค่ายกลาง  ตั้งชิดติดเนื่องกันทั้ง ๓ ค่าย  ลาวเวียงจันทน์ตั้งค่ายอย่างนี้ดูท่วงทีเป็นรูปพรรณแม่ไก่กกลูก  ถ้าใต้เท้ากรุณาเจ้ายกกองทัพไทยไปตั้งเป็นกระบวนกากางปีกให้เป็นนามกรอริกันกับรูปค่าย  ยกออกไปสู้รบกับข้าศึกก็จะได้ชัยชนะแก่ลาวเป็นมั่นคง  กับได้พิเคราะห์ดูรี้พลลาวในค่ายและนอกค่ายนั้น  ประมาณดูราวสัก ๗,๐๐๐ เศษ  แต่แม่ทัพลาวนั้นเป็นเจ้าอนุหรือเจ้าราชวงศ์ยังสงสัยอยู่  หารู้แน่ไม่”

(https://i.ibb.co/820W8Sp/Unti-tle-d-13.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายหนานเมืองมาลาวพุงดำกลับมาแจ้งความว่า      “ได้ไปสืบข่าวราชการศึกได้ใจความมาแต่เขมรป่าดงว่า  เจ้าสุทธิสาร กับเจ้าราชวงศ์ เจ้าโอ ทั้งสามนี้  ไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมครอบครัวลาวที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่าดง  ได้มาเข้าเป็นกำลังหลายพันเกือบหมื่น  กำลังจัดกองทัพมาตีเมืองตามลำแม่น้ำโขง  เดี๋ยวนี้เจ้าราชวงศ์ยกลงมาตั้งอยู่ที่เมืองศรีษะเกศ  เจ้าสุทธิสารมาตั้งอยู่เมืองเดชอุดม  เป็นสองทัพใหญ่ ๆ  กำลังจัดแจงช้างม้าโคต่างกระบือเกวียน  จะถ่ายลำเลียงขนเสบียงอาหารไปไว้ที่เมืองภูเขียว  แล้วจะยกไปตีเมืองนครราชสีมาอีก  คราวนี้ราษฎรพลเมืองลาวมีความนิยมนับถือเข้าเป็นกำลังเจ้าราชวงศ์มาก  เพราะสงสารเจ้านายเก่าแก่ของตน  ได้ความตกยากลำบากนัก  จึงเข้าช่วยกู้บ้านกู้เมืองให้เจ้านายของตนเป็นใหญ่  เจ้าเมืองกรมการเพี้ยท้าวพระยาลูกลาวผู้ใหญ่ไม่สู้จะเข้าด้วย  หลีกเลี่ยงเข้าป่าเข้าดงไปเสียมากหลายบ้านหลายเมือง  เพราะเห็นว่าเจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์เป็นคนพาลคนโกง  ก่อการให้บ้านเมืองได้ความเดือดร้อนเปล่า ๆ  หาประโยชน์แก่ตนฝ่ายเดียว  ผลประโยชน์ของพลเมืองราษฎรจะเสียไม่ว่า  หาแต่การงานของตนตามใจพาล  เพราะฉะนั้นเจ้าบ้านผ่านเมืองขุนนางลาวท้าวผู้ใหญ่ไม่เข้าด้วย  หนีไปอยู่ป่าดงเสียมาก  ได้ยินข่าวเล่าลือกันที่ในป่าดงว่า  เจ้าราชวงศ์จับเจ้าเมืองเขมราชเขมร  และกรมการเมืองเขมร  เมืองเขมราชเขมรฆ่าตายหมด   และครอบครัวเขมรชาวเมืองเขมราช  ทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์รวม ๒๕๐ คนนั้น  ลาวนำไฟคลอกตายหมดทั้ง ๒๕๐ คน  ที่หนีไปได้บ้างก็มีมาก
          ที่เจ้าราชวงศ์ฆ่าเจ้าเมือง กรมการ และราษฎรเมืองเขมรราชเขมรนั้น  เห็นจะเป็นเพราะไม่ยอมเข้าด้วยจึงฆ่าเสีย  กับทราบว่าพระยาสงครามเวียงไชย  ขุนนางผู้ใหญ่ในค่ายเจ้าอนุนั้น  หนีมาอยู่กับเจ้าราชวงศ์  เพราะเหตุเดิมนั้นเจ้าอนุใช้ให้พระยาสงครามเวียงไชยเป็นแม่ทัพรักษาค่ายทุ่งส้มป่อยและค่ายเขาสาร  ก็แตกแก่ไทยทั้งสองตำบล  เจ้าอนุสงสัยว่า  พระยาสงครามเวียงไชยเป็นไส้ศึกแก่ไทย  จึงปล่อยให้ค่ายทั้งสองตำบลนั้นแตกโดยง่าย  เจ้าอนุโกรธพิฆาตโทษพระยาสงครามเวียงไชยไว้ว่า  ถ้าพบจะนำดาบสับให้ละเอียดมิให้กากลืนแค้นคอ  พระยาสงครามเวียงไชยรู้ตัวกลัวเจ้าอนุยิ่งนัก  จะหนีไปทางไหนก็ไม่ได้  เมื่อมาพบเจ้าราชวงศ์ตั้งทัพอยู่ที่ทุ่งบกหวาน  พระยาสงครามเวียงไชยจึงเข้ามาหาขอช่วยราชการต่อไปโดยการจวนตัว  แต่ไม่สู้จะได้ไว้วางใจทีเดียว  กลัวเจ้าราชวงศ์จะจับตัวส่งไปให้แก่เจ้าอนุบิดาฆ่าเสีย”

(https://i.ibb.co/VCD5b5W/Unt-itle475d-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          เหตุการณ์ทั้งนี้  หนานเมืองมาได้ทราบมาแต่ปากลาวชาวเวียงจันทน์ในค่ายเจ้าราชวงศ์ที่ทุ่งบกหวาน  ออกจากค่ายมาหาเผือกมันในป่ากิน  หนานเมืองมาเห็นดังนั้นจึงชักม้าไล่โอบหลังจับได้ ๑๕ คน  ส่งมายังค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี  แต่นำปืนยิงตายเสีย ๓ คน  เพราะมันต่อสู้จึงฆ่าตาย

(https://i.ibb.co/44gR4zb/Untidfdftled-4.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ทราบความตามลาวชาวเมืองสุวรรณภูมิทั้ง ๓ คนมาชี้แจงข่าวศึกดังนั้นแล้ว  ก็มีความยินดีเป็นอันมาก  จึงได้พูดกับนายทัพนายกองว่า

           “อันพระยาสงครามเวียงไชยอยู่ในค่ายเจ้าราชวงศ์ครั้งนี้  เหมือนหนีเสือมาปะจระเข้  เปรียบอีกอย่างหนึ่งเหมือนปลาขังอยู่ในข้อง  นับวันแต่จะตาย  อนึ่งพระยาสงครามเวียงไชยผู้นี้ก็เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ในเมืองเวียงจันทน์  ไม่ใช่คนโง่เง่า  ดีร้ายคงจะหาโอกาสช่องหนีลาวมาหาที่พึ่งให้พ้นภัย  ถ้าเราหาช่องบอกเข้าไปว่าจะรับธุระอุปถัมภ์ดังนั้นแล้ว  คงจะหนีออกมาหาเราเป็นมั่นคง  ถ้าเราได้ตัวพระยาสงครามเวียงไชยมาไว้ในค่ายเราแล้ว  การที่จะทำศึกสงครามกับลาวเมืองเวียงจันทน์นั้น  เปรียบเหมือนลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือของเรา”

          เจ้าพระยาราชสุภาวดีคิดดังนั้นแล้ว  จึงมีบัญชาสั่งนายทัพนายกองทั้งหลาย  ให้ตระเตรียมช้างม้าโยธาหาญไว้ให้พร้อม  รุ่งขึ้นจะยกกองทัพไปตั้งค่ายใหญ่ที่ทุ่งบกหวาน  จะได้ดูท่วงทีข้าศึกลาวจะหนักเบาประการใด

(https://i.ibb.co/5LGxh5v/dff-13.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นวันเสาร์ เดือนสิบ ขึ้นสองค่ำ ได้มหาพิชัยฤกษ์  เจ้าพระยาราชสุภาวดีกรีธาทัพขึ้นไปตั้งค่ายที่ตำบลทุ่งบกหวาน  ห่างค่ายเจ้าราชวงศ์ประมาณ ๖๐ เส้นเศษ  ครั้งนั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาสั่งให้นายทัพนายกองตั้งค่ายใหญ่เป็นรูปกากางปีกตามความคิดของลาวชาวสุวรรณภูมิ  ซึ่งจะได้เป็นนามค่ายอริกันกับค่ายศัตรู  แล้วขุดสนามเพลาะปักขวากหนามตามตำราพิชัยสงคราม  และตั้งค่ายชักปีกกาถึงกันทั้ง ๗ ค่าย  เป็นค่ายมั่นคงแข็งแรงด้วย

(https://i.ibb.co/jMCf6p2/AK111589.png) (https://imgbb.com/)

          ตั้งค่ายเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้รบกัน  ขณะนั้นหนานเมืองมาลาวพุงดำต้องเกณฑ์เข้ากระบวนทัพด้วย  จึงกราบเรียนเจ้าพระยาราชสุภาวดีขออาสาจะไปเจรจาแทะโลมพระยาสงครามเวียงไชยในค่ายข้าศึกมาให้จงได้  จะขอไปพูดด้วยอุบายซึ่งได้เรียนไว้แล้วนั้น  เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงให้ประคำทองคำสายหนึ่งเป็นรางวัล  แล้วเขียนหนังสือประทับตราให้ฉบับหนึ่งความว่า      “แม่ทัพไทยได้ตั้งให้หนานเมืองมาเป็นนายทัพนายกองปีกหนึ่ง  เพื่อจะได้นำหนังสือสำคัญนั้นไปสำแดงให้พระยาสงครามเวียงไชยเห็น  แล้วจะได้ไว้ใจว่า  หนานเมืองมาเป็นนายทัพมียศบรรดาศักดิ์จริง”....

(https://i.ibb.co/brZqYd8/fsf-07.jpg) (https://imgbb.com/)

          * ทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีเคลื่อนเข้าไปตั้งค่ายใกล้ค่ายทัพเจ้าราชวงศ์แล้ว  นับเป็นความโชคดีของเจ้าพระยาราชสุภาวดี  ที่ได้ลาวชาวสุวรรณภูมิมาช่วยงานถึง ๓ นาย
          ลาวน้อยป่านฟ้าอ่านลักษณะค่ายของเจ้าราชวงศ์ได้ชัดเจนว่าเหมือนแม่ไก่กกลูก  จึงเสนอแนะให้เจ้าพระยาราชสุภาวดียกเข้าไปตั้งค่ายเป็นรูปนกใหญ่กางปีกข่มแม่ไก่
          ฝ่ายหนานเมืองมา ลาวพุงดำบุตรข้าราชการผู้ใหญ่เมืองเชียงรายมารับใช้ในกองทัพ  คนผู้นี้เป็นคนรอบคอบ  ไปสืบราชการข่าวลาวมาได้อย่างละเอียด  และยังอาสาจะ  “เข้าถ้ำเสือไปเอาลูกเสือ”  อีกด้วย  หนานเมืองมาจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมเอาตัวพระยาสงครามเวียงไชยออกมาอยู่กับทัพไทยได้หรือไม่  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 22, เมษายน, 2563, 10:25:40 PM
(https://i.ibb.co/JcFjD25/sdfs1.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓๗ -

พระยาสงครามเวียงไชยได้เพื่อนรัก
พากันหักค่ายหนีสมที่หวัง
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพรับประทัง
แล้วแต่งตั้งหนานเมืองมาเป็นทางการ

ให้เป็นแสนท้าวโยนะกะราช
มีอำนาจควบคุมขุมทหาร
ให้ตั้งค่ายหน้าทัพน้อมรับงาน
ประจัญบานทัพลาวเจ้าราชวงศ์


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้คนของเมืองสุวรรณภูมิที่เจ้าศรีวอคัดเลือกมาให้ ๓ นาย  จึงส่งออกไปสืบข่าวราชการศึกได้ความมาชัดเจนแล้ว  จึงสั่งให้กำลังพลเคลื่อนทัพจากที่เดิมเข้าไปทุ่งบกหวาน  แล้วตั้งค่ายเป็นรูปนกกางปีก  ข่มค่ายเจ้าราชวงศ์ที่ตั้งแบบแม่ไก่กกลูก  รอเวลาได้ฤกษ์ที่จะเข้าโจมตี  หนานเมืองมาชาวสุวรรณภูมิที่ได้รับคำสั่งให้ไปสืบข่าวราชการศึกนั้น  ขอรับอาสาเข้าไปในค่ายเจ้าราชวงศ์  เพื่อเกลี้ยกล่อมพระยาสงครามเวียงไชยให้ออกมาสวามิภักดิ์ทัพไทยให้จงได้  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

           “ฝ่ายหนานเมืองมาแต่งตัวปลอมเป็นชาวป่า  หาบผักหักฟืนเดินหลงทางไปใกล้ค่ายเจ้าราชวงศ์  ขณะนั้นกองตระเวนข้างลาวเวียงจันทน์เห็นดังนั้นก็จับหนานเมืองมาได้  แล้วเลิกผ้าที่นุ่งออกดูก็รู้ว่าเป็นลาวพุงดำ  เพราะมีรอยสักน้ำหมึกที่ท้องและขาเป็นสำคัญสังเกตได้  กองลาดตระเวนด่านจับหนานเมืองมาส่งเจ้าราชวงศ์  หนานเมืองมาให้การว่า  เป็นชาวป่ามาหาผักหักฟืน  เดิมบิดาเป็นข้าส่วยขึ้นแก่พระยาสงครามเวียงไชย  บิดาตายเสียหลายปีแล้ว”

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์จึงมีกระทู้ถามว่า      “กองทัพใหญ่ของเจ้านายยกมาตั้งอยู่ดังนี้  ควรหรือเอ็งเป็นแต่ชาวชนบทบ้านป่า  บังอาจมาสอดแนมด้อมมองกองทัพกูผู้เป็นเจ้านาย  โทษมึงถึงตาย  มึงจะว่าอะไรให้ว่าไป”

          ฝ่ายหนานเมืองมามิได้พรั่นพรึงกลัวเลย  จึงตอบว่า      “ตัวข้านี้เป็นชาวป่าเปรียบเหมือนหญ้าแพรก  ซึ่งช้างสารจะชนกันนั้น  หาใช่การงานของข้าพเจ้าไม่  การของข้าพเจ้ามีแต่จะเก็บผักหักฟืนไปเลี้ยงบุตรภรรยาเท่านั้น  หยุดไม่ได้  ต้องจำไปในระหว่างศึกสงคราม  ตามเพศข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนยากจนเข็ญใจ  จะหยุดรอกองทัพท่านไปแล้วจึงจะมาหากินนั้น  กลัวจะอดตาย  จึงได้กล้าหาญมาดังนี้”

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ได้ฟังดังนั้นแล้วก็มีความสงสารจึงมิได้ฆ่า  สั่งให้ส่งตัวอ้ายลาวพุงดำไปให้พระยาสงครามเวียงไชยนายมัน  แต่ว่าอย่าปล่อยให้กลับออกไปจากค่าย  จะเป็นกลอุบายอย่างใดก็ไม่แจ้ง  ครั้นหนานเมืองมาได้พบกับพระยาสงครามเวียงไชย  พระยาเวียงไชยไม่อาจที่จะกลั้นน้ำตาไว้ได้  ด้วยเป็นมิตรสหายที่รักร่วมใจกันมาช้านานแล้ว

          ฝ่ายหนานเมืองมาจึงได้แจ้งความลับให้พระยาสงครามเวียงไชยได้ฟังว่า      “บัดนี้เราได้เป็นนายทัพนายกองของไทย  เรามียศใหญ่ได้พระราชทานประคำทองสายหนึ่ง  และมีหนังสือคู่มือสำหรับตัวเราด้วยว่าเราเป็นนายทัพแล้ว  ครั้นเราได้รู้ว่าสหายมาตกอยู่ในค่ายเจ้าราชวงศ์  เปรียบเหมือนปลาอยู่ในข้อง  คงจะตายไม่ช้าก็เร็ว  เพราะฉะนั้นเราจึงอุตส่าห์แปลงกายปลอมเข้ามาในค่าย  ด้วยหวังใจมารับสหายไปให้พ้นข้าศึกศัตรูดังนี้  เราเข้ามาทั้งนี้เหมือนหนึ่งนำชีวิตมารอกับคมดาบ  อย่าชักช้าเลยจงรีบไปกับเราเถิด  เราจะพาสหายไปถวายตัวกับแม่ทัพไทย  ท่านแม่ทัพคงจะชุบเลี้ยงให้ท่านคงยศบรรดาศักดิ์  และมีความสุขดุจดังเก่า”

          ฝ่ายพระยาสงครามเวียงไชย  ครั้นได้ฟังคำสหายที่เชื่อถือกันมาแต่ก่อนมาชี้แจงให้ฟังดังนั้นแล้ว  ก็มีความยินดีที่จะตามหนานเมืองมาไปหาแม่ทัพไทย  จะได้พ้นจากศัตรูที่ใกล้  ถึงมาทแม้นจะตายก็ยอมตายที่ไกล  ห่างจากชาติเดียวกัน  จึงจะไม่อัปยศ  แล้วพระยาสงครามเวียงไชยจึงประกาศแก่เทพยดาว่า

           “ตัวเราหาความผิดมิได้  เหตุใดเจ้าอนุจึงได้อาฆาตพยาบาท  มุ่งหมายจะทำลายล้างชีวิตเราผู้ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต  สู้อุตสาหะรับอาสาทำการศึกสงคราม  โดยกตัญญูหาผู้เสมอเรามิได้  ตั้งแต่วันนี้สืบไปวันหน้า  ข้าพเจ้ากับเจ้าอนุเป็นขาดข้าขาดเจ้าขาดเหล่าขาดตระกูลกันแต่วันนี้เถิด”

          ครั้นประกาศเทพยดาอารักษ์ดังนี้แล้ว  จึงว่า      “ถ้าเราขืนอยู่ในค่ายเจ้าราชวงศ์ดังนี้  เห็นทีจะไม่พ้นอันตรายแก่ตัวเรา  จำเป็นจำจะต้องไปตามสหาย  ถึงว่าจะตายก็จะสู้ตายด้วยดาบหน้า”      พระยาสงครามเวียงไชยพูดจาดังนั้นแล้ว  ครั้นเวลาค่ำจึงผูกม้าที่มีฝีเท้าอันรวดเร็วสองม้า  ครั้นเวลาสามยามสงัดคน  พระยาสงครามเวียงไชยจึงขึ้นม้าดำถือดาบสองมือสะพายปืนกระบอกหนึ่ง     หนานเมืองมาขึ้นม้าแดงถือดาบสองมือสะพายปืนกระบอกหนึ่ง  พร้อมกันทั้งสองคนจึงชักม้าเป็นสะบัดย่างสะเทิ้นทั้งสองม้า  ตรงเข้าไปที่ประตูค่ายเจ้าราชวงศ์

          ฝ่ายพระยาสงครามเวียงไชยชักดาบฟันลาวที่รักษาประตูค่ายข้างซ้าย  ตายพร้อมกันทีเดียว ๖ คน  ฝ่ายหนานเมืองมาชักดาบฟันทหารลาวที่รักษาประตูค่ายข้างขวา  ตายทีเดียวพร้อมกัน ๖ คนเหมือนกัน  ในค่ายลาวเอิกเกริกอื้ออึงเป็นโกลาหล  ผู้คนแตกตื่นกันเป็นอลหม่าน  ฝ่ายพระยาสงครามเวียงไชยกับหนานเมืองมาทั้งสองคนนั้น  ชักม้าเป็นบาทย่องผยองใหญ่ควบไปหากองทัพไทย  ขณะควบม้าไปนั้นพบกองตระเวนลาว ๘ คน  นั่งเป็นกองอยู่  ลาวเวียงจันทน์กองตระเวนเห็นดังนั้น  ลุกขึ้นสกัดม้าพระยาสงครามเวียงไชยกับหนานเมืองมา  หนานเมืองมานำปืนยิงออกไปสองนัด  ถูกลาวกองตระเวนตายบ้างเจ็บบ้างลำบากบ้าง  จึงได้ควบม้าเลยไปถึงที่หน้าค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี

          ฝ่ายหนานเมืองมาพาพระยาสงครามเวียงไชยเข้าไปหาท่านแม่ทัพใหญ่ในค่าย  แล้วกราบเรียนกิจการที่ได้ไปพูดจาแทะโลมพระยาสงครามเวียงไชยได้มานั้น  แต่ต้นจนปลายให้ทราบเสร็จสิ้นทุกประการ

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงปราศรัยกับพระยาสงครามเวียงไชยว่า      “ท่านจงอุตส่าห์อาสาราชการจนเสร็จศึกแล้ว  เราจะกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ท่านมีความชอบถึงขนาด”      แล้วได้ไต่ถามการบ้านเมืองเวียงจันทน์  และข่าวศึก ณ ค่ายเจ้าราชวงศ์ต่อไป  ได้ข้อความสิ้นเสร็จแล้ว  จึงให้พระยาสงครามเวียงไชยถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อหน้านายทัพนายกอง  เสร็จแล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงให้ตั้งหนานเมืองมาเป็น  "แสนท้าวโยนะกะราช"  ให้มีเครื่องยศเจียดหมากเต้าน้ำเงินกะไหล่ทอง  ประคำกะไหล่ทองสาย ๑   สับปะทนแดงคัน ๑   ตามที่พระราชทานขึ้นมาสำหรับเครื่องยศนายทัพนายกองที่มีความชอบต่อกิจราชการทัพศึก

          ให้แสนท้าวโยนะกะราช เป็นแม่กองคุมพลทหารลาวชาวเมืองสุวรรณภูมิ ๑,๐๐๐ คน
          ให้หมอโพนไพรกับน้อยป่านฟ้า  ทั้งสองนั้นเป็นปลัดซ้ายขวา  ชื่อท้าวอินทร ๑   ท้าวพรหม ๑   คุมทหารกองละ ๕๐๐   รวมเป็น ๒,๐๐๐ คน  ยกไปตั้งค่ายอยู่หน้าค่ายพระยานครสวรรค์แม่ทัพหน้าทุ่งบกหวาน

          ครั้นวันศุกร์ เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบค่ำ  เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งให้พระยาสงครามเวียงไชยแต่งกายนุ่งผ้าเกี้ยวสอดสนับเพลาคาดเจียระบาด  สวมเสื้อสนอบอัตลัดดอกใหญ่พื้นชมพู  โพกศีรษะแพรสีทับทิมขลิบทองเป็นหูกระต่าย  สะพายดาบฝักแดงบั้งทองมือถือทวนพู่จามรี  ขึ้นขี่ม้านำหน้าทหารม้า ๓๐ ม้า  ควบม้าไปรำล่ออยู่หน้าค่ายเจ้าราชวงศ์  ร้องเพลงเย้ยเป็นสามารถ  เพื่อจะเย้ายั่วโทโสเจ้าราชวงศ์ให้ไล่ติดตามมาถึงหน้าค่ายกองทัพไทย...........”

          * หนานเมืองมา ลาวพุงดำเชื้อสายขุนนางเมืองเชียงรายคนนี้  มีทั้งใจและฝีมือกล้าแข็งมากทีเดียว  สามารถบุกเข้าไปในถ้ำเสือเอาลูกเสือออกมาได้  ก็สมแล้วที่ได้รับการแต่งตั้งกลางทัพให้เป็นแสนท้าวโยนะกะราช      “แสนท้าว”   เป็นยศของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของลาวล้านนาล้านช้าง  น่าจะเทียบได้กับ  พระ  หรือ  พระยา  ทีเดียว   “โยนะกะราช”   จะแปลว่า   “เจ้าแคว้นเหนือ”  ก็ได้  หรือ   “ผู้เป็นใหญ่แคว้นเหนือ”  ก็ได้   โยนะกะ  คือ  “โยนก”   หมายถึง  เชียงแสน

          ตอนนี้เข้มข้นแล้ว  เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งให้พระยาสงครามเวียงไชยแต่งกายในตำแหน่งแม่ทัพนายกองไทย  พาทหารม้าไปรำ ร้องเพลง หน้าค่ายลาว  จะล่อให้เจ้าราชวงศ์โมโหแล้วไล่ตามมา  จะสำเร็จหรือไม่  พรุ่งนี้ก็มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 23, เมษายน, 2563, 11:24:45 PM
(https://i.ibb.co/6XC9jvX/image.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓๘ -

เจ้าราชวงศ์ไล่ล่าพระยาเก่า
จนเลยเข้าปีกกาล่าจนหลง
ถูกไทยล้อมรุกรบฝุ่นกลบดง
ลมสงบซบผง เห็นองค์กัน

เจ้าราชวงศ์ทะยานม้าหาแม่ทัพ
ได้รบรับกลางวงบ่ทรงยั่น
แม่ทัพไทยเสียท่าเพราะม้านั้น
ล้มคับขันจวนสิ้นแรงถูกแทงตาย


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  หนานเมืองมาปลอมตัวเข้าไปในค่ายเจ้าราชวงศ์  แล้วพาพระยาสงครามเวียงไชยหนีออกจากค่าย  มาหาเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้โดยสวัสดิภาพ

          เจ้าคุณแม่ทัพแต่งตั้งให้หนานเมืองมาเป็น  แสนท้าวโยนะกะราช
          ให้หมอโพนไพร เป็น  ท้าวอินทร
          ให้น้อยป่านฟ้า เป็นท้าวพรหม

(https://i.ibb.co/p107z4G/Untitle-d-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          แสนท้าวโยนะกะราช คุมทหาร ๑,๐๐๐    ท้าวอินทร  ท้าวพรหม คุมทหารคนละ ๕๐๐   รวมกันเป็นทหาร ๒,๐๐๐   ยกไปตั้งค่ายอยู่หน้าค่ายพระยานครสวรรค์  วันรุ่งขึ้นสั่งให้พระยาสงครามเวียงไชยแต่งตัวแบบนายทัพนายกองทหารไทย  ขี่ม้านำหน้าทหารม้า ๓๐ ม้า  ไปรำดาบร้องเพลงยั่วเย้าเจ้าราชวงศ์อยู่หน้าค่ายลาว  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/HT0kNsV/2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งพระยาพิชัยรณฤทธิ์  พระยาวิชิตณรงค์  ให้คุมพลทหารกองละ ๕๐๐   ยกไปซุ่มซ่อนพลเรี่ยรายอยู่ตามป่าสองข้างทางสนามรบ
          สั่งให้ จ้าวอ้น, จ้าวปาน  บุตรเจ้าศรีวอเมืองสุวรรณภูมิ  เป็นนายทัพม้าเร็ว ๑๐๐ ม้า  เป็นกองหนุนทัพซุ่มซ่อน
          สั่งให้พระยามหาสงครามกับพระพิชัย  คุมไพร่พลกองละ ๓๐๐   เป็นปีกซ้ายปีกขวาของทัพหนุน
          สั่งให้หลวงวิสูตรโยธามาตย์, หลวงราชโยธาเทพ  คุมพลกองละ ๓๐๐   เป็นทัพกระหนาบ
          สั่งให้พระยารามกำแหง  คุมพลทหาร ๕๐๐ เป็นกองโจรก้าวสกัดตัดกำลังศึก
          แล้วแต่งกองซุ่มซ่อนเสือป่าแมวเซาไว้สรรพ  ตามตำราพิชัยสงครามรวมเสร็จ  เผื่อเจ้าราชวงศ์จะเป็นบ้าสงครามยกกองทัพไล่ติดตามพระยาสงครามเวียงไชยมาในครั้งนี้  ก็เป็นที่สมความคิดเราแล้ว  ถ้ามิสมดั่งคิดไว้ก็จะได้รู้กำลังศึกด้วย

(https://i.ibb.co/NWKbQ89/13.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพหลวง  มีบัญชาสั่งให้พระยาราชสงคราม  คุมทหาร ๕๐๐ ยกไปตั้งซุ่มพลอยู่ในที่ป่าละเมาะข้างตะวันออก  ถ้าเห็นม้าใช้ในกองทัพไทยไปบอกว่า  เจ้าราชวงศ์ไล่พระยาสงครามเวียงไชยเข้ามาในวงพาดที่ล้อมปีกกาไทยแล้วเมื่อใด  ให้พระยาราชสงครามต้อนพลทหารโห่ร้องทะลวงยกเข้าตีค่าย  และปล้นค่ายเจ้าราชวงศ์ข้างหลัง  อย่าให้ลาวทันตั้งตัวได้  จงเร่งตีให้แตกแต่ในเวลาเดียวให้จงได้  แล้วให้นำไฟจุดคบเผาค่ายลาวเสียให้สิ้น  ลาวจะได้หย่อนกำลังลง  ถ้าพระยาราชสงครามมิทำได้ดังสั่งนั้น  ก็อย่าให้พระยาราชสงครามกลับมาหาทัพหลวงเลย  ให้คิดพาตนรอดไปหาที่พึ่งให้พ้นภัยเถิด  ฝ่ายพระยาราชสงครามยกพลทหารไปซุ่มอยู่  ห่างค่ายเจ้าราชวงศ์ประมาณ ๖๐ เส้น

(https://i.ibb.co/j4KVHKg/101.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าพระยาราชสุภาวดี  สั่งให้พระยาราชรองเมืองแม่ทัพหน้าให้อยู่รักษาค่ายหน้าให้มั่นคง
          ให้พระยาวิเศษสงครามคุมพลทหาร ๕๐๐ เป็นทัพแซงตามชายป่า
          ให้พระสินธพคุมพลทหารม้ากองนอก ๑๐๐ ม้า  เป็นกองร้อยคอยเหตุ  สำหรับแจ้งข้อราชการศึกหนักเบาทุกทัพทุกกอง
          สั่งให้เจ้าอุปราชเมืองสุวรรณภูมิ กับพระเทพภักดี  ผู้ช่วยราชการเมืองนครราชสีมาเป็นบุตรเจ้าพระยานครราชสีมา  คุมทหารลาวเมืองสุวรรณภูมิ ๕๐๐  ยกไปตั้งเป็นปีกกาโอบทางข้าศึกจะมานั้น

(https://i.ibb.co/9rhy3p2/Untit-led-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้งนั้นพอพระยาณรงค์สงครามจางวางส่วยทอง  กับพระยาประสิทธิ์คชลักษณ์จางวางกรมช้างกองนอกเมืองนครราชสีมา  ยกพลช้างม้ามาถึง  จึงให้เข้าในกระบวนทัพใหญ่  ยกไปตั้งรักษาทางฝั่งแม่น้ำโขงด้านหน้าค่ายพระยาราชรองเมือง  เพราะช้างม้าจะได้อาศัยน้ำท่าด้วย  แต่ให้แบ่งทหารกองพระมหาดไทยเมืองนครราชสีมา  กับทหารกองพระพลสงครามเมืองนครราชสีมา  ออกมาเป็นสองกอง  กองละ ๒๐๐ คน  ให้ไปรักษาด่านทางข้างเขมรไว้ด้วย

          ครั้นจัดทัพพร้อมเสร็จแล้ว  พระยาสงครามเวียงไชยขึ้นม้าพร้อมด้วยทหารม้า ๓๐ ม้า  ไปรำทวนเยาะเย้ยอยู่หน้าค่ายเจ้าราชวงศ์  เพื่อจะล่อให้โกรธ  

(https://i.ibb.co/Wtm2sZK/Untdfitled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งเจ้าพนักงานให้ผูกม้าสีจันทน์เป็นม้าสำคัญชื่อว่า  "เหลืองป่อง"  ที่กีบเท้าทั้งสี่มีสีเหมือนทอง สูงศอกคืบ ๑๑ นิ้ว  กำลังกลางตัวม้านั้น ๑๔ กำ  ม้าเหลืองป่องม้านี้มีฝีเท้าม้าว่องไว  ทั้งย่างน้อยย่างใหญ่ได้คล่องแคล่ว  และเคยศึกสงครามมามาก  ไม่ย่อท้อต่อเสียงปืน  เจ้าพนักงานผูกเบาะอานเครื่องมั่นพร้อมแล้วจูงมาเทียบเกยหน้าค่าย  ฝ่ายเจ้าพระยาราชสภาวดีแต่งกายพร้อมด้วยเครื่องสรรพยุทธพร้อมเสร็จ  จึงสวมเสื้อหมวกทรงประพาส  คาดรัดประคตหนามขนุน  สวมแหวนนพเก้าแล้วขึ้นม้าเหลืองป่อง  ดำเนินทัพออกจากค่าย  ครั้งนั้นประดุงดังจอมพยุหโยธาของบรมจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า  เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดีขี่ม้ามาถึงท้องสนามรบหน้าค่ายพระยาราชรองเมือง  จึงตรวจพลทหารทุกทัพทุกกอง  เห็นพอจะทำการยุทธสงครามใหญ่ได้

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์อยู่ในค่ายใหญ่  ได้เห็นพระยาสงครามเวียงไชยขี่ม้ารำล่อยู่หน้าค่ายดังนั้นก็โกรธ  จึงร้องไปด้วยสุรเสียงอันดังว่า

           “อ้ายพระยาสงครามเวียงไชย  อ้ายทรยศต่อเจ้านายแล้วหนีไปหาไทย  ได้กลับมาพูดจาหยาบหยามเยาะเย้ยอยู่หน้าค่าย  ให้กูได้ความอัปยศอดสูแก่ไพร่พล  ถ้ากูจับมึงได้เมื่อใดกูจะแล่เนื้อเอาเกลือทา  จะสับมิให้กากลืนแค้นคอเลย”

(https://i.ibb.co/Dbt7SfX/Untifgtled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าราชวงศ์พูดดังนี้แล้วจึงจัดพลทหารเป็นหมวดเป็นกอง  เพื่อจะยกเป็นกระบวนทัพใหญ่ออกไปจับพระยาสงครามเวียงไชยให้ได้ในวันนี้  ถ้าเป็นท่วงทีจะยกเลยลงไปตีค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีให้แตกเสียด้วยในคราวนี้ทีเดียว  ครั้นจัดกองทัพพร้อมแล้ว  จึงเจ้าราชวงศ์แต่งกายนุ่งผ้าแดง  สวมเสื้อแพรสีแดงปักทอง  โพกศีรษะแพรสีแดงมีครุย  ขี่ม้าแดงเป็นสง่า  ดำเนินทัพออกจากค่าย ไล่พระยาสงครามเวียงไชยไปเป็นอลหม่าน  ไม่เป็นกระบวนศึกสงครามได้  ครั้งนั้นผงคลีเป็นละอองฟุ้งตลบไปทั่วทั้งท้องทุ่งเป็นควันมัวมืดไปหมด

          ฝ่ายพระยาสงครามเวียงไชยควบม้าวางใหญ่  ล่อให้เจ้าราชวงศ์ไล่ติดตามตามไปโดยคำสั่งท่านแม่ทัพไทย

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์กับทหารสนิทที่ติดตามไปทัน  ก็ไล่เลยหลงเข้าไปในปีกกากองทัพไทย  ซึ่งตั้งซุ่มไว้ตามชายป่าหาเห็นไม่  เพราะด้วยผงคลีฟุ้งตลบกลุ้มไปทั้งป่าและท้องทุ่ง

(https://i.ibb.co/vvNhYmy/Untidftled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ยืนม้าอยู่กลางทุ่งบกหวาน  ได้เห็นเจ้าราชวงศ์ขี่ม้าไล่พระยาสงครามเวียงไชยเข้ามาในที่ล้อมปีกกาไทยดังนั้นแล้ว  จึงสั่งทหารม้าใช้ให้ไปบอกนายทัพนายกองปีกกา  ให้โอบหลังล้อมพลลาวไว้  อย่าให้ลาวฟันฝ่าปีกกาออกไปได้  นายทัพนายกองปีกกาได้ทราบดังนั้นก็ทำตามคำสั่งของท่านแม่ทัพทุกประการ

(https://i.ibb.co/m0XF1nY/Untitl-ed-41.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นลมสงบละอองผงคลีสว่างแล้ว  ลาวกับไทยได้เห็นกายกันถนัดชัดเจน  เจ้าราชวงศ์รู้ว่าไล่เลยเข้ามาในปีกกาที่ล้อม  เป็นการเสียท่วงทีจะถอยหนีก็ไม่ทัน  จำเป็นจำใจสู้รบด้วยจวนตัว  จึงต้อนพลทหารเข้ายิงแย่งแท่งฟันประจัญบานด้วยอาวุธสั้นถึงตะลุมบอน  พลลาวไทยตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย  แต่พลลาวอยู่ในที่ล้อมตายมาก  พลทหารไทยทุกทัพทุกกองก็หนุนเนื่องกันเข้าล้อมลาวและต่อรบด้วยลาว  ดุงดั่งคลื่นในมหาสมุทร

          ขณะนั้นฝ่ายเจ้าราชวงศ์อยู่ในที่ล้อม  จึงหาช่องทางที่จะฟันฝ่าแหวกกองทัพไทยออกไปฝ่ายเดียว  จึงแลไปข้างประจิมทิศ  ก็เห็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีสวมมาลาขี่ม้ายืนอยู่ท่ามกลางพลทหารทั้งหลาย  เจ้าราชวงศ์จึงเข้าใจว่าแม่ทัพใหญ่เข้าใกล้กันวันนี้  คงจะได้กระทำยุทธหัตถ์กันเป็นมั่นคง  

(https://i.ibb.co/4sHhyLK/image.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าราชวงศ์จึงชักม้าตรงเข้าไปที่หน้าม้าเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นดังนั้น  จึงกระทืบโกลนแผงข้างม้า  ม้าก็วิ่งโผนทะยานเข้าไปใกล้เจ้าราชวงศ์  เจ้าพระยาราชสุภาวดีจะชักม้าไว้เท่าใดม้าก็ไม่หยุด  จึงเสียท่วงทีแก่เจ้าราชวงศ์  เจ้าราชวงศ์ชักม้าหยุดยืนตั้งกายเป็นหลักมั่นคงแล้ว  จึงถือหอกแทงถูกที่ข้างคอไหล่ขวาม้าเหลืองป่อง  ม้าเหลืองป่องล้มทับขาซ้ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีล้มนอนอยู่กับดินดิ้นไม่ไหว  ขณะนั้นเห็นเจ้าราชวงศ์มือถือหอกยกขึ้นจะแทงที่ท้อง  เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงกระเบ่งท้องให้พองออกรับหอกลาว  แต่ตาเขม้นจับอยู่ที่ตรงข้อมือเจ้าราชวงศ์ซึ่งกุมหอกเงื้ออยู่นั้น  ฝ่ายเจ้าราชวงศ์กุมด้ามหอกแทงลงไปที่ท้องเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงแขม่วท้องที่พองอยู่นั้นให้เหี่ยวแห้งเล็กลงไปในทันใดนั้นได้  หอกก็ปักดินลงไปแต่เฉียดท้อง  ท้องเจ้าพระยาราชสุภาวดีหาได้ทะลุไม่  เสื้อขาดสองชั้น  เนื้อเป็นริ้ว  ลึกกึ่งกระเบียด  โลหิตไหลซับ  ขณะนั้นมือซ้ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีกุมด้ามหอกเจ้าราชวงศ์กดลงกับดินไม่ให้ถอนขึ้นได้.....”

(https://i.ibb.co/WxcpFnK/e0b982e0b882e0b887-9-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          * อ่านบันทึกตอนนี้แล้วตื่นเต้นมาก  เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง)คาดการณ์วางแผนการรบรัดกุมมาก  ท่านคาดการณ์ว่าเจ้าราชวงศ์จะต้องโกรธพระยาสงครามเวียงไชยจนคลั่งคุมสติไม่อยู่  ไล่ตามมาจนติดกับกองทัพไทยเป็นแน่  แล้วก็จริงดังที่ท่านคาดการณ์ไว้  เจ้าราชวงศ์โกรธพระยาสงครามเวียงไชยสุดขีด  พาพลทหารไล่ล่าไปแบบไม่เป็นกระบวน  ม้าวิ่งเป็นฝูงสับสนจนฝุ่นฟุ้งเป็นตะวันมืดมัวไปทั้งป่า  พระยาสงครามเวียงไชยล่อให้ไล่ตามเข้าไปในค่ายปีกกาไทยได้สำเร็จ  เจ้าราชวงศ์โผนม้าเข้าหาแม่ทัพไทยแล้วตั้งหลักได้  ในขณะที่เจ้าเหลืองป่องของท่านเจ้าคุณแม่ทัพไทยเกิดพยศอะไรก็ไม่รู้  วิ่งทะยานเข้าหาข้าศึกแบบรั้งไม่อยู่  จนถูกเจ้าราชวงศ์ใช้หอกแทงใส่เข้าที่ซอกคอจนล้มลง  และไม่ล้มเปล่า  ล้มทับขาข้างซ้ายเจ้าคุณแม่ทัพจนลุกขึ้นไม่ได้  เป็นเหตุให้เจ้าราชวงศ์ได้ท่วงทีใช้หอกพุ่งแทง  กะว่าจะแทงท้องแม่ทัพไทยให้ทะลุทีเดียว  แต่เจ้าคุณแม่ทัพมีไหวพริบแก้ไข้เอาตัวรอดได้ในวินาทีสุดท้ายที่ปลายหอกปักลง  ตอนนี้ท่านจับหอกช่วงปลายของเจ้าราชวงศ์ปักพื้นไว้แน่น  เจ้าราชวงศ์ดึงหอกกลับไม่ได้  เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร  หยุดพักความตื่นเต้นหวาดเสียวไว้ก่อนนะ  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 25, เมษายน, 2563, 11:33:15 PM
(https://i.ibb.co/7YbVKRS/Untddgitled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๓๙ -

เจ้าราชวงศ์ชักดาบอย่างเร่งด่วน
“น้องม่วง”จวนตัวพลันรีบผันผาย
โผเข้าช่วยทันทีป้องพี่ชาย
ถูกดาบป่ายฟันปาดคอขาดกระเด็น

พระยาสิงห์ได้คิดชักมีดหมอ
แทงมิรอท่าไปทั้งไม่เห็น
ถูกโคนขาเจ้าลาวพลาดเส้นเอ็น
ล้มลงเป็นเป้าจนพลปืนยิง


          อภิปราย ขยายความ........................

          เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยาราชสุภาวดีเผชิญหน้ากันกลางแปลง  เจ้าราชวงศ์ชักม้าเข้าหาแม่ทัพไทย  ท่านเจ้าคุณแม่ทัพก็กระตุ้นม้าเข้าหา  เจ้าเหลืองป่องวิ่งถลันเข้าไป  เจ้าราชวงศ์ใช้หอกแทงสวนถูกซอกคอ  ม้าแม้ทัพไทยล้มลงนอนนิ่ง  ร่างทับขาซ้ายเจ้าคุณแม่ทัพจนดิ้นไม่หลุด  เจ้าราชวงศ์จ้วงแทงด้วยหอกหมายถูกตรงท้องให้ทะลุ  เจ้าพระยาสิงห์แขม่วท้องหลบคมหอกได้  แล้วจับปลายหอกปักพื้นดินไว้แน่นจนเจ้าราชวงศ์ดึงหอกกลับไม่ได้  วันนี้มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/sJdkJLb/Untifdtled-8.jpg) (https://imgbb.com/)

           “ฝ่ายเจ้าราชวงศ์เห็นว่าแทงด้วยหอกก็หาถูกไม่  จึงโดดลงจากหลังม้า  มือซ้ายกุมด้ามหอกไว้  มือขวาเอื้อมไปชักดาบสะพายแล่งข้างหลังออกมา  เงื้อจะตัดศีรษะเจ้าพระยาราชสุภาวดี  ขณะนั้นหลวงพิพิธ (ม่วง) น้องต่างมารดากันกับเจ้าพระยาราชสุภาวดีนั้น  ถือดาบสองมือวิ่งเข้าไปหมายจะช่วยแก้ไขพี่ชาย  พอเจ้าราชวงศ์ชักดาบสะพายแล่งข้างหลังออกมา  ฟันถูกคอหลวงพิพิธขาดกระเด็นไป

(https://i.ibb.co/MppLFQr/Untfgditled-7.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีนึกขึ้นได้ว่า  มีดหมอมีอยู่ในสนับเพลาเล่มหนี่งพอจะสู้ตามบุญตามกรรมลองดูที  แต่มือซ้ายกุมด้ามหอกลาวกดไว้  มือขวาชักมีดหมอออกจากสนับเพลา  แล้วเอื้อมแทงชุ่ยส่งขึ้นไปถูกโคนขาอ่อนเจ้าราชวงศ์  เจ้าราชวงศ์จึงล้มลง  ดาบหลุดจากมือ  ขณะนั้นนายเทิดกับนายทิมสองคนพี่น้อง  ถือปืนอยู่คนละกระบอกจึงยิงออกไป  กระสุนปืนถูกเจ้าราชวงศ์ที่ริมกระดูกสันหลังแห่งหนึ่ง  ถูกที่ตะโพกแห่งหนึ่ง  หาเข้าทั้งสองแห่งไม่  เป็นแต่หนังเกรียม ๆ

          ขณะนั้นทหารลาวที่ติดตามเจ้าราชวงศ์มานั้น  มันสำคัญเข้าใจว่าเจ้าราชวงศ์นายมันตาย  มันจึงได้ช่วยกันยกหามนายมันขึ้นวางบนแคร่  แล้วหามพาหนีออกไปทางด้านพระรามพินาศ  พระพิเดชสงคราม  นายกองทั้งสองนั้นมีความประมาท  หาสู้ตั้งกองล้อมโดยแข็งแรงไม่  เข้าใจเสียว่าเจ้าราชวงศ์ตายแล้ว  ที่ไหนจะหนีไปได้  เพราะฉะนั้น  จึงมีความเลินเล่อไม่ล้อมเป็นวงพาด

(https://i.ibb.co/RbqyWFP/Untitledgd-9.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นลาวหามแคร่เจ้าราชวงศ์ไปสักครู่หนึ่ง  พอเจ้าราชวงศ์ได้สติจึงลุกขึ้นจากแคร่  มือคว้าดาบได้เล่มหนึ่งที่บ่าวถือนั้น  โดดขึ้นหลังม้าฟันฝ่ากองทัพไทย  หนีแหกออกไปได้ทางด้านพระรามพิชัยและพระเขื่อนเพชรซึ่งเป็นกองวงสายนอก  หาทันระวังรักษาด้านทางไป  ด้วยตกตะลึงไปขณะที่รบกัน

(https://i.ibb.co/Q6CsP16/Untidftled-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          ขณะเจ้าราชวงศ์ฟันฝ่าหนีออกไปนั้น  เสียนายทัพนายกองและไพร่พลไทยในที่รบคือหลวงจัตุรงค์โยธี  ถูกหอกซัดลาวตายในที่รบ ๑   หลวงพินิจโยธา ถูกปืนลาวตายในที่รบ ๑   พระพรหมบุรี  ผู้รักษาเมืองพรหมบุรี  ถูกลูกปืนหลังม้าลาวยิงตาย ๑   แต่เสียขุนหมื่นพันทนายไพร่พลตายในที่รบ ๒๙ คน  ที่เจ็บป่วยลำบาก ๓๔ คน  ไพร่ลาวชาวเมืองสุวรรณภูมิถูกอาวุธลาวเวียงจันทน์ตาย ๖๘ คน   แต่ลาวเวียงจันทน์ตายในที่รบเก็บศพได้นายม้าผู้ดี ๘ คน  ไพร่ ๑๘๗ คน  ไพร่พลเวียงจันทน์ที่ตายตามทางประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ คน

          ครั้งนั้นพลทหารไทยมีความประมาทว่าล้อมลาวไว้แล้วจึงพากันยืนดูเล่นเช่นดูตีกระบี่กระบอง  ไม่ใคร่ระวังรักษาหน้าที่ด้านทางโดยกวดขัน  เพราะสำคัญเข้าใจว่าลาวน้อยตัวแล้ว  ทั้งอยู่ในที่ล้อมจะหนีไปข้างไหนให้พ้นฝีมือไทยได้

(https://i.ibb.co/xJLmJKB/Untitleds-10.jpg) (https://imgbb.com/)

          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ขึ้นม้าฟันฝ่ากองทัพไทย  ตีแหกเป็นช่องหนีออกจากที่ล้อมได้  ตรงไปจะเข้าค่ายใหญ่ของตนก็มิได้  ด้วยค่ายของตนเสียแก่พระยาราชสงครามนายทัพไทย  ไทยได้รักษาไว้ทั้งสามค่ายแล้ว   พลทหารลาวในค่ายทั้งสามนั้น  ไทยฆ่าตายมากแล้วจับเป็นได้มาก  ที่เหลือตายก็แตกระส่ำระสายหนีเข้าป่าเข้าดงไปได้บ้างแต่น้อย  ครั้งนั้นพระยาราชสงครามมีชัยชนะได้ค่ายเจ้าราชวงศ์แล้ว  ได้เครื่องศาสตราวุธต่าง ๆ และกระสุนดินดำ  เสบียงอาหารบริบูรณ์ทุกสิ่ง
          ฝ่ายเจ้าราชวงศ์เห็นค่ายของตนเสียแก่ไทยแล้ว  จึงชักม้ากลับลัดเข้าป่าหนีรุดไปกับทหารที่ร่วมใจ ๔๐ คน  หนีไปจนถึงริมฝั่งแม่น้ำโขง  พอพบเรือพวกลาวชาวบ้านป่าไปเที่ยวหาปลา  เจ้าราชวงศ์ก็ทิ้งม้าเสียที่ฝั่งแม่น้ำโขง  พาทหารร่วมใจลงเรือ ๓ ลำ  รีบเร่งช่วยกันถ่อพายขึ้นไปตามลำแม่น้ำโขง  หมายจะไปถึงเวียงจันทน์โดยเร็ว

(https://i.ibb.co/LCq7dTc/Ugfdntitled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

          เมื่อเจ้าราชวงศ์ฟันฝ่ากองทัพหนีไปแล้วนั้น  ทหารไทยก็กรูกันเข้าไปยกหามม้าที่ตายทับขาเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีลุกขึ้นได้แล้วยกมือแยงเข้าไปในแผล  จึงรู้ว่าแผลตื้น  หนังฉีกเป็นรอยยาวโอบท้อง  ไม่ทะลุเข้าไปข้างใน  จึงเรียกน้ำมันว่านมาหยอดแผล  แล้วแก้รัดประคตหนามขนุนที่เอวออกมา  พันแผลที่ท้องไว้ให้มั่นคงดี  จึงเรียกเสื้อที่ทนายมาเปลี่ยนใหม่  เสร็จแล้วโดดขึ้นแคร่  เร่งคนหามแคร่ไปติดตามเจ้าราชวงศ์ในเวลาวันที่หนีไปนั้น  พร้อมด้วยทหารนำตาม ๓๐๐ เศษ  รีบเร่งติดตามไปจนถึงฝั่งแม่น้ำโขง  แลเห็นเจ้าราชวงศ์กับบ่าวไพร่ลงเรือ ๓ ลำข้ามแม่น้ำโขงไปไกลลิบ ๆ เกือบจะถึงฝั่งฟากข้างโน้นอยู่แล้ว

(https://i.ibb.co/6WjnyBG/image1-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          เจ้าราชวงศ์กับบ่าวไพร่ช่วยกันถ่อพายเร่งรีบจะขึ้นไป  ถึงเมืองเวียงจันทน์แล้วจึงแจ้งความตามที่ยุทธหัตถ์กับเจ้าพระยาราชสุภาวดีแต่ต้นจนปลายให้เจ้าอนุบิดาฟังสิ้นทุกประการ  แล้วจึงบอกว่า

           “กองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีมีฝีมือเข้มแข็งนัก  ไม่ย่อท้อถอยสักคนหนึ่ง  และไทยได้เมืองยโสธรและเสบียงอาหารกวาดต้อนไปเป็นกำลังมาก  แล้วไปตั้งค่ายใหญ่อยู่เมืองสุวรรณภูมิ  ก็ได้พลเมืองเป็นกำลังเพิ่มเติมขึ้นอีกมาก  แล้วก็ได้อ้ายพระยาเชียงสากับอ้ายพระยาสงครามเวียงไชยทั้งสองคนไปไว้เป็นกำลังไทย  ไทยจึงได้รู้การตื้นลึกหนักเบาของเราทั้งสิ้น  ข้าพเจ้าก็ได้รบกับเจ้าพระยาราชสุภาวดีตัวต่อตัว  จนถึงตะลุมบอน และถูกแทง  ถูกปืนสองนัดหาเข้าไม่  เป็นแต่เจ็บช้ำ  เห็นเหลือกำลังจะตั้งต่อสู้ไม่ได้  ต้องล่าหนีมา  อีกประการหนึ่งพลทหารในกองทัพเราก็ล้มตายลงมาก  บ้างก็หนีเข้าป่าดงไปมาก  เพราะฉะนั้นจึงเสียค่ายทั้งสามที่ตำบลทุ่งบกหวานแก่ไทย  ไทยได้พลลาวจับเป็นได้มาก”

            (เจ้าราชวงศ์บอกกับเจ้าอนุว่า)  “ครั้งนี้เราเหมือนนกปีกหัก  ถึงมาทว่าเราจะเกณฑ์ผู้คนไปรบอีกเล่า  เห็นจะไม่มีใครเต็มใจไปสู้รบ  เพราะว่าไพร่พลขยาดฝีมือไทยมาหลายครั้งหลายหนแล้ว  และอำนาจเราน้อยถอยลงมากด้วย  ทั้งเสบียงอาหารตามหัวเมืองรายทางแม่น้ำโขงนั้นขัดสน  มันเข้าตาจนไปทุกอย่าง  คิดอย่างหนึ่งแต่จะอพยพหนีไปพึ่งญวนอย่างเดียว  จึงจะพ้นความตาย  ไทยไม่ทำอันตรายแก่เราได้”

           เจ้าอนุ  เจ้าราชวงศ์  เจ้าสุทธิสาร  เจ้าบุตรหลาน  ปรึกษาเห็นพร้อมกันแต่ทางที่จะหนีไปพึ่งญวนฝ่ายเดียว  ดังนั้นแล้ว  เจ้าอนุสั่งท้าวโสให้จัดการบ้านเมืองที่จะล่าหนีไปนั้นให้เป็นแม่กองใหญ่

(https://i.ibb.co/F5BKjQm/asd-06.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้นวันอาทิตย์  เดือนสิบเอ็ด  ขึ้นสิบเอ็ดค่ำ  เวลาตีสิบเอ็ดทุ่มเศษ  เจ้าอนุพาครัวอพยพหนีออกจากเมืองเวียงจันทน์  ขึ้นช้างพร้อมทั้งราชบุตรราชธิดาวงศานุวงศ์และสนมกำนัล  ชาวแม่พนักงานทั้งราชเทพีพาหนีขึ้นไปด้วย  แต่สิ่งของทองเงินเครื่องอุปโภคบริโภค  ทั้งเสบียงอาหารนั้น  บรรทุกโคต่างและช้างบ้าง  เดินครัวไปทางข้างทิศตะวันออก  ตรงไปเมืองพวน  ซึ่งเป็นหัวเมืองลาวขึ้นแก่ญวน

(https://i.ibb.co/bmgg5RC/14347280s52-1-o.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี  ขึ้นแคร่ติดตามเจ้าราชวงศ์ไปถึงฝั่งแม่น้ำโขง  ไม่ทันเจ้าราชวงศ์  เจ้าราชวงศ์หนีไปใกล้ฝั่งแล้ว  จึงสั่งให้ทหารไปเที่ยวหาเรือจะคิดติดตามไป  เรือก็ไม่มี  จึงกลับมายังค่ายทุ่งบกหวาน
           สั่งให้พระยาเชียงสา  พระยาสงครามเวียงไชย  คุมไพร่พลเมืองสุวรรณภูมิ ๑,๐๐๐ เศษเข้าสมทบทัพพระยานครสวรรค์
           พระยานครสวรรค์คุมพลไทย ๑,๐๐๐ รวมทั้งลาวเป็น ๒,๐๐๐  เป็นทัพหน้า
           ให้พระยาราชรองเมืองเป็นทัพหลังคุมพล ๑,๐๐๐
           ให้พระยาราชสงครามเป็นเกียกกาย  คุมพล ๕๐๐ คน  ยกไปรักษาค่ายเก่าที่ทุ่งบกหวาน เพื่อจะรักษาต้นทางไว้
           ให้พระยา,  พระ,หลวง,  นายทัพนายกองทั้งหลายเป็นปีกซ้ายขวา  กองหน้ากองหนุนพร้อมเสร็จ

           เจ้าพระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพหลวง  ก็ยกกองทัพใหญ่เร่งรีบมาตั้งค่ายอยู่ที่ค่ายเก่าพรานพร้าว ๔ ค่าย

(https://i.ibb.co/7C6sZth/Untitldfed-5.jpg) (https://imgbb.com/)

          * ในที่สุดเจ้าพระยาสิงห์ก็รอดตายได้อย่างปาฏิหาริย์  เจ้าราชวงศ์หนังเหนียวด้วยเครื่องรางของขลัง  หรือเพราะว่าลูกปืนทหารไทยไม่คมพอที่จะชำแรกเนื้อหนังเข้าไปในองค์ท่านได้ก็ไม่รู้นะ  ถูกยิงสองนัดไม่เข้าสักนัดเดียว  เพียงเป็นรอยไหม้เกรียมตรงถูกลูกปืนเท่านั้น  แล้วท่านก็แหวกวงล้อมหนีไปได้ในที่สุด

          และแล้วเจ้าอนุก็ทิ้งลาว  ทิ้งเวียงจันทน์  หนีไปพึ่งญวนอีกครั้งหนึ่ง  เจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ยกทัพหลวงกลับไปตั้งค่ายที่บ้านพรานพร้าวอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน  เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 26, เมษายน, 2563, 10:50:11 PM
(https://i.ibb.co/Vj6pwdR/419654-322637747784447-1518120708-n-01.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๔๐ -

เวียงจันทน์ร้างว่างเจ้าไร้เหล่าทัพ
อนุกับราชวงศ์ไม่คงนิ่ง
กลัวทัพไทยยกล่วงมาช่วงชิง
จึงทอดทิ้งเมืองไปก่อนไทยมา

พระยานครสวรรค์นั้นตามติด
จับคนชิดเจ้าอนุได้มากหน้า
เจ้าสุทธิสาร,เต้,ปาน,ปั้น,พันธนา
เจ้าพระยาแม่ทัพรับสอบความ


          อภิปราย ขยายความ.....

          เมื่อวันวานนี้ผมได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าพระยาสิงห์รอดตายได้อย่างปาฏิหาริย์  ขณะที่เจ้าราชวงศ์ชักดาบเงื้อขึ้นจะตัดคอท่านเจ้าคุณแม่ทัพนั้น  น้องชายต่างมารดาท่านก็โผเข้าไปช่วยแก้ไข  จนถูกดาบของเจ้าลาวฟันคอขาดกระเด็น  เจ้าคุณแม่ทัพนึกถึงมีดหมอที่ซ่อนไว้ในสนับเพลาได้  จึงชักออกมาแทงไปถูกโคนขาอ่อนเจ้าลาวล้มลง  พลทหารไทยใช้ปืนยิงใส่ร่างเจ้าลาวสองนัด  เจ้าราชวงศ์หนังเหนียว  ถูกยิงสองนัดไม่เข้าเนื้อสักนัดเดียว  เพียงเป็นรอยไหม้เกรียมที่ผิวหนังตรงถูกลูกปืนเท่านั้น  แล้วท่านก็แหวกวงล้อมหนีไปได้ในที่สุด  และแล้วเจ้าอนุก็ทิ้งลาว  ทิ้งเวียงจันทน์หนีไปหมายพึ่งญวนอีกครั้งหนึ่ง  เจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ยกทัพหลวงจากเมืองสุวรรณภูมิ  กลับไปตั้งค่ายที่บ้านพรานพร้าวอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน  เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป  อ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/tq4mLWz/Untitlhjfed-6.jpg) (https://imgbb.com/)

          “ในวันที่มาถึงพรานพร้าวนั้น  แต่ยังตั้งค่ายไม่แล้ว  เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งพระยานครสวรรค์แม่ทัพหน้าให้คุมพล ๑,๕๐๐  ยกข้ามแม่น้ำโขงที่ท่าซ่ม  หาดทรายตื้น ๆ ข้ามพลไปในเมืองเวียงจันทน์ให้ทันท่วงทีลาวให้จงได้
          สั่งพระยาราชสงคราม  พระยาพิชัยรณฤทธิ์  พระยาพิชิตณรงค์  คุมพลคนละ ๑,๐๐๐ ยกไปเป็นกองหนุน  แต่ให้ยกไปข้ามที่ท่าช้างข้ามท้ายเมืองเวียงจันทน์  ให้ยกเข้าพร้อมกันทุกทัพทุกกอง
          สั่งให้พระยาราชรองเมืองอยู่รักษาค่ายที่พรานพร้าว  และให้เร่งคนทำค่ายให้แล้วโดยเร็ว
          สั่งให้กองพระยาณรงค์สงครามเมืองนครราชสีมา  ยกพลทหาร ๕๐๐ ไปรักษาด่านทางข้างตะวันตก
          ให้พระยาเชียงสา  พระยาสงครามเวียงไชย  คุมคน ๑๐๐ ไปเที่ยวหาเรือใหญ่น้อยตามชาวบ้านเก่า ๆ  เก็บมาไว้เพื่อจะได้ข้ามผู้คนไปในเมืองเวียงจันทน์
          ให้พระพลสงครามกับหลวงบุรินทร  นายด่านเมืองนครราชสีมา  คุมพลทหาร ๕๐๐  ยกไปรักษาทางข้างเมืองหนองคายท่าข้าม

          ครั้งนั้น  พระยานครสวรรค์ก็ยกพลข้ามเข้าไปในเมืองเวียงจันทน์  ได้เห็นแต่เมืองเปล่า  หาได้พบกองทัพลาวตั้งต่อรบไม่  มีแต่ผู้คนที่ป่วยไข้แก่ชราทุพลภาพอยู่ประมาณ ๓๐๐ เศษ  กับครอบครัวฉกรรจ์ที่ไม่ยอมไปกับเจ้าอนุและไม่หนีด้วย  คงอยู่ในเมืองเวียงจันทน์ประมาณ ๔๐๐ คนเศษ มีนายหมวดนายกองควบคุมอยู่เป็นหมู่ ๆ

          ฝ่ายพระยานครสวรรค์สั่งให้พานายหมวดนายกองครัวมาไต่ถามได้ความว่า

(https://i.ibb.co/XYkSS11/ff10.png) (https://imgbb.com/)

           “เจ้าอนุ เจ้าราชวงศ์ พาครัวหนีไปจากเมืองเวียงจันทน์ได้สี่วันแล้ว  เจ้าอนุอพยพครอบครัวขึ้นช้าง  โคต่าง ไปทางทิศตะวันออก  พาครอบครัวไปมาก แต่พวกครอบครัวข้าพเจ้า ๔๐๐ คนเศษนี้  ไม่ยอมไปด้วยเจ้าอนุ  เพราะเห็นว่าเป็นการลำบากพลัดพรากครอบครัว  แล้วก็จะไปไม่ตลอดได้
          และเมื่อเจ้าอนุจะหนีไปนั้น  เจ้าอนุก็สั่งให้ทหารเก็บปืนใหญ่น้อยที่เหลือจากบรรทุกช้างและโคต่างไปไม่หมด  ให้ขนลงทิ้งในแม่น้ำโขงเสียสิ้น  ชั้นแต่พระพุทธรูปงาม ๆ ดี ๆ ก็หาบหามมาทิ้งแม่น้ำโขงเสียด้วย  ทั้งทรัพย์สินเงินทองของใช้สอยของครอบครัวพลเมืองลาวที่เหลือพาไปไม่ได้  เจ้าอนุสั่งให้ทหารขนทิ้งน้ำเสียหมด  แต่เสบียงอาหารในยุ้งฉางนั้น  เจ้าอนุสั่งให้ทหารนำไฟจุดเผาให้สิ้นเชิง  ไม่ให้ไว้เป็นกำลังแก่ไทยต่อไป  แต่พวกครอบครัวที่ไม่ยอมไปด้วยเจ้าอนุนั้น  พากันร่วมใจคิดเกียดกันไว้ไม่ยอมให้เผายุ้งฉาง  จวนจะเกิดเป็นกบฏขึ้นอยู่แล้ว  เจ้าอนุเห็นพวกครัวพร้อมใจกันจะเป็นกบฏ  ไม่ยอมให้เผายุ้งฉางดังนั้น  เจ้าอนุก็พาครอบครัวอพยพหนีไปในเวลาเช้าตรู่”

(https://i.ibb.co/7kDzR23/Untixcdstl0ed-3.jpg) (https://imgbb.com/)

          ขณะนั้นพระยานครสวรรค์แม่ทัพหน้า  ได้ทราบข้อความตามพวกครัวบอกดังนั้นแล้ว  จึงสั่งให้หลวงยกกระบัตรเมืองนครสวรรค์กับหลวงสุระเสนี  คุมพลทหารที่แบ่งให้ไว้ ๕๐๐ ให้อยู่รักษาครัวลาวในเมืองเวียงจันทน์ไว้  แล้วพระยานครสวรรค์ก็รีบยกกองทัพออกจากเมืองเวียงจันทน์ในวันนั้น  รีบไปติดตามเจ้าอนุไปได้ ๕ วัน  ถึงบ้านไผ่ใกล้เมืองเพ็ญก็ไม่ได้พบเจ้าอนุ  พบแต่ครอบครัวลาวเจ้านายชายหญิงต่าง ๆ ตั้งชุมนุมอยู่ที่ป่าห้วยบ้านไผ่  กำลังกินเข้าเช้าอยู่พร้อมกัน

(https://i.ibb.co/3fx0BNq/Un0titled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

          หลวงนราธิราชเห็นก่อนดังนั้นจึงใช้ให้ม้าเร็วมาบอกแก่พระยานครสวรรค์  พระยานครสวรรค์ต้อนพลช้างเข้าล้อมไว้โดยรอบ  หมื่นสิทธิกรรม์กรมช้างยกปืนหามแล่นหลังช้างยิง ๒ นัด  กระสุนปืนไปตกใกล้ชุมชนเจ้าหญิง  ถูกเด็กอายุ ๑๑ ปี ตายคนหนึ่ง  ถูกช้างที่บรรทุกของเตรียมจะไปล้มลงตายเชือกหนึ่ง  พวกลาวลุกขึ้นหันหน้ามายกปืนจะยิงต่อสู้บ้าง  เจ้าสุทธิสารเห็นช้างรบไทยมากยกมาล้อมรอบแล้ว  ถ้าจะขืนต่อสู้ก็เห็นจะพากันตายเสียสิ้นเป็นแน่  จึงวิ่งไปห้ามปรามทหารไว้ไม่ให้ยกปืนยิงโต้ตอบไป  ให้เก็บเครื่องศาสตราวุธมาให้หลวงนราธิราช นายทหารไทยกองหน้า  ทหารไทยกองหน้าจึงจับได้เจ้านายชายหญิงลาวทั้งไพร่ได้ทั้งสิ้น  ที่ปากห้วยบ้านไผ่ใกล้เมืองเพ็ญ ณ วันพฤหัสบดีเดือนสิบเอ็ด  ขึ้นสิบห้าค่ำ  เวลาเช้าประมาณสามโมงเศษ

          จับได้เจ้าชาย ๕ หญิง ๑   คือชาย เจ้าสุทธิสาร ๑   เจ้าเต้ ๑   เจ้าปาน ๑   เจ้าปั้น ๑   เจ้าดวงจันทร์ ๑   เจ้าหญิงคำวรรณ ๑   เป็น ๖ คนนี้
          บุตรเจ้าอนุกับเจ้ารอดหลานเจ้าอนุคนหนึ่ง  เจ้ารูปงามบุตรเจ้าสุทธิสารหนึ่ง  กับนางสนมเจ้าอนุอีก ๓ คนชื่อ  มาลัยหนึ่ง  ชื่อวอนหนึ่ง  ชื่อวันดีหนึ่ง
          จับได้ญาติวงศานุวงศ์เจ้าอนุอีก ๓ คน  ชื่อ  พรหมา ๑   เปรมปรีดา ๑   พระยาเกรียงดี ๑
          กับจับได้หญิงสาวใช้อีก ๑๖ คนแต่ล้วนรูปร่างงาม ๆ ดี ๆ  กับไพร่พลได้ ๔๓ คน

          พระยานครสวรรค์สั่งให้ทหารทำตะโหงกจำพวกลาวเหล่านี้ไว้ทั้งสิ้น  แล้วจึงสั่งให้หลวงทรงวิไชยกับหลวงไกรสงครามคุมไพร่ ๑๕๐ คน  คุมเจ้านายชายหญิงลาวมาส่งให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่ค่ายพรานพร้าว  แต่พระยานครสวรรค์จึงยกพลทหารติดตามเจ้าอนุต่อไป  สั่งให้พระยาเชียงสากับพระยาสงครามเวียงไชยนำทางตามไปในป่า  ให้หลวงนราธิราชกำกับไปด้วย

          ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งให้พระภักดีนุชิต  กับหลวงโยธาบริบาล  ขุนวิสุทธิเสนี  เป็นตุลาการถามปากคำเจ้าสุทธิสาร  เจ้าสุทธิสารให้การว่า

(https://i.ibb.co/TT7y01D/Untitlseed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           “เมื่อเจ้าอนุหนีไปนั้น  เจ้าสุทธิสาร  เจ้าปาน  เจ้าปั้น  เจ้าเต้  เจ้าดวงจันทร์  หารู้ไม่  ครั้นรุ่งขึ้นจึงรู้  ก็ได้ตามเจ้าอนุไปไม่พบ  ครั้นถึงบ้านดอน  ขอช้างที่นั้นจะได้ขี่ไปตามเจ้าอนุ  ก็ไม่ได้ช้างสักเชือกหนึ่ง  ผู้เลี้ยงช้างบอกว่าเจ้าอนุพาช้างไปเสียหมดแต่เวลาเช้านี้แล้ว  เจ้าสุทธิสารกับญาติพวกพ้องบ่าวไพร่ก็ต้องเดินไปกลางป่า  พอเวลาบ่ายก็ได้พบอ้ายฉิมบ่าวเก่าขี่ช้างนำมา ๔ เชือก  
          อ้ายฉิมแจ้งความว่า  เจ้าอนุใช้ให้นำช้างมารับพวกเจ้านายบุตรหลานตามไป  เมื่อเจ้าสุทธิสารพบอ้ายฉิมนั้น ณ วันเดือนสิบเอ็ด  ขึ้นสิบสี่ค่ำ  อ้ายฉิมบอกว่าเจ้าอนุเดินครัวรอคอยท่าเจ้าสุทธิสารอยู่  แต่ไพร่พลในกองเจ้าอนุนั้นหลบลี้หนีเข้าป่าดงเสียเป็นอันมาก  เหลืออยู่แต่บ่าวไพร่ที่สนิทติดตามไปบ้างเล็กน้อย  หาพอใช้สอยไม่
          บุตรหลานญาติที่ตามไปนั้น  คือ  เจ้าราชวงศ์หนึ่ง  เจ้าเหมนหนึ่ง  เจ้าขัตติยะหนึ่ง  เจ้าหญิงเชียงคำหนึ่ง  ทั้ง ๔ เป็นบุตรเจ้าอนุ  กับเจ้าคำปล้องอัครราชเทพีเจ้าอนุหนึ่ง  กับสนมกำนัลนาง ๖ คน  และไพร่พลที่สนิทตามไป ๓๐ คน  ช้าง ๕ เชือก กับม้า ๕ ตัว  แต่ไพร่พลช้างม้าในกองราชวงศ์นั้น  จะมีไปมากน้อยสักเท่าใด  อ้ายฉิมหาทันสังเกตไม่  เจ้าอนุกับเจ้าราชวงศ์จะแยกย้ายทางกันไป  เพราะเจ้าราชวงศ์ป่วยจะไปทางเรือ  แต่เรือยังหาไม่ได้  เจ้าอนุนั้นไปทางบก  จะไปทางท่าข้ามช้างแล้วจะไปอาศัยอยู่ที่เมืองพวนเขตแดนญวนก่อน”

(สิ้นคำให้การเจ้าสุทธิสารเท่านี้)

(https://i.ibb.co/rxQgCqQ/that1-540x300.jpg) (https://imgbb.com/)

           * เมืองเวียงจันทน์กลายเป็นเมืองร้างอีกครา  เมื่อเจ้าอนุพาครัวหนีกองทัพไทยไปญวน  หนีไปคราวนี้เริ่มต้นไปทางบก  มุ่งสู่เมืองพวน  ซึ่งเป็นลาวเมืองขึ้นแก่ญวน  คราวนี้มีสภาพ  “บ้านแตกสาแหรกขาด”  รีบไปอย่าง “ตาลีตาลาน” เพราะกลัวจะถูกครัวลาวชาวเมืองเวียงจันทน์เป็นกบฏ  ไม่ทันได้ชักชวนบอกเล่าเจ้าสุทธิสาร โอรสระดับแม่ทัพคนสำคัญ  และโอรสอีกหลายองค์  ไปจนไกลแล้วจึงนึกได้  ส่งคนนำช้างมารับ  แต่ก็สายไปแล้ว  เจ้าสุทธิสารและคณะถูกกองทัพพระยานครสวรรค์ตามจับมาได้  ส่วนตัวเจ้าอนุนั้น ไพร่พลก็หลบลี้เข้าป่าดงไปเกือบหมด  มุ่งเดินบกไปเมืองพวน  ส่วนเจ้าราชวงศ์ที่ยังอยู่ในอาการบาดเจ็บจากการรบตะลุมบอนกับเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง) ที่ทุ่งบกหวาน  อาการยังไม่ดีขึ้น  จึงขอแยกทางเดินคนละทางกับบิดา  โดยขอไปทางเรือ  ขณะที่เจ้าสุทธิสารให้การอยู่นั้น  เจ้าอนุยังไปไม่ถึงเมืองพวน  เจ้าราชวงศ์ยังหาเรือโดยสารไปเมืองพวนยังไม่ได้  กองทัพพระยานครสวรรค์จะติดตามจับตัวเจ้าอนุกับเจ้าราชวงศ์ได้หรือไม่  พรุ่งนี้มาอ่านกันต่อครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 27, เมษายน, 2563, 11:06:41 PM
(https://i.ibb.co/MBsHxmQ/Untitdfrled-3.jpg) (https://imgbb.com/)


- อานามสยามยุทธ ๔๑ -

ครั้นญวนรู้เรื่องราว “ถูกลาวหลอก”
หนังสือบอกหนึ่งฉบับแม่ทัพสยาม
เจ้าอนุฉบับหนึ่งซึ่งหมายปราม
ส่งในนามเจ้าแผ่นดินธานินทร์ญวน

เสียดายว่าฝ่ายไทยเข้าใจผิด
ผลาญชีวิตขุนนางเวียดนามห้วน
เหตุเกิดนครพนมไม่สมควร
เป็นชนวนสงครามใหญ่รบหลายปี

           อภิปราย ขยายความ........................

           เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เมืองเวียงจันทน์กลับกลายเป็นเมืองร้างอีกครา  เมื่อเจ้าอนุพาครัวหนีกองทัพไทยไปญวน  ไปคราวนี้เดินทางบก  มุ่งสู่เมืองลาวพวนซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่ญวน  ไปแบบมีสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด”  รีบร้อน ไม่ทันได้ชักชวนบอกเล่าเจ้าสุทธิสาร  โอรสระดับแม่ทัพคนสำคัญ  และโอรสอีกหลายองค์  เดินทางไปจนไกลแล้วจึงนึกได้  ส่งคนนำช้างมารับ  แต่ก็สายไปแล้ว  เจ้าสุทธิสารและคณะถูกกองทัพพระยานครสวรรค์ตามจับมาได้  ส่วนตัวเจ้าอนุนั้นไพร่พลก็หลบลี้เข้าป่าดงไปเกือบหมด  มุ่งเดินบกไปเมืองพวน  ส่วนเจ้าราชวงศ์ที่ยังอยู่ในอาการบาดเจ็บจากการรบขั้นตะลุมบอนกับเจ้าพระยาราชสุภาวดีที่ทุ่งบกหวาน  อาการยังไม่ดีขึ้น  จึงขอแยกทางเดินคนละทางกับบิดา  โดยขอไปทางเรือ  ขณะที่เจ้าสุทธิสารให้การแก่เจ้าพระยาราชสุภาวดียู่นั้น  เจ้าอนุยังไปไม่ถึงเมืองพวน  เจ้าราชวงศ์ก็ยังหาเรือโดยสารไปเมืองพวนยังไม่ได้  กองทัพพระยานครสวรรค์จะติดตามจับตัวเจ้าอนุกับเจ้าราชวงศ์ได้หรือไม่  มาอ่านกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/K9ZCWcr/U789ntitled-3.jpg) (https://imgbb.com/)

            “เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ฟังคำให้การเจ้าสุทธิสารดังนั้นแล้ว  จึงสั่งให้เกณฑ์คนเพิ่มเติมอีก ๕๐๐ คน  ให้พระยารามกำแหงคุมพลทหารไปสมทบเข้าในกองพระยานครสวรรค์  ให้ชวยกันติดตามเจ้าอนุให้ได้
           แล้วให้พระยาอภัยสงครามคุมพลไพร่ในพระราชวังบวรฯ ๕๐๐ คน  ยกไปตามเจ้าราชวงศ์ทางเมืองมหาชัยกองแก้ว  ให้ยกเลียบฝั่งแม่น้ำโขงไปจึงจะทัน
           ให้หลวงภักดีสงครามเมืองนครราชสีมา  นำทัพพระยาอภัยสงครามตามเจ้าราชวงศ์
           แล้วสั่งให้พระยาประกฤษณุรักษ์กับพระศุภมาตราเมืองนครราชสีมา  กับพระพิพิธเดชะ  หลวงวิเศษธานี  หลวงงำเมือง  หลวงไกรนารายณ์  คุมไพร่พล ๑๕๐ คน  คุมตัวเจ้าสุทธิสารและเจ้าชายหญิงบุตรหลานญาติเจ้าอนุ  ลงมาส่ง ณ กรุงเทพฯ  ให้ลงไปทางเมืองนครราชสีมา

(https://i.ibb.co/VgLVJSn/Untitle88d-6.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ยกกองทัพไปตั้งอยู่ในเมืองเวียงจันทน์ที่วัดจันทน์  ให้ตั้งค่ายใหญ่  แล้วแบ่งคนให้พระยาราชรองเมืองไปตั้งรักษาอยู่ที่นอกเมืองตามชายหาด  ให้พระยาราชสงครามแบ่งคน ๕๐๐ อยู่รักษาค่ายที่พรานพร้าว
          ครั้งนั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งให้พลทหารไปรื้อทำลายบ้านเมืองเวียงจันทน์เสียสิ้น  เว้นไว้แต่ศาลเจ้าและวัดเท่านั้น  ฝ่ายเพี้ยเมืองจันทน์และเพี้ยเมืองซ้ายก็พากันเข้ามาหาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีมิได้ถือโทษ  โปรดให้เพี้ยทั้งสองคนไปติดตามเกลี้ยกล่อมต้อนครอบครัวเมืองเวียงจันทน์ที่หนีไปป่าดง  ได้มามากน้อยเท่าใดจึงให้ส่งข้ามฟากไปให้พระยาราชสงครามและพระยาราชรองเมืองรวบรวมไว้ที่ค่ายพรานพร้าว  กำหนดจะได้กวาดต้อนครอบครัวลาวส่งไปกรุงเทพฯ ณ เดือนสิบสอง

           เจ้าพระยาราชสุภาวดีคิดอ่านตัดรอนผ่อนกำลังรี้พลลาวให้น้อยลงสิ้นหวงใย  เจ้าอนุจะได้ไม่มาคิดตั้งบ้านเมืองต่อไป  จะให้เมืองเวียงจันทน์ยังอยู่แต่แผ่นดินเปล่า  เป็นป่าดงไปตามพระราชดำริพระเจ้าอยู่หัว

(https://i.ibb.co/K2XrwRk/Untitlfded-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           พระยาราชสุภาวดีสั่งให้คนลงดำน้ำหาปืนใหญ่น้อย  ที่เจ้าอนุเก็บของพระยาพิชัยสงครามไว้ได้ ๕๐๐ กระบอก  แล้วเจ้าอนุทิ้งน้ำเสียสิ้นเมื่อจะหนีไปนั้น  ฝ่ายกองทัพไทยดำปืนใหญ่น้อยได้สิ้นทุกกระบอก  และได้เงินทองของต่าง ๆ เป็นอันมาก  เงินทองที่ดำได้ในแม่น้ำโขงนั้น  ให้แบ่งเป็นสิบส่วน  ยกให้ผู้ดำได้ ๒ ส่วน  เป็นหลวง ๘ ส่วน  เว้นปืนและอาวุธหรือพระพุทธรูปไม่มีสิบลดสอง  ครั้งนั้นได้พระพุทธรูปนาคปรกทองคำองค์หนึ่ง  ทองคำหนักห้าชั่งเจ็ดตำลึงสองบาท  พระเนตรฝังพลอยนิลข้างหนึ่ง  แต่ข้างหนึ่งหลุดหายหาไม่ได้  ได้ปืนปากแตรรูปคล้ายดอกลำโพงยาวสิบเอ็ดคืบ  มีรูชนวนเต้าดินคร่ำทองคำ เป็นลายลดน้ำทั้งกระบอก (เห็นจะเป็นปืนหลังช้างของลาว)

(https://i.ibb.co/WsnZgw9/emperor-minh-mang.jpg) (https://imgbb.com/)

           * ฝ่ายพระเจ้าเวียดนามทรงทราบว่า  เจ้าอนุทำการวุ่นวาย  ฆ่าฟันผู้คนในกองทัพไทยตายมาก  หาเหตุที่ไทยไม่ได้ข่มเหงลาวเลย  เจ้าอนุไม่ตั้งอยู่ในความสัตย์สุจริต  ดังที่เจ้าอนุกราบทูลพระเจ้าเวียดนามนั้นไม่  พระเจ้าเวียดนามจึงรับสั่งให้องทงเจอัครมหาเสนาบดี  มีหนังสือมาถึงแม่ทัพไทยฉบับหนึ่ง  ถึงเจ้าอนุฉบับหนึ่ง  มีท้องตราบังคับสั่งให้เจ้าเมืองล่าน้ำ (แง่อาน)  จัดขุนนางกรมการญวนกับไพร่ญวนลาว  ถือหนังสือมาถึงเจ้าอนุและแม่ทัพไทยให้ได้ตามรับสั่งพระเจ้าเวียดนาม

(https://i.ibb.co/ckrGsCp/6-0.jpg) (https://imgbb.com/)

           ครั้นเจ้าเมืองแง่อานทราบท้องตราบังคับสั่งมาเสนาบดีดังนั้นแล้ว  จึงจัดให้กายโดยทุงเป็นหัวหน้า  ให้ดินยุดเวียหูคน ๑   เป็นล่ามพูดภาษาลาวได้  กับไพร่ญวนลาวหัวเมืองขึ้นรวม ๕๐ คน  ขึ้นช้างดินบกมาลงเรือที่ท่าหน้าเมืองมหาชัยกองแก้ว  ครั้นล่องเรือมาถึงเมืองนครพนม  ญวนทราบว่าเจ้าอนุหนีไปอยู่ในเมืองพวนเขตแดนญวนแล้ว  ขุนนางญวนจึงได้ใช้ให้ล่ามไปหาแม่ทัพไทยที่เมืองนครพนม  ล่ามก็แจ้งความว่าญวนนำหนังสือมาให้แม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทย  แล้วจะขอพบพูดจากับท่านแม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทยด้วย  ฝ่ายพระวิชิตสงครามวังหน้า ๑   หลวงนรารณรงค์ ๑   หลวงจงใจยุทธ ๑   ซึ่งตั้งทัพเป็นด่านอยู่ที่เมืองนครพนม  ทราบความตามที่ญวนล่ามมาบอกดังนั้นแล้ว  จึงบอกกับญวนว่า

            “แม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทยอยู่ไกลถึงค่ายพรานพร้าว  จะมีหนังสือขึ้นแจ้งข้อราชการก่อน  เมื่อมีบัญชาโปรดมาประการใดจึงจะให้ญวนรู้ต่อภายหลัง  บัดนี้ให้ญวนพักอยู่ที่นี่ก่อน  จะจ่ายเสบียงอาหารให้กินทั่วทุกคนที่มา  มิให้อดอยาก  ขุนนางญวนได้ทราบดังนั้นก็ต้องคอยอยู่ที่เมืองนครพนม

(https://i.ibb.co/YRPg8cz/Untitl-ed-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระวิชิตสงครามมีหนังสือบอกข้อราชการญวนใช้ให้ขุนหาญฤทธิ์รณรงค์ถือหนังสือขึ้นไปให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาให้มีหนังสือตอบว่า

            “ครั้งก่อนนั้นพระยาพิชัยสงคราม  พระยาทุกขราษฎร์  หลวงสุเรนทรวิชิต  กับไพร่ไทยห้าร้อยหกร้อยมีความประมาท  เพราะหลงเชื่อถือถ้อยคำญวนที่มาส่งเจ้าอนุลาว  ไทยจึงได้ตายเกือบ ๗๐๐ คนครั้งหนึ่งแล้ว  ครั้งนี้อ้ายญวนมันจะมาล่อหลอกไทยให้ตายอย่างครั้งก่อนอีก  จะคบหามันไม่ได้  ให้กำจัดญวนเหล่านั้นเสียจากเขตแดนไทยให้สิ้นเชิง”

           ฝ่ายพระวิชิตสงคราม  หลวงนรารณรงค์  หลวงจงใจยุทธ  ได้แจ้งหนังสือท่านแม่ทัพใหญ่พูดมาเป็นนัยในสองทางดังนี้นั้น  จึงสำคัญผิดคิดไปว่าจะให้ฆ่าญวนเสียให้สิ้น  จึงสั่งคนใช้ให้ไปล่อลวงขุนนางญวนและไพร่ให้ขึ้นมาพูดว่า   “จะเลี้ยงโต๊ะเป็นการรับรองทางไมตรี”

           ขุนนางญวนไม่รู้กลอุบายไทย  สำคัญใจว่าไทยเชิญให้ไปนั่งโต๊ะจริง ๆ  จึงให้ไพร่อยู่เฝ้าเรือแต่ ๒ คนเท่านั้น  นอกนั้นพากันเข้ามาในค่ายไทยทั้งสิ้น

(https://i.ibb.co/BG63cX8/1438627663-IMG6911-JPG-o.jpg) (https://imgbb.com/)

          ครั้นขุนนางญวนและไพร่ญวน ลาว ไปนั่งลงในที่ค่ายไทยพร้อมกันแล้ว  นายทัพใหญ่ทั้งสองจึงร้องขึ้นว่า   “พวกเราเร่งลงมือเถิด”   พวกพลทหารไทยที่นัดหมายกันแล้ว  จึงกรูกันเข้าฆ่าญวนตายทั้งนายและไพร่ ๔๘ คน  เหลืออยู่ญวนหนึ่งชื่อเลดินยุดกับไพร่ลาว ๒ คนถูกอาวุธป่วยลำบากอยู่มาก  ยังไม่ตาย  ส่งขึ้นไปให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี  เจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นแล้วว่า    “นายทหารไทยทำการผิดกับคำสั่งแล้ว  ภายหน้าคงจะเกิดเหตุใหญ่โตกับญวนเป็นแม่นมั่น  ถึงเช่นนั้นไม่เป็นอะไร  เพราะว่าได้ทำการล่วงเกินไปแล้ว  จะทำอย่างไรแก้ไขไม่ได้ในครั้งนี้  จำต้องแก้ฝีมือเมื่อปลายมือ  ตามบุญตามกรรม”

(https://i.ibb.co/hW94rX7/Unfdtitled-1.jpg) (https://imgbb.com/)

           * เป็นอันว่า  พระเจ้าเวียดนามทรงทราบความจริงแล้วว่า  เจ้าอนุหลอกลวงญวนเพียงเพื่อเอาตัวรอด ใส่ร้ายไทยด้วย  “ขอไปที”  คิดว่าญวนคงจับโกหกตนไม่ได้  แต่ญวนก็เป็นญวนซึ่งเป็นคนฉลาดเฉลียวมากกว่า  เมื่อพระเจ้าเวียดนามทรงทราบความจริงแล้ว  จึงมีพระราชประสงค์จะช่วยแก้ปัญหาความชัดแย้งระหว่างไทยลาว  จึงมีหนังสือถึงเจ้าอนุและแม่ทัพใหญ่ของไทย
           เสียดายว่าแม่ทัพใหญ่ไทยยังมิได้อ่านหนังสือของพระเจ้าเวียดนาม  ก็เกิดปัญหาเข้าใจผิดในคำสั่งขึ้นมา  นายทัพไทยที่นครพนมอ่านคำสั่งแม่ทัพใหญ่ผิด  จึงฆ่าขุนนางญวนและไพร่ที่ถือหนังสือมานั้นตายเกือบไม่เหลือ  เจ้าคุณแม่ทัพทราบทันทีว่าจะต้องเกิดเรื่องใหญ่โตระหว่างญวนกับไทยขึ้นอย่างแน่นอน  และเหตุการณ์ฆ่าขุนนางญวนที่ค่ายนครพนมนี่เองคือสาเหตุแห่ง    “อานามสยามยุทธ”    ที่ไทยกับญวนทำสงครามกันยืดเยื่อ  โปรดติดตามอ่านกันต่อไปครับ.

เต็ม อภินันท์
ณ อาศรมลายสือไท เมืองสุโขทัย
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 28, เมษายน, 2563, 10:53:37 PM
(https://i.ibb.co/MSPXbgn/6331522024717313755-n.jpg) (https://imgbb.com/)
ภาพวาด เจ้าอนุวงศ์ขณะถูกควบคุมตัวกลับไปที่กรุงเทพมหานคร

- อานามสยามยุทธ ๔๒ -

เจ้าอนุเมียลูกถูกจับได้
ณ เขาไก่ด่านพวนสุดด่วนหนี
เจ้าพระยาราชสุภาวดี
ส่งลงที่กรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ตรัสเอาตัวใส่กรงเหล็กขังไว้ก่อน
ทำประจานขายหน้าประชากร
ให้สังหรณ์เครื่องสังหารวางลานตา


           อภิปราย ขยายความ........................

           เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ” ที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  พระเจ้าเวียดนามทรงทราบความจริงแล้วว่า  เจ้าอนุหลอกลวงญวน  ใส่ร้ายไทยด้วย  “ขอไปที”  คิดว่าญวนคงจับโกหกตนไม่ได้  แต่ญวนก็เป็นญวนซึ่งเป็นคนฉลาดเฉลียวมากกว่า  เมื่อพระเจ้าเวียดนามทรงทราบความจริงแล้ว  จึงมีพระราชประสงค์จะช่วยแก้ปัญหาความชัดแย้งระหว่างไทยลาว  จึงมีหนังสือถึงเจ้าอนุและแม่ทัพใหญ่ของไทย  เสียดายว่าแม่ทัพใหญ่ไทยยังมิได้อ่านหนังสือของพระเจ้าเวียดนาม  ก็เกิดปัญหาเข้าใจผิดในคำสั่งขึ้นมา  นายทัพไทยที่นครพนมอ่านคำสั่งแม่ทัพใหญ่ผิด  จึงฆ่าขุนนางญวนและไพร่ที่ถือหนังสือมานั้นตายเกือบไม่เหลือ  และเหตุการณ์ฆ่าขุนนางญวนที่ค่ายนครพนมนี่เองคือสาเหตุแห่ง   “อานามสยามยุทธ”   ที่ไทยกับญวนทำสงครามกันยืดเยื้อ  โปรดติดตามอ่านกันต่อไปครับ

(https://i.ibb.co/3MKgmM4/Untitlsdfed-2.jpg) (https://imgbb.com/)

            “ครั้นเดือนสิบสองขึ้นสิบสองค่ำ  เจ้าน้อยเมืองพวนใช้ให้เพี้ยเมืองกลางกับเพี้ยหัวไชยถือหนังสือมาแจ้งแก่เจ้าพระยาราชสุภาวดี  ที่ในค่ายเมืองเวียงจันทน์ว่า

            “เจ้าน้อยเมืองพวนซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นกับญวน  แต่ว่าเขตแดนเมืองพวนติดต่อกับเมืองเวียงจันทน์  เมืองเวียงจันทน์ยกกองทัพขึ้นมาใกล้เขตแดนเมืองพวน  เมืองพวนจะได้ความเดือดร้อนเพราะเจ้าอนุนั้น  เจ้าน้อยเมืองพวนได้ห้ามปรามเจ้าอนุ  เจ้าอนุไม่เชื่อ  กลับทำการก่อเหตุร้ายต่าง ๆ ให้มาใกล้บ้านเมืองพวน
           บัดนี้  เจ้าน้อยเมืองพวนก็ได้แต่งให้แสนท้าวคุมกองทัพออกลาดตระเวนที่ด่านทางถึงกันทุกตำบล  เพื่อรักษาเขตแดนเมืองพวนด้วย  บัดนี้เจ้าอนุหนีขึ้นไปอาศัยอยู่ใกล้เมืองพวน  เมืองพวนจะจับเจ้าอนุและครอบครัวเจ้าอนุส่งให้กองทัพไทย  มิให้เจ้าอนุหนีไปได้เป็นอันขาด  แต่ขออย่าให้กองทัพไทยยกติดตามเจ้าอนุเข้าไปในเขตแดนเมืองพวนเลย  กลัวว่าไพร่พลเมืองจะสะดุ้งตกใจไปทั่วทั้งบ้านทั้งเมือง”

           เจ้าพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาสั่งให้มีหนังสือตอบขอบใจเจ้าน้อยเมืองพวนและสัญญาว่า     “จะไม่ให้กองทัพไทยล่วงเข้าไปในเขตแดนเมืองพวนเลยเป็นอันขาด  เว้นเสียแต่เจ้าน้อยเมืองพวนจะมีอุบายให้เจ้าอนุรอดพ้นไปจากเมืองพวนนั้น  กองทัพไทยจำเป็นจะต้องยกติดตามเข้าไป  จนกว่าจะได้ตัวเจ้าอนุได้เมื่อใดจึงจะกลับเมื่อนั้น”     ครั้นแต่งหนังสือแล้วส่งให้เพี้ยเมืองกลางกับเพี้ยหัวไชย  ถือกลับไปให้เจ้าน้อยเมืองพวน

           ครั้น ณ เดือนสิบสอง  แรมสิบค่ำ  เพี้ยนามโกฏกับเพี้ยอุดมศักดิ์  ก็มาหาเจ้าพระยาราชสุภาวดีที่ค่ายเมืองเวียงจันทน์  แจ้งความจริงว่า

            “เจ้าน้อยเมืองพวนใช้ให้ออกเที่ยวลาดตระเวนด่านทาง  บัดนี้พบเจ้าอนุและครอบครัว  เจ้าอนุตั้งพักอยู่ตำบลน้ำโฮเชิงเขาไก่  ได้ให้กองทัพเมืองพวนพิทักษ์รักษาอยู่ ๑๕๐ คน  ล้อมไว้รอบหนีไปไม่ได้  ครั้นจะจับส่งให้ไทย  ดูไม่ดีไม่งามใจ  ขอให้ไทยแต่งกองทัพขึ้นไปจับตัวเจ้าอนุโดยเร็วเทอญ”

(https://i.ibb.co/940QNMS/Untitdwsled-2.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงสั่งให้  พระยาสุนทรสงครามผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี ๑   พระอินทรเดชใหม่ ๑   พระหฤทัย ๑   หลวงชาติสุเรนทร ๑   คุมไพร่พล ๕๐๐ ไปตามจับเจ้าอนุ  ให้พระยาเชียงสาเป็นผู้นำทัพไป  ครั้นถึงตำบลหาดเดือย  พบพระลับแลกับนายหนานขัตติยะเมืองน่าน  กับท้าวมหาพรหมเมืองหลวงพระบาง   สามนายคุมพลเมืองของตนกองละ ๓๐๐ บ้าง  ๔๐๐ บ้าง   ทั้งสามกองช่วยกันจับเจ้าอนุและครอบครัวมาได้สิ้น  จำตะโหงกเดินมาทางนั้น  ได้พบกันกับพระยาสุพรรณเวลาจวนค่ำ  พระยาสุพรรณสำคัญว่าเจ้าอนุยกมาจะต่อสู้  จึงสั่งทหารแยกออกเป็นปีกการับทัพลาว  พระหฤทัยกับหลวงชาติสุเรนทรไม่ไว้ใจแก่ราชการ  จึงขึ้นม้าสวนทางไปดูข้าศึกว่าจะยกมามากน้อย  จึงเห็นกองทัพแต่งกายสวมเสื้อหมวกกางเกงเป็นเครื่องไทย  พระหฤทัยจำหน้าพระลับแลขี่ม้านำหน้าทหารนั้นได้ถนัด  จึงทราบว่าหาใช่ข้าศึกลาวไม่  เป็นทัพพระลับแลเมืองเหนือกับทัพลาวเมืองน่านเมืองหลวงพระบาง  นายทัพทั้งสามกองมาแจ้งความให้พระยาสุพรรณบุรีฟังว่า

(https://i.ibb.co/7VywwgQ/Untitlrt5ed-01.jpg) (https://imgbb.com/)

            “พระยาพิชัยใช้ให้พระลับแล   เมืองหลวงพระบางใช้ให้พระมหาสงครามและท้าวมหาพรหม   เมืองน่านใช้ให้นายหนานขัตติยะ  ทั้งสามทัพมาพร้อมกันเข้าตามจับเจ้าอนุและครัวได้สิ้น  ที่ตำบลน้ำโฮเชิงเขาไก่โป่ง  หน้าด่านเมืองพวน  ขุนด่านนายด่านเมืองพวนมานำทัพไปตามจับเจ้าอนุ ๑   กับเจ้าบุตรเจ้าอนุ ๓ คน  เจ้าหญิงชื่อคำแพง ๑   เจ้าหญิงชื่อหนู ๑   เจ้าชายชื่อหนูแดง ๑   กับหลานเจ้าอนุคนหนึ่งเป็นหญิงชื่อเจ้าคำผา   กับภรรยาเจ้าอนุอีก ๖ คน  ชื่อคำปล้องซึ่งเป็นอัครราชเทพี ๑ (ภรรยาหลวง)  และนางสนมอีก ๕ คนชื่อทองดี ๑   คำไส้ ๑   บุษบา ๑   คำเกิด ๑   บุปผา ๑    รวม ๑๑ คน  แต่ตัวนายสาวใช้และไพร่ชายได้ ๔๐ เศษ

           พระยาสุพรรณ  พระอินทรเดช  พระหฤทัย  หลวงชาติสุเรนทร  พระยาเชียงสา  พร้อมกันคุมเจ้าอนุและบุตรภรรยาและญาติครอบครัว  นำมาส่งให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่ค่ายเมืองเวียงจันทน์  เมื่อเดือนอ้ายขึ้นสิบห้าค่ำ  แต่เจ้าราชวงศ์นั้นหาได้ตัวมาไม่  และจะหนีไปแห่งได้ยังไม่ได้ความ

           เจ้าพระยาราชสุภาวดีสั่งให้พระยาสุนทรสงครามซักถามเจ้าอนุ  เจ้าคำแพงบิดาและพี่สาวเจ้าราชวงศ์  เจ้าคำแพงให้การต้องคำเจ้าอนุว่า

           “เจ้าราชวงศ์ถูกแทงและถูกปืนป่วยมา  จะขึ้นช้างเดินบกไปกับเจ้าอนุบิดาไม่ได้  ครั้นถึงท่าช้างข้าม  เจ้าราชวงศ์ใช้บ่าวไปเที่ยวหาเรือเล็กได้สองสามลำ  จึงลงเรือพร้อมด้วยบุตรภรรยาบ่าวไพร่ชายหญิงช่วยกันพายถ่อไป  กว่าจะขึ้นไปถึงบกที่ท่าเมืองมหาชัยกองแก้ว  แล้วจะเดินไปเมืองญวนพร้อมด้วยเจ้าอนุ  เจ้าอนุก็ไม่พบปะกัน  คอยท่าเจ้าราชวงศ์อยู่หลายวันก็ไม่พบปะกัน  คอยเจ้าสุทธิสารก็ไม่พบ  จึงได้พักคอยบุตรหลานอยู่ที่ตำบลน้ำโฮเชิงเขาไก่หน้าด่านเมืองพวน  พวกกองทัพไทยก็ไปจับมาได้ดังนี้”

(สิ้นคำให้การเจ้าอนุ  เจ้าคำแพง  เท่านี้)

           เมื่อเจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ทราบความตามคำให้การเจ้าอนุดังนั้นแล้ว  จึงสั่งให้พระยาณรงค์สงครามคุมพลเมืองนครราชสีมา  กับพระยาพิชัยรณฤทธิ์คุมทัพกรุง  ยกไปติดตามเจ้าราชวงศ์ทางบก  ให้พระยาสงครามเวียงไชยนำทางไป
           สั่งให้พระยาวิชิตณรงค์กับพระยาสุพรรณ  คุมพลทหารยกทัพเรือไปตามเจ้าราชวงศ์  ให้พระยาเชียงสาเป็นทัพนำทางไป  
           ให้พระมหาสงคราม  กับพระอินทรเดช  ยกไปดักทางเมืองเขมร  เผื่อเจ้าราชวงศ์จะไปทางนั้นบ้าง
           ให้พระหฤทัยกับพระรามพิไชย  คุมกองทัพเรือยกไปทางเมืองพง

           ทัพลาวทัพไทยได้แยกย้ายกันไปตามจับเจ้าราชวงศ์หาได้ไม่  สืบถามตามชาวป่าก็ไม่ได้ความว่าไปทางใดทิศใด

           ครั้น ณ วันเดือนอ้ายแรมสิบสามค่ำ  เจ้าพระยาราชสุภาวดีมีบัญชาสั่งให้พระอนุรักษ์โยธา ๑   พระโยธาสงคราม ๑   หลวงเทเพนทร ๑   หลวงพิไชยเสนา ๑   พระนครเจ้าเมืองขอนแก่น ๑   ราชวงศ์เมืองชนบท ๑   พระมหาดไทยเมืองนครราชสีมา ๑   รวมเป็นนายทัพนายกอง ๘ นาย  คุมไพร่พล ๘๐๐  คุมตัวเจ้าอนุและครอบครัวลงมาส่งให้ถึงที่เมืองสระบุรี  ซึ่งพระยาพิไชยวารี (โต) ขึ้นไปตั้งรับครอบครัวส่งเสบียงอาหารอยู่ที่เมืองสระบุรีนั้นแล้ว  พระยาพิไชยวารีจึงสั่งให้ทำกรงขังเจ้าอนุตั้งประจานไปกลางเรือ  จึงพระอนุรักษ์โยธา  พระโยธาสงคราม  คุมเรือเจ้าอนุตีฆ้องตระเวนลงมาตามลำน้ำเมืองสระบุรีถึงกรุงเก่า  

(https://i.ibb.co/CJ6HvrZ/6331522024717313755-n-350.jpg) (https://imgbb.com/)

           จนถึงกรุงเทพมหานคร ณ วันเดือนยี่ขึ้นสิบเอ็ดค่ำ  เจ้าพนักงานนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา  โปรดเกล้าฯ ให้จำตรวนเจ้าอนุไว้ที่ทิมแปดตำรวจ  แต่บุตรหลานผู้หญิงกับภรรยาน้อย ๆ ให้ส่งไปเป็นชาวสะดึงทั้งสิ้น

(https://i.ibb.co/RSh1vBk/116289548.jpg) (https://imgbb.com/)

          แล้วมีพระราชโองการ  ดำรัสสั่งให้เจ้าพนักงานทำที่ประจานเจ้าอนุ  ลงที่ตรงหน้าพระที่นั่งสุทไธสวริยปราสาท  ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่สำหรับไว้เจ้าอนุ  แล้วมีรั้วตาตารางล้อมรอบทั้งสี่ด้าน  และทำกรงเหล็กน้อยสำหรับไว้เจ้าบุตรหลานภรรยาญาติเจ้าอนุอีก ๑๓ กรง  ตั้งเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นแถว  มีเครื่องกรรมกรณ์สำหรับลงทัณฑ์พวกนักโทษนั้นพร้อม   คือครกสากสำหรับโขลกตาย  เบ็ดสำหรับเกี่ยวปากแขวนให้ตาย  มีกระทะสำหรับทอดต้มให้ตาย  มีขวานสำหรับผ่าอกให้ตาย  มีเลื่อยสำหรับเลื่อยคนนักโทษให้ตาย  มีเชื้อน้ำมันชุบน้ำมันยางคลุมตัวนักโทษ  และจะได้นำไฟจุดไฟให้ไหม้ลุกลามตาย   มีเครื่องทำโทษไว้ครบทุกสิ่งทุกอย่าง   แล้วตั้งไม้ขาอย่าง  มีไม้รวกแหลมเป็นหลาวสำหรับเสียบนักโทษทั้งเป็นครบทุกคน  ตั้งเรียงเป็นแถวกันไปตามท้องสนามหน้าจักรพรรดิคือท้องสนามชัย.......”

           * ในที่สุดเจ้าอนุก็หนีไปไม่รอดเงื้อมมือเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง)  ที่สั่งการให้แม่ทัพนายกองออกติดตามจับทุกทิศทุกทาง  กองของพระลับแล  หนานขัตติยะเมืองน่าน  และหลวงพระบาง  ตามจับได้ก่อนทัพพระยานครสวรรค์ที่ไปถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน  จับได้ในเขตเมืองพวน  โดยเจ้าน้อยเมืองพวนให้คนมาแจ้งข่าวว่าพบคณะของเจ้าอนุที่ตำบลน้ำโฮเชิงเขาไก่โป่ง

           เจ้าอนุถูกใส่กรงนั่งกลางเรือแห่ประจาน  ตั้งแต่เมืองสระบุรีจนถึงกรุงเทพมหานคร  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) โปรดให้ทำกรงเหล็กขังประจานไว้  นำเครื่องประหารนักโทษนานาชนิดมาเป็นเครื่องประดับกรงเหล็ก  ทำนองว่าเจ้าอนุควรจะถูกเครื่องประหารชนิดใดประหารชีวิต  จึงจะสาสมกับโทษที่เขาทำลงไป  พรุ่งนี้มาอ่านดูความกันต่อดีกว่าครับ

เต็ม อภินันท์
วันศุกร์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ / ๐๕.๓๐ น.
ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่นำมาประกอบนี้ในเน็ต


หัวข้อ: Re: - อานามสยามยุทธ -
เริ่มหัวข้อโดย: บ้านกลอนน้อยฯ ที่ 30, เมษายน, 2563, 11:21:35 PM
(https://i.ibb.co/VNwnk31/9786162571855l.jpg) (https://imgbb.com/)

- อานามสยามยุทธ ๔๓ -

เจ้าอนุถูกประจานไม่นานนัก
เกิดกระอักเลือดตายไปต่อหน้า
ลูกหลานตนพ้นราชอาชญา
หมดปัญหาลาวเนื่องต่อเรื่องญวน

เจ้าเวียดนามสั่งให้จับนายทัพส่ง
โดยเจาะจงตัวมาจะสอบสวน
ค้านว่าไทยล้างเวียงจันทน์นั้นไม่ควร
ก่อชนวนสงครามลามยาวไกล


           อภิปราย ขยายความ........................

           เมื่อวันวานนี้ได้นำความใน “อานามสยามยุทธ”ที่  ก.ศ.ร. กุหลาบ เรียบเรียงตามบันทึกในราชการสงครามของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิง) มาให้อ่านกันถึงตอนที่  เจ้าอนุหนีไปไม่รอดเงื้อมมือเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิง)  ที่สั่งการให้แม่ทัพนายกองออกติดตามจับทุกทิศทุกทาง  กองของพระลับแล  หนานขัตติยะเมืองน่าน  และหลวงพระบาง  ตามจับได้ก่อนทัพพระยานครสวรรค์ที่ไปถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน  จับได้ในเขตเมืองพวน  โดยเจ้าน้อยเมืองพวนให้คนมาแจ้งข่าว  ว่าพบคณะของเจ้าอนุที่ตำบลน้ำโฮเชิงเขาไก่โป่ง  แล้วถูกใส่กรงนั่งกลางเรือแห่ประจานตั้งแต่เมืองสระบุรีจนถึงกรุงเทพมหานคร  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) โปรดให้ทำกรงเหล็กขังประจานไว้  นำเครื่องประหารนักโทษนานาชนิดมาเป็นเครื่องประดับกรงเหล็ก  ทำนองว่าเจ้าอนุควรจะถูกเครื่องประหารชนิดใดประหารชีวิต  จึงจะสาสมกับโทษที่เขาทำลงไป  วันนี้มาอ่านความกันต่อครับ

(https://i.ibb.co/CvFjZkB/116289548.jpg) (https://imgbb.com/)

            “ครั้นเวลาเช้า ๆ โปรดเกล้าฯ ให้นำนักโทษออกประจานที่กลางสนามหน้าพระที่นั่งสุทไธสวริยปราสาท  คืออ้ายอนุ ๑   อ้ายโป่สุทธิสาร ๑   อ้ายเต้ ๑   อ้ายปั้น ๑   อ้ายดวงจันทน์ ๑   อ้ายสุวรรณจักร ๑   รวมบุตรอ้ายอนุ ๗ คน  กับหลานอ้ายอนุอีก ๕ คนคือ  อ้ายสุริยะ ๑   อ้ายง่อนคำใหญ่ ๑   อ้ายคำบุ ๑   อ้ายทองดี ๑   อีคำปล้องอัครราชเทพีมเหสี ๑   รวม ๑๔ คน  ออกมาขังไว้ในกรงเหล็ก  จำครบทุกคน  คนละกรงเรียงกันไป  อีคำปล้องอัครราชเทพีอ้ายอนุนั้น  ให้ถือพัดกาบหมากเข้าไปนั่งพัดอ้ายอนุสามีอยู่ในกรงเหล็ก  ให้ปฏิบัติสามีด้วย  แล้วให้อีเมียน้อย ๆ สาว ๆ แต่งกายนุ่งผ้าซิ่นห่มสีแดง  ถือกะบายมีข้าวปลาอาหาร  ออกไปเลี้ยงผัวที่ในกรงทุกกรง  ทำประจานให้ราษฎรชายหญิงพลเมืองดู  ทั้งในกรุงและนอกกรุงพากันตื่นแตกมาดูแน่นอัดไปทุกเวลาเช้าเย็นมิได้ขาด  ที่ลูกผัวญาติพี่น้องต้องเกณฑ์ไปทัพตายเสียครั้งนั้น  ชวนกันมานั่งบ่นรำพันต่าง ๆ นานา  ทุกเวลาทุกวัน  เพราะโกรธว่าพวกอ้ายลาวนี้ก่อเหตุให้พ่อลูกพี่น้องไปทัพตาย  ครั้นเวลาบ่ายแดดร่มท้องสนาม  พาบุตรหลานอ้ายอนุที่จับมาได้นั้น  ขึ้นขาอย่างเป็นแถวกันไปให้ร้องประจานโทษตนต่าง ๆ  ครั้นเพลาพลบค่ำก็พาลงจากขาอย่างเข้ามาจำตรวนดังเก่า  กระทำดังนี้ประจานอยู่ประมาณ ๗ วัน ๘ วัน  ก็พอเจ้าอนุป่วยลงเป็นโรคลงโลหิตไหลได้ ๓ วันก็ตาย  โปรดเกล้าฯ ให้นำศพอ้ายอนุไปเสียบประจานไว้ ณ ที่สำเหร่  อย่าให้ข้าราชการดูเยี่ยงอย่างอ้ายอนุต่อไป  อ้ายอนุเกิดเมื่อปีกุนนพศก  เมื่อกรุงเก่าแตกเสียแก่พม่า  เมื่ออ้ายอนุตายอายุได้ ๖๐ ปี  การที่ทรงพระราชดำริจะประหารชีวิตบุตรหลานของอ้ายอนุที่ร่วมคิดเป็นขบถนั้น  ก็สงบเงียบไป  ไม่ได้ฆ่าเลย

(https://i.ibb.co/hsNsNvX/minh-mang-emperor.jpg) (https://imgbb.com/)

           ฝ่ายพระเจ้าเวียดนามได้ทรงทราบว่า  ที่เจ้าน้อยเมืองพวนคิดอ่านเป็นใจ  ใช้คนไปบอกทัพไทยให้ยกกองทัพมาจับเจ้าอนุในเขตเมืองพวน  ซึ่งเป็นราชอาณาจักรของกรุงเวียดนามนั้น  ก็ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัยแก่เจ้าน้อยเมืองพวน  ซึ่งเป็นหัวเมืองประเทศราชของกรุงเวียดนาม  กรุงเวียดนามจึงโปรดให้องทงเจอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ  มีท้องตราบังคับหาเจ้าน้อยเมืองพวนขึ้นเฝ้า  แล้วดำรัสสั่งให้เสนาบดีกรุงเวียดนามปรึกษาโทษเจ้าน้อยเมืองพวนจะผิดประการใด  ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยปรึกษาพร้อมกันลงเนื้อเห็นว่า

            “เจ้าน้อยเมืองพวนเป็นเจ้าประเทศราช  ข้าขอบขัณฑเสมาอาณาจักรกรุงเวียดนามแล้ว  และไม่ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตภักดีแต่พระเจ้ากรุงเวียดนามตามที่ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงมานั้น  กลับใจไปนัดหมายให้ไทย  ซึ่งเป็นเมืองนอกพระราชอาณาจักร  ให้ยกทัพเข้ามาจับเจ้าอนุในเขตแดนเมืองพวน  ซึ่งเป็นอาณาจักรกรุงเวียดนาม  ก่อการให้นานาประเทศล่วงมาดูหมิ่นดูถูกพระเกียรติยศกรุงเวียดนาม  ให้เสื่อมเสียอำนาจพระบารมีกรุงเวียดนามไปชั่วฟ้าและดิน  กับเจ้าน้อยเมืองพวนก็ขาดความเมตตาจิต  คิดจับเจ้าอนุลาวชาติเดียวกัน  ส่งให้แก่ไทยชาติ  อันผิดด้วยการล่วงพระราชอาชญากรุงเวียดนามอย่าง ๑   ผิดด้วยขาดเมตตาจิตแก่เจ้าบ้านผ่านเมืองประเทศลาวชาติเดียวกันอย่าง ๑   หาควรที่จะทรงชุบเลี้ยงไว้ไม่  ขอให้ประหารชีวิตเจ้าน้อยเมืองพวนเสียตามกฎหมายในแผ่นดินกรุงเวียดนาม  ให้เป็นตัวอย่างแก่เจ้าประเทศราชลาวและญวนในพระราชอาจักรกรุงเวียดนามต่อไป  อย่าให้ใครทำตามเยี่ยงนี้”

           ฝ่ายพระเจ้ากรุงเวียดนามได้ทราบคำปรึกษาเสนาบดีผู้ใหญ่ดังนั้น  จึงโปรดเกล้าฯ ให้พนักงานนำเจ้าน้อยเมืองพวนไปฆ่าเสียที่กรุงเว้ (เมืองหลวงญวน)

           พระเจ้าเวียดนามทรงแต่งให้บันชุนเวียนขุนนางฝ่ายทหารรักษาพระองค์  เป็นราชทูต ๑     มาลาถูดิน เป็นอุปทูต ๑     กับขุนนางล่ามพนักงาน ๔ นาย  และไพร่ญวน ๘๐ คน  ลงเรือรบทะเลเชิญพระราชสาส์นกรุงเวียดนามเข้ามากรุงเทพฯ  ราชทูตานุทูตญวนเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ณ วันเดือนสี่ขึ้นสิบค่ำ

(https://i.ibb.co/YtzVcKh/Untitlefdd-4.jpg) (https://imgbb.com/)
เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)
รับบทโดย วิวัฒน์ ผสมทรัพย์ ในละคร “ข้าบดินทร์”

           เจ้าพระยาพระคลังจัดการรับรองราชทูตญวนตามธรรมเนียมฝ่ายสยามแต่ก่อนมา  ได้ให้ขุนทรงพานิชกับหมื่นพาทีไพเราะล่ามญวน  แปลพระราชสาส์นญวนเป็นภาษาไทยมีใจความว่า

            “พระราชสาส์นพระเจ้าเวียดนามดึกว่องเด้ทรงพระปรารภถึงการสงครามครั้งเวียงจันทน์นั้น  ขุนนางนายทัพไทยชื่อทุงวิไชยฆ่าญวนตายเสีย ๔๘ คนที่เมืองนครพนมฝ่ายลาว  กับขุนนางไทยนายทัพอีกพวกหนึ่ง  ชื่อชิดชุมซุงกิมดอง ๑   ชื่อลงนะรา ๑   พวกนี้ยกทัพล่วงเข้าไปเก็บส่วยในเมืองถู  ตือเขตแดนญวน  ผิดด้วยอย่างธรรมเนียมเมืองเป็นไมตรีกัน  กรุงเวียดนามเห็นว่าขุนนางไทยซึ่งเป็นแม่ทัพนายกองซึ่งชื่อว่า  “ทุงวิไชย ๑”   ชื่อ “ชิดชุม ๑”   ชื่อ “ซุงกิมดอง ๑”   ชื่อ “ลงนะรา ๑”   สี่คนนี้มีความผิดมาก  ทำการล่วงเกินอำนาจตนและดูถูกดูหมิ่นอำนาจกรุงเวียดนามด้วย  ข้อที่ดำเนินกองทัพไทยเข้าไปในเขตญวน  เก็บส่วยสาอากรที่เมืองขึ้นแก่ญวน  แล้วก็ฆ่าญวนตาย ๔๘ คนในระหว่างทางราชการต่อกันนั้น  หาชอบด้วยทางยุติธรรมไมตรีกันดีไม่   บัดนี้ ขอให้กรุงพระมหานครศรีอยุธยาส่งตัว   “ทุงวิไชย ๑   ชิดชุม ๑   ซุงกิมดอง ๑   ลงนะรา ๑”   สี่คนผู้มีความผิดนี้ออกไปกรุงเวียดนาม  จะได้ให้ขุนนางผู้ใหญ่ไล่เลียงไต่ถามชำระดูว่า  จะผิดชอบประการใด  จะได้บอกเข้ามาให้ไทยทราบ

           อนึ่ง  เมืองเวียงจันทน์นั้นเล่าก็เป็นเมืองประเทศราช  ถวายดอกไม้เงินทองสิ่งของบรรณาการอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย  คือญวนและไทย  ไม่ควรที่จะให้เมืองเวียงจันทน์สาบสูญเสียเลย  พระเจ้ากรุงเวียดนามทรงเสียดายเมืองเวียงจันทน์ยิ่งนัก  ด้วยเป็นเมืองสืบเชื้อสายกษัตริย์ลาวมากว่า ๒,๐๐๐ ปี  ก่อนกรุงไทยและญวน  บัดนี้ก็ขอให้กรุงศรีอยุธยาทรงตั้งเจ้าเมืองเวียงจันทน์ขึ้นดังเก่า  จะได้มีเกียรติยศด้วยกันทั้งไทยและญวน  ซึ่งเป็นพระมหานครใหญ่อุปถัมภ์เมืองน้อยไว้  ให้สืบราชประเพณีโบราณ  นานาประเทศน้อยใหญ่จะได้พูดสรรเสริญกรุงพระมหานครศรีอยุธยาและกรุงเวียดนาม  ซึ่งไทยจะไม่ตั้งเมืองเวียงจันทน์ให้กลับคืนขึ้นเป็นเมืองประเทศราชดังเก่า  จะให้ทิ้งเสียเป็นป่าดงดังนั้นหาประโยชน์ไม่เลย  ประดุจทารกที่ไม่รู้จักเดียงสาหยิบก้อนดินและศิลาโยนขึ้นไปบนกลางอากาศ  แล้วตั้งตาแลดูอยู่ที่ตรงก้อนศิลานั้นก็จะพลัดตกลงมาถูกหน้าเด็กคนนั้นเองฉันใด   ก็ได้แก่ไทยทำกับเวียงจันทน์ฉันนั้น  หาบังควรไม่”

            (มีข้อความญวนพูดบริภาษตัดพ้อต่าง ๆ นานา