|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:32:49 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๐/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร -> “ท่านพระโคดม กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรมอย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง เท่านั้นหรือ” -> “ตปัสสี กายกรรมก็อย่างหนึ่ง วจีกรรมก็อย่างหนึ่ง มโนกรรมก็อย่างหนึ่ง เท่านั้น” -> “ท่านพระโคดม บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการนี้พระองค์ทรงบัญญัติกรรมไหนว่ามีโทษมากกว่ากัน ในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่ว” ->“ตปัสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ เราบัญญัติ มโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่ว มิใช่กายกรรม หรือวจีกรรม” ~ กายกรรม ได้แก่ เจตนา ๒๐ เป็นฝ่ายกามาวจรกุศล ๘ และเป็นฝ่ายอกุศล ๑๒ ที่ถึงการยึดถือ การรับ การปล่อย และการเคลื่อนไหวในกายทวาร อีกนัยหนึ่ง หมายถึง กายทุจริต ๓ ~ วจีกรรม ได้แก่ เจตนา ๒๐ เหล่านั้นแหละ ที่ไม่เกี่ยวกับการยึดถือเป็นต้นทางกายทวาร แต่เกี่ยวกับการเปล่งวาจาที่เกิดขึ้นทางวจีทวาร อีกนัยหนึ่ง หมายถึง วจีทุจริต ๔ ~ มโนทวาร ได้แก่ เจตนา ๒๙ ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล ที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางทวารทั้ง ๒ (กายทวารและวจีทวาร) ที่เกิดขึ้นทางมโนทวาร อีกนัยหนึ่ง หมายถึง มโนทุจริต ๓ -> “ท่านพระโคดม พระองค์ตรัสตอบว่า ‘มโนกรรม’ หรือ” -> “ใช่ เราตอบว่า ‘มโนกรรม” -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยันในพระดำรัสนี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วลุกจากอาสนะเข้าไปหานิครนถ์ นาฏบุตรถึงที่อยู่ [ค] อุบาลีอาสาโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า (๑) สมัยนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรนั่งอยู่กับบริษัทคฤหัสถ์เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านพาลกะ มีคหบดีชื่ออุบาลีเป็นหัวหน้า ได้เห็นนิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีเดินมาแต่ไกล จึงทักทายกัน ทีฆตปัสสีตอบว่า มาจากสำนักของพระสมณโคดม -> อุบาลี ถามว่าได้สนทนาปราศรัยกับพระสมณโคดมบ้างหรือไม่ -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีได้เล่าเรื่องที่สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคให้นิครนถ์ นาฏบุตรฟังทั้งหมด (๒) นิครนถ์ นาฏบุตร จึงกล่าวว่า -> มโนทัณฑะอันต่ำทรามจะดีงามได้อย่างไร เมื่อเทียบกับ กายทัณฑะ ที่สำคัญเช่นนี้ -> แท้จริงในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่ว กายทัณฑะเท่านั้นมีโทษมากกว่า มิใช่วจีทัณฑะ หรือ มโนทัณฑะเลย” (๓) เมื่อนิครนถ์ นาฏบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว อุบาลีคหบดีได้กล่าว ท่านทีฆตปัสสีชี้แจงดีแล้ว ถูกต้องแล้ว ข้าพเจ้าจะไปโต้วาทะในเรื่องนี้กับพระสมณโคดมเอง หากพระสมณโคดมยังยืนยัน ข้าพเจ้าจักพูดตะล่อมวกไปวกมาหว่านล้อมให้งง เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรง จับขนแกะที่มีขนยาวฉุดดึงไปดึงมาหมุนจนงง หรือเปรียบเหมือนชายฉกรรจ์ผู้เป็นกรรมกรในโรงงานสุรา ทิ้งกระสอบที่มีส่วนผสมสุราใบใหญ่ลงในบ่อหมักส่าที่ลึก แล้วจับที่มุมส่ายไปส่ายมาสลัดออก ข้าพเจ้าจักขจัด บด ขยี้ซึ่งวาทะของพระสมณโคดมด้วยวาทะ เหมือนคนที่แข็งแรงเป็นนักเลงสุรา จับไหสุราคว่ำลง หงายขึ้น เขย่าจนน้ำสุราสะเด็ด หรือข้าพเจ้าจักเล่นกีฬาซักป่านกับพระสมณโคดม เหมือนช้างแก่อายุ ๖๐ ปีลงไปยังสระลึกเล่นกีฬาซักป่าน (๔) นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสี ได้กล่าวกับนิครนถ์ นาฏบุตรว่า "การที่อุบาลีคหบดีจะพึงโต้วาทะกับพระสมณโคดมนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย เพราะพระสมณโคดมเป็นคนมีมารยา รู้มายา เป็นเครื่องกลับใจพวกสาวกของอัญเดียรถีย์ได้” (๕) นิครนถ์ นาฏบุตร กล่าวว่า -> “ตปัสสี เป็นไปไม่ได้เลย ที่อุบาลีคหบดีจะพึงเป็นสาวกของพระสมณโคดม ~ เป็นไปไม่ได้เลย = หมายถึงปฏิเสธฐานะ (เหตุ) และปฏิเสธโอกาส (ปัจจัย) ที่ให้เป็นไปได้ -> แต่เป็นไปได้ ที่พระสมณโคดม จะพึงเป็นสาวกของอุบาลีคหบดี ~ เป็นไปได้ ในที่นี้ = หมายถึงยอมรับฐานะ (เหตุ) ที่ให้เป็นไปได้ -> คหบดี ท่านจงไปโต้วาทะในเรื่องที่พูดกันนี้กับพระสมณโคดม แท้จริงเราก็ได้, ทีฆตปัสสีก็ได้, หรือท่านก็ได้ ควรโต้วาทะกับพระสมณโคดม” -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสี ก็ได้เตือนนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นครั้งที่ ๓ ในการโต้วาทะ กับพระพุทธเจ้า |
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:43:17 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ผลบุญ หวนคำนึง คิดถึง เพื่อนเกลอเก่า ครั้งวัยเยาว์ เคยร่ำเรียน เพียรศึกษา เกษตรศาสตร์ ถิ่นบางเขน วนศาสตรา ทุกทิวา ราตรี ไม่มีคลาย หลายปีผ่าน เนิ่นนาน ไปตามวัย ต้องจากไกล สานสร้างฝัน ดั่งใจหมาย เพื่อรังสรรค์ อนาคต มีมากมาย ห่างเพียงกาย ใจแนบชิด สนิทนัย บ้างเติบใหญ่ ในหน้าที่ รับผิดชอบ สนองตอบ พัฒนา สมาสัย จวบถึงวัน การเกษียณ เป็นหลักชัย ประชาไทย สมสุข ทุกข์มลาย หลายชีวิต ต้องพักผ่อน ก่อนถึงฝั่ง ชีพหยุดยั้ง จำจากไกล ใจสลาย ฝากผลงาน สร้างไพร ไว้มากมาย ทุ่มแรงกาย ถวายชีวิต ก่อนปลิดปลง ทั้งพิทักษ์ รักษา วนาเขต ป้องภัยเพท เพื่อพงไพร ด้วยใหลหลง ให้ลูกหลาน ได้สืบสาน สุขดำรง รักษ์ป่าดง พงพี เป็นศรีไทย เพื่อน-พี่-น้อง ชาวประชา วนาชน จำเริญผล สร้างงาน กาลสมัย สร้างสมดุล สิ่งแวดล้อม ละมุนละไม ธรรมชาติ สดใส ไร้ราคี เคยพากเพียร เรียนรู้ เชิดชูไพร มั่นหทัย พร่างพรม สมศักดิ์ศรี บูรณา สรรพศาสตร์ บรรดามี เพื่อป่าดง พงพี ไว้นิรันดร์ หลับเถิดหนา ผู้กล้า แห่งป่าใหญ่ เกิดชาติใด ให้ผลบุญ หนุนสร้างสรรค์ เป็นเทวา รักษาป่า รุกขเทวัญ รักษ์อรัญ ทั้งชีวิต จิตวิญญาณ คนเรียนไพร ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๙ |
||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:42:13 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ท่องแดนกาญจนบุรี ยินสำเนียง เสียงกล่าว เล่าขานถิ่น "แคว้นโบราณ" ยลยิน แผ่นดินขลัง ประวัติศาสตร์ จารึก อันโด่งดัง สร้างพลัง แข็งแกร่ง แห่งเวลา สักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นิมิตมี "ด่านเจดีย์" สามองค์ คงรักษา เหล่าพม่า เดินทัพ เผาพารา กษัตรา ยุทธหัตถี มีมานาน งามล้ำเลิศ ควรค่า ทุกโมงยาม พลอยน้ำงาม สุกใส ใจขับขาน "มณีเมืองกาญจน์" ระยับ จิตชื่นบาน สุขสำราญ ขานขับ ทุกคืนวัน สะพานข้าม แม่น้ำแคว แลเหยียดยาว ผ่านเรื่องราว สงครามโลก แสนโศกศัลย์ คือร่องรอย ประวัติศาสตร์ ตรึงชีวัน สัญลักษณ์ สำคัญ มั่นอุรา อีก "แหล่งแร่" อุดม สมบูรณ์พร้อม ธรรมชาติ โอบล้อม รู้รักษา สาย "น้ำตก" หลั่งริน จนชินตา ฉ่ำอุรา กาญจนบุรี เป็นศรีไทย คนเรียนไพร ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๙ |
||
|
4
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:02:04 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ปิ้งปลาซิวอีกไหมเมนูนี้ หากว่ามีขอบายย้ายสำมะโนครัว ไม่มีแล้วปลาซิวหมดสต๊อค เหลือแต่ปลาสร้อยหรอกบอกให้ทั่ว ![]() |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:22:57 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ปิ้งปลาซิวอีกไหมเมนูนี้ หากว่ามีขอบายย้ายสำมะโนครัว |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:48:43 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๙/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร ๑๔๓.ดั่งนี้"พระพุทธะ"คุณะหนา.....................มหิมาเหมาะเสริญแล ผู้พฤติพระธรรมแน่...........................................ก็จะยอพระคุณเผย ๑๔๔.นาฎบุตรฯเอยเร่าร้อน............................อิจฉา โกรธแรง เขานบพุทธ์องค์ครา..........................................มากล้น มีชนนับถือหนา.................................................มากกว่า ตนเอย ความเครียดเฉียบเกิดท้น..................................กระอักแล้เลือดนอง ฯ|ะ แสงประภัสสร มจร. ๖. อุปาลิวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/LkJz5JjFncyBaKWSt ๖. อุปาลิวาทสูตร (ว่าด้วยวาทะของคหบดีชื่ออุบาลี) [ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ -> สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาลันทา -> นิครนถ์ นาฏบุตรพร้อมกับบริษัทนิครนถ์เป็นจำนวนมาก อาศัยอยู่ที่ เมืองนาลันทา ~ นิครนถ์ = คือ นักบวชนอกศาสนา มีนิครนถ์นาฏบุตรเป็นศาสดา โดยความหมาย นิครนถ์ หมายถึงผู้ปราศจากเครื่องผูกหรือเครื่องร้อยรัดทั้งมวล ซึ่งพวกนิครนถ์มีความเห็นผิดว่าแม้ใบไม้ หยดน้ำ ก้อนหิน มีปาณะมีชีวิต เป็นต้นซึ่งสำหรับบั้นปลายของชีวิตของนิครนถ์นาฏบุตรผู้เป็นศาสดา เมื่ออุบาลีคฤหบดีที่นับถือลัทธินี้ เปลี่ยนไปนับถือพระพุทธศาสนา นิครนถ์นาฏบุตร ทราบก็ถึงกับโลหิตพุ่งออกจากปาก ป่วยหนักมาก ใกล้ตาย และก่อนตายนั้นท่านรู้ว่าศาสนาของเราไม่สามารถนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง รู้ว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า สามารถนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง จึงอยากให้สาวกของท่านนับถือพระพุทธเจ้าแทนท่าน ก็เลยหาอุบาย เรียกศิษย์มาฝ่ายหนึ่งก่อน บอกความจริงว่าอย่างนี้ และก็เรียกศิษย์มาอีกฝ่าย และก็บอกความจริงอีกอย่าง เพื่อให้ศิษย์ทั้งหลายทะเลาะกันว่าความจริงของศาสดาเราสอนอย่างนี้ เมื่อศิษย์ทะเลาะกัน จะได้หันไปนับถือพระพุทธศาสนาได้ -> นิครนถ์ชื่อ ทีฆตปัสสี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค โดยยืนอยู่พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสว่า “ตปัสสี ที่นั่งมีอยู่ ถ้าท่านประสงค์ ก็จงนั่งเถิด” ~ ทีฆตปัสสี = หมายถึง นิครนถ์ผู้มีชื่ออย่างนั้นเพราะเป็นผู้บำเพ็ญตบะมานาน [ข] เปรียบเทียบทัณฑะ ๓ กับกรรม ๓ (๑) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามนิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีว่า “ตปัสสี นิครนถ์ นาฏบุตร บัญญัติกรรมในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร” -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีทูลตอบว่า “ท่านพระโคดม นิครนถ์ นาฏบุตรมิได้บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘กรรม กรรม’ แต่บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘ทัณฑะ ทัณฑะ’ ~ ทัณฑะ ทัณฑะ= หมายถึงการทำบาปกรรมโดยเน้นที่ "ทัณฑะ ๓" คือ กายทัณฑะ (การทำบาปทางกาย), วจีทัณฑะ (การทำบาปทางวาจา), และมโนทัณฑะ (การทำบาปทางใจ) (๒) “ตปัสสี นิครนถ์ นาฏบุตรบัญญัติทัณฑะในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร” -> “ท่านพระโคดม นิครนถ์ นาฏบุตรบัญญัติทัณฑะในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้ ๓ ประการ คือ (๑) กายทัณฑะ (๒) วจีทัณฑะ (๓) มโนทัณฑะ” (๓) “ตปัสสี กายทัณฑะอย่างหนึ่ง วจีทัณฑะอย่างหนึ่ง มโนทัณฑะอย่างหนึ่งหรือ” ->“ท่านพระโคดม กายทัณฑะก็อย่างหนึ่ง; วจีทัณฑะก็อย่างหนึ่ง; มโนทัณฑะก็อย่างหนึ่ง” (๔) “ตปัสสี บรรดาทัณฑะทั้ง ๓ ประการนี้ที่จำแนกแยกเป็น กายทัณฑะ, วจีทัณฑะ, มโนทัณฑะ นั้น นิครนถ์ นาฏบุตรบัญญัติทัณฑะไหนว่ามีโทษมากกว่ากัน ในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่ว” -> “ท่านพระโคดม บรรดาทัณฑะทั้ง ๓ ประการ นิครนถ์ นาฏบุตร บัญญัติ กายทัณฑะว่ามีโทษมากกว่ากัน ในการทำกรรมชั่ว, ในการประพฤติกรรมชั่ว, มิใช่วจีทัณฑะ หรือมโนทัณฑะ” -> “ตปัสสี ท่านตอบว่า ‘กายทัณฑะ’ หรือ” -> “ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘กายทัณฑะ” -> พระผู้มีพระภาคทรงให้นิครนถ์ชื่อ ทีฆตปัสสี ยืนยันคำพูดนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการอย่างนี้ (๕) เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว -> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีจึงได้ทูลถามว่า “ท่านพระโคดม พระองค์ทรงบัญญัติทัณฑะในการทำกรรมชั่ว, ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร” -> พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ตปัสสี ตถาคตมิได้บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘ทัณฑะ ทัณฑะ’ แต่บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘กรรม กรรม” -> “ท่านพระโคดม พระองค์ทรงบัญญัติกรรมในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร” -> “ตปัสสี เราบัญญัติกรรมในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้ ๓ ประการ คือ กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม |
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:59:21 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๘/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร ๑๒๕.โดยแท้"พระพุทธ์ฯ"อภยะจั่ว...............สิมิกลัวกะตายแล "พ้นอยาก,รตี"แน่............................................มนะกล้ามิครวญเผย ๑๒๖.เปรยพุทธ์องค์สงบแท้.........................คนเดียว โลกุตต์ มิมุ่งทางโลกเชียว...........................................เพิกแล้ ลุธรรมเลิศเฉลียว............................................"อนุตต์- สัมมาฯ" ทรงลุ"โพธิ"แผ้ว..............................................ตรัสรู้นิพพาน ๑๒๗.พุทธ์เจ้าลุข้ามทุระกิเลส......................มนะเจตน์จะช่วยกราน พาชนสิข้ามผ่าน.............................................ลุวิมุตติตามไป ๑๒๘."อุปาฯ"ไวมุ่งแจ้ง..................................ศิษย์หนา พุทธองค์ ทรงสงบกิเลสซา.............................................ตัดคล้อย มีปฏิปทา........................................................ตามพุทธ์ฯ อดีตกาล ทรงเลิศปัญญาช้อย........................................ตรัสรู้เร็วพลัน ๑๒๙.ปัญญา"พระพุทธะฯ"ดุจะหนา...............พสุธาซิใหญ่สรรค์ ทรงมีพระญาณฯครัน......................................เจาะสว่าง ณ โลกา ๑๓๐.คราพระองค์แน่วแล้ว...........................เมตตา สัตว์โลก โดยเท่าเทียมกรุณา.........................................ยิ่งล้น เปรียบกับพสุธา...............................................ของสกปรก เทลง พิภพมิเคืองท้น................................................ดุจแล้พุทธ์องค์ ๑๓๑.พุทธ์องค์ฉลาดประลุฉกาจ...................อนะพลาดพระธรรมบ่ง ปล่อยโลภะปลดปลง........................................มนะอิส์ระตัณหา ๑๓๒.คราพุทธ์องค์มุ่งเข้ม.............................."บารมี สิบทัศ" วตะมุ่งเพียรดี...................................................ยิ่งแท้ ดำเนินมรรคทวี.................................................ก็เพื่อ ทุกข์วาย ทำชัดเต็มพลังแล้..............................................ล่วงแล้วโพธิ์ญาณ ๑๓๓.พุทธ์เจ้าเสด็จดีลุ"สุคโต"........................ชระโขวจีพาน กาย,ใจประพฤติขาน.........................................นิรใครจะเปรียบเผย ๑๓๔.พุทธ์องค์เอยเก่งกล้า.............................มิเกรง ภัยใด กิเลส,ตัณหาเขลง.............................................ตัดได้ มีญาณหยั่งลึกเอง.............................................พบละเอียด ทรงเฉียบสุขุมไซร้............................................ถี่ถ้วนพิจารณ์ ๑๓๕.ข้าฯศิษย์"พระพุทธะ"วสะหนา................ภิทะฆ่าสิ"อยาก"ราน "ตื่นจากกิเลสผลาญ..........................................และอวิชชะ"แล้วเผย ๑๓๖.เปรยมี"ควัน"แน่แล้ว..............................."โกรธ"แฉ กิเลสในใจแด....................................................ซ่านฟุ้ง เหมือนควันแผดเผาแล.......................................เห็นผิด โดยปราศควันมิคลุ้ง...........................................กิเลสถ้วนฆาตผล ๑๓๗.ปัญญา"พระพุทธะฯ"พหุใหญ่..................ดุจะไซร้ธราดล หยั่งสรรพสิ่งยล.................................................ลุขยายซิไพศาล ๑๓๘.พุทธ์องค์พานดุจคล้าย...........................ผืนดิน เปรียบมั่นคงผลิน...............................................โกรธไร้ อดทนอย่างหนักชิน...........................................มิก่อ เวรหนา ลดเบียดเบียนลงไซร้.........................................กิเลสแท้ทลายเผย ๑๓๙.บูชาเหมาะ"พุทธะอรหันต์"......................อนะครันสิ"อยาก"เอย ไร้ทิฏฐิปล่อยเกย...............................................บริสุทธิ์เหมาะเทิดแฉ ๑๔๐.แลพุทธ์องค์ชื่อน้อม................................"ยักขะ"หนา หมายจิตฝึกฝนมา..............................................เยี่ยมแล้ว คนประเสริฐบูชา................................................ควรยิ่ง ปัณฑระ,คุณธรรมแผ้ว.......................................มนุษย์ล้วนบูชา ๑๔๑.พุทธ์องค์ลุยศคุณะประเสริฐ...................ประลุเลิศอร์หันต์กล้า "คุณ"ชั่งมิได้หนา................................................มหึมาจะชั่งเผย ๑๔๒.นาฏบุตรฯเปรยท่านนี้.............................ประมวลคำ สรรเสริญ นานแต่ไหนจึงจำ...............................................มากถ้อย "อุปาฯ"เปรียบคุณหนำ.......................................เหมือนช่าง เรียงผกา รวมพระคุณเรียงร้อย.........................................ช่อไม้ดอกแฉ |
||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:34:27 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร รู้รักษ์ ธรรมชาติ งามล้ำ ประจักษ์ตา ร่วมรักษา คงไว้ อย่าให้สูญ ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า พาเกื้อกูล ช่วยเพิ่มพูน ชีวิต วิจิตรตระการ หากร่วมแรง ร่วมใจ ไม่ทำลาย โลกที่เคย ล่มสลาย จักประสาน รู้ป้องภัย มลพิษ ที่เนิ่นนาน พร้อมสืบสาน ความร่มเย็น เป็นนิรันดร์ หยุดทำร้าย ทำลาย ธรรมชาติ อย่าประมาท รู้รักษา อย่างสร้างสรรค์ ถนอมค่า ทรัพยากร ให้นานวัน ร่วมฝ่าฟัน พลิกฟื้น คืนอุดม ด้วยสองมือ หนึ่งใจ ไม่ท้อถอย ถักทอร้อย สิ่งแวดล้อม ให้งามสม สร้างสมดุล แห่งโลกา พาชื่นชม ชนนิยม เพื่อลูกหลาน สราญใจ ปลูกต้นไม้ สร้างไพร ในวันนี้ เพิ่มพื้นที่ เขียวขจี สีสดใส เป็นเกราะแก้ว คุ้มครอง พิบัติภัย โลกห่างไกล ล่มสลาย ที่ปลายทาง คนเรียนไพร ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๙ |
||
|
9
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:32:05 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ปฐมนครา ส้มโอหวาน ฉ่ำลิ้ม ชิมรสเลิศ ข้าวสารขาว พราวประเสริฐ ปรารถนา ลูกสาวงาม เพียบพร้อม กิริยา ข้าวหลามหวานมัน ค้างฟ้า ชื่นอารมณ์ สนามจันทร์ งามล้น ตระการตา พระราชวัง คู่หล้า พาสุขสม พุทธมณฑล คู่ธานี นึกนิยม แสนรื่นรมย์ ถิ่นธรรม นำจิตใจ พระปฐมเจดีย์ เสียดฟ้า สูงตระหง่าน องค์ประธาน เหลืองอร่าม งามสดใส ศูนย์แหล่งรวม ศรัทธามั่น คู่แดนไทย นอบน้อมไหว้ สิริมงคล ดลชีวิน สวยงามตา ท่าจีน รินหลั่งไหล สายธารใส ชุ่มฉ่ำ ด่ำถวิล เอกลักษณ์ นครปฐม สมดั่งจินต์ ทั่วแผ่นดิน หลงใหล ไม่ลืมเลือน คนเรียนไพร ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๙ |
||
|
10
เมื่อ: 19, มิถุนายน, 2569, 06:53:33 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๗/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร ๑๐๗.พุทธ์เจ้าฉลาดลุตติญาณ.....................มนะกรานจะแจ้งครัน จึงตรัสรู้สรรค์..................................................อริย์สัจวิสุทธิ์หนา ๑๐๘.คราพุทธ์องค์หยั่งรู้..............................ระลึกครา "ปุพเพฯ ระลึกชาติชาญหนา.........................................บอกได้ ทราบเกิด-ดับคณา..........................................สรรพสัตว์ "จุตูฯ" ขจัดกิเลสหมดไร้............................................ล่วงแล้วนิพพาน ๑๐๙.พุทธ์เจ้าสิฝึกหทยะแล้ว.......................ชระแผ้วและถอนราน เลิกยึดอะรมณ์ซ่าน.........................................เพราะกิเลซิครอบงำ ๑๑๐.คำ"ปราศธรรมเหนี่ยวรั้ง".....................พุทธ์องค์ ทรงไม่ยึดติดยง..............................................แน่แล้ว "รูป,รส,กลิ่น,เสียง.."ตรง...................................จึงไป่ อารมณ์ ถือมั่นวางลงแคล้ว...........................................สิ่งทั้งปวงหนา ๑๑๑.ข้าฯศิษย์"พระโคตมะ"ลุสัต-..................ตะก็ชัดพระพุทธ์ฯหล้า ที่เจ็ดฉะนี้นา....................................................ภวปัจจุบันเผย ๑๑๒.เปรยแรก"วิปัสเจ้าฯ".............................อุบัติหนา" "พระสิขีฯ",สองมา............................................."เวสส์เจ้าฯ" "กกุสันฯ"สี่จรครา.............................................."โกนาพุทธ์ฯ" เบญจะ "พระกัสสปะฯ"หกเกล้า......................................เจ็ดแล้"โคดม" ๑๑๓."โคดมพระพุทธะ"ลุจะแจ้ง......................เจาะแถลงปะญาณสม "วิชชา"วิเศษชม.................................................ชระยิ่งอภิญญา ๑๑๔.ครา"ปุพเพฯ"ระลึกแล้.............................จำหนา หลายชาติ เกิด"จุตูฯ"วนมา..................................................เหตุพร้อม "อาสวักญาณฯ"พา.............................................อาสวะ ดับหมด จึงเกิด"โพธิ"น้อม................................................ตรัสรู้เร็วพลัน ๑๑๕."โคดมพระพุทธะฯ"ลิกิเลส.......................เจาะพิเศษสิ"คำ"ครัน คาถาซิชนสรรค์.................................................มุระงับกิเลสหนา ๑๑๖.คราพุทธ์องค์สงบแท้...............................ญาณแล ชัดเจน สงัดกิเลสแฉ.......................................................ทราบล้น ปัญญาเลิศพาแด................................................ตรงสี่ อริยสัจ จึงมุ่ง"สัพพัญฯ"ด้น..............................................เหตุพ้นสมบูรณ์ ๑๑๗.ก่อนใคร"พระพุทธะฯ"นยะเทศน์..............เจาะพิเศษปฐมฯคุณ แก่"ปัญจวัคฯ"กูล................................................ภวธรรมทานเหนือ ๑๑๘.เครือ"อุปาฯ"กล่าวแท้..............................ศิษย์หนา พระโคดม ทรงเด่น"อริยะ"ครา.............................................ยิ่งแล้ว ปฏิบัติตามนา......................................................อริยมรรค องค์แปด จะพฤติดี,ตรงแผ้ว...............................................ถูกต้องเหมาะแฉ ๑๑๙.พุทธ์เจ้าสิเทศน์เจาะนยะสอน...................ลุขจรพระธรรมแล จวบจนลุถึงแท้....................................................อรหันต์กิเลสปลง ๑๒๐.พุทธ์องค์แจงอรรถแล้..............................พิสดาร ละเอียด แจงง่ายชัดเจนกราน............................................แจ่มถ้อย เกิดความเลื่อมใสขาน..........................................ชนเกิด ศรัทธา สติแน่วทราบดีช้อย..............................................ครบถ้วนแจงธรรม ๑๒๑.พุทธ์เจ้าสภาพหทยะครัน..........................ธุวะมั่นมิเอนหนำ ไม่"ยุบ"หรือ"ฟู"นำ................................................เพราะเจาะกลางอุเบกขา ๑๒๒.คราพุทธ์องค์ไม่แล้...................................จิตไหว ตาม"โลกธรรมแปด"ไกล.......................................นิ่งน้อม ชำนาญแน่วฝึกไว.................................................สมาธิ์คล่อง พระอรหันต์พร้อม.................................................จิตแม้นภูผา ๑๒๓.ข้าพ์เจ้า"อุปาลิฯ"สุตะรุด............................กะ"พระพุทธะฯ"แกล้วกล้า ทรงนำลุทางหล้า..................................................นิรวาณมิหวนคืน ๑๒๔.ยืนในญาณอยู่ยั้ง.....................................จิตพระองค์ ไกลกิเลสจิตยง....................................................มั่นแล้ จิตมิปล่อยเอนหลง...............................................ตามสู่ อารมณ์ จิตสงบสะอาดแท้.................................................สว่างพร้อมสติแฉ |
||



