|
1
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:21:22 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๕๖) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีมรรคหรืออริยมรรคเป็นอารมณ์) เป็น สภาวธรรมที่รู้อริยมรรค หรือ การพิจารณาอริยมรรค นั่นเอง -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญานั้นเป็นธรรมที่ มีมรรคเป็นเหตุ หรือประกอบด้วยองค์มรรค เป็นสภาพธรรมที่นำจิตออกจากวัฏทุกข์ (เช่น ปัญญาในขณะที่เกิดร่วมกับมรรคจิต) ซึ่งเป็นไปในลักษณะของสหชาตเหตุ -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาที่มีลักษณะรู้ชัดในธรรม ทำหน้าที่เป็นประธานหรือเป็นใหญ่ ในการกระตุ้นให้ อริยมรรค (หนทางดับทุกข์) เกิดขึ้น (๕๗) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอุปปันนะก็มี= หมายถึง สภาวะของปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่แล้วในขณะนั้น (ปัจจุบัน) -- เป็นอนุปันนะก็มี= หมายถึง สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น -- เป็นอุปปาทินีก็มี= คือ สภาพปัญญาที่ยังมีส่วนที่ทำให้จิตหรือความยึดติดในภพชาติดำเนินสืบต่อไป (๕๘) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๕๙) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอตีตารัมมณะก็ดีเป็น = หมายถึง จิตที่มีปัญญาประกอบเหล่านี้ สามารถมี อารมณ์เป็นอดีต ได้ มีอดีตธรรม (สิ่งที่ดับไปแล้ว) เป็นอารมณ์ -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = (ปรารภสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าเป็นอารมณ์) การที่ปัญญาทั้งสองประเภทนี้จะเป็น "อนาคตารัมมณะก็มี" (ปรารภอารมณ์ที่เป็นอนาคต) หมายถึง จิตที่มีปัญญาเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ ไปรับรู้ ปรารภ หรือนึกถึงสภาวธรรม รูป นาม ขันธ์ ๕ หรือเรื่องราว ที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า (อนาคตกาล) เช่น -- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี = (ปรารภอารมณ์ปัจจุบัน): ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติหรือสุข ซึ่งมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์ ที่กำลังปรากฏขึ้นในขณะนั้น เป็นอารมณ์ (๖๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = (ภายใน) คือปัญญาที่เกิดขึ้นโดยปรารภ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑ -- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาทั้งสองนี้จัดเป็น พหิทธา (ธรรมอันเป็นภายนอก) ได้นั้น หมายถึง ปัญญาที่ ปรารภอารมณ์ภายนอก ได้แก่ กุศลจิตที่เกิดพร้อมด้วยปีติและสุข ซึ่งมีสภาวธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี =เป็น อัชฌัตตพหิทธา (ทั้งภายในและภายนอก) ก็มี คือปัญญาที่เกิดขึ้นโดยรู้แจ้งหรือกำหนดรู้สภาพธรรมทั้งที่เป็นอารมณ์ภายใน (นามธรรมและรูปธรรมของตนเอง) และภายนอก (นามธรรมและรูปธรรมของผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมๆ กัน (๖๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = คือปัญญาที่ประกอบด้วยความปีติยินดี มีการพิจารณาสังขารธรรมหรือขันธ์ ๕ ทั้งของตนเอง (ภายใน) และของผู้อื่นหรือสิ่งภายนอก (ภายนอก) โดยรู้เท่าทันความจริงจนเกิดความอิ่มใจ -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่กำหนดรู้และพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่กำหนดรู้และพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก (๖๒) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขาเวทนา) เป็นสภาพจิตที่วางใจเป็นกลางอย่างมีเหตุผล ไม่ดีใจหรือเสียใจ แต่ประกอบด้วยความรู้เข้าใจสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่วางเฉยเพราะความไม่รู้หรือไม่แยแส -- เป็นวิบากก็มี =ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ) และทำหน้าที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี =เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี คือ สภาพปัญญาที่อยู่ในรูปของจิตที่เป็นผล (วิบากจิต) เช่น มหาวิบากจิต ๔ ดวงที่เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา ที่นำไปปฏิสนธิในภพภูมิที่ดี (เช่น กามาวจรภูมิ) ซึ่งจัดเป็นสภาวะที่สุกงอมจากกุศลกรรมในอดีตอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) หมายถึง ปัญญาใน อัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่บาป) ได้แก่ วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิ ๓ และ กิริยาจิต ของพระอรหันต์ -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นวิบาก และไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก โดยอุเบกขาสหคตปัญญา สภาวะเหล่านี้ก็มี เช่น:มรรคจิต ในพระอริยบุคคล (เช่น โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) |
||
|
2
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:42:06 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๕๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี=เป็นอุปาทินนุปาทานิยา ก็มี:คือ ปัญญาที่เป็นไปใน วิบาก (ผลของกรรม) และกิริยาในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ซึ่งจัดเป็นสภาพธรรมที่กรรมอันมีตัณหาและทิฏฐิยึดครอง เข้าถึงความเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ เช่น ปัญญาที่เป็นโลกียวิบากจิต -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี=อนุปาทินนุปาทานิยะ ได้แก่ สภาวธรรมที่เป็นวิบาก (ผลของกรรม) และกิริยาจิตที่ไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก ซึ่งไม่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดถือ เช่น ปัญญาในกามาวจรวิบาก (จิตที่เป็นผลของกุศล/อกุศล) และปัญญาในกิริยาจิตของพระอรหันต์ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี=อนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกยึดมั่นด้วยตัณหาทิฏฐิ และไม่เป็นอารมณ์แห่งการยึดมั่น) ได้แก่ ปัญญาที่เป็นโลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล (จิตของพระอริยบุคคล) (๕๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติและความสุข ที่เกิดพร้อมกับองค์ฌานที่มีทั้ง วิตก (การตรึกอารมณ์) และ วิจาร (การประคองอารมณ์) -- เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี = (มีแต่วิจาร ไม่มีวิตก) คือปัญญาในทุติยฌานขึ้นไป ซึ่งมีความยินดี (ปีติ) หรือความสุข เป็นเครื่องประกอบ แต่ไม่มี วิตก เหลือเพียง วิจาร -- เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี = ปัญญาที่ปราศจากวิตกและวิจารคือ ปัญญาที่เกิดในระดับทุติยฌานขึ้นไป หรือปัญญาขั้นวิปัสสนา ที่จิตเป็นสมาธิแน่วแน่จนวิตก และวิจาร ดับไป เหลือเพียงความอิ่มใจ (ปีติ) ความสุข และความเป็นเอกัคคตา (๕๒) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอาจยคามินีก็มี= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติหรือสุขนั้น ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เป็นปัญญาทางโลก (โลกิยปัญญา) ที่ทำให้เกิดการสั่งสมบุญ กุศล หรือนำไปเกิดใหม่ -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความดับกิเลส หรือเป็นไปเพื่อการไม่สั่งสมกิเลส/ไม่เกิดอีก ซึ่งได้แก่ปัญญาในระดับโลกุตตรจิต ปัญญาในมรรค ๔ -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ปัญญาในฝ่ายอัพยากตธรรม คือ จิตที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) และจิตของพระอรหันต์ (กิริยา) ซึ่งปัญญาเหล่านี้เป็นเพียงสภาพรู้ ไม่เป็นเหตุให้ก่อกรรมหรือละกิเลสเพิ่ม (๕๓) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นเสกขะก็มี = คือ ปัญญาใน โสดาปัตติมรรค ถึง อรหัตตมรรค และปัญญาใน โสดาปัตติผล ถึง อรหัตตผล (ยกเว้นอรหัตตผลที่ไม่มีมรรคอีก) ซึ่งหมายถึงจิตของพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษาเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป -- เป็นอเสกขะก็มี = คือปัญญาของพระอรหันต์ โดยเป็น มรรคญาณ ขณะประหารกิเลส หรือ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ ที่เกิดขึ้นในวิถีจิตของพระอรหันต์ -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) และไม่ใช่ของพระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้วคือพระอรหันต์) ซึ่งหมายถึง ปัญญาของปุถุชน และพระอริยบุคคลระดับโลกีย์ (๕๔) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นปริตตะก็มี = (เล็กน้อย): คือปัญญาในระดับกามาวจร (ระดับจิตทั่วไป) ที่สหรคตด้วยปีติและสุข เช่น ความรู้ความเข้าใจจากการศึกษา การคิดพิจารณา หรือการทำทานรักษาศีลในขั้นต้น -- เป็นมหัคคตะก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับรูปาวจรกุศลธรรม และรูปาวจรอัพยากตธรรม ในระดับฌานขั้นต่างๆโดยเป็นปัญญาขั้นที่ทำให้จิตมีความประณีตและตั้งมั่น -- เป็นอัปปมาณะก็มี = ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ (ปัญญาที่ไม่มีประมาณ) (๕๕) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นเป็นธรรมเล็กน้อย ได้แก่ กามาวจรจิต -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = จิตที่มีปัญญานั้น ได้รับอารมณ์ (สิ่งที่ถูกรู้) เป็น มหัคคตจิต (จิตที่ถึงความตั้งใจมั่นอย่างสูง ได้แก่ รูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต หรือ สมาธิชั้นฌานต่างๆ -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = มีอารมณ์หาประมาณมิได้ คือ ปัญญาในระดับ โลกุตตรธรรม (อริยมรรคและอริยผล) ที่มี พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะอันหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์ |
||
|
3
เมื่อ: 23, สิงหาคม, 2569, 09:44:08 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
เชิญทีวีช่องใหญ่ให้ทำข่าว เหล่าสาวสาวแต่งไฉไลสุดใจดิ้น ![]() |
||
|
4
เมื่อ: 23, สิงหาคม, 2569, 04:05:43 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
สมาคมหน้ากว้างอยู่ทางนี้ เร็วเร็วรี่เข้ามามีข้าวกิน ![]() |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 23, สิงหาคม, 2569, 04:02:07 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๔๑) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอาจยคามินีก็มี = ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความสั่งสม หรือก่อให้เกิดภพชาติ/วัฏสงสารในเป็นปัญญาที่ยังวนเวียนอยู่ในกุศลธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรกุศล, รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล) ซึ่งยังส่งผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ๔ หรือปัญญาในอริยมรรค ซึ่งเป็นสภาพธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เป็นเครื่องทำลายและตัดละกิเลสทั้งปวงให้ลดลงและดับไป (ไม่สั่งสมกิเลสหรือภพชาติ) -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ได้แก่ กิริยาอัพยากตธรรม และ วิบากธรรม ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดจากผลของกรรมแล้ว ไม่ได้นำไปปฏิสนธิใหม่หรือทำลายกิเลส (๔๒) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นเสกขะก็มี = ปัญญาของพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี -- เป็นอเสกขะก็มี = สภาพธรรมของผู้ถึงที่สุดแห่งความตรัสรู้ คือ พระอรหันต์ หมายถึง ปัญญาในมรรคจิตขั้นสูงสุด (อรหัตตมรรคจิต) และ ปัญญาในผลจิต (อรหัตตผลจิต) -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นของพระเสกขะและไม่เป็นของพระอเสกขะ (๔๓) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = คือ การมีอารมณ์เล็กน้อย เช่น กามธรรม -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี =มีอารมณ์เป็นพระกรรมฐานระดับฌาน เช่น รูปฌาน อรูปฌาน คือ การที่จิตพิจารณาองค์ฌานชั้นต้น หรือพิจารณาคุณของฌานและสมาธิที่ประณีตขึ้นไป -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = (ปัญญาอันหาประมาณมิได้) คือ ปัญญาที่มีอารมณ์หรือวัตถุเป็นอัปปมัญญา คือกว้างขวางไร้ขอบเขต (เช่น แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปในสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ) หรือหมายถึงปัญญาในระดับโลกุตตระ (๔๔) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ โดยมีสภาวะคือการที่จิตหรือเจตสิกมี พระนิพพาน ซึ่งเป็นอารมณ์อันบริสุทธิ์ของพระอริยเจ้าเป็นอารมณ์ในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเพื่อตัดละกิเลส -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุแห่งมรรค หรือสัมปยุตด้วยมรรค ได้แก่ ปัญญาที่เกิดพร้อมกับมรรคจิตใน ทุติยฌาน ขึ้นไป -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาความรู้ชัด ความไม่หลง และสัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นโดยมี อริยมรรค เป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า หรือเป็นประธานในการปฏิบัติ) (๔๕) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอุปปันนะก็มี =อุปปันนะ (เกิดขึ้นแล้ว) คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เป็นผลจากการรับรู้อารมณ์ในขณะนั้น -- เป็นอนุปปันนะก็มี = สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น หมายถึง สภาพของปัญญาหรือความรู้ระดับนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นๆ ในขณะนั้น -- เป็นอุปปาทินีก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิบากจิต หรือผลของกรรมในอดีต (๔๖) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี. (๔๗) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่สามารถรับรู้อารมณ์ในอดีตได้ -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = สภาพปัญญาที่เกิดขึ้นโดยจิตและเจตสิกเข้าไปรับรู้ จดจ่อ หรือคิดถึงสภาวธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตกาล) เป็นอารมณ์ -- เป็นปัจจุบันนารัมมณะก็มี = คือ การที่ปัญญาในขณะนั้นกำลังรู้สภาพธรรม ที่เป็นปัจจุบัน (๔๘) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นในจิตของบุคคลที่กำลังพิจารณาสภาวธรรมภายในตนเอง -- เป็นพหิทธาก็มี = สภาพธรรมที่เป็นภายนอก เช่น อารมณ์ภายนอก จิต เจตสิก รูป ของผู้อื่น หรือสิ่งที่อยู่นอกกายตน -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดพิจารณาทั้งอารมณ์ภายในและอารมณ์ภายนอกสลับกันไปมาในขณะนั้น (๔๙) อวิตักกาวิจารปัญญา= สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = อารมณ์ภายใน หมายถึง จิตใจ เจตสิก หรือรูปกายของตนเองปัญญานี้ไม่ได้ออกไปรับรู้เรื่องราวภายนอก แต่เข้ามาเรียนรู้สภาวะธรรมที่อยู่ภายในตัวผู้ปฏิบัติเอง -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = อารมณ์ภายนอก เช่น ขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น ที่จิตหรือปัญญาเข้าไปรับรู้ -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = การที่จิตรู้สภาพธรรมที่เป็นอัชฌัตตะ (ภายใน คือ รูป-นามของตนเอง) และพหิทธา (ภายนอก คือ รูป-นามของผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมๆ กัน ในขณะเดียวกัน |
||
|
6
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 23, สิงหาคม, 2569, 08:12:51 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และไม่เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน ได้แก่ ปัญญาในวิปากธรรม (ผลของกรรม) ในภูมิ ๔ และ ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) ในภูมิ ๓ (๓๔) อวิตักกาวิจารปัญญา = คือ สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นสมาธิขั้นสูงตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป ที่จิตนิ่งดิ่งและผ่องใสจนเห็นความจริงได้โดยไม่ต้องใช้ความคิด -- เป็นเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นเสกขะก็มี คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นอวิตักกวิจาร (ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เช่น ทุติยฌาน) หรือเป็นปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิของผู้ที่ยังเป็น พระเสกขะ (พระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ๗ จำพวก ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี) ในขณะที่กำลังพิจารณาธรรม -- เป็นอเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นอเสกขะก็มี คือ ปัญญาของพระอรหันต์ (อเสกขบุคคล) ในระดับทุติยฌานขึ้นไป ซึ่งพ้นจากวิตก (ความตรึก) แล้ว คงเหลือเพียงวิจาร (ความตรอง) หรือสมาธิที่ไร้วิตกและวิจารอย่างสิ้นเชิง -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ไม่มีวิตกแต่ยังมีวิจาร (ปฐมฌานขึ้นไปในบางนัย) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดจิตของพระอรหันต์ (อเสกขบุคคล) หรือสภาพธรรมที่เป็นโลกุตตรจิต ซึ่งเป็นสภาวะพ้นจากการต้องศึกษา (เสกขะ) และไม่ใช่ผู้ไม่ศึกษา (อเสกขะ) (๓๕) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอุปปันนะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นอุปปันนะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ปราศจากวิตก (ความตรึก) แต่ยังมีวิจาร (ความตรอง) ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สามารถ เกิดขึ้นแล้ว (อุปปันนะ) โดยพบได้ในปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตในระดับ ทุติยฌานขึ้นไป รวมถึงในวิปากธรรม -- เป็นอนุปันนะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอนุปันนะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ไม่มีการตรึก (วิตก) แต่มีการประคองจิตไปในอารมณ์ (วิจาร) ซึ่งเป็นปัญญาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็มี -- เป็นอุปปาทินีก็มี ="อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปาทินีก็มี คือ..." เป็นการระบุถึงสภาวธรรมตามหลักพระอภิธรรม (ในคัมภีร์ญาณวิภังค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 35) ซึ่งหมายถึง "ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ 4 ที่ปราศจากวิตก (การตรึก) แต่ยังมีวิจาร (การประคองอารมณ์) อยู่ และเป็นสภาพธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยอุปาดานยึดไว้" (๓๖) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๓๗) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดภายในตน โดยเป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากภายในจิตใจของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดจากการรับรู้สิ่งเร้าหรืออารมณ์จากภายนอก -- เป็นพหิทธาก็มี = มี "ภายนอก" เป็นอารมณ์ เช่น ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดรู้สังขารธรรมภายนอก หรือการหยั่งรู้ในขันธ์ ๕ ของผู้อื่น โดยจิตเป็นสมาธิระดับทุติยฌานขึ้นไป -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปรารภทั้งธรรมภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่กำหนดรู้สภาวธรรมทั้งในตนและผู้อื่น โดยมี วิจาร ทำหน้าที่ประคองจิตในอารมณ์นั้นๆ โดยไม่มีวิตก มักเกิดขึ้นใน ทุติยฌาน หรือระดับวิปัสสนา (๓๘) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นวิบากก็มี = ปัญญานี้ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างกรรมใหม่ (ไม่ใช่กุศล) และไม่ใช่จิตที่ทำงานเปล่าของพระอรหันต์ (ไม่ใช่กิริยา) แต่เป็น ผลลัพธ์ (วิบาก) ที่เกิดจากการส่งผลของสมาธิภาวนาหรือกุศลกรรมที่เคยฝึกฝน -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับกุศลวิบากจิต ในภูมิ ๓ -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = (ธรรมที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก) คือ ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ ได้แก่ จิตของพระอรหันต์ (กิริยาจิต) (๓๙) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = คือธรรมที่กรรมและกิเลส (ตัณหาและทิฏฐิ) เข้าไปยึดถือไว้โดยความเป็นผล และเป็นอารมณ์ -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ธรรมอันเป็นอารมณ์ของอุปาทาน แต่ไม่มีอุปาทานเข้ายึดติด -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = ปัญญาในระดับมัคคจิตและผลจิตในทุติยฌาน (ปัญญากลุ่มโลกุตตรธรรมที่ไม่ถูกยึดมั่น และไม่เป็นอารมณ์แห่งการยึดมั่น (๔๐) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นปีติสหคตะก็มี =ที่เป็นปีติสหคตะ คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความอิ่มใจ (ปีติ) โดยจิตทำงานเพียงแค่ประคองหรือสืบต่ออารมณ์ (มีวิจาร) แต่ไม่มีอาการตรึกหรือคิดถึงอารมณ์นั้น (ไม่มีวิตก) ซึ่งมักเกิดขึ้นในสมาธิระดับทุติยฌานขึ้นไป -- เป็นสุขสหคตะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุขกายสุขใจ (สุขเวทนา) -- เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความรู้สึกวางเฉย ไม่สุขไม่ทุกข์ (อุเบกขาเวทนา) เช่นใน ระดับทุติยฌานขึ้นไป |
||
|
7
เมื่อ: 22, สิงหาคม, 2569, 09:52:48 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
เป็นเรื่องจริงขอบอกไม่หลอกแน่ ช่วยกันแชร์ให้ก้องเถิดน้องพี่ ![]() |
||
|
8
เมื่อ: 22, สิงหาคม, 2569, 07:41:38 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย | ||
|
เป็นเรื่องจริงหรือหลอกเพื่อลวงคน ดูแปลกแปลกพิกลเหตุผลนี้ ![]() |
||
|
9
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 22, สิงหาคม, 2569, 02:05:42 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๒๖) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอุปปันนะก็มี = ปัญญาที่มีทั้งวิตกและวิจาร ที่เป็นอุปปันนะ (เกิดขึ้นแล้ว) หมายถึง สภาวะธรรมหรือปัญญาที่กำลังปรากฏอยู่ ณ ขณะปัจจุบัน (กำลังประจักษ์แจ้ง) ไม่ใช่สิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง -- เป็นอนุปปันนะก็มี = ยังไม่เกิดขึ้น หมายถึง สภาวะปัญญาที่ยังไม่เกิดขี้นในขณะนั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต -- เป็นอุปปาทินีก็มี = เป็นสภาพธรรมที่ให้ผลเป็นวิบาก (เป็นผลของกรรมในอดีต) ในภูมิ ๔ อนุปปันนะ" (ยังไม่เกิดขึ้น) หมายถึง สภาวะปัญญาที่ยังไม่เกิดขี้นในขณะนั้น แต่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต (๒๗) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๒๘) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญามีลักษณะเป็นอดีต -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี =สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นอนาคตอารัมมณะก็มี คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับองค์ฌานที่มีความนึกคิด (วิตก) และการประคองความคิด (วิจาร) โดยเข้าไปรู้หรือกำหนดหมายถึงสภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตอารมณ์) ซึ่งมักปรากฏในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานหรือการทำสมาธิระดับ ปฐมฌาน ขึ้นไป -- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี =สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นปัจจุปปันนารัมมณะ หมายถึง ปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน (สิ่งหรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าในขณะนั้น) โดยมี วิตก (การตรึก) และ วิจาร (การประคองจิตในอารมณ์) เข้าไปร่วมทำงานด้วยเสมอ (๒๙) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร) -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาธรรมารมณ์หรืออารมณ์กรรมฐานซึ่งจัดเป็น ภายใน (ตนเองหรือจิตใจ) โดยมีองค์ประกอบของจิตคือ วิตก ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ และ วิจาร ประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์นั้นโดย ทำงานร่วมกัน -- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตก และ วิจาร ประคองความคิด ซึ่งมีอารมณ์เป็นภายนอก -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = คือ ปัญญาที่หยั่งรู้หรือกำหนดพิจารณาทั้งในธรรมภายใน (กาย เวทนา จิต ธรรม ของตนเอง) และในธรรมภายนอก (กาย เวทนา จิต ธรรม ของผู้อื่น) สลับกันไปในขณะเดียวกัน หรือพิจารณาทั้งอารมณ์ภายในและภายนอกพร้อมกัน (๓๐) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่พิจารณาสภาวธรรมที่เป็นอัชฌัตตะ (ภายในตน) เช่น การที่จิตมีความตรึก (วิตก) และความประคอง (วิจาร) ไปในสภาวธรรม หรือนามขันธ์ ๔ ภายในตนเอง ในขณะภาวนา -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = อารมณ์ที่เป็นภายนอก หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกตัวบุคคล -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = มีอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในสภาวธรรม หรือธรรมะที่มีทั้งส่วนที่เกิดภายในตนเองและเกิดภายนอกตนเอง โดยสลับกันไปมา เช่นการใช้ปัญญาพิจารณากาย ใจ หรือขันธ์ ๕ ของตนเอง (อัชฌัตตารัมมณะ) สลับกับการพิจารณากาย ใจ หรือรูปนามของบุคคลอื่น หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว (พหิทธารัมมณะ) (๓๑) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร -- เป็นวิบากก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นผล (วิบาก) ในระดับทุติยฌาน หรือโลกุตตรวิบากจิตที่เทียบเท่าทุติยฌาน ซึ่งเป็นสภาพที่ "ไม่มีวิตก (ความตรึก) แต่มีเพียงวิจาร (ความตรอง)" ประคองจิตอยู่ -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่เป็นกุศลหรืออกุศลในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นสภาพที่สะสมศักยภาพพร้อมที่จะให้ผลในอนาคต -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่ไม่ใช่ทั้งผลของกรรมและไม่ใช่ธรรมที่ให้ผล (เช่น มรรคจิต เบื้องบน หรือกิริยาจิต) (๓๒) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่ ถูกกรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง (เป็นผลของกรรม) และในขณะเดียวกันก็ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ได้ด้วย -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ไม่เป็นอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน จำแนกตามสภาพจิต จัดเป็นกามาวจรภูมิ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = คือ ปัญญาในโลกียจิตที่เป็นทุติยฌาน ขึ้นไป และ ปัญญาในปฐมฌานที่เป็นมัคคจิตหรือผลจิต โดยจิตเหล่านี้เป็นสภาวะธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๓๓) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร -- เป็นอาจยคามินีก็มี = คือ ปัญญาในมรรค ๔ ทำหน้าที่ประหารกิเลส นำทางให้วัฏสงสารลดลง -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงความดับหรือการไม่ก่อภพ หมายถึง ปัญญาในมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหันต์มรรค) ซึ่งเป็นธรรมนำไปสู่การละกิเลสและพระนิพพาน |
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 22, สิงหาคม, 2569, 08:38:11 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๑๗) อัชฌัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากภายใน หรือปัญญาที่หยั่งรู้ ปรารภพิจารณาถึงสภาวธรรมภายในตนเอง (เช่น จิต เจตสิก รูป หรือขันธ์ ๕ ของตน) เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม -- พหิทธาปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมีอารมณ์เป็นภายนอก เช่น การรับรู้สิ่งแวดล้อม วัตถุ บุคคลอื่น เหตุการณ์รอบตัว หรือปรากฏการณ์ทางโลก -- อัชฌัตตพหิทธาปัญญา = หรือ ปัญญาที่รู้ธรรมทั้งภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่รู้เท่าทันสภาวธรรม โดยกำหนดพิจารณา ขันธ์ ๕ ทั้งในส่วนของตนเอง (อัชฌัตตะ/ภายใน) และของผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม (พหิทธา/ภายนอก) เพื่อให้เห็นความจริงตามธรรมชาติ (๑๘) อัชฌัตตารัมณปัญญา = คือ ปัญญาที่ปรารภธรรมที่เป็นไปภายใน ที่หมายถึง สัมมาทิฏฐิ ความไม่หลง และการรู้แจ้งในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของตนเอง -- พหิทธารัมมณปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการรู้หรือกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นภายนอก -- อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาที่รู้เท่าทันหรือกำหนดพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก (๑๙) สวิตักกสวิจารปัญญา -- เป็นวิบากก็มี = เป็นปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ วิตก และวิจาร ในอารมณ์ จัดเป็นวิบาก ได้แก่ ปัญญาที่เกิดในจิตที่เป็นชาติวิบาก -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = คือ ปัญญาในกุศลธรรมซึ่งเป็นสภาวะที่ให้ผลเป็นวิบาก -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = คือ ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) (๒๐) สวิตักกสวิจารปัญญา -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร เมื่อจัดเข้าในอุปาทินนุปาทานิยติกะ (ธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยกิเลสยึดถือและเป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน) จะหมายถึง อกุศลปัญญา และ กุศลปัญญาในภูมิ ๓ (กามาวจรจิต) -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = คือ ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรกุศลจิต ๘) และปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (มหากิริยาจิต ๘) ที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร ซึ่งเป็นธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร ที่จำแนก เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกอุปาทานยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ซึ่งได้แก่ ปัญญาที่ในมรรค ๔ และผล ๔ (๒๑) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตก และวิจาร -- เป็นปีติสหคตะก็มี = เป็นปีติสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความอิ่มใจ) -- เป็นสุขสหคตะก็มี = เป็นสุขสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความสุขกายสุขใจ) -- เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี = เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความเฉยๆ) (๒๒) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอาจยคามินีก็มี = ปัญญาในกุศลและอกุศลธรรมในภูมิ ๓ -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาอันเป็นไปเพื่อความดับกเลส เช่น ปัญญาในมรรค ๔ -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่ไม่เป็นทั้งเหตุให้พอกพูนและไม่เป็นเหตุให้ดับกิเลส เช่น ปัญญาในวิบากธรรมและกิริยาอัพยากฤต (๒๓) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอริยบุคคลเบื้องต้น ๓ จำพวก (โสดาบัน สกทาคามี อนาคคามี) ที่ยังต้องศึกษาปฏิบัติธรรมต่อไป -- เป็นอเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอรหันต์ผู้จบกิจการปฏิบัติแล้ว -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอริยบุคคลหรือปุถุชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ทั้งผู้ที่กำลังศึกษาและไม่ใช่ผู้ที่จบการศึกษา (๒๔) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = หมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่มีวิตก และวิจาร ซึ่งจัดเป็นจิตที่รู้อารมณ์เล็กน้อยหรือไม่ใช่ฌานขั้นสูง โดยมักเป็นปัญญาในระดับกามาวจรภูมิหรืออารมณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = หมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่มีวิตก และวิจาร โดยมีอารมณ์เป็น มหัคคตะ อารมณ์ที่ยิ่งใหญ่หรือถึงความเป็นชั้นรูปาวจรและอรูปาวจร เช่น ฌานและอภิญญา -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = คือ ปัญญา (หรือญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตมีทั้ง "วิตก" และ "วิจาร" โดยมีอารมณ์เป็น "อัปปมาณา" หาประมาณไม่ได้ ซึ่งหมายถึง พระนิพพาน (๒๕) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = โดยทำหน้าที่ ปรารภอริยมรรค หรือมีมรรคเป็นอารมณ์ กล่าวคือ จิตและปัญญาที่กำลังพิจารณาหรือระลึกถึงอริยมรรค (หนทางสู่การหลุดพ้น) เป็นอารมณ์ -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญาอันเป็นองค์ประกอบที่เกิดร่วมกับอริยมรรคทั้ง ๔ -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาที่กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ หรือเป็นประธานในการนำจิตไปสู่การรู้แจ้ง) |
||



