เป็นไม้ซุงดีไหมใหญ่พอแน่ มิงั้นแย่เป็นไม้เรียวเดี๋ยวหักง่าย
.gif)
|
1
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:53:00 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
เป็นไม้ซุงดีไหมใหญ่พอแน่ มิงั้นแย่เป็นไม้เรียวเดี๋ยวหักง่าย ![]() |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:48:07 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ไม้อะไรดีเธอเจอทางตัน หรือไม้นั้นต้องใหญ่ล้อใส่ปลาย ![]() |
||
|
3
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:02:16 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๓๘.๕) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๓๘.๖) คำว่า ภายในตน = เป็นภายในตน; มีเฉพาะตน (๓๘.๗) ในคำว่า มีจิตสงบ นั้น จิต = เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต -> จิตนี้เป็นธรรมชาติสงบระงับ; สงบเงียบภายในตน; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีจิตสงบภายในตน (๓๙) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ จะแยกเป็นอุทธัจจะ กับ กุกกุจจะ (๓๙.๑) อุทธัจจะ = เป็นไฉน ความฟุ้งซ่านแห่งจิต; ความไม่สงบแห่งจิต; ความซัดส่ายแห่งจิต; ภาวะที่พล่านไปแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุทธัจจะ (๓๙.๒) กุกกุจจะ = เป็นไฉน ความสำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ฯลฯ; ความยุ่งใจ; นี้เรียกว่า กุกกุจจะ (๓๙.๓) จิต = เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต (๓๙.๔) ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุดพ้นจากอุทธัจจะและกุกกุจจะนี้ จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ (๔๐) ในคำว่า ละวิจิกิจฉาได้แล้ว นั้น วิจิกิจฉา = เป็นไฉน (๔๐.๑) ความเคลือบแคลง; กิริยาที่เคลือบแคลง; ภาวะที่เคลือบแคลง; ความคิดเห็นไปต่างๆ; ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้; ความเห็นเป็น ๒ แง่; ความเห็นเหมือนทาง ๒ แพร่ง; ความสงสัย; ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้; ความคิดส่ายไป;ความคิดพร่าไป; ความไม่สามารถหยั่งลงถือเอาโดยเป็นยุติได้; ความกระด้างแห่งจิต; ความลังเลใจ; นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา (๔๐.๒) วิจิกิจฉานี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า ละวิจิกิจฉาได้แล้ว (๔๐.๓) คำว่า เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว = คือ ข้ามขึ้น; ข้ามออกถึงฝั่ง; ถึงความสำเร็จตามลำดับ; จึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว (๔๐.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ จึงเรียกว่า อยู่ (๔๐.๕) คำว่า ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรม = ไม่เคลือบแคลง; ไม่สงสัย; ไม่มีความสงสัย; หมดความสงสัย; ปราศจากความสงสัยในกุศลธรรม; ด้วยวิจิกิจฉานี้จึงเรียกว่า ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรม (๔๐.๖) ในคำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา นั้น = วิจิกิจฉา เป็นไฉน -> ความเคลือบแคลง; กิริยาที่เคลือบแคลง; ภาวะที่เคลือบแคลง ฯลฯ; ความกระด้างแห่งจิต; ความลังเลใจ; นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา (๔๐.๗) จิต เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต (๔๐.๘) ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์; ให้ผุดผ่อง; ให้หมดจด; ให้หลุด; ให้พ้น; ให้หลุดพ้นจากวิจิกิจฉานี้; จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา (๔๑) คำว่า ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ = นิวรณ์ ๕ นี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ (๔๑.๑) คำว่า ที่เป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมอง อธิบายว่า นิวรณ์ ๕ เหล่านี้เป็นเครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง (๔๑.๒) คำว่า ทอนกำลังปัญญา = ปัญญาที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิด; และปัญญาที่เกิดแล้วก็จะดับไป; เพราะนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ จึงเรียกว่าทอนกำลังปัญญา (๔๑.๓) ในคำว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย นั้น กาม = เป็นไฉน (๔๑.๔) ฉันทะชื่อว่ากาม; ราคะชื่อว่ากาม; ฉันทราคะชื่อว่ากาม; สังกัปปะชื่อว่ากาม; สังกัปปราคะชื่อว่ากาม; เหล่านี้เรียกว่า กาม ~ ฉันทะชื่อว่ากาม = ความพอใจ ความยินดี ความรักใคร่ หรือความหลงใหลใฝ่ฝันในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ) เป็นอารมณ์ประเภทโลภะที่เกาะติดและหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์นั้นๆ ถือเป็น ๑ ใน นิวรณ์ ๕ ~ ราคะชื่อว่ากามราคะ = ความกำหนัดยินดี ความใคร่ และความเพลิดเพลินใจในวัตถุกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ~ ฉันทราคะ ชื่อว่ากาม = ความพอใจติดใคร่ หรือความชอบใจจนติด เป็นอกุศลฉันทะ (ตัณหาฉันทะ) ที่มีความแรงขึ้นจนเป็นความติดใจ (พลวราคะ) ในอารมณ์ต่างๆ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ ~ สังกัปปะชื่อว่ากาม = ความดำริ ความนึกคิด หรือความตรึกตรองที่พัวพันข้องอยู่ในกามคุณ ๕ จัดเป็นมิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอยากได้ ความใคร่ และความยึดติดในสิ่งน่าพอใจทางประสาทสัมผัส ~สังกัปปะราคะ ชื่อว่ากาม = ความกำหนัด, ความยินดีติดใจ, หรือกามตัณหาที่เกิดขึ้นจากการดำริ (คิด) พร่ำเพ้อใจถึงอารมณ์ที่พอใจ ไม่ใช่แค่ตัววัตถุภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) แต่คือความพอใจที่ปรุงแต่งขึ้นในใจตามอำนาจความตรึกนึกคิด เป็นกิเลสกามที่ทำให้เกิดความติดข้องในกามทั้งปวง |
||
|
4
เมื่อ: 07, เมษายน, 2569, 05:47:53 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
5
เมื่อ: 07, เมษายน, 2569, 11:13:17 AM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
6
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 07, เมษายน, 2569, 07:34:16 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๕/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๓๓.๖) ความพยาบาท = เป็นไฉน จิตอาฆาต; ความขัดเคือง; ความกระทบกระทั่ง; ความแค้น; ความเคือง; ความขุ่นเคือง; ความพลุ่งพล่าน;โทสะ; ความคิดประทุษร้าย; ความคิดมุ่งร้าย; ความขุ่นจิต; ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ; ความโกรธ; กิริยาที่โกรธ; ภาวะที่โกรธ; มีลักษณะเช่นว่านี้ (และ) ความคิดประทุษร้าย; กิริยาที่คิดประทุษร้าย; ภาวะที่คิดประทุษร้าย; ความคิดปองร้าย; กิริยาที่คิดปองร้าย ภาวะที่คิดปองร้ายความพิโรธ; ความแค้น; ความดุร้าย; ความเกรี้ยวกราด; ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต; นี้เรียกว่า ความพยาบาท (๓๓.๗) ความคิดประทุษร้าย = เป็นไฉน ความพยาบาทอันใด อันนั้นเป็นความคิดประทุษร้าย; ความคิดประทุษร้ายอันใด อันนั้นเป็นความพยาบาท (๓๓.๘) จิต = เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต -> ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์; ให้ผุดผ่อง; ให้หมดจด; ให้หลุด; ให้พ้น; ให้หลุดพ้นจากความพยาบาทและความคิดประทุษร้ายนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความคิดประทุษร้าย (๓๔) คำว่า ละถีนมิทธะได้แล้ว = อธิบายว่า ถีนมิทธะนั้นแยกเป็น ถีนะ อย่างหนึ่ง มิทธะอย่างหนึ่ง (๓๔.๑) ถีนะ = เป็นไฉน ความหดหู่; ความไม่ควรแก่การงาน; ความท้อแท้; ความท้อถอยแห่งใจ; ความย่อหย่อน; กิริยาที่ย่อหย่อน; ภาวะที่ย่อหย่อน; ความท้อถอย; กิริยาที่ท้อถอย; ภาวะที่ท้อถอยแห่งใจ; นี้เรียกว่า ถีนะ (๓๔.๒) มิทธะ = เป็นไฉน ความไม่สะดวกกาย; ความไม่ควรแก่การงาน; ควาหงอยเหงา; ความซบเซาแห่งกาย; ความง่วงนอน; ความง่วงซึม; ความหลับ; ความโงกง่วง; ความอยากหลับ; กิริยาที่อยากหลับ; ภาวะที่อยากหลับ; นี้เรียกว่า มิทธะ (๓๔.๓) ถีนะและมิทธะนี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วด้วยประการฉะนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ละถีนมิทธะได้แล้ว (๓๔.๔) คำว่า เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ = ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ; เพราะสละ; คลาย ปล่อย; วาง; สละคืน; ละและสละคืนถีนมิทธะนั้นแล้ว; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ (๓๔.๕) คำว่า อยู่ อธิบายว่า ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๓๕) ในคำว่า ได้อาโลกสัญญา นั้น สัญญา = เป็นไฉน -> ความจำได้; กิริยาที่จำได้; ภาวะที่จำได้; นี้เรียก-> ว่า สัญญา -> สัญญานี้เป็นความสว่าง; เปิดเผย; บริสุทธิ์ ผ่องใส; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ได้อาโลกสัญญา (๓๖) ในคำว่า มีสติสัมปชัญญะ นั้น (๓๖.๑) สติ = เป็นไฉน -> สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ นี้เรียกว่า สติ (๓๖.๒) สัมปชัญญะ = เป็นไฉน ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด; ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ -> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยสตินี้และสัมปชัญญะนี้ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ (๓๗) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ (๓๗.๑) ถีนะ = เป็นไฉน ความหดหู่ ฯลฯ; ภาวะที่ท้อถอยแห่งใจ; นี้เรียกว่า ถีนะ (๓๗.๒) มิทธะ = เป็นไฉน ความไม่สะดวกกาย ฯลฯ; ภาวะที่อยากหลับ; นี้เรียกว่า มิทธะ (๓๗.๓) จิต = เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต -> ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุดพ้นจากถีนมิทธะนี้ จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ (๓๘) คำว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว = อธิบายว่า อุทธัจจกุกกุจจะนั้น แยกเป็น อุทธัจจะ กับ กุกกุจจะ (๓๘.๑) อุทธัจจะ =เป็นไฉน ความฟุ้งซ่านแห่งจิต; ความไม่สงบแห่งจิต; ความซัดส่ายแห่งจิต; ภาวะที่พล่านไปแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุทธัจจะ (๓๘.๒) กุกกุจจะ = เป็นไฉน ความสำคัญว่า ควรในสิ่งที่ไม่ควร; ไม่ควรในสิ่งที่ควร; มีโทษในสิ่งที่ไม่มีโทษ; ไม่มีโทษในสิ่งที่มีโทษ; ความรำคาญ; กิริยาที่รำคาญ; ภาวะที่รำคาญ; ความเดือดร้อนใจ; ความยุ่งใจ; มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า กุกกุจจะ (๓๘.๓) อุทธัจจะ และ กุกกุจจะนี้ เป็นอันสงบ; ระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วด้วยประการฉะนี้; จึงเรียกว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว (๓๘.๔) คำว่า เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน = ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน; เพราะสละคลาย; ปล่อยวาง; ละ; สลัดออก ละและสลัดออกซึ่งอุทธัจจกุกกุจจะ นั้น จึงเรียกว่า เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน |
||
|
7
เมื่อ: 06, เมษายน, 2569, 12:37:57 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช | ||
![]() มีประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วถึงกับต้องตั้งคำถามกับความเชื่อและสิ่งที่กำลังทำอยู่ในชีวิตอีกครั้ง . "Hope is an opiate, not a plan." ความหวังคือยาชา ไม่ใช่แผนการ . Jonathan Goodman เขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือ Unhinged Habits ของเขา และมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพูดถึงคนที่ทำเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่เขากำลังพูดถึงคนที่กำลัง "ทำถูกทุกอย่าง" ต่างหาก . พูดถึงคนที่ตื่นเช้า ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำงานตรงเวลา สะสมนิสัยดี ๆ ทีละนิด แล้วคอยบอกตัวเองว่า "ทำไปเรื่อย ๆ เถอะ แล้วสักวันมันจะดีเอง" . ฟังดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ? ก้มหน้าก้มตาทำ เดี๋ยววันหนึ่งดอกผลจะตามมาเอง . แต่ Goodman บอกว่ามันคือ Blind Faith หรือ "ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา" ครับ (เชี้ยละ...) . ผมเข้าใจเลยว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วชวนให้อึดอัดใจ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง (Self-help) ที่เราเติบโตมาด้วยนั้น สอนให้เราเชื่อมั่นในพลังของการสะสม แนวคิดที่ว่า "แค่ดีขึ้น 1% ทุกวัน แล้วปลายปีคุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า" เป็นประโยคที่โด่งดังมาก กราฟของมันสวยงาม และในแง่ของคณิตศาสตร์มันก็ถูกต้องแบบไร้ข้อกังขา . แต่ Goodman ตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วเราดีขึ้นในเรื่องอะไรล่ะ?” (นั่นไง!) . เขาพูดตรง ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาทีละนิดมันสมเหตุสมผล กราฟมันพุ่งขึ้นจริง แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ สมองเราไม่ใช่เครื่องคิดเลข . แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราไม่สามารถ "ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง" ทุกวันได้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดีขึ้นในมิติไหน . เราจะดีขึ้นทุกเรื่องพร้อมกันเลยหรือ? หรือจะดีขึ้นทีละเรื่อง? แล้วถ้าเลือกทำทีละเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เลือกนั้นมันยังใช่สำหรับเราอยู่? . และประเด็นคือเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยศรัทธาแบบไม่ตั้งคำถามไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ "กราฟในจินตนาการ" เส้นนั้นจะตัดสินใจพุ่งขึ้นเสียที? . ตรงนี้แหละครับที่ความหวังกลายสภาพเป็น "ยาชา" . เพราะมันทำให้เราสบายใจ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก . ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น (และต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ เพื่อกระตุกตัวเอง) และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคย . เรายังคงสม่ำเสมอกับงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว สม่ำเสมอกับความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้คิดจะลงแรงรดน้ำพรวนดินจริงๆ สม่ำเสมอกับกิจวัตรที่เราทำเพียงเพราะคำว่า "มันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ไม่ใช่เพราะมันยังเชื่อมโยงกับตัวตนของเราอยู่ . แล้วเราก็หลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "อย่าหยุดนะ ทำต่อไป สักวันมันจะเห็นผล" . Goodman บอกว่านี่คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสีย "ฤดูกาล" ในชีวิตไป . เขาอธิบายว่าก่อนที่โลกนี้จะมีนาฬิกาและหลอดไฟ มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นจังหวะ มีช่วงที่ต้องลงมือทำ มีช่วงที่ต้องหยุด และมีช่วงที่ธรรมชาติบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อมองดูรอบตัว แต่เทคโนโลยีได้ลบฤดูกาลเหล่านั้นออกไป เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยไม่มีจุดหยุดพัก หรือจุดตั้งหลักที่ธรรมชาติกำหนดไว้อีกต่อไป . พอไม่มีจุดให้หยุด เราก็เลยไม่มีโอกาสได้หยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้... มันยังใช่เป้าหมายของเราอยู่ไหม? . ไม่ใช่ว่านิสัยที่ดีจะ "หมดอายุ" ได้หรอกนะครับ แต่ Goodman ใช้คำว่า Constant Iteration หรือการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตัวตนของเราเปลี่ยน ค่านิยมของเราก็เปลี่ยน สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในวันนี้ . แต่นิสัยที่เราสร้างไว้ มันกลับไม่ยอมเปลี่ยนตาม . มันยังคงทำงานอยู่บนระบบอัตโนมัติ (Autopilot) ของตัวเราในเวอร์ชันเก่า . วิธีหนึ่งที่จะดึงตัวเองออกจากระบบอัตโนมัตินี้ได้ คือแนวคิดจากหนังสือ ‘Future You : เราจะเป็นใคร ในโลกใบใหม่’ ของคุณสันติธาร ที่พูดถึงมุมมองที่ว่า "การหลงทางคือของขวัญ" . คุณสันติธารชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนนที่วางไว้ จนลืมเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า ทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันยังตอบโจทย์ชีวิตของเราอยู่หรือไม่ เขาได้เล่าถึงกฎง่าย ๆ ที่ตั้งไว้กับภรรยาสมัยที่อยู่สิงคโปร์ว่า "ทุก ๆ 2 ปี เราจะนั่งลงทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง" ซึ่งกฎเล็ก ๆ นี้นี่เองที่กลายเป็นรูทีนที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามาแล้วหลายครั้ง . การหยุดทบทวนไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานนะครับ แต่มันคือการ "เงยหน้า" เพื่อกลับมาตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในเวลานี้ และถ้าต้องเลือกใหม่วันนี้ เราจะยังไปทางเดิมอยู่ไหม โดยมีกติกาสำคัญคือ "ห้ามรีบตอบเด็ดขาด" มันคือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หลงทางอย่างตั้งใจ" อนุญาตให้ตัวเองหลุดออกจากวงจรเดิม ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ เปิดรับคำถามใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต . เพราะหลายครั้ง คำตอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตก็ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหาเสมอไป แต่มันเกิดจากการยอมปล่อยให้ตัวเอง "หลงทาง" ชั่วคราว จุดเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างไม่ได้มาจากแผนการที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการหลงทางแล้วบังเอิญไปเจอประตูบานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูที่อาจจะพาเราไปพบกับบทเรียนใหม่ ผู้คนใหม่ หรือแม้แต่ "ตัวเราในเวอร์ชันใหม่" ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง . ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราขาดวินัยหรอกครับ แต่เราขาด "จุดตั้งคำถาม" แบบคุณสันติธารมากกว่า . เราไม่เคยออกแบบช่วงเวลาที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักแล้วถามเลยว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันยังเชื่อมโยงกับชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือมันแค่ไปเชื่อมกับภาพจำของชีวิตที่เราเคยอยากมีเมื่อสามปีก่อนกันแน่? . Goodman เสนอวิธีวัดผลง่าย ๆ ครับ เขาบอกให้ลองถามตัวเองตอนตื่นนอนตอนเช้าดูว่า "วันนี้เป็นแค่ 'วันทำงานหาเงินไปวัน ๆ' หรือเป็น 'อีกวันที่ช่างวิเศษเหลือเกินที่ได้ทำสิ่งนี้'?" . ถ้าคำตอบของคุณเป็นแบบแรกติดต่อกันมาสักพักใหญ่ มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะครับ แต่มันแปลว่าฤดูกาลในชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่คุณยังไม่ได้เปลี่ยนตามก็เท่านั้น . สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยากที่จะยอมรับ เป็นเพราะมันเรียกร้องให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก . มันเรียกร้องให้เรา "หยุด" . ไม่ใช่หยุดทำงานนะครับ แต่คือการหยุดเชื่ออย่างหลับหูหลับตาโดยไม่ตั้งคำถาม . หยุดเชื่อว่า "ทำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวก็ดีเอง" แล้วเริ่มหันมาถามตัวเองว่า "สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันยังดีสำหรับคนที่ฉันเป็นในปัจจุบันไหม?" . เพราะคนเราเติบโตและเปลี่ยนไป แต่ระบบนิสัยของเรามักไม่ค่อยเปลี่ยน ค่านิยมของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่กิจวัตรของเรามักจะย่ำอยู่กับที่ . และถ้าเราไม่เคยออกแบบจุดหยุดเพื่อทบทวนตัวเอง (แบบที่คุณสันติธารทำ) เราก็จะยังคงทำสิ่งเดิมอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ กับตัวเองในเวอร์ชันอดีต เป็นการทำอย่างซื่อสัตย์ อย่างขยันขันแข็ง และอย่างสูญเปล่า . Goodman ไม่ได้บอกให้เราทิ้งความสม่ำเสมอไปนะครับ เขาแค่บอกให้เราเลิก "บูชา" มันต่างหาก . เลิกใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจจะกำลังแค่วิ่งเหยาะ ๆ อยู่กับที่อย่างสม่ำเสมอก็เท่านั้นเอง . เขาเชื่อว่าชีวิตต้องการทั้งสองอย่างครับ ทั้ง "ช่วงรักษา" ที่ความสม่ำเสมอเป็นพระเอกหลัก และ "ช่วงสร้าง" ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งให้กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว . แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือ "หยุด" ก่อนครับ . หยุด...แล้วถามตัวเองอย่างสัตย์จริงว่า ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือแผนการ หรือเป็นแค่ความหวัง? . เพราะถ้ามันเป็นแค่ความหวัง Goodman ก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า “มันเป็นเพียงแค่ยาชา ไม่ใช่แผนการ” . - โสภณ ศุภมั่งมี |
||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 06, เมษายน, 2569, 09:15:20 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๔/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๒๖) คำว่า เป็นผู้อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง = เป็นผู้อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง (๒๗) คำว่า นั่งคู้บัลลังก์ = เป็นผู้นั่งขัดสมาธิ (๒๘) คำว่า ตั้งกายตรง อธิบายว่า กายที่ดำรงไว้ ตั้งไว้ ย่อมเป็นกายตรง [๒๙] ในคำว่า ดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน นั้น สติ เป็นไฉน สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ; นี้เรียกว่า สติ สตินี้เป็นอันภิกษุดำรงไว้มั่นแล้ว; ตั้งไว้ดีแล้วที่ปลายจมูก หรือที่นิมิตเหนือริมฝีปาก; จึงเรียกว่า ดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน (๓๐) ในคำว่า ละอภิชฌาในโลกได้ นั้น อภิชฌา = เป็นไฉน ความกำหนัด; ความกำหนัดนัก; ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า อภิชฌา (๓๑) โลก = เป็นไฉน อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าโลก ~ อุปาทานขันธ์ มี ๕ ประการ คือ (๓๑.๑) รูปูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป (๓๑.๒) เวทนูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เวทนา (๓๑.๓) สัญญูปาทานขันธ์; - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สัญญา (๓๑.๔) สังขารูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สังขาร (๓๑.๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ วิญญาณ ~ อุปาทานขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สักกายะ” เพราะว่าเกิดร่วมกัน ประชุมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่ยึดถือว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นตัวตน ~ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีฉันทะเป็นมูล ~ อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น เป็นอย่างเดียวกันก็ไม่ใช่ จะเป็นคนละอย่างก็ไม่ใช่ แต่ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ ~ อุปาทาน ๔ = เป็นไฉน กามุปาทาน - ยึดติดในกาม คือความเพลินพอใจที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส; ทิฏฐุปาทาน - ความยึดติดในความคิดเห็นของตนเอง ว่าความเห็นตนถูก คนอื่นผิด; สีลัพพัตตุปาทาน - ความลังเลสงสัยในวัตรปฏิบัติของลัทธิตน; อัตตวาทุปาทาน - ความยึดถือ ยึดมั่นในความเป็นตัวตน ว่านี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา (๓๒) อภิชฌานี้เป็นอันสงบระงับ สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วในโลกนี้ (๓๒.๑) ในคำว่า มีจิตปราศจากอภิชฌา นั้น จิต = เป็นไฉน -> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต -> จิตนี้เป็นธรรมชาติปราศจากอภิชฌา เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีจิตปราศจาก อภิชฌา (๓๒.๒) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่, เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๓๒.๓) ในคำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา นั้น อภิชฌา เป็นไฉน -> ความกำหนัด; ความกำหนัดนัก ฯลฯ; ความกำหนัดนักแห่งจิต; นี้เรียกว่า อภิชฌา (๓๒.๔) จิต = เป็นไฉน -> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุด พ้นจากอภิชฌานี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา (๓๓) คำว่า ละความพยาบาทและความคิดได้แล้ว = ความพยาบาทก็มี ความประทุษร้ายก็มี (๓๓.๑) ความพยาบาท = เป็นไฉน จิตอาฆาต; ความขัดเคือง; ความกระทบกระทั่ง; ความแค้น; ความเคือง; ความขุ่นเคือง; ความพลุ่งพล่าน; โทสะ; ความคิดประทุษร้าย; ความคิดมุ่งร้าย; ความขุ่นจิต; ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ; ความโกรธ; กิริยาที่โกรธ; ภาวะที่โกรธ; มีลักษณะเช่นว่านี้ ความคิดประทุษร้าย; กิริยาที่คิดประทุษร้าย; ภาวะที่คิดประทุษร้าย; ความคิดปองร้าย; กิริยาที่คิดปองร้าย; ภาวะที่คิดปองร้าย; ความพิโรธ; ความแค้น; ความดุร้าย; ความเกรี้ยวกราด; ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต; นี้เรียกว่า ความพยาบาท (๓๓.๒) ความคิดประทุษร้าย = เป็นไฉน ความพยาบาทอันใด อันนั้นเป็นความคิดประทุษร้าย; ความคิดประทุษร้ายอันใด อันนั้นเป็นความพยาบาท; ความพยาบาทนี้ และความคิดประทุษร้ายนี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว ด้วยประการฉะนี้; จึงเรียกว่า ละความพยาบาทและความคิดประทุษร้ายได้แล้ว (๓๓.๓) ในคำว่า มีจิตไม่พยาบาท นั้น จิต = เป็นไฉน -> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต -> จิตนี้เป็นจิตไม่พยาบาท ข่มพยาบาท (๓๓.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าอยู่ (๓๓.๕) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความคิดประทุษร้าย = ความพยาบาทก็มี ความคิดประทุษร้ายก็มี |
||
|
9
เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:33:25 PM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
10
เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:02:43 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ต้องใช้ไม้ขนาดไหนให้ค้ำอยู่ ลองคิดดูเถิดนะน่าหวาดหวั่น ![]() |
||