หมูรีบวิ่งแอ่นอกขึ้นมารับ แต่จุกจนล้มพับลงหมดท่า
|
1
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:13:23 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
หมูรีบวิ่งแอ่นอกขึ้นมารับ แต่จุกจนล้มพับลงหมดท่า |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:08:30 PM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
บ้านเอยบ้านเงียบ ช่างเย็นเยียบหนาวเหน็บเกาะเก็บขวัญ ไร้เสียงสรวลสำเนียงเคยเคียงกัน เพียงแสงจันทร์สาดส่องลงรอยเดิม ลมพัดโชยเฉื่อยฉิวหวิวใจกรีด ภาพอดีตย้อนมาคอยตอกเสริม ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเข้ามาเติม ใจเคยเสริมสลายลงกลางพงเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:11:11 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร (ว่าด้วยธรรมเทศนาที่อัฏฐกนคร) มโนรัมมฉันท์ ๑๐/โคลงสามสุภาพ ๑.นมะประณต"พระพุทธ์ฯ"..................วรุฒซิโข พระอรหันต์ลุโพ-....................................ธิด้วยพระองค์ ๒.ทรงเป็นพระศาสดา.........................ปัญญาเลิศเปี่ยมล้น เพียรสั่งสอนชนด้น.................................มุ่งแล้ธรรมครัน "อริยสัจ" ๓.อริยะสงฆ์สิหลาย............................ลุกรายอร์หันต์ และปุถุชนถลัน.......................................พระธรรมซิสูง ๔.สงฆ์จูงตนเหนือโลก.........................โชคมิพาน"ภพ"แล้ จึงไม่เกิดอีกแท้.......................................จ่อล้ำผลตาม นิพพาน ๕.ขณะ"อะนนท์ฯ"สิเผล่.......................ณ เวฬุคาม "ทสมะ"ถามสิความ.................................พระธรรมเจาะหลัก ๖.จักเป็นธรรมเอกยง..........................พุทธองค์สอนมุ่งแล้ พาจิตคลาย"อาส์วะ"แท้..........................ล่วงแล้วสงบพาน มีไหม ๗.ก็"พระอะนนท์"ลุชี้...........................จะมีพะพาน เจาะ"จตุรูปฌาน"....................................กะ"อัปปมัญฯ" ๘.ครันสุด"อรูปฌาน"...........................พานมีสามรูปไร้ สิบเอ็ดธรรมเลิศไซร้...............................ช่วยให้ปลอดภัย ๙.สิ"พระอะนนท์"เจาะบ่ง.....................พระสงฆ์ซิไซร้ ลิ"อกุศล"ลุไว.........................................ปฐมฌาน ๑๐.กรานมี"วิตก,ตรึก"........................."วิจาร"นึกแน่แท้ มีสุขจากวิเวกแล้....................................ยิ่งพร้อม"ปีติ"หนา ๑๑.ตริก็ปฐมฯพิเดช...........................เพราะเหตุซิพา ผิจะเจาะสร้างลุมา.................................มิเที่ยงยะยืน ๑๒.จึงคืนดับธรรมดา.........................ควรหาธรรมมั่นตั้ง แลมุ่ง"สมถะ"ยั้ง.....................................พรั่งพร้อม"วิปัสส์นา" ๑๓.จะมละ"อาสะฯ"ไกล......................ผิไม่ลิกล้า ตะประลุ"โอลิฯ"ห้า..................................เจาะ"โอปะฯ"แฉ ๑๔.แล"โอปปาติกะ"............................จะเจริญธรรมต่อแล้ว เดินสู่นิพพานแผ้ว...................................ไม่แม้หวนปอง โลกเอย ๑๕."ทุติยะฌาน"ไซร้...........................หทัยจะผ่อง นิร"วิตก"เกาะครอง................................."วิจาร"มิมี ๑๖."ปีติ"สุขเกิดหนา............................จากสมาธิ์ท่วมท้น ครันมั่น"สมถะ"ล้น...................................ยิ่งน้อม"วิปัสส์นา" ๑๗.ลิมละ"อาสะฯ"ไว............................ผิไม่ละหนา ลุภิทะ"สังฯเจาะห้า"..................................ก็"โอปะฯ"เอย ๑๘.เปรย"โอปปาติกะ"..........................จะเจริญธรรมต่อแล้ จึงสู่นิพพานแท้........................................ห่างแม้โลกแฉ ๑๙."ตติยฌาน"เจาะรุก.........................ลุสุขซิแน่ เจาะ"สติ,สัมปะฯ"แท้................................."อุเบกขะ"วาง ๒๐.พลางคิดฌานสามแล......................แฉจะมิเที่ยงแท้ "วิปัสส์นา,สมถะ"แล้..................................ย่อมสิ้น"อาส์วะ"หนา ๒๑.ผิวะกิเลสมิพัง.................................เกาะ"สังฯซิห้า" จะประลุ"โอปะปาฯ....................................วิมุตสิพลัน ๒๒.ครัน"จตุตถฌาน"............................มิพานสุข,ทุกข์แท้ โสมนัส,โทมนัสแล้....................................ดับแล้ว"สติ"ตรง อุเบกขา |
||
|
4
เมื่อ: 19, เมษายน, 2569, 02:26:32 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
วิ่งจนหอบจนเหนื่อยเมื่อยจนล้า มองซ้ายขวาหาคนรับกลับไม่เจอ |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 19, เมษายน, 2569, 07:57:52 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ -> อโคจร เป็นไฉน (๗.๖) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; มีสาวเทื้อเป็นโคจร; มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; มีภิกษุณีเป็นโคจร; หรือมีร้านสุราเป็นโคจร; เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์; ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส; ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่าและบริภาษ; ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก; ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่าอโคจร มหันตรทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ รับรู้อารมณ์ได้ (๒) ฌาน ๔ ไม่เป็นจิต (๓) ฌาน ๔ เป็นเจตสิก ~ จตุตถฌานกุศลจิต มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา ประกอบด้วยองค์ของเจตสิก คือ เวทนาเจตสิก; และ เอกัคคตาเจตสิก; และ มี เจตสิกอื่นๆ เช่น สัพพจิตตสาธารณเจตสิกเกิดร่วมด้วย และ โสภณสาธารณะเจตสิกบางประเภท ~ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ คือ ผัสสเจตสิก, เวทนาเจตสิก, สัญญาเจตสิก, เจตนาเจตสิก, เอกัคคตาเจตสิก, ชีวิตินทริยเจตสิก และ มนสิการเจตสิก ..เรารู้กันอยู่ว่า ย่อมประจำอยู่กับจิตทุกๆดวง ทุกๆประเภท เพราะเป็นเจตสิกพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ...ไม่ว่าจิตของสัตว์นรก จนถึงจิตของพระอรหันต์ ก็ย่อมจะต้องมีเจตสิกพื้นฐานทั้ง ๗ นี้ ประจำอยู่ ~ โสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดีงาม มี ๒๕ แบ่งเป็น ก) โสภณสาธารณเจตสิก = เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง มี ๑๙ คือ ศรัทธา, สติ, หิริ โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทสะ, ตัตรมัชฌัตตตา - ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ = อุเบกขา, กายปัสสัทธิ - ความคลายสงบแห่งกองเจตสิก, จิตตปัสสัทธิ (แห่งจิต), กายลหุตา - ความเบาแห่งกองเจตสิก, จิตตลหุตา (แห่งจิต), กายมุทุตา - ความนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก, จิตตมุทุตา (แห่งจิต), กายกัมมัญญตา - ความควรแก่งานแห่งกองเจตสิก, จิตตกัมมัญญตา (แห่งจิต), กายปาคุญญตา - ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก, จิตตปาคุญญตา (แห่งจิต); กายุชุกตา - ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก, จิตตุชุกตา (แห่งจิต) ข) วีรตีเจตสิก = เจตสิกที่เป็นตัวงดเว้น ๓ คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ ค) อัปปมัญญาเจตสิก = เจตสิกคืออัปปมัญญา ๒ คือ กรุณา มุทิตา (อีก ๒ ซ้ำกับ อโทสะ และตัตรมัชฌัตตตา) ง) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ = คือ ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (๔) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยจิต (๕) ฌาน ๔ ระคนกับจิต (๖) ฌาน ๔ มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๗) ฌาน ๔ เกิดพร้อมกับจิต (๘) ฌาน ๔ เป็นไปตามจิต (๙) ฌาน ๔ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๐) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต (๑๑) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต (๑๒) ฌาน ๔ เป็นภายนอก (๑๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป (๑๔) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ ปิฏฐิทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๒) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๓) เว้นวิตกที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีวิตก (๔) ฌาน ๓ ไม่มีวิตก เว้นวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๕) ปฐมฌาน มีวิจาร (๖) ฌาน ๓ ไม่มีวิจาร เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๗) ฌาน ๒ มีปีติ (๘) ฌาน ๒ ไม่มีปีติ เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๙) ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ (๑๐) ฌาน ๒ ไม่สหรคตด้วยปีติ (๑๑) เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข (๑๒) จตุตถฌานไม่สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๓) จตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขา (๑๔) ฌาน ๓ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นกามาวจร (๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี (๑๗) ฌาน ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๘) จตุตถฌานที่เป็นอรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี ~ อรูปาวจร = ซึ่งท่องเที่ยวไปในอรูปภพ, อยู่ในระดับจิตชั้นอรูปฌาน, ยังเกี่ยวข้องอยู่กับอรูปธรรม ~ รูปาวจร = จิตและภูมิที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปธรรม หรือระดับจิตของผู้ที่ได้ฌาน (สมาธิขั้นสูง) เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ จนจิตแนบแน่นพ้นจากกามอารมณ์ เป็นจิตระดับสูงที่นำไปสู่การเกิดในรูปพรหมโลก ๑๖ ชั้น จัดเป็นสภาวะที่จิตประณีต สงบ และมีกำลังมาก (๑๙) ฌาน ๔ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๒๒) ฌาน ๔ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี; ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ~ บทว่าสอุตฺตรํ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร, เป็นรูปาวจร ~ บทว่า อนุตฺตรํ จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร (๒๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ปัญหาปุจฉกะ จบ ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์ |
||
|
6
เมื่อ: 18, เมษายน, 2569, 11:12:01 AM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
7
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 18, เมษายน, 2569, 06:54:38 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ ~ สังโยชน์ = คือ กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ หรือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับความทุกข์และวัฏฏะ (การเวียนว่ายตายเกิด) ทำให้ใจเศร้าหมองและติดอยู่ภพทั้ง ๓ มีทั้งหมด ๑๐ ประการ ~ คันถะ = กิเลสที่ร้อยรัดมัดใจสัตว์ให้ติดอยู่ ~โอฆะ ๔ = สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์, กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ได้แก่ กาโมฆะ - กาม; ภโวฆะ -ภพ; ทิฏโฐฆะ- ทิฏฐิ; อวิชโชฆะ - อวิชชา ~ โยคะ ๔ = คือ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือ ผูกตรึงไว้ ประกอบสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะ มีด้วยกัน ๔ ประเภท คือ กามโยคะ - คือ โลภะ ที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ; ภวโยคะ - คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพในขันธ์; ทิฏฐิโยคะ - ทิฎฐิ คือ ความเห็นผิด อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์; อวิชชาโยคะ - อวิชชา คือ ความไม่รู้ อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ ~ นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ - ความพอใจในกาม; พยาบาท - ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ; ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม; อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล; วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย ~ ปรามาส =(ปะ-รา-มาด) - ความยึดมั่น มาติกานิทเทส = อธิบายคำ (๑) คำว่า ในธรรมวินัยนี้ = ในความเห็นนี้; ในความพอใจนี้; ในความชอบใจนี้; ในลัทธินี้; ในธรรมนี้; ในวินัยนี้; ในธรรมวินัยนี้; ในปาพจน์นี้; ในพรหมจรรย์นี้; และในคำสอนของพระศาสดานี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ในธรรมวินัยนี้ (๒) คำว่า ภิกษุ = ชื่อว่าภิกษุ; เพราะสมัญญา ชื่อว่าภิกษุ; เพราะการปฏิญญาตน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เข้าถึงภิกขาจาร ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทรงผ้าที่ถูกทำลาย ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมได้แล้ว ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้โดยไม่เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะไม่เป็นพระเสขะและพระอเสขะชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เลิศ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ผุดผ่อง ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้มีสาระ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วย ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ สมควรแก่เหตุ ด้วยสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน ~ ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ = คือถูกต้อง มั่นคง (๓) คำว่า ปาติโมกข์ = ศีลเป็นที่พึ่ง; เป็นเบื้องต้น; เป็นความประพฤติ; เป็นความสำรวม เป็นความระวัง; เป็นหัวหน้า; เป็นประธาน; เพื่อความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นกุศล (๔) คำว่า สังวร = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; และทั้งทางกายและวาจา (๕) คำว่า เป็นผู้สำรวม = เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว; เข้ามาถึงพร้อมแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว; เข้าถึงแล้วด้วยดี, ประกอบแล้วด้วยปาติโมกขสังวรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร (๖) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๗) คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร = อาจาระก็มี; อนาจาระก็มี -> อนาจาระ เป็นไฉน (๗.๑) ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา; ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า อนาจาระ (๗.๒) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อนาจาระ -> อาจาระ เป็นไฉน (๗.๓) ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ (๗.๔) ศีลสังวรแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อาจาระ (๗.๕) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อาจาระ -> คำว่า โคจร = อธิบายว่า โคจรก็มี อโคจรก็มี |
||
|
8
เมื่อ: 17, เมษายน, 2569, 10:56:31 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
|
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ไฟป่า ไฟสงคราม เพราะไฟป่า เผาผลาญ คุกคามไพร ประชาไทย จักอยู่สุข ได้ไฉน ทั่วแผ่นดิน ผ่าวร้อน ดั่งสุมไฟ หลงเหลือไว้ เถ้าถ่าน รานวนา เห็นแก่ตัว ไม่เกรงกลัว สร้างเวรกรรม บาปหนุนนำ ทำร้าย หลายปัญหา ทั้งน้ำแล้ง เหือดแห้ง ทั่วพารา ยากจักพา ชาติไทย ให้ก้าวไกล อีกพิษร้าย ภัยสงคราม ตามกระหน่ำ ร่วมกระทำ เดือดร้อน ร่วมสมัย ทั้งข้าวยาก หมากแพง ถ้วนทั่วไทย ทุกข์ทั้งกาย ใจจิต อนิจจา หยุดเผาป่า หยุดล่า อาณานิคม สร้างโลกสวย ให้งามสม ปรารถนา เพื่อสันติ สุขสันต์ ทั้งโลกา ถึงเวลา หันหน้า ร่วมมือกัน คนเรียนไพร ๗ เมษายน ๒๕๖๙ |
||
|
9
เมื่อ: 17, เมษายน, 2569, 10:55:13 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร วนอนุสรณ์ ถึงเวลา นับถอยหลัง ระวังวัย ล่วงเลยไป ไม่หวน ทวนความหวัง ประสบการณ์ สร้างเสริม เติมพลัง ไม่หยุดยั้ง ดั่งธรรม นำชีวา เข้าสู่วัย ไม้ใกล้ฝั่ง พึงสังวร อุทาหรณ์ เตือนใจ ให้ใฝ่หา สัจธรรม มากล้วน ชวนนำพา เป็นมรรคา ให้ลูกหลาน สืบสานใจ สร้างร่มเย็น เป็นคนดี ศรีสังคม ชนนิยม พัฒนา สมาสัย เขียวขจี ยั่งยืน ผืนแดนไพร สานสายใย ใจแกร่งกล้า วนากร เมื่อถึงวัน อำลา คราสิ้นบุญ ธรรมเกื้อหนุน สุขอุรา สโมสร ฝากผลงาน ประสาน เอื้ออาทร อนุสรณ์ เพื่อผืนป่า พนาไพร คนเรียนไพร ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙ |
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 17, เมษายน, 2569, 07:51:12 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๕/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๖) ฌาน ๔ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี; ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี; (๗) เว้นวิตกและวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีทั้งวิตกและวิจาร (๘) ฌาน ๓ ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (๙) เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว; ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ; เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๐) ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๑) จตุตถฌาน สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๒) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๓) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๔) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี; ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี (๑๕) ฌาน ๔ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี; ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี; ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี ~ เสขะ = ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ~ อเสขะ = ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คือ พระอรหันต์; (๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นมหัคคตะก็มี; ที่เป็นอัปมาณะก็มี ~ มหัคคตะ = ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร ~ อัปปมาณะ = ธรรมที่ประมาณมิได้ คือเป็นโลกุตตระ (๑๗) ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์; หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ~ ปริตตะ = สภาวะที่ด้อย หรือคับแคบ หมายถึงธรรมที่เป็นกามาวจร (๑๘) ฌาน ๔ ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๑๙) จตุตถฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์; หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นชั้นกลางก็มี; ที่เป็นชั้นประณีตก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๒๒) ฌาน ๓ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์; ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๓) จตุตถฌานที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๔) ฌาน ๔ ที่เกิดขึ้นก็มี; ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี; ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๒๕) ฌาน ๔ ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๒๖) ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ (๒๗) จตุตถฌานที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๒๘) ฌาน ๔ ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๒๙) ฌาน ๓ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๓๐) จตุตถฌานที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี; มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี; มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์; หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี (๓๑) ฌาน ๔ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ เหตุโคจฉกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุ (๒) ฌาน ๔ มีเหตุ (๓) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุ (๔) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ (๕) ฌาน ๔ มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๖) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๗) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๘) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ จูฬันตรทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) ฌาน ๔ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) ฌาน ๔ เห็นไม่ได้ (๔) ฌาน ๔ กระทบไม่ได้ (๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นรูป (๖) ฌาน ๔ ที่เป็นโลกิยะก็มี; ที่เป็นโลกุตตระก็มี (๗) ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ได้ (๘) ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ อาสวโคจฉกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอาสวะ ~ อาสวะ ๔ = กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดานได้แก่ กามาสวะ - อาสวะคือกาม; ภวาสวะ - อาสวะคือภพ; ทิฏฐาสวะ - อาสวะคือทิฏฐิ; อวิชชาสวะ - อาสวะคืออวิชชา (๒) ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี; ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี (๓) ฌาน ๔ วิปปยุตจากอาสวะ; กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ (๔) ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี (๕) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ; หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๖) ฌาน ๔ ที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี; ที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี |
||