|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:00:39 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๖/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร -> ทรงเจริญสมณธรรมสำเร็จแล้ว ทรงเกิดเป็นมนุษย์ มีพระสรีระเป็นชาติสุดท้าย -> ทรงเป็นนระไม่มีผู้เปรียบได้ -> ปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสงสัย -> ทรงเฉียบแหลม ผู้ทรงแนะนำสัตว์ ผู้เป็นสารถีผู้ประเสริฐ ผู้ยอดเยี่ยม -> ทรงมีธรรมงาม หมดความเคลือบแคลง -> ทรงให้แสงสว่าง ทรงตัดมานะเสียได้ มีพระวิริยะ -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้องอาจไม่มีใครประมาณได้ -> มีพระคุณลึกซึ้ง บรรลุถึงญาณ ทรงทำความเกษม มีพระญาณ ดำรงอยู่ในธรรม -> ทรงสำรวมพระองค์ดีแล้ว ล่วงกิเลสเครื่องข้อง หลุดพ้นแล้ว -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ -> ผู้ทรงมีเสนาสนะอันสงัด สิ้นสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้ว -> มีพระปัญญาโต้ตอบ มีพระปัญญาหยั่งรู้ -> ทรงลดธงคือมานะเสียได้ ปราศจากราคะ -> เป็นผู้ฝึกแล้ว เป็นผู้ปราศจากธรรมเครื่องยึดหน่วง -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ ~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ = หมายถึงพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า -> ผู้ไม่ลวงโลก ทรงมีวิชชา ๓ เป็นผู้ประเสริฐข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ ~ วิชชา ๓ = ความรู้แจ้ง ในญาณ ๓ ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ - ญาณเป็นเหตุ ระลึกชาติได้; จุตูปปาตญาณ - ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ; อาสวักขยญาณ - ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้ -> ทรงชำระกิเลสแล้ว ประสมอักษรให้เป็นบทคาถา -> ทรงสงบระงับ มีพระญาณแจ่มแจ้ง ~ การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดของ พระพุทธเจ้า ที่จิตใจสงบระงับจากกิเลสทั้งปวง (อุเบกขา/สมถะ) ควบคู่กับความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทำให้หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ -> ทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่นทั้งหมด เป็นผู้สามารถ ~ ผู้สามารถ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ) = ทรงเป็นผู้บรรลุธรรมด้วยพระองค์เองเป็นพระองค์แรก และเป็นผู้ทรงคุณธรรมอันยอดเยี่ยมทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่น: พระองค์ทรงแสดงธรรม (ปฐมเทศนา) เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ทำให้ธรรมะเผยแผ่สู่ผู้อื่นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นธรรมทานที่ชนะการให้ทั้งปวง จึงมีอานิสงส์สูงสุด ยิ่งกว่าการให้วัตถุทาน -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นอริยะ -> มีพระองค์อบรมแล้ว บรรลุคุณที่ควรบรรลุ -> ทรงแสดงอรรถให้พิสดาร มีพระสติ -> ทรงเห็นแจ้ง ไม่ยุบลง ไม่ฟูขึ้น -> ไม่ทรงหวั่นไหว เป็นผู้มีความชำนาญ ~ ไม่ทรงหวั่นไหว = ผู้ที่มีจิตใจไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ๘ (ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข, เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์) ~ วสี = หมายถึง ผู้มีความชำนาญในสมาธิ หรือผู้ที่อบรมจิตมาดีแล้วจนมีความคล่องแคล่วในการเข้า-ออกสมาธิ และมีปัญญาหยั่งรู้ -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จไปดีแล้ว -> ทรงมีฌาน ไม่ทรงปล่อยพระทัยไปตามกระแส -> เป็นผู้หมดจด ไม่สะดุ้ง ปราศจากความกลัว -> สงบอยู่ผู้เดียว ทรงบรรลุธรรมอันเลิศ -> ทรงข้ามพ้นเอง ทรงยังสัตว์อื่นให้ข้ามพ้นด้วย -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้สงบแล้ว -> มีพระปัญญากว้างใหญ่เสมอด้วยแผ่นดิน ~ สัพพัญญุตญาณ = คือ พระปัญญาญาณอันหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างรอบด้าน ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต สังขตธรรม (สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง) และอสังขตธรรม (นิพพาน) เป็นญาณที่เกิดขึ้นเมื่อตรัสรู้พร้อมอรหัตตมัคคญาณ ทำให้รู้แจ้งทุกสิ่งที่ต้องการรู้ได้อย่างไม่มีเครื่องกั้น -> มีพระปัญญาใหญ่หลวง ปราศจากความโลภ -> ทรงดำเนินปฏิปทาเหมือนพระพุทธเจ้าในปางก่อน ~ บารมี ๑๐ ทัศ (ทศบารมี) = คือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ได้แก่ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา และ อุเบกขา เพื่อความสมบูรณ์แห่งธรรม -> เสด็จไปดี ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน -> ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้ละเอียด สุขุม |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:00:21 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ขอนั่งเล็งสองวันนะท่านเอย เอามือเกยคางจ้องส่องแว่นดู ![]() |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:55:38 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
เอาไส้ออกด้วยนะเดี๋ยวจะขม มีดคมคมเตรียมไว้อย่าได้เฉย ![]() |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:37:00 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๕/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร (๔)ได้ยินว่า เมื่อก่อน อุบาลีคหบดี เห็นนิครนถ์ นาฏบุตร เดินมาจะไกลแค่ไหนก็ตาม ก็จะไปต้อนรับถึงที่นั้น; เช็ดถูอาสนะเลิศ ล้ำค่า สูงส่ง และดียิ่งด้วยผ้าห่มแล้ว; เชื้อเชิญให้นั่ง บัดนี้ เขากลับนั่งบนอาสนะเลิศ ล้ำค่า สูงส่ง และดียิ่งนั้นเสียเอง แล้วได้พูดกับนิครนถ์ นาฏบุตรอย่างนี้ว่า “ท่านขอรับ อาสนะมีอยู่ ถ้าท่านประสงค์ ก็จงนั่งเถิด” (๕) เมื่อคหบดีกล่าวอย่างนี้ นิครนถ์ นาฏบุตรก็พูดว่า “ท่านบ้าหรือโง่กันเล่า คหบดี ท่านเองบอกกับเราว่า ‘ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะไปโต้วาทะกับพระสมณโคดม’ -> ครั้นไปแล้ว ท่านเองกลับถูกสวมปากด้วยตะกร้อคือวาทะใบใหญ่เสียนี่ ชายผู้มีอัณฑะแต่ถูกควักอัณฑะออกเสียทั้ง ๒ ข้าง หรือคนมีดวงตาแต่ถูกควักดวงตาออกทั้ง ๒ ข้าง แม้ฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน -> บอกว่า ‘จะไปโต้วาทะกับพระสมณโคดม’ ครั้นไปแล้ว กลับถูกสวมปากด้วยตะกร้อคือวาทะใบใหญ่ พระสมณโคดมกลับใจท่านด้วยมายาเป็นเครื่องกลับใจหรือ” (ช] มายาเครื่องกลับใจ (๑) อุบาลีคหบดีชี้แจงว่า “ท่านขอรับ มายาเป็นเครื่องกลับใจนี้ดีจริง; มายาเป็นเครื่องกลับใจนี้งามจริง -> ญาติสาโลหิตผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า หากกลับใจได้ด้วยมายาเป็นเครื่องกลับใจนี้ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่ญาติสาโลหิตผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้าไปนานแสนนาน -> กษัตริย์ทั้งปวง หากกลับใจได้ด้วยมายาเป็นเครื่องกลับใจนี้ ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่กษัตริย์ทั้งปวงไปนานแสนนาน -> แม้พราหมณ์ทั้งปวง ฯลฯ; แพศย์ ฯลฯ; ศูทรทั้งปวง ฯลฯ -> แม้โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ หากกลับใจได้ด้วยมายาเป็นเครื่องกลับใจนี้ ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก แก่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ไปนานแสนนาน -> ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะอุปมาให้ท่านฟัง เพราะวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ย่อมเข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ แม้ด้วยข้ออุปมา (๒) ท่านขอรับ เรื่องเคยมีมาแล้ว สาววัยรุ่นภรรยาของพราหมณ์แก่เฒ่าวัยชราคนหนึ่ง มีครรภ์ใกล้คลอด ต่อมา ภรรยาสาวนั้นจึงพูดกับพราหมณ์นั้นว่า -> ‘พี่พราหมณ์ พี่จงไปซื้อลูกลิงจากตลาดมาสักตัวไว้เป็นเพื่อนเล่นของลูกฉัน’ เมื่อนางบอกอย่างนั้น -> พราหมณ์นั้นก็พูดว่า ‘น้องหญิง คอยจนคลอดเสียก่อนเถิด ถ้าเธอคลอดลูกเป็นชาย ฉันก็จักซื้อลูกลิงตัวผู้จากตลาดมาให้เป็นเพื่อนเล่นของลูกชายเธอ -> แต่ถ้าเธอคลอดลูกเป็นหญิง ฉันก็จักซื้อลูกลิงตัวเมียจากตลาดมาให้เป็นเพื่อนเล่นของลูกสาวเธอ’ -> ภรรยาสาวก็พูดกับพราหมณ์เป็นครั้งที่ ๓ ให้ไปซื้อลูกลิง -> ก็แล พราหมณ์แก่นั้นหลงใหล รักใคร่ภรรยาสาวจึงซื้อลูกลิงจากตลาดมาให้ -> ภรรยาสาวนั้นจึงพูดว่า ‘พี่พราหมณ์ พี่จงอุ้มลูกลิงตัวนี้ ไปหาลูกช่างย้อมผู้ชำนาญการย้อม แล้วบอกเขาว่า ‘ฉันอยากให้ท่านย้อมลูกลิงตัวนี้ให้สีจับอย่างสนิทดี ขัดแล้วขัดอีก ให้เรียบร้อยทั้งสองด้าน’ -> พราหมณ์จึงอุ้มลูกลิง ไปหาลูกนายช่างย้อมผู้ชำนาญการย้อม -> บุตรนายช่างย้อมผู้ชำนาญการย้อมได้บอกว่า ‘ท่านผู้เจริญ ลูกลิงของท่านนี้ควรย้อมสีเท่านั้น ไม่ควรขัดแล้วขัดอีก’ -> แม้ฉันใด วาทะของนิครนถ์ผู้เขลาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ควรเป็นที่ยินดีของคนเขลาด้วยกันเท่านั้น -> ไม่ควรเป็นที่ยินดี ไม่ควรซักถาม และไม่ควรพิจารณาของบัณฑิตทั้งหลาย. (๓) ท่านผู้เจริญ ต่อมา พราหมณ์นั้นถือผ้าใหม่คู่หนึ่งไปหาบุตรนายช่างย้อมผู้ชำนาญการย้อมแล้วบอกกับเขาว่า ‘ขอให้ท่านย้อมผ้าใหม่คู่นี้ให้สีจับอย่างสนิทดี ขัดแล้วขัดอีก ให้เรียบร้อยทั้งสองด้าน’ -> บุตรนายช่างย้อมผู้ชำนาญการย้อมก็ได้บอกว่า ‘ท่านผู้เจริญ ผ้าใหม่ของท่านคู่นี้ ควรย้อม ควรขัดแล้วขัดอีก’ แม้ฉันใด วาทะของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน -> ควรเป็นที่ยินดีของบัณฑิตทั้งหลายเท่านั้น ไม่ควรเป็นที่ยินดี, ไม่ควรซักถาม, และไม่ควรพิจารณาของคนเขลาทั้งหลาย” ~ ไม่ควรพิจารณา = หมายความว่า พระพุทธพจน์เป็นสิ่งลึกซึ้งเปรียบเหมือนมหาสมุทร คนเขลาไม่สามารถหยั่งถึงได้ (๔) นิครนถ์ นาฏบุตรถามว่า “คหบดี บริษัทพร้อมทั้งพระราชาต่างก็รู้จักท่านอย่างนี้ว่า -> ‘อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของนิครนถ์ นาฏบุตร’ เราจะจำท่านว่า เป็นสาวกของใครเล่า” (๕) เมื่อนิครนถ์ นาฏบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว อุบาลีคหบดีลุกจากอาสนะพาดสไบเฉวียงบ่า -> ประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ พูดกับนิครนถ์ นาฏบุตรว่า“ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟังการกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระผู้มีพระภาคของข้าพเจ้าผู้เป็นสาวก” แล้วกล่าวคาถาประพันธ์ดังต่อไปนี้ว่า [ซ] อุบาลีคหบดีประกาศตนเป็นพุทธสาวก (๑) “ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นปราชญ์ -> ปราศจากโมหะ ทรงทำลายกิเลสเครื่องตรึงจิตได้ -> ทรงชำนะมาร ไม่มีทุกข์ มีจิตเสมอด้วยดี -> มีมารยาทเจริญ มีพระปัญญาดี ทรงข้ามกิเลสอันปราศจากความเสมอ (และ) ปราศจากมลทินได้ -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสงสัย -> มีพระทัยดี ทรงคายโลกามิสได้ -> ทรงบันเทิง |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:45:46 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๔/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร (๒) พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุบาลีคหบดีมีจิตควรบรรลุธรรม มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใส เมื่อนั้น จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า(พระองค์ก่อนๆ) ทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค -> ผ้าขาวสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อน จะพึงรับน้ำย้อมต่างๆ ได้อย่างดี แม้ฉันใด ธรรมจักษุอันปราศจากธุลีปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่อุบาลีคหบดี ขณะที่นั่งอยู่นั่นเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา’ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (๓) อุบาลีคหบดีเห็นธรรม บรรลุธรรม รู้ธรรม หยั่งลงสู่ธรรม หมดความสงสัย ไม่มีคำถามใดๆ มีความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อใครอีกในหลักคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เอาเถิด บัดนี้ ข้าพระองค์ขอทูลลากลับ เพราะมีกิจมีหน้าที่ที่จะต้องทำอีกมาก” -> พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คหบดี เธอจงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” (๔) จากนั้น อุบาลีคหบดีชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่งถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วกลับไปยังที่อยู่ของตน เรียกนายประตูมาสั่งว่า -> “นายประตูเพื่อนรัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะปิดประตูกันพวกนิครนถ์ทั้งชายและหญิง แต่เราจะเปิดประตูไว้สำหรับพระผู้มีพระภาคและสาวกของพระผู้มีพระภาคคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้านิครนถ์คนใดคนหนึ่งมา ท่านพึงบอกอย่างนี้ว่า ‘หยุดก่อนท่าน อย่าเข้าไปเลย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดมแล้ว อุบาลีคหบดีปิดประตูกันพวกนิครนถ์ทั้งชายและหญิงแต่เปิดประตูไว้สำหรับพระผู้มีพระภาคและสาวกของพระผู้มีพระภาค คือ ภิกษุภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หากท่านต้องการอาหารก็จงรออยู่ที่นี่แหละ จะมีคนนำมาให้ที่นี่เอง” (๕) นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีได้ยินว่า “ข่าวว่า อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดมแล้ว” ลำดับนั้น จึงเข้าไปหานิครนถ์ นาฏบุตร ถามว่า -> “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ยินข่าวว่า ‘อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดมแล้ว” -> นิครนถ์ นาฏบุตรตอบว่า “ตปัสสี เป็นไปไม่ได้เลยที่อุบาลีคหบดีจะพึงเป็นสาวกของพระสมณโคดมนั้น, แต่เป็นไปได้ที่พระสมณโคดมจะพึงเป็นสาวกของอุบาลีคหบดี” -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีก็ได้กล่าวกับนิครนถ์ นาฏบุตรว่า เป็นครั้งที่ ๓ -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสี กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ เอาเถิด ข้าพเจ้าจะไปดูให้รู้แน่ว่า อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดม จริงหรือไม่” -> นิครนถ์ นาฏบุตรจึงกล่าวว่า “ตปัสสี ท่านไปเถิด จะได้รู้ว่า อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดม จริงหรือไม่” [ฉ] อุบาลีคหบดีไม่ต้อนรับนิครนถ์ (๑) ต่อมา นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีเข้าไปยังที่อยู่ของอุบาลีคหบดี นายประตูเห็นเขาเดินมาแต่ไกลจึงบอกว่า -> “หยุดก่อนท่าน อย่าเข้าไปเลย อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดมแล้ว อุบาลีคหบดีปิดประตูกันพวกนิครนถ์ทั้งชายและหญิง แต่เปิดประตูไว้สำหรับพระผู้มีพระภาคและสาวกของพระผู้มีพระภาค คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ถ้าท่านต้องการอาหารก็จงรออยู่ที่นี่แหละ จะมีคนนำมาให้ที่นี่เอง” -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีบอกว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการอาหารหรอก” แล้วกลับจากที่นั้น เข้าไปหานิครนถ์ นาฏบุตร กล่าวว่า -> “ท่านผู้เจริญ เป็นความจริงทีเดียวที่อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของพระสมณโคดม ข้อนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับท่านดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ‘การที่อุบาลีคหบดีจะโต้วาทะกับพระสมณโคดมนั้นข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย เพราะพระสมณโคดมเป็นคนมีมารยา รู้มายาเป็นเครื่องกลับใจสาวกของพวกอัญเดียรถีย์ได้ -> ท่านผู้เจริญ อุบาลีคหบดีของท่านคงถูกพระสมณโคดมกลับใจด้วยมายาเป็นเครื่องกลับใจเสียแล้ว” -> นิครนถ์ นาฏบุตร กล่าวว่า “ตปัสสี เป็นไปไม่ได้เลยที่อุบาลีคหบดีจะพึงเป็นสาวกของพระสมณโคดมนั้น, แต่เป็นไปได้ที่พระสมณโคดมจะพึงเป็นสาวกของอุบาลีคหบดี” โดยได้กล่าวยืนยันครบอีก ๓ ครั้ง -> เอาเถิด ตปัสสี เราจะไปดูให้รู้แน่ว่า อุบาลีคหบดีเป็นสาวกของ พระสมณโคดม จริงหรือไม่” (๒) ลำดับนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรพร้อมกับบริษัทนิครนถ์เป็นจำนวนมากได้เข้าไปยังที่อยู่ของอุบาลีคหบดี -> นายประตูเห็นนิครนถ์ นาฏบุตรเดินมาแต่ไกลจึงห้ามไว้ -> นิครนถ์ นาฏบุตร กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปบอกว่า ‘นิครนถ์ นาฏบุตรพร้อมกับบริษัทนิครนถ์เป็นจำนวนมากยืนรออยู่นอกซุ้มประตู เขาต้องการพบท่าน” (๓) อุบาลีคหบดีให้จัดปูอาสนะไว้ที่ศาลาประตูกลางต้อนรับ และนั่งบนอาสนะเลิศ ล้ำค่าสูงส่ง และดียิ่ง รออยู่ -> ลำดับนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรพร้อมกับบริษัทนิครนถ์ จึงเข้าไปยังศาลาประตูกลาง |
||
|
6
เมื่อ: 22, มิถุนายน, 2569, 04:30:16 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๓/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร (๕.๑.๔) ทำอันตรายแก่บุญของทายก: คือการขัดขวางไม่ให้ผู้ที่ตั้งใจจะให้ทาน (ทายก) ได้สร้างบุญกุศลตามที่ตั้งใจไว้ (๕.๑.๕) ทำอันตรายแก่ลาภของปฏิคาหก: คือการทำให้ผู้ที่จะรับทาน (ปฏิคาหก) เสียผลประโยชน์หรือปัจจัยที่จะได้รับเพื่อการดำรงชีพ (๕.๑.๖) ทำอันตรายแก่ตนเอง: ในทางธรรมถือว่าตัวผู้ห้ามเองย่อมถูกขุดรากเหง้า (ถูกกระทบด้วยอกุศลกรรม) และประสบกับความพินาศในเบื้องต้น --"ก็เราพูดเช่นนี้ว่า ผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะหรือน้ำล้างขันไปแม้ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำคลำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้าน ด้วยตั้งใจว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิดดังนี้ เรากล่าวกรรมซึ่งมีการราดล้างน้ำภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยการกล่าวไปไย ถึงในสัตว์มนุษย์เล่า” --อีกประการหนึ่ง เราย่อมกล่าวว่า ทานที่ให้แก่ท่านผู้มีศีล มีผลมาก ที่ให้ในคนทุศีลหาเหมือนเช่นนั้นไม่ ทั้งท่านผู้มีศีลนั้น เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ แล้ว... คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑... ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ประกอบด้วยศีลขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุติขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุติญาณทัสสนขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑... เรากล่าวว่า ทานที่ให้ในท่านที่ละองค์ ๕ ได้ ประกอบด้วยองค์ ๕ ที่กล่าวมา มีผลมากฯ” --สรุปคือ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เลือกให้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่สอนให้มีศรัทธาในการให้ทานแก่ผู้มีศีลเพื่ออานิสงส์มาก โดยไม่ปิดกั้นการให้ทานทั่วไป (๕.๒) บุคคลควรให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควรให้แก่พวกสาวกของนักบวชเหล่าอื่น ~ การปฏิเสธคำกล่าวตู่: พระพุทธเจ้าตรัสกับวัจฉะโคตตปริพาชก ยืนยันว่าพระองค์ ไม่เคย สอนว่าต้องให้ทานแก่สาวกของพระองค์เท่านั้น หลักการให้ทานที่ถูกต้อง: ทานที่ให้ในผู้มีศีล (ประกอบด้วยองค์ ๕) ย่อมมีผลมาก ความหมายที่แท้จริง: หากคำกล่าวนี้ปรากฏ จะเป็นกรณีที่พูดถึงการเลือกให้ทานกับผู้ประพฤติดี เพื่อให้ทานนั้นบริสุทธิ์และส่งผลดีสูงสุด (๕.๓) ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นย่อมมีผลมาก ที่ให้แก่คนเหล่าอื่นหามีผลมากไม่ ~ ทานที่ให้แก่ผู้มีศีล หรือ ปฏิคาหกผู้บริสุทธิ์ (ผู้รับที่ทรงศีลบริสุทธิ์) ย่อมมีผลมาก เพราะเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ส่วนทานที่ให้แก่ผู้ทุศีลหาได้ผลมากไม่ การทำทานให้ได้ผลสูงสุดต้องประกอบด้วย เจตนาบริสุทธิ์ (ก่อน ให้ ระหว่างให้ และหลังให้), วัตถุบริสุทธิ์ (ได้มาด้วยสัมมาอาชีพ), และผู้รับบริสุทธิ์ (๕.๔) ทานที่ให้แก่สาวกทั้งหลายของเราเท่านั้นย่อมมีผลมาก ที่ให้แก่สาวกของนักบวชเหล่าอื่นหามีผลมากไม่ ~ คำกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าห้ามให้ทานกับคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ "ลำดับอานิสงส์" ของการให้แก่ผู้ที่มีคุณธรรมต่างระดับกัน -> แต่ความจริง พระผู้มีพระภาคทรงชักชวนให้ข้าพระองค์ให้ทานแม้ในพวกนิครนถ์ ก็แล ข้าพระองค์จักทราบกาลอันสมควรในการให้ทานนี้ต่อไป (๖) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นครั้งที่ ๓ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” [ฉ] อุบาลีคหบดีบรรลุธรรม (๑) พระผู้มีพระภาคตรัส อนุปุพพีกถา แก่อุบาลีคหบดี คือทรงประกาศทานกถา - เรื่องทาน; สีลกถา - เรื่องศีล; สัคคกถา - เรื่องสวรรค์; กามาทีนวกถา - เรื่องโทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม; และเนกขัมมานิๆสังสกถา - เรื่องอานิสงส์แห่งการออกจากกาม ~ อนุปุพพีกถา = หมายถึงเทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจดเป็นชั้นๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจต่อไป ดุจผ้าที่ซักฟอกสะอาดแล้วควรรับน้ำย้อมต่างๆ ได้ด้วยดี ~ ทานกถา = กถา ที่พรรณนาคุณของทานหลายนัย เช่น ทานเป็นเหตุแห่งความสุข เป็นมูลรากแห่งสมบัติทั้งหลาย; เป็นที่ก่อให้เกิดโภคสมบัติทั้งปวง ~ สีลกถา = กถา ที่พรรณาคุณของศีลว่าเป็นที่พึ่ง ที่อาศัย ที่ตั้ง ที่หน่วงเหนี่ยว ที่ป้องกัน ที่เร้น ที่ไป ที่ไปเบื้องหน้า เช่น สมบัติทั้งหลายในโลกนี้และโลกอื่นล้วนอาศัยศีลเป็นที่พึ่งที่อาศัย เป็นต้น จึงได้มา ~ สัคคกถา = กถา ที่พรรณนาคุณของสวรรค์ว่า น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ และอื่นๆ อีกเป็นอันมาก ~ กามาทีนวกถา = กถา ที่พรรณนากามว่ามีโทษมากมีคุณน้อย; มีความเลวทรามมาก มีความดีน้อย; มีความเศร้าหมองมาก มีความผ่องแผ้วน้อย; มีทุกข์มาก มีสุขน้อย เป็นต้น ~ เนกขัมมานิสังสกถา = กถา ที่พรรณนาคุณความดีของการไม่ติดใจเพลินอยู่ในกาม; ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน; การออกบวช เพื่อให้มีฉันทะที่จะแสวงหาความดีงาม และความสุขอันสงบที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น |
||
|
7
เมื่อ: 22, มิถุนายน, 2569, 03:41:57 PM
|
||
| เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
![]() น้ำตาใต้เงาฟ้า นั่งมองฟ้าครานี้ฤดีหม่น เกิดสับสนอ้างว้างกลางลมหนาว มองขอบฟ้ามืดมิดไร้แสงดาว ใจปวดร้าวหม่นหมองร้องคร่ำครวญ มองก้อนเมฆลอยเลื่อนเคลื่อนย้ายจาก เหมือนคนรักพรากไปไม่คืนหวน อดีตเก่าคราวสุขรุกรบกวน คอยเชิญชวนจิตใจให้ร้าวราน หยาดน้ำตาบ่าไหลไม่หยุดยั้ง ไหลประดังท่วมใจทำลายผลาญ เจ็บในอกหมองช้ำทรมาน ความชื่นบานเลือนลบจบมลาย คงต้องนั่งก้มหน้าลารอยฟ้า หยดน้ำตาหลั่งรินสิ้นสลาย ปล่อยความช้ำฝังลึกตรึกตรมกาย เหลือนิยายรักล่มจมแผ่นดิน ฝาตุ่ม |
||
|
8
เมื่อ: 22, มิถุนายน, 2569, 03:15:27 PM
|
||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
![]() สักวาฟ้าสว่างกระจ่างแสง หลังจัดแจงซัดสาดหยาดหยดฝืน ความมืดมนหม่นเศร้าบรรเทากลืน ความสดชื่นคืนกลับรับชีวา มวลหมู่ไม้ใบบางต่างระยับ หยาดน้ำรับแสงทองส่องคุณค่า พายุผ่านพ้นไปไม่นำพา หลังฝนฟ้างดงามข้ามคืนเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
9
เมื่อ: 22, มิถุนายน, 2569, 03:06:09 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
เลาะก้างตากแดดเดียวเคี้ยวมันแท้ น้าหมูแกเป็นพ่อครัวชัวส์ปึ้กเลย ![]() |
||
|
10
เมื่อ: 22, มิถุนายน, 2569, 12:46:24 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช | ||
|
ฟังเพลิน ๆ เป็นสิบ ๆ รอบ |
||





