Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ♥.♥.สมิหลาราตรี.♥.♥
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:25:59 PM 
เริ่มโดย ชลนา ทิชากร - กระทู้ล่าสุด โดย ชลนา ทิชากร


♥.♥.สมิหลาราตรี.♥.♥
♥.♥
สมิหลาราตรีนี้เศร้านัก
คนเคยรักพักพิงอิงอกอุ่น
มาห่างหายกลายไปไม่การุณย์
เราหมดบุญหนุนนำช้ำชีวา
♥.♥
รักเราเอ๋ยเคยหวานปานน้ำผึ้ง
หวานสุดซึ้งตรึงใจไห้ร่ำหา
ยามเคียงคู่ดูดาวพราวนภา
สมิหลาราตรีนี้เปลี่ยนไป
♥.♥
คืนฟ้างามยามนี้มีเพียงฉัน
พร่ำรำพันถึงเขาเศร้าหวั่นไหว
แว่วเสียงไก่ใกล้สางอ้างว้างใจ
รุ่งวันใหม่ไกลเขาเฝ้ากังวล
♥.♥
ทะเลงามยามเช้าเขาอยู่ไหน
เขารู้ไหมใครเหงาเศร้าหมองหม่น
ยามไร้คู่อยู่เดียวเปลี่ยวกมล
มองทิวสนทนฝืนกลืนน้ำตา
♥.♥
ฝูงวิหคนกผกผินบินเคียงคู่
จู้ฮุกกรูกู่ก้องร้องเรียกหา
ตะวันแจ้งแสงทองส่องนภา
สกุณาพาคู่จู๋จี๋กัน
♥.♥
สมิหลาฟ้างามยามเช้าตรู่
นกคลอคู่จู๋จี๋มีสุขสันต์
เราไร้คู่อยู่เดียวเปลี่ยวชีวัน
สุริยันดั้นฟ้าว้าเหว่ใจ
♥.♥
ชลนา  ทิชากร



 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:28:41 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๖๙.พุทธะจะเปรียบก็"กาม"......................อนลลามระเริง
เจาะทุษะ,ทุกข์สิเจิ่ง....................................มุลิสลาย

    ๗๐.กรายปัญญาเลิศยาตร.......................ตัดขาด"อุเบกฯ"พร้อม
"อุเบกขา"หลายค้อม...................................มุ่งแล้เหลือไข เอกเดียว

    ๗๑.เพียรมุ"อุเบกขะ"หนึ่ง.........................จะมละถึงซิไว
ลิธุวมั่นไถล................................................เจาะอนะ"กาม"

    ๗๒.ความพุทธองค์เปรียบดี......................มีหลุมเพลิงถ่านใกล้
ลึกกว่าตัวคนไซร้........................................ฉุดแท้ลากคน ลงหลุม

    ๗๓.คนก็จะคิดซิแท้.................................มรณะแน่ผจญ
ก็ภวเหตุสิดล..............................................อนลหลุม

    ๗๔."กาม"รุมก็หลุมเพลิง...........................บันเทิงใจยิ่งแล้
โทษ,ทุกข์มิเห็นแท้.......................................เร่งเว้นขาดไว อุเบกขา

    ๗๕.ชนมุ"อุเบกขะ"หลาย..........................มุวตะกลายวิไล
มนะ"อุเบกฯ"สิไข.........................................ลุภว"เอก"

    ๗๖.เฉกเอก"อุเบกขา"...............................อารมณ์เดียวมุ่งแท้
ปลงดับมิยึดแล้............................................ปราศพร้อม"กาม"แฉ

    ๗๗.พุทธะตริเปรียบสิดั้น...........................เพราะนรฝันและแปร
"สระ"และ"วนา"มิแล.....................................ขณะอรุณ

    ๗๘.อดุลย์สงฆ์พิจารณ์.............................กราน"กาม,ฝัน"ดุจแท้
กาม,โทษ,ทุกข์มากแล้..................................คับแค้นใจหนา

    ๗๙.ปัญญะตริจริงฉะนี้..............................ผละมละชี้ กล้า
พหุ"อุเบกฯ ณ หล้า.......................................เจาะประลุ"เอก"

    ๘๐.เฉก"อุเบกขา"มี...................................ดีอารมณ์หนึ่งแท้
เจริญเดี่ยวอารมณ์แล้...................................จุ่งพร้อมดับปลง มิยึด

    ๘๑.พุทธะตริเปรียบสิตน...........................เจาะธนล้นประสงค์
กะเหมาะจะยืมและบ่ง...................................แหละก็จะคืน

    ๘๒.เขาขืนไปเดินโชว์................................คุยโขในตลาดแท้
ชนจุ่งบอกคืนเขาแล้......................................ไม่พริ้งของตน

    ๘๓."กาม"ดุจะทรัพย์มิใช่............................ซิดนุไซร้สกล
จะธุวะคืนยะยล.............................................เพราะธนเขา

    ๘๔.เพราอริยสาวก.....................................จกปัญญายิ่งกล้า
"กาม"เด่นของยืมแจ้ว.....................................ทุกข์แท้โทษหลาย

    ๘๕.เห็นทุษะ,ทุกข์ลุขาด.............................ภวฉลาดซิกราย
พหุ"อุเบกขะ"คลาย........................................เจาะประลุ"เอก"

    ๘๖.เฉกเจริญอุเบกขา.................................อารมณ์เดียวหนึ่งแท้
พาดับเลิก"กาม"แล้.........................................ตัดทิ้งหมดไว

    ๘๗.พุทธะจะเปรียบพิสณฑ์.........................เลาะมหิผลไม้
รสะอร่อยตะไร้..............................................มิชิระหล่น

    ๘๘.มีคนคิดเก็บผล.....................................ปีนกินจนอิ่มแปล้
ครันห่อพกเก็บแท้..........................................กลับบ้านสบาย

    ๘๙.คนประลุสองซิชัด.................................ตะมิถนัดตะกาย
ริภิทะ"โคน"ทลาย...........................................เจาะลุประสงค์

    ๙๐.พุทธ์องค์ตรัสผิเขา................................ตัดทอนเอากิ่งต้น
คนอยู่บนแลด้น..............................................พลาดพลั้งเจ็บพา เหตุพฤกษ์

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 07, มิถุนายน, 2569, 09:00:57 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๔๖.โลดมิโกรธ,นินทา..............................."อาสวะ"เหตุคับแค้น
ความวุ่นวายใจแร้น......................................ปราศแล้เลยหนา

    ๔๗.แค้นเพราะมุโกรธ,พระพุทธ์ฯ...............วจนะรุดลุกล้า
จะมุละได้คณา.............................................เพราะเจาะละ"โกรธ"

    ๔๘.ขัดเคืองโลดเพราะโกรธ......................ความโกรธโฉดนี่แท้
สังโยชน์,นิวรณ์แล้........................................ผูก,กั้นสัตว์ผล ลุธรรม

    ๔๙."อาสวะ"ก่อสิแค้น.................................หทยะแน่นกระวน
เพราะปะทุ"โกรธ"ถอน...................................ริมละผลาญ

    ๕๐.กรานละความโกรธแล..........................แฉ"อาสวะ"เกิดไร้
ความขัดเคืองใจไซร้......................................จุ่งสิ้นไปเผย

    ๕๑.พุทธะสิตรัสก็"หมิ่น"..............................ตริผละสิ้นนะเอย
เพราะเจาะ"มิหมิ่น"เฉลย.................................จะอวสาน

    ๕๒.กรานเหยียดหยามดูถูก.........................ปลูกปัจจัยเหตุแท้
ดูหมิ่นหยามเขาแท้.........................................ชีพสิ้นจะกราย ทุคติ

    ๕๓."อาสวะ"เหตุทุรน...................................หทยะด้นกระวาย
เพราะภว"หมิ่น"กระจาย..................................ปจยะเผย

    ๕๔.เปรย"ความดูถูก"แล..............................แฉตัวสังโยชน์ดั้น
ตัวนิวรณ์ปิดกั้น..............................................ผูกแล้ปิดขวาง ลุธรรม

    ๕๕.ชนมิลุ"หมิ่น"สิหนา................................ก็อนะ"อาส์วะ"วาง
ภวลุ"แค้น"จะพราง.........................................ปะเหมาะสลาย

    ๕๖.พุทธ์องค์ขยายความแล........................แฉอันธรรมแปดนี้
ยังไม่ตัดหมดชี้..............................................สิ่งทั้งมวลของ อริยะ

    ๕๗.พุทธะเจาะอุปมา..................................ลุภวกล้าและตรอง
วทะก็สัตตะผอง.............................................มิเจาะซิหาย

    ๕๘.ปรายตาสุนัขหิว...................................เดินปลิวโรงฆ่าแท้
นายฆาตโยนกระดูกแล้..................................ปราศเนื้อเลือดมี

    ๕๙.หิวจะยะยงสุนัข...................................จะทุขะจักทวี
และภว"แค้น"จะพี..........................................จะมิมลาน

    ๖๐.กรานอริยสาวก....................................จกพิจารณ์กระดูกแท้
เปรียบเช่น"กาม"ทุกข์แล้................................โทษ,แค้นมากจริง

    ๖๑.สงฆ์ริพิจารณ์ฉลาด..............................ลิปะทะขาดกะสิ่ง
มุเจาะ"อุเบกขะ"ดิ่ง.........................................พหุเจริญ

    ๖๒.เดิน"อุเบกขา"แล..................................แฉดำรงหนึ่งแท้
จงมุ่งอารมณ์แล้.............................................ดับดิ้นยึดถือ

    ๖๓.เปรียบดุจะ"แร้ง,ตะกรุม"........................จะปะทะรุมซิยื้อ
กะอนุเนื้อกระพือ............................................ซิขณะบิน

    ๖๔.อินทรีย์ยินยลหนา.................................ถลาบินแย่งแกล้ว
หากไม่รีบคายแล้ว..........................................จุ่งม้วยมรณา

    ๖๕.พุทธะตริ"กามก็เนื้อ"..............................เจาะทุขะเบื่อระอา
ลุทุษะ,แค้นคณา.............................................มุริพิจารณ์

    ๖๖.ราน"อุเบกขา"หลาย...............................กรายเจริญมากพร้อม
ตัดอุเบกฯ"เหลือน้อม.......................................หนึ่งแท้อารมณ์ ยึดดับ

    ๖๗.พุทธะสิตรัสเจาะครือ.............................ก็นฤถืออุดม
อนลเพลิงเจาะบ่ม............................................รุจิไสว

    ๖๘.ไฟหากมิวางแล......................................แฉเพลิงจะลุกไหม้
ไฟลวกมือ,แขนไซร้..........................................จึ่งม้วยเพราะเพลิง เหตุแล

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / เวลาของชีวิต - โสภณ ศุภมั่งมี
 เมื่อ: 06, มิถุนายน, 2569, 06:30:19 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





เมื่อวานมีสองเรื่องเกิดขึ้น เป็นเรื่องของชีวิตทั้งคู่ แต่เป็นสองเรื่องของชีวิตที่อยู่คนละขั้ว
.
ตอนเช้าเพื่อนคนหนึ่งทักมาบอกข่าวดีว่าภรรยาของเขากำลังจะมีลูกคนที่สอง ผมแสดงความยินดีกับเขาและยังจำความรู้สึกตอนอ่านข้อความนั้นได้ มันเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นของชีวิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น
.
แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง ผมก็ได้รับข่าวการจากไปของคนใกล้ตัวอีกคนหนึ่งที่จากไปอย่างกะทันหัน ในวัยที่ยังไม่มากนัก อาการใจหายวูบลงไปตาตุ่มนี่ทำให้รู้สึกโหวงในอกไปพักใหญ่เลย
.
ชีวิตหนึ่งกำลังจะเดินเข้ามา อีกชีวิตหนึ่งเพิ่งเดินทางออกไป
.
ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นในวันธรรมดาวันเดียวกัน ราวกับใครบางคนตั้งใจวางมันไว้ข้างกันเพื่อให้ผมได้มองเห็นทั้งสองด้านของเหรียญพร้อมกัน
.
เรารู้กันอยู่แล้วว่าจุดจบของชีวิตจะมาถึงเราทุกคนในสักวันหนึ่ง แต่พอมันเกิดขึ้นจริงกับคนที่อยู่ใกล้ตัว ความรู้ที่เคยมีอยู่ในหัวก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย มันยังใจหายอยู่ดี ชีวิตของเราเปราะบางกว่าที่เราชอบนึกถึงมาก และความจริงที่ยากที่สุดข้อหนึ่งคือ เราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่
.
เข้าใจว่ามันจะเกิด ไม่ได้หมายถึงเราพร้อมเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริงๆ
.
เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าภาพเปรียบที่ผมไม่เคยลืม เขาบอกว่าพระเจ้าสร้างเรามาบนโลกใบนี้เหมือนรถยนต์คันหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่พระองค์ไม่ได้บอกเรา นั่นคือแต่ละคนมีน้ำมันเหลืออยู่ในถังเท่าไหร่ เราต่างขับรถของตัวเองออกไปข้างหน้าทุกวันโดยไม่รู้ว่าเข็มจะตกถึงขีดแดงตอนไหน บางคันวิ่งได้ยาวนาน บางคันดับลงกลางทางโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
.
ในวันที่มีถังน้ำมันใบใหม่กำลังถูกเติมให้เต็มเพื่อพร้อมออกเดินทาง ก็มีอีกใบหนึ่งที่น้ำมันหมดลงอย่างเงียบ ๆ
.
มันทำให้เห็นว่าชีวิตช่างเปราะบางและแสนสั้นเหลือเกิน
.
"ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ถึงอายุแปดสิบปี คุณจะมีเวลาอยู่บนโลกนี้ราวสี่พันสัปดาห์เท่านั้น"
.
โอลิเวอร์ เบิร์กแมน (Oliver Burkeman) นำความความสั้นของชีวิตมาแปลงเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ในหนังสือ Four Thousand Weeks
.
สี่พันสัปดาห์ ฟังเผิน ๆ เหมือนเยอะ แต่พอเอาไปเทียบกับสิ่งที่เราอยากทำทั้งหมดในชีวิต มันกลับน้อยจนน่าตกใจ และอย่าลืมนะว่านั่นคือกรณีที่เราโชคดีพอจะมีชีวิตอยู่ถึงแปดสิบ ในขณะที่สุขภาพยังแข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่อยากทำด้วย
.
คนใกล้ตัวของผมที่เพิ่งจากไปไม่ได้มีครบสี่พันสัปดาห์ด้วยซ้ำ ถังน้ำมันของเขาหมดลงก่อนที่ใครจะคาดคิด
.
สิ่งที่เบิร์กแมนชี้ให้เห็นต่อจากนั้นน่าสนใจมาก เขาบอกว่าเมื่อเรารู้ว่าเวลามีน้อย ปฏิกิริยาแรกของคนส่วนใหญ่คือพยายามอัดให้ได้มากที่สุด เราหาวิธีทำงานให้เร็วขึ้น จัดตารางให้แน่นขึ้น ไล่ตามรายการสิ่งที่ต้องทำที่ยาวไม่มีวันจบ เราเชื่อว่าถ้าขยันมากพอ สักวันเราจะจัดการทุกอย่างได้หมดแล้วค่อยมีความสุข
.
แต่ตรงนี้แหละคือกับดัก เพราะวันที่เราจัดการทุกอย่างได้หมดนั้นไม่มีวันมาถึงครับ
.
ยิ่งเราทำเสร็จเร็วเท่าไหร่ งานใหม่ก็ยิ่งไหลเข้ามาแทนที่เร็วเท่านั้น ยิ่งพยายามควบคุมเวลาให้อยู่หมัด เรากลับยิ่งรู้สึกว่าชีวิตเร่งรีบกว่าเดิม เรากลายเป็นคนที่ติดเครื่องรถทิ้งไว้ตลอดเวลา เผาผลาญน้ำมันไปกับการเร่งเครื่องอยู่กับที่ โดยไม่เคยหยุดถามว่าจริง ๆ แล้วเราอยากขับไปไหนกันแน่
.
แต่ผมว่าเหตุผลที่ทำให้ผมชอบหนังสือเล่มนี้คือการพลิกมุมมองของเบิร์กแมนที่ชวนให้เรามองความจำกัดของเวลาเสียใหม่ แทนที่จะเห็นมันเป็นปัญหาที่ต้องกำจัดให้พ้นทาง เขาเสนอว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายตั้งแต่ต้น
.
ลองคิดดูว่าถ้าเรามีเวลาไม่จำกัด มีสัปดาห์ให้ใช้ได้ไม่รู้จบ การเลือกทำอะไรสักอย่างก็จะไม่มีน้ำหนักอะไรเลย เพราะทุกสิ่งที่เราเลื่อนออกไป เราก็ยังทำได้อยู่ดีในอนาคตที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด ความหมายของการเลือกเกิดขึ้นได้ก็เพราะเวลามีจำกัดนี่เอง ทุกครั้งที่เราหยิบสัปดาห์หนึ่งไปใช้กับสิ่งหนึ่ง เรากำลังบอกลาสิ่งอื่นอีกนับไม่ถ้วนไปพร้อมกัน และการบอกลานั้นเองที่ทำให้สิ่งที่เราเลือกมีค่าขึ้นมา
.
น้ำมันที่มีอยู่อย่างจำกัดในถังคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เราต้องคิดให้ดีว่าจะขับไปทางไหน
.
ถ้าเติมได้ไม่อั้น เราคงขับวนไปเรื่อยโดยไม่ต้องเลือกปลายทางใดเลย
.
เมื่อมองแบบนี้ คำถามสำคัญก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราถามว่าจะทำยังไงให้อัดทุกอย่างลงในชีวิตได้หมด กลายเป็นคำถามที่ตรงและสำคัญกว่าว่า มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นแหละที่สมควรได้รับเวลาสัปดาห์อันมีค่าของเราจริง ๆ ถูกไหม?
.
เบิร์กแมนบอกว่าการยอมรับว่าเราจะพลาดเรื่องส่วนใหญ่ในโลกนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น (เพราะยังไงเราก็มีเวลาไม่มากพอ) แท้จริงแล้วคืออิสรภาพอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเราเลิกพยายามไขว่คว้าทุกอย่าง เราถึงจะมีพื้นที่พอจะอยู่กับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างเต็มหัวใจ
.
ผมกลับมานึกถึงสองเรื่องของเมื่อวานอีกครั้ง เด็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกคนนั้นกำลังจะได้รับถังน้ำมันใบใหม่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเต็มแค่ไหน ส่วนคนที่เพิ่งจากไปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเข็มน้ำมันตกถึงขีดแดงได้เร็วกว่าที่เราคาดเสมอ และระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดนั้น เราทุกคนที่กำลังขับรถของตัวเองอยู่ โดยไม่มีใครได้เห็นมาตรวัดของตัวเอง
.
ความจริงข้อนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรากลัวหรือรีบเร่งทำทุกอย่างเพราะความกลัว มันมีไว้เตือนเราต่างหากว่า ในเมื่อเราเติมน้ำมันเพิ่มไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหลืออีกเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่อยู่ในมือเราจริง ๆ ก็คือการเลือกว่าจะขับสัปดาห์ที่เหลืออยู่นี้ไปทางไหน และจะขับมันไปกับใคร
.
สี่พันสัปดาห์อาจเป็นตัวเลขที่เราไม่มีทางไปถึง หรืออาจมากกว่าที่เราจะได้จริง แต่ไม่ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเหลือเท่าไหร่ สัปดาห์ที่สำคัญที่สุดก็คือสัปดาห์นี้ และวันที่สำคัญที่สุดก็คือวันนี้ วันที่เรายังมีน้ำมันพอจะออกรถ และยังมีคนให้เราขับไปหาได้
.
"ชีวิตของเรานั้น ด้วยความที่มันมีจุดสิ้นสุด” เบิร์กแมนอธิบาย “ย่อมเต็มไปด้วยกิจกรรมที่เรากำลังทำมันเป็นครั้งสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับที่จะต้องมีครั้งสุดท้ายที่ผมได้อุ้มลูกชายขึ้นมา ความคิดนี้ทำให้ผมขนลุก แต่ก็ยากจะปฏิเสธ เพราะผมคงไม่ได้อุ้มเขาอีกแล้วตอนที่เขาอายุสามสิบ และก็จะต้องมีครั้งสุดท้ายที่คุณได้กลับไปเยือนบ้านในวัยเด็ก ได้ลงเล่นน้ำทะเล ได้ร่วมรัก หรือได้พูดคุยอย่างลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่โดยมากแล้ว ในวินาทีนั้นเองเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเรากำลังทำมันเป็นครั้งสุดท้าย […] ด้วยเหตุนี้เราจึงควรปฏิบัติต่อทุกประสบการณ์เหล่านี้ด้วยความเคารพแบบเดียวกับที่เราจะมอบให้ หากรู้ว่านี่คือครั้งสุดท้ายของมัน และในความหมายหนึ่ง ทุกขณะของชีวิตก็คือครั้งสุดท้ายอยู่แล้ว เมื่อมันมาถึงแล้ว คุณจะไม่มีวันได้มันกลับมาอีก และเมื่อมันผ่านพ้นไป จำนวนขณะที่คุณยังเหลืออยู่ก็จะน้อยลงกว่าเดิมไปอีกหนึ่ง การปฏิบัติต่อทุกขณะเหล่านี้ราวกับเป็นเพียงก้อนหินให้เหยียบข้ามไปสู่ขณะใดขณะหนึ่งในอนาคต คือการแสดงออกถึงความไม่รับรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของเราในระดับที่น่าตกตะลึง และคงจะน่าตกตะลึงจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะว่าเราทุกคนต่างก็ทำแบบนี้กันอยู่ตลอดเวลา"
.
- โสภณ ศุภมั่งมี



 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 06, มิถุนายน, 2569, 04:30:12 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๒๓.พึงริติตนมิทำ........................................หินะถลำซิครัน
ปจยะ"ปาณะฯ"สรรค์.......................................ทุคติแฉ

    ๒๔.แล"ปาณาติบาท"..................................ยาตร"สังโยชน์ผูก"แท้
และเด่น"นิวรณ์"แล้.........................................ปิดกั้นสัตว์เกย ความดี

    ๒๕."อาสวะ"เหตุสิแค้น.................................ลุภวแน่นเฉลย
ปจยะ"ปาณะฯ"เสย.........................................ปะทุกิเลส

    ๒๖.วิเศษคนละปาณาฯ................................เลิกหนาการฆ่าเว้น
และคับใจวายเร้น............................................ไม่แล้มีครา อาสวะ

    ๒๗.พุทธะสิตรัส"อทินฯ"...............................จะมละสิ้นเพราะคว้า
ก็เฉพาะผู้คุณา................................................นิรขโมย

    ๒๘.โดยพึงติเตียนตน...................................มิยลเอาสิ่งแล้
เขาไม่ยอมยกแท้.............................................ตัดพร้อมทันควัน สังโยชน์

    ๒๙.ชนริติตนมิจัก.........................................หทยะ"ลัก"ถลัน
เพราะลุ"อทินฯ"สิครัน.......................................ทุคติแฉ

    ๓๐.แล"อทินนาทาน".....................................กรานปัจจัยเหตุแท้
สังโยชน์,นิวรณ์แล้............................................ผูกพร้อมสัตว์ผอง

    ๓๑.ชนละ"อทินฯ"ซิหนา.................................มรณะ"อาส์วะ"ดอง
หทยะแค้นมิครอง.............................................อนะทุรน

    ๓๒.ยลพุทธองค์ตรัส.....................................ตัด"มุสาวาท"ไซร้
เพราะพูดสัตย์จริงได้........................................เท็จแล้เหตุตรง

    ๓๓.ชนมิ"มุสา"ติตน.......................................วจนะยลเจาะบ่ง
วทะมุสาทะนง...................................................ทุคติหวัง

    ๓๔.ฟังมุสาวาทหนา.......................................พาปัจจัยเหตุพร้อม
สังโยชน์,นิวรณ์น้อม..........................................ตัดแท้หมดแฉ

    ๓๕.ชนละมุสาจะพา.......................................ก็อนะ"อาส์วะ"แล
กมละแค้นจะแปร..............................................มิเจาะกระวน

    ๓๖.ดล"ปิสุณาวาฯ".......................................ละหนามิเสียดไซร้
พูดส่อเสียดเลิกได้............................................เหตุแล้นิวรณ์ สังโยชน์

    ๓๗.ชนเจาะละ"เสียด"สิหนา...........................ปจยะ"อาส์วะ"ถอน
ภวพิไลขจร......................................................ก็จะมิมี

    ๓๘."โลภ"พีจากกำหนัด.................................ตัดละไปแน่ได้
กำหนัดปัจจัยไซร้.............................................เมื่อม้วยจะมี ทุคติ

    ๓๙."โลภ"เพราะรตีสิชน.................................ริจะติตนทวี
ภวซิ"โลภ"รตี....................................................ปจยะหนา

    ๔๐.คราโลภ,กำหนัดแล.................................แฉปัจจัยชัดแล้ว
สังโยชน์,นิวรณ์แจ้ว..........................................ผูกแล้,ปิดขวาง ทำดี

    ๔๑.โลภเพราะรตีลิหนา.................................จะนิร"อาส์วะ"ย่าง
หทยะแค้นสิวาง................................................จะอนะเผย

    ๔๒.เปรยพุทธองค์ตรัส..................................ชัด"โกรธ"เกิดแน่แท้
จากมุ่งนินทาแล้................................................ตัดได้เชียวหนา มิโกรธ

    ๔๓.พึงเจาะติตนมิโกรธ.................................ผิวะปะ"โจษ"คณา
เพราะธุระโกรธสิฝ่า..........................................ทุคติเผย

    ๔๔.เปรยโกรธเพราะนินทา............................คราเป็น"สังโยชน์"แล้
รึงรัดสัตว์จมแท้................................................"วัฏ"ร้ายสุดหนี

    ๔๕."อาสวะ"นี้ก็เหตุ.......................................ปะทุกิเลสกลี
หทยะแค้นทวี...................................................ก็เพราะมุโกรธ

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 06, มิถุนายน, 2569, 07:20:08 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร (ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี)

ภัททกฉันท์ ๒๒/โคลงสามสุภาพ

    ๑.น้อมอภิวาทพระพุทธ์ฯ...............................ประลุวรุตม์ซิโข
พระอรหันต์สิ"โพ-.............................................ธิ"ดนุองค์

    ๒.ทรงเมตตาสอนธรรม.................................นำชน,สงฆ์มุ่งรู้
"อริยสัจ"กู้........................................................ทุกข์สิ้นหมดพา เลิกเกิด

    ๓.ครา ณ สมัยพระพุทธ์ฯ...............................ศยณะรุดซิกล้า
ลุปุระ"อาปณาฯ"................................................พหิคระไล

    ๔.อรุณไวพุทธองค์........................................ตรงบิณฑบาตรแล้
เดินสู่"อาปาฯ"แท้...............................................เสร็จแล้วประสงค์ พนาไพร

    ๕."โปตลิฯ"มุ่งสิรุด..........................................อริยะพุทธองค์
ตริภณะเชิญเจาะบ่ง...........................................คฤหบ์ดี

    ๖.ทีแรก"โปต์ลิฯ"โกรธ....................................ทรงขานโลดเรียกแท้
"คฤหบดี"แล้......................................................ครบแล้วรอบสาม เฉยแล

    ๗.โปตลิฯน้อยหทัย.........................................วจนะไม่เหมาะความ
ขณะพระพุทธะปราม..........................................กิริยะเผย

    ๘.พุทธองค์เปรยอาการ..................................."เพศ"กรานของท่านพร้อม
เหมือน"คฤหบ์ดี"น้อม..........................................แน่แล้วคระไล

    ๙."โปตลิฯ"ตอบวจี...........................................ตะขณะนี้มิใช่
เพราะนิร"รวย"ไสว..............................................เจาะภว"จน"

    ๑๐.ยล"โปตลิฯ"ตอบเอย..................................เปรยการงานเลิกแล้ว
"ทางโลก,โวหาร"แคล้ว........................................ตัดทิ้งครันเผย

    ๑๑.โคตมะพุทธเจ้า.........................................วจนะ"เขา"ซิเอย
ก็กิจะงานสิเอ่ย...................................................มละไฉน

    ๑๒.ไว"โปตลิฯ"ทูล...........................................ทรัพย์พิบูลย์ยกให้
ผองบุตรรับหมดไซร้............................................กิจพร้อม"โวหาร" ตัดแล

    ๑๓."โคตมพุทธะฯ"โข.......................................ตริมละโวฯซิพาน
"อริยะ,โลก"เจาะขาน...........................................จะนิรเหมือน

    ๑๔.โปตลิฯเตือนโวหาร....................................พานอริยะต่างแล้
กับโลกภายนอกแท้.............................................เด่นน้อมใดแฉ

    ๑๕."พุทธะฯ"เจาะตรัสพระธรรม.......................ลิมละหนึ่งซิยล
ก็ภวแปดสิแน่......................................................ภิทะสลาย

    ๑๖.กราย"ปาณาติบาท"...................................ฆาตมิทำห่างเร้า
ลัก"อทินฯ"คอยเฝ้า.............................................ผ่องให้จากเขา

    ๑๗."เท็จ"จะละได้ก็ชัด.....................................วจนะสัตย์ซิเพรา
ตริ"ปิสุณาฯ"ละเบา.............................................."วทะมิเสียด"

    ๑๘."โลภ"เบียดเพราะกำหนัด...........................ชัดรตีเลิกแท้
"โกรธ"จากนินทา"แล้..........................................ฆ่าเน้นนินทา

    ๑๙."แค้นเพราะริโกรธ"ละโฉด.........................มละพิโรธสิซา
"กิริยะหมิ่นละ"หนา.............................................เจาะนิรหยาม

    ๒๐.ความพุทธองค์แจก....................................จำแนกโดยย่อแล้
"คฤหบ์ดี"ขอแท้..................................................แยกพร้อมพิศดาร

    ๒๑.ความสิละเอียดพระพุทธ์ฯ..........................วจนะรุดประทาน
ก็ภว"ปาณะฯ"ขาน...............................................ละ,มิพิฆาต

    ๒๒.พยาบาทอาศัย.........................................."สังโยชน์ไวเครื่องกั้น"
ผูกมัดสัตว์วนดั้น.................................................เร่งแท้ตัดพลัน

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 05, มิถุนายน, 2569, 04:01:38 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร
(ต่อหน้า ๓๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

(๑๕.๓) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม และ กุศลธรรมที่ไม่ใช่จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัยกุศลธรรมที่เป็น จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
(๑๕.๔) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัย กุศลธรรมที่ไม่ใช่จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ ปัจจัย
(๑๕.๕) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัย กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม และกุศลธรรมที่ไม่ใช่ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
(๑๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู
~ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู = ธรรมเจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดร่วมกับจิต
(๑๗) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ
~ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ = คือ    ธรรมเจือกับจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดคล้อยตามจิต
(๑๘) อัปปมัญญา ๔ เป็นพาหิระ
~ พาหิระ = ธรรมภายนอก
(๑๙) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนอุปาทา
~ โนอุปาทา = ธรรมไม่อาศัยมหาภูตรูปเกิด
(๒๐) อัปปมัญญา ๔ เป็นอุปาทินนะก็มี; เป็นอนุปาทินนะก็มี
~ อุปาทินนะ = ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิเข้ายึดครอง
~ อนุปาทินนะ = ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิ ไม่เข้ายึดครอง
(๒๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนอุปาทานะ ฯลฯ
~ โนอุปาทานะ = ธรรมไม่เป็นอุปาทาน
(๒๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
~ โนกิเลสะ = ธรรมไม่เป็นกิเลส
[ช] ปิฏฐิทุกวิสัชนา
(๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ
~ นทัสสเนนปหาตัพพะ = ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่ประหาณ
(๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นนภาวนายปหาตัพพะ
~ นภาวนายปหาตัพพะ = ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ
(๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ
~ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ = ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคจะประหาณ                                            
(๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ
~ นภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ จะประหาณ
(๕) อัปปมัญญา ๓ เป็นสวิตักกะก็มี; เป็นอวิตักกะก็มี
~ สวิตักกะ = ธรรมมีวิตก
~ อวิตักกะ = ธรรมไม่มีวิตก
(๖) อุเบกขา เป็นอวิตักกะ = ไม่มีวิตก
(๗) อัปปมัญญา ๓ เป็นสวิจาระก็มี; เป็นอวิจาระก็มี
~ สวิจาระ = ธรรมมีวิจาร         
~ อวิจาระ = ธรรมไม่มีวิจาร
(๘) อุเบกขา เป็นอวิจาระ = ไม่มีวิจาร
(๙) อัปปมัญญา ๓ เป็นสัปปีติกะก็มี; เป็นอัปปีติกะก็มี
~ สัปปีติกะ = ธรรมมีปีติ
 ~ อัปปีติกะ = ธรรมไม่มีปีติ
(๑๐) อุเบกขา เป็นอัปปีติกะ
(๑๑) อัปปมัญญา ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี; เป็นนปีติสหคตะก็มี
~ ปีติสหคตะ = ธรรมสหรคตด้วยปีติ
~ นปีติสหคตะ = ธรรมไม่สหรคตด้วยปีติ
(๑๒) อุเบกขาเป็น นปีติสหคตะ
(๑๓) อัปปมัญญา ๓ เป็นสุขสหคตะ
~ สุขสหตตะ = ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา    
(๑๔) อุเบกขาเป็น นสุขสหคตะ
~ นสุขสหคตะ = ธรรมไม่สหรคตด้วยสุขเวทนา
(๑๕) อุเบกขาเป็น อุเปกขาสหคตะ
~ อุเปกขาสหคตะ = ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา
(๑๖) อัปปมัญญา ๓ เป็น นอุเปกขาสหคตะ
~ นอุเปกขาสหคตะ = ธรรมไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา
(๑๗) อัปปมัญญา ๔ เป็น นกามาวจร
~ นกามาวจร = ธรรมไม่เป็นกามาวจร
(๑๘) อัปปมัญญา ๔ เป็น รูปาวจร
~ รูปาวจร = ธรรมเป็นรูปาวจร   
(๑๙) อัปปมัญญา ๔ เป็น นอรูปาวจร
~ นอรูปาวจร = ธรรมไม่เป็นอรูปาวจร
(๒๐) อัปปมัญญา ๔ เป็น ปริยาปันนะ
~ ปริยาปันนะ = ธรรม คือสิ่งที่นับเนื่องในวัฏฏะ" หรือ "สิ่งที่อยู่ในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ได้แก่ จิต เจตสิก และรูปที่ยังเป็นโลกิยะ ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ไม่ใช่โลกุตตรธรรมหรือนิพพาน  
(๒๑) อัปปมัญญา ๔ เป็น อนิยยานิกะ
~ อนิยยานิกะ = ธรรมไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ
(๒๒) อัปปมัญญา ๔ เป็น อนิยตะ
~ อนิยตะ = ธรรมให้ผลไม่แน่นอน
(๒๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นสอุตตระ
~ สอุตตระ = ธรรมมีธรรมอื่นยิ่งกว่า        
(๒๔) อัปปมัญญา ๔ เป็น อรณะ
~ อรณะ = ธรรมไม่เกิดกับกิเลสฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะจบ
อัปปมัญญาวิภังค์ จบบริบูรณ์

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 05, มิถุนายน, 2569, 12:41:00 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


สักวาฟ้ากว้างทางแสนไกล
ฉันไม่ได้กลัวการรอต่อวันหน้า
จะเนิ่นนานกี่ปีเปลี่ยนผ่านมา
ใจยังปรารถนาเธอคนดี
แต่สิ่งหนึ่งที่กลัวท่วมท้นจิต
จนใจคิดหวั่นไหวในวิถี
กลัวเธอลืมว่าฉันรอตรงนี้
กลัวรอเธอทั้งปีตรงนี้เอย

ฝาตุ่ม

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 05, มิถุนายน, 2569, 10:26:11 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓๒/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

(๗) อัปปมัญญา ๔ เป็นสารัมมณะ
~ สารัมมณะ = ธรรมมีอารมณ์  คือ สิ่งที่จิตรู้ เช่น เสียงปรากฏเวลาที่จิตได้ยินเสียงนั้น เสียงนั้นเป็นอารมณ์ เป็นปัจจัยหนึ่งของจิตที่เกิดขึ้นได้ยินเสียง
(๘) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนจิตตะ
~ โนจิตตะ = ธรรมไม่เป็นจิต
~ จิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์ (สิ่งที่ถูกจิตรู้) เช่น การได้ยิน เป็นต้น
(๙) อัปปมัญญา ๔ เป็นเจตสิกะ
~ เจตสิกะ = เจตสิกเป็นนามธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่เกิดร่วมกับจิตแล้วก็ดับพร้อมกับจิต เจตสิก ได้แก่ โลภะ โทสะ เป็นต้น
(๑๐) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสัมปยุต
~ จิตตสัมปยุต = จิตที่ประกอบทั่วพร้อม หมายถึง จิตที่ประกอบด้วยเจตสิกที่เด่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตดวงนี้แตกต่างจากจิตดวงอื่นๆ สัมปยุตตจิตมี ๕ ประเภท ได้แก่
(๑๐.๑) ทิฏฐิคตสัมปยุตต์ = คือ โลภมูลจิต ๔ ดวงที่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๒) ปฏิฆสัมปยุตต์ = คือ โทสมูลจิต ๒ ดวงที่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย
(๑๐.๓) วิจิกิจฉาสัมปยุตต์ = คือ โมหมูลจิตที่มีวิจิกิจฉาเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๔) อุทธัจจสัมปยุตต์ = คือ โมหมูลจิตที่มีอุทธัจจเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๕) ญาณสัมปยุตต์ = คือ โสภณจิต ๔๗ ดวงที่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย
(๑๑) อัปปมัญญา ๔ เป็น จิตตสังสัฏฐะ
~ จิตตสังสัฏฐะ = คือ ธรรมเจือกับจิต หมายถึงสภาวะที่ธรรมอื่น (เจตสิก) เข้าไป คลุกเคล้า ปนเป หรือประกอบร่วมกับจิต เป็นความสัมพันธ์ของการเกิดขึ้นร่วมกันระหว่างจิตและเจตสิก โดยเฉพาะในบริบทของ "จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม" ที่หมายถึงธรรมที่เกิดร่วมกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (ต้นเหตุ)
(๑๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสมุฏฐานะ
~ จิตตสมุฏฐานะ= หรือ จิตตชรูป คือ รูปที่เกิดขึ้นโดยมีจิตเป็นสมุฏฐานหรือเป็นตัวการสั่งการ เป็นรูปที่ไม่ได้เกิดจากกรรม อาหาร หรืออุตุ (ความเย็น/ร้อน) โดยตรง แต่เกิดจากการเคลื่อนไหวหรือความรู้สึกทางกายที่สั่งการโดยจิต  ๑๕ รูป เช่น การเดิน ยืน นอน พูด การหายใจ หรืออารมณ์ที่ทำให้เกิดเหงื่อ
ธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดรูปแล้วมี ๔ สมุฏฐาน คือ
(๑๒.๑) กรรม เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่า “กัมมชรูป”
(๑๒.๒) จิตเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่า “จิตตชรูป” ถ้าได้ยินคำว่าจิตตชรูปที่ไหน ให้ทราบได้ว่า รูปประเภทนี้
ต้องเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐานเกิดเพราะกรรมไม่ได้ เกิดเพราะสมุฏฐานอื่นไม่ได้เลย รูปแต่ละรูปต้องมีแต่ละสมุฏฐาน คือ รูปหนึ่งก็มีสมุฏฐานหนึ่ง จะมีทั้ง ๔ สมุฏฐานไม่ได้
(๑๒.๓) และนอกจากนั้นก็มีอุตุ ความเย็นความร้อนเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้น เป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นรูปใดเกิดจากอุตุ คือ ความเย็นความร้อน รูปนั้นชื่อว่า “อุตุชรูป”
(๑๒.๔) และอีกสมุฏฐานหนึ่งคืออาหาร ได้แก่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันๆ เป็นสมุฏฐานก่อตั้งให้เกิดรูปด้วย รูปใดที่เกิดเพราะอาหาร รูปนั้นชื่อว่า “อาหารชรูป”
(๑๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสหภู
~ จิตตสหภู = ธรรมเกิดร่วมกับจิต
(๑๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตานุปริวัตติ
~ จิตตานุปริวัตติ = คือ สภาวธรรมหรือองค์ธรรมที่เกิดร่วมกับจิตและคล้อยตามจิตไป โดยเกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีอารมณ์เดียวกัน และมีที่อาศัยเดียวกันกับจิต (สหชาตธรรม) ซึ่งได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รวมถึงกายวิญญัติและวจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวทางกายและวาจา)
(๑๕) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ
~ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ =    ธรรมเจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน
เกิดขึ้นด้วยปัจจัย ๕ แบบ ได้แก่
(๑๕.๑) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัยกุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ ปัจจัย (๑๕.๒) กุศลธรรมที่ไม่ใช่จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัยกุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ ปัจจัย

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 05, มิถุนายน, 2569, 07:28:46 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

สิ่งแวดล้อมโลก

     ทุกชีวิต ล้วนพึ่งพา สิ่งแวดล้อม
โปรดถนอม รักษาไว้ ให้ลูกหลาน
คุณภาพ ชีวิต จิตชื่นบาน
สุขสำราญ เปรมปรีดิ์ ดีทั่วไทย
     รู้รักษา สมดุล หนุนชีวัน
ร่วมฝ่าฟัน คงไว้ ให้สดใส
วัฒนา นิเวศ เขตพงไพร
ให้ยิ่งใหญ่ สมค่า มหาชน
     พัฒนา อย่างยั่งยืน ทุกถิ่นที่
ตามวิถี งดงาม อร่ามผล
คือเป้าหมาย ร่วมกัน บันดาลดล
สุขกมล ไม่หยุดยั้ง ทั้งโลกา
     ร่วมปกปัก รักษา พนาไพร
ทั่วถิ่นไทย เชิดชู รู้รักษา
สิ่งแวดล้อม โอบเอื้อ เพื่อประชา
ทุกทิวา ราตรี ไม่มีคลาย

คนเรียนไพร
๕ มิถุนายน ๒๕๖๙
หมายเหตุ ๕ มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.16 วินาที กับ 19 คำสั่ง
กำลังโหลด...