Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:41:34 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หมูขอเอียงหน้าออกบอกว่าไม่      แล้วไถลเยื้องย่างหลบข้างฝา
 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:58:57 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๔๓.สงฆ์จึงลุ"ฌานทุติยะ"กล้า...................ปะเมตตาซิร่วมแล้
ภายในสิผ่องเจาะรุจิแท้.................................."วิตก"ตัด"วิจาร"หนี

    ๑๔๔.สงฆ์มีธรรมเอกไซร้............................เอมใจ ปีติ
มี"สุข"จากสมาธิ์ไว.........................................พรั่งพร้อม
ความรักใคร่เกิดไข.........................................ขานกล่าว
"วิมุตติ์เจโต"น้อม............................................ดุจแท้เมตตา

    ๑๔๕.สงฆ์เพียรมุ"รูปะวจะฌานฯ".................กระทำพาน"กิรียา"
ไม่ใช่"กุศล"รึ"หินะ"คว้า...................................มิใช่กรรมวิบากไข

    ๑๔๖.ใจเป็น"ทิฏฐ์สุขฯ"แท้...........................พักหนา "ปีติคลาย"
จิตดิ่งอุเบกขา................................................เกิดพร้อม
"สัมปชัญฯ,สติ"พา...........................................ลุล่วง "ฌานสาม"
โดยร่วม"เมตตา"น้อม......................................."วิมุตติ์แท้เจโตฯ"

    ๑๔๗.สงฆ์พักมุฌานเจาะ"กิริยา"....................กระทำหนาสมาธิ์โข
เพื่อเป้าลุ"ฌานจตุต์ถะ"โผล่..............................สภาพจิตซิพักคลาย

    ๑๔๘.สงฆ์กรายเจริญมุ่งก้าว.........................."รูปา- วจรฌาน
ไม่ชั่วหรือกุศลพา.............................................ว่างแล้
ดำรง"ทิฏฐ์สุขฯ"หนา.........................................พักผ่อน สงัด"กาม"
ฌานหนึ่งลุถึงแท้..............................................."วิตก"พร้อม"วิจาร"

    ๑๔๙.สงฆ์มีสิ"ปีติ,สุขะ"อวย............................สงบด้วยวิเวกกราน
"เจโตและเมตตะเจาะผสาน...............................วิมุตติจิตคลาย

    ๑๕๐.สงฆ์กรายเจริญต่อแล้ว..........................ฌานสอง บรรลุ
ประสานกับเมตตาครอง.....................................ร่วมแท้
ตัด"วิตก"หมดผอง............................................."วิจารยิ่ง ปีติ,สุข
เป็น"ทิฏฐ์ธัมสุขฯ"แล้.........................................แค่น้อมกิริยา

    ๑๕๑.สงฆ์ก้าวเลาะ"รูปะวจฌานฯ"..................เสาะทิฏฐ์ฯพานซิสุขกล้า
ฌานสามลุร่วม"สหระฯ"หนา..............................กะเมตตาหทัยใส

    ๑๕๒.ไวธรรมเอกผุดแล้ว...............................ตัดสอง "วิจาร"
"วิตก",เหลือ"สุข"ครอง......................................เปี่ยมล้น
"ปีติ,อิ่มใจ"ปอง.................................................เพราะจ่อ สมาธิ์
"วิมุตต์เจโตฯ"ท้น..............................................เรียกน้อมเมตตา

    ๑๕๓.สงฆ์พฤติสิเหมือน,"จตุต์ถะฌาน"............เจาะล่วงกรานกิรียา
เหลือคง"อุเบกขะ,สติ"กล้า.................................ยะยืนสุขตลอดกาล

    ๑๕๔.สงฆ์กรานประพฤติแล้............................"กรุณา กิริย์ฌาน"
"ฌานหนึ่ง,กรุณ"รวมหนา...................................กอปรน้อม
"วิจาร,วิตก"ครา.................................................มีแน่ว "ปีติ"
"สุข"เกิดจากวิเวกพร้อม.....................................อยู่ยั้ง"ทิฏฐ์ธัมม์ฯ"

    ๑๕๕.สงฆ์พฤติสิรูปะวจะหนา.........................."กิรีย"วิบากงำ
ฌานสองลุพร้อมสหระพร่ำ ................................กรุณมาหทัยใส

   ๑๕๖.ไว"วิจาร,วิตก"แล้....................................สงบหนา
จิตผุด"ธรรมเอก"พา..........................................."สุข"พร้อม
"ปีติ"จิตเกิดมา...................................................สมาธิ์ก่อ
"วิมุตต์เจโตฯ"น้อม.............................................เนื่องด้วยกรุณา

    ๑๕๗.สงฆ์พฤติสิต่อ"ตติยฌาน".......................ก็ล่วงพานกรุณกล้า
เกิด"ปีติ"คลายหทยะฝ่า.....................................อุเบกขาซิวางแฉ

    ๑๕๘.แล"กรุณาฯยิ่งล้น..................................."กิริยาฌาน"
จิตมุ่งทำการงาน................................................กิจนั้น
ผลมิส่งใดพาน...................................................เป็นวิบาก
จึงไม่นำเกิดกระชั้น............................................ล่วงแล้วภพไหน

    ๑๕๙.สงฆ์เพียรเจาะ"รูปะวจฌานฯ"..................ซิไม่พานวิบากไกล
"ทิฏฐ์ธัมมสุขฯ"หทยะไว......................................สงัด"กาม"ละชั่วหลาย

    ๑๖๐.กรายลุฌานหนึ่งแล้................................ผนวก"กรุณ"
"วิตก,วิจาร"ผลุน................................................เกิดพร้อม
"ปีติ,สุข"เกิดรุน..................................................จากวิเวก
"วิมุตติเจโตฯ"น้อม.............................................จิตล้นกรุณหมาย

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: แค่..อยากฟังเพลง
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:30:08 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช


ปัดเฟสเจอ เก็บมาฝาก



 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / กระสือ ประภาส ชลศรานนท์
 เมื่อ: 17, พฤษภาคม, 2569, 09:21:17 PM 
เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช





“กระสือ ปฏิบัติการกบฏต่อกฎฟิสิกส์“
ในโลกของวิญญาณ ไม่มีผีตัวไหนที่ตบหน้ากฎฟิสิกส์ของไอแซก นิวตัน ได้ฉาดใหญ่เท่ากับ “กระสือ”อีกแล้ว ขณะที่ผีตัวอื่นอาจเป็นเพียงมวลพลังงานที่จับต้องไม่ได้ หรือซอมบี้ก็เป็นแค่ซากศพที่เดินทื่อ ๆ อยู่บนถนน แต่ผีสาวกระสือกลับเลือกทางสายฮาร์ดคอร์ ด้วยการแยกชิ้นส่วนอวัยวะที่หนักอึ้งให้ลอยละล่องไปในอากาศ
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสยองขวัญ แต่มันคือ “นวัตกรรมทางจินตนาการ” ที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่สิ ผมว่าเอาเข้าจริง ๆ นี่มันระดับโลกได้เลย
อันที่จริง กระสือไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดายแต่ในไทย กระสือมีญาติอยู่ในภูมิภาคนี้แทบทุกประเทศ ที่มาเลเซียและอินโดนีเซียก็มีคล้าย ๆ กัน พวกเขาเรียกว่า“ปินังกาลัน” ส่วนฟิลิปปินส์มี “มานานังกัล“ และเวียดนามมี ”ม่าไล๋“  นี่คือสมาคมหัวลอยแห่งอาเซียน ที่ไม่มีใครพูดถึงในที่ประชุมผู้นำระดับชาติ  และนี่เป็นหลักฐานว่าก่อนจะมี AEC ผู้คนแถบนี้ส่งออกวัฒนธรรมหัวลอยไปมาหากันเรียบร้อยแล้ว
1. อากาศพลศาสตร์แห่งความหิว (The Aerodynamics of Hunger)
หากเราวิเคราะห์กระสือผ่านหลักวิศวกรรมการบิน เราจะพบว่านี่คืออากาศยานที่ทรงประสิทธิภาพอย่างประหลาด ในทางฟิสิกส์ การที่หัวมนุษย์ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลจะลอยได้โดยไม่มีปีกหรือไอพ่นถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่กระสือกลับมี “หางเสือ” ที่สมบูรณ์แบบนั่นคือ “พวงไส้”
ไส้ที่ขดไปมาและห้อยยาวลงมาคงทำหน้าที่เป็น ลูกตุ้มถ่วง (Pendulum) ช่วยรักษาจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ไม่ให้ส่วนหัวหมุนคว้างกลางอากาศขณะโดนลมปะทะ
ซึ่งนับเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพโดยลำไส้ (Intestinal Stability Control) ที่มีประสิทธิภาพมาก
การเคลื่อนที่วูบวาบของกระสืออาจไม่ใช่การบินแบบใช้ลมยกปีก แต่เป็นการ “ว่ายอากาศ” โดยใช้กล้ามเนื้อหลอดอาหารและลำไส้ในการโบกสะบัดเพื่อขับเคลื่อนมวลอากาศ (Propulsion) ให้พุ่งไปข้างหน้า นี่ถ้าเรื่องนี้ถึงหู NASA ทำเล่นไปนะครับ ROSCOSMOS ของรัสเซียอาจจะถูกตัดหน้าโดนแย่งตัวกระสือไปศึกษาก่อน
2. พลังงานแสงเย็น (Bioluminescence & Thermodynamics)
หนึ่งในปริศนาที่ใหญ่ที่สุดคือ “แสงวูบวาบ” สีเขียวที่ใต้คอ ตามกฎเทอร์โมไดนามิกส์ การสร้างแสงสว่างต้องใช้พลังงานสูงและมักเกิดความร้อน แต่กระสือกลับสร้าง “แสงเย็น”ได้เหมือนหิ่งห้อย นี่คือการแปรเปลี่ยนระบบทางเดินอาหารให้กลายเป็นห้องแล็บเคมีชั้นยอด
ในเชิงชีววิทยาทางเลือก เราอาจตีความได้ว่ากระสือคือการที่มนุษย์ติดเชื้อ “แบคทีเรียเรืองแสงพิเศษ” ที่อาศัยอยู่ร่วมกับเราแบบ Symbiosis โดยมันจะช่วยย่อยสลายของสดคาวให้กลายเป็นพลังงานโฟตอน (Photon) เพื่อใช้ในการนำทางและพรางตัวในที่มืด ซึ่งเป็นนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่มนุษย์ปัจจุบันยังทำไม่ได้ และถ้ากระสือยื่นบทวิจัยนี้เข้าไปในระดับนานาชาติ รางวัลโนเบลสาขาพลังงานจะมีชื่อกระสือเป็นผู้รับแน่ ๆ
3. ทำไมต้องเป็นผู้หญิง (The Aesthetics of Terror)
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเราไม่เคยเห็น “กระสือชาย” ลอยหัวอวดไส้บ้าง ในเชิงมานุษยวิทยาและศิลปะ นี่คือการเลือกใช้ Contrast (ความแตกต่าง) ที่รุนแรงที่สุด
ความงามของใบหน้าสตรี คือสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนและการให้กำเนิด เมื่อถูกดึงกระชากออกมาพร้อมกับพวงไส้ที่พะรุงพะรัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดิบเถื่อนและความตาย มันสร้างความรู้สึก Uncanny หรือความประหลาดล้ำที่สะเทือนอารมณ์มนุษย์ได้ลึกที่สุด หากเป็นผู้ชายที่มีไส้ห้อย ตัดผมเกรียน ๆ ภาพที่ออกมาจะดูเป็น “จักรกล” หรือ “ซากศพในสงคราม” มากกว่าจะเป็น “งานศิลปะแห่งความหลอน” ที่มีความสุนทรีย์ปนอยู่อย่างกระสือ หรือแย่สุดคือกระสือผู้ชายอาจดูเหมือนอุบัติเหตุในโรงงานไส้กรอกมากกว่า ทีนี้กระสือชายก็คงไม่ได้จัดอยู่ในหมวด “สยองขวัญ”แล้ว แต่จะถูกจัดอยู่ในหมวด “อนาจาร” ไปเลย
และที่ดูลงตัวกับการออกแบบมากที่สุดก็คือ ผมที่สยายของผู้หญิงมันให้ความ harmony กับตับไตไส้พุงที่ไม่เป็นระเบียบด้วย
4. จากดวงไฟในตำนาน สู่สยองขวัญแบบ Cinematic
ความจริงหนึ่งที่น่าสนใจและยังไม่ค่อยมีคนรู้คือ ภาพจำของกระสือที่มี “หัวกับไส้” นั้นไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือสุโขทัย  กระสือมักปรากฏในนิทานพื้นบ้านเป็นเพียง “ดวงไฟวูบวาบ” เท่านั้น แต่ภาพลักษณ์ที่เราเห็นกันจนชินตานี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาไม่นานนี้เอง ปี พ.ศ.2511 อาจารย์ทวี วิษณุกร นักวาดการ์ตูนชื่อดังได้ให้กำเนิดภาพลักษณ์กระสือที่มีหัวเป็นหญิงสาวมีตับไตไส้พุงลอยได้ในการ์ตูนเรื่อง“กระสือสาว” ในนิตยสารหนูจ๋า และหลังจากนั้นภาพยนตร์ไทยยุค 70 ก็นำมาผลิตต่อจนโด่งดัง
นี่คือหลักฐานว่า คนไทยไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับความเชื่อเดิม แต่เรามีการ “Re-design” ผีของเราให้เข้ากับยุคสมัย จากไฟดวงกลมๆ ที่ดูเหมือนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนให้เป็น “สิ่งมีชีวิตกึ่งชีวะกึ่งไสยะ” ที่มีโครงสร้างกายภาพชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ความบันเทิงในระบบภาพและเสียง
5. ปัญหา Logistics ของการกลับบ้าน
เนื่องจากกระสือต้องกลับร่างก่อนฟ้าสาง มิฉะนั้นเธออาจจะตายได้ จึงมีคำถามว่าแล้ว GPS ของไส้ทำงานอย่างไร หรือถ้าลมพัดผิดทิศเธอจะหาร่างเจอไหม เธอจะมีสัญชาตญาณหาทางกลับบ้าน (Homing Instinct)เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นไหมในขณะที่นกอพยพใช้สนามแม่เหล็กโลกในการนำทาง กระสืออาจใช้กลิ่นของร่างตัวเองที่ซ่อนไว้ใต้ถุนบ้าน แต่ก็เถอะ ถ้าเป็นวิธีนี้ อาจทำให้เกิดคำถามสำคัญทางนิเวศวิทยาว่า ถ้ามีกระสือสองตัวซ่อนร่างใกล้กัน ระบบจะ crash ไหม
และคงเป็นเหตุผลว่าทำไมในหมู่บ้านหนึ่งถึงไม่ค่อยมีกระสือเกินหนึ่งตัว เพราะมันคือปัญหาเรื่อง Bandwidth ของกลิ่นนั่นเอง
อีกปัญหาหนึ่งที่น่าศึกษาคือ ถ้ากระสือยุคนี้ลอยมาเจอโดรนตรวจการในยามค่ำคืน เธอจะคิดว่าเธอเจอเพื่อนกระสือหรือเปล่า
6. สรีรวิทยาแห่งความเป็นตัวตน (The Identity Problem)
หากเราตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดในชีววิทยา  “อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรายังเป็นตัวเรา” กระสืออาจเป็นคำตอบที่ยอกย้อนที่สุด
ในทางการแพทย์ สมองคือศูนย์กลางของตัวตน ความทรงจำ และการตัดสินใจ ร่างกายเป็นเพียงระบบสนับสนุน แต่กระสือกลับ “พิสูจน์” สมมติฐานนี้อย่างสุดโต่ง ด้วยการทิ้งร่างทั้งหมดไว้ข้างหลัง แล้วพาตัวตนลอยออกไปเผชิญโลกตามลำพัง
มันคือสิ่งมีชีวิตที่ประกาศว่า “ฉันไม่ต้องการร่างกาย…เพื่อจะเป็นตัวฉัน”
และในโลกที่มนุษย์พยายามอัปโหลดจิตสำนึกเข้าสู่คอมพิวเตอร์ หรือฝันถึงการมีชีวิตอมตะในรูปแบบดิจิทัล กระสืออาจเป็นเวอร์ชั่นไซไฟพื้นบ้านที่เกิดขึ้นก่อนยุคอินเทอร์เน็ตนานเป็นร้อยปี
เราบางคนอาจหัวเราะดูแคลนกระสือว่า นี่มัน“ผิดธรรมชาติ”อย่างแรง แต่ในขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมว่าในชีวิตจริง เราก็แยก “หัว” ออกจาก “ร่างกาย” อยู่ทุกวันอยู่แล้ว  นั่นคือ เรามักคิดอย่างหนึ่ง และทำอีกอย่างหนึ่งอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่เราเลื่อน TikTok ในห้องน้ำเวลาตีสอง จนใจลอยไปไกลแต่ขายังนั่งอยู่บนโถ เรากำลังมีปฏิบัติการเดียวกับกระสือ เพียงแค่เราใช้ WiFi แทนไส้ในการลอย แม้เราจะไม่เรืองแสงสีเขียว  แต่เราก็สะท้อนแสงจอมือถืออยู่ตลอดเวลา
ใช่แล้ว กระสืออยู่แถวนี้เอง ไม่ไกลเลย

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 17, พฤษภาคม, 2569, 03:56:18 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย
กินกับหลนปลาร้าเข้าท่าดี  สำคัญที่ใครเลี้ยงเอียงหน้ามา 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 17, พฤษภาคม, 2569, 09:45:09 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๘/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๒๕.สงฆ์บรรลุ"ฌานตติยะ"กล้า.................รตีหนาปะฌานเอย
มีจิต"อุเบกขะ,สติ"เชย....................................เจาะสุข,สัมปชัญฯแฉ

    ๑๒๖.แลจิตอุเบกฯน้อม...............................สุขหนา นามกาย
"ฌาน,มุทิตาฯ"พา...........................................วิบากล้น
กุศลพร่ำทำมา...............................................เป็นนิตย์
จึงอยู่เป็นสุขด้น.............................................ยิ่งแล้นานเผย

    ๑๒๗."วิปากฌานเจาะมุทิตา".......................หทัยหนาลุฌานเกย
"รูปาวิบากฯ"หทยะเชย...................................เจาะรับสี่ซิฌานผล

    ๑๒๘.ดลสงฆ์เจริญมรรคแล้........................ลุฌาน ปฐม
ฌาน,มุทิตาพาน.............................................วิบากท้น
"วิจาร,วิตก"เกิดสาน......................................."สุขร่วม ปีติ"
เกิดจาก"วิบาก"ล้น.........................................ก่อแล้วรับผล

    ๑๒๙.สงฆ์เพียรเจาะมรรค"ทุติยฌาน"..........ลุร่วมพานรตีดล
"มีปีติ,ใจและสุขะยล......................................."วิจารจากวิเวก"เผย

    ๑๓๐.เปรยฌานสองร่วมแท้.........................มุทิตา
วิบากกุศลหนา...............................................เกิดแผ้ว
"เจโตมุทิตาฯพา.............................................จิตเพิก อกุศล
ธรรมที่เหลือกอปรแล้ว...................................ซึ่งล้วนรตีฉาน

    ๑๓๑.สงฆ์เพียรลุ"ฌานตติยะ"หนา...............ผนวกกล้ารตีชาญ
คลายสอง"วิตกและละวิจาร"...........................ปะธรรมเอก ณ ใจหนา

    ๑๓๒.สงฆ์ครามีสุขแล้.................................ปีติใจ จากสมาธิ์
วิบาก,ฌานสามไว...........................................ร่วมยั้ง
ผลวิบากไกล..................................................นานพร่ำ ทำมา
จึงส่งสุขทุกครั้ง..............................................ผ่องแผ้วหทัยแฉ

    ๑๓๓.สงฆ์มั่นลุ"ฌานจตุต์ถะฯ"กล้า...............กรุณหนาผนวกแล
คลาย"ปีติ"ลงหทยะแน่....................................สิดำรงอุเบกขา

    ๑๓๔.พาสงฆ์สติมั่นแท้.................................สัมปชัญฯ
สุขจาก"นามกาย"ครัน.....................................ยิ่งแล้ว
มี"วิบาก"เกิดสรรค์...........................................กุศลส่ง
เพราะสั่งสมนานแพร้ว......................................สุขล้นจริงหนา

    ๑๓๕.คำ"ฌานวิปากอุเบก-.............................ขะ"เป็นเฉกหทัยกล้า
ผู้บรรลุ"ฌานจตุต์ถะฯ"หนา ..............................วิบากเกิดกุศลตรง

   ๑๓๖.สงฆ์ลุฌานสี่แล้ว...................................อุเบกขา สหรคต
สุข,ทุกข์มิมีหนา...............................................สงบแล้
จิตมีอุเบกขา....................................................บริสุทธิ์
"อวิกเขปะ"แท้..................................................จิตตั้งมิไหว

    ๑๓๗.ฌานสี่,อุเบกฯสหรคต............................วิบากจดกุศลไว
"รูปากุศลฯ"สิพหุใส...........................................เพราะทำเนื่องเจาะเกิดผล

    ๑๓๘.ดลเมตตาแผ่ท้น...................................กิริยา อริยะ
ของอรหันต์หนา...............................................เลิศล้ำ
เป็นกิริยาพา.....................................................กระทำกิจ หลากฌาน
หาใช่กุศลกรรมย้ำ............................................วิบากไร้มีผล

    ๑๓๙.สงฆ์ได้เจาะ"รูปะวจะ"หนา....................."กิรียา"กระทำตน
ไม่ใช่กุศลรึอกุศล.............................................มิได้เป็นวิบากแฉ

    ๑๔๐.แล"ทิฏฐ์ธัมม์สุขฯ"พร้อม........................สมาธิ์เอย
ถึงสี่รูปฌานเชย................................................พักแท้
จิตคลายจาก"กาม"เผย......................................ธรรมชั่ว
สงฆ์จุ่งลุฌานแล้................................................เริ่มต้นปฐมฌาน

    ๑๔๑.ล่วงฌานปฐม"สหระ"หนา........................กะเมตตารตีพาน
องค์ฌานวิตกและตริวิจาร...................................จะมี"ปีติ,สุข"เผย

    ๑๔๒.เปรยสงฆ์เจริญยิ่งแล้ว............................"รูปา- วจรฌาน
อันดิ่งกิริยา........................................................ไม่แล้
กุศล,ชั่วเลยหนา.................................................มิใช่ กรรมแล
วิบากหามีแท้......................................................"ทิฏฐ์ฯ"น้อมพักแฉ

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 16, พฤษภาคม, 2569, 10:17:24 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

กินคู่กับส้มตำก็ทำได้       เคียงกันไปเหมาะเจาะเนาะน้องพี่
 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 16, พฤษภาคม, 2569, 09:45:00 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๗/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๐๗.ฌานสามลุพร้อมสหรคต....................."กรุณ"พจน์วิบากตาม
"รูปากุศลวจระ"ผลาม.....................................เจาะสั่งสมตลอดมา

    ๑๐๘."กรุณาวิปากฯ"แท้..............................ฌานผล
เกิดจาก"รูปาฯ"ดล..........................................จิตแผ้ว
จนเป็น"อุเบกฯ"ยล..........................................เป็นเดี่ยว เอกัคฯ"
มีหนึ่ง-จตุฌานแกล้ว.......................................ประณีตแล้สงสาร

    ๑๐๙.สงฆ์มุ่งผละ"กาม"และอกุศล................ลุบัดดลปฐมฌาน
ฌานที่ประกอบสหระผ่าน................................กรุณช่วยละทุกข์ทน

    ๑๑๐.ยลปฐมฌานกอปรด้วย........................วิจาร วิตก"
"มีสุข,ปีติ"พาน................................................เกิดแท้
จากวิเวกสงบกราน..........................................จิตมั่น "วิก เขปะ"
สภาพธรรมกุศลแล้.........................................ปราศแล้วจาก"กาม"

    ๑๑๑.สงฆ์เร่งเจาะมรรคปฏิปทา....................มุเดินหน้าลุฌานตาม
ฌานสองปะด้วย"สหรฯ"ผลาม..........................กรุณแท้ประกอบกัน

    ๑๑๒.ครันฌานสองวิตกไร้............................มี"วิจาร ปีติ,สุข"
เกิดวิเวก,สงบพาน............................................ยิ่งแล้ว
ธรรมหลายอย่างกุศลขาน................................จิตมั่น "อวิกเขฯ"
เวทนา,สัญญาแพร้ว........................................."สุขแท้,ปีติแฉ

    ๑๑๓.ฌานสองลุพร้อมเจาะกรุณา...................วิบากกล้าซิเกิดแล
ได้สร้างกุศลเจาะจิระแล้...................................."ฤทัยเอก"ลุผ่องใส

    ๑๑๔.ไขสงสารห่วงแท้...................................กรุณา ทุกข์วาย
"วิมุตติกรุณฯ"หนา............................................ก่อเอื้อ
จิตสงบแผ่เขาพา..............................................ไกลทุกข์
ธรรมอื่นเกิดมาเฟื้อ...........................................กอปรพร้อมกรุณเผย

    ๑๑๕.สงฆ์มรรคเจริญละปืติครา.....................อุเบกขาจะเกิดเอย
"มีสัมปชัญญะ,สติ"เชย......................................เจาะสุขเพราะนามกาย

   ๑๑๖.ฌานสามฉายล่วงแล้ว............................กอปร"กรุณ"
"อวิกเขปะ"หนุน................................................จิตน้อม
ธรรมหลายผัสสะดุน.........................................มีเกิด
ธรรมร่วมเกิดมีพร้อม.........................................แม่นแท้กุศล

    ๑๑๗.สงฆ์มีกรุณจะเจาะ"วิบาก"......................จะเกิดมากเพราะบุญล้น
"รูปาฯสะสมลุจิระดล..........................................ลุฌานสามเหมาะสรร์เสริญ

    ๑๑๘.สงฆ์เดินมรรคต่อน้อม.............................จตุตถ์ฌาน
"อุเบกขา,สติ"พาน..............................................ยิ่งแล้
มี"กรุณ"ร่วมโอฬาร.............................................สุขจิต
ธรรมอื่นเกิดกอปรแท้.........................................เนื่องด้วยกุศล

    ๑๑๙."ฌานสี่,กรุณ"ปะทุวิบาก..........................เพราะบุญมากกระทำดล
"รูปาวะฯ"ทำสิจิระผล..........................................เจาะสุข,สัมปชัญฯเผย

    ๑๒๐.เปรย"มุทิตา"ยิ่งแล้ว................................"วิปากฌาน"
จิตมุ่งยินดีพาน...................................................เปี่ยมท้น
อกุศลเพิกราน....................................................เกิดจิต ประณีต
วิบากเกิดผลล้น..................................................สี่ถ้วนฌานหนา

    ๑๒๑.สงฆ์,มรรคเจริญแตะมละ"กาม"................ปฐมยามประเจิดกล้า
ฌานที่ประกอบกะ"มุทิตา"..................................."วิตก"เกิด"วิจาร"เผย

    ๑๒๒."ปีติ"เชย,สุขจ้า......................................."วิเวก"นำ
"อวิกเขฯ"จิตหนำ................................................มั่นตั้ง
มุทิตากอปรฌานทำ............................................วิบากเกิด จากกุศล
วิบากสั่งสมครั้ง..................................................มากแท้เกิดผล

    ๑๒๓.สงฆ์บรรลุ"ฌานทุติยะ"ร่วม......................รตีสรวมประกอบดล
ภายในสิผ่องหทยะยล........................................ลุธรรมเอกกุสุขแฉ

    ๑๒๔.แลฌานสอง"วิตก"ไร้..............................."วิจารไถล มิมี
มี"สุข,ปีติ"ใน.......................................................ท่วมท้น
ฌาน,มุทิตาไว.....................................................เกิดวิบาก
มีสุขผลลัพธ์ล้น..................................................เกิดด้วยสมาธิ์เผย

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 15, พฤษภาคม, 2569, 06:58:45 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ติมรสเผ็ดเด็ดสะระตี่ เชิญพี่วาง   มีใครบ้างอยากลองของเขาดี 

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 15, พฤษภาคม, 2569, 09:57:16 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๘๙."เมตตาวิปากะฯ"ภวกล้า........................มุเมตตาลุรูป์ฌาน
ขั้นสูงเจาะหนึ่งลุจตุชาญ................................สมาธิ์ภาวนาเผย

    ๙๐.สงฆ์เชยเจริญมรรคแล้..........................สงัด "กาม"
ฌานหนึ่งปฐมผลาม........................................ล่วงแล้ว
เมตตากอปรฌานตาม.....................................พาร่วม สัมปยุต
"อวิกเขปะ"แผ้ว...............................................จิตแล้มิไหว

    ๙๑.สงฆ์ทำสิ"รูปะวจะฯ"เทิด.........................วิบากเกิดซิผลไกล
จึงผ่านปฐมสหระฯไข.......................................กะเมตตาสะสมแฉ

    ๙๒.แลปฐมฌานกอปรด้วย............................"วิจาร วิตก"
"มีสุข,ปีติพาน..................................................."วิเวก"สร้าง
"เมตตาวิมุตฯกราน...........................................รักใคร่
ธรรมที่เหลือคราอ้าง........................................ประกอบแล้เมตตา

    ๙๓.สงฆ์เพียรสิมรรคลุกิจะครบ.....................เจาะรูป์ภพสว่างจ้า
ฌานสองลุพร้อมสหระฯหนา.............................กะเมตตาวิบากพลัน

    ๙๔.ครันฌานสอง"วิตก"ไร้............................."มีวิจาร ปีติ,สุข"
เกิดแต่วิเวกพาน...............................................สงบแท้
ความรักใคร่เรียกขาน.......................................เพรียกว่า เมตตา
"วิมุตเจโตฯ"แล้.................................................กล่าวชี้เมตตา

    ๙๕.สงฆ์บรรลุ"ฌานตติยะ"เดช......................ปะ"ร่วมเมตตะพาคว้า
ธรรม์ชาติสิในเจาะรุจิหนา ................................."วิตก"ตัด"วิจาร"ถอน

   ๙๖.ธรรมเอกจรผุดขึ้น....................................หทัยแล สุข,ปีติ
เกิดจากสมาธิ์แด...............................................ท่วมท้น
มี"อวิกเขปะ"แฉ.................................................จิตแน่ว
สภาพธรรมกุศลล้น...........................................มุ่งแล้ในฌาน

    ๙๗.สงฆ์ทำสิมรรคลุธุระจบ............................เลาะ"รูป์ภพ"อร่ามพาน
มี"ปีติ"คลายหทยะกราน....................................อุเบกขาซิกลางเฉย

    ๙๘.สงฆ์เชย"สติ"มั่นแล้.................................."สัมปชัญฯ สมบูรณ์
สุขจาก"นามกาย"ครัน.......................................ยิ่งแล้ว
ลุฌานสี่ทันควัน.................................................กอปรร่วม เมตตา
"อวิกเขปะ"แผ้ว..................................................จิตแล้ฐิติดล

    ๙๙.สงฆ์"ปีติ"คลายหทยะหนา.........................อุเบกขาอุบัติยล
สั่งสมกุศลลุพหุผล.............................................จะเกิดแลวิบากตาม

    ๑๐๐.ความ"กรุณาวิปากฯ"แท้..........................วิบากผล ของกรุณ
ผนวกกับฌานดล...............................................สี่ขั้น
เป็นฌานสี่เห็นยล..............................................."มีสุข เอกัคฯ"
มีสงบอารมณ์ดั้น................................................ประณีตแล้องค์ฌาน

    ๑๐๑.ธรรมเป็นไฉนลุกรุณา.............................หทัยพาสิสงสาร
มุ่ง"รูปภพ"ละหินะกราน......................................ปฐมฌานลุดังหมาย

    ๑๐๒.กราย"สหรคต"แล้..................................กับฌาน กรุณา
"วิตก,วิจาร"พาน.................................................เกิดพร้อม
"ปีติ,สุขมี"ขาน....................................................เพราะวิเวก
"อวิกเขปะ"จิตน้อม..............................................มั่นแท้กุศลธรรม

    ๑๐๓.สงฆ์ตัดละ"กาม"ประลุ"ปฐมฯ....................จะร่วมสม"กรุณ"ล้ำ
เกิดเป็น"วิบาก"เพราะเจาะกระทำ.........................กุศลส่งจิรังกาล

    ๑๐๔.ลุฌานสองยิ่งล้ำ......................................กรุณา ประกอบแล
ความผ่องใสเกิดหนา...........................................สงบแท้
"วิจาร,วิตกคลาย"พา............................................"ปีติ"จ่อ "สุข"แล
"อวิกเขปะ"แล้.....................................................จิตน้อมกุศล

    ๑๐๕.ฌานสองลุด้วยสหรคต............................"กรุณ"จดวิบากยล
"รูปากุศล"ระดะเจาะผล ......................................สะสมไว้จะเกิดแฉ

   ๑๐๖.แลสงฆ์เจริญมรรคแล้ว.............................ปีติคลาย
มีจิต"อุเบกขา"กราย............................................ว่างแล้
"สัมปชัญฯสติ"ฉาย..............................................คงมั่น
สุขจาก"นามกาย"แท้...........................................ล่วงล้ำฌานสาม

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.536 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...