|
1
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ทิศที่ ๑๑ การบริหารจัดการจิต: ๙๖.มองโลกในแง่ดี
เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:40:10 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ทิศที่ ๑๑ การบริหารจัดการจิต : ๑๕๒.คิดเรื่องปัจจุบันดีกว่าคิดเรื่องในอดีต วิเชียรดิลกฉันท์ ๒๕ ๑.กาลก่อน,อนาคต.......................มิจรดและหมกมุ่น ปัญหาเกาะจิตนิรคุณ........................ทุษะเครียดกะกาย,ใจ ๒.เรื่องราวอดีตชัด........................บริพัตรมิเปลี่ยนได้ กาลหน้าก็ยังจิระสมัย.......................ขณะนี้เหมาะทำพลัน ๓.นึกถึงอดีตเปลือง.......................ก็จะเคืองและแค้นดั้น กาลหน้าพะวงหทยะฝัน.....................เพราะจะคิดสิล่วงหน้า ๔.นึกคิด ณ ครานี้..........................วรชี้มิเครียดหนา ชนควรเจริญสติทกล้า.......................พหุรู้ประเสริฐเผย ๕.รู้ปัจจุบันฉาย.............................ทุขะคลายเจาะสุขเอย เบิกบานสราญลุปิติเชย......................หฤทัยจะผ่องใส ฯ|ะ แสงประภัสสร ที่มา: จากหนังสือ ทิศที่ ๑๑ บทที่ ๑๕๒ หน้า ๑๕๙ ของ หลวงพ่อชุมพล พลปญฺโญ |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:30:40 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
หมูขอเล็งสีส้มสะท้อนแสง หรือจะเป็นสีแดงก็เข้าท่า ![]() |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:42:07 PM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
หนังสือเอ๋ยหนังสือหน้าสุดท้าย เปรียบดั่งสายธารไหลไม่คืนหลัง บทสรุปเรื่องราวคราวประทัง ฝากความหวังฝังรอยถ้อยกวี อันความรักความแค้นที่แสนลึก ถูกผนึกจบลงตรงที่นี่ ทิ้งรอยจำจารึกสำนึกดี โอบกอดเสี้ยวนาทีหน้านี้เอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:20:42 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
เอ้าแต่งโจงกระเบนเล่นทันที เราเลือกสีเขียวผ่องเผื่อต้องตา ![]() |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ทิศที่ ๑๑ การบริหารจัดการจิต: ๙๖.มองโลกในแง่ดี
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:01:40 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ทิศที่ ๑๑ การบริหารจัดการจิต : ๑๕๑.อย่าปล่อยให้จิตแปดเปื้อน จปลาวัตรฉันท์ ๑๖ ๑.มิควรต้องเป็นอริกะคน..................................ทุระพาลชน เจาะสร้างศัตรู ๒.เพราะชั่วย่อมสร้างพหุริปู..............................เหมาะนิสัยอยู่ เสมอเลยนา ๓.มิควรนำตนลุอปิครา.....................................ลิประโยชน์พา จะเกิดโทษเผย ๔.ผิความชั่วร้ายมิปะทะเลย..............................มนะเราเสย ลุขัดข้องแล ๕.ฉลาดจงมั่นหทยะแฉ.....................................กรุณาแผ่ มิฆาตใครหนา ๖.ณ โลกเรื่องร้ายก็มหึมา..................................มิมุลามฝ่า หทัยเราไข ๗.พะพานคนชั่วมนะตริไว..................................ลุอุเบกฯใส ฤทัยเฉยนา ๘.มุมั่นจิตเหมือนกะพสุธา..................................ผิวะคนมา เตะทิ้งสิ่งของ ๙.สิดีหรือเลว"กษิดิ"ครอง..................................ฐิติมั่นผอง เจาะไม่หวั่นไหว ๑๐.มุทำจิตแน่วธุวะคระไล.................................กวะโลกไซร้ ซิแปดเปื้อนแฉ ๑๑.มิควรปล่อยให้หทยะแด...............................มิสะอาดแล จะเป็นโทษหนา ฯ|ะ แสงประภัสสร ที่มา: จากหนังสือ ทิศที่ ๑๑ บทที่ ๑๕๑ หน้า ๑๕๓ ของ หลวงพ่อชุมพล พลปญฺโญ |
||
|
6
เมื่อ: 04, พฤษภาคม, 2569, 10:51:55 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
เหมาะที่สุดดีแท้แหมช่างคิด ช่างถูกจิตถูกใจกระไรนี่ ![]() |
||
|
7
เมื่อ: 04, พฤษภาคม, 2569, 12:11:32 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
นอนไม่หลับจับวงนั่งลงคอย เล่นเพลงฉ่อยประยุกตร์สนุกดี ![]() |
||
|
8
เมื่อ: 04, พฤษภาคม, 2569, 08:44:44 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๗/๗) ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร -> ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําด้วยอํานาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ดังนี้ -> เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กําลังจุติ กําลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ นี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง -> แม้ข้อที่อริยสาวกทําให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ซึ่งปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ นี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง คาถาสนังกุมารพรหม = เป็นผู้กล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ทั้งในหมู่เทวดาและมนุษย์ -> ดูก่อนมหานาม อริยสาวกนี้ บัณฑิตสรรเสริญว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาแม้เพราะเหตุนี้; เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะแม้เพราะเหตุนี้; เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะแม้เพราะเหตุนี้; แม้สนังกุมารพรหมก็ได้กล่าวคาถาไว้ว่า ~ วิชชา = ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ; มีวิชชา ๓ วิชชา ๘ ดังนี้ >วิชชา ๓ คือ (๑) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ - ความรู้ที่ระลึกชาติได้ (๒) จุตูปปาตญาณ - ความรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย (๓) อาสวักขยญาณ - ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น >วิชชา ๘ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ - ญาณในวิปัสสนา (๒) มโนมยิทธิ - ฤทธิ์ทางใจ (๓) อิทธิวิธิ - แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ (๔) ทิพพโสต - หูทิพย์ (๕) เจโตปริยญาณ - รู้จักกำหนดใจผู้อื่นได้ (๖) ปุพเพนิวาสานุสติ (๗) ทิพพจักขุ - ตาทิพย์ (= จุตูปปาตญาณ) (๘) อาสวักขยญาณ ~ จรณะ = ความประพฤติ, ปฏิปทา, ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา หรือนิพพาน มี ๑๕ คือ (๑) สีลสัมปทา = ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ ประพฤติถูกต้องดีงาม สำรวมในพระปาติโมกข์ มีมารยาทเรียบร้อย ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย (๒) อปัณณกปฏิปทา ๓ = ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด, ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ (๒.๑) อินทรียสังวร - การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒.๒) โภชเนมัตตัญญุตา - ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา (๒.๓) ชาคริยานุโยค - การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป (๓) สัปปุริสธรรม ๗ (๔) ฌาน ๔ ~ ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ = พระพุทธเจ้าจึงถึงพร้อมด้วยคุณ ที่เรียกว่า วิชชา และ จรณะ คือ วิชชาที่เป็นปัญญาสูงสุด และ จรณะ คือ การเจริญฌาน จนสามารถแสดงฤทธิ์ได้ ไม่มีใครที่จะเปรียบเหนือกว่าพระองค์ เพราะคุณความดีที่ได้อบรมมานับชาติไม่ถ้วนทำให้พระชาติสุดท้าย ก็ถึงพร้อมด้วยความสามารถต่างๆ สูงสุด ตามเหตุที่ได้สะสมมา -> ในชุมชนที่ยังรังเกียจกันด้วยโคตร กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์; ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐสุด -> ดูก่อนมหานาม คาถานั้น สนังกุมารพรหมขับดีแล้ว มิใช่ขับชั่ว; กล่าวดีแล้ว มิใช่กล่าวชั่ว; ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์; พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุมัติแล้ว -> ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นแล้ว ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า สาธุๆ อานนท์ เธอได้กล่าวเสขปฏิปทาแก่พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ดีแล -> ท่านพระอานนท์ได้กล่าวภาษิตนี้จบลงแล้ว พระศาสดาทรงยินดี พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ ชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระอานนท์ ดังนี้แล จบเสขปฏิปทาสูตรที่ ๓ |
||
|
9
เมื่อ: 04, พฤษภาคม, 2569, 12:01:29 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ถึงยามค่ำโอเลี้ยงค่อยออกฤทธิ์ คงจะปิดตายากกันสักหน่อย ![]() |
||
|
10
เมื่อ: 03, พฤษภาคม, 2569, 12:01:08 PM
|
||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
อำนาจแห่งความคิดถึง สักวาความคิดถึงตรึงดวงจิต เนรมิตภาพรักสลักเด่น ผูกพันใจไม่คลายไม่วายเว้น ความห่วงใยไหวเอนตามสายลม แม้ห่างไกลใจยังเฝ้าประคองรัก คิดถึงหนักหน่วงใจให้ขื่นขม แต่กลับเป็นพลังใจให้ชื่นชม ความคิดถึงแอบบ่มรื่นรมย์เอย ฝาตุ่ม |
||



