|
หัวข้อ: ขั้นบันไดที่หายไป เริ่มหัวข้อโดย: กรกช ที่ 20, สิงหาคม, 2569, 09:45:23 PM ความตายไม่ใช่ความลับ เรารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ยังเด็ก เห็นมันในข่าว ในหนัง ในบทเรียน และบางครั้งก็ในโรงพยาบาล เรารู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีวันหมดอายุ เพียงแต่ไม่มีใครเขียนวันที่นั้นไว้บนหน้าผากของเราเหมือนอาหารกระป๋อง และนั่นค่อนข้างไม่ยุติธรรม เลโมนี สนิกเก็ต กล่าวไว้ว่าเราทุกคนรู้ดีว่าเวลาของเราบนโลกใบนี้มีจำกัด เรารู้มาตั้งแต่แรกว่าชีวิตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ตลอดไป และท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเราจะมีเงินแค่ไหน ชื่อเสียงเพียงใด หรือมีเรื่องอีกมากมายที่ยังอยากทำ เราทุกคนจะต้องมีวันที่ร่างกายหยุดทำงานและไม่ตื่นขึ้นมาอีก แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อความตายเดินทางมาถึงใครสักคนที่เรารู้จัก เรากลับรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ราวกับว่าส่วนหนึ่งของเราไม่เคยเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น มันเหมือนกับการเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนในความมืด เราเดินขึ้นมาหลายขั้นแล้วโดยไม่ต้องคิด เราจำจังหวะของมันได้ เท้าข้างหนึ่งก้าวขึ้น อีกข้างตามมา เราไม่จำเป็นต้องมองด้วยซ้ำว่าขั้นต่อไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคุ้นเคยกับมัน รู้ว่ามันควรจะอยู่ตรงนั้น และเราก็เชื่อว่ามันจะอยู่ตรงนั้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งวันหนึ่งเราก้าวลงไปแล้วพบว่าไม่มีขั้นบันไดอยู่ตรงนั้น เท้าของเราตกลงไปในอากาศเพียงเสี้ยววินาที แต่เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานพอที่จะทำให้หัวใจตกลงไปพร้อมกัน มีความตกใจบางอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่สมองจะทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เราไม่ได้คาดคิดว่าจะไม่มีขั้นนั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา มันอยู่ตรงนั้นเสมอ การสูญเสียคนที่เรารู้จักก็คงคล้ายกัน เรารู้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในช่วงเวลาต่อไป แต่ความรู้เหล่านั้นเป็นเพียงความรู้ในหัว มันเป็นความจริงที่เรายอมรับได้ในทางทฤษฎี แต่ไม่ใช่ความจริงที่หัวใจของเราพร้อมจะรับเมื่อมันเกิดขึ้นจริง เพราะในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้คิดถึงความตายของคนเหล่านั้น การรู้ว่าใครบางคนกำลังจะตาย กับการรู้ว่าเขาตายแล้ว เป็นคนละเรื่องกัน อย่างแรกเป็นความรู้ อย่างหลังเป็นโลกอีกใบหนึ่ง เราจึงใช้ชีวิตอยู่บนสมมติฐานเล็กๆ ว่าพรุ่งนี้จะยังคงเหมือนเดิม และคนเหล่านั้นที่เรารู้จักจะยังอยู่ในวันพรุ่งนี้ครบทุกคน เพราะถ้าเรารู้ว่าใครสักคนจะเหลือเวลาอีกสามวัน เราอาจใช้เวลาสามวันนั้นอย่างแตกต่างออกไป เราอาจพูดสิ่งที่ควรพูด กอดกันให้นานขึ้น ไปกินอาหารที่เขาชอบ หรืออย่างน้อยก็พยายามไม่ทะเลาะกันเรื่องว่าใครลืมปิดไฟในห้องน้ำ นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวการตายของใครบางคนจึงมีพลังทำลายความรู้สึกของเราได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แม้เราจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้จะรู้ว่ามนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่เมื่อมีใครสักคนไม่อยู่แล้ว สมองของเรากลับใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะยอมรับประโยคนั้น บางอย่างหายไป ที่ไม่ได้แค่เพียงตัวคน แต่มันคืออนาคตจำนวนมหาศาลที่เราเคยคิดว่าจะมีร่วมกับเขา ความสูญเสียไม่ได้พรากเพียงอดีตไปจากเรา มันพรากอนาคตที่เราจินตนาการเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความเศร้าจึงไม่ได้มีหน้าตาเหมือนคนร้องไห้อยู่ตลอดเวลา บางครั้งความเศร้าคือการเปิดตู้เย็นแล้วเห็นของที่เขาชอบ บางครั้งคือการได้ยินเพลงที่เคยฟังด้วยกัน และบางครั้งมันก็เป็นเพียงการหันไปทางด้านหนึ่งของห้องด้วยความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ตอนที่ใครบางคนยังอยู่ เราอาจอยากให้เขาหยุดพูดสักห้านาที หลังจากเขาจากไป เราอาจยอมฟังเขาพูดทั้งคืน ถ้าเพียงแต่เราจะได้ยินอีกครั้ง หลังจากขั้นบันไดขั้นนั้นหายไป คุณอาจเดินต่ออย่างระมัดระวังขึ้นอีกหน่อย คุณอาจมองพื้นก่อนก้าวเท้า คุณอาจกลัวว่าจะมีขั้นอื่นหายไปอีก และแน่นอนว่าอาจมี เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ เราจะสูญเสียคนอีกครั้ง เราจะบอกลาอีกครั้ง และวันหนึ่งอาจมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ในความมืดและพบว่าขั้นที่เขาคิดว่าจะมีนั้นไม่มีอยู่จริง ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความกลัวจนไม่กล้าหัวเราะ ไม่กล้าทะเลาะ ไม่กล้าออกไปทำงาน หรือไม่กล้านอนหลับเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก นั่นคงเป็นวิธีที่แย่มากในการมีชีวิตอยู่ และเรามักพูดกันในตอนท้ายข้อคิดเหล่านี้ว่าควรใช้ชีวิตให้เหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย ควรบอกคนที่เรารักว่าเรารักเขา ควรให้อภัย ควรพูดสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราไม่สามารถใช้ชีวิตทุกวันราวกับเป็นวันสุดท้ายได้ เพราะชีวิตจริงไม่ได้ประกอบด้วยช่วงเวลาสำคัญตลอดเวลา มันเต็มไปด้วยวันธรรมดา วันที่เราเหนื่อย วันที่เราต้องทำงาน วันที่หมดแรงกับทุกสิ่ง เราก็คงไม่สามารถพยายามใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่าทุกคนกำลังจะจากเราไป สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับว่า วันหนึ่งพวกเขาจะจากเราไปจริงๆ เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราอาจเริ่มมองความธรรมดาในชีวิตต่างออกไป เรามองความสวยงามของชีวิต ที่มีส่วนหนึ่งของความโหดร้ายผสมปนเปอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้การมีอยู่ของใครสักคนมีความหมาย เราไม่จำเป็นต้องรีบใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในแบบที่โลกชอบบอก เราเพียงต้องตระหนักมากขึ้นว่าเวลาที่เรามีอยู่กับใครบางคนไม่เคยเป็นสิทธิ์ที่เราถือครอง มันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตอนุญาตให้เราได้อยู่ด้วยกัน ขอบคุณข้อความจากเฟสบุ๊ค I’m from Andromeda |