ใครจะรับลูกเตะนี้กันหนอ เชิญวิ่งรอเร็วไวไปด้านหน้า

|
1
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:03:53 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ใครจะรับลูกเตะนี้กันหนอ เชิญวิ่งรอเร็วไวไปด้านหน้า ![]() |
||
|
2
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:06:34 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๔/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ -> เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ; บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) ตติยฌาน บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) จตุตถฌาน บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ (๕) ปัญจมฌาน -> บรรลุปัญจมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ช] รูปาวจรกิริยา = กิริยาจิตที่ท่องเที่ยวไปในรูปภูมิ กิริยาฌาน จตุกกนัย = ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล; ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน; สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล, ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะวิตกวิจาร สงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ กิริยาฌาน ปัญจกนัย = ฌาน ๕ คือ (๑) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ (๒) บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ (๕) บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ซ] อรูปาวจรฌานกิริยา = กิริยาจิตที่ท่องเที่ยวในอรูปภูมิ (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญอรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล; ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้ (๒) บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯอยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้นนี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ปัญหาปุจฉกะ ติกมาติกาวิสัชนา ฌาน ๔ ได้แก่ (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกอยู่ (๒) ฯลฯ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว -> บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิอยู่ (๓) ฯลฯ เพราะปีติจางคลายไป เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย -> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ฯลฯ (๔) ฯลฯ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว -> จึงบรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่ ทุกมาติกาปุจฉา (๑) บรรดาฌาน ๔ ฌานเท่าไรเป็นกุศล; เท่าไรเป็นอกุศล; เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ; เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้; เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ติกมาติกาวิสัชนา กุสลติกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ที่เป็นกุศลก็มี; ที่เป็นอัพยากฤตก็มี (๒) เว้นสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา; (๓) เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว; จตุตถฌานสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๔) ฌาน ๔ ที่เป็นวิบากก็มี; ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี; ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๕) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี อภิธรรมภาชนีย์ จบ |
||
|
3
เมื่อ: 15, เมษายน, 2569, 08:04:56 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
4
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 15, เมษายน, 2569, 08:49:16 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๓/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๕) ปัญจมฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น -> บรรลุปัญจมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๕ ฌานปัญจกนัย จบ ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ; -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ~ อวิกฺเขป = สภาพที่จิตไม่ซัดส่าย; ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน; ความสงบ; สมาธิ -> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสมรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) ตติยฌาน -> บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) จตุตถฌาน -> บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ (๕) ปัญจมฌาน -> บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสมรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [จ] อรูปาวจรวิบาก (๑) อากิญจัญญายตนะ -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง ฯลฯ -> บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสม อรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้นนี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ฉ] โลกุตตรวิบาก ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม; ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ -> บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 14, เมษายน, 2569, 09:54:03 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๒/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ [ข] อรูปาวจรกุศล -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงอรูปภพ -> เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง -> บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด > ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ค] โลกุตตรกุศล ฌานจตุกกนัย = ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ตติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ; บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) จตุตถฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; บรรลุจตุตถฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ; อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ [ง] รูปาวจรวิบาก ฌานปัญจกนัย (๑) ปฐมฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑ (๒) ทุติยฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกามและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลายแล้ว -> บรรลุทุติยฌานที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ตติยฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว;ฯลฯ -> บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) จตุตถฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ; -> บรรลุจตุตถฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ |
||
|
6
เมื่อ: 13, เมษายน, 2569, 09:58:33 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
สมองเราคงเพลินคิดเกินไป งั้นเร็วไวไล่บอลก่อนช้างมา ![]() |
||
|
7
เมื่อ: 13, เมษายน, 2569, 09:48:11 AM
|
||
| เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
![]() หยาดน้ำปรุงฟุ้งตลบอบอวลหอม ความโศกยอมคลายคล้อยลอยลับหาย สาดน้ำเย็นชื่นชุ่มรุมล้อมกาย รอยยิ้มพรายแต้มใบหน้าพารื่นรมย์ เสียงเพลงดังรัวเร้าเข้าจังหวะ ร่วมสละความทุกข์ที่ทับถม มวลมิตรต่างเจอหน้าพาชื่นชม เราเกลียวกลมเล่นสงกรานต์กลางลานชัย ประนมมือขอพรผู้ใหญ่รัก บุญหนุนศักดิ์คงมั่นอันสดใส สืบสานรอยวัฒนธรรมอันกว้างไกล เล่นสงกรานต์ด้วยใจที่ชื่นบาน ![]() ฝาตุ่ม ขอบคุณเจ้าของภาพสวย ๆ นะคะ |
||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 13, เมษายน, 2569, 07:50:44 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๑/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๕๑.๕) คำว่า ผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ = ภิกษุมนสิการ อากิญจัญญายตนะ นั้นนั่นแหละโดยความเป็นฌานที่สงบ เจริญสมาบัติที่มีสังขารเหลืออยู่ จึงเรียกว่า ผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (๕๑.๖) คำว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ = ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ; หรือผู้อุบัติในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๕๑.๗) คำว่า บรรลุ =การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (๕๑.๘) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ สุตตันตภาชนีย์ จบ อภิธรรมภาชนีย์ [ก] รูปาวจรกุศล ฌานจตุกกนัย = ฌานแบบที่จัดเป็นหมวด ๔ คือเป็น ฌาน ๔ ฌาน ๔ = เป็นไฉน (๑) ปฐมฌาน - ฌานที่ ๑ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑ (๒) ทุติยฌาน - ฌานที่ ๒ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ตติยฌาน - ฌานที่ ๓ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ -> บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) จตุตถฌาน - ฌานที่ ๔ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ -> บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ ฌานจตุกกนัย จบ ฌานปัญจกนัย = ฌานแบบที่จัดเป็นหมวด ๕ คือเป็น ฌาน ๕ (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑ (๒) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกามและสภาวธรรม ที่เป็นอกุศลทั้งหลาย -> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ -> บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ (๕) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ -> บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๕ ฌานปัญจกนัย จบ |
||
|
9
เมื่อ: 12, เมษายน, 2569, 08:41:39 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ไม่มีเรื่องซับซ้อนหรือซ่อนซุก เตะบอลช้างให้สนุกดีกว่าไหม ![]() |
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 12, เมษายน, 2569, 10:53:54 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๐/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๔๘) คำว่า จตุตถะ = ที่ชื่อว่าเป็นที่ ๔ โดยลำดับแห่งการนับ; ชื่อว่าจตุตถะ เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๔; (๔๘.๑) คำว่า ฌาน = อุเบกขา สติ และเอกัคคตา (๔๘.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุจตุตถฌาน (๔๘.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ จึงเรียกว่า อยู่ (๔๘.๔) ในคำว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง นั้น ~ รูปสัญญา = คือ สัญญาที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์ (๔๘.๕) รูปสัญญา = เป็นไฉน ความจำได้; กิริยาที่จำได้; ภาวะที่จำได้ของโยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ; ผู้อุบัติในรูปภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน; เหล่านี้เรียกว่า รูปสัญญา ~ รูปาวจรสมาบัติ = จิตที่ท่องเที่ยวนับเนื่องในรูปภูมิ หรือจิตที่ได้ฌานอันเป็นไปในรูปภพ ~ รูปภูมิ = แดนที่อยู่ของพรหมที่มีรูป เป็นภูมิที่ประณีตและมีสุขอันไม่มีเรื่องกามปน (สุคติภูมิ) เป็นที่เกิดของผู้ที่บำเพ็ญสมถภชาวนาจนได้บรรลุฌานระดับสูง (รูปฌาน ๑-๕ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น) (๔๘.๖) ภิกษุเป็นผู้ก้าวล่วงแล้ว; ก้าวข้ามแล้ว; ก้าวพ้นแล้วซึ่งรูปสัญญาเหล่านี้; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง (๔๘.๗) ในคำว่า เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา นั้น = ปฏิฆสัญญาเป็นไฉน ~ ปฏิฆสัญญา = ปฏิฆะสัญญา คือความจำในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นอารมณ์ชั้นกามาวจร -> รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา และโผฏฐัพพสัญญา เหล่านี้เรียกว่า ปฏิฆสัญญา -> ปฏิฆสัญญาเหล่านี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา (๔๘.๘) ในคำว่า เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา นั้น = นานัตตสัญญาเป็นไฉน -> ความจำได้; กิริยาที่จำได้; ภาวะที่จำได้ของบุคคล ผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยมโนธาตุ; หรือผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณธาตุซึ่งไม่ได้เข้าสมาบัติ; เหล่านี้ เรียกว่า นานัตตสัญญา -> ภิกษุไม่มนสิการนานัตตสัญญาเหล่านี้ จึงเรียกว่า เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา (๔๙) ในคำว่า อากาศไม่มีที่สุด นั้น = อากาศ เป็นไฉน อากาศ ธรรมชาติที่นับว่าอากาศ; ความว่างเปล่า; ธรรมชาติที่นับว่าความว่างเปล่า; ช่องว่าง ธรรมชาติที่นับว่าช่องว่างซึ่งมหาภูตรูป ๔ ถูกต้องไม่ได้; นี้เรียกว่าอากาศ (๔๙.๑) ภิกษุตั้งจิตไว้; ตั้งจิตไว้ด้วยดี; แผ่ไปไม่มีที่สุดในอากาศนั้น; จึงเรียกว่า อากาศไม่มีที่สุด (๔๙.๒) คำว่า อากาสานัญจายตนะ = อธิบายว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าอากาสานัญจายตนะ; ผู้อุบัติในอากาสานัญจายตนภูมิ หรือพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๔๙.๓) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุอากาสานัญจายตนะ (๔๙.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ (๔๙.๕) คำว่า เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง = ภิกษุเป็นผู้ก้าวล่วงแล้ว; ก้าวข้ามแล้ว; ก้าวพ้นแล้วซึ่งอากาสานัญจายตนะนี้; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง (๕๐) คำว่า วิญญาณไม่มีที่สุด = ภิกษุมนสิการอากาศนั้นนั่นแหละที่วิญญาณถูกต้องแล้ว แผ่ไปไม่มีที่สุด; จึงเรียกว่า วิญญาณไม่มีที่สุด (๕๐.๑) คำว่า วิญญาณัญจายตนะ = ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าวิญญาณัญจายตนะ; ผู้อุบัติในวิญญาณัญจายตนภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๕๐.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุวิญญาณัญจายตนะ; (๕๐.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ (๕๐.๔) คำว่า เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง = ภิกษุเป็นผู้ก้าวล่วงแล้ว; ก้าวข้ามแล้ว; ก้าวพ้นแล้วซึ่งวิญญาณัญจายตนะ; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง (๕๑) คำว่า อะไรๆ สักน้อยหนึ่งก็ไม่มี = ภิกษุทำวิญญาณนั้นนั่นแหละไม่ให้มี; ให้เสื่อมไป; ให้อันตรธานไป; พิจารณาเห็นว่า น้อยหนึ่งก็ไม่มี;จึงเรียกว่า อะไรๆ สักน้อยหนึ่งก็ไม่มี (๕๑.๑) คำว่า อากิญจัญญายตนะ = ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าอากิญจัญญายตนะ; ผู้อุบัติในอากิญจัญญายตนภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๕๑.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุอากิญจัญญายตนะ (๕๑.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ (๕๑.๔) คำว่า เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดพอากิญจัญญายตนะ; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง |
||