Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:01:08 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


อำนาจแห่งความคิดถึง

สักวาความคิดถึงตรึงดวงจิต
เนรมิตภาพรักสลักเด่น
ผูกพันใจไม่คลายไม่วายเว้น
ความห่วงใยไหวเอนตามสายลม

แม้ห่างไกลใจยังเฝ้าประคองรัก
คิดถึงหนักหน่วงใจให้ขื่นขม
แต่กลับเป็นพลังใจให้ชื่นชม
ความคิดถึงแอบบ่มรื่นรมย์เอย
 AddEmoticons00942
ฝาตุ่ม

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / หยาดพิรุณโปรยปราย
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 11:54:06 AM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม




หยาดพิรุณโปรยปราย

ท้องนภาหม่นแสงด้วยแรงฟ้า
หมู่เมฆาเคลื่อนคล้อยลอยสับสน
ลมกรรโชกโบกพริ้วหิ้วละอองชล
พรมร่างคนล้าแรงกลางแสงเลือน

เสียงหยาดฝนหล่นรินชะดินแห้ง
ปลุกความแล้งหลบเร้นไม่เป็นเพื่อน
ความเหงาโชยโปรยปรายคล้ายมาเตือน
ภาพพร่าเลือนในใจไม่อาจจาง

กระแสธารหลั่งไหลไปตามทิศ
เหมือนชีวิตต้องสู้ใจอยู่ข้าง
ความเหนื่อยอ่อนทอนใจให้เบาบาง
ท่ามกลางสายหมอกลางที่ขวางตา

ฟ้าหลังฝนย่อมใสในวันใหม่
ความหม่นใดหายวับลับทิวหา
ความสดชื่นคืนฟื้นตื่นขึ้นมา
หวังที่ปรารถนายังคงเดิม

ฝาตุ่ม

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 11:43:33 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


แก้วโอเลี้ยงแจกไปถือไว้ชน    ไชโยกันท่วมท้นคนบ้านน้อย  AddEmoticons00941

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:19:06 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร

(๕.๕) เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๕.๖) เป็นผู้มีสติ = คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ ตามระลึกได้ แม้ซึ่งกิจการที่ทําไว้แล้วนาน แม้ซึ่งถ้อยคําที่พูดไว้แล้วนาน
(๕.๗) เป็นผู้มีปัญญา = คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชําแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
[๖] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมอาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ลําบาก คือ
~ ทิฏฐธรรม, ทิฏฐธัมม์ = สิ่งที่มองเห็น, สภาวะหรือเรื่องซึ่งเห็นได้ คือ ปัจจุบัน, ชีวิตนี้, ชาตินี้, ทันเห็น, เรื่องรูปธรรม, จำพวกวัตถุ, ด้านรูปกาย
(๖.๑) อริยสาวก สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติ และสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
(๖.๒) บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
(๖.๓) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
(๖.๔) บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู
[ค] เสขปฏิปทา
-> ดูก่อนมหานาม เพราะอริยสาวกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้; คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างนี้; รู้จักประมาณในโภชนะอย่างนี้; ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างนี้; ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ อย่างนี้; เป็นผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมอาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมตามความปรารถนา เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ลําบาก อย่างนี้
-> บัณฑิตจึงกล่าวอริยสาวกนี้ว่า เป็นผู้มีเสขปฏิปทา ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมซึ่งเป็นดุจฟองไก่ที่ไม่เน่า; ควรจะชําแรกกิเลส; ควรจะตรัสรู้; ควรจะบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากกิเลสเครื่องประกอบ; ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
-> ดูก่อนมหานาม เปรียบเหมือนฟองไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ฟองไก่เหล่านั้น แม่ไก่นอนทับ กก อบให้ได้ไออุ่นดีแล้ว ถึงแม่ไก่นั้นจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอลูกไก่เหล่านี้พึงทําลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจงอยปาก ออกได้โดยสะดวกเถิด ดังนี้ ลูกไก่ภายในเปลือกไข่นั้น ก็คงทําลายเปลือกไข่ออกได้โดยสวัสดี ฉันใด
-> ดูก่อนมหานาม อริยสาวกก็ฉันนั้น เพราะท่านเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้; คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างนี้; รู้จักประมาณในโภชนะอย่างนี้; ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างนี้; ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ อย่างนี้; เป็นผู้ได้ฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมอาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก ไม่ลําบาก อย่างนี้; บัณฑิตจึงกล่าวอริยสาวกนี้ว่า เป็นผู้มีเสขปฏิปทา ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมซึ่งเป็นดุจฟองไก่ที่ไม่เน่า ควรจะชําแรกกิเลส ควรจะตรัสรู้ ควรจะบรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากกิเลสเครื่องประกอบ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
-> ดูก่อนมหานาม อริยสาวกนั้นอาศัย จตุตถฌาน มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่านี้อย่างเดียว ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกําหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกําหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
~ สังวัฏฏกัป = กัปที่กำลังเสื่อมลง มี ๓
~ วิวัฏฏกัป = กัปที่กำลังเจริญขึ้น
~ สังวัฏวิวัฏกัป = ช่วงเวลารวมที่โลกและจักรวาลมีการพินาศ (สังวัฏฏะ) และเจริญขึ้นใหม่ (วิวัฏฏะ) เป็นวัฏจักรยาวนานนับไม่ถ้วน (อสงไขย) ซึ่งประกอบด้วย ๔ ช่วงเวลาหลักคือ โลกกำลังพินาศ, โลกพินาศแล้ว, โลกกำลังเจริญ, และโลกเจริญเต็มที่ รวมกันเป็น ๑ มหากัป
-> ข้อนี้เป็นความแตกฉานแห่งฌานข้อที่หนึ่งของอริยสาวกนั้น เปรียบเหมือนลูกไก่เจาะเปลือกไข่ออกฉะนั้น; เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ; มีกําหนดอายุเพียงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ นี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง
-> แม้ข้อที่อริยสาวกเห็นหมู่สัตว์ที่กําลังจุติ กําลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําด้วยอํานาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:50:53 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

ช่วยกันยันเสร็จสรรพสำรับพร้อม  มานั่งล้อมวงนับขยับก้น 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:49:06 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

นึกว่าใช้ท่อไม้ตับไตพัง     ใช้ใจยังรับได้ไม่กังวล
 

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:06:22 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ใช้ใจยันซิจ๊ะพูดมาได้    คิดว่าใช้สิ่งไหนในเบื้องหลัง 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:23:18 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร

ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เชิญท้าวมหานามศากยะ ฟังธรรม ๖ อย่าง ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล; ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย; ผู้รู้ประมาณในโภชนะ; ผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น; ผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ; ผู้ได้ฌานทั้ง ๔  ดังนี้
[๑] ดูก่อนมหานาม อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล อย่างไร
คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สํารวมระวังในพระปาติโมกข์; ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย; สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
~อาจาระ = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความสำรวมระวังในศีลทั้งปวงและความที่ภิกษุไม่เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาอาชีวะ ที่พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ
~ โคจร = หมายถึงการไม่เที่ยวไปยังสถานที่ไม่ควรเที่ยวไป เช่น ที่อยู่ของหญิงแพศยา การไม่คลุกคลีกับบุคคลที่ไม่สมควรคลุกคลีด้วย เช่น พระราชา การไม่คบหากับตระกูลที่ไม่สมควรคบหา เช่น ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส
[๒] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๒.๑) คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมจักขุนทรีย์ -> ถ้าไม่สํารวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงํา
-> รักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสํารวมในจักขุนทรีย์
(๒.๒) ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว... (๒.๓) ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว... (๒.๔) ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว... (๒.๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว... (๒.๖) รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสํารวมมนินทรีย์ที่ไม่สํารวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงํานั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์; ชื่อว่าถึงความสํารวมในมนินทรีย์
~อนุพยัญชนะ  = ส่วนละเอียดที่ทำให้กิเลสปรากฏ หมายถึง ส่วนละเอียดของรูปร่างสัณฐาน หรือ ความหมาย ที่จิตคิดถึงจากสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่นปาก คอ คิ้ว คาง ริ้วรอยของใบหน้าที่เป็นส่วนละเอียดของร่างกาย หรือส่วนปลีกย่อยของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น
~ อายตนะ ภายใน ๖ = ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ
~ อินทรีย์ ๖ = จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์ และ มนินทรีย์
-> คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = การสำรวมกรรมทวาร (คือ กาย วาจา ใจ) ในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
[๓] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ
คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนกินอาหารไม่ใช่เพื่อจะเล่น; เพื่อจะมัวเมา; เพื่อความผ่องใส; เพื่อความงดงาม; เพียงเพื่อความดํารงอยู่แห่งกายนี้; เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้; เพื่อบําบัดความอยากอาหาร เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์; ด้วยคิดว่า จักกําจัดเวทนาเก่าเสียด้วย; จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย; ความเป็นไปแห่งอิริยาบถ ความเป็นผู้ไม่มีโทษ และความอยู่เป็นผาสุกจักมีแก่เรา
[๔] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่น คือ
(๔.๑) เวลากลางวันชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง (๔.๒) เวลากลางคืน ในปฐมยาม ชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง (๔.๓) เวลากลางคืน ในมัชฌิมยาม สําเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ มนสิการสัญญาในอันที่จะลุกขึ้น (๔.๔) เวลากลางคืน ในปัจฉิมยาม ลุกขึ้นแล้ว ชําระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการเดิน การนั่ง
[๕] ดูก่อนมหานาม อย่างไร อริยสาวกจึงชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ (ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ) คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้
(๕.๑) เป็นผู้มีศรัทธา = คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า เพราะทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ; ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ทรงรู้แจ้งโลก; เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า; เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จําแนกพระธรรม
(๕.๒) เป็นผู้มีหิริ = คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
(๕.๓) เป็นผู้มีโอตตัปปะ = คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
(๕.๔) เป็นพหูสูต = ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจําไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 01, พฤษภาคม, 2569, 11:20:36 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword
อ้างจาก: ขวัญฤทัย (กุ้งนา) ที่ 01, พฤษภาคม, 2569, 08:59:00 PM

มาช่วยยันอีกด้วยไม่ขวยเขิน    น่ารักเกินนะคุณหุ่นน้องหมี  AddEmoticons00916

ใช้อะไรยันนะช่วยบอกที     รู้สึกจุกเต็มที่นิแปลกจัง
 

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 01, พฤษภาคม, 2569, 08:59:00 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

มาช่วยยันอีกด้วยไม่ขวยเขิน    น่ารักเกินนะคุณหุ่นน้องหมี  AddEmoticons00916

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.129 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...