Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:33:42 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๕/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

[ข] เมตตาอัปปมัญญานิทเทส =  คือ การอธิบายหลักการแผ่ความรักความปรารถนาดีที่บริสุทธิ์ ให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีขอบเขต จำกัด หรือเจาะจงบุคคล (อัปปมัญญา)
(๑) ก็ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร?
-> ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจแล้ว พึงรักใคร่ ฉะนั้น
(๒) ในบทเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน?
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่; ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า เมตตา
~ เมตตาเจโตวิมุตติ = การอบรมเจริญเมตตาจนจิตสงบถึง ขั้นอัปนาสมาธิ เป็นฌานจิต ไม่ใช่กามาวจรจิตที่เป็นขณิกสมาธิ จิตต้องสงบ ระงับจากนิวรณ์ แผ่ความหวังดี ความปรารถนาดีไปในทุกทิศ โดยไม่เลือกบุคคล ไม่มีเจาะจง ไม่เว้นใครๆ เป็นเมตตาที่มีกำลังมาก
(๓) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
~ มนายตนะ = จิต ชื่อว่าอายตนะ(ที่ต่อ) เพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิกเกิด องค์ธรรม ได้แก่จิตทั้งหมด
~ มนินทรีย์วิญญาณ = คือ จิตที่เป็นใหญ่ในการรับรู้และเสพอารมณ์ที่เกิดทางใจ (ธรรมารมณ์) เป็น ๑ ในอินทรีย์ ๒๒ ทำหน้าที่น้อมจิตไปในการรับรู้สิ่งต่างๆ (มโนวิญญาณ) ทั้งเวทนา สัญญา และสังขาร
~ วิญญาณขันธ์ = หรือ จิต เป็นหนึ่งใน ชันธ์ ๕ หมายถึงสภาพธรรมที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นประธาน ในการรู้แจ้งซึ่งอารมณ์ ได้แก่ จิตทุกประเภท ที่มี ๘๙ ดวง หรือโดยละเอียด ๑๒๑ ดวง ซึ่ง มีหลากหลายจิต หลากหลายประเภท
~ มโนวิญญาณธาตุ = (สภาพที่รู้แจ้งทางใจ) + ธาตุ (สภาพที่ไม่ใช่สัตว์ ) ธาตุคือสภาพที่รู้แจ้งทางใจ หมายถึง จิต ๗๖ ดวง (ไม่รวมปัญจวิญญาณธาตุ ๑๐ ดวง และมโนธาตุ ๓ ดวง) จิต ๗๖ ดวงนี้ เป็นมโนวิญญาณธาตุ เพราะรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๖ อารมณ์ และเกิดได้ทั้ง ๖ ทวาร และวิบากจิตบางดวงที่ทำกิจปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ก็รู้อารมณ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยทวาร
จิต ๘๙ ดวง จำแนกโดยความเป็นธาตุได้ ๗ อย่าง คือ
(๓.๑) จักขุวิญญาณธาตุ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๒) โสตวิญญาณธาตุ ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๓) ฆานวิญญาณธาตุ ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๔) ชิวหาวิญญาณธาตุ ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๕) กายวิญญาณธาตุ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๖) มโนธาตุ ได้แก่ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง (๓.๗) มโนวิญญาณธาตุ ได้แก่ จิต ๗๖ ดวงที่เหลือ
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมตตาจิต
(๔) คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่างๆ
(๕) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๖) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่
(๗) คำ ว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศเบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่างๆ ก็ฉันนั้น
(๘) คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า มีอธิบายว่า คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า นั้นเป็นคำกล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้
(๙) คำว่า เมตตาจิต มีอธิบายว่า ในบทเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน?
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า เมตตา
(๑๐) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมตตาจิต
(๑๑) บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวาง; จิตใดกว้างขวาง จิตนั้นหาประมาณมิได้; จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มีเวร; จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีพยาบาท
(๑๒) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๑๓) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า อยู่
[ค] กรุณาอัปปมัญญานิทเทส = คือการแผ่จิตสงสาร ปรารถนาให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ไม่มีประมาณไปทั่วทิศ
(๑) ก็ภิกษุแผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร?
-> ภิกษุแผ่กรุณาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้ตกทุกข์ได้ยากแล้ว พึงสงสาร ฉะนั้น
(๒) ในบทเหล่านั้น กรุณา เป็นไฉน?
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสารในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า กรุณา
~ กรุณาเจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตจากพยาบาท (ความโกรธ) ด้วยกำลังสมาธิขั้นฌานที่ประกอบด้วยความปรารถนาอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ เป็นการเจริญใจให้เปี่ยมด้วยเมตตา แผ่ขยายออกไปไม่จำกัดต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง จนใจสงบระงับจากกิเลสและนิวรณ์

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / วิทยาการที่ถูกประหาร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:46:20 AM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช






นี่คือวิทยาการ… ที่เกือบจะเปลี่ยนโฉมหน้าอารยธรรมมนุษย์ไปตลอดกาล
ถ้าไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการจากปราชญ์เอกแห่งกรุงโรม… คุณจะคิดว่านี่คือเรื่องแต่ง
เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะได้ยิน คือวัสดุศาสตร์ที่ล้ำหน้าจนวิทยาศาสตร์ยุคนี้ยังต้องใช้เวลาเดินทางร่วมสองพันปีเพื่อเลียนแบบมัน!
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 ท่ามกลางความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของจักรวรรดิโรมัน ช่างเป่าแก้วนิรนามคนหนึ่งได้ก้าวเข้ามาในพระราชวังหลวงต่อหน้าพระพักตร์ของจักรพรรดิไทบีเรียส (Tiberius Caesar) ในมือของเขามีผอบแก้วรูปทรงงดงามชิ้นหนึ่ง ซึ่งดูภายนอกก็ไม่ต่างจากเครื่องแก้วหรูหราของพวกขุนนาง
แต่สิ่งช่างแก้วคนนี้ทำต่อมา กลับทำให้ทหารองครักษ์ต้องชักดาบออกมาทันที…
เขาทุ่มเครื่องแก้วชิ้นนั้นลงกับพื้นหินอ่อนอย่างสุดแรง! เสียงกระทบดังลั่นไปทั่วท้องพระโรง แต่แทนที่มันจะแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยเหมือนแก้วทั่วไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันกลับ "บุบ" เหมือนกับขันโลหะ ช่างแก้วยิ้มอย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบฆ้อนขนาดเล็กขึ้นมาเคาะ ๆ รอยบุบนั้นเพียงไม่กี่ครั้ง แก้วชิ้นนั้นก็กลับคืนสู่รูปทรงเดิมอย่างไร้รอยขีดข่วน
เขากำลังนำเสนอสิ่งปฏิกิริยาทางเคมีที่เรียกว่า "วิทรัม เฟลกซิเล" (Vitrum Flexile) หรือ แก้วยืดหยุ่นทุบไม่แตก
ในยุคโรมันโบราณ แก้วเป็นสิ่งของที่มีราคาสูงและเปราะบางมาก การค้นพบนี้ควรจะทำให้ช่างแก้วคนนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีและเป็นวีรบุรุษของจักรวรรดิ บันทึกเรื่องราวประหลาดนี้ไม่ได้ถูกเล่าต่อกันมาแบบนิทานพื้นบ้าน แต่มันถูกจารึกไว้ในหนังสือ Naturalis Historia ของ พลินี อาวุโส (Pliny the Elder) ปราชญ์และผู้บัญชาการทหารที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ รวมถึงบันทึกของ เปโตรนิอุส (Petronius) และกษัตริย์นักประวัติศาสตร์ คาสสิอุส ดิโอ (Cassius Dio)
นักประวัติศาสตร์กระแสหลักในยุคต่อมาต่างพยายามปฏิเสธเรื่องนี้ เพราะตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การจะทำให้แก้วมีความเหนียวและยืดหยุ่นจนดัดงอได้โดยไม่แตกในยุคโบราณนั้น… เป็นไปไม่ได้เลย
แล้วช่างแก้วคนนี้ไปเอาสูตรผสมเคมีลึกลับนี้มาจากไหน?
เมื่อวิเคราะห์จากความรู้ในอดีต โรมมีชื่อเสียงมากเรื่องการผลิตแก้วน้ำบริสุทธิ์สูง แต่การจะเปลี่ยนโครงสร้างซิลิก้า (Silica) ให้มีความยืดหยุ่นเหมือนโพลีเมอร์ในปัจจุบัน จำเป็นต้องใช้สารเติมแต่งเฉพาะและเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงและควบคุมได้อย่างแม่นยำอย่างยิ่ง
คำถามที่น่ากลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่… หรือว่าช่างแก้วคนนี้ค้นพบสารเร่งปฏิกิริยาบางอย่างที่โลกปัจจุบันยังไม่รู้จัก? สารที่สามารถจัดเรียงโมเลกุลของทรายและออกไซด์ของโลหะให้กลายเป็นโครงสร้างตาข่ายที่ดูดซับแรงกระแทกได้?
ในขณะที่ทุกคนในท้องพระโรงวันนั้นต่างอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง และคิดว่าจักรพรรดิไทบีเรียสจะประทานรางวัลอย่างสมเกียรติ จักรพรรดิกลับทรงนิ่งเงียบ ดวงตาของพระองค์ไม่ได้เต็มไปด้วยความชื่นชม… แต่กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พระองค์ทรงหันไปถามช่างแก้วด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "มีใครอีกไหมที่รู้สูตรลับในการสร้างแก้วยืดหยุ่นนี้?"
ช่างแก้วตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า "ไม่มีพะยะค่ะ มีเพียงหม่อมฉันผู้เดียวในโลกที่กุมความลับนี้ไว้"
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น จักรพรรดิไทบีเรียสทรงออกคำสั่งทันที… แต่ไม่ใช่คำสั่งให้รางวัล มันคือคำสั่งให้ทหารจับช่างแก้วคนนั้นไป "ตัดศีรษะ" และสั่งให้เผาทำลายโรงงานรวมถึงบันทึกสูตรผสมทั้งหมดของเขาจนสิ้นซาก!
ทำไม? ทำไมจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจต้องทำลายวิทยาการที่จะช่วยให้กองทัพโรมันมีโล่ที่ไม่มีวันแตก หรือมีภาชนะที่ทนทานต่อการเดินทางไกล?
เหตุผลที่ไทบีเรียสทรงอ้างในบันทึกของคาสสิอุส ดิโอ คือ… ความหวาดกลัวทางเศรษฐกิจ พระองค์ทรงตระหนักว่า หากแก้วทุบไม่แตกนี้ถูกผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ค่าของมันจะสูงกว่าทองคำและเงิน และจะทำให้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดในท้องพระคลังของโรมันกลายเป็นเพียงเศษโลหะที่ไร้ค่าในพริบตา ระบบเศรษฐกิจของจักรวรรดิที่ค้ำจุนด้วยทองคำจะพังทลายลง
วิทยาการที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย ถูกสังเวยให้กับความมั่นคงของผู้มีอำนาจและความโลภทางปัญญา
หลังจากการประหารชีวิตช่างแก้วคนนั้น ความลับของ "วิทรัม เฟลกซิเล" ก็เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีช่างแก้วคนไหนในกรุงโรมสามารถผลิตมันได้อีกเลย
และนี่คือความจริงที่ชวนให้ขนลุก… มนุษยชาติต้องใช้เวลาเดินทางต่อมาอีกเกือบ 2,000 ปี จนกระทั่งถึงช่วงศตวรรษที่ 20 และ 21 กว่าที่เราจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยี "แก้วซิลิเกตดัดแปลง" (Chemically Strengthened Glass) หรือกระจกสมาร์ทโฟนที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้ทั้งห้องแล็บความดันสูง สารเคมีอันตราย และการควบคุมระดับโมเลกุล
คิดดูให้ดี… ความรู้ที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ระดับสูงในการคิดค้น กลับเคยเกิดขึ้นมาแล้วในโรงงานเป่าแก้วมืด ๆ ที่ใช้เพียงฟืนและถ่านในยุคโรมัน
มันแปลว่ามีวิทยาการอีกกี่ชิ้นชิ้นบนโลกใบนี้ ที่ไม่ได้สูญหายเพราะภัยธรรมชาติ หรือสงคราม… แต่ถูกตั้งใจ "ลบ" ออกไปจากสารบบโดยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เพียงเพื่อรักษาสถานะทางอำนาจและเม็ดเงินของคนบางกลุ่ม
ถ้าในวันนั้น จักรพรรดิไทบีเรียสเลือกที่จะสนับสนุนช่างแก้วคนนั้นแทนที่จะประหารชีวิตเขา โลกในศตวรรษนี้จะเป็นอย่างไร? เราอาจจะมีตึกระฟ้าที่ทำจากแก้วยืดหยุ่นตั้งแต่ยุคกลาง หรือมียานอวกาศที่ทนทานต่ออุกกาบาตไปแล้วใช่หรือไม่?
หรือแท้จริงแล้ว อดีตเคยล้ำหน้ากว่าที่เราคิด… แต่เราถูกทำให้โง่ลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และบางที…
สิ่งนี้อาจเป็นแค่น่าเสียดายชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์
หรือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า…
มีเทคโนโลยีอีกมากมายในอดีต ที่โลกไม่เคยตั้งใจให้คนรุ่นเราได้รู้…

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: แค่..อยากฟังเพลง
 เมื่อ: 23, พฤษภาคม, 2569, 11:59:17 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / ร่ม - ประภาส ชลศรานนท์
 เมื่อ: 23, พฤษภาคม, 2569, 11:39:27 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





“ร่ม”
มีคนอยู่สี่คน
คนแรก
กางร่มอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ฟ้าโปร่ง ไร้ฝน ไม่ว่าเขาจะเดินไปแห่งหนไหนก็ต้องกางร่มคันนั้น มือหนึ่งจึงถูกยึดไว้ตลอด ไหล่ข้างนั้นเกร็งโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยล่วงรู้เลยว่าการเดินตัวเปล่า ๆ มันเบาเพียงใด แม้แต่ในบางวันที่แดดอ่อนอุ่น แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงมันเต็มที่ เพราะเขาไม่เคยปล่อยร่มลง เขากลัวว่าฝนจะลงเม็ด และความกลัวนั้น กลายเป็นของที่เขาแบกไปตลอดเวลา ทั้งหนัก และที่เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าร่มนั้นมันบดบังดอกไม้สวยๆ ที่เขาควรจะเห็นบนเนินเขา
คนที่สอง
ไม่กางร่ม แต่พกร่มติดตัวไว้ตลอดเวลาเช่นกัน มิพักว่าจะฤดูไหน กระเป๋าของเขาจะต้องมีร่มอยู่เสมอ ตอนแรกมันดูเหมือนไม่มีอะไร ก็แค่ร่มหนึ่งคัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระเป๋าใบนั้นก็เริ่มแน่นขึ้น  เพราะเขาไม่ได้พกแค่ร่ม เขาพกความเผื่อไปด้วย เผื่อฝนตก เผื่อลืม เผื่อไม่พร้อม
ซึ่งไม่ว่าจะเผื่ออะไร ทุก ๆ คำก็คือเรื่องเดียวกันที่เขาคิดวน
จนในที่สุดกระเป๋าของเขา ก็แทบไม่มีที่ว่างสำหรับของอย่างอื่นอีก เพราะร่มยังกินที่อยู่ตรงนั้นเสมอ
คนที่สาม
พกร่มเฉพาะฤดูฝน แน่นอนเขาไม่ยอมเดินลุยฝนโดยไม่เตรียมตัว แต่เขาก็ไม่กางร่มพร่ำเพรื่อ เขาจะดูท้องฟ้า พยายามเข้าใจฤดูกาล ฟังคำพยากรณ์ และเมื่อฝนมา เขาก็แค่หยิบร่มติดไปด้วย
เขาไม่ได้กลัวฝน
แต่เขาไม่ได้ประมาทฝน
คนที่สี่
ไม่พกร่มเลย แม้ฟ้าจะเริ่มครึ้ม เสียงครืนๆ ของฟ้าจะเริ่มคนอง เขาก็ยังเดินต่อไป เขารู้สึกเป็นอิสระมาก
แต่เมื่อฝนตก เขาก็ไม่มีอะไรปกป้องตัวเอง เขาจึงตากฝนบ้าง วิ่งหาที่กำบังฝนบ้าง
คำถามคือ
คุณเป็นคนแบบไหน และถ้าถามต่อไปอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ “แล้วแบบไหนคือความหมายของการอยู่กับปัจจุบัน”
ถ้ามองเผิน ๆ เราอาจคิดว่าคนที่อยู่กับปัจจุบัน ต้องเป็นคนที่สี่ คนที่ไม่คิดล่วงหน้า ไม่วางแผน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป แต่เมื่อฝนตกขึ้นมาจริงๆ เขาก็เปียก และเหตุที่เปียกคืออะไร ถ้าดูดี ๆ ก็จะพบว่า ไม่ใช่เพราะฝนหรอก แต่เพราะเขาไม่เห็นตามความเป็นจริงมากกว่า
ในทางพุทธ เรียกสิ่งนี้ว่า ความประมาท
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนปรินิพพานว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา
จงยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ฝนมีอยู่จริง ฤดูกาลมีอยู่จริง การเดินโดยไม่รู้ว่าฝนจะตกไม่ใช่อิสรภาพ แต่คือการหลับตาต่อความเป็นจริง
ฝนแต่ละคนหนักไม่เท่ากัน บางคนแค่เปียก บางคนแค่ป่วย และสำหรับบางคนฝนนั้นคือวิกฤติชีวิตที่หนักหนาสากรรจ์
คนแรก แม้จะไม่เปียกฝน แต่เขาก็ไม่เคยได้สัมผัสแสงแดด สายตาของเขามีร่มบังอยู่ครึ่งหนึ่งตลอดเวลา เขาอยู่ในโลกของสิ่งที่ยังไม่เกิด ฝนยังไม่ตก แต่ใจเขาเปียกไปก่อนแล้ว คนที่ทั้งเปียกในใจและหนักอึ้งในใจที่ต้องกางร่มด้วย น่าสรรเสริญหรือน่าสมเพชดีหนอ
คนที่สอง ดูเหมือนจะรอบคอบ แต่ชีวิตของเขาถูกกำกับด้วยคำว่าเผื่อ และคำว่าเผื่อนั้น
ค่อยๆ กินพื้นที่ในชีวิต จนไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับสิ่งอื่น
แล้วคนที่สามล่ะ เขาไม่ได้พยายามควบคุมอนาคต แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธมัน เขาแค่เห็นมันตามที่มันเป็น ในทางพุทธมีคำเรียกสิ่งนี้ว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งแปลว่า การพิจารณาโดยแยบคาย หรือการคิดถูกวิธี ซึ่งไม่ใช่การคิดมาก และก็ไม่ใช่การไม่คิด แต่เป็นการคิดว่าฤดูนี้เป็นฤดูฝน ท้องฟ้ามีเมฆครึ้ม ฝนน่าจะตก
โยนิโสมนสิการจึงไม่ใช่คิดด้วยความกลัว ไม่ใช่คิดด้วยความหวัง และที่สำคัญไม่ใช่คิดเพื่อสิ่งที่อยากให้เป็น แต่คิดไปตามเหตุและปัจจัย
“การอยู่กับปัจจุบันในทางพุทธ“ จึงไม่ใช่การไม่คิดถึงอนาคตเลย แต่คือ การไม่ปล่อยให้อนาคตเข้ามาครอบงำปัจจุบันจนมืดและหนักอึ้ง ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่การใช้ชีวิตอย่างประมาท แต่คือการรู้เท่าทันว่าอะไรควรเตรียม และอะไรควรปล่อย ในยามนั้น
สุดท้ายแล้ว ชีวิตเราก็ไม่ได้ต่างจากการเดินใต้ท้องฟ้า บางวันแดดออก บางวันฝนตก
เราไม่สามารถสั่งให้ฝนตกหรือไม่ตกได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่า
เราจะอยู่กับมันอย่างไร

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / หน้ากากเสือ - ประภาส ชลศรานนท์
 เมื่อ: 23, พฤษภาคม, 2569, 11:27:40 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





“หน้ากากเสือ ฮีโร่ที่โยนชื่อตัวเองทิ้งลงแม่น้ำ”
นี่คือเหตุการณ์จริง
เช้าวันคริสต์มาส ปี ค.ศ. 2010 พนักงานที่ศูนย์ช่วยเหลือเด็กกำพร้าในจังหวัดกุนมะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดประตูออกมาเพื่อเตรียมทำงานตามปกติ แต่เขาได้พบสิ่งที่ไม่ปกติ
หน้าประตูมีกระเป๋านักเรียนสีดำสิบใบวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ เป็นกระเป๋าหนังแบบที่เด็กญี่ปุ่นใช้กันในชั้นประถม  ราคาใบละสามหมื่นเยน รวมแล้วเป็นเงินสามแสนเยน
มีจดหมายเล็กๆ ติดอยู่กับกระเป๋า ลายมือเรียบร้อย ลงท้ายด้วยชื่อ  “อิดะเตะ นาโอโตะ”
คุ้นชื่อกันไหมครับ นาโอโตะ ที่บางทีคนไทยเรียกกันว่า เนาโตะ
แต่ชื่อดะเตะ นาโอโตะ ที่ลงท้ายในจดหมายที่แนบไปกับการนำกระเป๋านักเรียนไปให้เด็กกำพร้า ไม่ใช่คนจริงแน่ ๆ อิดะเตะ นาโอโตะ เป็นชื่อของตัวละครจากมังงะหน้ากากเสือ ที่พิมพ์เป็นหนังสือและทำเป็นหนังการ์ตูนทีวีเมื่อปี ค.ศ. 1968 ซึ่งหยุดฉายไปแล้วในทีวี และตายไปจากหน้าหนังสือเมื่อสี่สิบปีก่อน
ในมังงะเรื่องนี้  นาโอโตะ เป็นเด็กกำพร้าที่โตขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งในโตเกียวยุคหลังสงคราม ในประเทศที่กำลังยอมคุกเข่าจากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่สอง
เขาฝันอยากเป็นนักมวยปล้ำที่แข็งแกร่งเหมือนเสือ และความฝันนั้นก็เป็นจริง  แต่เป็นจริงในแบบที่เขาไม่ได้คาดคิด
องค์กรลับที่ชื่อ “ถ้ำเสือ” มารับตัวเขาไปฝึก ที่นั่นไม่ใช่โรงเรียนนักมวยปล้ำ ที่นั่นคือโรงเรียนผลิตปีศาจในร่างมนุษย์  เพื่อส่งไปแข่งในเวทีต่างประเทศ และคอยทำลายชื่อเสียงฝ่ายตรงข้าม โดยเงินรายได้ครึ่งหนึ่งของค่าตัวการปล้ำต้องส่งกลับให้องค์กร
ในสนามแข่งของอเมริกา นาโอโตะ ใส่หน้ากากหัวเสือ ใช้ชื่อในการแข่งว่า “ปีศาจเหลือง” เขาทำร้ายคู่ต่อสู้อย่างโหดเหี้ยม หักแขน บีบคอ ใช้กลโกงลูกเตะที่ครูสอนมา เพื่อทรมานคู่ต่อสู้มากกว่าเพื่อชัยชนะ
ผู้ชมเกลียดเขา เด็กๆ ร้องไห้เมื่อเห็นเขาขึ้นมาบนเวที  และนั่นคือหน้าที่ที่องค์กรจ่ายเงินให้เขาทำ
แต่แล้วก็มีประโยคหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขา
วันหนึ่ง นาโอโตะ ในชุดคนธรรมดาไม่ได้ใส่หน้ากาก เขากลับไปเยี่ยมสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเติบโตมา มีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาคุยกับเขาด้วยตาเป็นประกาย เด็กบอกว่าเขาอยากโตขึ้นมาเป็นนักมวยปล้ำที่แข็งแกร่งเหมือน “ไทเกอร์มาสก์” ฮีโร่ปีศาจที่เขาดูในทีวี
เด็กพูดอย่างฮึกเหิมและมีชีวิตชีวา เพราะไม่รู้ว่ากำลังพูดอยู่กับ “ไทเกอร์มาสก์” ตัวจริง
และนาโอโตะ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโดนสะท้อนภาพให้เห็นว่าเขากำลังเป็นแบบอย่างให้กับเด็กในสถานที่ที่เคยเลี้ยงเขามา  แบบอย่างของผู้ร้าย
วันนั้นเขากลับไปบ้าน นั่งคิดตลอดทั้งคืน และวันรุ่งขึ้น เขาจึงตัดสินใจว่าจะเลิกเป็นปีศาจเหลือง และจะกลายเป็นวีรบุรุษ  แม้จะรู้ว่ามันแปลว่าเขาต้องผิดสัญญากับองค์กรที่สร้างเขาขึ้นมา
แม้จะรู้ว่ามันแปลว่าองค์กรจะส่งคนมาฆ่าเขา
และแม้จะรู้ว่าเขาจะไม่มีวันรอด
นับจากวันนั้น ทุกครั้งที่นาโอโตะ ขึ้นสังเวียนในร่างของไทเกอร์มาสก์ เขาแข่งมวยปล้ำอย่างสะอาด เคารพคู่ต่อสู้ ปฏิเสธลูกฉ้อโกงที่ครูเก่าสอน ที่สำคัญเงินรายได้ทั้งหมด ทั้งครึ่งที่ควรส่งองค์กรและครึ่งที่เป็นของตัวเอง เขาส่งไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยไม่ระบุชื่อผู้ส่ง
ด้วยเหตุนี้ ถ้ำเสือ จึงส่งนักมวยปล้ำมือสังหารคนแล้วคนเล่ามาเอาชีวิตเขา และทุกแมตช์คือการต่อสู้เพื่อชีวิต
หน้ากากเสือที่เขาสวม ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขาไปแล้ว ไม่ใช่เพราะมันปกปิดตัวตนจากคู่ต่อสู้ แต่เพราะมันปกปิดอดีตจากเด็กๆ ที่กำลังเฝ้าดูเขาทางทีวี
นาโอโตะ ในอดีตเคยเป็นปีศาจเหลือง ผู้ที่ทำให้เด็กร้องไห้ทั่วอเมริกา เขาไม่อยากให้เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ารู้ว่าฮีโร่ของพวกเขาเคยเป็นคนแบบนั้น
มองจากมุมนี้หน้ากากจึงไม่ใช่เครื่องมือซ่อนใบหน้า แต่มันคือเครื่องมือซ่อนความผิดในอดีตเพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของเด็กที่กำลังดูเขาเป็นแบบอย่าง
ในตอนจบของมังงะเรื่องนี้ ก่อนจะถึงแมตช์ชิงแชมป์โลก ที่จะทำให้เขากลายเป็นนักมวยปล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นาโอโตะ ที่ใส่หน้ากากเสือกำลังเดินอยู่ริมถนน
เขาเห็นเด็กกำลังจะถูกรถชน ด้วยสัญชาตญาณ เขาวิ่งเข้าไปผลักเด็กให้พ้น และตัวเองโดนรถชนเต็มแรง
ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต  ในขณะที่เลือดไหลออกจากปาก เขามีแรงเหลือพอที่จะทำสิ่งเดียวเท่านั้น เขาถอดหน้ากากเสือออก แล้วโยนมันลงในแม่น้ำที่ไหลผ่านข้างถนน
และเมื่อหน้ากากจมหายไป
จึงมีความหมายว่า ไม่มีใครเห็นใบหน้าใต้หน้ากาก ไม่มีใครรู้ว่านักมวยปล้ำผู้ยิ่งใหญ่ที่หายไปจากแมตช์ชิงแชมป์โลกคือชายผู้นี้ที่นอนตายอยู่ข้างถนนคนนี้
เด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่มีวันได้รู้ว่าเงินที่ส่งมาเลี้ยงพวกเขาตลอดมานั้นมาจากใคร นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาทำในชีวิต  นั่นคือตายโดยไม่ให้ใครรู้ว่าตัวเองคือใคร
สี่สิบปีต่อมา ในโลกจริง
วันที่ 25 ธันวาคม 2010 ที่จังหวัดกุนมะ มีใครบางคนวางกระเป๋านักเรียนสิบใบไว้หน้าศูนย์ช่วยเหลือเด็กกำพร้าพร้อมโน้ตที่ลงชื่อ “ดะเตะ นาโอโตะ”
ข่าวโทรทัศน์ทั้งญี่ปุ่นพูดถึงในวันรุ่งขึ้น
และหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ที่จังหวัดคานากาวะ ก็มีคนวางกระเป๋าอีกชุด ลงชื่อเดียวกัน
และภายในเดือนมกราคม 2011 ใน 43 จังหวัดจาก 47 จังหวัดของญี่ปุ่น  ได้มีการบริจาคในนาม “ดะเตะ นาโอโตะ” กว่าหนึ่งร้อยครั้ง รวมกระเป๋านักเรียนกว่า 155 ใบ และเงินสดกว่า 1.76 ล้านเยน
นอกจากกระเป๋านักเรียน ของที่วางอยู่หน้าศูนย์ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ยังมีของเล่น มีอาหาร มีเงินสด มีข้าวสารถุงสามสิบกิโลกรัม มีต้นหอม 44 ต้นกับกะหล่ำปลี 11 หัวที่ใครบางคนในจังหวัดยามากาตะทิ้งไว้พร้อมข้อความว่า  “ดะเตะ นาโอโตะ จากชนบท ขอให้เด็ก ๆ แบ่งกันกินและเติบโตอย่างแข็งแรง”
ไม่มีใครรู้ว่า นาโอโตะ ในโลกจริงที่มาบริจาคช่วยเหลือเด็กกำพร้าคือใคร มีคนตั้งคำถามว่า คือคนเดียวกันที่เดินทางไปบริจาคทุกจังหวัด หรือมีหลายคนที่ได้แรงบันดาลใจจากนักมวยปล้ำใส่หน้ากากเสือคนนั้น
ในยุคที่ทุกคนต้องโพสต์ทุกสิ่งที่ทำลงโซเชียลมีเดีย ในยุคที่การกระทำดีต้องมีรูปประกอบ ต้องมีแฮชแท็ก ต้องมีใครเห็น ได้มีตัวการ์ตูนหนึ่งตัวจากปี ค.ศ. 1968 ที่ยังคงสอนคนทั้งโลกว่า การให้ที่ดีที่สุด  คือการให้โดยไม่ต้องการอะไรคืนกลับมา แม้แต่ชื่อของตัวเอง
ในมังงะ
ดะเตะ นาโอโตะ โยนหน้ากากของเขาลงในแม่น้ำในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่เพราะอายในอดีต  แต่เพราะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความดีที่เขาทำมาตลอดชีวิตจะมีน้ำหนักมากกว่า ถ้าไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ
หน้ากากนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อปกปิดใบหน้าจากศัตรู แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดผู้กระทำดี จากคำชมที่จะอาจทำให้ความดีนั้นเสื่อมค่าลง
และในโลกจริง ในวันคริสต์มาส สี่สิบสองปีหลังจากที่มังงะเรื่องหน้ากากเสือฉายตอนหน้ากากจมลงในแม่น้ำ  คงมีใครบางคนในเมืองหนึ่งของญี่ปุ่นที่อ่านมังงะเล่มนี้ตอนเป็นเด็ก เติบโตขึ้น มีเงิน มีชีวิต และมีจิตวิญญาณ เขาจึงตัดสินใจว่าจะทำสิ่งที่ฮีโร่ในวัยเด็กของเขาเคยทำ
เขาไม่ได้เซ็นชื่อจริงของตัวเอง เขาเซ็นชื่อของชายคนหนึ่งที่ไม่เคยมีอยู่บนโลกจริง แนบไปกับการบริจาคของให้เด็กกำพร้า
และนี่แหละคือการมีอยู่จริงของ“หน้ากากเสือ”

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 23, พฤษภาคม, 2569, 08:45:28 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๔/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๒๓๓.จิตเฉย"อุเบกขะ"นิรมี.........................กะ"อัปปีติฯ"ใจตาม
ความ"ปีติ"คลาย"จตุต์ถะ"ผลาม......................ลุฌานสี่สงบใจ

    ๒๓๔.ใส"อัปป์ฯ"สามเพิกแล้ว.......................อุเบกขา
เป็น"สัปปีติฯ"พา............................................ชื่นพริ้ง
เกิดฌานหนึ่ง-สามหนา...................................อีก"อัป- ปีติ"
ปีติเอมใจทิ้ง..................................................สี่น้อมฌานเผย

    ๒๓๕."อัปป์มัญญะสาม"มละ"อุเบกขาฯ"........เจาะสุขเฉกอุบัติเชย
เป็นธรรมสิร่วม"สหคะฯ"เกย............................กะสุขเวทนาแฉ

    ๒๓๖.แล"อุเบกฯ"ยิ่งนี้..................................ธรรมหนา "นสุขสหฯ"
มิสุขเวทนา.....................................................ก่อไร้
เป็นเพียงอุเบกฯครา........................................"อุเปก- ขาสหฯ"
จิตกอปร"อทุกข์ฯ"ไซร้....................................ไม่ทั้งสุขเผย

    ๒๓๗.อัปป์ฯสี่"นกาม์วจระฯ"กิจ.....................สภาพจิตละกามฯเอย
หนีไกลสิ"กาม์วจระ"เคย..................................ลุภูมิรูปฌานแฉ

    ๒๓๘.แลอัปป์มัญฯสี่แจ้ง..............................."รูปา- วจระ"
จิตจ่อกรรมฐานหนา........................................สงบแผ้ว
บรรลุรูปฌานพา.............................................ฌานหนึ่ง ถึงสาม
มีสุข,ปีติแล้ว...................................................มุ่งแล้จตุต์ถฌาน

    ๒๓๙."อัปป์มัญญะสี่"เจาะ"นอรูฯ"..................มิมีชู"อรูปฯ"ผ่าน
แค่รูปฌานเจาะประลุกราน..............................ก็สูงสุดฉะนี้หนา

    ๒๔๐.คราอัปป์มัญฯสี่นั้น..............................อาศัย นึกรูป
จึงแผ่เมตตาไกล.............................................ปรี่โพ้น
จิตลุผ่านรูปฌานไว.........................................เสร็จครบ
อรูปฌาน"รูป"โล้น...........................................จุ่งเข้ามิถึง

    ๒๔๑.อัปป์มัญฯสี่เจาะ"ปริยาฯ".....................ก็ธรรมหนาเจาะภูมิตรึง
"กาม,รูป,อรูป"มุจระขึง....................................ณ วัฏฏะสงสาร

    ๒๔๒.กรานอัปป์มัญฯสี่ด้น............................มิเป็น เหตุออก
จากวัฏ,ทุกข์ลำเค็ญ........................................แม่นแล้ว
ก็ธรรมใช่มรรรคเห็น.......................................พามุ่ง นิพพาน
ยังว่ายเวียนเกิดแท้.........................................แค่นั้นอัปป์มัญฯ

    ๒๔๓.อัปป์ฯสี่"สอุตตระ"ล้ำ...........................เจาะมีธรรมซิยิ่งครัน
"โลกุตต์ระ"โลกพหิระสรรค์.............................เพราะอัปป์มัญฯเสาะโลกีย์

    ๒๔๔.อัปป์มัญฯมีสี่แล้.................................."ทุกข์ถอน อรณะ
จิตสงบกิเลสรอน............................................สะอาดแผ้ว
อาฆาต,โกรธมิชอน.........................................มิโลภ หายแล
ธรรมส่อกิเลสแป้ว...........................................ถั่งถ้อยจริงหนอ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์ : [เล่มที่ ๗๘] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/pMgfYHDgVOvy4Iny3

๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[ก] อัปปมัญญา ๔ หรือ พรหมวิหาร ๔ = คือ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ และการปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ แผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไป ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต แบ่งออกเป็น ๔ ได้แก่
(๑) เมตตา = ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
-> ภิกษุในศาสนานี้ แผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ. ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่าอยู่
(๒) กรุณา = ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
-> แผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่กรุณาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
(๓) มุทิตา = ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข; มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข; พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
-> แผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่มุทิตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
(๔) อุเบกขา = ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง;  พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ; พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ
-> แผ่อุเบกขาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓
ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่อุเบกขาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 22, พฤษภาคม, 2569, 08:55:08 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๒๑๕."อัปป์มัญญะ"สี่ก็ธุระกิจ.....................เจาะ"โนจิตฯ" บ จิตวาง
หมายเจตสิก,หทยะสร้าง...............................ซิร่วมกันนะทุกครา

    ๒๑๖.อัปป์มัญญาสี่แท้...............................นามธรรม "เจตสิก"
มิใช่จิตแต่จำ................................................ร่วมพร้อม
เคียงจิตเกิด,ดับนำ........................................ดังเช่น
โลภ,โกรธ,หลงคงน้อม...................................เปี่ยมล้นมุทิตา

    ๒๑๗.อัปป์มัญญะสี่ก็มนะล้ำ........................ลุ"จิตต์สัมปยุตฯกล้า
จิต,เจตสิกเจาะอธิหนา...................................พิเศษต่างกะอื่นแฉ

    ๒๑๘.แลอัปป์มัญฯสี่แจ้ง............................."จิตต์สัง- สัฏฐะ"
ธรรมเกิดกับจิตหวัง.......................................ร่วมได้
ทำงานร่วมกันจัง............................................หาแยก กันนา
เกิดดับคราวเดียวไซร้....................................เกิดรู้เหมือนกัน

    ๒๑๙.อัปป์มัญญะสี่เจาะภวพาน...................สมุฏ์ฐานกะจิตครัน
จิตสร้างสิ"รูป"ริจระพลัน................................เจาะยืน,นอนรึหายใจ

    ๒๒๐.ธรรมไวเกิดรูปนั้น..............................เหตุสาน จตุแล
"กรรมเหตุเกิดรูป"กราน..................................ถี่ถ้วน
"อุตุเกิดรูป"ขาน.............................................เรียกว่า "อุตุชรูป"
"ภัตรก่อเกิดรูป"ล้วน.......................................สี่พร้องเหตุแฉ

    ๒๒๑.อัปป์ฯสี่ก็"จิตตสหภู"...........................ปะธรรมคู่กะจิตแล
จำ,คิดและเกิด,มรณะแน่.................................ปฏิสนธิเหตุเผย

    ๒๒๒.เปรยอัปป์มัญฯสี่นี้..............................."จิตตา นุปริวัติฯ"
ธรรมเกิดตามจิตหนา......................................ดับพร้อม
คง ณ ที่เดียวมา..............................................กับจิต
ขันธ์เช่น"สัญญา"น้อม.....................................ร่วมแล้"สังขาร"

    ๒๒๓.อัปป์มัญฯลุพาหิระยะยล......................ซินอกตนกระทำการ
แผ่จิตกะสัตว์เจาะปะทะฉาน............................มิจำกัดกะเขตแฉ

    ๒๒๔.แลอัปป์มัญฯสี่ถ้อย.............................."เป็นอุปา- ทินนะ"
ถูกยึดจากตัณหา............................................ครอบแล้ว
"จิตเป็นอนุปาฯ"..............................................เพราะไม่ ครอบครอง
"ทิฏฐิ,ตัณหา"แคล้ว.........................................ไม่เข้าครองแฉ

    ๒๒๕."อัปป์มัญญะสี่ลุภว"โน-.........................อุปาฯ"โร่ บ "รูป"แล
เป็นนามธรรมมิศยะแล้....................................."มหาภูตรูป"เกิด

    ๒๒๖.เทิดอัปป์มัญฯสี่ถ้วน.............................เป็น"โน- อุปาทาน"
หาใช่อุปาฯโชว์................................................ยึดไร้
อัปป์มัญฯสี่กุศลโข..........................................."โนกิเลส"
ธรรมขจัดกิเลสไซร้.........................................โศกเศร้าตัดหนา

    ๒๒๗.อัปป์มัญญะสี่ประลุกุศล.......................มิฆ่าพ้นซิโสดาฯ
"ภาว์นานทัสสะฯ"พิระกล้า................................กระทำยกระดับใจ

    ๒๒๘.ไวอัปป์มัญฯสี่พริ้ง...............................เป็น"นภา- วนายะฯ"
มิฆ่าโดยมรรคหนา..........................................แน่แล้ว
อีกสามมรรคบนซา.........................................."พระสกิ- ทาคามี"
"พระอนาคามี"แผ้ว..........................................สุดท้าย"อรหันต์"

    ๒๒๙.อัปป์มัญฯอุเบกฯลุ"อวิตักฯ"..................มิมีปัก"วิตก"ครัน
"ความตรึกวิตก"จะมละพลัน.............................ณ ฌานสองมิปรุงใด

    ๒๓๐.ในอัปป์ฯสามเยี่ยงนี้.............................อุเบกขา เพิกแล
"สวิตักกะ"หนา................................................วิตกพร้อม
คราฌานหนึ่งลุมา............................................อีก"อวิ- ตักกะ
"วิตกมิมี"ค้อม..................................................ไม่แล้ฌานสอง

    ๒๓๑.วางเฉย"อุเบกฯ"เจาะ"อวิจา-..................ระ"เพิกหนาวิจารครอง
"ความตรองวิจาร"เสาะอนะผอง........................ณ ฌานสองและสามแล

    ๒๓๒.แฉอัปป์ฯสามเพิกแล้............................อุเบกขา
"สวิจาฯ"ตรองหนา...........................................สภาพพร้อม
เกิดฌานหนึ่ง,สองมา........................................วิจารแน่ มีตรอง
เป็น"อวิจาฯ"ค้อม..............................................ล่วงเข้าฌานสาม

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ร่วมทาง ร่วมสู้
 เมื่อ: 21, พฤษภาคม, 2569, 08:06:44 PM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม



ร่วมทาง ร่วมสู้

บนเส้นทาง กว้างไกล สายชีวิต
เพื่อนสนิท ชิดใกล้ ไม่หน่ายหนี
ยามมืดมน หม่นหมอง ละอองมี
พร้อมยื่นมือ ไมตรี คอยประคอง

ไม่ต้องรวย ล้นฟ้า มาเผื่อแผ่
เพียงจริงใจ ให้แท้ ไม่เป็นสอง
ในวันที่ ท้อแท้ น้ำตานอง
มีเพื่อนมอง จ้องสบ สยบภัย

กี่แดดลม ล้มลุก กระหน่ำซัด
ร่วมกุมมือ มั่นหยัด ไม่หวั่นไหว
กอดคอกัน ก้าวฝ่า พายุไป
ไม่เคยคิด แค้นใจ ในชะตา

คำปลอบโยน โยงใย ในวงเหล้า
กับข้าวหม้อ ต้มเก่า เราสรรหา
บะหมี่ซอง ส่องแสง ยามโรยรา
คือแรงใจ ให้กล้า ศรัทธาคน

ผ่านร้อนหนาว ก้าวผ่าน กาลเวลา
ความผูกพัน มีค่า กว่าหยาดฝน
ต่างแยกย้าย ย้ายยก โลกวกวน
แต่ใจเรา สู้ทน ไม่จืดจาง

ขอบใจนะ เพื่อนรัก ที่ร่วมสู้
เป็นกระจก ส่องดู อยู่เคียงข้าง
คำว่า "เพื่อน" เพื่อนแท้ ไม่อำพราง
ร่วมเดินทาง สร้างฝัน นิรันดร

ฝาตุ่ม




 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 21, พฤษภาคม, 2569, 07:53:00 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


เชือกเอยเชือกปม
ผูกระดมแรงร้อยไม่ถอยหนี
เกิดเป็นคนต้องแกร่งทุกนาที
ปมที่มีคือบทเรียนเพียรแก้ไป
ต่อให้เงื่อนซับซ้อนซ่อนปมยาก
ผ่านลำบากเหงื่อปนสู้ทนไหว
ใช้ปัญญาค่อยคลี่ด้วยหัวใจ
ก้าวต่อไปสู่เส้นทางสว่างเอยฯ

 
ฝาตุ่ม

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 21, พฤษภาคม, 2569, 05:15:17 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์


   #"ข น ม บัวลอย"


    แป้งข้าวเหนียวบีบเค้นเป็นผุยผง
    ขึ้นรูปอย่างบรรจง จากนักปั้น
    ฝุ่นเล็กละเอียดย่อยนับร้อยพัน
    enjoyกัน สมานฉันท์สามัคคี

    น้ำเปล่าเติมตามด้วยช่วยผสม
    ก้อนแป้งกลมนำปั้นเป็นสองสี
    เตยใบเขียว~มันม่วงเข้ากันดี
    นิ้วทั้งสิบขยำขยี้ไม่รีรอ

    ปั้นเสร็จสรรพจับแบ่งแป้งเอาไว้
    น้ำเดือดปุ๊บโยนไปใส่ลงหม้อ
    มองแป้งสุก ตะเกียกตะกายเริ่มลอยคอ
    เดินหน้าต่อน้ำเย็นเป็นจบงาน

    แป้งเขียว-ม่วงลูกน้อยน้อยลอยตุ๊บป่อง
    กะทิข้นจากกล่องทำของหวาน
    โรยงา-มะพร้าวอ่อนตอนรับทาน
    ตักใส่จานถ้วยกลม ข น ม บั ว ล อ ย

    กันต์กรีนซี

    ๒๑/๕/๒๕๖๙




หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.548 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...