ใช้ใจยันซิจ๊ะพูดมาได้ คิดว่าใช้สิ่งไหนในเบื้องหลัง

|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:06:22 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ใช้ใจยันซิจ๊ะพูดมาได้ คิดว่าใช้สิ่งไหนในเบื้องหลัง ![]() |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:23:18 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เชิญท้าวมหานามศากยะ ฟังธรรม ๖ อย่าง ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล; ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย; ผู้รู้ประมาณในโภชนะ; ผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น; ผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ; ผู้ได้ฌานทั้ง ๔ ดังนี้ [๑] ดูก่อนมหานาม อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อย่างไร คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สํารวมระวังในพระปาติโมกข์; ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย; สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ~อาจาระ = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความสำรวมระวังในศีลทั้งปวงและความที่ภิกษุไม่เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาอาชีวะ ที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ ~ โคจร = หมายถึงการไม่เที่ยวไปยังสถานที่ไม่ควรเที่ยวไป เช่น ที่อยู่ของหญิงแพศยา การไม่คลุกคลีกับบุคคลที่ไม่สมควรคลุกคลีด้วย เช่น พระราชา การไม่คบหากับตระกูลที่ไม่สมควรคบหา เช่น ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส [๒] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๒.๑) คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมจักขุนทรีย์ -> ถ้าไม่สํารวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงํา -> รักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสํารวมในจักขุนทรีย์ (๒.๒) ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว... (๒.๓) ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว... (๒.๔) ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว... (๒.๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว... (๒.๖) รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมมนินทรีย์ที่ไม่สํารวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงํานั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์; ชื่อว่าถึงความสํารวมในมนินทรีย์ ~อนุพยัญชนะ = ส่วนละเอียดที่ทำให้กิเลสปรากฏ หมายถึง ส่วนละเอียดของรูปร่างสัณฐาน หรือ ความหมาย ที่จิตคิดถึงจากสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่นปาก คอ คิ้ว คาง ริ้วรอยของใบหน้าที่เป็นส่วนละเอียดของร่างกาย หรือส่วนปลีกย่อยของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น ~ อายตนะ ภายใน ๖ = ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ~ อินทรีย์ ๖ = จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์ และ มนินทรีย์ -> คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = การสำรวมกรรมทวาร (คือ กาย วาจา ใจ) ในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ [๓] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนกินอาหารไม่ใช่เพื่อจะเล่น; เพื่อจะมัวเมา; เพื่อความผ่องใส; เพื่อความงดงาม; เพียงเพื่อความดํารงอยู่แห่งกายนี้; เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้; เพื่อบําบัดความอยากอาหาร เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์; ด้วยคิดว่า จักกําจัดเวทนาเก่าเสียด้วย; จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย; ความเป็นไปแห่งอิริยาบถ ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และความอยู่เป็นผาสุกจักมีแก่เรา [๔] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น คือ (๔.๑) เวลากลางวันชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง (๔.๒) เวลากลางคืน ในปฐมยาม ชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง (๔.๓) เวลากลางคืน ในมัชฌิมยาม สําเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ มนสิการสัญญาในอันที่จะลุกขึ้น (๔.๔) เวลากลางคืน ในปัจฉิมยาม ลุกขึ้นแล้ว ชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง [๕] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ (ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ) คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ (๕.๑) เป็นผู้มีศรัทธา = คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า เพราะทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ; ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ทรงรู้แจ้งโลก; เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า; เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จําแนกพระธรรม (๕.๒) เป็นผู้มีหิริ = คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก (๕.๓) เป็นผู้มีโอตตัปปะ = คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก (๕.๔) เป็นพหูสูต = ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจําไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:20:36 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
มาช่วยยันอีกด้วยไม่ขวยเขิน น่ารักเกินนะคุณหุ่นน้องหมี ใช้อะไรยันนะช่วยบอกที รู้สึกจุกเต็มที่นิแปลกจัง ![]() |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:59:00 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
มาช่วยยันอีกด้วยไม่ขวยเขิน น่ารักเกินนะคุณหุ่นน้องหมี |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:22:22 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
หมูนี่ไงหนุ่มหล่อขอยืนยัน แถมหุ่นนั้นกลมนักน่ารักดี ![]() |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:04:21 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร ๔๙.อานนท์สิกล่าวอริยะสงฆ์.....................เจาะบ่งตรงลุวิชขา ถึงพร้อมประพฤติจรณะกล้า.........................เจริญธรรมลุนิพพาน ๕๐.กราน"สนังพรหมฯ"กล่าวแท้.................ชุมชน กษัตริย์เลิศในเทพ,คน..................................แน่น้อม หากใครแน่วสกล..........................................จรณะ วิชชา จะประเสริฐสุดพร้อม.....................................ไม่แม้นใครเผย ๕๑.คำพรหมสนังฯเจาะภณะแน่ว................ลุดีแล้วมิชั่วเลย ยังกอปรประโยชน์สิพหุเอ่ย...........................พระพุทธ์องค์ตริถูกแฉ ๕๒.พลันแลพระพุทธ์เจ้า............................ลุกหนา ทรงตรัสอานนท์ครา......................................กล่าวถ้อย "เสกขปฏิปทา"..............................................เจิดแจ่ม แลเหล่าศากยะคล้อย....................................ชี่นแล้สรรเสริญ ฯ|ะ แสงประภัสสร ๓. เสขปฏิปทาสูตร เจ้าศากยะสร้างสัณฐาคารใหม่ : [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/jwTQm5Cwih7XjDXlM วัดนิโครธาราม = เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนสร้างถวาย เพื่อเป็นพุทธบูชา และรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จกลับนิวัฒน์พระนคร เจ้ามหานามะ = เจ้าชายในศากยวงศ์ เป็นโอรสของเจ้าสุกโกทนะเป็นเชฏฐภาดา (พี่ชาย) ของพระอนุรุทธะ ได้เป็นราชาปกครองแคว้นศากยะในพุทธกาล (ภายหลังพระเจ้าสุทโธทนะ) และเป็นอุบาสกผู้มีศรัทธาแรงกล้า ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้ถวายของประณีต [ก] เจ้าศากยะสร้างสัณฐาคารใหม่ -> สัณฐาคารใหม่ที่พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ให้สร้างแล้วไม่นาน ยังมิได้เคยอยู่เลย จึงถวายเป็นที่ประทับ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคสัณฐาคารนั้นเป็นปฐมฤกษ์เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์สิ้นกาลนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ -> ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน; ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีเป็นอันมาก -> ทรงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาว่า ดูก่อนอานนท์ ปฏิปทาของเสขบุคคลจงแจ่มแจ้งกะเธอ เพื่อพวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์เถิด เราเมื่อยหลัง เราจักเหยียดหลังนั้น ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดให้ปูลาดผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น สําเร็จสีหไสยา ด้วยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะ ทรงมนสิการสัญญาในอันที่จะเสด็จลุกขึ้น [ข] ข้อปฏิบัติของพระเสขะ เสขปฏิปทา = ปฏิปทาที่เป็นมงคล เป็นปฏิปทาของผู้เจริญในพระพุทธศาสนา เพื่อมุ่งหวังความเป็นมงคลแก่ท้องพระโรง (สันถาคารศาลา) หลังใหม่ และเพราะมีพระเสขบุคคลเป็นอันมากนั่งอยู่ในบริษัท เมื่อตรัสปฏิปทาข้อนี้แล้ว พระเสขบุคคลเหล่านั้นจักกำหนดได้อย่างไม่ลำบาก ทั้งเป็นปฏิปทาที่รวมไว้ซึ่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหัวใจ เป็นข้อปฏิบัติหลักในพระศาสนา เพราะเหตุดังกล่าวมานี้พระผู้มีพระภาคจึงทรงกำหนดตรัสเสขปฏิปทาสูตรในกาลนี้ |
||
|
7
เมื่อ: 30, เมษายน, 2569, 07:44:32 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร ๓๓.สงฆ์บรรลุ"ฌานตติยะ"พา..................."อุเบกขา"ซิกลางแล สงฆ์อยู่สิสุขเพราะสติแท้..............................ปะคำเสริญวะสุขหนา ๓๔.คราลุฌานสี่แล้ว.................................สภาพไกล "ทุกข์สุข" เพราะตัด"ทุกข์,สุข"ไส..................................ผลักพ้น "โสมนัส,โศก"ดับไว.......................................ไปแน่ว "อุเบกขา"เหลือด้น........................................แม่นแล้"สติ"มี ๓๕.ดูก่อน"มหาฯ"อริยะสงฆ์.......................เหมาะ"ศีล"บ่ง,เจาะอินทรีย์ "ภัตรรู้ประมาณ"มิพหุชี้.................................ซิ"เพียรตื่น"ตลอดเผย ๓๖.เปรยสงฆ์ประกอบพร้อม...................."ปุริสธรรม" เจ็ดแล คนมุ่งดีเลิศนำ..............................................เก่งแท้ ละฌานหนึ่งถลำ..........................................ฌานสี่ ตามมา โดยง่ายมิยากแล้.........................................สุขน้อมหทัยใส ๓๗.เป็น"เสขะมีปฏิปทา"...........................จะศึกษาพระธรรมไว พร้อมคุณธรรมก็ดุจะ"ไข่"............................มิเน่า,ปลอดกิเลสหนา ๓๘.คราสงฆ์ควรตรัสรู้..............................ลุธรรม ปลอดโปร่งกิเลสทำ.....................................หม่นเศร้า มิมีกิเลสกอปรนำ.........................................ทุกข์พร่ำ จะไม่มีธรรมเร้า...........................................เลิศแล้ใดเผย ๓๙.แม่ไก่สิฟักพิริยะกก............................ซิ"ไข่"ปกลุอุ่นเอ่ย ลูกไก่เจาะเปลือกเฉาะกระเทาะเชย..............ก็แม่ไก่มิตั้งหวัง ๔๐."มหานาม"ฟังเพ่งแล้............................เหมือนกัน การฟัก สงฆ์เคร่งคุม"ศีล"ครัน...................................มุ่งแล้ว อินทรีย์เก่งคุมทัน.........................................มิหวั่น เพียรตื่นพฤติธรรมแกล้ว..............................จ่อพริ้งเร็วหนา ๔๑.สงฆ์มีสิ"สัปปุริสธรรม"........................เหมาะเจ็ดล้ำยะยิ่งกล้า ฌานหนึ่งลุสี่ก็หิตะพา...................................กิเลสคลายลุสุขหมาย ๔๒.กราย"เสขะ"มุ่งแม้น...........................ปฏิปทา คุณธรรม ลิตัดกิเลสพา...............................................ตรัสรู้ สงฆ์มิกอปรกิเลสหนา..................................ธรรมช่วย ธรรมยิ่งหาใดสู้............................................ไม่ช้อยเทียมแฉ ๔๓.แลท่าน"มหาฯ"เพราะจตุต์ฌานฯ.........."อุเบกฯ"กรานเจาะเหตุแล จิตใจสะอาดลุสติแปล้..................................ระลึกชาติหละหลายเผย ๔๔.เกยระลึกจากหนึ่งแล้..........................เป็นแสน ก็มี กัปเสื่อม,กัปเจริญแผน..................................หยั่งแล้ว ภพใดชื่อไรแกน...........................................แลทราบ ตายมุ่งภพไหนแจ้ว.......................................รับรู้ละเอียดดี ๔๕.ฌานหนึ่งจะรู้ระยะเกาะทุกข์................จะเกิดรุก ณ ภพนี้ มีอายุยืนเจาะจิรชี้.........................................เพราะวิชชาลุของสงฆ์ ๔๖.สงฆ์ตรงทราบสัตว์แท้..........................เกิด,ตาย ตกยาก,มิดีกราย...........................................แจ่มแจ้ง โดยทิพย์จักษุปราย.......................................ทุจริต คราชีพปลงมิแกล้ง........................................จุ่งยั้ง ณ อบาย ๔๗.สัตว์ที่ประกอบกะสุจริต........................วจีกิจหทัย,กาย เขาไม่ติเตียนอริยะผาย.................................ซิตายแล้วสวรรค์ครอง ๔๘.สงฆ์ตรึกตรองมุ่งแจ้ง..........................."เจโต- วิมุตติ" "วิมุตติปัญญา"โข..........................................หลุดพ้น "อาสวะ"วายจะโง..........................................เพราะเลิศ ปัญญา เป็นวิชชาสงฆ์ท้น..........................................จุ่งด้วยฌานหนา |
||
|
8
เมื่อ: 29, เมษายน, 2569, 07:59:31 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
บ้านกลอนเราเขารู้ปลอดผู้บ่าว มีแต่สาวล้วนล้วนน่าชวนขัน ![]() |
||
|
9
เมื่อ: 29, เมษายน, 2569, 07:57:48 PM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
รักเอยรักร้อน รุมเร้าหลอนหลอกจิตริษยา เริ่มจากลมพรมแผ่วแว่วอุรา กลายเป็นวาตภัยเข้าในทรวง โถมประดังดั่งคลื่นสะอื้นไห้ พังทลายหัวใจที่ห่วงหวง มืดทะมึนกลืนกินสิ้นทั้งปวง พิษรักลวงเล่นหลอกหลอนใจเอย ![]() กุ้งนา |
||
|
10
เมื่อ: 29, เมษายน, 2569, 08:34:51 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร ๑๗.สี่,"สงฆ์ประกอบพิรยะ"หนา.................กระทำกล้าซิ"ตื่น"พาน ทั้งวันและคืนหทยะฉาน...............................สะอาดจากนิวรณ์แฉ ๑๘.แลนิวรณ์ปราศแท้..............................ตัดครัน กามคุณ "พิฆาต,ซึมเซา"พลัน.....................................ขจัดแล้ "จิตคิดซ่าน"ปลงสรรค์..................................ลาเลิก พึง"เลิกสงสัย"แท้.........................................จิตพร้อมลุธรรม ๑๙."กลางวันหทัยชระนิวรณ์"....................ลุนั่ง,จรตลอดนำ ครา"ปฐมยาม"ก็ดุจะทำ.................................จะเดิน,นั่งสะอาดใจ ๒๐.ไว"มัชฌิมฯ"พักแล้..............................หลับนอน ใจมั่นจะลุกถอน...........................................จดรู้ "กาลปัจฉิม"ลุกยอน......................................จากตื่น จิตบริสุทธิ์สู้.................................................นั่งแล้วสลับเดิน ๒๑.ห้า,สงฆ์ปะ"สัปปุริสธรรม".....................ก็ธรรมพร่ำซิ"ดี"เชิญ มีเจ็ดประการเจาะนฤเสริญ............................บุรุษดีเจริญหนา ๒๒.ศรัทธามีแน่แท้.....................................พุทธองค์ เป็นยิ่งอรหันต์ยง...........................................ตรัสรู้ "วิชชา"เด่นธรรมตรง......................................คลายทุกข์ ศาสดา,เทพ,มนุษย์จู้.......................................ไป่แล้ใครเหมือน ๒๓."เป็นผู้ละอายเจาะหิริ"มัว.......................มิทำชั่วซิสามเตือน "กาย,พูดและใจ"จะชิระ"เกลื่อน......................กุศลครันเจริญหนา ๒๔.คราเป็น"โอตตัป์ฯ"แล้...........................เกรงกลัว บาปแล เกรงต่อทุจริตมัว............................................ชั่วแท้ กาย,ใจ,พูดเลวรัว...........................................มิพฤต อกุศล จึงส่งสุขผลแล้...............................................ห่างพ้นภัยพาล ๒๕.ผู้ฟังพระธรรมและริสะสม......................วจีคมสะอาดกราน นำไปประพฤติเจาะปฏิบัติขาน........................."พหูสูตรเจาะรู้,จำ" ๒๖.ธรรมงามนำเริ่มต้น................................."ศีล"แฉ งามท่ามกลาง"สมาธิ์"แล..................................แน่วน้อม งามปลายสุดมิแปร..........................................มียิ่ง "ปัญญา" ประกาศพรหมจรรย์พร้อม...............................อรรถถ้อยสมบูรณ์ ๒๗."ผู้เพียรขยันละอกุศล.............................ผจญผลกุศลพูน เข้มแข็งและมั่นลุธุระคูณ.................................ลิความชั่วมลายหาย ๒๘.ผู้กรายสติยิ่งแล้ว...................................ปัญญา รักษ์ตน ตามระลึกตรึกหนา...........................................ชัดแจ้ง จำกิจที่ทำมา...................................................นานก่อ คำกล่าวนานนมแย้ง.........................................นึกได้เร็วพลัน ๒๙.มีปัญญะยิ่งอริยะเทิด..............................ลุเห็น"เกิดและดับ"ครัน ทำลายกิเลสลุรวะสรรค์....................................ลิทุกข์ทนเกษมศานติ์ ๓๐.หก"การไหนมุ่งล้ำ...................................จตุต์ถฌาน สาวกอริยะพาน................................................ล่วงแล้ว มีจิตหนึ่งสุขกราน.............................................ยลแน่ ลุง่ายประสงค์แกล้ว..........................................สงบแท้สุขพาน ๓๑.สงฆ์จ่อปฐมฯเพราะมละ"กาม"..................สงัดผลามซิชั่วราน สงฆ์มี"วิตก"ประลุ"วิจาร"...................................ลุ"สุข,ปีติ"เงียบเผย ๓๒.ฌานสองเกยแน่แล้ว................................จิตใส "อุเบกขา"วางใจ................................................แน่วแท้ สติ,สัมปชัญฯไว................................................เร็วตรึก สุขเพราะนามกายแล้.........................................หมดสิ้น"ปีติ"แฉ |
||