Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:26:28 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๖) คำว่า วิโมกข์ ได้แก่ วิโมกข์ ๘
(๑๖.๑) คือ โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌาน
-- โดยทำบริกรรมในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๑
(๑๖.๒) โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌาน
--โดยทำบริกรรมในรูปภายนอก ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๒
(๑๖.๓) โยคาวจรบุคคลเป็นผู้น้อมจิตไปว่า งามแท้ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๓ (๑๖.๔) เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
-- เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา
-- เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา
-- โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่
-> นี้จัดเป็น วิโมกข์ที่ ๔
(๑๖.๕) เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง
-- โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ อยู่
-> นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๕
(๑๖.๖) เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง
-- โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากิญจัญญายตฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๖
(๑๖.๗) เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญาตนะโดยประการทั้งปวง
-- โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๗
(๑๖.๘) เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง
-- โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๘
(๑๗) คำว่า สมาธิ ได้แก่ สมาธิ ๓ คือ สวิตักกสวิจารสมาธิ; อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ; อวิตักกาวิจารสมาธิ
~ สวิตักกสวิจารสมาธิ = คือ สมาธิระดับ ปฐมฌาน และ อุปจารสมาธิ ซึ่งจิตมีความสงบในระดับที่ตั้งมั่น แต่จิตยังคงทำงาน ๒ ประการ คือ วิตก และ วิจาร
~ อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ = สมาธิที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร คือสมาธิระดับทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) จิตมีความสงบละเอียดขึ้นจนละความตรึก (วิตก) ได้แล้ว คงเหลือแต่ความประคองจิตหรือความตรองต่อเนื่องในอารมณ์ (วิจาร) เพียงอย่างเดียว จิตจึงผ่องใส ตั้งมั่น นิ่งดิ่ง และมีปีติกับสุขเกิดขึ้น
~ อวิตักกาวิจารสมาธิ = สมาธิระดับ ทุติยฌาน ซึ่งเป็นสภาวะที่จิตสงบลึกซึ้งขึ้น ละองค์ประกอบของ วิตก (การตรึกหรือนึกถึงอารมณ์) ได้ คงเหลือไว้แต่ วิจาร (การประคองหรือพิจารณาอารมณ์นั้นต่อเนื่อง) และมี ปีติกับสุข เป็นผลลัพธ์
(๑๘) คำว่า สมาบัติ ได้แก่อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ปฐมฌานสมาบัติ; ทุติยฌานสมาบัติ; ตติยฌาณสมาบัติ; จตุตถฌานสมาบัติ; อากาสานัญจายตนสมาบัติ; วิญญาณัญจายตนสมาบัติ; อากิญจัญญายตนสมาบัติ; เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ; สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
~ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ = ความสงบใจขั้นสูงหรือภาวะจิตที่เข้าถึงได้ด้วยการทำสมาธิ) ซึ่งเป็นธรรมเครื่องอยู่ของจิต ตามลำดับขั้น ๙ ประการ  แบ่งออกเป็น รูปฌาน ๔, อรูปฌาน ๔ และนิโรธสมาบัติ ๑
(๑๙) คำว่า ความเศร้าหมอง ได้แก่ ธรรมข้างฝ่ายเสื่อม ความเศร้าหมอง ได้แก่ หานภาคิยสัญญา ซึ่งเป็นข้อธรรมที่ทำให้สมาธิหรือฌานเสื่อมถอยลง 
(๒๐) คำว่า ความผ่องแผ้ว ได้แก่ ธรรมข้างฝ่ายวิเศษธรรมข้างฝ่ายวิเศษ = ส่วนที่ทำให้จิตประณีตและพิเศษยิ่งขึ้น) คือ สัญญามนสิการที่ประกอบด้วยฌาน การใส่ใจกำหนดหมายในอารมณ์อันเป็นไปเพื่อการบรรลุฌานขั้นสูง
(๒๑) คำว่า ความออก ได้แก่ แม้ความผ่องแผ้ว ก็ชื่อว่า ความออก แม้ความออกจากสมาธินั้นๆ ก็ชื่อว่า ความออก
(๒๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ นั้น อันใด
-- นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
(๒๓) ญาณรู้ความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๒๓.๑) พระตถาคตในโลกนี้
-- ย่อมทรงระลึกชาติหนหลังได้หลายๆ ชาติ คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายสังวัฏฏกัปบ้าง หลายวิวัฏฏกัปบ้าง หลายสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง
~ สังวัฏฏกัป = ช่วงระยะเวลาที่โลกกำลังเสื่อมและพินาศลง เป็น ๑ ใน ๔ ช่วงกาลใหญ่ของวัฏจักรจักรวาล เมื่อเข้าสู่สังวัฏฏกัป สัตว์โลกและสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ เสื่อมสลายลงจนสิ้นซาก โดยมีการทำลาย ๓ รูปแบบหลัก (ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย) ได้แก่

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:40:15 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

เปิดคอร์สลดน้ำหนักกันดีกว่า     เช้าตื่นมาวิ่งกันเนาะคงเหมาะสม
 

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:16:24 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


เรื่องน้ำหนักพักคุย อย่าอวดใคร     ชั่งทีไรใจแป้วแทบเป็นลม
 

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ๛ รอการบันทึก ๛
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:11:17 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ฉันเดินผ่านม่านฝนบนทางเปลี่ยว
เก็บเศษเสี้ยววันวานพานลุ่มหลง
เมื่อคลายมือความหลังพลันเบาลง
ลมผ่านตรงมือเปล่าอย่างเบาบาง

ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:16:17 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร
(ต่อหน้า ๖๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๖) สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเหล่านั้น เป็นไฉน?
(๖.๑) อินทรีย์ ๕ เหล่านั้น อันสัตว์เหล่าใดเสพมากแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว
-> สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
(๗) สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการชั่วเหล่านั้น เป็นไฉน?
(๗.๑) สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะชั่ว มีอนุสัยชั่ว มีจริตชั่ว มีอัธยาศัยชั่ว มีธุลีคือกิเลสมาก มีอินทรีย์อ่อน
-> สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอาการชั่ว
(๘) สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการดีเหล่านั้น เป็นไฉน?
(๘.๑) สัตว์เหล่านั้นใด มีอาสยะดี มีอนุสัยดี มีจริตดี มีอัธยาศัยดี มีธุลีคือกิเลสน้อย มีอินทรีย์แก่กล้า
-> สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอาการดี
(๙) สัตว์ทั้งหลายที่แนะนำให้รู้ได้ยากเท่านั้น เป็นไฉน?
(๙.๑) สัตว์เหล่านั้นใด มีอาการชั่ว สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ยาก (๙.๒) ส่วนสัตว์เหล่าใดมีอาการดี สัตว์เหล่านั้นแล ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ง่าย.
(๑๐) สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน?
(๑๐.๑) สัตว์เหล่านั้นใด ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกรรม (๑๐.๒) ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกิเลส (๑๐.๓) ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือวิบาก (๑๐.๔) ไม่มีศรัทธา (๑๐.๕) ไม่มีฉันทะ (๑๐.๖) มีปัญญาทราม (๑๐.๗) ไม่ควรเพื่อจะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้
~ สัมมัตตนิยาม = "ภาวะที่ถูกต้อง" เป็นหลักธรรมฝ่ายดีที่ตรงข้ามกับ มิจฉัตตะ (ความเป็นผิด) โดยทั่วไปจะกล่าวถึง สัมมัตตะ ๑๐ ซึ่งต่อยอดมาจากมรรคมีองค์ ๘ คุณธรรมที่เพิ่มขึ้นมาอีก ๒ คือ สัมมาญาณะ: ความรู้ชอบ (คือญาณหยั่งรู้ในอริยสัจ) สัมมาวิมุตติ: ความหลุดพ้นชอบ
-> สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้
(๑๑) สัตว์ทั้งหลายผู้ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน?
(๑๑.๑) สัตว์เหล่านั้นใด ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกรรม (๑๑.๒) ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกิเลส (๑๑.๓) ไม่ประกอบเครื่องกั้นกางคือ วิบาก(๑๑.๔) มีศรัทธา (๑๑.๕) มีฉันทะ (๑๑.๖) มีปัญญา ควรที่จะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้
-> สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้ควรแก่การตรัสรู้
(๑๑.๗) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
 -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม
-- สัมมาทิฏฐิในความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น อันใด
-- นี้ ชื่อว่า ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
(๑๒) ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑๒.๑) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก ชื่อว่า ฌายี คือโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน (๑๒.๒) ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่ายังไม่ได้ก็มี (๑๒.๓) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่าได้แล้วก็มี (๑๒.๔) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่าได้แล้วก็มี (๑๒.๕) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌาน ที่ตนยังไม่ได้ว่ายังไม่ได้ก็มี
-> เหล่านั้นชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
(๑๓) ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ
 (๑๓.๑) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานช้าออกเร็วก็มี (๑๓.๒) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกช้าก็มี (๑๓.๓) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานช้าออกช้าก็มี (๑๓.๔) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกเร็วก็มี
-> เหล่านั้นชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
(๑๔) ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญานอีก ๔ จำพวก คือ (๑๔.๑)โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี (๑๔.๒) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิก็มี (๑๔.๓) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี (๑๔.๔) โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี
-> เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
(๑๕) คำว่า ฌาน ได้แก่ ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:34:26 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๓) ก็อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน? = คือ กิเลสอย่างละเอียดที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน (จิตใต้สำนึก) พร้อมจะฟุ้งกระจายออกมาก่อกิเลสระดับหยาบเมื่อมีอารมณ์มากระทบ เปรียบเสมือนตะกอนที่นอนก้นตุ่ม มี ๗ ประการ ได้แก่
(๓.๑) กามราคานุสัย = ความกำหนัดยินดี หรือความเคยชินที่ติดใจในกามคุณ ราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูป สาตรูป ในโลก
~ ปิยรูป สาตรูป = สภาพธรรมที่น่ารัก น่าใคร่ และน่าพอใจ ซึ่งเป็นสิ่งปรุงแต่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม โดยทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นหรือแดนเกิดแห่ง "ตัณหา" (ความอยากและความยึดติด)
-- ปิยรูป = สิ่งที่น่ารัก น่าชื่นชม หรือเป็นที่รัก
-- สาตรูป = สิ่งที่น่าเพลิดเพลิน น่ายินดี หรือให้ความสุขใจ
(๓.๒) ปฏิฆานุสัย = ความขัดเคือง หงุดหงิด หรือความไม่พอใจ ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในอัปปิยรูป อสาตรูป ในโลก
~ อสาตรูป = สิ่งที่ไม่น่าชื่นใจ รูปที่ไม่น่ารัก หรือ สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา โดยเป็นคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า ปิยรูป สาตรูป ซึ่งหมายถึง สิ่งอันเป็นที่รักและเป็นที่ชื่นใจ
~ อัปปิยรูป = สิ่งที่ไม่น่ารักหรือไม่เป็นที่พอใจ
(๓.๓) มานานุสัย = ความถือตัว ความถือว่าเราเหนือกว่าหรือเท่าเทียมกับผู้อื่น (๓.๔) ทิฏฐานุสัย = ความเห็นผิด เช่น การยึดมั่นถือมั่นในลัทธิหรือทิฐิของตน (๓.๕) วิจิกิจฉานุสัย = ความลังเลสงสัย ความไม่แน่ใจในทางปฏิบัติ (๓.๖) ภวราคานุสัย = ความกำหนัดยินดีในภพ ความอยากมีอยากเป็น หรือความติดใจในรูปภพและอรูปภพ (๓.๗) อวิชชานุสัย = ความไม่รู้จริงในสัจธรรม หรือความหลง
[ฝ] จริตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน?
(๑) ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร อันเป็นกามาวจรภูมิหรือรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ นี้ = ชื่อว่า จริตของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งสามทำหน้าที่ปรุงแต่งกรรมและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิต่าง ๆ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ)
หากกล่าวในแง่ของ "จริตของสัตว์ทั้งหลาย" สิ่งเหล่านี้คือ "สภาพจิตใจที่ปรุงแต่งพฤติกรรม แนวโน้มความประพฤติ หรือความถนัดของจิต" ที่ส่งผลให้สัตว์โลกสร้างกรรมและเวียนว่ายตายเกิด แตกต่างกันไปตามประเภทของสังขาร ดังนี้ (๑.๑) ปุญญาภิสังขาร = สภาวะปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี/บุญ) คือ จิตที่น้อมไปในทางบุญ กุศล และความดี จริต/แนวโน้ม: ชอบทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ส่งผล ปรุงแต่งจิตให้ไปเกิดใน สุคติภูมิ (มนุษยโลกและสวรรค์ ๖ ชั้น ซึ่งอยู่ใน กามาวจรภูมิ) หรือไปเกิดเป็นพรหมใน รูปาวจรภูมิ (ผ่านการได้รูปฌาน) (๑.๒) อปุญญาภิสังขาร = สภาวะปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว/บาป จิตที่ถูกครอบงำด้วยอกุศล เจตนาชั่วร้าย หรือความหลง ปล่อยใจไปตามกิเลส โลภ โกรธ หลง ทำความผิดศีลธรรม ผลคือ ปรุงแต่งจิตให้ตกต่ำ นำไปเกิดใน ทุคติภูมิ (นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ซึ่งอยู่ใน กามาวจรภูมิ) (๑.๓) อาเนญชาภิสังขาร = สภาวะปรุงแต่งกรรมที่ไม่หวั่นไหว คือจิตที่มุ่งความสงบระงับขั้นสูงสุด ปราศจากการรบกวนของรูปารมณ์จริต ชอบความสงบสงัดอย่างยิ่ง มุ่งเจริญอรูปฌาน (สมาธิขั้นไม่มีรูป) ผลปรุงแต่งจิตให้ดิ่งลึก นำไปเกิดใน อรูปาวจรภูมิ (อรูปพรหม)
(๒) อัธยาศัยของสัตว์ทั้งทลาย เป็นไฉน?
(๒.๑) สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็มี (๒.๒) สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี (๒.๓) สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม (๒.๔) สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต (๒.๕) แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว (๒.๖) สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายทีมีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว (๒.๗) แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม (๒.๘) สัตว์ทั้งหลายที่มี อัธยาศัยประณีต จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต
-> นี้ชื่อว่า อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย
(๓) สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสมากเหล่านั้น เป็นไฉน?
(๓.๑) กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ (๓.๒) กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านั้น อันสัตว์เหล่าใด เสพมากแล้ว ทำให้เกิดแล้ว ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้ นั้น ชื่อว่า ผู้มีธุลีคือกิเลสมาก
(๔) สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยเหล่านั้น เป็นไฉน?
(๔.๑) กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใด
--มิได้เสพมากแล้ว
-- มิได้ทำให้เกิดแล้ว
-- มิได้ทำให้มากแล้ว
-- มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว
-- สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีธุลีคือกิเลสน้อย
(๕) สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์อ่อนเหล่านั้น เป็นไฉน?
(๕.๑) อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ (๕.๒) อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพให้มากแล้ว มิได้อบรมแล้ว มิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว
-> สัตว์เหล่านี้นั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อ่อน

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:33:29 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

น้ำหนักตัวหลุดรอดตลอดทิศ      อุตส่าห์ปิดจนนานกว่าผ่านได้ 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 06, กันยายน, 2569, 10:30:19 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ตานีรีบแจ้นก่อนเอาละวา     น้ำหน้กกว่าร้อยโลจะรับไง?
 

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ๛ ที่ว่างระหว่างทุกข์ ๛
 เมื่อ: 06, กันยายน, 2569, 04:14:43 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


༺  ที่ว่างระหว่างทุกข์  ༻

ช่วงนี้ใจไหวหวั่นจนพรั่นหม่น
ร้อยเรื่องปนพันผูกทุกข์ปลุกฝัน
ความกังวลวนเวียนเบียดเบียนกัน
คืนและวันคล้ายยาวกว่าคราวใด

บางเรื่องยังค้างตอนจนอ่อนล้า
บางปัญหาหนักแท้เกินแก้ไข
เหมือนโลกกว้างวางหินทับถมใจ
จะก้าวไหนก็หนักเกินพักวาง

เบื่อผู้คนเบื่อคำที่พร่ำพูด
เบื่อพิสูจน์ความจริงทุกสิ่งอย่าง
อยากหลบเร้นเอนพักระยะทาง
ให้ความว่างกล่อมขวัญอันร้าวรอน

ไม่อยากจากโลกไปที่แห่งไหน
เพียงเหนื่อยใจจนอยากจะพักผ่อน
ลมยังพัดใบไม้ไหวสั่นคลอน
ใบร่วงนอนแนบดิน...สิ้นเสียงลม

“ใบไม้ไม่เคยถามลม ว่าจะพาไปสิ้นสุดตรงไหน”

ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ

° :. ° .☆   . ● .° °★

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 06, กันยายน, 2569, 02:38:10 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุนั้น อันใด
-- นี้ชื่อว่า ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
(๒.๑) พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ลักษณะเฉพาะของธาตุต่าง ๆ ที่หล่อหลอมและขับเคลื่อนโลก ไม่ว่าจะเป็น:ธาตุ ๖: ธาตุดิน (ปฐวี) ธาตุน้ำ (อาโป) ธาตุไฟ (เตโช) ธาตุลม (วาโย) อากาศธาตุ (ที่ว่าง) และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) ธาตุฝ่ายโลกีย์และโลกุตตระ: ทรงจำแนกได้ชัดเจนว่าสิ่งใดเป็น กามธาตุ (ธาตุที่เป็นไปในกาม) พยาบาทธาตุ วิหิงสาธาตุ และสิ่งใดเป็น เนกขัมมธาตุ (ธาตุที่ออกจากกาม) อพยาบาทธาตุ อวิหิงสาธาตุ ไปจนถึง นิพพานธาตุ
[ป] ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน?
การรู้เหตุแห่งความแตกต่างของสัตว์โลกญาณนี้ทำให้พระพุทธองค์ทรงทราบว่า เหตุที่สัตว์ทั้งหลายมีความชอบ ความคิด พฤติกรรม และสถานะที่แตกต่างกัน เป็นเพราะสัตว์เหล่านั้นถูกหล่อหลอมมาด้วย "ธาตุที่ต่างกัน" (คบคนตามธาตุ) เช่น สัตว์ที่มีธาตุเลวทรามย่อมคบค้าสมาคมกันด้วยธาตุเลวทราม; สัตว์ที่มีธาตุดีงามย่อมคบค้าสมาคมกันด้วยธาตุดีงาม; ซึ่งญาณนี้จะส่งต่อไปยัง นานาธิมุตติกญาณ (ญาณรู้อัธยาศัยของสัตว์) เพื่อทรงใช้ในการเลือกธรรมะมาสั่งสอนให้ตรงกับจริตและธาตุของบุคคลนั้นๆ
(๑) พระตถาคตในโลกนี้
-- ย่อมทรงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยทรามก็มี
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
-- แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัทธยาศัยประณีต ก็ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว
-- แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
(๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันนั้นอันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[ผ] ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน?
ญาณนี้คือ อินทริยปโรปริยัตติญาณ (ญาณหยั่งรู้อินทรีย์ที่ยิ่งและหย่อนของสัตว์) ทรงทราบถึงระดับความก้าวหน้าทางจิตและปัญญา
(๑) พระตถาคตในโลกนี้
(๑.๑) ย่อมทรงทราบอาสยะ อนุสัย จริต และ อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย
-- อาสยะ: ทรงทราบสภาวะที่จิตของสัตว์นั้นๆ อาศัยอยู่
-- อนุสัย: ทรงทราบกิเลสอย่างละเอียดที่ยังนอนเนื่องหรือซ่อนอยู่ในสันดานอาสยะ (เครื่องอาศัยอยู่ของจิต หรือความเชื่อที่ฝังใจ) ของสัตว์ทั้งหลาย
-- จริต: ทรงทราบอัธยาศัยและพฤติกรรมความชอบหลัก
-- อัธยาศัย: ทรงทราบความน้อมไปแห่งจิตและความปรารถนา
จากการกำหนดรู้ทั้ง ๔ ประการนี้ ทำให้พระองค์ทรงเห็นชัดเจนว่า สัตว์ใดมีธุลีคือกิเลสมากหรือน้อย มีอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) แก่กล้าหรืออ่อน รวมถึงจำแนกได้ว่าบุคคลใดมีอาการดี-ชั่ว สอนได้ง่าย-ยาก และเป็นผู้ควรหรือไม่ควรแก่การตรัสรู้ธรรม
-- ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ที่มีธุลีคือกิเลสน้อย มีธุลีคือกิเลสมาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว แนะนำให้รู้ได้ง่ายและแนะนำให้รู้ได้ยาก ควรแก่การตรัสรู้และไม่ควรแก่การตรัสรู้
(๒) ก็อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน? = แปลว่า เครื่องอาศัยอยู่ของจิต หรือความเชื่อที่ฝังใจ ของสัตว์ทั้งหลาย
(๒.๑) ความเห็นว่าโลกเที่ยงหรือความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง (๒.๒) ความเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือความเห็นว่าโลกไม่มีที่สุด (๒.๓) ความเห็นว่าชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้นหรือความเห็นว่าชีพเป็นอย่างอื่นสรีระก็เป็นอย่างอื่น (๒.๔) ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก (๒.๕) ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มีย่อมไม่เกิดอีกก็มีหรือ (๒.๖) ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ (๒.๗) สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังกล่าวมานี้ก็มี
-- หรือสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้งสองนี้
-- ได้อนุโลมิกขันติในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้นก็มี
-- หรือญาณความรู้ตามความเป็นจริง นี้เรียกว่า อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.582 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...