Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:59:28 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

จะซุกเข้ากะละมังยังไม่พ้น    กะมังหล่นเห็นหน้าตาโตใหญ่   
 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / ขั้นบันไดที่หายไป
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:45:23 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช


ความตายไม่ใช่ความลับ เรารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ยังเด็ก เห็นมันในข่าว ในหนัง ในบทเรียน และบางครั้งก็ในโรงพยาบาล เรารู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีวันหมดอายุ เพียงแต่ไม่มีใครเขียนวันที่นั้นไว้บนหน้าผากของเราเหมือนอาหารกระป๋อง และนั่นค่อนข้างไม่ยุติธรรม
เลโมนี สนิกเก็ต  กล่าวไว้ว่าเราทุกคนรู้ดีว่าเวลาของเราบนโลกใบนี้มีจำกัด เรารู้มาตั้งแต่แรกว่าชีวิตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ตลอดไป และท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเราจะมีเงินแค่ไหน ชื่อเสียงเพียงใด หรือมีเรื่องอีกมากมายที่ยังอยากทำ เราทุกคนจะต้องมีวันที่ร่างกายหยุดทำงานและไม่ตื่นขึ้นมาอีก
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อความตายเดินทางมาถึงใครสักคนที่เรารู้จัก เรากลับรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ราวกับว่าส่วนหนึ่งของเราไม่เคยเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น
มันเหมือนกับการเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนในความมืด เราเดินขึ้นมาหลายขั้นแล้วโดยไม่ต้องคิด เราจำจังหวะของมันได้ เท้าข้างหนึ่งก้าวขึ้น อีกข้างตามมา เราไม่จำเป็นต้องมองด้วยซ้ำว่าขั้นต่อไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคุ้นเคยกับมัน รู้ว่ามันควรจะอยู่ตรงนั้น และเราก็เชื่อว่ามันจะอยู่ตรงนั้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
จนกระทั่งวันหนึ่งเราก้าวลงไปแล้วพบว่าไม่มีขั้นบันไดอยู่ตรงนั้น
เท้าของเราตกลงไปในอากาศเพียงเสี้ยววินาที แต่เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานพอที่จะทำให้หัวใจตกลงไปพร้อมกัน มีความตกใจบางอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่สมองจะทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เราไม่ได้คาดคิดว่าจะไม่มีขั้นนั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา มันอยู่ตรงนั้นเสมอ
การสูญเสียคนที่เรารู้จักก็คงคล้ายกัน เรารู้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในช่วงเวลาต่อไป แต่ความรู้เหล่านั้นเป็นเพียงความรู้ในหัว มันเป็นความจริงที่เรายอมรับได้ในทางทฤษฎี แต่ไม่ใช่ความจริงที่หัวใจของเราพร้อมจะรับเมื่อมันเกิดขึ้นจริง เพราะในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้คิดถึงความตายของคนเหล่านั้น
การรู้ว่าใครบางคนกำลังจะตาย กับการรู้ว่าเขาตายแล้ว เป็นคนละเรื่องกัน อย่างแรกเป็นความรู้ อย่างหลังเป็นโลกอีกใบหนึ่ง
เราจึงใช้ชีวิตอยู่บนสมมติฐานเล็กๆ ว่าพรุ่งนี้จะยังคงเหมือนเดิม และคนเหล่านั้นที่เรารู้จักจะยังอยู่ในวันพรุ่งนี้ครบทุกคน
เพราะถ้าเรารู้ว่าใครสักคนจะเหลือเวลาอีกสามวัน เราอาจใช้เวลาสามวันนั้นอย่างแตกต่างออกไป เราอาจพูดสิ่งที่ควรพูด กอดกันให้นานขึ้น ไปกินอาหารที่เขาชอบ หรืออย่างน้อยก็พยายามไม่ทะเลาะกันเรื่องว่าใครลืมปิดไฟในห้องน้ำ
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวการตายของใครบางคนจึงมีพลังทำลายความรู้สึกของเราได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แม้เราจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้จะรู้ว่ามนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่เมื่อมีใครสักคนไม่อยู่แล้ว สมองของเรากลับใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะยอมรับประโยคนั้น
บางอย่างหายไป ที่ไม่ได้แค่เพียงตัวคน แต่มันคืออนาคตจำนวนมหาศาลที่เราเคยคิดว่าจะมีร่วมกับเขา ความสูญเสียไม่ได้พรากเพียงอดีตไปจากเรา มันพรากอนาคตที่เราจินตนาการเอาไว้ด้วย
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความเศร้าจึงไม่ได้มีหน้าตาเหมือนคนร้องไห้อยู่ตลอดเวลา บางครั้งความเศร้าคือการเปิดตู้เย็นแล้วเห็นของที่เขาชอบ บางครั้งคือการได้ยินเพลงที่เคยฟังด้วยกัน และบางครั้งมันก็เป็นเพียงการหันไปทางด้านหนึ่งของห้องด้วยความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ตอนที่ใครบางคนยังอยู่ เราอาจอยากให้เขาหยุดพูดสักห้านาที หลังจากเขาจากไป เราอาจยอมฟังเขาพูดทั้งคืน ถ้าเพียงแต่เราจะได้ยินอีกครั้ง
หลังจากขั้นบันไดขั้นนั้นหายไป คุณอาจเดินต่ออย่างระมัดระวังขึ้นอีกหน่อย คุณอาจมองพื้นก่อนก้าวเท้า คุณอาจกลัวว่าจะมีขั้นอื่นหายไปอีก
และแน่นอนว่าอาจมี เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่
เราจะสูญเสียคนอีกครั้ง เราจะบอกลาอีกครั้ง และวันหนึ่งอาจมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ในความมืดและพบว่าขั้นที่เขาคิดว่าจะมีนั้นไม่มีอยู่จริง
ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความกลัวจนไม่กล้าหัวเราะ ไม่กล้าทะเลาะ ไม่กล้าออกไปทำงาน หรือไม่กล้านอนหลับเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก
นั่นคงเป็นวิธีที่แย่มากในการมีชีวิตอยู่
และเรามักพูดกันในตอนท้ายข้อคิดเหล่านี้ว่าควรใช้ชีวิตให้เหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย ควรบอกคนที่เรารักว่าเรารักเขา ควรให้อภัย ควรพูดสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น
แต่เราไม่สามารถใช้ชีวิตทุกวันราวกับเป็นวันสุดท้ายได้ เพราะชีวิตจริงไม่ได้ประกอบด้วยช่วงเวลาสำคัญตลอดเวลา มันเต็มไปด้วยวันธรรมดา วันที่เราเหนื่อย วันที่เราต้องทำงาน วันที่หมดแรงกับทุกสิ่ง
เราก็คงไม่สามารถพยายามใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่าทุกคนกำลังจะจากเราไป สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับว่า วันหนึ่งพวกเขาจะจากเราไปจริงๆ เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราอาจเริ่มมองความธรรมดาในชีวิตต่างออกไป
เรามองความสวยงามของชีวิต ที่มีส่วนหนึ่งของความโหดร้ายผสมปนเปอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้การมีอยู่ของใครสักคนมีความหมาย
เราไม่จำเป็นต้องรีบใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในแบบที่โลกชอบบอก เราเพียงต้องตระหนักมากขึ้นว่าเวลาที่เรามีอยู่กับใครบางคนไม่เคยเป็นสิทธิ์ที่เราถือครอง มันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตอนุญาตให้เราได้อยู่ด้วยกัน

ขอบคุณข้อความจากเฟสบุ๊ค
I’m from Andromeda


 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:50:19 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒๒) สวิตักกปัญญา = ปัญญาหรือความรู้ที่เกิดขึ้นร่วมกับ "วิตก" (ความตรึกหรือการคิดคิดคำนึง)
-- อวิตักปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการคิดนึกตรึกตรอง (วิตก) ซึ่งเป็นปัญญาในระดับสูงทางพระพุทธศาสนา ที่เกิดจากการที่จิตเป็นสมาธิดิ่งลึกจนข้ามพ้นกระบวนการคิดในใจไปแล้ว
(๒๓) สวิจารปัญญา = ปัญญาหรือความรู้แจ้งที่ยังต้องอาศัย "วิตก" (ความตรึก/การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และ "วิจาร" (ความตรอง) ร่วมด้วย เป็นระดับปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตยังมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ค้นหาเหตุผล หรืออยู่ในสมาธิระดับเริ่มต้น เช่น ปฐมฌาน
-- อวิจารปัญญา = ปัญญาอันปราศจากวิจาร หรือปัญญาญาณระดับลึกที่ไม่ต้องอาศัยการคิด หรือตรึกตรองในใจอีกต่อไป
(๒๔) สัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ (ความอิ่มใจ ชื่นบาน หรือความปลาบปลื้มใจ)
-- อัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา (ความวางเฉย) โดยปราศจากปีติ
(๒๕) ปีติสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ เป็นสภาวะที่จิตรู้เห็นความจริงหรือมีความเข้าใจในธรรมด้วยความอิ่มใจ เบิกบาน ปราโมทย์ และความปลาบปลื้มใจ
-- นปีติสหคตปัญญา = ไม่มีปีติสหคตปัญญา
(๒๖) สุขสหคตปัญญา = สุขสหคตปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุข (สุขเวทนา) หรือจิตใจที่ผ่องใส เบิกบาน ปลอดโปร่งในขณะที่เกิดการเรียนรู้ การคิดพิจารณา หรือขณะทำสมาธิภาวนา
-- นสุขสหคตปัญญา = ปัญญาอันปราศจากสุข หรือ ปัญญาที่ไม่ได้เกิดร่วมกับความสุขทางกายหรือทางใจ (โสมนัสเวทนา)
(๒๗) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่สัมปยุต (ประกอบ)
ด้วยอุเบกขา
-- นอุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้สัมปยุตด้วยอุเบกขา (คือเกิดร่วมกับเวทนาอื่น เช่น สุขเวทนา หรือ โสมนัสเวทนา)
(๒๘) กามาวจรปัญญา = ปัญญา ที่ยังอยู่ในระดับ กามภูมิ หรือเป็นความรู้ในทางโลก
-- นกามาวจรปัญญา = ปัญญาที่ไม่ใช่ปัญญาในระดับกามภูมิ โดยครอบคลุมปัญญาขั้นสูง คือ รูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับฌาน), อรูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับอรูปฌาน), และ อปริยาปันนปัญญา (ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ หรืออริยมรรคอริยผล)
(๒๙) รูปาวจรปัญญา = คือ จิตในระดับรูปฌานขั้นที่ ๕ (ปญจมฌาน) ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของรูปาวจรภูมิ โดยจิตในขั้นนี้จะมีความสงบประณีตอย่างยิ่ง ละองค์ฌานอื่นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงองค์ธรรมหลัก ๒ ประการ เท่านั้น
-- นรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน รูปาวจรปัญญา แต่จะครอบคลุมระดับปัญญาอีก ๓ กลุ่มใหญ่ ดังนี้
(๒๙.๑) กามาวจรปัญญา (๒๙.๒) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาในระดับอรูปฌาน (๒๙.๓) โลกุตตรปัญญา หรือ อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาที่เหนือกิเลสและพ้นจากวัฏสงสาร เป็นปัญญาเพื่อการดับกิเลสและบรรลุพระนิพพาน
(๓๐) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม เป็น ปัญญาในระดับอรูปฌาน หรือความรู้ชัดที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนาที่ก้าวข้ามการเพ่งวัตถุหรือนิมิตที่เป็นรูปธรรม ไปสู่อารมณ์ที่เป็นนามธรรมอันละเอียดและประณีตขั้นสูง
-- นอรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน อรูปาวจรปัญญา
(๓๑) ปริยาปันนปัญญา = ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓
-- อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาขั้นสูงที่ไม่นับเนื่องในวัฏสงสาร ไม่ถูกจำกัดด้วยภูมิ ๓ (กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) โดยหมายถึง ปัญญาในอริยมรรค ๔ และอริยผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่ช่วยตัดมูลแห่งวัฏฏะ นำพาจิตหลุดพ้นสู่นิพพาน
(๓๒) นิยยานิกปัญญา= ปัญญาเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏสงสารหรือความทุกข์ เป็นปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ที่สามารถดับกิเลส และนำพาผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
-- อนิยยานิกปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้นำสัตว์ออกจากวัฏสงสารโดยตรง หรือไม่ได้เป็นตัวตัดกิเลส เป็นปัญญาในระดับโลกียธรรม
(๓๓) นิยตปัญญา = ความรู้แจ้งที่เที่ยงแท้ เป็นปัญญาในทางธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นผลของการพัฒนาปัญญาในระดับสูงสุด
-- อนิยตปัญญา = ปัญญาในสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่แน่นอนว่าจะมีความละเอียดลึกซึ้งในระดับใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและสภาวธรรมที่เข้าประกอบ
(๓๔) สอุตตรปัญญา = ปัญญาที่มีปัญญาอื่นยิ่งกว่า หรือปัญญาที่ยังมีธรรมอื่นเหนือกว่า เป็นระดับปัญญาทางโลกที่ยังไม่สูงสุด ซึ่ง
-- อนุตตรปัญญา = ปัญญาอันสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า คือ ปัญญาที่ช่วยให้จิตหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) โดยตัดละกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:10:10 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

เอาหัวหลบเถอะเราอย่ารอรี   รีบหาที่ซุกหน้ากว่าปลอดภัย 

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:45:48 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๑) โยคนิยปัญญา = ปัญญาที่ถูกกิเลสประเภท "โยคะ" เข้าไปยึดหน่วงครอบงำ หรือปัญญาที่ยังเป็นอารมณ์ของกิเลสนั้นๆ โดยจัดเป็นปัญญาในระดับ โลกิยะ (กุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓)
-- อโยคนิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งหมายถึงปัญญาของผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง (พระอริยบุคคล) ที่หลุดพ้นและไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ (กิเลสที่ท่วมทับจิตใจ)
(๑๒) โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา = ปัญญาที่ประกอบกับกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (อันได้แก่ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอารุปาวจรภูมิ) แต่เป็นปัญญาที่ยังปราศจากการเข้าไปประกอบกับมรรค (ยังไม่ถึงขั้นบรรลุมรรคผล)
-- โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา = ปัญญาที่ปลอดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัด (โยคะ) และไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเหล่านั้น เป็นปัญญาขั้นโลกุตตรปัญญา ได้แก่ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔
(๑๓) นีวรณิยปัญญา = นีวรณิยปัญญา คือ ปัญญาที่ถูกบั่นทอน กำลังให้ถอยลง หรือปัญญาที่เสื่อมถอยอันมีสาเหตุมาจาก นิวรณ์ ๕ (ธรรมที่เป็นเครื่องกางกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี) ได้แก่ (๑๓.๑) กามฉันทะ - ความพอใจ ติดใจ และลุ่มหลงในกามคุณ (๑๓.๒) พยาบาท - ความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท และความขัดเคืองใจ (๑๓.๓) ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม ความเกียจคร้านที่ทำให้จิตใจท้อถอย (๑๓.๔) อุทธัจจกุกกุจจะ -  ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ (๑๓.๕) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัยในหลักธรรม หรือสงสัยในแนวทางการปฏิบัติ
-- อนีวรณิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่ปลอดจากกิเลสเครื่องกั้นจิต (นิวรณ์) โดยเป็นจิตที่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ และนำไปสู่ความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
(๑๔) นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา = ปัญญาที่เกิดในกุศลจิตและอัพยากตจิตในภูมิ ๓  ปัญญาขั้นนี้ไม่เกิดร่วมกับนิวรณ์ แต่กิเลสประเภทนิวรณ์ยังสามารถเกิดขึ้นครอบงำได้ภายหลัง
-- นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ปัญญาขั้นนี้หลุดพ้นจากนิวรณ์ทั้งปวงอย่างเด็ดขาด และนิวรณ์ไม่สามารถเข้าไปเป็นอารมณ์ครอบงำได้อีกต่อไป ถือเป็นความบริสุทธิ์ของจิตระดับโลกุตระ
(๑๕) ปรามัฏฐปัญญา = เป็น ปัญญาหรือความเข้าใจที่ยังมีกิเลสเจือปน ทำให้ยังเกิดความยึดมั่นถือมั่น ยังหลงในสังขารว่าเป็นตัวตน เป็นความสุข หรือเป็นสิ่งจีรัง
-- อปรามัฏฐปัญญา = ปัญญาที่บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลส เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการบรรลุธรรมในโลกุตตรภูมิ ได้แก่ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔
(๑๖) ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา = ปัญญาที่แยกตัวออกจากความเห็นผิดอย่างเด็ดขาด แต่ยังคงเป็นอารมณ์ของกิเลสประเภทความเห็นผิดได้ หมายถึง ปัญญาที่เป็นกุศลและอัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว) ในภูมิ ๓
-- ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปปัญญา = ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยความยึดถือหรือความเห็นผิด (ปรามาสวิปปยุต) และไม่เป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นผิดๆ (อปรามัฏฐ) หมายถึง ปัญญาในมรรค ๔และผล ๔
(๑๗) อุปาทินนปัญญา = ปัญญาอันเป็นผลมาจากอดีตกรรมที่ถูกตัณหาและทิฏฐิยึดครองไว้ เกิดร่วมกับวิบากจิต ในโลกียภูมิ ๓
-- อนุปาทินนปัญญา = ปัญญาในจิตกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผลของกรรมในโลกียภูมิ ได้แก่ ปัญญาในกุศลธรรม, กิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) รวมไปถึงปัญญาใน โลกุตตรปัญญา
(๑๘) อุปาทานิยปัญญา = ความรอบรู้ ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นสิ่งที่ถูกความยึดมั่นถือมั่นครอบงำ จัดเป็นสภาวธรรมที่เกิดกับจิตของปุถุชนและบุคคลทั่วไปที่ยังไม่หลุดพ้น
-- อนุปาทานิยปัญญา = คือ "ปัญญาในระดับโลกุตตระ" หรือปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ๔ และผล ๔ เป็นปัญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่หลุดพ้นจากกิเลสและตัณหาอย่างสิ้นเชิง ไม่ตกเป็นเป้าหรือเป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) อีกต่อไป
(๑๙) อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา = ปัญญาที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น (วิปปยุต) แต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ (อุปาทานิยะ)
-- อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา
(๒๐) สังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นปัญญาระดับโลกีย์ที่ยังเกี่ยวข้องกับกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสได้
-- อสังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับมรรค ๔ และผล ๔ เป็นปัญญาความรู้แจ้งในทางธรรมที่หลุดพ้นจากกิเลส ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง และไม่อาศัยกิเลสใดๆ เป็นอารมณ์
(๒๑) กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาที่แยกตัวออกจากการกอบกุมของกิเลส (วิปปยุต) แต่ยังคงเป็นอารมณ์หรือเป็นที่ตั้งให้กิเลสเกิดขึ้นได้ (สังกิเลสิก)
-- กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาที่ไม่เกิดร่วมกับกิเลส และ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส จัดเป็น โลกุตตรปัญญา หรือปัญญาขั้นสูงสุดในระดับมรรคจิตและผลจิต (พระอริยบุคคล) ซึ่งพ้นจากความเศร้าหมองและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: - เที่ยว.. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี -
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:30:14 AM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ครับผมคุณข้าวหอม
ส่วนเรื่องเจ้าที่นี่ ขยำไปหลายทีเลยครับ จนเจ้าที่มองหน้าเหมือนอยากจะบอกว่า
"นุด ๆ ให้มันน้อย ๆ หน่อยนะนุดนะ"
 

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต / Re: ...-๐ นานาประสาสัตว์คำโคลง ๐-...
 เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 11:58:00 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

Photo By บ้านกลอนน้อยฯ©
วันประมงน้อมเกล้า 2569 ครั้งที่ 36

-๐ ปลากระรอกแดง ๐-

๏   แดงขาวลายสลับสร้าง      สีสัน
ปลากระรอกแดงอันแจ่มช้อย
ตาโตดุจตะวันฉายส่อง
แคล่วคล่องล่องรุดคล้อยเคลื่อนน้ำเวียนเฉวียน ๚ะ๛

- Black Sword -
(หมู มยุรธุชบูรพา)

• กลับสู่สารบัญ นานาประสาสัตว์คำโคลง คลิก

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 10:51:01 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕
ทำไมไม่หลับ?: เพราะเวลาที่คนเรานอนหลับ จิตจะทำหน้าที่เป็น "ภวังคจิต" (จิตที่ทำหน้าที่สืบต่อภพชาติโดยไม่ได้ทำการรับรู้อารมณ์ภายนอก) ซึ่งไม่ใช่การทำงานของปัญจวิญญาณ
ทำไมไม่ตื่น?: การตื่นรู้และการดำเนินชีวิตประจำวันจนเกิดพฤติกรรมต่างๆ จะต้องอาศัยวิถีจิตที่ทำงานร่วมกับ "มโนวิญญาณ" (จิตทางใจ) และมี "ชวนจิต" (จิตที่ทำหน้าที่เสพและเสวยอารมณ์ บุญ บาป) เกิดขึ้นแล่นไป
ทำไมไม่ฝัน?: การนอนฝันเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการคิดนึกทางใจ ซึ่งจัดเป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณ หรือมโนวิญญาณขันธ์ที่ทำหน้าที่นึกคิดอดีตอารมณ์ ไม่ใช่การทำหน้าที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส หรือสัมผัสจริง ๆ ของวิญญาณทั้ง ๕ นี้
-- ย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
ทุกมาติกา
[ข] ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ
(๑) โลกิยปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับโลกียจิต เป็นไปกับอาสวะ
-- โลกุตตรปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิต ไม่เป็นไปกับอาสวะ
(๒) เกนจิวิญเญยยปัญญา = คือ ปัญญาที่จิตหรือธรรมอื่นพึงรู้ได้
-- นเกนจินวิญเญยยปัญญา = คือ ปัญญาที่ธรรมอื่น (จิตหรือเจตสิกอื่น) ไม่พึงรู้ได้
(๓) สาสวปัญญา = คือ ปัญญาที่ยังเจือด้วยอาสวะ หรือยังเป็นเหตุให้อาสวะเกิดขึ้นได้ ได้แก่ปัญญาในระดับโลกียภูมิ
-- อนาสวปัญญา = คือ ปัญญาที่ไม่เจือด้วยอาสวะ เป็นปัญญาบริสุทธิ์ของพระอริยบุคคล ซึ่งจะกลายมาเป็นอริยมรรคทำลายกิเลสให้หมดไป
(๔) อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา = ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ แต่ยังเป็นอารมณ์ของอาสวะ เช่น ปัญญาที่ใช้ในการทำทาน รักษาศีล หรือฌานโลกีย์
-- อาสววิปยุตตอนาสวปัญญา = ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ และไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอีกต่อไป ได้แก่ ปัญญาในระดับโลกุตตรจิต (ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔) ที่นำไปสู่การดับกิเลส
(๕) สัญโญชนิยปัญญา = ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ)
-- อสัญโญชนิยปัญญา = ปัญญาที่เกิดในมรรค ๔ และผล ๔ (ซึ่งเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่หลุดพ้นจากสังโยชน์แล้ว)
(๖) สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา = ปัญญาที่หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัดจิต (สังโยชน์) แต่ยังจัดเป็นธรรมที่ถูกสังโยชน์ครอบงำได้ จัดเป็นปัญญาในระดับ โลกิยปัญญา (กุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓)
-- สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา = คือ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหันต์มรรค และมรรคผลของพระอริยบุคคลระดับต่างๆ) ซึ่งหมายถึงปัญญาที่ปราศจากกิเลสเครื่องผูกมัดจิต (วิปปยุตจากสังโยชน์) แต่ปัญญาในระดับนี้ถือเป็นธรรมที่ส่งผลให้เกิดกิเลสหรือสามารถถูกสังโยชน์ครอบงำได้ในบางแง่มุม (เป็นอัพยากตธรรม คือเป็นธรรมอันเป็นกลางๆ)
(๗) คันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาที่สัมพันธ์กับกิเลสประเภท "คันถะ" คือกิเลสที่เป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ มี ๔ ประการ ได้แก่
(๗.๑) อภิชฌากายคันถะ - ความเพ่งเล็งอยากได้ (๗.๒) พยาปาทกายคันถะ - ความพยาบาทปองร้าย(๗.๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ - ความถือมั่นในศีลพรตที่ผิด (๗.๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ - ความถือมั่นในความเห็นของตนว่าจริงฝ่ายเดียว
-- อคันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกใจแล้ว (จัดเป็นโลกุตตรปัญญา)
(๘) คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาในระดับโลกิยภูมิ (ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓) ที่ปราศจากกิเลสเครื่องผูกมัดจิตใจ แต่เป็นปัญญาที่ยังเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นเหตุให้เกิดกิเลสเครื่องร้อยรัดขึ้นได้
-- คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ (ปัญญาในขณะที่เกิดร่วมกับมรรค ๔ และผล ๔) ซึ่งเป็นปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยกิเลสเครื่องผูกใจให้ติดอยู่กับโลก (วิปปยุตจากคันถะ) และไม่ได้เป็นอารมณ์ของกิเลสเหล่านั้น (อคันถนิยะ)
(๙) โอฆนิยปัญญา = คือ ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมที่ยังอยู่ในระดับโลกียภูมิ ๓ (กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ)
-- อโนฆนิยปัญญา = ปัญญาในโลกุตตรภูมิ (ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งโอฆะไม่สามารถครอบงำได้
(๑๐) โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา = ปัญญาที่ปลอดพ้นจากกิเลสเครื่องดองใจ (โอฆะ) แต่เป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดกิเลสหรือถูกโอฆะครอบงำได้
-- โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา = ปัญญาที่เป็นสภาวธรรมซึ่ง ไม่ประกอบด้วยโอฆะ (กิเลสดุจกระแสน้ำท่วมใจ) และ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ จัดเป็นปัญญาในระดับโลกุตตระ (เช่น ปัญญาของพระอริยบุคคล) ซึ่งพ้นจากกิเลสเครื่องข้องทั้งปวง

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 07:59:43 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๙) เป็นอเจตสิกะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเจตสิก
~เจตสิก คือ สภาพนามธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตและช่วยรับรู้อารมณ์ มีลักษณะ ๔ ประการ ได้แก่ เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สึกอารมณ์เดียวกัน และอาศัยที่เกิดที่เดียวกัน
(๒๐) เป็นวิบาก = สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก
(๒๑) เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ = สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน
(๒๒) เป็น อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ = สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส
(๒๓) เป็น นสวิตักกสวิจาระ=ไม่ใช่สภาวธรรมที่เกิดพร้อมด้วยวิตกและวิจาร" ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ไม่มีการตรึกตรองหรือประคองจิตอยู่ร่วมด้วย
(๒๔) นอวิตักกวิจารมัตตะ = ธรรมที่ไม่มีวิตกและมีเพียงวิจาร
(๒๕) เป็นอวิตักกาวิจาระ = สภาวธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร
(๒๖) เป็นนปีติสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยปีติ
(๒๗) เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ = สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณ (ละ) ด้วยการเห็น (ทัสสนะ) และไม่ต้องประหาณด้วยการเจริญภาวนา
(๒๘) เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓
(๒๙) เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติและนิพพาน
(๓๐) เป็นเนวเสกขานาเสกขะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล
(๓๑) เป็นปริตตะ = สภาวธรรมที่เป็นปริตตะ (ได้แก่ กามาวจร)
(๓๒) เป็น กามาวจร = "ผู้ท่องเที่ยวไปในกามภพ" หรือระดับจิตใจที่ยังข้องอยู่ ติดอยู่ หรือเพลิดเพลินอยู่ใน "กามคุณ ๕"
(๓๓) เป็น นรูปาวจร = จิตที่ไม่ได้เที่ยวไปใน รูปาวจร หมายถึง สภาพจิตใจหรือภพภูมิที่ยังท่องเที่ยวอยู่ใน รูปภพ (ชั้นของพรหมที่มีรูป) ซึ่งเป็นระดับจิตที่สูงกว่ากามาวจร (จิตที่ยังติดอยู่ในกามคุณ) โดยเกิดจากการบำเพ็ญสมาธิภาวนาจนได้ รูปฌาน
(๓๔) เป็น นอนิยตะอรูปาวจร = คือ สภาพธรรมหรืออรูปาวจรจิตที่ "ไม่แน่นอน" โดยไม่นำออกไปจากวัฏสงสาร" (นอนิยยานิกะ) คือยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่หากยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์
(๓๕) เป็น ปริยาปันนะ = ธรรมเป็นไปในวัฏฏะ : สภาวธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ได้แก่ ขันธ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่
(๓๖) เป็นโนอปริยาปันนะ = ธรรมที่ไม่จัดเข้าในวัฏสงสาร เป็นภาวะพ้นจากขอบเขตของกิเลส ขันธ์ ๕ และสังสารวัฏ ได้แก่ อริยมรรค ๔, อริยผล ๔ และอสังขตธาตุ (พระนิพพาน)
(๓๗) เป็น อนิยตะ = ไม่แน่นอน
(๓๘) เป็นอนิยยานิกะ เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำ
(๓๙) วิญญาณ ๕
-- มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน
-- มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน
-- มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก
-- มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ
-- มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน
-- ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่นึก
-- ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ทำไว้ในใจ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่
-- จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังก็หาไม่
-- ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับของกันและกัน
(๔๐) วิญญาณ ๕
--ไม่มีความคิดนึก
-- บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕
-- วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง
-- บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
-- บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕
-- บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
-- บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม; ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕
-- ย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
-- บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยวิญญาณ ๕
-- ย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
-- บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕
-- ย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
-- บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิด ด้วยวิญญาณ ๕
การจุติและปฏิสนธิ (การเกิด) เป็นหน้าที่ของจิตดวงอื่นในสังสารวัฏ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต และ จุติจิต ซึ่งจัดอยู่ในหมวดวิญญาณ ๖ หรือ มโนวิญญาณ (การรับรู้ทางใจ)
-- ย่อมไม่จุติ ไม่เกิด แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: - เที่ยว.. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี -
 เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 11:39:53 AM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยกันเลยค่ะน้าหมู
ไม่มีโอกาสได้ไป ได้เห็นภาพก็ยินดีแล้ว
นำมาลงเรื่อย ๆ เลยนะคะ คอยชมค่ะ
ฝากขยำเจ้าทีสักทีสองทีด้วย

 AddEmoticons00941

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.462 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...