|
1
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:49:36 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๖/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ [ฎ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยอกุศลวิบากจิต ๗ ~ อกุศลวิบากจิต ๗ = คือ จิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม ทำหน้าที่ในการรับรู้ (วิบาก) อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แบ่งออกเป็น ๗ ดวง ดังนี้ --จักขุวิญญาณ : จิตเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจทางตา --โสตวิญญาณ : จิตได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจทางหู --ฆานวิญญาณ : จิตได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจทางจมูก --ชิวหาวิญญาณ : จิตลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจทางลิ้น --กายวิญญาณ : จิตสัมผัสสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดหรือไม่สบายกาย (เป็นดวงเดียวในกลุ่มที่เกิดร่วมกับความรู้สึกไม่สบายใจ/ทุกขเวทนา) --สัมปฏิจฉันนจิต : จิตทำหน้าที่รับอารมณ์ที่ไม่ดีต่อจากประสาทสัมผัสทั้ง ๕ --สันตีรณจิต : จิตทำหน้าที่ไต่สวนหรือพิจารณาอารมณ์ที่ไม่ดี [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา; นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) จักขุวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๒) โสตวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๓) ฆานวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๔) ชิวหาวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๕) กายวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยทุกข์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น เพราะอกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ทุกข์ เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ ทุกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๒] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ ~ มโนธาตุ = หมายถึง สัมปฏิจฉันนอกศลวิบากจิต คือวิบากจิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ที่ทวารทั้ง ๕ เป็นผลของกรรมในอดีตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์โดยตรง (๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะอกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ มโนวิญญาณธาตุ = หมายถึง อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิต (อกุศลวิบากจิตที่พิจารณาอารมณ์พร้อมความรู้สึกเฉยๆ) คือจิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม ทำหน้าที่รับอารมณ์ไม่ดี (อารมณ์อันไม่น่าปรารถนา) เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) เป็นอเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุ) ทำหน้าที่ปฏิสนธิในอบายภูมิ ๔ ได้แก่ นรก, เปรต, อสุรกาย, และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญานใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ฏ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยอเหตุกกิริยาจิต ๓ ~ อเหตุกกิริยาจิต ๓ = คือ จิตที่เป็นกิริยา (ทำหน้าที่สักว่ารู้ โดยไม่มีผลของกรรมเป็นวิบาก และไม่เป็นบุญหรือบาป) ซึ่งไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ประการ (โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ) จิตประเภทนี้เกิดได้เฉพาะกับพระอรหันต์เท่านั้น ประกอบด้วย ๓ ดวง ได้แก่: --ปัญจทวาราวัชชนจิต: จิตที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ที่มาปรากฏทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ก่อนที่จิตดวงอื่นจะรับรู้ต่อไป --มโนทวาราวัชชนจิต: จิตที่ทำหน้าที่ตัดสินอารมณ์ทางใจ หรือทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ที่เข้ามาทางใจ (มโนทวาร) --หสิตุปปาทจิต: จิตที่ทำให้พระอรหันต์ยิ้ม (จิตยิ้ม) เกิดจากการที่พระอริยเจ้าเห็นสิ่งใดๆ ที่เป็นสภาวธรรมแล้วเกิดความเบิกบานหรือแย้มสรวล โดยปราศจากโลภะหรือกิเลสใดๆ |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:32:48 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย รินดาวดี | |||
|
|||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:20:23 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย รินดาวดี | ||
|
4
เมื่อ: วันนี้ เวลา 03:54:15 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ไก่ย่าง / ปากกา มือจับจ้องปากกาทำตาปรือ ต้องแสร้งถือแฟ้มเดิมรีบเดินผ่าน แอบแกะห่อไก่ย่างวางใส่จาน รีบก้มทานใต้โต๊ะกลัวคนมอง ![]() กุ้งนา ส่งต่อค่ะ สมาน / สมอง |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:49:53 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๕/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง (๑.๒) จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๒) เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา -> อันเป็นวิบาก เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล -> อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข และเพราะละทุกข์และสุขเสียได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ญ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วย โลกุตตรวิบาก ~โลกุตตรวิบาก = คือ ผลของจิตที่พ้นจากโลก (โลกุตตรกุศล) ซึ่งเกิดขึ้นสืบต่อจากมัคคจิต (จิตที่กำลังปฏิบัติเพื่อละกิเลส) ในทันทีโดยไม่มีจิตอื่นคั่น หมายถึง ผลจิต ๔ ดวง ของพระอริยบุคคล ได้แก่ --โสตาปัตติผลจิต: ผลจิตของพระโสดาบัน --สกทาคามิผลจิต: ผลจิตของพระสกิทาคามี --อนาคามิผลจิต: ผลจิตของพระอนาคามี --อรหัตตผลจิต: ผลจิตของพระอรหันต์ ลักษณะสำคัญ:ทำงานทันที: แตกต่างจากบุญกุศลทั่วไปที่รอเวลาให้ผลในอนาคต แต่โลกุตตรวิบากจะเกิดติดต่อกับมัคคจิตทันทีที่กิเลสถูกดับลงมีนิพพานเป็นอารมณ์: เป็นจิตที่ประจักษ์แจ้งและมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวกันกับมัคคจิต [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน (๑.๒) เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว (๑.๓) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ~ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา = --ทุกฺขา ปฏิปทา (ปฏิบัติลำบาก): เกิดขึ้นแก่บุคคลที่มีกิเลส (ราคะ, โทสะ, โมหะ) กล้าเป็นประจำ ทำให้การฝึกฝนจิตใจ ทำสมาธิ หรือเจริญวิปัสสนาเป็นไปได้ยาก ต้องใช้ความอดทนและใช้ความพยายามอย่างมากในการฝืน --กิเลสทนฺธาภิญญา (รู้ได้ช้า): เนื่องจากมีอุปสรรคจากกิเลสที่หนาแน่น อินทรีย์ (ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา) จึงยังอ่อน ส่งผลให้บรรลุคุณธรรม เช่น มรรค ผล นิพพาน ได้ช้า (๑.๔) โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมณาน อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ใน สมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ = คือ สภาวะของพระอริยบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานได้ด้วยความยากลำบากและบรรลุได้ช้า (ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา) โดยมีจุดเด่นคือการกำหนดพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ปราศจากตัวตน หรือพิจารณาเห็นความสูญเปล่าของสังขารเป็นอารมณ์ (สุญญตวิโมกข์) (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ควานรู้แตกฉานในอันกล่าว ธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:56:44 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:14:15 PM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ล้อมคอกวัว ต้องให้ตาย กันอีก สักกี่หน อีกกี่คน สังเวย ที่เคยเห็น เหตุการณ์ร้าย ในอดีต สร้างลำเค็ญ ทุกข์ยากเข็ญ หม่นหมอง ครองพารา อัคคีภัย แหล่งบันเทิง เริงระบำ ล้วนตอกย้ำ ความประมาท หลากสาขา ทั้งสาวหนุ่ม คลุ้มคลั่ง สิ้นชีวา เสียน้ำตา ไม่หยุดยั้ง ทั้งธานี สุภาษิต วัวหาย จึงล้อมคอก ต้องช้ำชอก มีให้เห็น เป็นสักขี ไม่เหลือวัว เลี้ยงไว้ ที่เคยมี เป็นดั่งนี้ น่าอดสู อยู่ร่ำไป อีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี หมดชาตินี้ หวังปัญหา ได้แก้ไข ขจัดสิ้น ทุรชน คนจัญไร หวังเกิดใหม่ ได้เห็น เป็นบุญตา คนเรียนไพร ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ |
||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:25:59 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๔/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ (๑.๒) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๓) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณเกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๔) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๕) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๖) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๗) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณเกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๘) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง เพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ซ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยรูปาวจรวิบากจิต ~ รูปาวจรวิบากจิต = คือ จิตที่เป็นผล (วิบาก) ของการเจริญรูปาวจรกุศล (รูปฌาน) ทำหน้าที่นำไปเกิดเป็นรูปพรหมในรูปภูมิ เสวยความสุขอันเกิดจากฌาน และทำหน้าที่ในขณะดำรงอยู่ในภพนั้น มีจำนวนทั้งหมด ๕ ดวงสามารถแบ่งออกได้ตามระดับของฌาน ๕ ดังนี้ --ปฐมฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๑) มีองค์ฌาน ๕: วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา --ทุติยฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๒) มีองค์ฌาน ๔: วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา --ตติยฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๓) มีองค์ฌาน ๓: ปีติ สุข เอกัคคตา --จตุตถฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๔) มีองค์ฌาน ๒: สุข เอกัคคตา --ปัญจมฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๕) มีองค์ฌาน ๒: อุเบกขา เอกัคคตา ผู้ที่สั่งสมอบรมจิตจนได้รูปฌานขั้นใดขั้นหนึ่งในขณะที่เป็นมนุษย์ เมื่อกิริยาจิตนั้นสิ้นสุดลง รูปาวจรวิบากจิตจะทำหน้าที่ ปฏิสนธิ (นำเกิดในพรหมภูมิ) ภวังค์ (รักษาภพชาติ) และ จุติ (เคลื่อนจากภพ) ในรูปพรหมภูมิตามระดับฌานที่ผู้นั้นได้บรรลุ [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๑.๒) โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะมีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ฌ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วย อรูปาวจรวิบากจิต ~ อรูปาวจรวิบากจิต = คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล (ผลของอรูปฌาน) ทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิภวังค์และจุติในอรูปภูมิ มีทั้งหมด ๔ ดวง ตามระดับของอรูปฌาน ได้แก่ --อากาสานัญจายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "อากาศหาที่สุดมิได้" เป็นอารมณ์ --วิญญาณัญจายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "วิญญาณหาที่สุดมิได้" เป็นอารมณ์ --อากิญจัญญายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "ความไม่มีอะไรเลย" เป็นอารมณ์ --เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "ความมีสัญญาอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่" เป็นอารมณ์จิตทั้ง ๔ ดวงนี้เป็นสมาธิขั้นสูงที่ไม่มีรูปขันธ์ (ไม่มีรูปร่าง) เป็นอารมณ์ จัดเป็นวิบากจิตในหมวดมหัคคตจิต |
||
|
9
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:36:16 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ยุคเราคือปาร์แมนแฟนพันธ์แท้ ดูจนแม่เบื่อมากเอ่ยปากว่า ![]() |
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:13:42 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ [๔] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิรพทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ มโนวิญญาณธาตุ = โสมนัสสันตีรณกุศลวิบากจิต คือ จิตที่เป็นผลของกุศลกรรม เกิดร่วมกับความรู้สึกดีใจ (โสมนัสเวทนา) ทำหน้าที่ไต่สวนหรือพิจารณาอารมณ์ที่ดีเลิศเป็นพิเศษ (อติอิฏฐารมณ์) ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย จัดอยู่ในกลุ่ม อเหตุกวิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรมและไม่มีเจตสิกฝ่ายเหตุเกิดร่วมด้วย) (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๕] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะ กามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ มโนวิญญาณธาตุ = อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต คือ จิตที่เป็นผลของกุศลกรรมอย่างอ่อน (ทำบุญมาน้อย) มีความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) ทำหน้าที่ไต่สวนอารมณ์ที่ดี และทำปฏิสนธิกิจให้เกิดเป็นมนุษย์ที่พิการ บ้า ใบ้ บอด หนวก หรือเกิดในสวรรค์ชั้นต้น (จาตุมหาราชิกา) เป็นจิตประเภทอเหตุกวิบาก (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตติ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ช] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยกามาวจรวิบากจิต ๘ ~ กามาวจรวิบากจิต ๘ = หรือ มหาวิบากจิต ๘ คือ จิตที่เป็นผล (วิบาก) ของมหากุศลจิต เป็นจิตฝ่ายกุศลในระดับกามภูมิที่มีเหตุประกอบ (สเหตุกะ) ทำหน้าที่หลัก ๔ ประการในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ปฏิสนธิ (เกิด) ภวังค์ (รักษาภพชาติ) จุติ (ตาย) และ ตทาลัมพนะ (รับอารมณ์ต่อจากวิถีจิต) จิตทั้ง ๘ ดวงนี้จะจับคู่ตามลักษณะที่คล้ายคลึงกับมหากุศลจิต แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามหลักอภิธรรม ดังนี้ (ก) โสมนัสสหคต = เกิดร่วมกับความดีใจ มี ๔ ดวง แบ่งตามการมีปัญญาและการชักจูง: --ดวงที่ ๑ เกิดร่วมกับความดีใจ ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๒ เกิดร่วมกับความดีใจ ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๓ เกิดร่วมกับความดีใจ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๔ เกิดร่วมกับความดีใจ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง (ข) อุเปกขาสหคต = เกิดร่วมกับความเฉยๆ) มี ๔ ดวง แบ่งตามการมีปัญญาและการชักจูงเช่นเดียวกัน --ดวงที่ ๕ เกิดร่วมกับความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๖ เกิดร่วมกับความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๗ เกิดร่วมกับความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๘: เกิดร่วมกับความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนวิญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ฯลฯ |
||





