Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:48:07 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ไม้อะไรดีเธอเจอทางตัน    หรือไม้นั้นต้องใหญ่ล้อใส่ปลาย 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:02:16 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๓๘.๕) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่
(๓๘.๖) คำว่า ภายในตน = เป็นภายในตน; มีเฉพาะตน
(๓๘.๗) ในคำว่า มีจิตสงบ นั้น จิต = เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้เป็นธรรมชาติสงบระงับ; สงบเงียบภายในตน; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีจิตสงบภายในตน
(๓๙) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ จะแยกเป็นอุทธัจจะ กับ กุกกุจจะ
(๓๙.๑) อุทธัจจะ = เป็นไฉน
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต; ความไม่สงบแห่งจิต; ความซัดส่ายแห่งจิต; ภาวะที่พล่านไปแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุทธัจจะ
(๓๙.๒) กุกกุจจะ = เป็นไฉน
ความสำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ฯลฯ; ความยุ่งใจ; นี้เรียกว่า กุกกุจจะ
(๓๙.๓) จิต = เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
(๓๙.๔) ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุดพ้นจากอุทธัจจะและกุกกุจจะนี้ จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ
(๔๐) ในคำว่า ละวิจิกิจฉาได้แล้ว นั้น วิจิกิจฉา = เป็นไฉน
(๔๐.๑) ความเคลือบแคลง; กิริยาที่เคลือบแคลง; ภาวะที่เคลือบแคลง; ความคิดเห็นไปต่างๆ; ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้; ความเห็นเป็น ๒ แง่; ความเห็นเหมือนทาง ๒ แพร่ง; ความสงสัย; ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้; ความคิดส่ายไป;ความคิดพร่าไป; ความไม่สามารถหยั่งลงถือเอาโดยเป็นยุติได้; ความกระด้างแห่งจิต; ความลังเลใจ; นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา
(๔๐.๒) วิจิกิจฉานี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า ละวิจิกิจฉาได้แล้ว
(๔๐.๓) คำว่า เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว = คือ ข้ามขึ้น; ข้ามออกถึงฝั่ง; ถึงความสำเร็จตามลำดับ; จึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว
(๔๐.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ จึงเรียกว่า อยู่
(๔๐.๕) คำว่า ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรม = ไม่เคลือบแคลง; ไม่สงสัย; ไม่มีความสงสัย; หมดความสงสัย; ปราศจากความสงสัยในกุศลธรรม; ด้วยวิจิกิจฉานี้จึงเรียกว่า ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรม
(๔๐.๖) ในคำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา นั้น = วิจิกิจฉา เป็นไฉน
-> ความเคลือบแคลง; กิริยาที่เคลือบแคลง; ภาวะที่เคลือบแคลง ฯลฯ; ความกระด้างแห่งจิต; ความลังเลใจ; นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา
(๔๐.๗) จิต เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
(๔๐.๘) ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์; ให้ผุดผ่อง; ให้หมดจด; ให้หลุด; ให้พ้น; ให้หลุดพ้นจากวิจิกิจฉานี้; จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา
(๔๑) คำว่า ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ = นิวรณ์ ๕ นี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้
(๔๑.๑) คำว่า ที่เป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมอง อธิบายว่า นิวรณ์ ๕ เหล่านี้เป็นเครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง
(๔๑.๒) คำว่า ทอนกำลังปัญญา = ปัญญาที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิด; และปัญญาที่เกิดแล้วก็จะดับไป; เพราะนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ จึงเรียกว่าทอนกำลังปัญญา
(๔๑.๓) ในคำว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย นั้น กาม = เป็นไฉน
(๔๑.๔) ฉันทะชื่อว่ากาม; ราคะชื่อว่ากาม; ฉันทราคะชื่อว่ากาม; สังกัปปะชื่อว่ากาม; สังกัปปราคะชื่อว่ากาม; เหล่านี้เรียกว่า กาม
~ ฉันทะชื่อว่ากาม = ความพอใจ ความยินดี ความรักใคร่ หรือความหลงใหลใฝ่ฝันในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ) เป็นอารมณ์ประเภทโลภะที่เกาะติดและหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์นั้นๆ ถือเป็น ๑ ใน นิวรณ์ ๕
~ ราคะชื่อว่ากามราคะ = ความกำหนัดยินดี ความใคร่ และความเพลิดเพลินใจในวัตถุกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
~ ฉันทราคะ ชื่อว่ากาม = ความพอใจติดใคร่ หรือความชอบใจจนติด เป็นอกุศลฉันทะ (ตัณหาฉันทะ) ที่มีความแรงขึ้นจนเป็นความติดใจ (พลวราคะ) ในอารมณ์ต่างๆ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์
~ สังกัปปะชื่อว่ากาม = ความดำริ ความนึกคิด หรือความตรึกตรองที่พัวพันข้องอยู่ในกามคุณ ๕ จัดเป็นมิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอยากได้ ความใคร่ และความยึดติดในสิ่งน่าพอใจทางประสาทสัมผัส
~สังกัปปะราคะ ชื่อว่ากาม = ความกำหนัด, ความยินดีติดใจ, หรือกามตัณหาที่เกิดขึ้นจากการดำริ (คิด) พร่ำเพ้อใจถึงอารมณ์ที่พอใจ ไม่ใช่แค่ตัววัตถุภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) แต่คือความพอใจที่ปรุงแต่งขึ้นในใจตามอำนาจความตรึกนึกคิด เป็นกิเลสกามที่ทำให้เกิดความติดข้องในกามทั้งปวง

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:47:53 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์
 AddEmoticons00918


   #"Diary"


   ทุกข้อความที่เขียนวนเวียนอ่าน
   ภาพวันวานรื้อฟื้นคืนมาใหม่
   ตัวอักษรทุกตัวจากหัวใจ
   วันเวลาผ่านไป ระหว่างเรา

   นานนับปีที่ไกลไม่เห็นหน้า
   ย้อนเวลาเธอ-ฉันภาพวันเก่า
   สมุดบันทึกรูปนกปกสีเทา
   ฉันยังเฝ้าเปิดดูอยู่ทุกครา

   ความทรงจำถักทอพอนึกถึง
   ใจคำนึง เปิดอ่านทีละหน้า
   คืนข้ามวันผันเวียนเปลี่ยนเวลา
   แต่ทว่า ความหลังฝังใจจำ

   เหลือเพียงภาพฝากไว้ท้าย Diary
   พูดกับภาพทุกทีที่เพ้อพร่ำ
   “คิดถึงเธอคิดถึง”หนึ่งถ้อยคำ
   ฉันพูดซ้ำ หลายหนบนภาพเธอ

   กันต์กรีนซี




 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:13:17 AM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์



   #"ย้ อ น วั น เ ว ล า"


   อยากย้อนวันเวลาถ้าทำได้
   คืนสู่ความเยาว์วัย แต่กาลก่อน
   สู่วัยเด็กวิ่งเล่นกินแล้วนอน
   นึกถึงตอนเดียงสาเวลานี้

   ความรู้สึกนึกคิดรับผิดชอบ
   ไร้เขตขอบ ทั้งภาระและหน้าที่
   การแย่งชิงกับใครไม่ต้องมี
   เป็นเด็กดีของแม่แค่นั้นพอ

   เติบโตขึ้นดิ้นรนบนโลกกว้าง
   ขรุขระบ้างทางฝันอันเกิดก่อ
   ต้องปีนป่ายหมายข้ามความทุกข์-ท้อ
   หมดหนทางร้องขอต่อรองใคร

   วิ่งซุกซนบนสนามตามเพื่อนนั้น
   ข้ามย้อนวันเวลาถ้าทำได้
   เล่นสนุกสุขกายสบายใจ
   คืนสู่วัยวานก่อนย้อน เ ว ล า

   กันต์กรีนซี



 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:34:16 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๕/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๓๓.๖) ความพยาบาท = เป็นไฉน
จิตอาฆาต; ความขัดเคือง; ความกระทบกระทั่ง; ความแค้น; ความเคือง; ความขุ่นเคือง; ความพลุ่งพล่าน;โทสะ; ความคิดประทุษร้าย; ความคิดมุ่งร้าย; ความขุ่นจิต; ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ; ความโกรธ; กิริยาที่โกรธ; ภาวะที่โกรธ; มีลักษณะเช่นว่านี้ (และ) ความคิดประทุษร้าย; กิริยาที่คิดประทุษร้าย; ภาวะที่คิดประทุษร้าย; ความคิดปองร้าย; กิริยาที่คิดปองร้าย ภาวะที่คิดปองร้ายความพิโรธ; ความแค้น; ความดุร้าย; ความเกรี้ยวกราด; ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต; นี้เรียกว่า ความพยาบาท
(๓๓.๗) ความคิดประทุษร้าย = เป็นไฉน
ความพยาบาทอันใด อันนั้นเป็นความคิดประทุษร้าย; ความคิดประทุษร้ายอันใด อันนั้นเป็นความพยาบาท
(๓๓.๘) จิต = เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์; ให้ผุดผ่อง; ให้หมดจด; ให้หลุด; ให้พ้น; ให้หลุดพ้นจากความพยาบาทและความคิดประทุษร้ายนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความคิดประทุษร้าย
(๓๔) คำว่า ละถีนมิทธะได้แล้ว = อธิบายว่า ถีนมิทธะนั้นแยกเป็น ถีนะ อย่างหนึ่ง มิทธะอย่างหนึ่ง
(๓๔.๑) ถีนะ = เป็นไฉน
ความหดหู่; ความไม่ควรแก่การงาน; ความท้อแท้; ความท้อถอยแห่งใจ; ความย่อหย่อน; กิริยาที่ย่อหย่อน; ภาวะที่ย่อหย่อน; ความท้อถอย; กิริยาที่ท้อถอย; ภาวะที่ท้อถอยแห่งใจ; นี้เรียกว่า ถีนะ
(๓๔.๒) มิทธะ = เป็นไฉน
ความไม่สะดวกกาย; ความไม่ควรแก่การงาน; ควาหงอยเหงา; ความซบเซาแห่งกาย; ความง่วงนอน; ความง่วงซึม; ความหลับ; ความโงกง่วง; ความอยากหลับ; กิริยาที่อยากหลับ; ภาวะที่อยากหลับ; นี้เรียกว่า มิทธะ
(๓๔.๓) ถีนะและมิทธะนี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วด้วยประการฉะนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ละถีนมิทธะได้แล้ว
(๓๔.๔) คำว่า เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ = ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ; เพราะสละ; คลาย ปล่อย; วาง; สละคืน; ละและสละคืนถีนมิทธะนั้นแล้ว; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ
(๓๔.๕) คำว่า อยู่ อธิบายว่า ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่
(๓๕) ในคำว่า ได้อาโลกสัญญา นั้น สัญญา = เป็นไฉน
-> ความจำได้; กิริยาที่จำได้; ภาวะที่จำได้; นี้เรียก-> ว่า สัญญา
-> สัญญานี้เป็นความสว่าง; เปิดเผย; บริสุทธิ์ ผ่องใส; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ได้อาโลกสัญญา
(๓๖) ในคำว่า มีสติสัมปชัญญะ นั้น
(๓๖.๑) สติ = เป็นไฉน
-> สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ นี้เรียกว่า สติ
(๓๖.๒) สัมปชัญญะ = เป็นไฉน
ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด; ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยสตินี้และสัมปชัญญะนี้ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ
(๓๗) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ
(๓๗.๑) ถีนะ = เป็นไฉน
ความหดหู่ ฯลฯ; ภาวะที่ท้อถอยแห่งใจ; นี้เรียกว่า ถีนะ
(๓๗.๒) มิทธะ = เป็นไฉน
ความไม่สะดวกกาย ฯลฯ; ภาวะที่อยากหลับ; นี้เรียกว่า มิทธะ
(๓๗.๓) จิต = เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุดพ้นจากถีนมิทธะนี้ จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ
(๓๘) คำว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว = อธิบายว่า อุทธัจจกุกกุจจะนั้น
แยกเป็น อุทธัจจะ กับ กุกกุจจะ
(๓๘.๑) อุทธัจจะ =เป็นไฉน
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต; ความไม่สงบแห่งจิต; ความซัดส่ายแห่งจิต; ภาวะที่พล่านไปแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุทธัจจะ
(๓๘.๒) กุกกุจจะ = เป็นไฉน
ความสำคัญว่า ควรในสิ่งที่ไม่ควร; ไม่ควรในสิ่งที่ควร; มีโทษในสิ่งที่ไม่มีโทษ; ไม่มีโทษในสิ่งที่มีโทษ; ความรำคาญ; กิริยาที่รำคาญ; ภาวะที่รำคาญ; ความเดือดร้อนใจ; ความยุ่งใจ; มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า กุกกุจจะ
(๓๘.๓) อุทธัจจะ และ กุกกุจจะนี้ เป็นอันสงบ; ระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วด้วยประการฉะนี้; จึงเรียกว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว
(๓๘.๔) คำว่า เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน = ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน; เพราะสละคลาย; ปล่อยวาง; ละ; สลัดออก ละและสลัดออกซึ่งอุทธัจจกุกกุจจะ นั้น จึงเรียกว่า เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / ความหวังคือยาชา
 เมื่อ: 06, เมษายน, 2569, 12:37:57 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





มีประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วถึงกับต้องตั้งคำถามกับความเชื่อและสิ่งที่กำลังทำอยู่ในชีวิตอีกครั้ง
.
"Hope is an opiate, not a plan."
ความหวังคือยาชา ไม่ใช่แผนการ
.
Jonathan Goodman เขียนประโยคนี้ไว้ในหนังสือ Unhinged Habits ของเขา และมันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อพูดถึงคนที่ทำเรื่องผิดพลาดหรือล้มเหลว แต่เขากำลังพูดถึงคนที่กำลัง "ทำถูกทุกอย่าง" ต่างหาก
.
พูดถึงคนที่ตื่นเช้า ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ทำงานตรงเวลา สะสมนิสัยดี ๆ ทีละนิด แล้วคอยบอกตัวเองว่า "ทำไปเรื่อย ๆ เถอะ แล้วสักวันมันจะดีเอง"
.
ฟังดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ? ก้มหน้าก้มตาทำ เดี๋ยววันหนึ่งดอกผลจะตามมาเอง
.
แต่ Goodman บอกว่ามันคือ Blind Faith หรือ "ความเชื่อแบบหลับหูหลับตา" ครับ (เชี้ยละ...)
.
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมประโยคนี้ถึงฟังแล้วชวนให้อึดอัดใจ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมการพัฒนาตัวเอง (Self-help) ที่เราเติบโตมาด้วยนั้น สอนให้เราเชื่อมั่นในพลังของการสะสม แนวคิดที่ว่า "แค่ดีขึ้น 1% ทุกวัน แล้วปลายปีคุณจะดีขึ้นถึง 37 เท่า" เป็นประโยคที่โด่งดังมาก กราฟของมันสวยงาม และในแง่ของคณิตศาสตร์มันก็ถูกต้องแบบไร้ข้อกังขา
.
แต่ Goodman ตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วเราดีขึ้นในเรื่องอะไรล่ะ?” (นั่นไง!)
.
เขาพูดตรง ๆ ว่าในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดเรื่องการพัฒนาทีละนิดมันสมเหตุสมผล กราฟมันพุ่งขึ้นจริง แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่คณิตศาสตร์ สมองเราไม่ใช่เครื่องคิดเลข
.
แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ เราไม่สามารถ "ดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง" ทุกวันได้โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังดีขึ้นในมิติไหน
.
เราจะดีขึ้นทุกเรื่องพร้อมกันเลยหรือ? หรือจะดีขึ้นทีละเรื่อง? แล้วถ้าเลือกทำทีละเรื่อง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องที่เลือกนั้นมันยังใช่สำหรับเราอยู่?
.
และประเด็นคือเราจะต้องใช้ชีวิตด้วยศรัทธาแบบไม่ตั้งคำถามไปอีกนานแค่ไหน ก่อนที่ "กราฟในจินตนาการ" เส้นนั้นจะตัดสินใจพุ่งขึ้นเสียที?
.
ตรงนี้แหละครับที่ความหวังกลายสภาพเป็น "ยาชา"
.
เพราะมันทำให้เราสบายใจ โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า สิ่งที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน อาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำตั้งแต่แรก
.
ผมเองก็เคยอยู่ในจุดนั้น (และต้องคอยถามตัวเองบ่อยๆ เพื่อกระตุกตัวเอง) และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคย
.
เรายังคงสม่ำเสมอกับงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว สม่ำเสมอกับความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้คิดจะลงแรงรดน้ำพรวนดินจริงๆ สม่ำเสมอกับกิจวัตรที่เราทำเพียงเพราะคำว่า "มันเป็นสิ่งที่ควรทำ" ไม่ใช่เพราะมันยังเชื่อมโยงกับตัวตนของเราอยู่
.
แล้วเราก็หลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "อย่าหยุดนะ ทำต่อไป สักวันมันจะเห็นผล"
.
Goodman บอกว่านี่คือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสีย "ฤดูกาล" ในชีวิตไป
.
เขาอธิบายว่าก่อนที่โลกนี้จะมีนาฬิกาและหลอดไฟ มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นจังหวะ มีช่วงที่ต้องลงมือทำ มีช่วงที่ต้องหยุด และมีช่วงที่ธรรมชาติบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อมองดูรอบตัว แต่เทคโนโลยีได้ลบฤดูกาลเหล่านั้นออกไป เราสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ โดยไม่มีจุดหยุดพัก หรือจุดตั้งหลักที่ธรรมชาติกำหนดไว้อีกต่อไป
.
พอไม่มีจุดให้หยุด เราก็เลยไม่มีโอกาสได้หยุดถามตัวเองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้... มันยังใช่เป้าหมายของเราอยู่ไหม?
.
ไม่ใช่ว่านิสัยที่ดีจะ "หมดอายุ" ได้หรอกนะครับ แต่ Goodman ใช้คำว่า Constant Iteration หรือการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตัวตนของเราเปลี่ยน ค่านิยมของเราก็เปลี่ยน สิ่งที่เคยสำคัญเมื่อห้าปีก่อน อาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยในวันนี้
.
แต่นิสัยที่เราสร้างไว้ มันกลับไม่ยอมเปลี่ยนตาม
.
มันยังคงทำงานอยู่บนระบบอัตโนมัติ (Autopilot) ของตัวเราในเวอร์ชันเก่า
.
วิธีหนึ่งที่จะดึงตัวเองออกจากระบบอัตโนมัตินี้ได้ คือแนวคิดจากหนังสือ ‘Future You : เราจะเป็นใคร ในโลกใบใหม่’ ของคุณสันติธาร ที่พูดถึงมุมมองที่ว่า "การหลงทางคือของขวัญ"
.
คุณสันติธารชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เรามักจะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามถนนที่วางไว้ จนลืมเงยหน้าขึ้นมาถามตัวเองว่า ทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันยังตอบโจทย์ชีวิตของเราอยู่หรือไม่ เขาได้เล่าถึงกฎง่าย ๆ ที่ตั้งไว้กับภรรยาสมัยที่อยู่สิงคโปร์ว่า "ทุก ๆ 2 ปี เราจะนั่งลงทบทวนชีวิตใหม่อีกครั้ง" ซึ่งกฎเล็ก ๆ นี้นี่เองที่กลายเป็นรูทีนที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขามาแล้วหลายครั้ง
.
การหยุดทบทวนไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานนะครับ แต่มันคือการ "เงยหน้า" เพื่อกลับมาตั้งคำถามว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในเวลานี้ และถ้าต้องเลือกใหม่วันนี้ เราจะยังไปทางเดิมอยู่ไหม โดยมีกติกาสำคัญคือ "ห้ามรีบตอบเด็ดขาด" มันคือการสร้างพื้นที่ให้ตัวเองได้ "หลงทางอย่างตั้งใจ"  อนุญาตให้ตัวเองหลุดออกจากวงจรเดิม ๆ ได้ลองทำอะไรใหม่ เปิดรับคำถามใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต
.
เพราะหลายครั้ง คำตอบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตก็ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหาเสมอไป แต่มันเกิดจากการยอมปล่อยให้ตัวเอง "หลงทาง" ชั่วคราว จุดเปลี่ยนสำคัญหลายอย่างไม่ได้มาจากแผนการที่สมบูรณ์แบบ แต่มาจากการหลงทางแล้วบังเอิญไปเจอประตูบานใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ประตูที่อาจจะพาเราไปพบกับบทเรียนใหม่ ผู้คนใหม่ หรือแม้แต่ "ตัวเราในเวอร์ชันใหม่" ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง
.
ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราขาดวินัยหรอกครับ แต่เราขาด "จุดตั้งคำถาม" แบบคุณสันติธารมากกว่า
.
เราไม่เคยออกแบบช่วงเวลาที่จะอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักแล้วถามเลยว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันยังเชื่อมโยงกับชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือมันแค่ไปเชื่อมกับภาพจำของชีวิตที่เราเคยอยากมีเมื่อสามปีก่อนกันแน่?
.
Goodman เสนอวิธีวัดผลง่าย ๆ ครับ เขาบอกให้ลองถามตัวเองตอนตื่นนอนตอนเช้าดูว่า "วันนี้เป็นแค่ 'วันทำงานหาเงินไปวัน ๆ' หรือเป็น 'อีกวันที่ช่างวิเศษเหลือเกินที่ได้ทำสิ่งนี้'?"
.
ถ้าคำตอบของคุณเป็นแบบแรกติดต่อกันมาสักพักใหญ่ มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะครับ แต่มันแปลว่าฤดูกาลในชีวิตของคุณเปลี่ยนไปแล้ว เพียงแต่คุณยังไม่ได้เปลี่ยนตามก็เท่านั้น
.
สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้ยากที่จะยอมรับ เป็นเพราะมันเรียกร้องให้เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก
.
มันเรียกร้องให้เรา "หยุด"
.
ไม่ใช่หยุดทำงานนะครับ แต่คือการหยุดเชื่ออย่างหลับหูหลับตาโดยไม่ตั้งคำถาม
.
หยุดเชื่อว่า "ทำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวก็ดีเอง" แล้วเริ่มหันมาถามตัวเองว่า "สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มันยังดีสำหรับคนที่ฉันเป็นในปัจจุบันไหม?"
.
เพราะคนเราเติบโตและเปลี่ยนไป แต่ระบบนิสัยของเรามักไม่ค่อยเปลี่ยน ค่านิยมของเราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่กิจวัตรของเรามักจะย่ำอยู่กับที่
.
และถ้าเราไม่เคยออกแบบจุดหยุดเพื่อทบทวนตัวเอง (แบบที่คุณสันติธารทำ) เราก็จะยังคงทำสิ่งเดิมอย่างสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ กับตัวเองในเวอร์ชันอดีต เป็นการทำอย่างซื่อสัตย์ อย่างขยันขันแข็ง และอย่างสูญเปล่า
.
Goodman ไม่ได้บอกให้เราทิ้งความสม่ำเสมอไปนะครับ เขาแค่บอกให้เราเลิก "บูชา" มันต่างหาก
.
เลิกใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกตัวเองว่าเรากำลังก้าวหน้า ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเราอาจจะกำลังแค่วิ่งเหยาะ ๆ อยู่กับที่อย่างสม่ำเสมอก็เท่านั้นเอง
.
เขาเชื่อว่าชีวิตต้องการทั้งสองอย่างครับ ทั้ง "ช่วงรักษา" ที่ความสม่ำเสมอเป็นพระเอกหลัก และ "ช่วงสร้าง" ที่ต้องอาศัยการทุ่มเทอย่างบ้าคลั่งให้กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว
.
แต่ก่อนที่เราจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ สิ่งแรกสุดที่ต้องทำคือ "หยุด" ก่อนครับ
.
หยุด...แล้วถามตัวเองอย่างสัตย์จริงว่า ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือแผนการ หรือเป็นแค่ความหวัง?
.
เพราะถ้ามันเป็นแค่ความหวัง Goodman ก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า “มันเป็นเพียงแค่ยาชา ไม่ใช่แผนการ”
.
- โสภณ ศุภมั่งมี


 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 06, เมษายน, 2569, 09:15:20 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๔/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๒๖) คำว่า เป็นผู้อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง = เป็นผู้อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง
(๒๗) คำว่า นั่งคู้บัลลังก์ = เป็นผู้นั่งขัดสมาธิ
(๒๘) คำว่า ตั้งกายตรง อธิบายว่า กายที่ดำรงไว้ ตั้งไว้ ย่อมเป็นกายตรง
[๒๙] ในคำว่า ดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน นั้น สติ เป็นไฉน
สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ; นี้เรียกว่า สติ สตินี้เป็นอันภิกษุดำรงไว้มั่นแล้ว; ตั้งไว้ดีแล้วที่ปลายจมูก หรือที่นิมิตเหนือริมฝีปาก; จึงเรียกว่า ดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน
(๓๐) ในคำว่า ละอภิชฌาในโลกได้ นั้น อภิชฌา = เป็นไฉน
ความกำหนัด; ความกำหนัดนัก; ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิต นี้เรียกว่า อภิชฌา
(๓๑) โลก = เป็นไฉน
อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าโลก
~ อุปาทานขันธ์ มี ๕ ประการ คือ
(๓๑.๑) รูปูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป
(๓๑.๒) เวทนูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ เวทนา (๓๑.๓) สัญญูปาทานขันธ์; - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สัญญา
(๓๑.๔) สังขารูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ สังขาร
(๓๑.๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ - ขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ วิญญาณ
~ อุปาทานขันธ์ ๕ นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “สักกายะ”
เพราะว่าเกิดร่วมกัน ประชุมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ก็เป็นที่ยึดถือว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นตัวตน
~ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ มีฉันทะเป็นมูล
~ อุปาทาน กับ อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น เป็นอย่างเดียวกันก็ไม่ใช่ จะเป็นคนละอย่างก็ไม่ใช่ แต่ความกำหนัดพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕
~ อุปาทาน ๔ = เป็นไฉน
กามุปาทาน - ยึดติดในกาม คือความเพลินพอใจที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส; ทิฏฐุปาทาน - ความยึดติดในความคิดเห็นของตนเอง ว่าความเห็นตนถูก คนอื่นผิด; สีลัพพัตตุปาทาน - ความลังเลสงสัยในวัตรปฏิบัติของลัทธิตน; อัตตวาทุปาทาน - ความยึดถือ ยึดมั่นในความเป็นตัวตน ว่านี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา
(๓๒) อภิชฌานี้เป็นอันสงบระงับ สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้วในโลกนี้
(๓๒.๑) ในคำว่า มีจิตปราศจากอภิชฌา นั้น จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้เป็นธรรมชาติปราศจากอภิชฌา เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีจิตปราศจาก อภิชฌา
(๓๒.๒) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่, เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่
(๓๒.๓) ในคำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา นั้น อภิชฌา เป็นไฉน
-> ความกำหนัด; ความกำหนัดนัก ฯลฯ; ความกำหนัดนักแห่งจิต; นี้เรียกว่า อภิชฌา
(๓๒.๔) จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุด พ้นจากอภิชฌานี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา
(๓๓) คำว่า ละความพยาบาทและความคิดได้แล้ว = ความพยาบาทก็มี ความประทุษร้ายก็มี
(๓๓.๑) ความพยาบาท = เป็นไฉน
จิตอาฆาต; ความขัดเคือง; ความกระทบกระทั่ง; ความแค้น; ความเคือง; ความขุ่นเคือง; ความพลุ่งพล่าน; โทสะ; ความคิดประทุษร้าย; ความคิดมุ่งร้าย; ความขุ่นจิต; ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ; ความโกรธ; กิริยาที่โกรธ; ภาวะที่โกรธ; มีลักษณะเช่นว่านี้ ความคิดประทุษร้าย; กิริยาที่คิดประทุษร้าย; ภาวะที่คิดประทุษร้าย; ความคิดปองร้าย; กิริยาที่คิดปองร้าย; ภาวะที่คิดปองร้าย; ความพิโรธ; ความแค้น; ความดุร้าย; ความเกรี้ยวกราด; ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต; นี้เรียกว่า ความพยาบาท
(๓๓.๒) ความคิดประทุษร้าย = เป็นไฉน
ความพยาบาทอันใด อันนั้นเป็นความคิดประทุษร้าย; ความคิดประทุษร้ายอันใด อันนั้นเป็นความพยาบาท; ความพยาบาทนี้ และความคิดประทุษร้ายนี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว ด้วยประการฉะนี้; จึงเรียกว่า ละความพยาบาทและความคิดประทุษร้ายได้แล้ว
(๓๓.๓) ในคำว่า มีจิตไม่พยาบาท นั้น จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้เป็นจิตไม่พยาบาท ข่มพยาบาท
(๓๓.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าอยู่
(๓๓.๕) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความคิดประทุษร้าย = ความพยาบาทก็มี ความคิดประทุษร้ายก็มี

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต / Re: ...-๐ นานาประสาสัตว์คำโคลง ๐-...
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:33:25 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

Photo By บ้านกลอนน้อยฯ©
งาน 60 ปี ปลานิลพระราชทาน 2569

-๐ ปลานิลซุปเปอร์แบล็ค ๐-

๏   กายสั้นหันหกเลี้ยว          เริงแหวก น้ำเวย
ดำเด่นเป็นสง่าแรกสบพ้อง
ปลานิลซุปเปอร์แบล็คเวียดอวด โฉมเนอ
ประกาศนามกล่าวก้องเกริกหล้าไกลลือ ๚ะ๛

- Black Sword -
(หมู มยุรธุชบูรพา)

• กลับสู่สารบัญ นานาประสาสัตว์คำโคลง คลิก

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:02:43 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ต้องใช้ไม้ขนาดไหนให้ค้ำอยู่      ลองคิดดูเถิดนะน่าหวาดหวั่น
 

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 09:38:21 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๓/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๑๑.๓) ภิกษุเป็นผู้หมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ตลอดปฐมยาม และปัจฉิมยาม เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี ด้วยการเดินจงกรม; ด้วยการนั่งตลอดวัน; ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี; ด้วยการเดินจงกรม; ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี สำเร็จสีหไสยาสน์ โดยการนอนตะแคงข้างขวา เท้าซ้อนเท้า มีสติสัมปชัญญะ ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี
(๑๒) คำว่า ความเพียรที่เป็นไปติดต่อ = การปรารภความเพียร
ทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ
(๑๓) คำว่า ปัญญาเป็นอุบายในกิจทั้งปวง = อธิบายว่า ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ
(๑๔) ในคำว่า เป็นผู้หมั่นประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม = นั้น โพธิปักขิยธรรม เป็นไฉน
~ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ = สภาพธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ คือ การอบรมวิปัสสนาภาวนา เริ่มตั้งแต่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘
(๑๕) ภิกษุทำความรู้สึกตัวในการ
-> ก้าวไป; การถอยกลับ -> แลดู; การเหลียวดู -> คู้เข้า; การเหยียดออก -> ครองผ้าสังฆาฏิ; บาตร; จีวร -> ฉัน การดื่ม; การเคี้ยว; การลิ้ม -> ถ่ายอุจจาระ; ปัสสาวะ -> เดิน; การยืน; การนั่ง; การนอน; การตื่น; การพูด -> การนิ่ง เป็นอย่างไร
~ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะก้าวไป ถอยกลับ
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะแลดู เหลียวดู
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะคู้เข้า เหยียดออก
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการครองผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
~ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะในการเดิน การยืน การนั่ง การนอน การตื่น การพูด และการนิ่งง
(๑๖) บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น สติ = เป็นไฉนสติ; ความตามระลึก; ความหวนระลึก; สติ กิริยาที่ระลึก; ความระลึก; ความทรงจำ; ความไม่เลื่อนลอย; ความไม่หลงลืม; สติ; สตินทรีย์; สติพละ; สัมมาสติ นี้เรียกว่า สติ
(๑๗) ในคำว่า มีสัมปชัญญะ นั้น สัมปชัญญะ = เป็นไฉน
-> ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด; ความวิจัย; ความเลือกสรร; ความวิจัยธรรม; ความกำหนดหมาย; ความเข้าไปกำหนด; ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้; ภาวะที่ฉลาด; ภาวะที่รู้ละเอียด; ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง; ความคิดค้น; ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน; ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส; ปัญญาเครื่องนำทาง; ความเห็นแจ้ง; ความรู้ดี; ปัญญาเหมือนปฏัก; ปัญญา; ปัญญินทรีย์; ปัญญาพละ; ปัญญาเหมือนศัสตรา; ปัญญาเหมือนปราสาท; ความสว่างคือปัญญา; แสงสว่างคือปัญญา; ปัญญาเหมือนประทีป; ปัญญาเหมือนดวงแก้ว; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือก
เฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ
(๑๘) คำว่า สงัด = อธิบายว่า
-> แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ใกล้ แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต
-> แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ที่ห่างไกล แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้นก็ชื่อว่าสงัด
(๑๙) คำว่า เสนาสนะ = คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน วิหาร เพิง ปราสาท ป้อม โรงกลม ที่เร้นลับ ถ้ำ โคนไม้ พุ่มไผ่ หรือสถานที่ที่ภิกษุยับยั้งอยู่ ที่ทั้งหมดนี้ชื่อว่าเสนาสนะ
(๒๐) คำว่า อาศัยเสนาสนะที่สงัดอยู่ = อาศัย; อาศัยอยู่ด้วยดี; พักอยู่; เข้าไปพักอยู่; พักอาศัยเสนาสนะที่สงัดนี้อยู่
(๒๑) คำว่า ป่า = สถานที่ออกไปนอกเขตเมืองทั้งหมด นี้ชื่อว่าป่า
(๒๒) คำว่า โคนไม้ = รุกขมูลคือโคนไม้; บรรพคือภูเขากันทระคือซอกเขา; คิริคุหาคือถ้ำในภูเขา; สุสานคือป่าช้า; อัพโภกาสคือที่แจ้ง; ปลาลปุญชะ คือกองฟาง
(๒๓) คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่ห่างไกล
-> คำว่า ดง นี้ =เป็นชื่อของเสนาสนะที่มีป่าทึบ; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่น่าหวาดกลัว; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่น่ากลัวจนขนพองสยองเกล้า; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่ตั้งอยู่ปลายแดน; -> คำว่า ดง นี้ = เป็นชื่อของเสนาสนะที่ไม่อยู่ใกล้มนุษย์; -> คำว่า ดง นี้ เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ได้ยาก
 (๒๔) คำว่า มีเสียงน้อย = แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ใกล้ แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้นจึงชื่อว่ามีเสียงน้อย
-> แม้หากเสนาสนะจะอยู่ในที่ห่างไกล แต่เสนาสนะนั้นไม่พลุกพล่านด้วยเหล่าคฤหัสถ์และบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้นก็ชื่อว่ามีเสียงน้อย
(๒๕) คำว่า มีเสียงอึกทึกน้อย =  อธิบายว่า
-> เสนาสนะใดมีเสียงน้อย เสนาสนะนั้นชื่อว่ามีเสียงอึกทึกน้อย
-> เสนาสนะใดมีเสียงอึกทึกน้อย เสนาสนะนั้นชื่อว่าไม่มีคนสัญจรไปมา
-> เสนาสนะใดไม่มีผู้คนสัญจรไปมา เสนาสนะนั้นชื่อว่าเป็น สถานที่ที่มนุษย์แอบทำการได้
-> เสนาสนะใดเป็นสถานที่ที่มนุษย์แอบทำการได้ เสนาสนะนั้นก็ชื่อว่าสมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.169 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...