|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:53:05 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลายเมฆ | ||
|
วิจิตร/ประจบ (แต่..)โลกวิจิตร ตระการ ปานราชรถ ผู้เขลาขด ตัวซุก อยู่ทุกที่ ถูกกิเลส ประกบ ประจบพลี กอบโลกีย์ ถมให้ ใจมัวเมา.. ส่งต่อครับ หลง/ตัด |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:10:29 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๗) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร ๒. มหาราหุโลวาทสูตร = ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรใหญ่ [ก] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี (๑) ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี แม้ท่านพระราหุลก็ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ (๒) ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงผินพระพักตร์ไปรับสั่งกับท่านพระราหุลว่า --“ราหุล เธอพึงเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน; ภายในหรือภายนอก; หยาบหรือละเอียด; เลวหรือประณีต; อยู่ไกลหรือใกล้ก็ตาม อย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา' --ท่านพระราหุลทูลถามว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค รูปเท่านั้นหรือ; ข้าแต่พระสุคต รูปเท่านั้นหรือ' --พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราหุล ทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ” -> หลังจากนั้น ท่านพระราหุลคิดว่า “วันนี้ ใครหนอที่พระผู้มีพระภาคจะทรงประทานโอวาทโปรดเฉพาะพระพักตร์ -> เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต” กลับจากที่นั้นแล้วนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง (๓) ท่านพระสารีบุตรได้เห็นท่านพระราหุลนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณโคนไม้ จึงกล่าวกับท่านพระราหุลว่า --“ราหุล เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานสติภาวนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก” [ข] ธาตุ ๕ = เพื่อใช้ในการพิจารณากรรมฐานแยกแยะกายและจิต ประกอบด้วย: -> ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน): สิ่งที่มีลักษณะแข้นแข็งในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก -> อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ): สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบ ซึมซาบ เช่น เลือด น้ำเหลือง เหงื่อ น้ำลาย -> เตโชธาตุ (ธาตุไฟ): สิ่งที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น หรือช่วยย่อยอาหาร -> วาโยธาตุ (ธาตุลม): ลมหายใจเข้าออก ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ->อากาสธาตุ (ธาตุอากาศ/ที่ว่าง): ช่องว่างต่างๆ ในร่างกาย เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องในท้อง (หากเพิ่ม ธาตุที่ ๖ จะคือ วิญญาณธาตุ หรือระบบการรับรู้ทางจิต) (๑) ครั้นเวลาเย็น ท่านพระราหุลออกจากที่หลีกเร้น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า -- “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก” (๒) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราหุล รูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็น อุปาทินนกรูป ที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบ นี้เรียกว่า ปฐวีธาตุที่เป็นภายใน -- ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) ที่เป็นภายในและปฐวีธาตุที่เป็นภายนอก ก็เป็นปฐวีธาตุนั่นเอง บัณฑิตควรเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ -- ครั้นเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดในปฐวีธาตุได้ ~ อุปาทินนกรูป = รูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน และคำนี้ยังเป็นชื่อของรูปที่ดำรงอยู่ในสรีระโดยที่ยึดถือ จับต้อง ลูบคลำได้ เช่น ผม ขน ฯลฯ อาหารใหม่ อาหารเก่า ~ วักกะ โบราณแปลว่า ม้าม และแปลคำว่าปิหกะ ว่า “ไต” แต่ในที่นี้ แปลวักกะ ว่า “ไต” และแปล ปิหกะว่า “ม้าม” อธิบายว่า ไต ได้แก่ ก้อนเนื้อ ๒ ก้อน มีขั้วเดียวกัน รูปร่างคล้ายลูกสะบ้าของเด็กๆ หรือ คล้ายผลมะม่วง ๒ ผลที่ติดอยู่ในขั้วเดียวกัน มีเอ็นใหญ่รัดรึงจากลำคอลงไปถึงหัวใจแล้วแยกออก ห้อยอยู่ทั้ง ๒ ข้าง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้บทนิยามของ “ไต”ไว้ว่า “อวัยวะคู่หนึ่งของคนและสัตว์ อยู่ในช่องท้องใกล้กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ขับของเสียออกมากับน้ำปัสสาวะ [ค] อาโปธาตุ เป็นอย่างไร คือ อาโปธาตุที่เป็นภายในก็มี อาโปธาตุที่เป็นภายนอกก็มี (๑) อาโปธาตุที่เป็นภายใน = เป็นอย่างไร --> คือ อุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของเอิบอาบ มีความเอิบอาบ คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งที่เป็นอุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของเอิบอาบ มีความเอิบอาบ นี้เรียกว่า อาโปธาตุที่เป็นภายใน |
||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:04:08 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ก๋วยเตี๋ยวถ้วยสี่จิบตาปริบหมอง ได้แต่มองยี่จิบใครหยิบบ้าง ![]() |
||
|
4
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:59:12 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ส่อง / งาม ใช้สติส่องมองให้เห็นจิต สลัดความมืดมิดที่ส่งผล เกิดแสงงามสดใสอร่ามชนม์ จักพบความสงบตนบนโลกนี้ ![]() กุ้งนา ส่งต่อคะ วิจิตร / ประจบ |
||
|
5
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:50:00 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๗) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร ๑๗.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์ฝึก....................ด้วยซิ"น้ำ"ไหลลึกมิยึดคว้า จิตมิหวั่นอารมณ์กระทบกล้า..........................ไป่ซิตนจึงห่างกิเลสแฉ ๑๘.แลราหุลพฤติพร้อม.............................ภาวนา เสมอ"ไฟ" เจริญมากฐิติพา............................................จิตแกล้ว สิ่งใดกระทบจิตมา........................................มิหวั่นอารมณ์ ไฟฆ่ากิเลสไซร้แล้ว.......................................เปรียบแฉ ๑๙.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์จัด.....................ตรึกเสมอ"ลม"พัดคระไลแล ผัสสะเกิดชอบหรือมิชอบแล้..........................จิตมิถูกครอบงำเพราะเปรียบ"ลม" ๒๐.ชมราหุลคิดแล้....................................ภาวนา เสมอ "อากาศ" จิตดุจอากาศหนา..........................................ว่างกว้าง มิยึดติดใดพา................................................มิหวั่น อารมณ์ จิตอิสระแล้วอ้าง............................................มั่นเผย ๒๑.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์กล้า...................พึงเจาะหกยิ่ง"ภาวนา"เอย โดย"กรุณ,เมตตา,อสุภฯ"เกย..........................มี"มุทีตา,อานิจฯ,อุเบกขา" ๒๒.เมตตาเจริญยิ่งแล้ว..............................ละแฉ "พยาบาท" เจริญมาก"กรุณ"เพิกแล.................................กลั่นแกล้ง "มุทิตา"จ่อเลิกแด..........................................มิมุ่ง อิจฉา "อุเบกขา"ขว้างแท้ง.......................................ขุ่นเคือง ๒๓.ทรงแนะราหุลจ่อ"อสุภฯ"ตรอง..............ศพจ่อขึ้นอืดพองมิงามเรือง "ราคะ"รักสวยงามสิเนืองเนือง.........................แก้นิสัยหมดไปซิไวหนา ๒๔.คราเจริญ"อนิจจ์ฯ"แล้...........................สัญญา กาย,จิตมิคงหนา............................................เที่ยงไร้ ตัวตนไป่มีครา...............................................จึงเลิก "ถือตัว" มิยึดใดสิ้นไซร้...............................................ว่างแฉ ๒๕.ทรงแนะ"อานาปาสตีฯ"ชู.......................ทำลุสิบหกคู่ซิมากแล้ นึกกะ"ลมหายใจ"เสมอแล..............................."เข้าและออก"มีอานิสงส์เผย ๒๖.เปรยจรถึงร่มไม้....................................สติพราว หายใจ ครา"หนึ่งทราบชัดยาว"...................................ออก-เข้า "มิยาวแน่สอง"วาว..........................................."สามแน่ กองลม" "ลมสี่คลาย"ล้าเฝ้า..........................................สงบเผย ๒๗."ปีติห้า,เมื่อเข้าและออก"เร้า...................."หกลุสุขเมื่อเข้าแลออก"เปรย "เจ็ดเจาะรู้สึกเวทนา"เสย................................."แปดระงับจิตฟุ้ง,เข้าและออก"หนา ๒๘.ครา"กำหนดทราบเก้า............................อารมณ์ เป็นใด" จิตพล่านโกรธระงม.........................................แค่รู้ "สิบจิตร่าเริงชม"..............................................ปราศง่วง ประคอง "สิบเอ็ดจิตกล้ากู้"............................................หนึ่งเดียว ๒๙."จิตละชั่ว,สิบสองลิอารมณ์"....................หรือนิวรณ์ปลดซมและพ้นเชียว บรรลุ"สิบสาม,เห็นมิเที่ยง"เพรียว......................จิตอุบัติดับปลงมิคงเผย ๓๐.เปรย"คลายสิบสี่แล้...............................กิเลสหนา ลดลง" ปรุงแต่งจางลงพา...........................................ทุกข์น้อย ปัญญามุ่งเจริญครา........................................มิเที่ยง "อยาก"เสื่อมลงม้วยคล้อย..............................."ยึด"มลาย ๓๑."กายเจาะสิบห้าเห็นวะเสื่อมไซร้.............แล้วซิจางดับไปกะสังขาร" "จิตลุสิบหกคิดสลัดกราน................................กับกิเลส,อยาก,ยึดขจัด"หนา ๓๒."อานาปาฯ"ทำแล้ว.................................จิตไว ละเอียด ลม"ปัสสาฯ"ออกไป.........................................ดับแล้ว ราหุลชื่นความนัย............................................ภาษิต พุทธองค์ ยอดเยี่ยมจริงตรงไซร้แท้................................พฤติตาม ฯ|ะ แสงประภัสสร มจร. ๒. มหาราหุโลวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [ฉบับมหาจุฬาฯ] https://share.google/E6w1orIra9OajUVxi |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:00:19 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
แจกยี่จิบดีไหมไม่เล่ห์กล ซื้อขนมอิ่มจนได้พุงกาง ![]() |
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:59:18 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | |||
|
|||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:29:39 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
9
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:10:45 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลายเมฆ | ||
|
สำเนียง/คลาย สำเนียงความ อาดูร กองกูณฑ์หวัง อาวรณ์หยั่ง ลึกล้ำ ทำไฉน กับอดีต ที่ทอดทับ กำกับใจ เถิดอาศัย ทำจิตว่าง จักจาง คลาย.. ส่งต่อครับ.. หมาย/โอกาส |
||
|
10
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:36:35 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร (ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรใหญ่) รการวิปุลลาฉันท์ ๓๒/โคลงสี่ดั้นสุภาพ ๑.น้อมประณตพุทธ์เจ้าอร์หันต์เทิด..............ศาสดาคุณเลิศประเสริฐแท้ ทรง"กรุณ,เมตตา"นิกรแฉ...............................สอนวิปัสส์นาแผ่เจาะรู้ตาม ๒.ความจริงอริย์สัจแท้.................................วิชชา ชนมุ่งเพียรศึกษา............................................กิเลสพ้น ตัดขาดทุกข์"หมดพา......................................ออกวัฏฏ์ สงสาร จบอร์หันต์แผ้วล้น...........................................สงบนิรันดร์ ๓.คราสมัยพุทธ์เจ้าประทับงาม....................."เชตวันอาราม"ซิใหญ่ครัน กาลอรุณทรงบิณฑบาตรพลัน.........................มี"พระราหุล"ตามสิข้างหลัง ๔."ราหุล"ฟังรับถ้อย.....................................พุทธ์องค์ ทรงสอน เห็น"รูป"ตามจริงยง..........................................แน่แท้ "รูป"มิใช่"ตน"ตรง.............................................มิใช่ ของเรา ใน-นอกปราศถ้วนแล้........................................อัตตา ๕.ถามพระองค์กลับ"รูป"สิเดี่ยวหรือ..............ตรัสวะเพิ่มสี่ครือเจาะ"เวทนา" "สัญญะ,สังขาร,วิญญ์ฯเลาะทั้งห้า.....................ครา"มิได้เป็น, บ ตัวตน" ๖.ยลราหุลกลับแล้ว.....................................บิณฑ์ฯหนา รีบเร่งทำสมาธิ์.................................................ร่มไม้ "สารบุตร"เห็นครา............................................แนะเริ่ม "อานาฯ" เจริญมาก,ผลท้นไซร้........................................ประโยชน์ไข ๗.วาระเย็น"ราหุล"ริเฝ้าครา...........................ถาม"อานาปาฯ"เจริญไย ทำทวีอย่างใดจะมีไซร้......................................อานิสงส์ใดครันสิมากแฉ ๘.แลพุทธ์องค์ตรัสถ้อย................................."อุปาทิน- นกรูป" "กรรม"เหตุจด"รูป"ผลิน.....................................แน่แล้ว ในตนแกร่งธาตุดิน............................................ขน,กระดูก ปอด,ตับ.. มิใช่เราไซร้แคล้ว..............................................ไป่ตน ๙.ทราบสิความจริงปัฐวีดิ่ง..............................ปราศซิตนพึงทิ้งซิหมดพ้น นอกและในกายสิงจะเกิดผล..............................จิตจะหน่าย,กำหนัดเจาะคลายลง ๑๐.คง"อาโปธาตุ"น้ำ.....................................อุปาทิน-นกรูป" รูปอ่อนของเหลวชิน..........................................เลือด..ไซร้ "กายตน"ไป่เลยผิน...........................................จึงหน่าย "กำหนัด"คลายแล้วไร้.......................................หมด"เรา" ๑๑.ไฟสิ"เตโชธาตุ"เจาะเร่าร้อน.....................ในและนอกกายช้อนและแผดเผา ช่วยนะอุ่นกาย,ย่อยซิภัตเพรา............................แต่ บ ตน,กำหนัดทลายสม ๑๒.ลม"วาโยธาตุ"แล้....................................."อุปาทิน-นกรูป" ลมพัดในกายชิน...............................................ที่ท้อง จิตทราบแน่ผลิน...............................................หาใช่ ตนเอง "กำหนัด"ตัดได้พร้อง.........................................ฉับพลัน ๑๓.ช่องเจาะ"อากาสธาตุ" ณ กายพาน............มีสิ"ช่องอาหาร"เจาะโล่งสรรค์ ว่างเหมาะอากาศผ่าน,ฤทัยดั้น............................"ไป่นะตน",กำหนัดทลายผลาญ ๑๔.ทรงประทานแจ่มถ้อย..............................ภาวนา ปัญจ์ธาตุเจริญหนา...........................................จิตแล้ จิตมิหวั่นใดมา...................................................กระทบ อารมณ์ มิถูกครอบล้อมแท้.............................................ปลอดภัย ๑๕.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์ปัก........................ปัฐวีเป็นหลักมิหวั่นไหว ผัสสะเกิด,ไม่ชอบ ฤ ชอบไซร้............................ผลมิครอบงำจิตซิได้เลย ๑๖.เผยชนคอยมุ่งทิ้ง....................................หลากหลาย สกปรก แลแผ่นดินรับพราย...........................................ไม่ร้อง หากภาวนากราย..............................................."ดิน"แน่ ฐิติ จิตเปรียบ"ดิน"แกล้วพร้อง..................................มั่นหนา |
||




