กระด้งสากเก็บไว้ให้พ้นมือ กระหังหือถือยึดออกศึกกล้า

|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:16:04 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
กระด้งสากเก็บไว้ให้พ้นมือ กระหังหือถือยึดออกศึกกล้า ![]() |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:13:25 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
3
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:28:33 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๕/๑๖) อภิธรรมปิฎก : ๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์ (๒) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๓) องค์มรรค ๘ วิปปยุตจากอาสวะ; กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ ; หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๔) องค์มรรค ๘ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ; หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๕) องค์มรรค ๘ วิปปยุตจากอาสวะ (๖) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๗) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ; ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ; ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ; ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ; ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ; ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ (๗.๑)ไม่เป็นสังโยชน์: ไม่ใช่กิเลสเครื่องผูกมัดสัตว์ (๗.๒) ไม่เป็นคันถะ: ไม่ใช่กิเลสเครื่องร้อยรัด (๗.๓) ไม่เป็นโอฆะ: ไม่ใช่กิเลสอันเป็นห้วงน้ำ (๗.๔) ไม่เป็นโยคะ: ไม่ใช่กิเลสอันผูกประกอบสัตว์ไว้ (๗.๕) ไม่เป็นนิวรณ์: ไม่ใช่กิเลสเครื่องกั้นความดี (๗.๖) ไม่เป็นปรามาส: ไม่ใช่กิเลสที่ยึดถือผิด ~ สถานะ: เป็นเจตสิก สัมปยุตด้วยจิต เป็นไปตามจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน มหันตรทุกาทิวิสัชนา (๑) องค์มรรค ๘ รับรู้อารมณ์ได้ (๒) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นจิต (๓) องค์มรรค ๘ เป็นเจตสิก ~ เจตสิกทำหน้าที่ในการปรุงแต่งจิต ~ อฏฺฐางฺคิกมคฺค = หนทางอันประกอบด้วยองค์ ๘ หมายถึง เจตสิก ๘ ดวง ที่เกิดพร้อมกับมรรคจิต ทำกิจปหาณอนุสัยกิเลสเป็นสมุจเฉท ~ มรรคมีองค์ ๘ เป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นสายกลาง ซึ่งเป็นหนทางทางเดียวที่เป็นเหตุของการดับทุกข์ ทำให้ประจักษ์แจ้งพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปของกิเลสตัณหา องค์ของมรรค ๘ ได้แก่ (๓.๑) สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ คือ ปัญญาเจตสิก ละมิจฉาทิฏฐิ ~ มิจฉาทิฏฐิ = คือ ๑ ใน ๑๐ ของ มิจฉัตตะ ความเป็นผิด, ภาวะที่ผิดมี ๑๐ อย่าง คือ (๓.๑.๑) มิจฉาทิฏฐิ (๓.๑.๒) มิจฉาสังกัปปะ (๓.๑.๓) มิจฉาวาจา (๓.๑.๔) มิจฉากัมมันตะ (๓.๑.๕) มิจฉาอาชีวะ (๓.๑.๖) มิจฉาวายามะ (๓.๑.๗) มิจฉาสติ (๓.๑.๘) มิจฉาสมาธิ (๓.๑.๙) มิจฉาญาณ (๓.๑.๑๐) มิจฉาวิมุตติ (๓.๒) สัมมาสังกัปปะ - ความดำริชอบ คือ วิตกเจตสิก ละมิจฉาสังกัปปะ (๓.๓) สัมมาวาจา - วาจาชอบ คือ สัมมาวาจาเจตสิก ละมิจฉาวาจา ~ มิจฉาวาจา = คือ วจีทุจริต ประพฤติชั่วด้วยวาจามี ๔ อย่างคือ มุสาวาท - พูดเท็จ; ปิสุณาวาจา - พูดส่อเสียด; ผรุสวาจา - พูดคำหยาบ; สัมผัปปลาปะ - พูดเพ้อเจ้อ; (๓.๔) สัมมากัมมันตะ - การงานชอบ คือ สัมมากัมมันตเจตสิก ละมิจฉากัมมันตะ ~ มิจฉากัมมันตะ= เป็นไฉน คือปาณาติบาต; อทินนาทานา; กาเมสุมิจฉาจาร (๓.๕) สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ คือ สัมมาอาชีวเจตสิก ละมิจฉาอาชีวะ ~ มิจฉาอาชีวะ= คือ การโกง; การล่อลวง; การตลบตะแลง; การยอมมอบตนในทางผิด; การเอาลาภต่อลาภ (๓.๖) สัมมาวายามะ - ความเพียรชอบ คือ วิริยเจตสิก ละมิจฉาวายามะ ~ มิจฉาวายามะ = พยายามผิด ได้แก่ พยายามทำบาป; พยายามทำอกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เป็นต้น (๓.๗) สัมมาสติ - ความระลึกชอบ คือ สติเจตสิก ละมิจฉาสติ ~ มิจฉาสติ = ระลึกผิด เพียรผิด เช่น เพียรไปในทางอกุศล คิดว่าการนั่งๆ ยืนนานๆ หรือการจดจ้องจะทำให้สติเกิด (๓.๘) สัมมาสมาธิ - ความตั้งมั่นชอบ คือ เอกัคคตาเจตสิก ละมิจฉาสมาธิ ~ เอกัคคตาเจตสิก = เจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ไม่ว่าจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ใด เอกัคคตาเจตสิกก็ตั้งมั่นในอารมณ์นั้น แต่เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิต ไม่มีกำลังตั้งมั่นคงในอารมณ์เท่ากับเอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิต ~ มิจฉาสมาธิ = สภาพธรรมที่ตั้งมั่นผิด เกิดร่วมกับอกุศลจิต ขณะที่อกุศลจิตเกิดจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามไม่ได้ ก็ต้องเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี (๔) องค์มรรค ๘ สัมปยุตด้วยจิต ~ จิตที่สัมปยุตต์ด้วยองค์มรรค = โลกุตรกุศลจิต ซึ่งมีเจตสิกที่เป็นองค์มรรค ๘ ทำกิจปหาณกิเลส มี มรรคจิต ๔ ดวง คือ (๔.๑) โสดาปัตติมรรคจิต (๔.๒) สกทาคามิมรรคจิต (๔.๓) อนาคามิมรรคจิต (๔.๔) อรหัตตมรรคจิต (๕) องค์มรรค ๘ ระคนกับจิต (๖) องค์มรรค ๘ มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๗) องค์มรรค ๘ เกิดพร้อมกับจิต (๘) องค์มรรค ๘ เป็นไปตามจิต (๙ ) องค์มรรค ๘ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๐) องค์มรรค ๘ ระคนกับจิต; มีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต (๑๑) องค์มรรค ๘ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต (๑๒) องค์มรรค ๘ เป็นภายนอก (๑๓) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นอุปาทายรูป (๑๔) องค์มรรค ๘ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ (๑๕) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ; ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:10:56 PM
|
||
| เริ่มโดย เฟื่องฟ้า - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
เมื่อลมพัดพรากคำที่พร่ำเพ้อ จนใจเผลอไหวเอนเป็นขื่นขม ดั่งเรือน้อยขาดพายสายน้ำจม ทิ้งอารมณ์เลือนพร่าจนมลาย จงรวบรวมหัวใจที่ไหวหวั่น กลับมาปั้นกรองคำเป็นความหมาย เปิดม่านหมอกที่กั้นอันตราย อย่าให้กลอนกลับหายโหดร้ายเกิน ขออนุญาตต่อกลอนนะคะ ฝาตุ่ม |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:53:30 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ค้นครัวกันโดยด่วนชวนเพื่อนเรา ครกสากเก่าได้ไหมไหปลาร้า ![]() |
||
|
6
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:54:47 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๔/๑๖) อภิธรรมปิฎก : ๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์ ติกมาติกาวิสัชนา [ข] กุสลติกาทิวิสัชนา (๑) องค์มรรค ๘ ที่เป็นกุศลก็มี; ที่เป็นอัพยากฤตก็มี (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา (๓) องค์มรรค ๗ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี; ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๔) องค์มรรค ๘ ที่เป็นวิบากก็มี; ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๕) องค์มรรค ๘ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๖) องค์มรรค ๘ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๗) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร (๘) องค์มรรค ๗ ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี; ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี; ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี (๙) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สหรคตด้วยปีติ; สหรคตด้วยสุขแต่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๐) องค์มรรค ๗ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี; ที่สหรคตด้วยสุขก็มี; ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๑๑) องค์มรรค ๘ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ~ จิตระดับโลกุตตระ ๔ ขั้นตอนที่ทำหน้าที่ประหารกิเลส (สังโยชน์) เพื่อบรรลุเป็นพระอริยบุคคล ประกอบด้วย (๑๑.๑) โสดาปัตติมรรค - ละสักกายทิฏฐิ/วิจิกิจฉา/สีลพตปรามาส (๑๑.๒) สกทาคามิมรรค - ลดเพิ่มจากโสดาฯ อีก คือ กามราคะ/ปฏิฆะ (๑๑.๓) อนาคามิมรรค - ลดเพิ่มจาก สกทาคามิมรรค คือ ละกามราคะ/ปฏิฆะเด็ดขาด (๑๑.๔) และอรหัตตมรรค - ละสังโยชน์เบื้องสูงทั้งหมด (๑๒) องค์มรรค ๘ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องบน ๓ (๑๓) องค์มรรค ๘ ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และ นิพพานก็มี (๑๔) องค์มรรค ๘ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี; ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี ~ เสขะ ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ~ อเสขะ ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คือ พระอรหันต์ (๑๕) องค์มรรค ๘ เป็นอัปปมาณะ ~ อัปปมาณะ = “ไม่มีประมาณ”, สภาวะที่ประมาณมิได้ หมายถึงธรรมที่เป็นโลกุตตระ ~ สงสาร = การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกหรือในภพต่างๆ (๑๖) องค์มรรค ๘ มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ (๑๗) องค์มรรค ๘ เป็นชั้นประณีต (๑๘) องค์มรรค ๘ ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๑๙) องค์มรรค ๘ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ (๒๐) องค์มรรค ๘ ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นเหตุ; หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๑) องค์มรรค ๘ ที่เกิดขึ้นก็มี; ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี; ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๒๒) องค์มรรค ๘ ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๒๓) องค์มรรค ๘ กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ (๒๔) องค์มรรค ๘ ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๒๕) องค์มรรค ๘ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๒๖) องค์มรรค ๘ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ทุกมาติกาวิสัชนา เหตุโคจฉกวิสัชนา (๑) สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ (๒) องค์มรรค ๗ ไม่เป็นเหตุ (๓) องค์มรรค ๘ มีเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๔) สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุและมีเหตุ (๕) องค์มรรค ๗ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ; หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๖) สัมมาทิฏฐิเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๗) องค์มรรค ๗ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ; หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๘) องค์มรรค ๗ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ (๙) สัมมาทิฏฐิกล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ; หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ จูฬันตรทุกวิสัชนา (๑) องค์มรรค ๘ มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) องค์มรรค ๘ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) องค์มรรค ๘ เห็นไม่ได้ (๔) องค์มรรค ๘ กระทบไม่ได้ (๕) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นรูป (๖) องค์มรรค ๘ เป็นโลกุตตระ ~ โลกุตตระ = สิ่งที่มีจริงที่เหนือโลกหรือพ้นโลก คือ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด สภาพธรรมที่เป็นโลกุตตระ นั้น ได้แก่ นิพพาน เมื่อนิพพาน เป็นโลกุตตระ สภาพธรรมที่ประจักษ์แจ้งนิพพาน มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ มรรคจิต และ ผลจิต ก็เป็นโลกุตตรธรรม ด้วย เพราะไม่ได้เป็นไปในฝ่ายเวียนว่ายตายเกิด แต่เป็นฝ่ายของการดับการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น โลกุตตรธรรม จึงมี ๙ ได้แก่ มรรคจิต ๔ (โสตาปัตติมรรคจิต สกทาคามิมรรคจิต อนาคามิมรรคจิต อรหัตตมรรคจิต) ผลจิต ๔ (โสตาปัตติผลจิต สกทาคามิผลจิต อนาคามิผลจิต อรหัตตผลจิต) และ นิพพาน (๗) องค์มรรค ๘ จิตบางดวงรู้ได้ (๘) องค์มรรค ๘ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ อาสวโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) องค์มรรค ๘ ไม่เป็นอาสวะ ~ อาสวะ ๔ = กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดานได้แก่ (๑.๑) กามาสวะ - สิ้นจากความพอใจ ความหมกมุ่นในกาม (๑.๒) ภวาสวะ - สิ้นจากความพอใจ ความหมกมุ่นในภพ (๑.๓) ทิฏฐาสวะ - สิ้นจากความเห็นผิดว่าโลกเที่ยง ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส (๑.๔) อวิชชาสวะ - สิ้นจากความไม่รู้ในอริยสัจธรรม ๔ อาสวะ ๔ เหล่านี้ เป็นเหตุพาให้สัตว์ทั้งหลายวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด |
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:17:28 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ปัญหาประดิษฐ์ เมื่อโลกหมุน เวียนเปลี่ยนไป ไม่หยุดยั้ง ประเดประดัง ด้วยตัณหา พาสับสน บ้างอยากมี อยากได้ อลวน ล้วนปะปน อยู่ใน ไทยอาณา ความเจริญ ก้าวหน้า พาชาติรอด ในอ้อมกอด องค์ราชา ศาสนา ทั่วแดนดิน ปลอดภัย ด้วยปัญญา ชาวประชา สุขสม นิยมไทย ด้วยใจจิต คิดละโมบ เห็นแก่ตัว ประพฤติชั่ว ปัญหาประดิษฐ์ ติดนิสสัย สร้างทุกข์ร้อน ยากเข็ญ อยู่ร่ำไป อีกเมื่อไร จักสร้างสุข ทุกข์บางเบา หวังสืบสาน สันติภาพ ตราบนิรันดร์ ต้องแข็งขัน เฉลียวฉลาด ปราศโง่เขลา เลิกประดิษฐ์ ปัญหา พาซบเซา หยุดโง่เขลา ด้วยปัญญา ประดิษไทย คนเรียนไพร ๖ มีนาคม ๒๕๖๙ |
||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...บรรเลงไทยเดิม"ลาวดวงเดือน" ღ
เมื่อ: 06, มีนาคม, 2569, 01:29:49 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
9
เมื่อ: 06, มีนาคม, 2569, 12:15:58 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||
|
10
เมื่อ: 06, มีนาคม, 2569, 12:00:24 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
หากระเทียมเตรียมไว้อย่าได้ผ่าน ช่วยกันแขวนหน้าบ้านโบราณเล่า ![]() |
||