|
1
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:28:18 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๘/๒๗) (๑๐) อนริยโวหาร ๔ อีกนัยหนึ่ง (๑๐.๑) เมื่อเห็น พูดว่าไม่เห็น = การปกปิดสิ่งที่ได้เห็นด้วยตาตนเอง (๑๐.๒) เมื่อได้ยิน พูดว่าไม่ได้ยิน = การปฏิเสธสิ่งที่ได้ฟังหรือได้ยินมา (๑๐.๓) เมื่อรู้ พูดว่าไม่รู้ = การซ่อนเร้นความจริงในสิ่งที่ตนมีความรู้ความเข้าใจ (๑๐.๔) เมื่อรู้แจ้ง พูดว่าไม่รู้แจ้ง = การบิดเบือนปฏิเสธสภาวะที่ตนได้รู้แจ้งหรือประจักษ์ชัด (๑๑) ทุจริต = ความประพฤติชั่ว ๔ คือ วจีทุจริต ๔ (๑๑.๑) มุสาวาท = การพูดเท็จ พูดโกหก ไม่พูดความจริง (๑๑.๒) ปิสุณวาจา = การพูดส่อเสียด พูดยุยงให้เขาแตกแยกกัน (๑๑.๓) ผรุสวาจา = การพูดคำหยาบคาย ด่าทอ (๑๑.๔) สัมผัปปลาปะ = การพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ (๑๒) ทุจริต ๔ อีกนัยหนึ่ง (๑๒.๑) กายทุจริต คือ การประพฤติชั่วด้วยกาย (เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม (๑๒.๒) วจีทุจริต คือ การประพฤติชั่วด้วยวาจา (เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ) (๑๒.๓) มโนทุจริต คือ การประพฤติชั่วด้วยใจ (เช่น โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้าย เห็นผิดจากคลองธรรม) (๑๒.๔) มิจฉาทิฐิ คือ การมีความเห็นที่ผิด ไม่ตรงตามความเป็นจริงตามหลักธรรม (๑๓) ภัย ๔ คือ (๑๓.๑) ชาติภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยชาติ (๑๓.๒) ชราภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยชรา (๑๓.๓) พยาธิภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยพยาธิ (๑๓.๔) มรณภัย - ภัยที่เกิดเพราะอาศัยความตาย (๑๔) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน (๑๔.๑) ราชภัย - ภัยเกิดแต่พระราชา (๑๔.๒) โจรภัย - ภัยเกิดแต่โจร (๑๔.๓) อัคคิภัย - ภัยเกิดแต่ไฟ (๑๔.๔) อุทกภัย - ภัยเกิดแต่น้ำท่วม (๑๕) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน (๑๕.๑) อูมิภัย - ภัยเกิดแต่คลื่น (๑๕.๒) กุมภีลภัย - ภัยเกิดแต่จระเข้ (๑๕.๓) อาวัฏฏภัย - ภัยเกิดแต่น้ำวน (๑๕.๔) สุสุกาภัย - ภัยเกิดแต่ปลาร้าย (๑๖) ภัย ๔ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน (๑๖.๑) อัตตานุวาทภัย - ภัยเกิดจากการติเตียนตนเอง (๑๖.๒) ปรานุวาทภัย - ภัยเกิดจากการถูกผู้อื่นติเตียน (๑๖.๓) ทัณฑภัย - ภัยเกิดจากการถูกลงอาชญา (๑๖.๔) ทุคคติภัย - ภัยเกิดจากทุคติ (๑๗) ทิฏฐิ = ความเห็นผิด ๔ (๑๗.๑) ความเห็นเกิดขึ้นโดยจริงแท้มั่นคงว่า สุขทุกข์ตนทำขึ้นเอง (๑๗.๒) และสุขทุกข์คนอื่นทำให้ (๑๗.๓) ความเห็นเกิดขึ้นโดยจริงแท้มั่นคงว่า สุขทุกข์เป็นสิ่งที่ตนทำขึ้นเองและผู้อื่นทำให้ (๑๗.๔) สุขทุกข์ไม่ใช่ตนเองและผู้อื่นทำให้ แต่เกิดขึ้นเองโดยเฉพาะ จตุกกมาติกา จบ [๕] ปัญจกมาติกา (๑) โอรัมภาคิยสังโยชน์ = สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ (๑.๑) สักกายทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นตัวตนของเรา (๑.๒) วิจิกิจฉา = ความลังเล สงสัยในพระรัตนตรัยและในทางปฏิบัติ (๑.๓) สีลัพพตปรามาส = ความยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติหรือศีลพรตแบบงดงามตามพิธีกรรมโดยไม่เข้าใจความจริง (๑.๔) กามฉันทะ= ความพอใจและติดใจในกามารมณ์ (๑.๕) พยาบาท = ความขัดเคืองใจ ความโกรธ หรือความคิดร้าย (๒) อุทธัมภาคิยสังโยชน์ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕ (๒.๑) รูปราคะ = ความติดใจผูกพันในรูปธรรมหรือรูปฌาน (๒.๒) อรูปราคะ = ความติดใจผูกพันในอรูปธรรมหรืออรูปฌาน (๒.๓) มานะ = ความถือตัว ถือตน ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๒.๔) อุทธัจจะ = ความฟุ้งซ่านของจิตใจ (๒.๕) อวิชชา = ความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ (๓) มัจฉริยะ = ความตระหนี่ ๕ (๓.๑) อาวาสมัจฉริยะ = ตระหนี่ที่อยู่หรือหวงถิ่นที่อยู่อาศัย ไม่อยากให้ใครมาใช้ร่วมด้วย (๓.๒) กุลมัจฉริยะ = ตระหนี่ตระกูล หวงแหนในครอบครัวหรือกลุ่มญาติมิตร ไม่อยากให้คนนอกเข้ามาสนิทสนม (๓.๓) ลาภมัจฉริยะ = ตระหนี่ทรัพย์สินเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ ไม่อยากแบ่งปันให้ผู้อื่น (๓.๔) วัณณมัจฉริยะ (หรือ วรรณมัจฉริยะ) = ตระหนี่วรรณะ คือตระหนี่คำสรรเสริญหรือความดี ไม่อยากให้คนอื่นได้ดีเท่าตน (๓.๕) ธัมมมัจฉริยะ = ตระหนี่ธรรม หวงแหนความรู้ วิชา หรือคำสอน ไม่อยากถ่ายทอดให้ผู้อื่นรู้ตาม (๔) สังคะ = กิเลสเครื่องข้อง ๕ (๔.๑) ราคะ = ความกำหนัด ความยินดีพอใจ ความโลภหรือติดใจในอารมณ์และกาม (๔.๒) โทสะ = ความขัดเคือง ความหงุดหงิด ประทุษร้ายจิตใจ (๔.๓) โมหะ = ความหลง ความไม่รู้จริง ความมืดบอดทางปัญญา (๔.๔) มานะ = ความถือตัว ความสำคัญตนว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่าผู้อื่น (๔.๕) ทิฏฐิ = ความเห็นผิด การยึดถือความเห็นหรือลัทธิเอาเป็นความจริง |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:31:34 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ขมขื่น อุทกภัย แสนหวั่นไหว ร้าวรานจิต ทุกชีวิต ทนทุกข์ สุดหม่นหมอง ล้วนระกำ ชอกช้ำ น้ำตานอง ไทยทั้งผอง โศกศัลย์ อนันตกาล เพราะบุกรุก ตัดไม้ ครอบครองป่า สิ้นคุณค่า เสื่อมราคา พาขับขาน แหล่งเก็บกัก อุทก อันตรธาน แสนร้าวราน ทั่วหล้า พาระทม ทั้งที่ลุ่ม ที่ดอน เดือดร้อนทั่ว เห็นแก่ตัว ทำลายป่า พาขื่นขม ผืนแผ่นดิน อุดมไป ด้วยโคลนตม ทุกข์สั่งสม เพราะละโมบ โลภในใจ ถึงเวลา คืนขจี ศรีวนา รักษาป่า เพื่อส่วนรวม ร่วมขานไข เลิกบุกรุก ครอบครอง ผืนพงไพร ทั่วถิ่นไทย ได้สุขสม ภิรมย์กาล คนเรียนไพร ๒๕ กันยายน ๒๕๖๙ |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:00:11 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
มัวแต่หลบกันไปรู้ไหมเธอ น้ำนองเอ่อบ้านช่องเป็นหนองคู ![]() รีบคว้าหลอดดูดน้ำอย่างเร็วจี๋ อาจจะมีอยู่บ้างทางรอดอยู่ ![]() |
||
|
4
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:44:57 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๗/๒๗) (๔] จตุกกมาติกา (๑) อาสวะ = สภาวะที่หมักดองในสันดาน ๔ (๑.๑) กามาสวะ =ความยินดี และความติดใจในกามคุณ ๕ (๑.๒) ภวาสวะ = ความยินดีและความอยากในภพภูมิต่างๆ หรือความอยากให้อยู่ยั่งยืน (๑.๓) ทิฏฐาสวะ = ความเห็นผิด หรือความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง (๑.๔) อวิชชาสวะ = ความไม่รู้จริง หรือความหลงในอริยสัจ ๔ (๒) คันถะ = กิเลสเครื่องร้อยรัดใจ ๔ (๒.๑) อภิชฌากายคันถะ = ความเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์และสมบัติของผู้อื่น หรือติดใจยินดีในสมบัติของตนเอง (๒.๒) พยาปาทกายคันถะ = ความคิดประทุษร้าย ความโกรธ ความขัดเคือง หรือความผูกใจเจ็บ (๒.๓) สีลลัพพัตตปรมาสกายคันถะ = สมณพราหมณ์ภายนอกแต่ศาสนานี้มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลด้วยพรต ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาสมีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสกายคันถะ (๒.๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ = ความเห็นว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า หรือโลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า ฯลฯ -> ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า -> ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯลฯ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ -> เว้นสีลัพพตปรามาสกายคันถะแล้ว มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมดชื่อว่าอิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ (๓) โอฆะ = กิเลสดุจห้วงน้ำ ๔ (๓.๑) กาโมฆะ = ความยินดี พอใจ และติด ในกามคุณ (๓.๒) ภโวฆะ = ความอยาก ความติดใจในภพชาติ หรือความอยากมีอยากเป็น (๓.๓) ทิฏโฐฆะ = ความเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น ความเห็นว่าเที่ยง หรือความเห็นว่าขาดสูญ (๓.๔) อวิชโชฆะ = ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ความหลง มืดบอดทางปัญญา (๔) โยคะ = กิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ๔ (๔.๑) กามโยคะ = ความติดใจและยินดีในกามคุณ (๔.๒) ภวโยคะ = ความอยากมีอยากเป็นในภพภูมิต่างๆ (๔.๓) ทิฏฐิโยคะ = ความยึดติดในความเห็นผิด (๔.๔) ทิฏฐิอวิชชาโยคะ = ความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ หรือความหลง (๕) อุปาทาน = ความยึดมั่น ๔ (๕.๑) กามุปาทาน = ความยึดมั่นในกาม คือความติดใจ เพลินพอใจในกามคุณ (๕.๒) ทิฏฐุปาทาน = ความยึดมั่นในความเห็น หรือทฤษฎี ลัทธิ ความคิดของตนเองว่าถูกต้องและคนอื่นผิด (๕.๓) สีลัพพตุปาทาน = ความยึดมั่นในศีลและพรต การปฏิบัติหรือข้อวัตร โดยเชื่อว่าจะทำให้บริสุทธิ์หรือหลุดพ้นได้ด้วยวิธีนั้นๆ (๕.๔) อัตตวาทุปาทาน = ความยึดมั่นในวาทะหรือความถือมั่นว่ามีตัวตน (อัตตา) มองเห็นขันธ์ ๕ เป็นตัวตนหรือของตน (๖) ตัณหุปาทาน = ความยึดมั่นด้วยตัณหา ๔ เมื่อเกิดแก่ภิกษุ ย่อมเกิด (๖.๑) เพราะจีวรเป็นเหตุ (๖.๒) เพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ (๖.๓) เพราะเสนาสนะเป็นเหตุ หรือ (๖.๔) เพราะคิลานปัจจัย(อันมีน้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อ เป็นต้นที่ประณีตและประณีตยิ่ง) ด้วยประการฉะนี้เป็นเหตุ (๗) อคติคมนะ = การถึงอคติ ๔ คือ ความลำเอียงหรือความไม่เที่ยง ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจหรือการกระทำบิดเบือนไปจากความเป็นจริงและความถูกต้อง (๗.๑) ฉันทาคติ = ความลำเอียงเพราะความรักใคร่หรือความชอบพอกัน (๗.๒) โทสาคติ = คือ ความลำเอียงเพราะความโกรธ หรือความเกลียดชัง (๗.๓) โมหาคติ = คือ ความลำเอียงเพราะความเขลา ความหลง หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (๗.๔) ฆภยาคติ = คือ ความลำเอียงเพราะความกลัวหรือความเกรงใจ (๘) วิปริเยสะ = การแสวงหาผิด ๔ คือ ความเข้าใจผิดเหล่านี้เกิดขยายผลผ่านทาง สัญญา (ความจำหมายรู้), จิต (ความคิด) และ ทิฏฐิ (ความเห็น) ใน ๔ วัตถุธรรม ดังนี้ (๘.๑) อนิจจวิปลาส (ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง) = หมายรู้และเข้าใจว่าสังขารทั้งหลายหรือร่างกายจิตใจมีความยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรปรวน ทั้งที่ความจริงมีความเกิด ดับ และเสื่อมสลายไปตลอดเวลา (๘.๒) ทุกขวิปลาส (ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข) = มองเห็นความสุข ความเพลิดเพลินในสิ่งที่เป็นโทษ เป็นความบีบคั้น และเป็นความทุกข์ระทม เช่น การติดอยู่ในกามคุณ (๘.๓) อัตตวิปลาส (ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน) = ยึดมั่นถือมั่นว่าขันธ์ ๕ หรือสิ่งทั้งปวงเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของเรา สามารถบังคับบัญชาได้ตามใจปรารถนา (๘.๔) สุภวิปลาส (ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม) = มองเห็นความสะอาดสะอ้าน น่าหลงใหล ในสิ่งที่แท้จริงแล้วเป็นของปฏิกูล เปื่อยเน่า และไม่งามโดยธรรมชาติ เช่น ร่างกายมนุษย์ (๙) อนริยโวหาร = โวหารของผู้มิใช่พระอริยะ ๔ (๙.๑) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าเห็น (๙.๒) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง (๙.๓) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ (๙.๔) การกล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ . |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:53:03 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย | ||
|
มัวแต่หลบกันไปรู้ไหมเธอ น้ำนองเอ่อบ้านช่องเป็นหนองคู ![]() |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:02:17 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
|
||
|
7
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:12:05 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๖/๒๗) (๑๘) มละ = มลทิน ๓ -- ราคะ = ความกำหนัดยินดี ความโลภ หรือความอยากได้ในกามคุณ --โทสะ = ความขัดเคืองใจ ความโกรธ หรือความประทุษร้าย --โมหะ = ความหลง ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจจ์ (๑๙) วิสมะ = ความประพฤติไม่สม่ำเสมอ ๓ -- ราคะ = ความกำหนัด ความอยากได้ หรือความโลภ --โทสะ = ความขัดเคืองใจ หรือความโกรธ --โมหะ: ความหลง หรือความไม่รู้จริง (๒๐) วิสมะ ๓ อีกนัยหนึ่ง --วิสมะทางกาย = ความประพฤติทางกายที่ไม่เรียบร้อย หรือการทำกายทุจริต --วิสมะทางวาจา = การพูดจาที่ไม่เรียบร้อย หรือการพูดวจีทุจริต -- วิสมะทางใจ = ความคิดจิตใจที่ไม่เรียบร้อย หรือการคิดมโนทุจริต (๒๑) อัคคิ ๓ =ไฟ ๓ --ราคัคคิ (ไฟคือราคะ) = ความกำหนัด ความโลภ ความยินดีและติดใจในกามคุณ --โทสัคคิ (ไฟคือโทสะ) = ความโกรธ ความขัดเคืองใจ ความพยาบาท อยากปองร้ายผู้อื่น --โมหัคคิ (ไฟคือโมหะ)= ความหลงความไม่รู้จริงความมืดบอดทางปัญญา (๒๒) กสาวะ = กิเลสดุจน้ำฝาด ๓ -- ราคะ = ความกำหนัด ความอยากได้ หรือความโลภที่ย้อมใจให้ติดเพลิดเพลิน --โทสะ = ความขัดเคือง ความโกรธ หรือความประทุษร้ายที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว --โมหะ = ความหลง ความไม่รู้จริง หรือความไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง (๒๓) กสาวะ ๓ อีกนัยหนึ่ง เป็นกิเลสเพียงดังน้ำฝาด ๓ ทาง ดังนี้ -- กายกสาวะ = สิ่งเปรอะเปื้อนหรือกิเลสดุจน้ำฝาดทางกาย (กายทุจริต) -- วจีกสาวะ = สิ่งเปรอะเปื้อนหรือกิเลสดุจน้ำฝาดทางวาจา (วจีทุจริต) -- มโนกสาวะ = สิ่งเปรอะเปื้อนหรือกิเลสดุจน้ำฝาดทางใจ (มโนทุจริต) (๒๔) อัสสาททิฏฐิ = ความเห็นผิดที่ประกอบด้วยความยินดี -- อัตตานุทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่ามีตัวตน -- มิจฉาทิฏฐิ = ความเห็นผิด (๒๕) อรติ = ความไม่ยินดี -- วิเหสา = ความเบียดเบียน -- อธรรมจริยา = ความประพฤติไม่เป็นธรรม (๒๖) โทวจัสสตา = ความเป็นผู้ว่ายาก -- ปาปมิตตตา = ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว -- นานัตตสัญญา = สัญญาที่แตกต่างกัน (๒๗) อุทธัจจะ = ความฟุ้งซ่าน -- โกสัชชะ = ความเกียจคร้าน -- ปมาทะ = ความประมาท (๒๘) อสันตุฏฐิตา = ความไม่สันโดษ -- อสัมปชัญญตา = ความไม่มีสัมปชัญญะ -- มหิจฉตา = ความมักมาก (๒๙) อหิริกะ = ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต -- อโนตตัปปะ = ความไม่สะดุ้งกลัวต่อการประพฤติทุจริต -- ปมาทะ = ความประมาท (๓๐) อนาทริยะ = ความไม่เอื้อเฟื้อ -- โภเวสนาภวทิฏฐิ = ความเห็นว่าไม่เกิดอีก -- ทวจัสสตา = ความเป็นผู้ว่ายาก -- ปาปมิตตตา = ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว (๓๑) อัสสัทธิยะ = ความไม่เชื่อ) -- อวทัญญุตา = ความเป็นผู้ไม่โอบอ้อมอารี -- โกสัชชะ =ความเกียจคร้าน (๓๒) อุทธัจจะ = ความฟุ้งซ่าน -- อสังวร = ความไม่สำรวม -- ทุสสีลยะ = ความเป็นผู้ทุศีล (๓๓) อริยานัง อทัสสนกัมยตา = ความไม่อยากเห็นพระอริยะ -- สัทธัมมัง อโสตุกัมยตา = ความไม่อยากฟังพระสัทธรรม --อุปารัมภจิตตตา = ความคิดแข่งดี (๓๔) มุฏฐัสสัจจะ = ความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน -- อสัมปชัญญะ = ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ -- เจตโสวิกเขปะ = ความฟุ้งซ่านแห่งจิต (๓๕) อโยนิโสมนสิการ = การไม่พิจารณาโดยแยบคาย -- กุมมัคคเสวนา = การยึดถือทางผิด -- เจตโสลีนัตตะ = ความหดหู่จิต ติกมาติกา จบ |
||
|
8
เมื่อ: 25, กันยายน, 2569, 11:15:46 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
หลบหลังเสาไม้ไผ่ไม่ให้เห็น เหมือนดั่งเป็นนินจาซ่อนคราเผลอ ![]() |
||
|
9
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 25, กันยายน, 2569, 02:35:50 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๑๕/๒๗) (๖) อาสวะ ๓ = สภาวะที่หมักดองสันดาน ๓ -- กามาสวะ = อาสวะคือกาม คือความติดใจ, ความกำหนัดในกามคุณ -- ภวาสวะ = อาสวะคือภพ คือ ความติดใจในภพหรือความยึดติดมั่นหมายในความเป็นตัวตน -- อวิชชาสวะ = อาสวะคืออวิชชา คือความไม่รู้จริในอริยสัจ ๔ หรือธรรมชาติของความจริงตามที่เป็นจริง (๗) สังโยชน์ = กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ๓ -- กามภพ = ภูมิของสัตว์ที่ยังติดอยู่ในกามคุณ มี ๑๑ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ (นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) มนุษย์ ๑ และสวรรค์ ๖ -- รูปภพ = ภูมิของพรหมผู้มีรูป หรือผู้ได้รูปฌานมีทั้งหมด ๑๖ ภูมิ เป็นดินแดนที่จิตสงบประณีตขึ้นและยังหลงเหลือรูปขันธ์ -- อรูปภพ = ภูมิของพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่จิตหรือนามธรรม หรือผู้ได้อรูปฌาน มี ๔ ภูมิ (๘) ตัณหา = ความทะยานอยาก ๓ -- กามตัณหา = ความอยากได้ในกาม อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสที่น่าพอใจ -- ภวตัณหา = ความอยากมีอยากเป็น หรืออยากให้สิ่งที่มีเป็นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง -- วิภวตัณหา = ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น อยากพรากพ้นจากสิ่งที่ไม่ชอบ หรืออยากให้ดับสูญหายไป (๙) ตัณหา ๓ อีกนัยหนึ่ง -- กามตัณหา = ความกำหนัดหรือความอยากได้ในกามธาตุ (ความติดข้องในรูป, เสียง, กลิ่น, รส และสัมผัสทางกาย) -- รูปตัณหา = ความกำหนัดหรือความอยากได้ในรูปธาตุ (ความยินดีติดใจในรูปฌานหรือรูปภพ) -- อรูปตัณหา = ความกำหนัดในอรูปธาตุ (ความยินดีติดใจในอรูปฌานหรืออรูปภพ) (๑๐) ตัณหา ๓ แม้อีกนัยหนึ่ง -- รูปตัณหา = ความกำหนัดและความทะยานอยากที่ติดใจในรูปธาตุ -- อรูปตัณหา = ความกำหนัดและความทะยานอยากที่ติดใจในอรูปธาตุ -- นิโรธตัณหา = ความกำหนัดและความทะยานอยากที่เกี่ยวเนื่องด้วยอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ อยากให้ดับสูญ) (๑๑) เอสนา = ความพอใจ ๓ -- กาเมสนา = ความพอใจ ความกำหนัด และความสยบติดในกามคุณทั้ง ๕ -- ภวเอสนา = ความพอใจและความอยากที่จะมีความเกิด หรือความอยากไปเกิดในภพภูมิต่างๆ -- พรหมจริยเอสนา = การแสวงหาพรหมจรรย์ ความยินดีพอใจที่เป็นไปพร้อมด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิ) หรือยึดติดในลัทธิความเห็นต่างๆ (๑๒) วิธา ๓ -- มานะว่าเราเลิศกว่าเขา = การคิดว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น -- มานะว่าเราเสมอเขา = คิดว่าตนเองมีความสามารถเสมอกับคนอื่น -- มานะว่าเราด้อยกว่าเขา = การคิดว่าตนเองต่ำต้อยกว่าคนอื่น (๑๓) ภัย ๓ -- ทุพภิกขภัย คือ ภัยที่เกิดจากข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ขาดแคลนอาหาร -- อมนุสสภัย คือ ภัยที่เกิดจากอมนุษย์ ภูตผีปีศาจ หรือสิ่งลี้ลับทำร้ายเบียดเบียน --โรคภัย (พยาธิภัย) คือ ภัยที่เกิดจากโรคระบาดและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ (๑๔) ตมะ = ความมืด ๓ -- ปรารภอดีตกาล = ความสงสัย และไม่เลื่อมใสในธรรมะที่เกี่ยวกับอดีต -- ปรารภอนาคตกาล = ความสงสัย และไม่เลื่อมใสในธรรมะที่เกี่ยวกับอนาคต -- ปรารภปัจจุบันกาล = สงสัย และไม่เลื่อมใสในธรรมะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (๑๕) ติตถายตนะ = ถิ่นเกิดของทิฏฐิ ความเห็นผิด -- ปุพเพกตเหตุวาท (อิศวรนิรมิตวาท) = ความเชื่อว่า สุขหรือทุกข์ทั้งปวง เกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว -- อิสสรนิมมานเหตุวาท = ความเชื่อว่า สุขหรือทุกข์ทั้งปวง เกิดจากการบันดาลของเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ -- อเหตุอปัจจยวาท = ความเชื่อว่า สุขหรือทุกข์ทั้งปวง เกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย (๑๖) กิญจนะ = กิเลสเครื่องกังวล ๓ -- ราคกิญจนะ = คือราคะ ความกำหนัด ความอยากได้ ความติดใจในกาม -- โทสกิญจนะ = คือโทสะ ความขัดเคือง ความโกรธ ความประทุษร้ายในใจ -- โมหกิญจนะ = คือโมหะ ความหลง ความไม่รู้จริง ความมืดบอดทางปัญญา (๑๗) อังคณะ = กิเลสเพียงดังเนิน ๓ -- ราคะ = ความกำหนัด ยินดี และความโลภที่ทำให้ใจลุ่มหลง --โทสะ = ความขัดเคือง ความโกรธ และความประทุษร้ายจิตใจ --โมหะ= ความหลง ความไม่รู้จริง และความมืดบอดทางปัญญา |
||
|
10
เมื่อ: 25, กันยายน, 2569, 11:51:33 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||




