Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:39:33 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (สูตรว่าด้วยประทานโอวาทแก่พระมาลุงกย สูตรใหญ่)

วสันตภุชงคฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบพุทธ์เจ้าพระอรหันต์.......................กรุณดั้นประชา,สงฆ์
เป็นศาสดาพิริยะบ่ง.......................................ตริสั่งสอนอดุลย์ธรรม

    ๒.ทรงนำอริยสัจสี่พร้อม.............................แสดงแล
ธรรมผลักทุกข์เข็ญแฉ...................................ล่วงแล้ว
ชน,สาวกทราบแด..........................................ลุแน่ว อรหันต์
มิกลับมาเกิดแป้ว............................................กล่าวทั้งภพสาม

    ๓.คราวพุทธเจ้าลุจระเกร่............................."วิหารเชตวัน"ราม
สาวกลุเฝ้าเจาะสุตะความ................................กะ"โอรัมยะสังฯ"แล

    ๔.แฉพุทธ์องค์มุ่งแท้....................................ถามครา ภิกขุ
ทรงเทศน์"โอรัมภาฯ".......................................ก่อนนี้
มีใครจุ่งจำหนา................................................รายละเอียด
ตอบรี่",มาลุงฯ"ชี้..............................................บ่งห้า"โอรัมฯ"

   ๕."มาลุงฯ"เจาะปัญจมะสิฉาย.........................ลุ"สักกายฯ"ซิยึดทำ
"สีลัพฯ,ระแวง,วิจิฯ"กระหน่ำ..............................ปะ"กามราคะ,ฆาต"เผย

    ๖.พุทธ์องค์เคยกล่าวไว้................................ยึดตน สักกายฯ
เดียรถีย์เถียงยล..............................................เกี่ยงแย้ง
ทารกไม่คิดดล.................................................ยึดมั่น ตัวตน
จะก่อสักกายฯแสร้ง.........................................เกิดได้ไฉน

     ๗.พุทธ์เจ้าสิตรัสผิศิศุชี้................................จะไม่มีตริ"ตน"ได้
แต่มีกิเลสเลาะอนุสัย........................................ณ ตอนโตจะทำงาน

    ๘.พุทธ์องค์กรานถูกต้อง...............................สงสัย "วิจิกิจฯ"
เด็กอ่อนมิคิดใด...............................................นิ่งเฝ้า
กิเลสนิ่งนอนไกล.............................................เฉยอยู่
เติบใหญ่มีเหตุเร้า............................................จึ่งพร้อมแสดงหนา

    ๙.ศีลหลายมิมีกะศิศุฉาย..............................เพราะนอนหงายมิคิดกล้า
"สีลัพฯ"มิเกิดอภวคว้า......................................กิเลสนอนกะเด็กแล

    ๑๐.แฉกามอันอื่นนั้น....................................พอใจ "กามฉันทะ"
เด็กไม่มีรักใด..................................................นิ่งแท้
"กามราคะ"นอนไป...........................................มิตื่น
เติบใหญ่เหตุครบแล้........................................จุ่งพร้อมทำการ

    ๑๑.เด็กอ่อนมิคิดปะทะกะใคร.......................เพราะห่างไกลจะคิดพาล
แต่เชื้อกิเลสศยณะขาน...................................ซินอนแฝงชลอเผย

    ๑๒.อานนท์เปรยพุทธ์เจ้า.............................เทศนา "โอรัมฯ"
ตัดกิเลสถาวรครา...........................................มุ่งห้า
พุทธ์องค์บ่งกิเลสมา........................................ชนไป่ ฟังธรรม
มิชิธรรมขาดล้า..............................................กิเลสท้นตัวตน

    ๑๓."สักกายฯ"สิรุมหทยะชัด.........................อุบายตัดละไม่ยล
"สักกายกิเลสปะปุถุชน....................................จะถูกรัด ณ วัฏเวียน

    ๑๔.จิตคนเถียรรัดด้วย................................."วิจิกิจฉา สงสัย"
"สังโยชน์ฯ"ผูกมัดครา......................................คุดคู้
ลังเลรัตน์ตรัยพา.............................................จิตห่าง โลกธรรม
พลังไม่มีจะสู้...................................................ตัดแลัวขจัดไกล
 
   ๑๕."สีลัพฯ"สิทำหทยะจด..............................เจาะ"ศีล,พรตและงามไข
เชื่อว่าพิธีจะหิตะไซร้.......................................สะอาดทุกข์มลานเผย

    ๑๖.เปรยชนมิห่อนรู้.....................................กับอุบาย สลัดออก
สีลัพฯสังโยชน์ฉาย.........................................ผูกแท้
กำลังแกร่งจะตัดวาย.......................................ควรจ่อ ธรรมสูง
เจริญมรรคแปดครบแล้...................................ตัดสิ้นกิเลสแฉ

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ๛ รอการบันทึก ๛
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:04:01 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ครั้นฝนซาฟ้าหม่นก็พ้นผ่าน
เหลือรอยธารพร่างงามยามรุ่งสาง
เงาอดีตเลือนลับกับฟ้าจาง
ครั้นปล่อยวาง ทุกข์เลือนเหมือนฝนซา

〆  ลิตเติลเกิร์ล  〆

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...สัญญาใจ ღ
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:43:00 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...สัญญาใจ ღ

คำสัญญาคราฝากจากวันนั้น
ยังอุ่นขวัญประพรมกลางลมหวน
แม้ทางไกลใจนี้มิเรรวน
ยังอบอวนอุ่นรักมิพักวาง

หากรักร้าวคราวเธอเผลอแปรผัน
เหลือเพียงฉันกับเงาเศร้าไม่สร่าง
แม้ดาวเดือนเลื่อนลับกับฟ้าจาง
มิอาจขวางรักคราสัญญาใจ

แม้ความตายหมายพรากจากอ้อมกอด
ยังพร่ำพลอดกอดขวัญมิหวั่นไหว
จะเกิดดับลับร่างสักครั้งใด
ยังเก็บไว้คำมั่นนิรันดร

“คำสัญญาอยู่ในวันนั้น…การรักษามันอยู่ในวันนี้”

     ₰  ลิตเติลเกิร์ล  ₰

✧・゚: *✧・゚:*✧・゚: *✧・゚:*

♬  สัญญาใจ  ♬

ศิลปินต้นฉบับคือ เกศรา สุดประเสริฐ



 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:15:53 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ วจีกรรมเห็นปานนี้ เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยวจีกรรมนั้นแล
[ง] ทรงสอนให้พิจารณามโนกรรม
(๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางใจ เธอพึงพิจารณามโนกรรมนั้นเสียก่อนว่า
 -> ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางใจ ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละมโนกรรมเห็นปานนี้
(๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนมโนกรรมเห็นปานนี้
(๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางใจแล้ว ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงอึดอัด ระอา รังเกียจมโนกรรมเห็นปานนี้ แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลาง. อยู่ด้วยมโนกรรมนั้นแล
(๑๐) ราหุล สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมแล้ว
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดพิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระมโนกรรม อย่างนี้
-> แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักชำระกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้ว
จักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรมอย่างนี้แล
(๑๑) ถึงสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลกำลัง ชำระกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอยู่
~ สมณะหรือพราหมณ์ = ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวกของพระตถาคต
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้วจึงชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระมโนกรรม อย่างนี้แล
(๑๒) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราพิจารณาดีแล้วจักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรม’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล
(๑๓) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
จูฬราหุโลวาทสูตรที่ ๑ จบ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:27:30 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

สักวาอยากเห็นเจ้าแมวส้ม
รู้ทางลมเข้าหาฝาตุ่มนั่น
รู้ว่าชาวบ้านน้อยรักสัตว์กัน
รีบสร้างความผูกพันขึ้นทันที
จะหล่อเหลาขนาดไหนอยากใคร่รู้
กลมเหมือนหมูหรือว่าหน้าเหมือนหมี
ว่าแมวส้มให้โชคหากเลี้ยงดี
อย่างน้อยมีเพื่อนเพิ่ม.. เสริมสุขเอย ฯ
 AddEmoticons00935
- Black Sword -
 (หมู มยุรธุชบูรพา)

หากมีเวลาหรือสะดวกเมื่อไร ถ่ายรูปมาอวดกันบ้างน้าา
 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:25:43 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

คิดมากมากเหนื่อยจังนั่งก่อนซี      หม่ำกันก่อนก็ดีค่อยว่ากัน
 

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:13:30 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)


เจอแผนใหม่บอกด้วยช่วยหน่อยนะ    เราก็จะขอบคุณเปลี่ยนหุ่นหมี 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:20:18 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

(๓.๔) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางกายเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓.๕) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๖) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางกายเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๓.๗) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางกาย ก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแลว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๘) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๓.๙) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๐) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละกายกรรมเห็นปานนี้เสีย
(๓.๑๑) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๒) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนกายกรรมเห็นปานนี้
(๓.๑๓) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางกายแล้ว ก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแลว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๔) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระนั้นหรือ’
(๓.๑๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๖) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กายกรรมเห็นปานนี้
(๓.๑๗) เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายแล้วสำรวมต่อไป
(๓.๑๘) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๙) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’
(๓.๒๐) เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยกายกรรมนั้นแล
[ค] ทรงสอนให้พิจารณาวจีกรรม
(๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางวาจา เธอพึงพิจารณาวจีกรรมนั้นเสียก่อนว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง; เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง; เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางวาจาเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางวาจาเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางวาจา ก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแลว่า ‘วจีกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์
เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า วจีกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
->วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละวจีกรรมเห็นปานนี้
(๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนวจีกรรมเห็นปานนี้
(๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางวาจาแล้ว ก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแลว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากากระนั้นหรือ’

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:18:03 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

[ข] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลือน้ำหน่อยหนึ่งไว้ในภาชนะน้ำ
(๑) แล้วรับสั่งเรียกท่านพระราหุลมาตรัสว่า “ราหุล เธอเห็นน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งในภาชนะนี้ไหม”
(๑.๑) ท่านพระราหุลกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็มีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งอย่างนี้”
~ น้ำเหลือติดก้นภาชนะ = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่เหลือน้อยนิด
(๑.๒) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่งทิ้ง
-> แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “ราหุล เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเททิ้งไหม”
“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็มีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนน้ำที่เททิ้งแล้วอย่างนี้”
~น้ำที่เททิ้งแล้ว = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ถูกบุคคลนั้นเททิ้งไปแล้ว
(๑.๓) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “ราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้ไหม”
“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
~ ภาชนะที่ถูกคว่ำ = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ถูกคว่ำทิ้ง ไม่สามารถรองรับคุณงามความดีใดๆ ได้อีก
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็เหมือนภาชนะน้ำที่คว่ำแล้วอย่างนี้”
(๑.๔) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้ไหม”
“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็เหมือนภาชนะน้ำที่ว่างเปล่าอย่างนี้
~ ภาชนะที่หงายแต่ว่างเปล่า = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ว่างเปล่า ไม่มีคุณธรรมหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
(๑.๕) เปรียบเหมือนช้างต้นมีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยเท้าหลังทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยกายท่อนหน้าบ้าง; ด้วยกายท่อนหลังบ้าง; ด้วยศีรษะบ้าง; ด้วยหูทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยงาทั้ง ๒ บ้าง, ด้วยหางบ้าง;
-> สงวนไว้แต่งวงเท่านั้น เพราะการที่ช้างสงวนงวงไว้นั้น ควาญช้างมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ช้างต้น เชือกนี้มีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง;ฯลฯ ด้วยหางบ้าง; สงวนไว้แต่งวงเท่านั้น ชื่อว่า ช้างต้นยังสละไม่ได้กระทั่งชีวิต’
~ จึงชื่อว่าสละชีวิตเพื่อผู้อื่นได้ แต่อวัยวะคือ งวง นั้น ย่อมสงวนไว้ไม่ยอมให้รับความกระทบกระเทือนอันตรายใดๆ
(๑.๖) เมื่อใด ช้างต้นมีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยเท้าหลังทั้ง ๒ บ้าง; ฯลฯ ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง
-> เพราะการที่ช้างทำการงานด้วยงวงนั้น เมื่อนั้น ควาญช้างจึงมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ช้างต้นเชือกนี้ มีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วย เท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ฯลฯ ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง
-> ชื่อว่าช้างต้นสละได้กระทั่งชีวิต’ บัดนี้ ‘ไม่มีอะไรที่ช้างต้นจะทำไม่ได้’ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน
-> ไม่กล่าวว่า ‘บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ จะไม่ทำบาปกรรมอะไรเลย’
(๑.๗) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราจักไม่กล่าวเท็จ แม้เพื่อให้หัวเราะกันเล่น’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ราหุล”
[ข] ทรงสอนให้พิจารณากายกรรม
(๑) พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ราหุล เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร กระจกมีประโยชน์อย่างไร”
-> ท่านพระราหุลทูลตอบว่า “มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระพุทธเจ้าข้า”
(๒) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อย่างนั้นเหมือนกัน ราหุล บุคคลควรพิจารณาให้ดี แล้วจึงทำกรรมทางกาย; พิจารณาให้ดีแล้วจึงทำกรรมทางวาจา; พิจารณาให้ดีแล้วจึงทำกรรมทางใจ
(๓) ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางกาย เธอพึงพิจารณากายกรรมนั้นเสียก่อนว่า
(๓.๑) ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๒) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๓.๓) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:21:11 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

สักวาแมวส้มแวะมาหา
เดินช้าช้าตรงมาทำตาใส
ส่งเสียงอ้อนอ่อนหวานสำราญใจ
คลอเคลียใกล้แขนขามาทักกัน
ฉันยื่นอาหารแมววางตรงหน้า
เจ้าสบตาพาใจให้สุขสันต์
ไม่เอ่ยเสียงเพียงใจก็ใกล้กัน
เพื่อนใหม่ฉันน่ารักไม่น้อยเอย

 AddEmoticons00942

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.576 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...