บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล

คำประพันธ์ แยกตามประเภท => กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม => ข้อความที่เริ่มโดย: แสงประภัสสร ที่ 26, ตุลาคม, 2567, 08:41:09 AM



หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๗.โปฏฐปาทสูตร ~กาพย์ตุรงคธาวี
เริ่มหัวข้อโดย: แสงประภัสสร ที่ 26, ตุลาคม, 2567, 08:41:09 AM

(https://i.ibb.co/yQsTqtn/Screenshot-20241011-094524-Chrome.jpg) (https://ibb.co/MCNT7rD)
ประมวลธรรม : ๗.โปฏฐปาทสูตร(สูตรว่าด้วยการโต้ตอบกับโปฏฐปาทปริพพาชก)

กาพย์ตุรงคธาวี

  ๑.พุทธ์เจ้า,อยู่....."เชตวนาฯ"ตรู.....วัดคู่สาวัตถี
เสด็จออกบิณฑ์....แล้วผินสู่"มัลลีฯ"....ที่พักโปรด....ของ"โปฏฐ์ปาฯ"นักบวช
พร้อมศิษย์ผอง......สามพันคนมอง......โปฏฐ์ฯตรองกล่าวรับรวด
นิมนต์นั่ง....เตรียมฟังเทศน์สวด....สงสัยใด....ถามไว้ปัญหามี

  ๒.โปฏฐ์ฯถามนา......."อภิสัญญา"......ดับกล้าความจำหนี
แต่ฌานหนึ่ง....จนถึงฌานเก้ารี่....หมดราคะ....โทสะ,โมหะลง
ปัญหามี.......ถกเถียงกันรี่.......พราหมณ์คลี่แน่วประสงค์
เมื่อตายแล้ว...."จำ"แคล้วหมดปลง....จำอย่างไร....ถามไซร้สี่ประเด็น

  ๓.หนึ่ง,สภาพบ่ง......มีชีวิตคง......เรียกส่ง"ตัวตน"เด่น
เรียก"ชีวะ"....ก็สภาพที่เป็น....เรียกสัตตะ....คือสภาพที่มี
สัญญาตรู.......มีความจำ,รู้......เกิดกรู-ดับไม่คลี่
ไร้ปัจจัย....เหตุไซร้มิมี....เกิดมี"จำ"....ดับย้ำไร้"จำ"

  ๔.สอง,พวกอื่น......ค้านไม่ใช่ยืน......"จำ"รื่นคือ"ตน"นำ
"สัญญา,จำ"เข้า....หรือเร้าออกกระทำ....เมื่อเข้าแล้ว....คนแกล้วมีสัญญา
จึงจำได้......หมายรู้สิ่งไซร้......หากไกลออกแล้วหนา
สัญญาหาย....สิ้นหมายรู้นา...."จำ"ไม่มี....ไกลหนี"อัตตา,ตน"

  ๕.สาม,บางกลุ่ม.....ค้านมิใช่รุม......พราหมณ์ทุ่มมีฤทธิ์ผล
นำสัญญา...."เข้า"พา"ออก"ดล...."เข้า"ก็จำ...."ออก"ย้ำไร้มี
สี่,บ้างตรอง.......ค้านมิใช่ครอง......แต่ผองเทพฤทธิ์ศรี
สัญญา"เข้า"...."ออก"เล่าทวี...."เข้า"ก็มี...."ออก"ลี้สัญญา,จำ

  ๖.โปฏฐ์ฯถามว่า......"อภิสัญญาฯ"......เป็นมาอย่างไรด่ำ
พุทธ์องค์ตอบ....พราหมณ์สอบสัญญาพร่ำ....ว่าดับลง....เหตุบ่งไร้ปัจจัย
จะผิดท้น......สัญญาของคน......เกิดจนดับเหตุไซร้
สัญญาหนึ่ง....จะพึงเกิดขึ้นไว....เพราะได้เรียน....และเพียรมั่นพระธรรม

  ๗.สัญญาดับ......ตัดลงได้ลับ......ต้องรับสิกขาล้ำ
สัญญา,เรียน....วิเชียรสาม"ศีล"นำ....สมาธิ...และตริปัญญาครอง
แล้วตรัสชี้.......กุลบุตรบวชรี่.......เต็มปรี่ศีลสามผ่อง
เล็ก-กลาง-ใหญ่....ศีลใสสามส่อง....บำเพ็ญถึง....ฌานหนึ่ง"จำ"กามปลง

  ๘.เหลือจำชัด......ปีติ,สงัด......ถูกจัด"ฌานหนึ่ง"คง
ฌานสองคลี่....สงัด,ปีติดับลง....คงเหลือ"จำ"....สุขนำจากสมาธิ์
ฌานสามสุข.......จากสมาธิ์เลือนรุก......เหลือชุก"อุเบกขา"
ความวางเฉย....เกิดเลย"จำ"เลิศนา....สุขย่อมมี....จริงดีในฌานเอย

  ๙.ฌานสี่"จำ".......สุขุมกระหน่ำ......ดับล้ำ"อุเบกฯ"เผย
"จำ"เหลือรุก....ไม่ทุกข์ไม่สุขเอย....สัจจะแน่....เหลือแค่รู้เฉยวาง
อรูปฌาน.......หนึ่ง"อากาฯ"งาน......จะราน"จำรูป"ผาง
รูปสัญญา....ดับนาไร้รูปวาง....เหลืออากาศ....จำยาตรเป็นอารมณ์


หัวข้อ: Re: ประมวลธรรม: ๗.โปฏฐปาทสูตร ~กาพย์ตุรงคธาวี
เริ่มหัวข้อโดย: แสงประภัสสร ที่ 26, ตุลาคม, 2567, 08:45:09 AM

(ต่อหน้า ๒/๔)ประมวลธรรม: ๗.โปฏฐปาทสูตร

๑๐.อรูปฌาน......สอง"วิญญาฯ"พาน......จะรานสัญญาสม
เหลือแต่ขาน....วิญญาณเป็นอารมณ์....สัญญาเลิด....บรรเจิดสุขุมตรง
อรูปฌาน.......สาม"อากิณฯ"งาน......จะผลาญวิญญาฯปลง
มีสัญญา....ยอดกว่าฌานก่อนส่ง....วิญญ์ฯไม่สุด....ยังรุดอารมณ์เอย

  ๑๑.สงฆ์เจริญ.....ฌานสูงเผชิญ......เลิศเกริ่นสัญญาเผย
สัญญาเป็น....เลิศเด่นกว่าเดิมเปรย....ทุกขั้นฌาน....ตรึกขานโดยแยบคาย
เกิดคิดมอง......ถ้าไม่คิดลอง......ผลครองดีกว่าหมาย
"คิดไม่ดี".....จะชี้เลิกคิดวาย....จะดีกว่า....คิดว้าวุ่นหทัย

  ๑๒.คิดปรุงแต่ง......สัญญาเลิศแจ้ง......ดับแปลงสื้นสุดไป
สัญญาหยาบ....เกิดวาบมาแทนไว....มิคิดปรุง...."หยาบ"จุ่งมิเกิดเลย
หยาบอย่างอื่น.....ไม่เกิดอีกขื่น......ปรุงลื่นมิมีเผย
จึงถูกต้อง....ครรลอง"นิโรธ"เอย....ลุความดับ....ให้ลับไปสิ้นเชิง

  ๑๓.ความทั้งผอง......สัญญาเดิมต้อง......ดับนองตามกระเจิง
สัญญาใหม่....เกิดไซร้ดีเถกิง....ต่อเนื่องไป....ฌานไกลสุดรุดมา
เลิกปรุงแต่ง.......สัญญาดับแจง......ก็แจ้ง"อภิสัญญา"
วิชาหลัก....ตระหนักรูปฌานหนา....อรูปฌาน....ผู้ชาญประพฤติตน

  ๑๔.พุทธ์องค์ถาม......โปฏฐ์ปายินความ......เคยตามหรือไม่ผล
มิเคยยิน....ขอผินถามยล....อีกหลายข้อ....ข้ารอฟังอยู่ตรอง
โปฏฐ์ปาถาม......สัญญามีลาม......"หนึ่ง"งามหรือ"มาก"ผอง
ทรงตอบว่า.....มีหนา"หนึ่ง,มาก"ครอง....ตามที่จะ....ดับละนิโรธไกล

  ๑๕.ทูลถามว่า......"สัญญา,จำ"กล้า......เกิดหนาก่อนฌานใส
หรือ"ญาณ,รู้"....เกิดพรูมาก่อนไว....หรือพร้อมกัน....เกิดพลันเวลาเดียว
พุทธ์องค์ตรัส.......ตอบสัญญาชัด.....อุบัติก่อนญาณเชียว
ถามสัญญา...."อัตตา,ตัวตน"เปรียว....เหมือนคล้ายกัน....หรือครันเกี่ยวตัวคน

  ๑๖.หรือสัญญา......"จำ"กับ"อัตตา".......ไป่นาอันเดียวปน
พุทธ์องค์ตรัส....คำอัตตาคิดก่น....เป็นอย่างไร....คิดใดจงตอบมา
ทูลตอบรี่......รูปกอปรธาตุสี่.....คือชี้อัตตาหนา
ทรงตอบว่า....อัตตาของท่านนา....เป็นอย่างหยาบ....สองปราบมิข้องใด

๑๗.สัญญา,จำ......เป็นอย่างหนึ่งนำ......"ตน"ร่ำอีกอย่างไข
อัตตา,ตน....ยังยลเด่นอยู่ไซร้...."จำ"หนึ่งเกิด....อีกหนึ่งเถิดดับลง
ทูลถามหนา......ตนเข้าใจว่า......"จำ"เกิดจากใจตรง
โดยตา,หูฯ....มีอยู่ประเดิมส่ง...."จำ"และ"ตน"....เป็นคนละอันเลย

  ๑๘.ตรัสตอบไว้......"จำ"เป็นอื่นไซร้......"ตน"ใช่เป็นอื่นเผย
ตนสำเร็จ....เกิดเสร็จด้วยใจเอย...."จำ"ตั้งอยู่...."จำ"กรูเกิดดับไป
ทูลต่อเนื่อง......"ตน"ไร้รูปเรือง.....เกิดเปรื่องจาก"จำ"ไข
ทรงตรัสว่า....ก็ถ้าอย่างนั้นไซร้...."จำ"และ"ตน"....ล้วนด้นคนละอัน

  ๑๙.ทรงตอบ"ตน".......ไม่มีรูปยล.......เกิดดลด้วย"จำ"สรรค์
"จำ"ตั้งอยู่....หนึ่งกรูเกิดพลัน....อีกอันกลับ....ลุดับลงทันที
ถามต่อว่า......อาจรู้ไหมจ้า......."สัญญา"เป็น"ตน"มี
ครือตนเป็น....อื่นเด่นหรือ"จำ"นี้....เป็นอย่างอื่น....มิกลมกลืนกันเลย

  ๒๐.พุทธ์องค์ตรัส.......โปฏฐ์ปาฯเห็นชัด......ชอบซัดส่ายอื่นเอ่ย
เห็นอย่างอื่น....ยากขืนจะรู้เปรย....คนนอกศาสน์....คิดพลาดมิตรงกัน
ทูลถามความ.....ทิฎฐิสิบตาม.......แนวลามส่วนสุดดั้น
แบ่งห้าหมวด....ข้อรวดมีสองครัน...รวมสิบเรื่อง....กระเดื่องสุดโต่งครา

  ๒๑.โปฏฐ์ปาฯเปรย......หนึ่ง"โลกเที่ยง"เผย......หรือเปรย"ไม่เที่ยง"หนา
สอง,โลกมี...."ที่สุด"หรือเห็นว่า...."ไม่มีสุด".....แนวรุดอย่างใดกัน
สาม,"ชีวะ"......กับ"สรีระ"จะ......ปะอันเดียวกันมั่น
หรือทั้งสอง....ตรึกตรองแล้วฉะนั้น....คนละอย่าง....แตกต่างกันไปเอย

  ๒๒.สี่,เมื่อสัตว์......ตายแล้วแจ้งชัด....."สลัดเกิด"หรือ"เกิด"เผย
ห้า,ตายแล้ว....ยังแจ้ว"มีเกิด"เอย....ทั้ง"ไม่เกิด"....หยุดเพริดก่อชีพไกล
หรือว่า"เกิด".......ก็ไม่ใช่เริด......เตลิด"ไม่เกิด"มิใช่
แต่พุทธ์องค์....มิทรงตอบไว้....เพราะไร้ประโยชน์....ไม่โลดทางนิพพาน

  ๒๓.ทูลถามว่า......ทรงพยากรณ์หนา......เรื่องหล้าใดบ้างสาน
พุทธ์เจ้าตอบ....เหตุครอบเกิดทุกข์ผลาญ....เรื่องดับทุกข์....แน่วบุกทางดับลง
คือแปดมรรค.......ทางดับประจักษ์......จึงผลักกิเลสปลง
หมดทุกข์สิ้น....ผลินสุขยืนยง....ตรัสเสร็จแล้ว....ทรงแคล้วจากที่ไป


หัวข้อ: Re: ประมวลธรรม: ๗.โปฏฐปาทสูตร ~กาพย์ตุรงคธาวี
เริ่มหัวข้อโดย: แสงประภัสสร ที่ 27, ตุลาคม, 2567, 08:42:13 AM

(ต่อหน้า ๓/๔ ประมวลธรรม ๗.โปฏฐปาทสูตร)

  ๒๔.สอง-สามวัน.....ต่อมาโปฏฐ์ฯดั้น....เฝ้าครันพุทธ์เจ้าไว
พร้อม"จิตตะ"....เพื่อจะทูลความไซร้....ถูกนักบวช....กล่าวรวดว่าแดกดัน
ไม่ว่าทรง......ตรัสสิ่งใดบ่ง....ข้าฯคงรับรองครัน
เขามิเห็น....ทรงแจงเด่นธรรมสรรค์...
บอกยืนยัน....ให้มั่นเพียงแง่เดียว

  ๒๕.โปฏฐ์ปาฯเล่า.......ได้ตอบพวกเขา......ธรรมเพราพุทธ์เจ้าเชี่ยว
ทางปฏิบัติ....จริงชัดแท้แน่เทียว....อันถูกต้อง....ทำนองคลองธรรมดี
ปราชญ์บุรุษ......ข้าพระองค์ดุจ......จะยุดภาษิตดี
ที่ถูกต้อง....จริงตรองท่วมทวี....ได้อย่างไร....จึ่งได้รับรองไป

  ๒๖.พุทธ์เจ้าตรัส.....ทรงแจงธรรมคัด......บ่งชัดแง่เดียวไข
"เอกังฯ"เดี่ยว....ลางเกี่ยวหลายแง่ไกล..."อเนกังฯ"....หลายหลั่งแง่ขจร
แง่เดียวคือ......ทุกข์,เหตุทุกข์พรือ......ทางปรือดับทุกข์ถอน
โลก,หลายแง่....เที่ยงแท้ไม่เที่ยงคลอน....มีที่สุด....และรุดไม่สุดทาง

  ๒๗.พุทธ์เจ้าเคย......ถามพราหมณ์ที่เผย......เห็นเปรยตายแล้วพลาง
"อัตตา,ตน"....สุขล้นส่วนเดียววาง....ไร้โรคา....พยาธิเบียนครือ
ทรงซักต่อ......ท่านเห็นโลกคลอ.....สุขส่อส่วนเดียวหรือ
ทรงถามว่า....อัตตา,ตนสุขถือ....คืน,ครึ่งวัน....สุขพลันส่วนเดียวไร

  ๒๘.ทรงถามดู......รู้ทางเดินสู่......โลกหรูสุขเดียวไหม
พราหมณ์พฤติดี,....ชอบรี่ลุโลกไซร้....สุขส่วนเดียว....ทำเชี่ยวหรือไม่กราน
ถามทั้งหมด......พราหมณ์ตอบ"เปล่า"พจน์.....เรียกจดปาฏิหารย์
โปฏฐ์ปาฯรับ....สดับไร้อัศ์จรรย์งาน....ไม่คงเตือน....เพราะเลื่อนลอยมิจริง

  ๒๙.ทรงเปรียบกลุ่ม......ตายแล้ว"ตน"สุม.....สุขชุมส่วนเดียวสิง
ไร้โรคา....จริงหนามิรู้ยิ่ง....เปรียบหลงรัก....หญิงนักไม่รู้นาม
บ้านอยู่ไหน......มิเคยรู้ใด.......ย่อมไม่สำเร็จงาม
หรือเปรียบคน....ขึ้นบนปราสาทคาม....มีบันได....แต่ไม่รู้ทิศทาง

  ๓๐.แล้วทรงแสดง.......อัตตาสามแจ้ง......หนึ่งแบ่ง"กามภพ"วาง
ตน"รูป"เด่น....ดังเช่นมนุษย์,สัตว์อ้าง....เทวาท้น....มีตนหยาบอยู่ดล
สอง"รูปภพ".......เกิดจากใจครบ.......คือจบรูปพรหมผล
สาม"อรูปภพ"....เกิดนบสัญญาดล....รูปไม่มี....เรียกรี่อรูปพรหม

  ๓๑.พุทธ์เจ้าชี้......ละอัตตาสามนี้......จะมีธรรมผ่องสม
ปัญญายิ่ง....สุขจริงอิ่มใจชม....สติครบ....สงบแน่วสมบูรณ์
ทรงตรัสว่า......กระทำละอัตตา......เปรียบว่าชี้ทางจรูญ
ตั้งบันได....ปรี่ไวทิศถูกกูล....ปราสาทมี.....อยู่ชี้จริงแน่นอน

  ๓๒.ทรงอธิบาย......ย้ำความเห็นกราย......บุตรนายควาญช้างก่อน
จิตตะทราบ....สภาพอัตตานอน....ฐานะใด....ก็ไม่อยู่อื่นเลย
อัตตาหยาบ......มีรูปเห็นทาบ......กอปรนาบธาตุสี่เผย
มนุษย์,สัตว์....ก็ชัดห่างไกลเลย....สภาพละเอียด....มิเฉียดแต่ห่างไกล

๓๓.อัตตา,ตน......ละเอียด"รูป"ดล.....เกิดด้นยิ่งจากใจ
ละเอียด,ตน....เกิดพ้นจากรูปได้....รูปไม่มี....เกิดปรี่สัญญาครัน
อยู่ตอนไหน......มิเปลี่ยนสภาพไซร้......ฐานใดคงเดิมสรรค์
เหมือนน้ำนม....เนยซมจะตรงดั้น....เป็นอะไร....ก็ไม่เป็นอื่นเคย

  ๓๔.ทรงสรุปว่า......ถ้อยคำอัตตา......ชื่อคว้า"โลกสมัญญ์ฯ"เผย
"โลกนิรุติ"....พูดรุดในโลกเอย...."โลกวิหาร"....เล่าขานทางโลกความ
"โลกบัญญัติ"......กำหนดสิ่งชัด......ถนัดรู้ตรงตาม
ตถาคต....พูดพจน์ถ้อยคำลาม....แต่มิยึด....มิพฤติถือมั่นปลง

  ๓๕.จบเทศนา.......นักบวช"โปฏฐ์ปาฯ".......เสริญกล้าพระธรรมบ่ง
อุบาสก....ตนปรกพระรัตน์ฯส่ง....เป็นที่พึ่ง....จนถึงนิรันดร์กาล
จิตตะพลาง......บุตรนายควาญช้าง......กระจ่างบวชสราญ
ได้สำเร็จ....ลุเสร็จธรรมแตกฉาน....พระอรหันต์....กระชั้นกาลต่อมา ฯ|ะ

แสงประภัสสร

ที่มา : สุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน หน้า ๓๐๖-๓๑๐


หัวข้อ: Re: ประมวลธรรม: ๗.โปฏฐปาทสูตร ~กาพย์ตุรงคธาวี
เริ่มหัวข้อโดย: แสงประภัสสร ที่ 27, ตุลาคม, 2567, 08:44:27 AM
(ต่อหน้า ๔/๔) ประมวลธรรม ๗.โปฏฐปาทสูตร

เชตวนาฯ=เชตวนาราม
มัลลีฯ=มัลลิการาม
โปฏฐ์ปาฯ,โปฏฐ์ฯ=โปฏฐปาทปริพพาชก
อภิสัญญาฯ=อภิสัญญานิโรธ คือ การดับความจำได้หมายรู้อันยิ่งใหญ่
อัตตา=ตัวตน คือสภาพที่ครองชีวิตร่างกายต่างๆกัน
ชีวะ=สภาพที่เป็นอยู่
สรีระ=ร่างกาย
สัตตะ=สภาพที่มีที่เป็น
สัญญา=ความจำได้ หมายรู้
สิกขา=คือการศึกษา หรือ การสำเหนียก (เนื่องจาก ความจำของคนเกิดขึ้นดับไป โดยมีเหตุปัจจัย คือ สิกขา แบ่งออกเป็น ๓ ๑)สีลสิกขา -การศึกษาในศีล ๒)จิตตสิกขา-การศึกษาในสมาธิ ๓)ปัญญาสิกขา-การศึกษาในปัญญา)
ศีลสาม=คือศีลสามชั้น ได้แก่ ๑)ศีลอย่างเล็กน้อย-จูฬศีล ๒)ศีลอย่างกลาง-มัชฌิมศีล ๓)ศีลอย่างใหญ่-มหาศีลศีล
ฌาน=ภาวะที่จิตสงบจากการเพ่งอารมณ์เป็นสมาธิ แบ่งหนึ่ง-สี่ คือ ๑)ฌานหนึ่ง หรือปฐมยาม มีวิตก(ความตรึก),วิจาร(ความตรอง) และปีติ ความอิ่มใจ ๒)ฌานที่สอง หรือทุติยฌาน ซึ่ง วิตกและ วิจาร  สงบระงับ เหลือแต่ ปีติ ๓)ฌานสาม หรือตติยฌาน  มีปีติ(ความอิ่มใจ) สงบระงับ ๔)ฌานสี่หรือ จตุตถฌาน มีอุเบกขา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
อรูปฌานที่ ๑ =คือ อากาสานัญจายตนะ -พรหมที่เพ่งอากาศเป็นอารมณ์
อรูปฌานที่ ๒=วิญญาณัญจายตนะ-เป็นอรูปพรหม เพ่งวิญญาณหาที่สุดมิได้
อรูปฌานที่ ๓= อากิญจัญญายตนะ -ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์
ทิฏฐิสิบ=คือ ความเห็นส่วนสุด ในหมู่สมณพราหมณ์ สมัยพุทธกาลถกเถียงกัน แบ่ง ๕ ข้อๆละ ๒ รวม ๑๐ ได้แก่ ๑)โลกเที่ยง หรือไม่เที่ยง ๒)โลกมีที่สุด หรือ ไม่มีที่สุด ๓)ชีวะ กับ สรีระ เป็นอันเดียวกัน หรือคนละอัน ๔)สัตว์ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ๕)สัตว์ตายแล้วทั้งเกิดและไม่เกิด หรือว่าเกิดก็ไม่ใช่  ไม่เกิดก็ไม่ใช่
เอกังฯ=เอกังสิกะ คือ แสดงธรรมแง่เดียว
อเนกังฯ=อเนกังสิกะ คือ แสดงธรรมหลายแง่
อัตตาสาม=คือ สภาพที่ครองชีวิตแตกต่างกัน มี ๓ อย่าง ๑)อัตตาที่หยาบ -ตัวตนที่มีรูป ประกอบด้วยธาตุ ๔ บริโภค กวฬิงกาอาหาร หมายถึงพวกที่อยู่ในกามภพ เช่น มนุษย์ สัตว์ เทพ ๒)อัตตาละเอียด ที่มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง หมายถึง รูปพรหม ๓)อัตตาละเอียด ที่หารูปมิได้ สำเร็จด้วยสัญญา(จำ) หมายถึง อรูปพรหม
โลกสมัญญ์ฯ=โลกสมัญญา คือ ชื่อทางโลก
โลกนิรุติ=คำพูดของโลก
โลกโวหาร=โวหารทางโลก
โลกบัญญัติ=บัญญัติทางโลก

(ขอบคุณเจ้าของภาพจาก อินเทอร์เน๊ต)