เห็นอยู่โน้นร้านเก่าเข้าแถวรอ แม่ค้าก็สวยดีนี่ขนมไทย

|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:35:12 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
เห็นอยู่โน้นร้านเก่าเข้าแถวรอ แม่ค้าก็สวยดีนี่ขนมไทย ![]() |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:30:00 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร อภยราชกุมารสูตร ว่าด้วยอภัยราชกุมาร [ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ (๑) ครั้งนั้น พระราชกุมารพระนามว่า อภัย เสด็จเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทนิครนถ์นาฏบุตรแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง (๒) นิครนถ์นาฏบุตรได้ทูลอภัยราชกุมารว่า ไปเถิด พระราชกุมาร เชิญพระองค์ทรงยกวาทะแก่พระสมณโคดม กิตติศัพท์อันงามของพระองค์จักระบือไปว่า อภัยราชกุมารทรงยกวาทะแก่สมณโคดมผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ (๓) อภัยราชกุมารตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าจะยกวาทะแก่พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ ได้อย่างไร (๔) นิครนถ์นาฏบุตรทูลว่า จงไปทูลถามพระสมณโคดม ๒ คำถามอย่างนี้ว่า (๔.๑) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นบ้างหรือหนอ -> ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนราชกุมาร ตถาคตพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น -> ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทําของพระองค์จะต่างอะไรจากปุถุชนเล่า เพราะแม้ปุถุชนก็พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น (๔.๒) ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนราชกุมาร ตถาคตไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น -> ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น อย่างไรพระองค์จึงทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่า เทวทัตจักเกิดในอบาย จักเกิดในนรก ตั้งอยู่สิ้นกัปหนึ่ง เป็นผู้อันใครๆ เยียวยาไม่ได้ ดังนี้ เพราะพระวาจาของพระองค์นั้น พระเทวทัตโกรธ เสียใจ -> ดูก่อนพระราชกุมาร พระสมณโคดมถูกพระองค์ทูลถามปัญหาสองเงื่อนนี้แล้ว จะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้เลย เปรียบเหมือนกระจับเหล็กติดอยู่ในคอของบุรุษ บุรุษนั้นจะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้ ฉันใด ดูก่อนราชกุมาร พระสมณโคดมก็ฉันนั้น ถูกพระองค์ทูลถามปัญหาสองเงื่อนนี้แล้วจะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้เลย (๕) อภัยราชกุมารรับคํานิครนถ์นาฏบุตรแล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง -> ครั้นแล้ว ทรงแหงนดูพระอาทิตย์ทรงพระดําริว่า วันนี้มิใช่กาลจะยกวาทะแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า วันพรุ่งนี้เถิด เราจักยกวาทะแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าในนิเวศน์ของเรา ดังนี้แล้ว -> จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองค์เป็นที่ ๔ จงทรงรับภัตตาหารของหม่อมฉัน เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ -> เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอภัยราชกุมาร ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ลําดับนั้น อภัยราชกุมารทรงอังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยขาทนียโภชนียะอันประณีต ให้อิ่มหนําเพียงพอด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง [ข] วาจาที่ไม่เป็นที่รัก (๑) อภัยราชกุมาร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นบ้างหรือหนอ -> พระพุทธเจ้า : ในปัญหาข้อนี้ จะวิสัชนาโดยส่วนเดียวมิได้ -> อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะปัญหาข้อนี้ พวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว -> พระพุทธเจ้า : ดูก่อนราชกุมาร เหตุไฉนพระองค์จึงตรัสอย่างนี้เล่า -> อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พูดว่า พวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว เพราะนิครนถ์นาฏบุตร แนะข้าพระองค์มายกวาทะแก่พระสมณโคดม เพื่อว่าจะมีกิตติศัพท์ว่ายกวาทะแก่พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก โดยนิครนถ์นาฏบุตรได้ตั้งคำถามมาให้ ๒ คำถาม (๒) คำถามแรก -> อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นบ้างหรือหนอ -> พระพุทธเจ้า : แล้วพระสมณโคดม จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า 'ตถาคตพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น' -> อภัยราชกุมาร : ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทําของพระองค์จะต่างอะไรจากปุถุชนเล่า เพราะแม้ปุถุชนก็กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น |
||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:15:51 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร ๑๗.ซิเหตุก็กลับลุบริพัตร......................วจะชัดพระพุทธ์ฯกลาย วิสัชนาเลาะพหุหลาย...............................นิรตอบซิหนึ่งเอย ๑๘.เผยมีเด็กอ่อนแล้............................นอนครา บนตักอภัยฯหนา......................................ตื่นแล้ว เด็กซนหยิบกรวดมา.................................อมใส่ ปากเอย พระพุทธ์ฯถามอภัยฯแกล้ว........................จุ่งแก้ไขไฉน ๑๙."อภัยฯ"สิทูลจะรยะล้วง....................ผิมิล่วงวจะควักไว เจาะศีรษะแหงนและมละไส.......................ผิวะเสียซิเลือดแฉ ๒๐.แล"อภัยฯ"ตอบแท้...........................คิดตรอง รักษ์ชีพ เพราะเมตตาเด็กปอง.................................ช่วยพร้อม พุทธ์องค์ตรัสครรลอง................................ดุงดั่ง ตถาคต ตรัสแต่คำประโยชน์น้อม............................เพ่งด้วยเหมาะกาล ๒๑.พระพุทธ์ฯตริ"เลือก ฉ นิรตรัส............วจะชัดเจาะกล่าว"ขาน "วจีมิจริง,ลิหิตะกราน..................................ปิยะไร้มิตรัส"เผย ๒๒.เปรย"วาจาที่แท้................................มีจริง บ ประโยชน์" "ชนเพ่งมิชอบอิง........................................เพิกถ้อย" "วจีจริงเด่นพาดพิง.....................................ประโยชน์มาก" "ชนไม่ชอบใจคล้อย...................................เลือกแล้วกาลสม ๒๓."วจีมิจริงลิคุณะครัน..........................วจะนั้นนิกรชม" "และชอบรตีลุปิยะขรม...............................ก็พระองค์มิเอ่ยหนา ๒๔.ครา"วาจาที่แท้..................................จริงแล บ ประโยชน์" "ชนชื่นวจีแฉ...............................................เพิกถ้อย" "วาจาเด่นจริงแด.........................................ประโยชน์ มากนา" ชนเพ่งรัก,ชอบช้อย.....................................ตรัสพร้อมเหมาะกาล" ๒๕.พระพุทธ์ฯสิเมตตะนฤชัด...................เหมาะเจาะตรัสซิกาลขาน วจีฉะนั้นจะประลุพาน..................................พหุผลเจริญแฉ ๒๖.แล"อภัยฯ"จ่อแท้................................ถามนา บัณฑิต,กษัตริย์หนา....................................มุ่งไซร้ ปัญหาผูกถามมา.........................................หลายหลาก "ทรงจัดเตรียมทำไว้"..................................."ไม่ได้เตรียมหรือ" ๒๗."พระพุทธะ"ถามวะพระอภัยฯ..............ภวไซร้ซิฝึกปรือ กะราชรถเจาะทยะครือ................................ประลุเชี่ยวและชาญเผย ๒๘.พระอภ้ยฯเปรยกล่าวถ้อย...................ชำนาญ ราชรถ พระพุทธ์องค์ถามกราน................................ชื่อไซร้ หากใครสอบถามพาน..................................เตรียมก่อน หรือชื่อคงทราบได้......................................แจ่มแจ้งเร็วหนอ ๒๙.อภัยฯฉลาดภณะ"พระพุทธ์ฯ..............ภวรุดซิรถจ่อ จะถามอะไรก็ประลุขอ.................................ก็จะตอบสิทันควัน ๓๐.ครันตถาคตแล้..................................เหมือนครา อภัยฯ บัณฑิต,กษัตริย์ถามมา................................ตอบได้ มี"ธรรมธาตุ"เกิดหนา...................................สะอาดจิต ปราศกิเลส ถามทุกรายลุไซร้........................................แจ่มแจ้งจริงเผย ๓๑."อภัยฯ"ซิทูลวทะ"พระพุทธ์ฯ"..............รุจิรุดจะแจ้งเอ่ย จะเปรียบสิชี้อนยเสย...................................นฤหลงซิมรรคา ๓๒.คราตามประทีปแล้ว...........................มืดมน หมดไป พระพุทธ์ฯแจงธรรมยล................................หลากแล้ อภัยฯประกาศตน........................................อุบาสก ถึงรัตน์ตรัยโดยแท้......................................ชีพนี้ตลอดหนา ฯ|ะ แสงประภัสสร ๘. อภยราชกุมารสูตร ว่าด้วยอภัยราชกุมาร [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/haJMC6rUDo8wavQeS |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:14:03 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
รีบวิ่งหาทันใดไม่เอ้อระเหย หนมแม่เอ๊ยมีขายตรงไหนหนอ ![]() |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:13:14 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | |||
|
|||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:25:47 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร (ว่าด้วยอภัยราชกุมาร) อุปดิลกฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ ๑.ประณตพระพุทธะอรหันต์.................อภิสันต์ ณ โลกา พระตรัสรู้สิดนุหนา..................................อริย์สัจประเสริฐธรรม ๒.ทรงนำศาสน์ฯยิ่งหล้า........................เพียรสอน สงฆ์ชน เมตตา,กรุณขจร......................................เปี่ยมท้น สงฆ์,ชนมุ่งมิคลอน....................................กิจเสร็จ ดับจากกิเลสพ้น.......................................ล่วงแล้วอรหันต์ ๓.สมัย"พระพุทธะ"จระเร่.......................อดิ"เวฬุวันฯครัน "อภัยกุมารฯ"ตริธุระพลัน...........................วจะ"นาฏบุตร"แฉ ๔.แลนาฏบุตรเร่งแท้..............................ไปหา พุทธ์องค์ พึงกล่าววาทะหนา.....................................ประโยชน์ล้น พุทธ์องค์ฤทธิ์มากครา...............................เป็นใหญ่ นาฏบุตรเตรียมคำด้น................................หักหน้าพุทธ์เผย ๕.เจาะวาทะถามสิวะพระองค์.................วจะตรงกะชนเคย นิกรรตีวะพิเราะเอ่ย...................................ประลุมีรึไม่แฉ ๖.แลพุทธ์องค์จ่อถ้อย............................วาจา ตถาคต ชนไม่รัก,ชอบหนา.....................................แน่แท้ "อภัยฯ"จุ่งตอบมา......................................มิต่าง ปุถุชน ยังพูดมิดีแล้..............................................ทุกผู้เหมือนกัน ๗.ผิพุทธองค์สิประลุตอบ.......................ก็จะมอบวจีพลัน วจีสิพูดมธุระสรรค์....................................นฤชนซิยินดี ๘."อภัยฯ"ลีจ่อค้าน.................................เหตุไฉน พยากรณ์ "เทวทัต"ตกนรกไกล..................................กัปสิ้น มิสามารถทุเลาไว......................................หรือช่วย พูดบ่งเทวทัตดิ้น........................................รุ่มร้อนใจหนา ๙.เหมาะนาฏบุตรสิภณะชม....................ทวิปมซิปัญหา กระอักกระอ่วนจะมิเจาะกล้า......................ก็พระพุทธ์ฯจะแก้เผย ๑๐.เปรย"อภ้ยฯ"เปรียบแล้....................."กระจับ"คา ในคอ มิอาจกลืน,คายพา.....................................ออกได้ "โคดม"ดุจเดียวหนา...................................กลืนไป่ มิคาย จงเร่งไปหาไซร้..........................................ยิ่งพร้อมวาทะแฉ ๑๑.อภัยฯปะ"พุทธะ"และตริฉาน..............มิเหมาะกาลจะทูลแล จะเห็นพระสงฆ์มหตะแล้.............................เหมาะนิมนต์ ณ เรือนเผย ๑๒.อภัยฯเปรยกล่าวพร้อง.......................นิมนต์ จตุองค์ พระพุทธ์ฯรับเชิญยล..................................รุ่งเช้า พระพุทธ์ฯเสด็จบัดดล................................รับภัต อังคาสถวายพุทธ์เจ้า..................................นอบด้วยองค์เอง ๑๓."อภัยฯ"ซิถามวจนะรุด.......................วะพระพุทธ์ฯจะตรัสเผง สิถ้อยมิงามมิปิยะเฉ่ง..................................นรไม่รตีหนอ ๑๔.รอคำตอบพุทธ์เจ้า............................ตรัสแล เป็นหลาย มิใช่ตอบเดียวแฉ........................................ถูกต้อง อภัยฯอุทานแด...........................................นิครนถ์จ่อ ฉิบหาย พระพุทธ์องค์ตรัสก้อง.................................เหตุแท้ใดหนา ๑๕."ปกรณัม"เจาะภณะไซร้.....................พระอภัยฯแถลงกล้า ก็นาฎบุตรมุวทะคว้า....................................ทวิ"ถามและตอบ"เผย ๑๖.อภัยฯเฉลยพุทธ์เจ้า...........................ทูลความ หมดแล แผนนาฏบุตรเตรียมผลาม............................พจน์แกล้ว คำถาม,ตอบจัดตาม"....................................กำหนด คาดพุทธองค์ตอบแล้ว.................................ขัดแย้งอับอาย |
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:13:13 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย | ||
|
ไหนไหนก็อวดเพื่อนเหมือนยั่วตา ซื้อเอามาให้ชิมนั่งยิ้มรอ |
||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:53:59 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
นั่นแล้วไงใช่เลยเหมือนเคยเห็น ถ้วยนี้เป็นหลักฐานเคยผ่านหน้า ![]() |
||
|
9
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:49:33 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
10
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:35:06 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๖/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร [ช] ติตถิยปริวาส หมายถึง นักบวชในลัทธิศาสนาอื่น หากปรารถนาจะบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา จะต้องประพฤติปริวาสก่อน ๔ เดือน หรือจนกว่าสงฆ์พอใจ จึงจะอุปสมบทได้ -> ทั้งนี้ เพื่อปรับตัวปรับวิถีชีวิตให้พร้อมที่จะเข้าอยู่ในระบบอย่างใหม่ และเป็นการทดสอบตนเองด้วย; -> เสนิยอเจละ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวังการบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน ต่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุมีจิตอันอัญญเดียรถีย์ให้ยินดีแล้วจึงให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุไซร้ -> ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาสถึง ๔ ปี ต่อล่วง ๔ ปี ภิกษุทั้งหลายมีจิตอันข้าพระองค์ให้ยินดีแล้ว จึงให้ข้าพระองค์บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุเถิด -> เสนิยอเจละผู้ประพฤติกุกกุรวัตร ได้บรรพชาอุปสมบทในสํานักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อท่านเสนิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน -> หลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานนัก ทําให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง -> ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทําทําเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ท่านพระเสนิยะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจํานวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล จบกุกกุโรวาทสูตรที่ ๗ |
||