Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:16:38 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๗/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

(๓) เรากล่าวว่า มุสาวาทพึงละได้ = เพราะอาศัยวาจาสัตย์ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงกล่าวมุสา เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละเพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงกล่าวมุสา แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย มุสาวาทนี้นั่นแหละเป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใดพึงเกิดขึ้น = เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย เมื่อบุคคลงดเว้นจากมุสาวาทแล้ว อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นแลกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า มุสาวาทพึงละได้ เพราะอาศัยวาจาสัตย์ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๔) คําที่เรากล่าวว่า ปิสุณาวาจาพึงละได้ =  เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงกล่าววาจาส่อเสียด เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงกล่าววาจาส่อเสียด แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้ว พึงติเตียนได้ = เพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย = ปิสุณาวาจานี้นั่นแหละเป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด = พึงเกิดขึ้นเพราะวาจาส่อเสียดเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลงดเว้นจากวาจาส่อเสียดแล้ว = อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ปิสุณาวาจาพึงละได้ เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๕) ก็คําที่เรากล่าวว่า ความโลภด้วยสามารถความกําหนัดพึงละได้ = เพราะอาศัยความไม่โลภด้วยสามารถความกําหนัด เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราพึงมีความโลภด้วยสามารถความกําหนัด เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงมีความโลภด้วยสามารถความกําหนัด แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะความโลภด้วยสามารถแห่งความกําหนัดเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ = เพราะความโลภด้วยสามารถแห่งความกําหนัดเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะความโลภด้วยสามารถความกําหนัดเป็นปัจจัย ความโลภด้วยสามารถความกําหนัดนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้นเพราะความโลภด้วยสามารถความกําหนัดเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลไม่โลภด้วยสามารถความกําหนัด อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ความโลภด้วยสามารถความกําหนัด พึงละได้ เพราะอาศัยความไม่โลภด้วยสามารถความกําหนัด เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๖) คําที่กล่าวว่า ความโกรธด้วยความสามารถแห่งการนินทาพึงละได้ = เพราะอาศัยความไม่โกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา คํานี้เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา = เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติ เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาแม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ = เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย = ความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทานี้นั่นเหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้น = เพราะความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทาเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลไม่โกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ความโกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา พึงละได้ เพราะอาศัยความไม่โกรธด้วยสามารถแห่งการนินทา เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:05:15 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

มณฑล จำเริญพฤกษ์

     เป็นไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน จนสิ้นใจ
พัฒนา ประชาไทย ให้สุขสม
ตอบสนอง พระคุณฟ้า ค่านิยม
ชนชื่นชม ด้วยรู้รัก สามัคคี
     เพราะใจภักดิ์ กษัตรา ธิราชเจ้า
เทิดเหนือเกล้า ให้ได้เห็น เป็นสักขี
ทำลายล้าง รุกไล่ เหล่าไพรี
พระภูมี เลื่องลือ คือหลักชัย
     สนองคุณ องค์ราชา ราชดำริ
หวังยุติ ทำร้ายไพร ไร้สดใส
คืนสมดุล สมศักดิ์ศรี ชีวาลัย
คงคู่ไทย ก้องนาม สยามชน
     จักรักษา ให้ดำรง ทรงคุณค่า
ปวารณา กายจิต สมิทธิผล
สร้างอุดม จำเริญพฤกษ์ ทั่วมณฑล
สยามชน รู้สำนึก รฤกคุณ

คนเรียนไพร
๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:03:43 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ไพรคู่ฟ้า

     แต่ครั้งยัง หนุ่มสาว คราววัยรุ่น
เคยว้าวุ่น ทุ่มใจกาย หมายรักษา
ร่วมปกปัก พลิกฟื้น ผืนวนา
ทรงคุณค่า ผืนป่า คู่ฟ้าไทย
     ครั้นก้าวหน้า เติบใหญ่ ในหน้าที่
กายใจพลี สร้างป่า พาสดใส
ให้งดงาม สมนาม ความเป็นไพร
สุขละไม ในแหล่งหล้า สู่สากล
     เมื่อถึงครา ชราวัย ไม้ใกล้ฝั่ง
ยังมุ่งหวัง ไพรสมสุข ทุกแห่งหน
เช้ายันค่ำ ตอกย้ำ สยามชน
ด้วยหวังผล ผู้สืบสาน เจตนา
     จนถึงวัน สุดท้าย ในชีวิต
ทั้งกายจิต ฝากไว้ ใฝ่รักษา
ดำรงอยู่ เคียงคู่ไว้ ไทย-วนา
ตราบดินฟ้า ไม่สลาย มลายไป

คนเรียนไพร
๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๙

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:54:54 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๑๑๖.ภาษิตดล"คห์บดี"............................มีความกระจ่างรู้
ประดุจหงายของกู้......................................แจ่มแจ้งมองเห็น

    ๑๑๗.แสงเจาะสว่างวิกาล.........................ก็ภวพานซิเด่น
นยะประกาศมิเร้น........................................พระอภิธรรม

    ๑๑๘.คำ"คห์บดี"แล..................................แฉขอถึงพุทธ์เจ้า
คราพระธรรม,สงฆ์เกล้า...............................พึ่งแท้ตลอดกาล ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๔. โปตลิยสูตร ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี: [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
https://share.google/6ptl3yfWVAnA34NdM

โปตลิยสูตร (ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี)
อังคุตตราปชนบท, อังคุตตราปะ = ชื่อแคว้นหนึ่งในชมพูทวีปครั้งพุทธกาล มีเขตติดต่อกับแคว้นอังคะ ที่อยู่ทางตะวันออกของมคธ เมืองหลวงเป็นเพียงนิคมชื่อ อาปณะ
โปตลิยคฤหบดี = โปตลิยะ เคยเป็นคฤหบดีที่มั่งคั่ง
[ก] ธรรมเครื่องตัดโวหาร ๘ ประการ
-> พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๘ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ เป็นไฉน
(๑) ปาณาติบาต - พึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์
(๒) อทินนาทาน - พึงละได้เพราะอาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้
(๓) มุสาวาท - พึงละได้เพราะอาศัยวาจาสัตย์
(๔) ปิสุณาวาจา - พึงละได้เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด
(๕) ความโลภจากความกําหนัด - พึงละได้เพราะอาศัยความไม่โลภจากความกําหนัด
(๖) ความโกรธจากการนินทา - พึงละได้เพราะความไม่โกรธด้วยการนินทา
(๗) ความคับแค้นด้วยความโกรธ - พึงละได้เพราะอาศัยความไม่คับแค้นจากความโกรธ
(๘) ความดูหมิ่นท่าน - พึงละได้เพราะอาศัยความไม่ดูหมิ่นท่าน
-> ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๘ ประการนี้แล เรากล่าวโดยย่อ ยังมิได้จําแนกโดยพิสดาร ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ
-> ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความกรุณา จําแนกธรรม ๘ ประการนี้ โดยพิสดารแก่ข้าพเจ้าเถิด
[ข] ธรรมเครื่องตัดโวหาร ๘ ประการ โดยพิสดาร
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี
(๑) ปาณาติบาต - พึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์ = เพราะอาศัยอะไร
-> เห็นว่า เราพึงทําปาณาติบาตเพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราจะปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงทําปาณาติบาต แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
-> เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย เมื่อตายไปทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย ปาณาติบาตนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้นเพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลงดเว้นจากปาณาติบาตแล้ว อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ปาณาติบาตพึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๒) เรากล่าวว่า อทินนาทานพึงละได้ = เพราะอาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงถือเอาของที่เขามิได้ให้ เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงถือเอาของที่เขามิได้ให้ แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ = เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย อทินนาทานนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้น = เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลงดเว้นจากอทินนาทานแล้ว อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวว่า อทินนาทานพึงละได้ เพราะอาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 10, มิถุนายน, 2569, 07:42:08 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์

 

   #"คู่ชีวิต"


    ผ่านเลยไปพ้นปีที่ฟันฝ่า
    คู่ชีวิตนำพามาถึงฝั่ง
    ขอบคุณหูสองข้างคอยรับฟัง
    ร่วมทุกข์กันหลายครั้ง อุปการะคุณ

    ขอบคุณมือซ้ายขวาทั้งสองข้าง
    ยามเคว้งคว้างคราใดแชร์ไออุ่น
    โอบกอดกายคลายหนาวคราวเจือจุน
    ไอละมุนมือสองปกป้องกัน

    ขอบคุณตาทั้งสองช่วยมองเห็น
    ใช่ประเด็นข้างหนึ่งซึ่งเอียง~สั้น
    เปิดโลกกว้างสร้างตรรกะสารพัน
    วิเคราะห์ทันเท็จ~จริงสิ่งพบพาน

    ขอบคุณเท้าสองข้างย่างเดินก้าว
    สู่หนทางทอดยาวหนาว~ร้อนผ่าน
    ข้ามอดีตของฉันจากวันวาน  
    ทุกสถานเท้าขวา~ซ้ายพาไป

    ทุก~ทุกครั้งช่วยเหลือคอยเกื้อหนุน
    ขอขอบคุณคำนี้ที่มอบให้
    คู่ชีวิตเคียงข้างเส้นทางไกล  
    คอยรับใช้ ไ ม่ เ ก เ ร ทุกเวลา

    กันต์กรีนซี
    ๑๐/๖/๒๕๖๙



 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 10, มิถุนายน, 2569, 09:42:22 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๙๑.พุทธะสิตรัสพระสงฆ์.......................เหมาะจะตริบ่งคุณา
ก็ผิวะ"กาม"สิหนา......................................ประดุจะผล

    ๙๒.ยล"ผล"เปรียบทุกข์มาก...................ยากเข็ญแลคับแค้น
"กาม"โทษกระวนแร้น................................จุ่งแท้โทษเห็น

    ๙๓.ปัญญะลุแจ้งพระสงฆ์.......................เจาะมละตรงประเด็น
พหุ"อุเบกขะ"เร้น.......................................ลุภว"เอก"

    ๙๔.เฉก"อุเบกขา"แล..............................แฉอารมณ์เดี่ยวพร้อม
เป็นที่"ดับยึด"ค้อม.....................................ห่างแล้"กาม"หนา

    ๙๕.พุทธะสิตรัสพระสงฆ์........................ลุสติบ่งพลา
เหมาะเจาะ"อุเบกขะ"กล้า...........................เพราะอภิธรรม

    ๙๖.ธรรมสำคัญ"วิชชา"..........................มีสามพาเยี่ยมแผ้ว
"ระลึกปุพเพฯ"แล้ว.....................................แม่นรู้จริงแฉ หลายชาติ

    ๙๗.ภพสิปะทุกข์คณา.............................ระยะสุขาซิแล้
มรณะ,จุติแฉ..............................................ลุภวหลาย

    ๙๘.พุทธองค์ฉายวิชชา..........................."จุตูปาฯ"กำหนดรู้
การเกิด,ตายกู้............................................จุ่งด้วยผลกรรม ติดตาม

    ๙๙.สงฆ์ประลุจักษุทิพย์...........................มรณะลิบระกำ
และอุปบัติถลำ............................................ปจยะหนา

    ๑๐๐.คราสงฆ์ทราบสัตว์ชิด......................ทุจริตนำแน่แท้
ทำชั่วกาย,ใจแล้..........................................พูดพร้อมติเตียน อริยะ

    ๑๐๑.เขาเจาะลุ"ทิฏฐิ"ผิด.........................มรณะชิดซิเบียน
ทุคติไวเฉวียน.............................................ประลุอบาย

    ๑๐๒.กรายสัตว์สุจริตนำ..........................กระทำดีซึ่งหน้า
กาย,พูด,ใจเลิศกล้า.....................................ไม่แล้ติติง อริยะ

    ๑๐๓.ด้วยพละ"สัมมะทิฏ-.........................ฐิ"ประลุกิจเจาะจริง
มรณะแล้วจะสิง..........................................สุคติแฉ

    ๑๐๔.แลพุทธองค์ตรัส.............................ชัดสงฆ์เจริญเปี่ยมล้น
อุเบกขา,สติด้น...........................................สะอาดแล้มิมี ธรรมเหนือ

    ๑๐๕.สงฆ์ลุจะแจ้ง"วิมุต-..........................ติ"ทวิรุดรุจี
เจาอนะ"อาส์วะ"ลี้.......................................มละกิเลส

    ๑๐๖.พิเศษ"อาสวักฯ"..............................จักมีญาณตรัสรู้
"วิมุตติเจโต"จู้............................................."วิมุตต์แล้ปัญญา" กิเลสวาย

    ๑๐๗.พุทธะริตรัสพิเศษ............................มละกิเลสซิกล้า
อริยะตัดและฆ่า...........................................มุภิทะผอง

    ๑๐๘.พุทธองค์ตรองถามมี........................คหบดีเด่นชี้
อริยะตัดลี้...................................................ท่านแจ้งหรือไฉน

    ๑๐๙.โดยคหบ์ดีสิทูล...............................ก็มิพิบูลย์อะไร
เพราะขณะก่อนซิไกล..................................เจาะพหิรา

    ๑๑๐.คราเป็นเดียร์ถีย์เผย........................เคยเข้าใจผิดแท้
เดียรถีย์ฉลาดแล้.........................................ทราบล้นทุกที

    ๑๑๑.เขาก็ปะคบและเทิด..........................มทะประเสริฐทวี
ก็ภวเดียรถีย์................................................จะมิเฉลียว

    ๑๑๒.เปรียว"คหบดี"ทูล.............................คิดพูนสงฆ์เก่งแล้
ยลผิดมิทราบแท้..........................................ไม่น้อมคลุกคลี

    ๑๑๓.ทราบขณะนี้สิหนา............................"ก็ปริพาฯ"มิชี้
เจาะภวรู้รุจี..................................................มิเหมาะจะคบ

    ๑๑๔.เดียร์ถีย์นบพระสงฆ์.........................คงปัญญาเก่งกล้า
จะเทิดทูนฉลาดหล้า.....................................รอบรู้ครูเผย

    ๑๑๕.โดย"คหบ์ฯ"ทูลพระองค์....................ลุคุณะบ่งนะเอย
เจาพละ"ศรัทธะ"เชย.....................................กะตนุตน

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ฟื้นใจด้วยมือตน
 เมื่อ: 10, มิถุนายน, 2569, 08:36:19 AM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม




ฟื้นใจด้วยมือตน

แผลรอยเก่ากรีดลึกจนนึกหวั่น
ใจดวงนั้นบอบช้ำเกินคำไข
ความผิดหวังกระหน่ำซ้ำรอยใน
เหมือนโลกไร้แสงส่องเฝ้ามองทาง

หยาดน้ำตาไหลรินท่วมถิ่นห้อง
เสียงคร่ำครวญกึกก้องในความว่าง
เศษความรักพังยับจับใจจาง
ทิ้งรอยแผลอ้างว้างอย่างเดียวดาย

พอกันทีความช้ำที่ย่ำยี
เริ่มต้นใหม่นาทีที่เลือนหาย
เก็บเศษใจแหลกลาญกระจัดกระจาย
มาเรียงร้อยความหมายด้วยมือเรา

หยิบความรักร้อยเช่นเป็นเส้นไหม
ถักเย็บแผลดวงใจเลิกโศกเศร้า
ชุบชีวิตทุกวันเพื่อบรรเทา
หัวใจเก่าคลายช่วยด้วยตัวเอง

 AddEmoticons00918
ฝาตุ่ม


 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ♥.♥.สมิหลาราตรี.♥.♥
 เมื่อ: 08, มิถุนายน, 2569, 04:25:59 PM 
เริ่มโดย ชลนา ทิชากร - กระทู้ล่าสุด โดย ชลนา ทิชากร


♥.♥.สมิหลาราตรี.♥.♥
♥.♥
สมิหลาราตรีนี้เศร้านัก
คนเคยรักพักพิงอิงอกอุ่น
มาห่างหายกลายไปไม่การุณย์
เราหมดบุญหนุนนำช้ำชีวา
♥.♥
รักเราเอ๋ยเคยหวานปานน้ำผึ้ง
หวานสุดซึ้งตรึงใจไห้ร่ำหา
ยามเคียงคู่ดูดาวพราวนภา
สมิหลาราตรีนี้เปลี่ยนไป
♥.♥
คืนฟ้างามยามนี้มีเพียงฉัน
พร่ำรำพันถึงเขาเศร้าหวั่นไหว
แว่วเสียงไก่ใกล้สางอ้างว้างใจ
รุ่งวันใหม่ไกลเขาเฝ้ากังวล
♥.♥
ทะเลงามยามเช้าเขาอยู่ไหน
เขารู้ไหมใครเหงาเศร้าหมองหม่น
ยามไร้คู่อยู่เดียวเปลี่ยวกมล
มองทิวสนทนฝืนกลืนน้ำตา
♥.♥
ฝูงวิหคนกผกผินบินเคียงคู่
จู้ฮุกกรูกู่ก้องร้องเรียกหา
ตะวันแจ้งแสงทองส่องนภา
สกุณาพาคู่จู๋จี๋กัน
♥.♥
สมิหลาฟ้างามยามเช้าตรู่
นกคลอคู่จู๋จี๋มีสุขสันต์
เราไร้คู่อยู่เดียวเปลี่ยวชีวัน
สุริยันดั้นฟ้าว้าเหว่ใจ
♥.♥
ชลนา  ทิชากร



 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 08, มิถุนายน, 2569, 09:28:41 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๖๙.พุทธะจะเปรียบก็"กาม"......................อนลลามระเริง
เจาะทุษะ,ทุกข์สิเจิ่ง....................................มุลิสลาย

    ๗๐.กรายปัญญาเลิศยาตร.......................ตัดขาด"อุเบกฯ"พร้อม
"อุเบกขา"หลายค้อม...................................มุ่งแล้เหลือไข เอกเดียว

    ๗๑.เพียรมุ"อุเบกขะ"หนึ่ง.........................จะมละถึงซิไว
ลิธุวมั่นไถล................................................เจาะอนะ"กาม"

    ๗๒.ความพุทธองค์เปรียบดี......................มีหลุมเพลิงถ่านใกล้
ลึกกว่าตัวคนไซร้........................................ฉุดแท้ลากคน ลงหลุม

    ๗๓.คนก็จะคิดซิแท้.................................มรณะแน่ผจญ
ก็ภวเหตุสิดล..............................................อนลหลุม

    ๗๔."กาม"รุมก็หลุมเพลิง...........................บันเทิงใจยิ่งแล้
โทษ,ทุกข์มิเห็นแท้.......................................เร่งเว้นขาดไว อุเบกขา

    ๗๕.ชนมุ"อุเบกขะ"หลาย..........................มุวตะกลายวิไล
มนะ"อุเบกฯ"สิไข.........................................ลุภว"เอก"

    ๗๖.เฉกเอก"อุเบกขา"...............................อารมณ์เดียวมุ่งแท้
ปลงดับมิยึดแล้............................................ปราศพร้อม"กาม"แฉ

    ๗๗.พุทธะตริเปรียบสิดั้น...........................เพราะนรฝันและแปร
"สระ"และ"วนา"มิแล.....................................ขณะอรุณ

    ๗๘.อดุลย์สงฆ์พิจารณ์.............................กราน"กาม,ฝัน"ดุจแท้
กาม,โทษ,ทุกข์มากแล้..................................คับแค้นใจหนา

    ๗๙.ปัญญะตริจริงฉะนี้..............................ผละมละชี้ กล้า
พหุ"อุเบกฯ ณ หล้า.......................................เจาะประลุ"เอก"

    ๘๐.เฉก"อุเบกขา"มี...................................ดีอารมณ์หนึ่งแท้
เจริญเดี่ยวอารมณ์แล้...................................จุ่งพร้อมดับปลง มิยึด

    ๘๑.พุทธะตริเปรียบสิตน...........................เจาะธนล้นประสงค์
กะเหมาะจะยืมและบ่ง...................................แหละก็จะคืน

    ๘๒.เขาขืนไปเดินโชว์................................คุยโขในตลาดแท้
ชนจุ่งบอกคืนเขาแล้......................................ไม่พริ้งของตน

    ๘๓."กาม"ดุจะทรัพย์มิใช่............................ซิดนุไซร้สกล
จะธุวะคืนยะยล.............................................เพราะธนเขา

    ๘๔.เพราอริยสาวก.....................................จกปัญญายิ่งกล้า
"กาม"เด่นของยืมแจ้ว.....................................ทุกข์แท้โทษหลาย

    ๘๕.เห็นทุษะ,ทุกข์ลุขาด.............................ภวฉลาดซิกราย
พหุ"อุเบกขะ"คลาย........................................เจาะประลุ"เอก"

    ๘๖.เฉกเจริญอุเบกขา.................................อารมณ์เดียวหนึ่งแท้
พาดับเลิก"กาม"แล้.........................................ตัดทิ้งหมดไว

    ๘๗.พุทธะจะเปรียบพิสณฑ์.........................เลาะมหิผลไม้
รสะอร่อยตะไร้..............................................มิชิระหล่น

    ๘๘.มีคนคิดเก็บผล.....................................ปีนกินจนอิ่มแปล้
ครันห่อพกเก็บแท้..........................................กลับบ้านสบาย

    ๘๙.คนประลุสองซิชัด.................................ตะมิถนัดตะกาย
ริภิทะ"โคน"ทลาย...........................................เจาะลุประสงค์

    ๙๐.พุทธ์องค์ตรัสผิเขา................................ตัดทอนเอากิ่งต้น
คนอยู่บนแลด้น..............................................พลาดพลั้งเจ็บพา เหตุพฤกษ์

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 07, มิถุนายน, 2569, 09:00:57 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร

    ๔๖.โลดมิโกรธ,นินทา..............................."อาสวะ"เหตุคับแค้น
ความวุ่นวายใจแร้น......................................ปราศแล้เลยหนา

    ๔๗.แค้นเพราะมุโกรธ,พระพุทธ์ฯ...............วจนะรุดลุกล้า
จะมุละได้คณา.............................................เพราะเจาะละ"โกรธ"

    ๔๘.ขัดเคืองโลดเพราะโกรธ......................ความโกรธโฉดนี่แท้
สังโยชน์,นิวรณ์แล้........................................ผูก,กั้นสัตว์ผล ลุธรรม

    ๔๙."อาสวะ"ก่อสิแค้น.................................หทยะแน่นกระวน
เพราะปะทุ"โกรธ"ถอน...................................ริมละผลาญ

    ๕๐.กรานละความโกรธแล..........................แฉ"อาสวะ"เกิดไร้
ความขัดเคืองใจไซร้......................................จุ่งสิ้นไปเผย

    ๕๑.พุทธะสิตรัสก็"หมิ่น"..............................ตริผละสิ้นนะเอย
เพราะเจาะ"มิหมิ่น"เฉลย.................................จะอวสาน

    ๕๒.กรานเหยียดหยามดูถูก.........................ปลูกปัจจัยเหตุแท้
ดูหมิ่นหยามเขาแท้.........................................ชีพสิ้นจะกราย ทุคติ

    ๕๓."อาสวะ"เหตุทุรน...................................หทยะด้นกระวาย
เพราะภว"หมิ่น"กระจาย..................................ปจยะเผย

    ๕๔.เปรย"ความดูถูก"แล..............................แฉตัวสังโยชน์ดั้น
ตัวนิวรณ์ปิดกั้น..............................................ผูกแล้ปิดขวาง ลุธรรม

    ๕๕.ชนมิลุ"หมิ่น"สิหนา................................ก็อนะ"อาส์วะ"วาง
ภวลุ"แค้น"จะพราง.........................................ปะเหมาะสลาย

    ๕๖.พุทธ์องค์ขยายความแล........................แฉอันธรรมแปดนี้
ยังไม่ตัดหมดชี้..............................................สิ่งทั้งมวลของ อริยะ

    ๕๗.พุทธะเจาะอุปมา..................................ลุภวกล้าและตรอง
วทะก็สัตตะผอง.............................................มิเจาะซิหาย

    ๕๘.ปรายตาสุนัขหิว...................................เดินปลิวโรงฆ่าแท้
นายฆาตโยนกระดูกแล้..................................ปราศเนื้อเลือดมี

    ๕๙.หิวจะยะยงสุนัข...................................จะทุขะจักทวี
และภว"แค้น"จะพี..........................................จะมิมลาน

    ๖๐.กรานอริยสาวก....................................จกพิจารณ์กระดูกแท้
เปรียบเช่น"กาม"ทุกข์แล้................................โทษ,แค้นมากจริง

    ๖๑.สงฆ์ริพิจารณ์ฉลาด..............................ลิปะทะขาดกะสิ่ง
มุเจาะ"อุเบกขะ"ดิ่ง.........................................พหุเจริญ

    ๖๒.เดิน"อุเบกขา"แล..................................แฉดำรงหนึ่งแท้
จงมุ่งอารมณ์แล้.............................................ดับดิ้นยึดถือ

    ๖๓.เปรียบดุจะ"แร้ง,ตะกรุม"........................จะปะทะรุมซิยื้อ
กะอนุเนื้อกระพือ............................................ซิขณะบิน

    ๖๔.อินทรีย์ยินยลหนา.................................ถลาบินแย่งแกล้ว
หากไม่รีบคายแล้ว..........................................จุ่งม้วยมรณา

    ๖๕.พุทธะตริ"กามก็เนื้อ"..............................เจาะทุขะเบื่อระอา
ลุทุษะ,แค้นคณา.............................................มุริพิจารณ์

    ๖๖.ราน"อุเบกขา"หลาย...............................กรายเจริญมากพร้อม
ตัดอุเบกฯ"เหลือน้อม.......................................หนึ่งแท้อารมณ์ ยึดดับ

    ๖๗.พุทธะสิตรัสเจาะครือ.............................ก็นฤถืออุดม
อนลเพลิงเจาะบ่ม............................................รุจิไสว

    ๖๘.ไฟหากมิวางแล......................................แฉเพลิงจะลุกไหม้
ไฟลวกมือ,แขนไซร้..........................................จึ่งม้วยเพราะเพลิง เหตุแล

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.541 วินาที กับ 20 คำสั่ง
กำลังโหลด...