|
หัวข้อ: ความหวังคือยาชา เริ่มหัวข้อโดย: กรกช ที่ 06, เมษายน, 2569, 12:37:57 PM (https://i.ibb.co/7xrDwRjy/Screenshot-2026-04-06-123704.png) (https://ibb.co/Ps1y79FC) มีประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วถึงกับต้องตั้งคำถามกับความเชื่อและสิ่งที่กำลังทำอยู่ในชีวิตอีกครั้ง . "Hope is an opiate, not a plan." ความหวังคือยาชา ไม่ใช่แผนการ . Jonathan Goodman เขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือ Unhinged Habits ของเขา และมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพูดถึงคนที่ทำเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่เขากำลังพูดถึงคนที่กำลัง "ทำถูกทุกอย่าง" ต่างหาก . พูดถึงคนที่ตื่นเช้า ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำงานตรงเวลา สะสมนิสัยดี ๆ ทีละนิด แล้วคอยบอกตัวเองว่า "ทำไปเรื่อย ๆ เถอะ แล้วสักวันมันจะดีเอง" . ฟังดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ? ก้มหน้าก้มตาทำ เดี๋ยววันหนึ่งดอกผลจะตามมาเอง . แต่ Goodman บอกว่ามันคือ Blind Faith หรือ "ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา" ครับ (เชี้ยละ...) . ผมเข้าใจเลยว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วชวนให้อึดอัดใจ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง (Self-help) ที่เราเติบโตมาด้วยนั้น สอนให้เราเชื่อมั่นในพลังของการสะสม แนวคิดที่ว่า "แค่ดีขึ้น 1% ทุกวัน แล้วปลายปีคุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า" เป็นประโยคที่โด่งดังมาก กราฟของมันสวยงาม และในแง่ของคณิตศาสตร์มันก็ถูกต้องแบบไร้ข้อกังขา . แต่ Goodman ตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วเราดีขึ้นในเรื่องอะไรล่ะ?” (นั่นไง!) . เขาพูดตรง ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาทีละนิดมันสมเหตุสมผล กราฟมันพุ่งขึ้นจริง แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ สมองเราไม่ใช่เครื่องคิดเลข . แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราไม่สามารถ "ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง" ทุกวันได้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดีขึ้นในมิติไหน . เราจะดีขึ้นทุกเรื่องพร้อมกันเลยหรือ? หรือจะดีขึ้นทีละเรื่อง? แล้วถ้าเลือกทำทีละเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เลือกนั้นมันยังใช่สำหรับเราอยู่? . และประเด็นคือเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยศรัทธาแบบไม่ตั้งคำถามไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ "กราฟในจินตนาการ" เส้นนั้นจะตัดสินใจพุ่งขึ้นเสียที? . ตรงนี้แหละครับที่ความหวังกลายสภาพเป็น "ยาชา" . เพราะมันทำให้เราสบายใจ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก . ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น (และต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ เพื่อกระตุกตัวเอง) และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคย . เรายังคงสม่ำเสมอกับงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว สม่ำเสมอกับความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้คิดจะลงแรงรดน้ำพรวนดินจริงๆ สม่ำเสมอกับกิจวัตรที่เราทำเพียงเพราะคำว่า "มันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ไม่ใช่เพราะมันยังเชื่อมโยงกับตัวตนของเราอยู่ . แล้วเราก็หลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "อย่าหยุดนะ ทำต่อไป สักวันมันจะเห็นผล" . Goodman บอกว่านี่คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสีย "ฤดูกาล" ในชีวิตไป . เขาอธิบายว่าก่อนที่โลกนี้จะมีนาฬิกาและหลอดไฟ มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นจังหวะ มีช่วงที่ต้องลงมือทำ มีช่วงที่ต้องหยุด และมีช่วงที่ธรรมชาติบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อมองดูรอบตัว แต่เทคโนโลยีได้ลบฤดูกาลเหล่านั้นออกไป เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยไม่มีจุดหยุดพัก หรือจุดตั้งหลักที่ธรรมชาติกำหนดไว้อีกต่อไป . พอไม่มีจุดให้หยุด เราก็เลยไม่มีโอกาสได้หยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้... มันยังใช่เป้าหมายของเราอยู่ไหม? . ไม่ใช่ว่านิสัยที่ดีจะ "หมดอายุ" ได้หรอกนะครับ แต่ Goodman ใช้คำว่า Constant Iteration หรือการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตัวตนของเราเปลี่ยน ค่านิยมของเราก็เปลี่ยน สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในวันนี้ . แต่นิสัยที่เราสร้างไว้ มันกลับไม่ยอมเปลี่ยนตาม . มันยังคงทำงานอยู่บนระบบอัตโนมัติ (Autopilot) ของตัวเราในเวอร์ชันเก่า . วิธีหนึ่งที่จะดึงตัวเองออกจากระบบอัตโนมัตินี้ได้ คือแนวคิดจากหนังสือ ‘Future You : เราจะเป็นใคร ในโลกใบใหม่’ ของคุณสันติธาร ที่พูดถึงมุมมองที่ว่า "การหลงทางคือของขวัญ" . คุณสันติธารชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนนที่วางไว้ จนลืมเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า ทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันยังตอบโจทย์ชีวิตของเราอยู่หรือไม่ เขาได้เล่าถึงกฎง่าย ๆ ที่ตั้งไว้กับภรรยาสมัยที่อยู่สิงคโปร์ว่า "ทุก ๆ 2 ปี เราจะนั่งลงทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง" ซึ่งกฎเล็ก ๆ นี้นี่เองที่กลายเป็นรูทีนที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามาแล้วหลายครั้ง . การหยุดทบทวนไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานนะครับ แต่มันคือการ "เงยหน้า" เพื่อกลับมาตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในเวลานี้ และถ้าต้องเลือกใหม่วันนี้ เราจะยังไปทางเดิมอยู่ไหม โดยมีกติกาสำคัญคือ "ห้ามรีบตอบเด็ดขาด" มันคือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หลงทางอย่างตั้งใจ" อนุญาตให้ตัวเองหลุดออกจากวงจรเดิม ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ เปิดรับคำถามใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต . เพราะหลายครั้ง คำตอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตก็ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหาเสมอไป แต่มันเกิดจากการยอมปล่อยให้ตัวเอง "หลงทาง" ชั่วคราว จุดเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างไม่ได้มาจากแผนการที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการหลงทางแล้วบังเอิญไปเจอประตูบานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูที่อาจจะพาเราไปพบกับบทเรียนใหม่ ผู้คนใหม่ หรือแม้แต่ "ตัวเราในเวอร์ชันใหม่" ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง . ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราขาดวินัยหรอกครับ แต่เราขาด "จุดตั้งคำถาม" แบบคุณสันติธารมากกว่า . เราไม่เคยออกแบบช่วงเวลาที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักแล้วถามเลยว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันยังเชื่อมโยงกับชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือมันแค่ไปเชื่อมกับภาพจำของชีวิตที่เราเคยอยากมีเมื่อสามปีก่อนกันแน่? . Goodman เสนอวิธีวัดผลง่าย ๆ ครับ เขาบอกให้ลองถามตัวเองตอนตื่นนอนตอนเช้าดูว่า "วันนี้เป็นแค่ 'วันทำงานหาเงินไปวัน ๆ' หรือเป็น 'อีกวันที่ช่างวิเศษเหลือเกินที่ได้ทำสิ่งนี้'?" . ถ้าคำตอบของคุณเป็นแบบแรกติดต่อกันมาสักพักใหญ่ มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะครับ แต่มันแปลว่าฤดูกาลในชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่คุณยังไม่ได้เปลี่ยนตามก็เท่านั้น . สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยากที่จะยอมรับ เป็นเพราะมันเรียกร้องให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก . มันเรียกร้องให้เรา "หยุด" . ไม่ใช่หยุดทำงานนะครับ แต่คือการหยุดเชื่ออย่างหลับหูหลับตาโดยไม่ตั้งคำถาม . หยุดเชื่อว่า "ทำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวก็ดีเอง" แล้วเริ่มหันมาถามตัวเองว่า "สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันยังดีสำหรับคนที่ฉันเป็นในปัจจุบันไหม?" . เพราะคนเราเติบโตและเปลี่ยนไป แต่ระบบนิสัยของเรามักไม่ค่อยเปลี่ยน ค่านิยมของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่กิจวัตรของเรามักจะย่ำอยู่กับที่ . และถ้าเราไม่เคยออกแบบจุดหยุดเพื่อทบทวนตัวเอง (แบบที่คุณสันติธารทำ) เราก็จะยังคงทำสิ่งเดิมอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ กับตัวเองในเวอร์ชันอดีต เป็นการทำอย่างซื่อสัตย์ อย่างขยันขันแข็ง และอย่างสูญเปล่า . Goodman ไม่ได้บอกให้เราทิ้งความสม่ำเสมอไปนะครับ เขาแค่บอกให้เราเลิก "บูชา" มันต่างหาก . เลิกใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจจะกำลังแค่วิ่งเหยาะ ๆ อยู่กับที่อย่างสม่ำเสมอก็เท่านั้นเอง . เขาเชื่อว่าชีวิตต้องการทั้งสองอย่างครับ ทั้ง "ช่วงรักษา" ที่ความสม่ำเสมอเป็นพระเอกหลัก และ "ช่วงสร้าง" ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งให้กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว . แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือ "หยุด" ก่อนครับ . หยุด...แล้วถามตัวเองอย่างสัตย์จริงว่า ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือแผนการ หรือเป็นแค่ความหวัง? . เพราะถ้ามันเป็นแค่ความหวัง Goodman ก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า “มันเป็นเพียงแค่ยาชา ไม่ใช่แผนการ” . - โสภณ ศุภมั่งมี |