|
หัวข้อ: หนี้ 12 ดอลลาร์ เริ่มหัวข้อโดย: กรกช ที่ 16, มกราคม, 2569, 09:22:42 PM (https://i.ibb.co/gLTKkmDR/Screenshot-2026-01-16-212006.png) (https://ibb.co/dw2Y8jQ5) " หนี้ 12 ดอลลาร์ " ฉันยอมรับตามตรง ตอนนั้นฉันคิดว่าเขากำลังจะควักอาวุธออกมา . เวลา 19.15 น. ของคืนวันอังคาร เหลืออีกเพียงสิบห้านาทีก่อนห้องสมุดจะปิด ภายในเงียบงัน มีแค่เสียงฮัมของเครื่องทำความร้อน กับกลิ่นกระดาษเก่า ๆ ที่คุ้นเคย . แล้วจู่ ๆ ประตูอัตโนมัติก็ส่งเสียง ฟู่ เปิดออก เขาเดินเข้ามา สวมฮู้ดต่ำ มือทั้งสองข้างล้วงลึกอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตทำงานสีซีด ที่เปื้อนคราบน้ำมัน ดูอายุเขา ไม่เกิน 20 ปี . เขาหยุดยืนตรงทางเข้า สายตากวาดมองไปรอบห้อง ก่อนเหลือบมองกล้องวงจรปิดเป็นระยะ ลักษณะแบบนี้ คุณต้องอ่านภาษากายให้ขาด . เราไม่ใช่แค่บรรณารักษ์ เราเป็นยามรักษาความปลอดภัยด้วย . ฉันวางมือข้างหนึ่งไว้ใกล้ปุ่มสัญญาณเตือนใต้โต๊ะ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ “มีอะไรให้ช่วยไหมลูก?” . เขาสะดุ้งเล็กน้อย เดินเข้ามาหาฉัน ไม่ได้ก้าวร้าว แต่เป็นก้าวที่อืดอาด ราวกับแบกทั้งโลกไว้บนบ่า . เขาหยุดที่เคาน์เตอร์ยืมคืน มองไปทุกทาง.. ยกเว้นหน้าฉัน “ผม…ต้องเอาของมาคืนครับ” เขากระซิบ เสียงสั่นจนแตก เขาค่อย ๆ ดึงมือออกจากเสื้อ ส่วนฉัน.. เตรียมใจรับสิ่งเลวร้ายที่สุด แต่มันไม่ใช่อาวุธ มันคือ หนังสือ เขาเลื่อนมันมาบนเคาน์เตอร์ . เป็นนิยายแฟนตาซีปกแข็งเล่มหนา เล่มแรกของชุดดัง เกี่ยวกับพ่อมดและเวทมนตร์ แต่สภาพแทบจำไม่ได้ . สันปกถูกรัดด้วยเทปผ้าสีเงิน มุมยับยู่ยี่ ปกซีดขาวตามขอบ หน้ากระดาษบวมพอง ราวกับเคยเปียกน้ำแล้ว แห้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า . ฉันสแกนบาร์โค้ด เครื่องส่งเสียง ปี๊บ สีแดงฉาน สถานะ : สูญหาย! วันที่เรียกเก็บ : 12 พฤศจิกายน 2019 “ผมขโมยมันมา” เขาพูดรวดเดียว “ห้าปีก่อน ผมใส่มันลงกระเป๋าแล้วเดินออกไปเลย เซ็นเซอร์ไม่ดังเพราะผมลอกแท็กออก ในห้องน้ำ” . ฉันมองหน้าจอ แล้วมองเด็กตรงหน้า “แล้วทำไมถึงเอามาคืนตอนนี้ล่ะ” “ผมเพิ่งอายุสิบแปดเมื่ออาทิตย์ก่อน” เขาล้วงกระเป๋าอีกครั้ง คราวนี้หยิบเงินยับยู่ยี่ออกมาหนึ่งกำ แบงก์หนึ่ง แบงก์ห้า เหรียญไม่กี่เหรียญ . เขาค่อย ๆ คลี่มันบนเคาน์เตอร์ มือสั่น “ ตอนนี้ ผมทำงานที่อู่ซ่อมรถแถวถนนสายห้า ผมพยายามจัดการเครดิต พยายามจะ.. เป็นพลเมืองที่ดี ” . เขาชี้ไปที่หนังสือ “นั่นเป็นของชิ้นเดียวที่ผมเคยขโมย ผมนอนไม่หลับเลย พอคิดถึงมัน” . เขาผลักเงินมาทางฉัน รวมแล้ว 12 ดอลลาร์พอดี “พอไหมครับ…ค่าปรับ” ฉันมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หนังสือถูกระบุว่า “สูญหาย” ค่าทดแทน 28.99 ดอลลาร์ ค่าดำเนินการ 10 ดอลลาร์ ค่าปรับค้างสูงสุด 15 ดอลลาร์ รวมทั้งหมด: 53.99 ดอลลาร์ หรือ 54 ดอลลาร์ . ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ นั่นคือค่าอาหารทั้งสัปดาห์ของคนคนเดียว หรือค่าน้ำมันหนึ่งถัง เพื่อไปทำงาน . ฉันมองเงิน 12 ดอลลาร์ แล้วมองหนังสือ ฉันเปิดมันออก มันไม่ได้แค่อ่าน มันถูก “กลืนกิน” . มีคราบน้ำมันตามขอบกระดาษ คงอ่านตอนพักกลางวันที่อู่ มีรอยวงกลมจาง ๆ จากถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป . แล้วฉันก็เห็นหน้าปกหลังด้านใน ลายมือสั่น ๆ เขียนไว้ว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” “ตอนนั้นผมไม่มีบ้านครับ” เขาพูดเบา ๆ เมื่อเห็นฉันจ้องข้อความนั้น “แม่ผมป่วย เราเสียอพาร์ตเมนต์ เรานอนอยู่ในรถตู้ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีทีวี มีแค่.. ความหนาว” . เขามองตาฉันเป็นครั้งแรก “ผมอ่านหนังสือเล่มนั้น 40 รอบ” เขาว่า “ทุกครั้งที่คิดจะยอมแพ้ ผมก็อ่านเรื่องเด็กที่อยู่ใต้บันได ที่ค้นพบว่าตัวเองพิเศษ มันเป็นที่เดียวที่ผมไปได้ ที่ซึ่งผมไม่ใช่แค่เด็กไร้บ้าน มันช่วยชีวิตผมไว้ครับ ผมขอโทษที่เอามันมา แต่ตอนนั้น.. ผมจำเป็นจริง ๆ” . ลำคอฉันตีบแน่น โลกนี้รักกฎระเบียบ เรามีนโยบายเรื่องค่าปรับ ค่าทดแทน บริษัททวงหนี้ . ระบบถูกสร้างมาเพื่อปกป้องทรัพย์สิน แต่คำถามคือ เรามีทรัพย์สินไปเพื่ออะไร เราไม่ได้วางหนังสือบนชั้นเพื่อให้มันสวยงาม เราวางมันไว้ เพื่อช่วยชีวิตคน เพื่อให้เด็กคนหนึ่งในรถตู้ มีเหตุผลจะอยู่รอดต่อไปอีกคืน . ฉันมองหน้าจอ มองปุ่ม “ลบ” “จริง ๆ แล้ว…” ฉันโกหก เสียงนิ่ง “คุณมาได้จังหวะพอดีเลย” เขากะพริบตา “เหรอครับ?” “ใช่ค่ะ . รัฐเพิ่งออกโครงการใหม่สำหรับเยาวชน” ฉันพิมพ์รัว ๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรสำคัญ แค่ล้างหน้าจอ “ชื่อว่า ‘Fresh Start Literacy Program’ . ใครอายุต่ำกว่า 21 ที่นำวัสดุที่ ‘ยืมระยะยาว’ มาคืน ค่าปรับจะถูกยกเลิกทั้งหมด” ฉันกด Enter อย่างตั้งใจ “ยอดค้างศูนย์ค่ะ” . เด็กคนนั้นยืนนิ่ง “แต่…ผมขโมยมันนะครับ” “คุณยืมมันไปนานมากต่างหาก” ฉันแก้ให้ “และดูเหมือนว่าคุณจะใช้มันคุ้มค่ามาก” ฉันผลักเงินยับยู่ยี่กลับไปหาเขา “เก็บเงินไว้เถอะ ค่าน้ำมันขึ้นอีกแล้ว คุณต้องใช้” . เขาลังเล มือค้างอยู่เหนือเงิน “แน่ใจนะครับ ผมไม่อยากติดค้างใคร” “คุณไม่ติดแล้ว” ฉันยิ้ม “แต่มีเงื่อนไขหนึ่ง” เขาเกร็ง “อะไรครับ?” . ฉันก้มลงใต้โต๊ะ หยิบหนังสือปกอ่อนเล่มหนึ่งขึ้นมา ใหม่เอี่ยม ปกมันเงาสะท้อนแสงฟลูออเรสเซนต์ . มันคือเล่มต่อ เล่มที่สองของชุดเดียวกัน “คุณต้องอ่านเล่มต่อไป” ฉันบอก . “และต้องยืมอย่างถูกต้อง ด้วยบัตรห้องสมุด” เขาจ้องหนังสือ น้ำตาคลอ . รีบใช้แขนเสื้อเปื้อนน้ำมัน.. เช็ดมันออก “ผมทำบัตรได้จริง ๆ เหรอครับ แม้จะมี…อดีตแบบนั้น” . “ห้องสมุดเป็นของทุกคน” ฉันเลื่อนแบบฟอร์มให้ “โดยเฉพาะคนที่รู้ว่า หนังสือมีค่าจริง ๆ แค่ไหน” . เขากรอกแบบฟอร์ม รับเงิน 12 ดอลลาร์ รับหนังสือเล่มต่อไป . ก่อนออกไป เขาหันกลับมา ยืนตัวตรงขึ้น ฮู้ดไม่คลุมหน้าแล้ว . “ขอบคุณครับ สำหรับการเริ่มต้นใหม่” “เจอกันอีกสองสัปดาห์นะ” ฉันตอบ . เขาเดินออกไปในคืนอันหนาวเย็น ไม่ใช่ในฐานะหัวขโมย แต่ในฐานะ ผู้อ่าน . นั่นผ่านมาแล้ว 6 เดือน เขามาทุกวันอังคารเว้นอังคาร อ่านไล่ไปตามชั้นแฟนตาซี ล้างมือก่อนจับหน้ากระดาษทุกครั้ง . บางครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุดที่เราทำได้ ไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมาย . แต่คือการรู้ว่า ควรแหกกฎเมื่อใด เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ ห้องสมุดไม่ใช่เรื่องบัญชี มันคือเรื่องของความหวัง และความหวัง ไม่เคยมีราคา . The Story Maximalist Cr. เจาะเวลาหาอดีต |