Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:56:31 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 AddEmoticons00928 AddEmoticons00928

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ไฟป่า ไฟสงคราม

     เพราะไฟป่า เผาผลาญ คุกคามไพร
ประชาไทย จักอยู่สุข ได้ไฉน
ทั่วแผ่นดิน ผ่าวร้อน ดั่งสุมไฟ
หลงเหลือไว้ เถ้าถ่าน รานวนา
     เห็นแก่ตัว ไม่เกรงกลัว สร้างเวรกรรม
บาปหนุนนำ ทำร้าย หลายปัญหา
ทั้งน้ำแล้ง เหือดแห้ง ทั่วพารา
ยากจักพา ชาติไทย ให้ก้าวไกล
     อีกพิษร้าย ภัยสงคราม ตามกระหน่ำ
ร่วมกระทำ เดือดร้อน ร่วมสมัย
ทั้งข้าวยาก หมากแพง ถ้วนทั่วไทย
ทุกข์ทั้งกาย ใจจิต อนิจจา
     หยุดเผาป่า หยุดล่า อาณานิคม
สร้างโลกสวย ให้งามสม ปรารถนา
เพื่อสันติ สุขสันต์ ทั้งโลกา
ถึงเวลา หันหน้า ร่วมมือกัน

คนเรียนไพร
๗ เมษายน ๒๕๖๙

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:55:13 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

วนอนุสรณ์

     ถึงเวลา นับถอยหลัง ระวังวัย
ล่วงเลยไป ไม่หวน ทวนความหวัง
ประสบการณ์ สร้างเสริม เติมพลัง
ไม่หยุดยั้ง ดั่งธรรม นำชีวา
     เข้าสู่วัย ไม้ใกล้ฝั่ง พึงสังวร
อุทาหรณ์ เตือนใจ ให้ใฝ่หา
สัจธรรม มากล้วน ชวนนำพา
เป็นมรรคา ให้ลูกหลาน สืบสานใจ
     สร้างร่มเย็น เป็นคนดี ศรีสังคม
ชนนิยม พัฒนา สมาสัย
เขียวขจี ยั่งยืน ผืนแดนไพร
สานสายใย ใจแกร่งกล้า วนากร
     เมื่อถึงวัน อำลา คราสิ้นบุญ
ธรรมเกื้อหนุน สุขอุรา สโมสร
ฝากผลงาน ประสาน เอื้ออาทร
อนุสรณ์ เพื่อผืนป่า พนาไพร

คนเรียนไพร
๑๖ เมษายน ๒๕๖๙

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:51:12 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๕/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๖) ฌาน ๔ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี; ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี;
(๗) เว้นวิตกและวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีทั้งวิตกและวิจาร (๘) ฌาน ๓ ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (๙) เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว; ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ; เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๐) ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๑) จตุตถฌาน สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๒) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๓) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๔) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี; ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี
(๑๕) ฌาน ๔ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี; ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี; ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี
~ เสขะ = ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี
~ อเสขะ = ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คือ พระอรหันต์;     
(๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นมหัคคตะก็มี; ที่เป็นอัปมาณะก็มี
~ มหัคคตะ = ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร
~ อัปปมาณะ = ธรรมที่ประมาณมิได้ คือเป็นโลกุตตระ
(๑๗) ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์; หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์
~ ปริตตะ = สภาวะที่ด้อย หรือคับแคบ หมายถึงธรรมที่เป็นกามาวจร
(๑๘) ฌาน ๔ ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี
(๑๙) จตุตถฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์; หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี
(๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นชั้นกลางก็มี; ที่เป็นชั้นประณีตก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี
(๒๒) ฌาน ๓ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์; ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี
(๒๓) จตุตถฌานที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี
(๒๔) ฌาน ๔ ที่เกิดขึ้นก็มี; ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี; ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี
(๒๕) ฌาน ๔ ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี
(๒๖) ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์
(๒๗) จตุตถฌานที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี
(๒๘) ฌาน ๔ ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี
(๒๙) ฌาน ๓ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์
(๓๐) จตุตถฌานที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี; มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี; มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์; หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี
(๓๑) ฌาน ๔ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้
เหตุโคจฉกวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุ (๒) ฌาน ๔ มีเหตุ (๓) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุ (๔) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ (๕) ฌาน ๔ มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๖) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๗) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๘) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ
จูฬันตรทุกวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) ฌาน ๔ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) ฌาน ๔ เห็นไม่ได้ (๔) ฌาน ๔ กระทบไม่ได้ (๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นรูป (๖) ฌาน ๔ ที่เป็นโลกิยะก็มี; ที่เป็นโลกุตตระก็มี (๗) ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ได้ (๘) ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้
อาสวโคจฉกวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอาสวะ
~ อาสวะ ๔ = กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดานได้แก่ กามาสวะ - อาสวะคือกาม; ภวาสวะ - อาสวะคือภพ; ทิฏฐาสวะ - อาสวะคือทิฏฐิ; อวิชชาสวะ - อาสวะคืออวิชชา
(๒) ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี; ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี
(๓) ฌาน ๔ วิปปยุตจากอาสวะ; กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ
(๔) ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี
(๕) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ; หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ
(๖) ฌาน ๔ ที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี; ที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 16, เมษายน, 2569, 10:03:53 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ใครจะรับลูกเตะนี้กันหนอ      เชิญวิ่งรอเร็วไวไปด้านหน้า
 

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 16, เมษายน, 2569, 08:06:34 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๔/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

-> เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ; บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ
(๓) ตติยฌาน
บรรลุตติยฌาน ฯลฯ
(๔) จตุตถฌาน
บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ
(๕) ปัญจมฌาน
-> บรรลุปัญจมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
[ช] รูปาวจรกิริยา = กิริยาจิตที่ท่องเที่ยวไปในรูปภูมิ
กิริยาฌาน จตุกกนัย = ฌาน ๔ คือ
(๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล; ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน; สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
(๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล, ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะวิตกวิจาร สงบระงับไปแล้ว ฯลฯ
-> บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ
(๓) บรรลุตติยฌาน ฯลฯ
(๔) บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ
กิริยาฌาน ปัญจกนัย = ฌาน ๕ คือ
(๑) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ
(๒) บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ
(๓) บรรลุตติยฌาน ฯลฯ
(๔) บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ
(๕) บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
[ซ] อรูปาวจรฌานกิริยา = กิริยาจิตที่ท่องเที่ยวในอรูปภูมิ
(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญอรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล; ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้
(๒) บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯอยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้นนี้เรียกว่า จตุตถฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
ปัญหาปุจฉกะ
ติกมาติกาวิสัชนา
ฌาน ๔ ได้แก่
(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
-> บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกอยู่
(๒) ฯลฯ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว
-> บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิอยู่
(๓) ฯลฯ เพราะปีติจางคลายไป เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย
-> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ฯลฯ
(๔) ฯลฯ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว
-> จึงบรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่
ทุกมาติกาปุจฉา
(๑) บรรดาฌาน ๔ ฌานเท่าไรเป็นกุศล; เท่าไรเป็นอกุศล; เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ; เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้; เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
ติกมาติกาวิสัชนา
กุสลติกาทิวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ ที่เป็นกุศลก็มี; ที่เป็นอัพยากฤตก็มี
(๒) เว้นสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา;
(๓) เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว; จตุตถฌานสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา
(๔) ฌาน ๔ ที่เป็นวิบากก็มี; ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี; ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี
(๕) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี
อภิธรรมภาชนีย์ จบ

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 15, เมษายน, 2569, 08:04:56 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์




   #"ฝ า ก ถึ ง ค น บ า ง ใ ค ร"


   แสงอรุณรุ่งเช้าเข้าวันใหม่
   ฝากถึงคนบางใคร ช่วยนำส่ง
   ผ่านแสงแรกแห่งวันที่มั่นคง
   เพราะทุกครั้งขึ้นลงตรงเวลา

   บางคนเวียนแหวกว่ายสายธารทุกข์
   บางคนสุขจนสำลักชักอิจฉา
   บางคนชินกินอาบคราบน้ำตา
   สองมือคว้ามาเคียงเพียงสายลม

   ทุกข์และสุขมีบ้างทางชีวิต
   สว่างหรือมืดมิด หวานปนขม
   ผันแปรเปลี่ยนเวียนไปโลกใบกลม
   สิ่งคาดหวังพังล่ม แค่ข้ามคืน

   ฝากความถึงบางใคร ให้ก้าวต่อ
   แค่อย่าท้อชะตาคราหยิบยื่น
   เดินต่อเพื่อข้ามผ่านเรื่องวานซืน
   พรุ่งนี้ตื่นเตรียมรับกับสิ่งดี

   กันต์กรีนซี


 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 15, เมษายน, 2569, 08:49:16 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๓/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๕) ปัญจมฌาน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น
-> บรรลุปัญจมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๕
ฌานปัญจกนัย จบ
ฌาน ๔ คือ
(๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ;
-> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
~ อวิกฺเขป = สภาพที่จิตไม่ซัดส่าย; ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน; ความสงบ; สมาธิ
-> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสมรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
(๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ
-> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ
(๓) ตติยฌาน
-> บรรลุตติยฌาน ฯลฯ
(๔) จตุตถฌาน
-> บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ
(๕) ปัญจมฌาน
-> บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสมรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
[จ] อรูปาวจรวิบาก
(๑) อากิญจัญญายตนะ     
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง ฯลฯ
-> บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสม อรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้นนี้เรียกว่า จตุตถฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
[ฉ] โลกุตตรวิบาก
ฌาน ๔ คือ
(๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม; ฯลฯ
->  บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
-> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
(๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ
-> บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้นผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 14, เมษายน, 2569, 09:54:03 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๒/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

[ข] อรูปาวจรกุศล
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงอรูปภพ
-> เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง
-> บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
[ค] โลกุตตรกุศล
ฌานจตุกกนัย = ฌาน ๔ คือ
(๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน
(๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒
(๓) ตติยฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ; บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓
(๔) จตุตถฌาน = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; บรรลุจตุตถฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ; อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔
[ง] รูปาวจรวิบาก
ฌานปัญจกนัย
(๑) ปฐมฌาน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ;
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑
(๒) ทุติยฌาน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกามและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลายแล้ว
-> บรรลุทุติยฌานที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒
 (๓) ตติยฌาน     
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว;ฯลฯ
-> บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓
(๔) จตุตถฌาน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ;
-> บรรลุจตุตถฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 13, เมษายน, 2569, 09:58:33 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

สมองเราคงเพลินคิดเกินไป    งั้นเร็วไวไล่บอลก่อนช้างมา 

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / คำประพันธ์เนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ / สุขสันต์วันสงกรานต์
 เมื่อ: 13, เมษายน, 2569, 09:48:11 AM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม




หยาดน้ำปรุงฟุ้งตลบอบอวลหอม
ความโศกยอมคลายคล้อยลอยลับหาย
สาดน้ำเย็นชื่นชุ่มรุมล้อมกาย
รอยยิ้มพรายแต้มใบหน้าพารื่นรมย์

เสียงเพลงดังรัวเร้าเข้าจังหวะ
ร่วมสละความทุกข์ที่ทับถม
มวลมิตรต่างเจอหน้าพาชื่นชม
เราเกลียวกลมเล่นสงกรานต์กลางลานชัย

ประนมมือขอพรผู้ใหญ่รัก
บุญหนุนศักดิ์คงมั่นอันสดใส
สืบสานรอยวัฒนธรรมอันกว้างไกล
เล่นสงกรานต์ด้วยใจที่ชื่นบาน

 
ฝาตุ่ม

ขอบคุณเจ้าของภาพสวย ๆ นะคะ




หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.17 วินาที กับ 20 คำสั่ง
กำลังโหลด...