Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / ความหวังคือยาชา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:37:57 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





มีประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วถึงกับต้องตั้งคำถามกับความเชื่อและสิ่งที่กำลังทำอยู่ในชีวิตอีกครั้ง
.
"Hope is an opiate, not a plan."
ความหวังคือยาชา ไม่ใช่แผนการ
.
Jonathan Goodman เขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือ Unhinged Habits ของเขา และมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพูดถึงคนที่ทำเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่เขากำลังพูดถึงคนที่กำลัง "ทำถูกทุกอย่าง" ต่างหาก
.
พูดถึงคนที่ตื่นเช้า ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำงานตรงเวลา สะสมนิสัยดี ๆ ทีละนิด แล้วคอยบอกตัวเองว่า "ทำไปเรื่อย ๆ เถอะ แล้วสักวันมันจะดีเอง"
.
ฟังดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ? ก้มหน้าก้มตาทำ เดี๋ยววันหนึ่งดอกผลจะตามมาเอง
.
แต่ Goodman บอกว่ามันคือ Blind Faith หรือ "ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา" ครับ (เชี้ยละ...)
.
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วชวนให้อึดอัดใจ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง (Self-help) ที่เราเติบโตมาด้วยนั้น สอนให้เราเชื่อมั่นในพลังของการสะสม แนวคิดที่ว่า "แค่ดีขึ้น 1% ทุกวัน แล้วปลายปีคุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า" เป็นประโยคที่โด่งดังมาก กราฟของมันสวยงาม และในแง่ของคณิตศาสตร์มันก็ถูกต้องแบบไร้ข้อกังขา
.
แต่ Goodman ตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วเราดีขึ้นในเรื่องอะไรล่ะ?” (นั่นไง!)
.
เขาพูดตรง ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาทีละนิดมันสมเหตุสมผล กราฟมันพุ่งขึ้นจริง แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ สมองเราไม่ใช่เครื่องคิดเลข
.
แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราไม่สามารถ "ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง" ทุกวันได้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดีขึ้นในมิติไหน
.
เราจะดีขึ้นทุกเรื่องพร้อมกันเลยหรือ? หรือจะดีขึ้นทีละเรื่อง? แล้วถ้าเลือกทำทีละเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เลือกนั้นมันยังใช่สำหรับเราอยู่?
.
และประเด็นคือเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยศรัทธาแบบไม่ตั้งคำถามไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ "กราฟในจินตนาการ" เส้นนั้นจะตัดสินใจพุ่งขึ้นเสียที?
.
ตรงนี้แหละครับที่ความหวังกลายสภาพเป็น "ยาชา"
.
เพราะมันทำให้เราสบายใจ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก
.
ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น (และต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ เพื่อกระตุกตัวเอง) และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคย
.
เรายังคงสม่ำเสมอกับงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว สม่ำเสมอกับความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้คิดจะลงแรงรดน้ำพรวนดินจริงๆ สม่ำเสมอกับกิจวัตรที่เราทำเพียงเพราะคำว่า "มันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ไม่ใช่เพราะมันยังเชื่อมโยงกับตัวตนของเราอยู่
.
แล้วเราก็หลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "อย่าหยุดนะ ทำต่อไป สักวันมันจะเห็นผล"
.
Goodman บอกว่านี่คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสีย "ฤดูกาล" ในชีวิตไป
.
เขาอธิบายว่าก่อนที่โลกนี้จะมีนาฬิกาและหลอดไฟ มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นจังหวะ มีช่วงที่ต้องลงมือทำ มีช่วงที่ต้องหยุด และมีช่วงที่ธรรมชาติบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อมองดูรอบตัว แต่เทคโนโลยีได้ลบฤดูกาลเหล่านั้นออกไป เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยไม่มีจุดหยุดพัก หรือจุดตั้งหลักที่ธรรมชาติกำหนดไว้อีกต่อไป
.
พอไม่มีจุดให้หยุด เราก็เลยไม่มีโอกาสได้หยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้... มันยังใช่เป้าหมายของเราอยู่ไหม?
.
ไม่ใช่ว่านิสัยที่ดีจะ "หมดอายุ" ได้หรอกนะครับ แต่ Goodman ใช้คำว่า Constant Iteration หรือการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตัวตนของเราเปลี่ยน ค่านิยมของเราก็เปลี่ยน สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในวันนี้
.
แต่นิสัยที่เราสร้างไว้ มันกลับไม่ยอมเปลี่ยนตาม
.
มันยังคงทำงานอยู่บนระบบอัตโนมัติ (Autopilot) ของตัวเราในเวอร์ชันเก่า
.
วิธีหนึ่งที่จะดึงตัวเองออกจากระบบอัตโนมัตินี้ได้ คือแนวคิดจากหนังสือ ‘Future You : เราจะเป็นใคร ในโลกใบใหม่’ ของคุณสันติธาร ที่พูดถึงมุมมองที่ว่า "การหลงทางคือของขวัญ"
.
คุณสันติธารชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนนที่วางไว้ จนลืมเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า ทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันยังตอบโจทย์ชีวิตของเราอยู่หรือไม่ เขาได้เล่าถึงกฎง่าย ๆ ที่ตั้งไว้กับภรรยาสมัยที่อยู่สิงคโปร์ว่า "ทุก ๆ 2 ปี เราจะนั่งลงทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง" ซึ่งกฎเล็ก ๆ นี้นี่เองที่กลายเป็นรูทีนที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามาแล้วหลายครั้ง
.
การหยุดทบทวนไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานนะครับ แต่มันคือการ "เงยหน้า" เพื่อกลับมาตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในเวลานี้ และถ้าต้องเลือกใหม่วันนี้ เราจะยังไปทางเดิมอยู่ไหม โดยมีกติกาสำคัญคือ "ห้ามรีบตอบเด็ดขาด" มันคือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หลงทางอย่างตั้งใจ"  อนุญาตให้ตัวเองหลุดออกจากวงจรเดิม ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ เปิดรับคำถามใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต
.
เพราะหลายครั้ง คำตอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตก็ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหาเสมอไป แต่มันเกิดจากการยอมปล่อยให้ตัวเอง "หลงทาง" ชั่วคราว จุดเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างไม่ได้มาจากแผนการที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการหลงทางแล้วบังเอิญไปเจอประตูบานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูที่อาจจะพาเราไปพบกับบทเรียนใหม่ ผู้คนใหม่ หรือแม้แต่ "ตัวเราในเวอร์ชันใหม่" ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง
.
ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราขาดวินัยหรอกครับ แต่เราขาด "จุดตั้งคำถาม" แบบคุณสันติธารมากกว่า
.
เราไม่เคยออกแบบช่วงเวลาที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักแล้วถามเลยว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันยังเชื่อมโยงกับชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือมันแค่ไปเชื่อมกับภาพจำของชีวิตที่เราเคยอยากมีเมื่อสามปีก่อนกันแน่?
.
Goodman เสนอวิธีวัดผลง่าย ๆ ครับ เขาบอกให้ลองถามตัวเองตอนตื่นนอนตอนเช้าดูว่า "วันนี้เป็นแค่ 'วันทำงานหาเงินไปวัน ๆ' หรือเป็น 'อีกวันที่ช่างวิเศษเหลือเกินที่ได้ทำสิ่งนี้'?"
.
ถ้าคำตอบของคุณเป็นแบบแรกติดต่อกันมาสักพักใหญ่ มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะครับ แต่มันแปลว่าฤดูกาลในชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่คุณยังไม่ได้เปลี่ยนตามก็เท่านั้น
.
สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยากที่จะยอมรับ เป็นเพราะมันเรียกร้องให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก
.
มันเรียกร้องให้เรา "หยุด"
.
ไม่ใช่หยุดทำงานนะครับ แต่คือการหยุดเชื่ออย่างหลับหูหลับตาโดยไม่ตั้งคำถาม
.
หยุดเชื่อว่า "ทำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวก็ดีเอง" แล้วเริ่มหันมาถามตัวเองว่า "สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันยังดีสำหรับคนที่ฉันเป็นในปัจจุบันไหม?"
.
เพราะคนเราเติบโตและเปลี่ยนไป แต่ระบบนิสัยของเรามักไม่ค่อยเปลี่ยน ค่านิยมของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่กิจวัตรของเรามักจะย่ำอยู่กับที่
.
และถ้าเราไม่เคยออกแบบจุดหยุดเพื่อทบทวนตัวเอง (แบบที่คุณสันติธารทำ) เราก็จะยังคงทำสิ่งเดิมอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ กับตัวเองในเวอร์ชันอดีต เป็นการทำอย่างซื่อสัตย์ อย่างขยันขันแข็ง และอย่างสูญเปล่า
.
Goodman ไม่ได้บอกให้เราทิ้งความสม่ำเสมอไปนะครับ เขาแค่บอกให้เราเลิก "บูชา" มันต่างหาก
.
เลิกใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจจะกำลังแค่วิ่งเหยาะ ๆ อยู่กับที่อย่างสม่ำเสมอก็เท่านั้นเอง
.
เขาเชื่อว่าชีวิตต้องการทั้งสองอย่างครับ ทั้ง "ช่วงรักษา" ที่ความสม่ำเสมอเป็นพระเอกหลัก และ "ช่วงสร้าง" ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งให้กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว
.
แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือ "หยุด" ก่อนครับ
.
หยุด...แล้วถามตัวเองอย่างสัตย์จริงว่า ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือแผนการ หรือเป็นแค่ความหวัง?
.
เพราะถ้ามันเป็นแค่ความหวัง Goodman ก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า “มันเป็นเพียงแค่ยาชา ไม่ใช่แผนการ”
.
- โสภณ ศุภมั่งมี


 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:15:20 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๔/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๒๖) คำว่า เป็นผู้อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง = เป็นผู้อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง
(๒๗) คำว่า นั่งคู้บัลลังก์ = เป็นผู้นั่งขัดสมาธิ
(๒๘) คำว่า ตั้งกายตรง อธิบายว่า กายที่ดำรงไว้ ตั้งไว้ ย่อมเป็นกายตรง
[๒๙] ในคำว่า ดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน นั้น สติ เป็นไฉน
สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ; นี้เรียกว่า สติ สตินี้เป็นอันภิกษุดำรงไว้มั่นแล้ว; ตั้งไว้ดีแล้วที่ปลายจมูก หรือที่นิมิตเหนือริมฝีปาก; จึงเรียกว่า ดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน
(๓๐) ในคำว่า ละอภิชฌาในโลกได้ นั้น อภิชฌา = เป็นไฉน
ความกำหนัด; ความกำหนัดนัก; ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า อภิชฌา
(๓๑) โลก = เป็นไฉน
อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าโลก
~ อุปาทานขันธ์ มี ๕ ประการ คือ
(๓๑.๑) รูปูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป
(๓๑.๒) เวทนูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เวทนา (๓๑.๓) สัญญูปาทานขันธ์; - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สัญญา
(๓๑.๔) สังขารูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สังขาร
(๓๑.๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ วิญญาณ
~ อุปาทานขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สักกายะ”
เพราะว่าเกิดร่วมกัน ประชุมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่ยึดถือว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นตัวตน
~ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีฉันทะเป็นมูล
~ อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น เป็นอย่างเดียวกันก็ไม่ใช่ จะเป็นคนละอย่างก็ไม่ใช่ แต่ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕
~ อุปาทาน ๔ = เป็นไฉน
กามุปาทาน - ยึดติดในกาม คือความเพลินพอใจที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส; ทิฏฐุปาทาน - ความยึดติดในความคิดเห็นของตนเอง ว่าความเห็นตนถูก คนอื่นผิด; สีลัพพัตตุปาทาน - ความลังเลสงสัยในวัตรปฏิบัติของลัทธิตน; อัตตวาทุปาทาน - ความยึดถือ ยึดมั่นในความเป็นตัวตน ว่านี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา
(๓๒) อภิชฌานี้เป็นอันสงบระงับ สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วในโลกนี้
(๓๒.๑) ในคำว่า มีจิตปราศจากอภิชฌา นั้น จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้เป็นธรรมชาติปราศจากอภิชฌา เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีจิตปราศจาก อภิชฌา
(๓๒.๒) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่, เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่
(๓๒.๓) ในคำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา นั้น อภิชฌา เป็นไฉน
-> ความกำหนัด; ความกำหนัดนัก ฯลฯ; ความกำหนัดนักแห่งจิต; นี้เรียกว่า อภิชฌา
(๓๒.๔) จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุด พ้นจากอภิชฌานี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา
(๓๓) คำว่า ละความพยาบาทและความคิดได้แล้ว = ความพยาบาทก็มี ความประทุษร้ายก็มี
(๓๓.๑) ความพยาบาท = เป็นไฉน
จิตอาฆาต; ความขัดเคือง; ความกระทบกระทั่ง; ความแค้น; ความเคือง; ความขุ่นเคือง; ความพลุ่งพล่าน; โทสะ; ความคิดประทุษร้าย; ความคิดมุ่งร้าย; ความขุ่นจิต; ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ; ความโกรธ; กิริยาที่โกรธ; ภาวะที่โกรธ; มีลักษณะเช่นว่านี้ ความคิดประทุษร้าย; กิริยาที่คิดประทุษร้าย; ภาวะที่คิดประทุษร้าย; ความคิดปองร้าย; กิริยาที่คิดปองร้าย; ภาวะที่คิดปองร้าย; ความพิโรธ; ความแค้น; ความดุร้าย; ความเกรี้ยวกราด; ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต; นี้เรียกว่า ความพยาบาท
(๓๓.๒) ความคิดประทุษร้าย = เป็นไฉน
ความพยาบาทอันใด อันนั้นเป็นความคิดประทุษร้าย; ความคิดประทุษร้ายอันใด อันนั้นเป็นความพยาบาท; ความพยาบาทนี้ และความคิดประทุษร้ายนี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว ด้วยประการฉะนี้; จึงเรียกว่า ละความพยาบาทและความคิดประทุษร้ายได้แล้ว
(๓๓.๓) ในคำว่า มีจิตไม่พยาบาท นั้น จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้เป็นจิตไม่พยาบาท ข่มพยาบาท
(๓๓.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าอยู่
(๓๓.๕) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความคิดประทุษร้าย = ความพยาบาทก็มี ความคิดประทุษร้ายก็มี

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต / Re: ...-๐ นานาประสาสัตว์คำโคลง ๐-...
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:33:25 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

Photo By บ้านกลอนน้อยฯ©
งาน 60 ปี ปลานิลพระราชทาน 2569

-๐ ปลานิลซุปเปอร์แบล็ค ๐-

๏   กายสั้นหันหกเลี้ยว          เริงแหวก น้ำเวย
ดำเด่นเป็นสง่าแรกสบพ้อง
ปลานิลซุปเปอร์แบล็คเวียดอวด โฉมเนอ
ประกาศนามกล่าวก้องเกริกหล้าไกลลือ ๚ะ๛

- Black Sword -
(หมู มยุรธุชบูรพา)

• กลับสู่สารบัญ นานาประสาสัตว์คำโคลง คลิก

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:02:43 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ต้องใช้ไม้ขนาดไหนให้ค้ำอยู่      ลองคิดดูเถิดนะน่าหวาดหวั่น
 

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:38:21 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๓/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๑๑.๓) ภิกษุเป็นผู้หมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ตลอดปฐมยาม และปัจฉิมยาม เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ด้วยการเดินจงกรม; ด้วยการนั่งตลอดวัน; ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี; ด้วยการเดินจงกรม; ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี สำเร็จสีหไสยาสน์ โดยการนอนตะแคงข้างขวา เท้าซ้อนเท้า มีสติสัมปชัญญะ ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี
(๑๒) คำว่า ความเพียรที่เป็นไปติดต่อ = การปรารภความเพียร
ทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ
(๑๓) คำว่า ปัญญาเป็นอุบายในกิจทั้งปวง = อธิบายว่า ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ
(๑๔) ในคำว่า เป็นผู้หมั่นประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม = นั้น โพธิปักขิยธรรม เป็นไฉน
~ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ = สภาพธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ คือ การอบรมวิปัสสนาภาวนา เริ่มตั้งแต่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘
(๑๕) ภิกษุทำความรู้สึกตัวในการ
-> ก้าวไป; การถอยกลับ -> แลดู; การเหลียวดู -> คู้เข้า; การเหยียดออก -> ครองผ้าสังฆาฏิ; บาตร; จีวร -> ฉัน การดื่ม; การเคี้ยว; การลิ้ม -> ถ่ายอุจจาระ; ปัสสาวะ -> เดิน; การยืน; การนั่ง; การนอน; การตื่น; การพูด -> การนิ่ง เป็นอย่างไร
~ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะก้าวไป ถอยกลับ
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะแลดู เหลียวดู
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะคู้เข้า เหยียดออก
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการครองผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการเดิน การยืน การนั่ง การนอน การตื่น การพูด และการนิ่งง
(๑๖) บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น สติ = เป็นไฉนสติ; ความตามระลึก; ความหวนระลึก; สติ กิริยาที่ระลึก; ความระลึก; ความทรงจำ; ความไม่เลื่อนลอย; ความไม่หลงลืม; สติ; สตินทรีย์; สติพละ; สัมมาสติ นี้เรียกว่า สติ
(๑๗) ในคำว่า มีสัมปชัญญะ นั้น สัมปชัญญะ = เป็นไฉน
-> ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด; ความวิจัย; ความเลือกสรร; ความวิจัยธรรม; ความกำหนดหมาย; ความเข้าไปกำหนด; ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้; ภาวะที่ฉลาด; ภาวะที่รู้ละเอียด; ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง; ความคิดค้น; ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน; ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส; ปัญญาเครื่องนำทาง; ความเห็นแจ้ง; ความรู้ดี; ปัญญาเหมือนปฏัก; ปัญญา; ปัญญินทรีย์; ปัญญาพละ; ปัญญาเหมือนศัสตรา; ปัญญาเหมือนปราสาท; ความสว่างคือปัญญา; แสงสว่างคือปัญญา; ปัญญาเหมือนประทีป; ปัญญาเหมือนดวงแก้ว; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือก
เฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ
(๑๘) คำว่า สงัด = อธิบายว่า
-> แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ใกล้ แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต
-> แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ที่ห่างไกล แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้นก็ชื่อว่าสงัด
(๑๙) คำว่า เสนาสนะ = คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน วิหาร เพิง ปราสาท ป้อม โรงกลม ที่เร้นลับ ถ้ำ โคนไม้ พุ่มไผ่ หรือสถานที่ที่ภิกษุยับยั้งอยู่ ที่ทั้งหมดนี้ชื่อว่าเสนาสนะ
(๒๐) คำว่า อาศัยเสนาสนะที่สงัดอยู่ = อาศัย; อาศัยอยู่ด้วยดี; พักอยู่; เข้าไปพักอยู่; พักอาศัยเสนาสนะที่สงัดนี้อยู่
(๒๑) คำว่า ป่า = สถานที่ออกไปนอกเขตเมืองทั้งหมด นี้ชื่อว่าป่า
(๒๒) คำว่า โคนไม้ = รุกขมูลคือโคนไม้; บรรพคือภูเขากันทระคือซอกเขา; คิริคุหาคือถ้ำในภูเขา; สุสานคือป่าช้า; อัพโภกาสคือที่แจ้ง; ปลาลปุญชะ คือกองฟาง
(๒๓) คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่ห่างไกล
-> คำว่า ดง นี้ =เป็นชื่อของเสนาสนะที่มีป่าทึบ; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่น่าหวาดกลัว; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่น่ากลัวจนขนพองสยองเกล้า; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่ตั้งอยู่ปลายแดน; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่ไม่อยู่ใกล้มนุษย์; -> คำว่า ดง นี้ เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ได้ยาก
 (๒๔) คำว่า มีเสียงน้อย = แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ใกล้ แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้นจึงชื่อว่ามีเสียงน้อย
-> แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ห่างไกล แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้นก็ชื่อว่ามีเสียงน้อย
(๒๕) คำว่า มีเสียงอึกทึกน้อย =  อธิบายว่า
-> เสนาสนะใดมีเสียงน้อย เสนาสนะนั้นชื่อว่ามีเสียงอึกทึกน้อย
-> เสนาสนะใดมีเสียงอึกทึกน้อย เสนาสนะนั้นชื่อว่าไม่มีคนสัญจรไปมา
-> เสนาสนะใดไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เสนาสนะนั้นชื่อว่าเป็น สถานที่ที่มนุษย์แอบทำการได้
-> เสนาสนะใดเป็นสถานที่ที่มนุษย์แอบทำการได้ เสนาสนะนั้นก็ชื่อว่าสมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 06:29:36 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ไฟสงคราม

     เคยสงบ สุขสันต์ อรัญเขต
เคยสมดุล นิเวศ เขตไพรสณฑ์
เคยสดชื่น รื่นฤทัย ในกมล
เคยสุขล้น ในแดนดิน ถิ่นวนา
     ไฟสงคราม ลามลุก ทุกท้องที่
ไฟสงคราม ร้าวฤดี เกินรักษา
ไฟสงคราม สร้างเลวร้าย ในอุรา
ไฟสงคราม ผลาญวนา ให้สิ้นไป
     สรรพสิ่ง สูญสิ้น ในไพรพง
กลางป่าดง เคยสุขล้น พ้นสมัย
กลับเลวร้าย ถูกทำลาย ทั้งผืนไพร
ทุกข์กายใจ ทั่วทั้ง ปฐพี
     ไฟสงคราม ลามทุ่ง ทั่วทุกทิศ
ทุกชีวิต ต้องร่วมใจ ใฝ่วิถี
หยุดสงคราม สร้างไพร ให้คืนดี
เป็นสักขี อารยชน คนจำเริญ

คนเรียนไพร
๔ เมษายน ๒๕๖๙

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 06:28:35 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 AddEmoticons00942 AddEmoticons00941

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

โลกสวยด้วยมือเรา

     ทุจริต โกงกิน ทั้งแผ่นดิน
ไมจบสิ้น ทุกวงการ พาลขานไข
สร้างเดือดร้อน ชาวประชา อยู่ร่ำไป
อีกเมื่อไร สุจริต จิตพร่างพรม
     แม้อยู่ใน ภาวะ วิกฤติกาล
ทุกการงาน ปรับจริต จิตขื่นขม
เก็งกำไร กักตุน ทุกข์ระทม
ร้าวระบม ตรมใจ ทั่วไทยแดน
     ฝุ่นละออง เผาวนา ในป่าใหญ่
ทั่วแดนไทย ทุกข์ยาก มากเหลือแสน
เหนือจรดใต้ แผ่นดิน สุดแร้นแค้น
ยากทดแทน ให้ฟื้น คืนสมดุล
     ทุกหย่อมหญ้า เดือดร้อน แสนสาหัส
โลกวิบัติ ภัยสงคราม ทรามเกื้อหนุน
ทำลายล้าง ทรัพยากร อ่อนละมุน
ไร้เจือจุน หนุนเกื้อ เพื่อสังคม
     เมื่อไรหนา จ้กพร้อมหน้า มาแก้ไข
ประสานใจ พัฒนา สง่าสม
หยุดเผาป่า เพื่อประชา สุขนิยม
ผสานผสม เพื่อโลกสวย ด้วยมือเรา

คนเรียนไพร
๓ เมษายน ๒๕๖๙

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 04, เมษายน, 2569, 12:56:09 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)
ไม่เกรงใจไขมันกันเลยคน     จะกินจนพุงล้ำไม้คำ้ยัน 

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 04, เมษายน, 2569, 08:03:42 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๒/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

-> โคจร เป็นไฉน
(๗.๔) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีสาวเทื้อเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีภิกษุณีเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีร้านสุราเป็นโคจร; ไม่อยู่คลุกคลีกับพระราชา; มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์; สาวกเดียรถีย์; ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นดุจบ่อน้ำ รุ่ง
เรืองไปด้วยผ้ากาสาวะ อบอวลไปด้วยกลิ่นของฤษี; ปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นความผาสุก; ปรารถนาแต่ความหลุดพ้นจากโยคะแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่า โคจร
ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยอาจาระนี้และด้วยโคจรนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงเรียกว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
~ คำว่า “ผ้ากาสาวะ” = ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาดมีน้ำแก่นขนุน เป็นต้น
(๘) ในคำว่า เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย = เป็นไฉน
(๘.๑) โทษอย่างต่ำ อย่างเบา ที่สมมติกันว่าโทษเบา ที่จะพึงทำด้วยความสำรวมระวัง และด้วยจิตตุปบาทที่เนื่องด้วยมนสิการ เหล่านี้เรียกว่า โทษมีประมาณน้อย
~ จิตตุปบาท = ความเกิดขึ้นแห่งจิต หมายถึงจิตพร้อมทั้งเจตสิกที่ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ, การเกิดความคิดผุดขึ้น, ความคิดที่ผุดขึ้น
~ มนสิการ = คือ พิจารณาด้วยความแยบคาย
(๘.๒) ภิกษุเป็นผู้เห็นโทษ; ภัย; ความชั่วร้าย; และเห็นการสลัดออกในโทษที่มีประมาณน้อยเหล่านี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย
(๙) ในคำว่า สมาทานศึกษาในสิกขาทั้งหลาย นั้น สิกขา เป็นไฉน
สิกขา ๔ คือ
(๙.๑) สิกขาของภิกษุ เรียกว่า ภิกขุสิกขา (๙.๒) สิกขาของภิกษุณี เรียกว่า ภิกขุนีสิกขา (๙.๓) สิกขาของอุบาสก เรียกว่า อุปาสกสิกขา (๙.๔) สิกขาของอุบาสิกา เรียกว่า อุปาสิกาสิกขา
~ สิกขา หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อที่ต้องปฏิบัติ ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา
(๙.๕) ภิกษุสมาทานในสิกขาเหล่านี้ทั้งหมดด้วยการสมาทานทุกอย่าง ไม่ให้มีส่วนเหลือ ประพฤติอยู่ในสิกขาเหล่านี้ จึงเรียกว่า สมาทานศึกษาในสิกขาทั้งหลาย
(๑๐) คำว่า คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็มี; ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็มี;
[ก] ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = เป็นไฉน
(๑๐.๑) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาแล้วรวบถือ; แยกถือ; ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น; ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ (๑๐.๒) ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ (๑๐.๓) สูดกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ (๑๐.๔) ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯล (๑๐.๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ (๑๐.๖) รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว รวบถือ; แยกถือ; ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมไม่รักษามนินทรีย์; ไม่ถึงความสำรวมในมนินทรีย์; ความไม่คุ้มครอง; กิริยาที่ไม่คุ้มครอง; ความไม่รักษา ความไม่สำรวมอินทรีย์ ๖ เหล่านี้
นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
[ข] ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นไฉน
(๑๐.๗) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่รวบถือ; ไม่แยกถือ; ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ (๑๐.๘) ฟังเสียงทางหู ฯลฯ (๑๐.๙) สูดกลิ่นทางจมูก ฯลฯ (๑๐.๑๐) ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ (๑๐.๑๑) ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ (๑๐.๑๒) รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่รวบถือ; ไม่แยกถือ; ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์
ความคุ้มครอง; กิริยาที่คุ้มครอง; ความรักษา; ความสำรวมอินทรีย์ ๖ เหล่านี้; นี้เรียกว่า ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๑๑) คำว่า รู้จักประมาณในการบริโภค = ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคก็มี; ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคก็มี
(๑๑.๑) ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค =  เป็นไฉน
-> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่พิจารณาโดยแยบคาย; บริโภคอาหารเพื่อเล่น; เพื่อความมัวเมา; เพื่อประเทืองผิว; เพื่อความอ้วนพี; ความเป็นผู้ไม่สันโดษ; ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณ; ความเป็นผู้ไม่พิจารณาในการบริโภคนั้น นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค
(๑๑.๒) ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค  = เป็นไฉน
-> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายว่า เราบริโภคอาหารไม่ใช่เพื่อเล่น; เพื่อความมัวเมา; เพื่อประเทืองผิว; และเพื่อความอ้วนพี; แต่เพื่อกายนี้ดำรงอยู่; เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป; เพื่อบำบัดความหิว; เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยอุบายนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียได้และจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์ ความไม่มีโทษ และการอยู่โดยผาสุกจักมีแก่เรา ดังนี้ แล้วจึงบริโภคอาหาร ความสันโดษ ความเป็นผู้รู้จักประมาณ การพิจารณาในการบริโภคนั้น นี้เรียกว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 03, เมษายน, 2569, 09:40:01 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

มีชิ้นสองต่อไหมไขมันถาม     เผื่อจะตามติดไปไม่ถอยร่น
 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.182 วินาที กับ 20 คำสั่ง
กำลังโหลด...