|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:27:49 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร ๒๓.ทรงเจาะ"เปส์สะ"รติชี้..................สิสี่นิยม ข้ออะไรหทยะชม.................................เหมาะจิตซิหนา ๒๔.ครา"เปสสะ"ทูล...........................จิตพิบูลย์สุดท้าย หิวไม่มี,สุขละม้าย.................................อย่างนี้ยินดี ๒๕.พุทธเจ้าวจนะถาม.......................ซิสามมิรี่ เหตุอะไรมิรติชี้.....................................ก็เปส์สะตอบ ๒๖.ชอบพาตนทุกข์รน.......................ขวนขวายทนเดือดร้อน เขาย่อมรักสุขย้อน................................ทุกข์แล้ชังหนำ มิรตี ๒๗."คนซิทำ,พิระ"เจาะเร้า..................กุ"เขา"ระกำ ย่อมยุเขาตริสุขะนำ..............................และเกลียดซิทุกข์ ๒๘."เขา"จึงชุกทุกข์ระทม..................จิตใจซมเร่าร้อน จึงไม่พอใจช้อน....................................ไป่แล้ยินดี ๒๙."คนสิเพียรเจาะตนุ,เขา"...............ริเฝ้ากลี จึงสิรักสุขะและชี้..................................เจาะเกลียดซิทุกข์ ๓๐."การรุกทำตน,เขา........................เนาทุกข์ทนเดือดร้อน" จึงไม่นิยมป้อน......................................แน่ไร้ยะยง ยินดี ๓๑."เปส์สะ"รื่นและรติชี้......................วจีพระองค์ แล้วสิน้อมหทยะลง................................ซิลาคระไล ๓๒.พุทธเจ้าไวตรัสสงฆ์......................"เปสสะ"คงฉลาดแพร้ว หากมุ่งฟังจำแนกแล้ว.............................สี่แท้บุคคล พิศดาร ๓๓.เปส์สะรับลุหิตะใหญ่.....................ผิไซร้จะยล เพียงกระจิดก็มิฉงน................................ประโยชน์เหมาะแฉ ๓๔.แลพุทธองค์แจงคน.......................ทำตนลำบากแท้ เพียรพากทำตนแล้.................................ทุกข์พร้อมเป็นไฉน ๓๕.ผู้สิ"เปลือย"มิวสะชัด......................กะภัตรซิใหม่ กินอะหารเจาะชิระไซร้............................และค้างหละหลาย ๓๖.กายตนนอนบนหนาม.....................ตามยืนมินั่งแล้ เดินกระหย่งเพราะเพียรแท้......................จึ่งได้ทำตน ลำบาก ๓๗.ทำซิเขาลุทรมาน...........................พิระกรานทุรน ด้วยพิฆาตแกะ,แพะ..ถลน........................ลุดัสกร ๓๘.จรหนาทำเขา,ตน...........................ยลลำบากยิ่งแล้ เพียรมุ่งตน,เขาแท้...................................เดือดร้อนมากครัน เพียงใด ๓๙.มี"กษัตริย์"วจนะกรู.........................เจาะบูชะยัญ มังสะ,ผมลิมละพลัน..................................ตริ"เนย"ปะ"กาย" ๔๐.ฉาย"หนังเสือ"คลุมกาย....................กรายนอนดินแน่วน้อม ปูลาด"โคมัย"พร้อม...................................หนึ่งเต้านมโค ยังชีพ ๔๑."ราชินี"ลุเฉพาะสอง..........................จะครองซิโต "พราหมณ์สิสาม,และจตุโอ่.........................ก็บูชะไฟ ๔๒.ไวกษัตริย์บูชายัญ............................พลันจัด"โคเพศผู้" "เมีย,ลูกโค,แพะ"กู้......................................มิ่ง"ม้า","ทาส"นอง น้ำตา ๔๓.พุทธเจ้าเจาะวทะไว้...........................ซิใครมิครอง ตนและเขามิทุระผอง..................................มิเพียรกระทำ ๔๔.มินำตน,คนใด...................................ใจ,กายปราศเร่าร้อน หิวไม่มี,สุขช้อน..........................................อยู่แท้ถึงพรหม เป็นไฉน ๔๕.มีพระพุทธะอรหันต์...........................ศรัณย์เหมาะชม ตรัสรู้จรณะสม...........................................ณ โลกซิหนา |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:02:43 AM
|
||
| เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช | ||
![]() “ตอนใกล้ตาย” มันมีความรู้สึกอย่างไร? อาการของการ “ตาย” ที่คนอื่นได้ศึกษามาหรือเคยได้พูดคุยกับคนมีประสบการณ์ใกล้ตาย(near-death experience) นั้นเป็นเช่นไร คุณหัชชา ณ บางช้าง เคยค้นคว้าเรื่องนี้มาเขียนใน “ภาวะหลังตาย” และเล่าว่า “กระบวนการตาย” ในระยะต่าง ๆ นั้นเป็นเช่นไร ท่านบอกว่ามันมี 4 ขั้นตอนอย่างนี้ ๑. ระยะแรก เป็นระยะที่ธาตุดินเริ่มสลายตัว กลายเป็นน้ำ ผู้ตายจะรู้สึกอ่อนระโหย ไม่มีแรง การมองเห็นต่าง ๆ เริ่มเสื่อม มองอะไร ๆ ก็ไม่ชัด ทุกอย่างดูมัว ไปหมด ทุกอย่างที่เห็น เหมือนมองไปกลางถนน ขณะแดดจัดๆภาพต่างๆจะเต้นระยิบระยับ เต็มไปหมด ๒. ระยะที่น้ำจะกลายเป็นไฟ ช่วงนั้น น้ำในร่างกายเริ่มแห้งลง จะรู้สึก ชา ๆ ตื้อ ๆ เริ่มหมดความรู้สึก ไล่จากปลายเท้าขึ้นมา ประสาทหูเริ่มไม่รับรู้คือเริ่มไม่ได้ยินเสียง อะไร มองไปทางไหนก็เห็นแต่ควัน ๓. ระยะนี้ไฟเปลี่ยนเป็นลม หูจะไม่ได้ยินอะไรอีกเลย รู้สึกหนาว จับใจ ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ หยุดหมด ลมหายใจอ่อนลงเรื่อย ๆ จมูกเริ่มไม่รับความรู้สึกเรื่องกลิ่น ๔. ระยะนี้ ธาตุลมจะเปลี่ยนเป็นอากาศธาตุ ตอนนี้ เจตสิกทุกอย่าง รวมทั้งการหายใจ จะหยุดหมดพลังงานทั้งหลายที่เคย ไหลเวียนอยู่ในร่างกายจะไหลกลับคืนไปสู่ ระบบประสาทส่วนกลางหมด ลิ้นแข็ง ไม่รับรู้เรื่องรสชาติใดๆความรู้สึกสัมผัส หมดไป ความรู้สึกอยากโน่น อยากนี่ต่าง ๆ ที่เคยมีก็หมดไป มีความรู้สึกเหมือน อยู่กับแสงเทียนที่กำลังลุกโพลงอยู่เท่านั้น ท่านบอกว่าตอนนี้แหละที่แพทย์จะประกาศว่า ผู้ป่วยในความดูแล “ถึงแก่กรรม” แล้ว (clinical death) นั่นก็คือจุดที่ “เวทนา” ทั้งหมดดับไป สมองและระบบไหลเวียนต่าง ๆ ของร่างกายหยุดทำงานหมด แปลว่ารูปและนาม หรือเบญจขันธ์ ตายไปแล้ว ก็ต้องถกกันต่อไปว่า ถ้าเราเชื่อว่า วิญญาณยังอยู่ต่อเมื่อร่างกายสลายไป จะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรต่อไป อ่านเจออีกแหล่งหนึ่งเรื่อง “ลักษณะการตาย” ตามแนวคิดแบบ “เซน” ที่คุณ “โชติช่วง นาดอน” เคยรวบรวมไว้ในหนังสือ “จิตคือพุทธะ” เมื่อนานมาแล้ว ท่านบอกว่าคนเราตายได้สองลักษณะ คือ “ตายอย่างปราศจากที่พึ่ง” และ “ตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่ง” คนที่ตายย่างแรกนั้นเวลาใกล้จะสิ้นลม มีอารมณ์ผิดไปจากปกติ จิตใจกลัดกลุ้มยุ่งเหยิง เรียกว่า “จิตวิการ” ซึ่งหมายถึงจิตเกิดความปวดร้าวทรมานเพราะ ยัง “ยึดติด” กับหลายเรื่อง หรือที่เรียกว่า “ไม่ยอมตายทั้ง ๆ ที่ต้องตาย” นั่นคือจิตใจยังติดข้องกับอุปาทาน ๔ ประการคือ ๑. ติดอยู่กับทรัพย์สินเงินทอง ๒. ห่วงใยอาลัยในสิ่งที่เป็นรูป และอรูป โดยเห็นว่าเป็นของเที่ยง ๓. มีนิวรณ์ความวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน มาห้ามจิตมิให้บรรลุความดี ๔. มีความดูแคลนเมินเฉยในคุณพระรัตนตรัย เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ตายลักษณะอาการ อย่างนี้ เรียกว่าตายอย่างอนาถา ส่วนการตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่งนั้น แปลว่าคนใกล้ตายมีสติอารมณ์ผ่องใส ไม่หวั่นไหว และซาบซึ้งในวิธีของมรณกรรม และยึดหลัก ๔ ประการคือ ๑. มีอารมณ์เฉย ๆ ซาบซึ้งถึงกฎธรรมดาแห่งความตาย ๒. ซาบซึ้งถึงสภาพการณ์สิ่งในโลกของ ความไม่เที่ยง ไม่เป็นแก่นสาร ๓. รำลึกถึงกุศลกรรมที่ได้ผ่านมาในชีวิต และเกิดปิติปลาบปลื้ม ๔. ยึดมั่นเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง อยู่ตลอดเวลาจนสิ้นลมหายใจ ด้วยเหตุนี้แหละ, จึงเห็นว่าการ “ฝึกตายก่อนตาย”ดั่งที่ท่านพุทธทาส หรือ.. หลวงพ่อ หลวงปู่ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะ.. หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี ท่านเคยสอนเรานั้น เป็นเรื่องที่ประเสริฐสุดแล้ว แต่คนส่วนใหญ่กลัวตาย แม้จะเอ่ยถึงคำว่าตายก็รับไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการ “แช่ง” ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครหนีความตายได้แม้แต่คนเดียว การเรียนรู้ “มรณาอุปายะ” หรือ “ฝึกตายก่อนตาย” นั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้มันสนุกเสีย ให้มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นน่ายินดี ก็จะทำให้ความทุกข์ระหว่างมีชีวิตอยู่นั้น ลดน้อยถอยลง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไปก็ไม่ตกใจ ไมตื่นเต้น ไม่รันทดและทรมานเพราะ.. ความกลัวและความไม่ต้องการที่จะจากไป ชาวพุทธที่ฝึกปฏิบัติธรรมในสาระจริง ๆ (ไม่ใช่แค่ทำบุญแล้วนึกว่าจะต้องไปสวรรค์ โดยไม่ต้องปฏิบัติธรรม) ก็จะเข้าใจว่า.. “ขันธ์ทั้งห้า” ล้วนไม่เที่ยง ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงและทรุดโทรม และท้ายสุดก็แตกดับไป และระหว่างที่มรณกาลมาถึงนั้น ขันธ์ห้าก็ย่อมจะแปรปรวน จึงควรจะเตรียมตัวและเตรียมใจไว้ เมื่อความตายมาถึง, เราก็จะได้ไม่ทุรนทุราย และตายอย่างมีสติ และ “รู้เท่าทันความตาย” ซึ่งเป็นสุดยอดของการมีชีวิตอยู่นั่นเอง.. ขอขอบคุณ คุณธนัฐณ์ สกุลธัญวีสิริ ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต FB: โต๊ะป้าศรี CH Table |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:21:42 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร (สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมสำหรับผู้ยังต้องศึกษา) รโธทธตาฉันท์ ๑๑/โคลงสามสุภาพ ๑.กราบ"พระโคตมะพระพุทธ์ฯ"...........วรุฒศรัณย์ ศาสดาลุอรหันต์.....................................และ"โพธิ"เผย ๒.เปรยทรงทราบ"อริยสัจ"..................ชัดทางละทุกข์พ้น มีมรรคองค์แปดด้น................................สว่างพร้อมสุขหนำ เลิกเกิด ๓."เมตตะ"สงฆ์และกรุณา...................ประชาเจาะธรรม ผู้ลุตามอริยะล้ำ.....................................สิด้วยคุณา ๔.คราสมัยพระพุทธองค์.....................พักตรงสระโบกฯแล้ มีชื่อ"คัคค์รา"แท้....................................อยู่ใกล้"จัมปา" เขตนคร ๕."เปส์สะ"ก็ภวควาญ..........................ซิพรานคชา บุตรสิ"กันทรกะ"หนา..............................มุเฝ้าพระองค์ ๖."กันท์ระฯ"ตรงทูลชม........................สอนสงฆ์คมชอบแล้ พุทธะอรหันต์แผ้ว..................................."ภาคหน้า,อดีต"เผย ดุจเดียว ๗.แลพระโคตมะลุตรัส........................จะชัดนะเอย พุทธะทุกระยะเฉลย...............................ก็สอนเสมือน ๘.สงฆ์ยังเยือนอรหันต์........................ครันขีณาสพถ้วน มีอยู่ทุกขณะล้วน...................................ภพสิ้นจบปลง มิเกิด ๙.พุทธองค์วจนะชี้..............................จะมีพระสงฆ์ เพียรขยันกะวตะบ่ง................................ประพฤติสงบ ๑๐.มีครบปัญญาแฉ............................แลจิตคงมั่นตั้ง สติปัฏฐานยั้ง..........................................สี่แจ้งนิพพาน ๑๑.ฐานสิสี่"แนะสติปัฏฯ".....................ก็ชัดเจาะงาน สงฆ์ขยัน"ลุสติ"ชาญ..............................."ละโศกลิโลภ" ๑๒.โอบตรึก"กายในกาย"....................ฉาย"เวทนา"ยิ่งรู้ "เห็นจิตในจิต"สู้......................................ตรึกแท้"ธรรมครัน ในธรรม" ๑๓."เปส์สะ"ทูลก็สติปัฏฯ"....................มหัศจรรย์ ชนประพฤติสิเหมาะเจาะสรรค์................ลุตามซิควร ๑๔.ชนขวนขวายหนีโศก.....................วิโยคดับทุกข์แล้ จิตสะอาดลุแท้........................................ล่วงแล้ว"ญายธรรม" มรรคแปด ๑๕.เปส์สะเสริม"อติพระพุทธ์ฯ".............ก็รุดซินำ "ทราบประโยชน์,ลิหิตะ"ล้ำ.......................มนุษย์และสัตว์ ๑๖.ชัดมนุษย์มักอวด............................ยวด"รกชัฏ"แน่แท้ สัตว์แน่วมิลึกแล้.......................................เรียก"ตื้น"ถาวร ๑๗.ข้าฯริฝึกสิคละ"คชา".......................จะพาซิจร "เดินซิคด"เลาะแวะตะลอน........................ก็เห็นกระทำ ๑๘.มนุษย์นำแปลกหลาย......................."กาย,วจี,จิต"มุ่งแล้ พฤติต่างกันรกแท้.....................................อวดโอ้จัดเผย "รกชัฏ" ๑๙.พุทธเจ้าริภณะด้น............................ก็ชนเฉลย มีมนุษย์เลาะจตุเอ่ย...................................ณ โลกเสมอ ๒๐.เจอ"บุคคลทำตน"............................จนลำบากเดือดร้อน "เพียรก่อทุกข์ยากซ้อน"............................มุ่งแท้มีผล กับเขา ๒๑."ก่อและเพียรเพาะทุรเคล้า...............กะเขาและตน" "คนสิเฉยมิเจาะสกล..................................สราญซิสอง" ๒๒.ปองคนมิทำตน................................ดลเขาทุกข์ยากแล้ "หิวไม่มี,สุขแท้".........................................เปรียบได้กับพรหม |
||
|
4
เมื่อ: 14, มีนาคม, 2569, 08:40:22 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร -> ภูเขาหิมวา (ภูเขาหิมาลัย) สูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ (เท่ากัน) ประดับไปด้วยยอดถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด เป็นที่ตั้งของ ต้นชมพู (หว้า) ต้นไม้ประจำทวีป วัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และกิ่ง (แต่ละกิ่ง) ก็ยาว ๕๐ โยชน์ แผ่ออกไปวัดได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ และสูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ก็แลขนาดของต้นชมพูนี้ใด ขนาดนั้นนั่นแหละเป็นขนาดของต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย) ของพวกอสูร; ต้นสิมพลี (งิ้ว) ของพวกครุฑ; ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม) ในอมรโคยานทวีป; ต้นกัปปะในอุตตรกุรุทวีป; ต้นสิรีระ (ซึก) ในบุพพวิเทหทวีป; ต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านโบราณจารย์จึงกล่าวไว้ว่า (ต้นไม้ประจำภพและทวีป คือ) ต้นปาฏลี ต้นสิมพลี ต้นชมพู ต้นปาริตฉัตตะของพวกเทวดา ต้นกทัมพะ ต้นกัปปะ และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ ดังนี้) (๒) ทิศตะวันตก = อมรโคยานทวีป -> เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้วผลึก -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม -> มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) -> ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)" (๓) ทิศตะวันออก = ปุพพวิเทหะทวีป -> เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงิน ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีป มีสีเงิน -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร -> มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) -> ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก)" (๔) ทิศเหนือ = อุตรกุรุทวีป -> มีเนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำ ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างสวยงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน -> มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) -> มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา -> มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว) -> ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป" |
||
|
5
เมื่อ: 13, มีนาคม, 2569, 08:50:04 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
6
เมื่อ: 13, มีนาคม, 2569, 08:15:51 PM
|
||
| เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ได้เลขดีบอกด้วยอำนวยน้อง อาจเป็นเลขเด่นรองสองหนึ่งห้า สามแปดหกตกน้ำลอยตามมา สี่เจ็ดว่าน่าลุ้นนะคุณเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
7
เมื่อ: 13, มีนาคม, 2569, 08:09:55 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
แหมดีใจใจดีจริงนะเออ ข้อเสนอพี่หมูหนูตกลง ![]() |
||
|
8
เมื่อ: 13, มีนาคม, 2569, 09:40:19 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ยอดมนุษย์ โลกจะรอด ปลอดภัย ในครานี้ เพราะยังมี ยอดมนุษย์ ทุกแห่งหน คอยปกปักษ์ ไล่ล่า อริชน ให้หลุดพ้น หมู่มาร พาลโลกา ยอดมนุษย์ อุลตร้าแมน โดเรม่อน ดราก้อนบอล อาราเร่ เสน่หา ไอ้มดแดง กาโม่ เต็มอัตรา ถึงเวลา รวมพลัง ยับยั้งภัย หนุมาน สังข์ทอง พิฆเณศ พระไชยเชษฐ์ อิเหนา ร่วมขานไข พระอิศวร ราม-ลักษณ์ ภักดิ์ด้วยใจ องค์ดาไล ลามะ พระพุทธคุณ ร่วมอำนาจ บุญญา บารมี สร้างโลกนี้ มีสุข สันติหนุน เสริมคุณค่า วาสนา ใช้เป็นทุน โลกหยุดหมุน สู่วิบัติ กำจัดมาร คนเรียนไพร ๒ มีนาคม ๒๕๖๙ |
||
|
9
เมื่อ: 13, มีนาคม, 2569, 09:39:04 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร หยุดเถิดหนา เพราะความชื้น แสงสว่าง กลางแมกไม้ ผืนพงไพร สืบชะตา พาขับขาน สร้างสมดุล หนุนชีวา พาชื่นบาน ร่วมสืบสาน ธรรมชาติ บันดาลดล จากใบอ่อน เสริมงาม ตามครรลอง เข้าครอบครอง ผืนวนา ป่าไพรสณฑ์ เขียวขจี ปรากฎตัว ทั่วมณฑล สร้างสุขล้น ทรงคุณค่า มหาคุณ มวลสัตว์ป่า น้อยใหญ่ ใช้ประโยชน์ สร้างผลโภชน์ ทุกชีวา พาเกื้อหนุน ร่วมรักษา นิเวศ เขตสมดุล พร้อมเจือจุน ทุนมนุษย์ สุดบรรยาย ภัยละโมบ ผลาญล้าง สร้างเคืองขุ่น เหล่านายทุน ทำร้ายไพร ใจสลาย สังคมไทย รับรู้ ใกล้วอดวาย หากไม่หยุด ทำลาย ไพรพนา คนเรียนไพร ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙ |
||
|
10
เมื่อ: 13, มีนาคม, 2569, 08:49:46 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร (๓) สังฆาฏมหานรก = นรกบดขยี้ : สำหรับผู้ไร้ความเมตตา ทารุณสัตว์ ถูกภูเขาเหล็กแดงบดขยี้ร่าง (๔) โรรุวมหานรก = นรกเสียงคร่ำครวญ : สำหรับคนโลภ โกงทรัพย์ ถูกไฟไหม้จนร้องคร่ำครวญ (๕) มหาโรรุวมหานรก = นรกเสียงคร่ำครวญอย่างยิ่ง : สำหรับคนจิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต (๖) ตาปนมหานรก = นรกแห่งความร้อนรุ่ม : สำหรับคนทำบาปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ถูกไฟเผาร้อนระอุ (๗) มหาตาปนมหานรก = นรกแห่งความร้อนรุ่มอย่างยิ่ง : สำหรับคนฆ่าคนหรือสัตว์เป็นหมู่มาก ถูกไฟนรกเผาผลาญตลอดเวลา (๘) อเวจีมหานรก = นรกอันแสนสาหัส : ขุมล่างสุด ลึกที่สุด และใหญ่ที่สุด สำหรับผู้ทำอนันตริยกรรม (ฆ่าพ่อแม่, ฆ่าพระอรหันต์, ทำสงฆ์แตกกัน, ทำพระพุทธเจ้าห้อเลือด) ทรมานตลอดเวลาไม่มีว่างเว้น แต่ละมหานรกยังมีนรกขุมย่อย อุสสทนรกอีก อุสสทนรก = เป็นนรกขุมย่อยที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อจากการทรมานที่หนักหน่วงที่สุดในมหานรก แต่ยังคงแสนสาหัส โดยเป็นสถานที่ใช้เศษกรรมต่อหลังจากพ้นจากมหานรกแล้ว ก่อนจะไปสู่ยมโลกเพื่อตัดสินบุญ,บาป นรกขุมย่อยมีทั้ง ๔ ทิศ แต่ละทิศมีขุมย่อย อีก ๔ ดังนั้น มหานรก ๘ ขุม จึงมีนรกขุมย่อย ๑๒๘ ขุม (๘ × ๔× ๔ = ๑๒๘) ประเภทของ อุสสทนรก : (๑) คูถนรก = นรกที่เต็มไปด้วยอุจจาระเน่าเหม็น และหมู่หนอนปากแหลมกัดกินเนื้อ (๒) กุกกุฬนรก = นรกที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านร้อนจัดแผดเผาร่างกาย (๓) อสิปัตตนรก = นรกที่ใบไม้เป็นดาบ หอกทิ่มแทง มีสุนัขและแร้งปากเหล็กฉีกทึ้งเนื้อ (๔) เวตรณีนรก = นรกที่ถูกเครือหวายเหล็กบาดร่างกาย และถูกนายนิรยบาลทรมาน ระยะเวลา: สัตว์นรกที่ได้รับทัณฑ์ทรมานจนกรรมเบาบางลงแล้ว เพื่อรับโทษในส่วนที่เหลือ ก่อนจะถูกส่งไปยมโลกเพื่อตัดสินบุญบาปอีกครั้ง สุธรรมฯ = สุธรรมสภา มีบนสวรรค์ทุกชั้น และมีบนพรหมโลกด้วย โดยเป็นสถานที่สำหรับประชุมของพรหมทั้งหลาย มีการประชุมแสดงธรรม ฟังพระธรรมใน วันพระ วันขึ้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ภูเขามหาเนรุ = พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในสัตตสุริยสูตรว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พญาเขาสิเนรุยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ กว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขึ้นไปจากมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์.” ~ ๑ โยชน์ = ๑๖ กม. ความยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ = ๑,๓๔๔,๐๐๐ กิโลเมตร ข้อมูลจากไตรภูมิพระร่วง = ภูเขามหาเนรุ หรือ เขาสิเนรุ มี ทวีปต่างๆ ๔ ทวีปในแต่ละทิศ (๑) ทิศใต้ = ชมพูทวีป -> มีธาตุมรกต อยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกต ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีป มีสีน้ำเงินแกมเขียว มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มนุษย์ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี ~ ๑ ศอก = ๕๐ เซนติเมตร -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน -> สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระวิปัสสี" มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี -> สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระเรวะตะ" มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก -> แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง -> ต่อไปภายภาคหน้า มนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า "ยุคทมิฬ" เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ "ชมพูทวีป" -> ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ "ชมพู (ไม้หว้า)" เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า "ชมพูทวีป" -> ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น (ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ชมพูทวีปประกอบด้วยส่วนที่เป็นมหาสมุทร ๔ ส่วน เป็นแผ่นดิน ๓ ส่วน และเป็นพื้นที่ของป่าหิมพานต์ ๓ ส่วน รวมกันได้เป็น ๑๐ ส่วน) |
||



