Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:54:47 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๔/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์

ติกมาติกาวิสัชนา
[ข] กุสลติกาทิวิสัชนา
(๑) องค์มรรค ๘ ที่เป็นกุศลก็มี; ที่เป็นอัพยากฤตก็มี (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา (๓) องค์มรรค ๗ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี; ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๔) องค์มรรค ๘ ที่เป็นวิบากก็มี; ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๕) องค์มรรค ๘ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๖) องค์มรรค ๘ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๗) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร (๘) องค์มรรค ๗ ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี; ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี; ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี (๙) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สหรคตด้วยปีติ; สหรคตด้วยสุขแต่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๐) องค์มรรค ๗ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี; ที่สหรคตด้วยสุขก็มี; ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๑๑) องค์มรรค ๘ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓
~ จิตระดับโลกุตตระ ๔ ขั้นตอนที่ทำหน้าที่ประหารกิเลส (สังโยชน์) เพื่อบรรลุเป็นพระอริยบุคคล ประกอบด้วย (๑๑.๑) โสดาปัตติมรรค - ละสักกายทิฏฐิ/วิจิกิจฉา/สีลพตปรามาส (๑๑.๒) สกทาคามิมรรค - ลดเพิ่มจากโสดาฯ อีก คือ กามราคะ/ปฏิฆะ (๑๑.๓) อนาคามิมรรค - ลดเพิ่มจาก สกทาคามิมรรค คือ ละกามราคะ/ปฏิฆะเด็ดขาด (๑๑.๔) และอรหัตตมรรค - ละสังโยชน์เบื้องสูงทั้งหมด
(๑๒) องค์มรรค ๘ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องบน ๓ (๑๓) องค์มรรค ๘ ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และ นิพพานก็มี (๑๔) องค์มรรค ๘ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี; ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี
~ เสขะ ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี
~ อเสขะ ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คือ พระอรหันต์
(๑๕) องค์มรรค ๘ เป็นอัปปมาณะ
~ อัปปมาณะ = “ไม่มีประมาณ”, สภาวะที่ประมาณมิได้ หมายถึงธรรมที่เป็นโลกุตตระ
~ สงสาร = การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกหรือในภพต่างๆ
(๑๖) องค์มรรค ๘ มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ (๑๗) องค์มรรค ๘ เป็นชั้นประณีต (๑๘) องค์มรรค ๘ ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๑๙) องค์มรรค ๘ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ (๒๐) องค์มรรค ๘ ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นเหตุ; หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๑) องค์มรรค ๘ ที่เกิดขึ้นก็มี; ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี; ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๒๒) องค์มรรค ๘ ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๒๓) องค์มรรค ๘ กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ (๒๔) องค์มรรค ๘ ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๒๕) องค์มรรค ๘ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๒๖) องค์มรรค ๘ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้
ทุกมาติกาวิสัชนา
เหตุโคจฉกวิสัชนา
(๑) สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ (๒) องค์มรรค ๗ ไม่เป็นเหตุ (๓) องค์มรรค ๘ มีเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๔) สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุและมีเหตุ (๕) องค์มรรค ๗ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ; หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๖) สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๗) องค์มรรค ๗ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ;  หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๘) องค์มรรค ๗ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ (๙) สัมมาทิฏฐิกล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ; หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ
จูฬันตรทุกวิสัชนา
(๑) องค์มรรค ๘ มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) องค์มรรค ๘ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) องค์มรรค ๘ เห็นไม่ได้ (๔) องค์มรรค ๘ กระทบไม่ได้ (๕) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นรูป (๖) องค์มรรค ๘ เป็นโลกุตตระ
~ โลกุตตระ = สิ่งที่มีจริงที่เหนือโลกหรือพ้นโลก คือ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด สภาพธรรมที่เป็นโลกุตตระ นั้น ได้แก่ นิพพาน เมื่อนิพพาน เป็นโลกุตตระ สภาพธรรมที่ประจักษ์แจ้งนิพพาน มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ มรรคจิต และ ผลจิต ก็เป็นโลกุตตรธรรม ด้วย เพราะไม่ได้เป็นไปในฝ่ายเวียนว่ายตายเกิด แต่เป็นฝ่ายของการดับการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น โลกุตตรธรรม จึงมี ๙ ได้แก่ มรรคจิต ๔ (โสตาปัตติมรรคจิต สกทาคามิมรรคจิต อนาคามิมรรคจิต อรหัตตมรรคจิต) ผลจิต ๔ (โสตาปัตติผลจิต สกทาคามิผลจิต อนาคามิผลจิต อรหัตตผลจิต) และ นิพพาน
(๗) องค์มรรค ๘ จิตบางดวงรู้ได้ (๘) องค์มรรค ๘ จิตบางดวงรู้ไม่ได้
อาสวโคจฉกาทิวิสัชนา
(๑) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นอาสวะ
~ อาสวะ ๔ = กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดานได้แก่ (๑.๑) กามาสวะ - สิ้นจากความพอใจ ความหมกมุ่นในกาม (๑.๒) ภวาสวะ - สิ้นจากความพอใจ ความหมกมุ่นในภพ (๑.๓) ทิฏฐาสวะ - สิ้นจากความเห็นผิดว่าโลกเที่ยง ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส (๑.๔) อวิชชาสวะ - สิ้นจากความไม่รู้ในอริยสัจธรรม ๔
อาสวะ ๔ เหล่านี้ เป็นเหตุพาให้สัตว์ทั้งหลายวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:17:28 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 AddEmoticons0094

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ปัญหาประดิษฐ์

     เมื่อโลกหมุน เวียนเปลี่ยนไป ไม่หยุดยั้ง
ประเดประดัง ด้วยตัณหา พาสับสน
บ้างอยากมี อยากได้ อลวน
ล้วนปะปน อยู่ใน ไทยอาณา
     ความเจริญ ก้าวหน้า พาชาติรอด
ในอ้อมกอด องค์ราชา ศาสนา
ทั่วแดนดิน ปลอดภัย ด้วยปัญญา
ชาวประชา สุขสม นิยมไทย
     ด้วยใจจิต คิดละโมบ เห็นแก่ตัว
ประพฤติชั่ว ปัญหาประดิษฐ์ ติดนิสสัย
สร้างทุกข์ร้อน ยากเข็ญ อยู่ร่ำไป
อีกเมื่อไร จักสร้างสุข ทุกข์บางเบา
     หวังสืบสาน สันติภาพ ตราบนิรันดร์
ต้องแข็งขัน เฉลียวฉลาด ปราศโง่เขลา
เลิกประดิษฐ์ ปัญหา พาซบเซา
หยุดโง่เขลา ด้วยปัญญา ประดิษไทย

คนเรียนไพร
๖ มีนาคม ๒๕๖๙

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...บรรเลงไทยเดิม"ลาวดวงเดือน" ღ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:29:49 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล



ღ  ลำนำลาวดวงเดือน  ღ

เสียงระนาดบาดทรวงดั่งสรวงพราก
วิโยคจาก รักไกลในวิถี
สะอื้นอ้อนอิ่งอ้อยถ้อยวารี
ดั่งนทีไหลรินสิ้นแรงใจ

รอยสัมผัสรัดรึงตรึงความโศก
วิเวกโลกเหงาล้ำเกินจำไหว
ระนาดรัวกลัวห่างร้างแรมไกล
จุดเปลวไฟคิดถึงคะนึงนาง

กลิ่นจำปาป่าชื้นระรื่นหอม
ใจพะยอมกล่อมเห็นไม่เว้นว่าง
แสงจันทร์ส่องต้องใจให้เบาบาง
คิดถึงเจ้าไม่จาง ไม่ห่างใจ

      ✧・゚: *✧・゚:*

"ความรักที่พลัดพราก ไม่ได้จากไปพร้อมกาลเวลา
แต่มันซ่อนอยู่ในท่วงทำนองที่ไม่มีวันจบ"

      ༭ ลิตเติลเกิร์ล ༭
        ✧・゚: *✧・゚:*

ลาวดวงเดือน - ระนาดเอก ไทยเดิม by Fino the Ranad


 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ๛ รอการบันทึก ๛
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:15:58 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล




สลัดความบอบช้ำที่ซ้ำซาก
ทิ้งรอยฝากขื่นขมและคมหนาม
ปล่อยวันวานผ่านยุคทุกนิยาม
เหลือเพียงความนิ่งไว้อย่างใจเป็น


   ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:00:24 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


หากระเทียมเตรียมไว้อย่าได้ผ่าน     ช่วยกันแขวนหน้าบ้านโบราณเล่า  


 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:55:43 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๓/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์

ปัญจังคิกวาร
เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย
[จ] มรรคมีองค์ ๕ = คือ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ (๓) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ (๔) สัมมาสติ - ระลึกชอบ (๕) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ
บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น = มรรคมีองค์ ๕ เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ; เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๕ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๕
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์ ๕
ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัย
[ฉ] มรรคมีองค์ ๕ คือ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน -> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ
สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ
(๓) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ
สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาวายามะ ฯลฯ
(๔) สัมมาสติ - ระลึกชอบ
สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสติ
(๕) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นสุญญตะ; เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ความตั้งอยู่แห่งจิต; ความตั้งมั่นด้วยดี; ความดำรงมั่น; ความไม่ซัดส่าย; ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต; ภาวะที่จิตไม่ซัดส่าย; สมาธิ; สมาธินทรีย์; สมาธิพละ; สัมมาสมาธิ; สมาธิสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรคนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
~ สมาธินทรีย์ = คือ การตั้งมั่นในการกระทำจิตให้มีสมาธิ
~ สมาธิพละ = ความตั้งใจมั่น กำลังแห่งใจที่ตั้งมั่น
~ สมาธิสัมโพชฌงค์ = ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสมาธิ
อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ปัญหาปุจฉกะ
[ก] อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ (๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ - อาชีพชอบ    (๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ (๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
(๑) บรรดาองค์มรรค ๘ องค์มรรคเท่าไรเป็นกุศล; เท่าไรเป็นอกุศล; เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ; เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้; เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / วันไร้กลอน
 เมื่อ: 05, มีนาคม, 2569, 06:52:54 PM 
เริ่มโดย เฟื่องฟ้า - กระทู้ล่าสุด โดย เฟื่องฟ้า
วันไร้กลอน

วันนี้ไร้คำกลอนเคยอ่อนหวาน
เหมือนมีม่านกำแพงมิดคอยปิดกั้น
จนหมดสิ้นมธุรสบทจำนรร
แต่ละวันว่างเปล่าเงียบเหงาทรวง

อันเหตุผลกลใดในใจนี้
จักช่วยชี้ใจเราพ้นเงาบ่วง
มองภาพความเป็นจริงสิ่งทั้งปวง
คล้ายเปล่ากลวงหมดไฟในดวงแด

เส้นทางกลอนสะดุดเริ่มหยุดลง
ใจงุนงงถมทับยากปรับแก้
ปล่อยเวลาไหลเลื่อนเหมือนเรือนแพ
ตามกระแสครรลองของสายน้ำ

ปลุกปลอบใจอีกหนของตนเอง
หวังบรรเลงถ้อยเสนอเคยเพ้อพร่ำ
ผ่านอารมณ์คมคำร้อยลำนำ
ความทรงจำล่องลอยไปในสายลม

พฤ.5 มี.ค.69

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 05, มีนาคม, 2569, 05:26:03 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์

#"วันเปลี่ยนเวลาเปลี่ยน"

เพียงตำนานผ่านไปให้นึกถึง
ถนนสายหนึ่งร่มเย็นเป็นทิวแถว
ตะแบกบานสะพรั่งสองฝั่งแนว
หมดสิ้นแล้วกิ่งก้ามปู ต้นหูกวาง

เปลี่ยนสีเขียวทั้งหมดความสดใส
โครงการใหม่ป้ายแขวนสิ่งแทนสร้าง
สู่ถนนสายหรูปูลาดยาง
ระยะทางทอดไปไกลลับตา

ต้นก้ามปูหูกวางทางเคยผ่าน
สีม่วงตะแบกบานกิ่งก้านหนา
ร่มใบบังครั้งอาศัยพึ่งชายคา
หมดเวลาแล้วหรือ ต้องเปลี่ยนไป

บนถนนสายที่เห็นสี่เลนกว้าง
ตลอดทางเตียนโล่งโครงการใหม่
ต้นก้ามปูหูกวางหยุดสร้างใบ
ลำต้นใหญ่รายเรียง เ พี ย ง ตำ น า น

กันต์กรีนซี





 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 05, มีนาคม, 2569, 01:28:30 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย

กลางดึกนี้ผีป่าช่างน่ากลัว       ระวังตัวกันนะพี่น้องเรา   

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 05, มีนาคม, 2569, 10:18:05 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๒/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์

(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ =  เป็นไฉน
-> ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-> ความไม่หลงงมงาย
-> ความเลือกเฟ้นธรรม
-> สัมมาทิฏฐิ, ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์, อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน
-> ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ
-> ความดำริ ฯลฯ อันเป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ
(๓) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ =  เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ
-> สัมมาวายามะ, วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ
(๔) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = เป็นไฉน
-> สติ ความตามระลึก ฯลฯ
-> สัมมาสติ, สติสัมโพชฌงค์, อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสติ
(๕) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ =  เป็นไฉน
-> ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ
-> สัมมาสมาธิ, สมาธิสัมโพชฌงค์, อันเป็นองค์มรรค
นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
-> นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๕
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์ ๕
ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัย
[ค] มรรคมีองค์ ๕ คือ
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ; สัมมาสมาธิ; สมาธิสัมโพชฌงค์ ; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิ ฯ
(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ
(๓) สัมมาวายาวะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาวายามะ ฯลฯ
(๔) สัมมาสติ - ระลึกชอบ= เป็นไฉน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสติ
(๕) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสมาธิ
อัฏฐังคิกวาร
[ง] มรรคมีองค์ ๘ = เป็นไฉน
บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น มรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ (๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ - อาชีพชอบ (๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ (๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์ ๘

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.18 วินาที กับ 19 คำสั่ง
กำลังโหลด...