จะซุกเข้ากะละมังยังไม่พ้น กะมังหล่นเห็นหน้าตาโตใหญ่

|
1
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:59:28 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
จะซุกเข้ากะละมังยังไม่พ้น กะมังหล่นเห็นหน้าตาโตใหญ่ ![]() |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:45:23 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช | ||
|
ความตายไม่ใช่ความลับ เรารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ยังเด็ก เห็นมันในข่าว ในหนัง ในบทเรียน และบางครั้งก็ในโรงพยาบาล เรารู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีวันหมดอายุ เพียงแต่ไม่มีใครเขียนวันที่นั้นไว้บนหน้าผากของเราเหมือนอาหารกระป๋อง และนั่นค่อนข้างไม่ยุติธรรม เลโมนี สนิกเก็ต กล่าวไว้ว่าเราทุกคนรู้ดีว่าเวลาของเราบนโลกใบนี้มีจำกัด เรารู้มาตั้งแต่แรกว่าชีวิตไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออยู่ตลอดไป และท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเราจะมีเงินแค่ไหน ชื่อเสียงเพียงใด หรือมีเรื่องอีกมากมายที่ยังอยากทำ เราทุกคนจะต้องมีวันที่ร่างกายหยุดทำงานและไม่ตื่นขึ้นมาอีก แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อความตายเดินทางมาถึงใครสักคนที่เรารู้จัก เรากลับรู้สึกประหลาดใจอยู่เสมอ ราวกับว่าส่วนหนึ่งของเราไม่เคยเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น มันเหมือนกับการเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนในความมืด เราเดินขึ้นมาหลายขั้นแล้วโดยไม่ต้องคิด เราจำจังหวะของมันได้ เท้าข้างหนึ่งก้าวขึ้น อีกข้างตามมา เราไม่จำเป็นต้องมองด้วยซ้ำว่าขั้นต่อไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคุ้นเคยกับมัน รู้ว่ามันควรจะอยู่ตรงนั้น และเราก็เชื่อว่ามันจะอยู่ตรงนั้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งวันหนึ่งเราก้าวลงไปแล้วพบว่าไม่มีขั้นบันไดอยู่ตรงนั้น เท้าของเราตกลงไปในอากาศเพียงเสี้ยววินาที แต่เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานพอที่จะทำให้หัวใจตกลงไปพร้อมกัน มีความตกใจบางอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่สมองจะทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เราไม่ได้คาดคิดว่าจะไม่มีขั้นนั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา มันอยู่ตรงนั้นเสมอ การสูญเสียคนที่เรารู้จักก็คงคล้ายกัน เรารู้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในช่วงเวลาต่อไป แต่ความรู้เหล่านั้นเป็นเพียงความรู้ในหัว มันเป็นความจริงที่เรายอมรับได้ในทางทฤษฎี แต่ไม่ใช่ความจริงที่หัวใจของเราพร้อมจะรับเมื่อมันเกิดขึ้นจริง เพราะในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้คิดถึงความตายของคนเหล่านั้น การรู้ว่าใครบางคนกำลังจะตาย กับการรู้ว่าเขาตายแล้ว เป็นคนละเรื่องกัน อย่างแรกเป็นความรู้ อย่างหลังเป็นโลกอีกใบหนึ่ง เราจึงใช้ชีวิตอยู่บนสมมติฐานเล็กๆ ว่าพรุ่งนี้จะยังคงเหมือนเดิม และคนเหล่านั้นที่เรารู้จักจะยังอยู่ในวันพรุ่งนี้ครบทุกคน เพราะถ้าเรารู้ว่าใครสักคนจะเหลือเวลาอีกสามวัน เราอาจใช้เวลาสามวันนั้นอย่างแตกต่างออกไป เราอาจพูดสิ่งที่ควรพูด กอดกันให้นานขึ้น ไปกินอาหารที่เขาชอบ หรืออย่างน้อยก็พยายามไม่ทะเลาะกันเรื่องว่าใครลืมปิดไฟในห้องน้ำ นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวการตายของใครบางคนจึงมีพลังทำลายความรู้สึกของเราได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แม้เราจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แม้จะรู้ว่ามนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่เมื่อมีใครสักคนไม่อยู่แล้ว สมองของเรากลับใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะยอมรับประโยคนั้น บางอย่างหายไป ที่ไม่ได้แค่เพียงตัวคน แต่มันคืออนาคตจำนวนมหาศาลที่เราเคยคิดว่าจะมีร่วมกับเขา ความสูญเสียไม่ได้พรากเพียงอดีตไปจากเรา มันพรากอนาคตที่เราจินตนาการเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความเศร้าจึงไม่ได้มีหน้าตาเหมือนคนร้องไห้อยู่ตลอดเวลา บางครั้งความเศร้าคือการเปิดตู้เย็นแล้วเห็นของที่เขาชอบ บางครั้งคือการได้ยินเพลงที่เคยฟังด้วยกัน และบางครั้งมันก็เป็นเพียงการหันไปทางด้านหนึ่งของห้องด้วยความเคยชิน แล้วพบว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ตอนที่ใครบางคนยังอยู่ เราอาจอยากให้เขาหยุดพูดสักห้านาที หลังจากเขาจากไป เราอาจยอมฟังเขาพูดทั้งคืน ถ้าเพียงแต่เราจะได้ยินอีกครั้ง หลังจากขั้นบันไดขั้นนั้นหายไป คุณอาจเดินต่ออย่างระมัดระวังขึ้นอีกหน่อย คุณอาจมองพื้นก่อนก้าวเท้า คุณอาจกลัวว่าจะมีขั้นอื่นหายไปอีก และแน่นอนว่าอาจมี เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ เราจะสูญเสียคนอีกครั้ง เราจะบอกลาอีกครั้ง และวันหนึ่งอาจมีใครบางคนกำลังยืนอยู่ในความมืดและพบว่าขั้นที่เขาคิดว่าจะมีนั้นไม่มีอยู่จริง ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรใช้ชีวิตด้วยความกลัวจนไม่กล้าหัวเราะ ไม่กล้าทะเลาะ ไม่กล้าออกไปทำงาน หรือไม่กล้านอนหลับเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก นั่นคงเป็นวิธีที่แย่มากในการมีชีวิตอยู่ และเรามักพูดกันในตอนท้ายข้อคิดเหล่านี้ว่าควรใช้ชีวิตให้เหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย ควรบอกคนที่เรารักว่าเรารักเขา ควรให้อภัย ควรพูดสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราไม่สามารถใช้ชีวิตทุกวันราวกับเป็นวันสุดท้ายได้ เพราะชีวิตจริงไม่ได้ประกอบด้วยช่วงเวลาสำคัญตลอดเวลา มันเต็มไปด้วยวันธรรมดา วันที่เราเหนื่อย วันที่เราต้องทำงาน วันที่หมดแรงกับทุกสิ่ง เราก็คงไม่สามารถพยายามใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่าทุกคนกำลังจะจากเราไป สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับว่า วันหนึ่งพวกเขาจะจากเราไปจริงๆ เมื่อยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราอาจเริ่มมองความธรรมดาในชีวิตต่างออกไป เรามองความสวยงามของชีวิต ที่มีส่วนหนึ่งของความโหดร้ายผสมปนเปอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้การมีอยู่ของใครสักคนมีความหมาย เราไม่จำเป็นต้องรีบใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในแบบที่โลกชอบบอก เราเพียงต้องตระหนักมากขึ้นว่าเวลาที่เรามีอยู่กับใครบางคนไม่เคยเป็นสิทธิ์ที่เราถือครอง มันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตอนุญาตให้เราได้อยู่ด้วยกัน ขอบคุณข้อความจากเฟสบุ๊ค I’m from Andromeda |
||
|
3
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:50:19 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๒๒) สวิตักกปัญญา = ปัญญาหรือความรู้ที่เกิดขึ้นร่วมกับ "วิตก" (ความตรึกหรือการคิดคิดคำนึง) -- อวิตักปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการคิดนึกตรึกตรอง (วิตก) ซึ่งเป็นปัญญาในระดับสูงทางพระพุทธศาสนา ที่เกิดจากการที่จิตเป็นสมาธิดิ่งลึกจนข้ามพ้นกระบวนการคิดในใจไปแล้ว (๒๓) สวิจารปัญญา = ปัญญาหรือความรู้แจ้งที่ยังต้องอาศัย "วิตก" (ความตรึก/การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และ "วิจาร" (ความตรอง) ร่วมด้วย เป็นระดับปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตยังมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ค้นหาเหตุผล หรืออยู่ในสมาธิระดับเริ่มต้น เช่น ปฐมฌาน -- อวิจารปัญญา = ปัญญาอันปราศจากวิจาร หรือปัญญาญาณระดับลึกที่ไม่ต้องอาศัยการคิด หรือตรึกตรองในใจอีกต่อไป (๒๔) สัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ (ความอิ่มใจ ชื่นบาน หรือความปลาบปลื้มใจ) -- อัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา (ความวางเฉย) โดยปราศจากปีติ (๒๕) ปีติสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ เป็นสภาวะที่จิตรู้เห็นความจริงหรือมีความเข้าใจในธรรมด้วยความอิ่มใจ เบิกบาน ปราโมทย์ และความปลาบปลื้มใจ -- นปีติสหคตปัญญา = ไม่มีปีติสหคตปัญญา (๒๖) สุขสหคตปัญญา = สุขสหคตปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุข (สุขเวทนา) หรือจิตใจที่ผ่องใส เบิกบาน ปลอดโปร่งในขณะที่เกิดการเรียนรู้ การคิดพิจารณา หรือขณะทำสมาธิภาวนา -- นสุขสหคตปัญญา = ปัญญาอันปราศจากสุข หรือ ปัญญาที่ไม่ได้เกิดร่วมกับความสุขทางกายหรือทางใจ (โสมนัสเวทนา) (๒๗) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่สัมปยุต (ประกอบ) ด้วยอุเบกขา -- นอุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้สัมปยุตด้วยอุเบกขา (คือเกิดร่วมกับเวทนาอื่น เช่น สุขเวทนา หรือ โสมนัสเวทนา) (๒๘) กามาวจรปัญญา = ปัญญา ที่ยังอยู่ในระดับ กามภูมิ หรือเป็นความรู้ในทางโลก -- นกามาวจรปัญญา = ปัญญาที่ไม่ใช่ปัญญาในระดับกามภูมิ โดยครอบคลุมปัญญาขั้นสูง คือ รูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับฌาน), อรูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับอรูปฌาน), และ อปริยาปันนปัญญา (ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ หรืออริยมรรคอริยผล) (๒๙) รูปาวจรปัญญา = คือ จิตในระดับรูปฌานขั้นที่ ๕ (ปญจมฌาน) ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของรูปาวจรภูมิ โดยจิตในขั้นนี้จะมีความสงบประณีตอย่างยิ่ง ละองค์ฌานอื่นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงองค์ธรรมหลัก ๒ ประการ เท่านั้น -- นรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน รูปาวจรปัญญา แต่จะครอบคลุมระดับปัญญาอีก ๓ กลุ่มใหญ่ ดังนี้ (๒๙.๑) กามาวจรปัญญา (๒๙.๒) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาในระดับอรูปฌาน (๒๙.๓) โลกุตตรปัญญา หรือ อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาที่เหนือกิเลสและพ้นจากวัฏสงสาร เป็นปัญญาเพื่อการดับกิเลสและบรรลุพระนิพพาน (๓๐) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม เป็น ปัญญาในระดับอรูปฌาน หรือความรู้ชัดที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนาที่ก้าวข้ามการเพ่งวัตถุหรือนิมิตที่เป็นรูปธรรม ไปสู่อารมณ์ที่เป็นนามธรรมอันละเอียดและประณีตขั้นสูง -- นอรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน อรูปาวจรปัญญา (๓๑) ปริยาปันนปัญญา = ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ -- อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาขั้นสูงที่ไม่นับเนื่องในวัฏสงสาร ไม่ถูกจำกัดด้วยภูมิ ๓ (กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) โดยหมายถึง ปัญญาในอริยมรรค ๔ และอริยผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่ช่วยตัดมูลแห่งวัฏฏะ นำพาจิตหลุดพ้นสู่นิพพาน (๓๒) นิยยานิกปัญญา= ปัญญาเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏสงสารหรือความทุกข์ เป็นปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ที่สามารถดับกิเลส และนำพาผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง -- อนิยยานิกปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้นำสัตว์ออกจากวัฏสงสารโดยตรง หรือไม่ได้เป็นตัวตัดกิเลส เป็นปัญญาในระดับโลกียธรรม (๓๓) นิยตปัญญา = ความรู้แจ้งที่เที่ยงแท้ เป็นปัญญาในทางธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นผลของการพัฒนาปัญญาในระดับสูงสุด -- อนิยตปัญญา = ปัญญาในสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่แน่นอนว่าจะมีความละเอียดลึกซึ้งในระดับใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและสภาวธรรมที่เข้าประกอบ (๓๔) สอุตตรปัญญา = ปัญญาที่มีปัญญาอื่นยิ่งกว่า หรือปัญญาที่ยังมีธรรมอื่นเหนือกว่า เป็นระดับปัญญาทางโลกที่ยังไม่สูงสุด ซึ่ง -- อนุตตรปัญญา = ปัญญาอันสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า คือ ปัญญาที่ช่วยให้จิตหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) โดยตัดละกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:10:10 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
เอาหัวหลบเถอะเราอย่ารอรี รีบหาที่ซุกหน้ากว่าปลอดภัย |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:45:48 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๑๑) โยคนิยปัญญา = ปัญญาที่ถูกกิเลสประเภท "โยคะ" เข้าไปยึดหน่วงครอบงำ หรือปัญญาที่ยังเป็นอารมณ์ของกิเลสนั้นๆ โดยจัดเป็นปัญญาในระดับ โลกิยะ (กุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓) -- อโยคนิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งหมายถึงปัญญาของผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง (พระอริยบุคคล) ที่หลุดพ้นและไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ (กิเลสที่ท่วมทับจิตใจ) (๑๒) โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา = ปัญญาที่ประกอบกับกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (อันได้แก่ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอารุปาวจรภูมิ) แต่เป็นปัญญาที่ยังปราศจากการเข้าไปประกอบกับมรรค (ยังไม่ถึงขั้นบรรลุมรรคผล) -- โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา = ปัญญาที่ปลอดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัด (โยคะ) และไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสเหล่านั้น เป็นปัญญาขั้นโลกุตตรปัญญา ได้แก่ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ (๑๓) นีวรณิยปัญญา = นีวรณิยปัญญา คือ ปัญญาที่ถูกบั่นทอน กำลังให้ถอยลง หรือปัญญาที่เสื่อมถอยอันมีสาเหตุมาจาก นิวรณ์ ๕ (ธรรมที่เป็นเครื่องกางกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี) ได้แก่ (๑๓.๑) กามฉันทะ - ความพอใจ ติดใจ และลุ่มหลงในกามคุณ (๑๓.๒) พยาบาท - ความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท และความขัดเคืองใจ (๑๓.๓) ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม ความเกียจคร้านที่ทำให้จิตใจท้อถอย (๑๓.๔) อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ (๑๓.๕) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัยในหลักธรรม หรือสงสัยในแนวทางการปฏิบัติ -- อนีวรณิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่ปลอดจากกิเลสเครื่องกั้นจิต (นิวรณ์) โดยเป็นจิตที่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ และนำไปสู่ความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร (๑๔) นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา = ปัญญาที่เกิดในกุศลจิตและอัพยากตจิตในภูมิ ๓ ปัญญาขั้นนี้ไม่เกิดร่วมกับนิวรณ์ แต่กิเลสประเภทนิวรณ์ยังสามารถเกิดขึ้นครอบงำได้ภายหลัง -- นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ปัญญาขั้นนี้หลุดพ้นจากนิวรณ์ทั้งปวงอย่างเด็ดขาด และนิวรณ์ไม่สามารถเข้าไปเป็นอารมณ์ครอบงำได้อีกต่อไป ถือเป็นความบริสุทธิ์ของจิตระดับโลกุตระ (๑๕) ปรามัฏฐปัญญา = เป็น ปัญญาหรือความเข้าใจที่ยังมีกิเลสเจือปน ทำให้ยังเกิดความยึดมั่นถือมั่น ยังหลงในสังขารว่าเป็นตัวตน เป็นความสุข หรือเป็นสิ่งจีรัง -- อปรามัฏฐปัญญา = ปัญญาที่บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลส เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการบรรลุธรรมในโลกุตตรภูมิ ได้แก่ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ (๑๖) ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา = ปัญญาที่แยกตัวออกจากความเห็นผิดอย่างเด็ดขาด แต่ยังคงเป็นอารมณ์ของกิเลสประเภทความเห็นผิดได้ หมายถึง ปัญญาที่เป็นกุศลและอัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว) ในภูมิ ๓ -- ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปปัญญา = ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยความยึดถือหรือความเห็นผิด (ปรามาสวิปปยุต) และไม่เป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นผิดๆ (อปรามัฏฐ) หมายถึง ปัญญาในมรรค ๔และผล ๔ (๑๗) อุปาทินนปัญญา = ปัญญาอันเป็นผลมาจากอดีตกรรมที่ถูกตัณหาและทิฏฐิยึดครองไว้ เกิดร่วมกับวิบากจิต ในโลกียภูมิ ๓ -- อนุปาทินนปัญญา = ปัญญาในจิตกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผลของกรรมในโลกียภูมิ ได้แก่ ปัญญาในกุศลธรรม, กิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) รวมไปถึงปัญญาใน โลกุตตรปัญญา (๑๘) อุปาทานิยปัญญา = ความรอบรู้ ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นสิ่งที่ถูกความยึดมั่นถือมั่นครอบงำ จัดเป็นสภาวธรรมที่เกิดกับจิตของปุถุชนและบุคคลทั่วไปที่ยังไม่หลุดพ้น -- อนุปาทานิยปัญญา = คือ "ปัญญาในระดับโลกุตตระ" หรือปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ๔ และผล ๔ เป็นปัญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่หลุดพ้นจากกิเลสและตัณหาอย่างสิ้นเชิง ไม่ตกเป็นเป้าหรือเป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) อีกต่อไป (๑๙) อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา = ปัญญาที่ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น (วิปปยุต) แต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ (อุปาทานิยะ) -- อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา = ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา (๒๐) สังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นปัญญาระดับโลกีย์ที่ยังเกี่ยวข้องกับกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสได้ -- อสังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับมรรค ๔ และผล ๔ เป็นปัญญาความรู้แจ้งในทางธรรมที่หลุดพ้นจากกิเลส ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง และไม่อาศัยกิเลสใดๆ เป็นอารมณ์ (๒๑) กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาที่แยกตัวออกจากการกอบกุมของกิเลส (วิปปยุต) แต่ยังคงเป็นอารมณ์หรือเป็นที่ตั้งให้กิเลสเกิดขึ้นได้ (สังกิเลสิก) -- กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา = ปัญญาที่ไม่เกิดร่วมกับกิเลส และ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส จัดเป็น โลกุตตรปัญญา หรือปัญญาขั้นสูงสุดในระดับมรรคจิตและผลจิต (พระอริยบุคคล) ซึ่งพ้นจากความเศร้าหมองและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง |
||
|
6
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: - เที่ยว.. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี -
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:30:14 AM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ครับผมคุณข้าวหอม ส่วนเรื่องเจ้าที่นี่ ขยำไปหลายทีเลยครับ จนเจ้าที่มองหน้าเหมือนอยากจะบอกว่า "นุด ๆ ให้มันน้อย ๆ หน่อยนะนุดนะ" ![]() |
||
|
7
เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 11:58:00 PM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 10:51:01 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ -- บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ ทำไมไม่หลับ?: เพราะเวลาที่คนเรานอนหลับ จิตจะทำหน้าที่เป็น "ภวังคจิต" (จิตที่ทำหน้าที่สืบต่อภพชาติโดยไม่ได้ทำการรับรู้อารมณ์ภายนอก) ซึ่งไม่ใช่การทำงานของปัญจวิญญาณ ทำไมไม่ตื่น?: การตื่นรู้และการดำเนินชีวิตประจำวันจนเกิดพฤติกรรมต่างๆ จะต้องอาศัยวิถีจิตที่ทำงานร่วมกับ "มโนวิญญาณ" (จิตทางใจ) และมี "ชวนจิต" (จิตที่ทำหน้าที่เสพและเสวยอารมณ์ บุญ บาป) เกิดขึ้นแล่นไป ทำไมไม่ฝัน?: การนอนฝันเป็นเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการคิดนึกทางใจ ซึ่งจัดเป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณ หรือมโนวิญญาณขันธ์ที่ทำหน้าที่นึกคิดอดีตอารมณ์ ไม่ใช่การทำหน้าที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส หรือสัมผัสจริง ๆ ของวิญญาณทั้ง ๕ นี้ -- ย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ทุกมาติกา [ข] ญาณวัตถุหมวดละ ๒ คือ (๑) โลกิยปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับโลกียจิต เป็นไปกับอาสวะ -- โลกุตตรปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิต ไม่เป็นไปกับอาสวะ (๒) เกนจิวิญเญยยปัญญา = คือ ปัญญาที่จิตหรือธรรมอื่นพึงรู้ได้ -- นเกนจินวิญเญยยปัญญา = คือ ปัญญาที่ธรรมอื่น (จิตหรือเจตสิกอื่น) ไม่พึงรู้ได้ (๓) สาสวปัญญา = คือ ปัญญาที่ยังเจือด้วยอาสวะ หรือยังเป็นเหตุให้อาสวะเกิดขึ้นได้ ได้แก่ปัญญาในระดับโลกียภูมิ -- อนาสวปัญญา = คือ ปัญญาที่ไม่เจือด้วยอาสวะ เป็นปัญญาบริสุทธิ์ของพระอริยบุคคล ซึ่งจะกลายมาเป็นอริยมรรคทำลายกิเลสให้หมดไป (๔) อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา = ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ แต่ยังเป็นอารมณ์ของอาสวะ เช่น ปัญญาที่ใช้ในการทำทาน รักษาศีล หรือฌานโลกีย์ -- อาสววิปยุตตอนาสวปัญญา = ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ และไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอีกต่อไป ได้แก่ ปัญญาในระดับโลกุตตรจิต (ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔) ที่นำไปสู่การดับกิเลส (๕) สัญโญชนิยปัญญา = ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ) -- อสัญโญชนิยปัญญา = ปัญญาที่เกิดในมรรค ๔ และผล ๔ (ซึ่งเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่หลุดพ้นจากสังโยชน์แล้ว) (๖) สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา = ปัญญาที่หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัดจิต (สังโยชน์) แต่ยังจัดเป็นธรรมที่ถูกสังโยชน์ครอบงำได้ จัดเป็นปัญญาในระดับ โลกิยปัญญา (กุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓) -- สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา = คือ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหันต์มรรค และมรรคผลของพระอริยบุคคลระดับต่างๆ) ซึ่งหมายถึงปัญญาที่ปราศจากกิเลสเครื่องผูกมัดจิต (วิปปยุตจากสังโยชน์) แต่ปัญญาในระดับนี้ถือเป็นธรรมที่ส่งผลให้เกิดกิเลสหรือสามารถถูกสังโยชน์ครอบงำได้ในบางแง่มุม (เป็นอัพยากตธรรม คือเป็นธรรมอันเป็นกลางๆ) (๗) คันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาที่สัมพันธ์กับกิเลสประเภท "คันถะ" คือกิเลสที่เป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ มี ๔ ประการ ได้แก่ (๗.๑) อภิชฌากายคันถะ - ความเพ่งเล็งอยากได้ (๗.๒) พยาปาทกายคันถะ - ความพยาบาทปองร้าย(๗.๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ - ความถือมั่นในศีลพรตที่ผิด (๗.๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ - ความถือมั่นในความเห็นของตนว่าจริงฝ่ายเดียว -- อคันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกใจแล้ว (จัดเป็นโลกุตตรปัญญา) (๘) คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาในระดับโลกิยภูมิ (ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓) ที่ปราศจากกิเลสเครื่องผูกมัดจิตใจ แต่เป็นปัญญาที่ยังเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นเหตุให้เกิดกิเลสเครื่องร้อยรัดขึ้นได้ -- คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา = คือ ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ (ปัญญาในขณะที่เกิดร่วมกับมรรค ๔ และผล ๔) ซึ่งเป็นปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยกิเลสเครื่องผูกใจให้ติดอยู่กับโลก (วิปปยุตจากคันถะ) และไม่ได้เป็นอารมณ์ของกิเลสเหล่านั้น (อคันถนิยะ) (๙) โอฆนิยปัญญา = คือ ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมที่ยังอยู่ในระดับโลกียภูมิ ๓ (กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ) -- อโนฆนิยปัญญา = ปัญญาในโลกุตตรภูมิ (ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ซึ่งโอฆะไม่สามารถครอบงำได้ (๑๐) โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา = ปัญญาที่ปลอดพ้นจากกิเลสเครื่องดองใจ (โอฆะ) แต่เป็นอารมณ์ที่ทำให้เกิดกิเลสหรือถูกโอฆะครอบงำได้ -- โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา = ปัญญาที่เป็นสภาวธรรมซึ่ง ไม่ประกอบด้วยโอฆะ (กิเลสดุจกระแสน้ำท่วมใจ) และ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ จัดเป็นปัญญาในระดับโลกุตตระ (เช่น ปัญญาของพระอริยบุคคล) ซึ่งพ้นจากกิเลสเครื่องข้องทั้งปวง |
||
|
9
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 07:59:43 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๑๙) เป็นอเจตสิกะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเจตสิก ~เจตสิก คือ สภาพนามธรรมที่เกิดร่วมกับจิต ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตและช่วยรับรู้อารมณ์ มีลักษณะ ๔ ประการ ได้แก่ เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้สึกอารมณ์เดียวกัน และอาศัยที่เกิดที่เดียวกัน (๒๐) เป็นวิบาก = สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก (๒๑) เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ = สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๒๒) เป็น อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ = สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๒๓) เป็น นสวิตักกสวิจาระ=ไม่ใช่สภาวธรรมที่เกิดพร้อมด้วยวิตกและวิจาร" ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ไม่มีการตรึกตรองหรือประคองจิตอยู่ร่วมด้วย (๒๔) นอวิตักกวิจารมัตตะ = ธรรมที่ไม่มีวิตกและมีเพียงวิจาร (๒๕) เป็นอวิตักกาวิจาระ = สภาวธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (๒๖) เป็นนปีติสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยปีติ (๒๗) เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ = สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณ (ละ) ด้วยการเห็น (ทัสสนะ) และไม่ต้องประหาณด้วยการเจริญภาวนา (๒๘) เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๒๙) เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติและนิพพาน (๓๐) เป็นเนวเสกขานาเสกขะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล (๓๑) เป็นปริตตะ = สภาวธรรมที่เป็นปริตตะ (ได้แก่ กามาวจร) (๓๒) เป็น กามาวจร = "ผู้ท่องเที่ยวไปในกามภพ" หรือระดับจิตใจที่ยังข้องอยู่ ติดอยู่ หรือเพลิดเพลินอยู่ใน "กามคุณ ๕" (๓๓) เป็น นรูปาวจร = จิตที่ไม่ได้เที่ยวไปใน รูปาวจร หมายถึง สภาพจิตใจหรือภพภูมิที่ยังท่องเที่ยวอยู่ใน รูปภพ (ชั้นของพรหมที่มีรูป) ซึ่งเป็นระดับจิตที่สูงกว่ากามาวจร (จิตที่ยังติดอยู่ในกามคุณ) โดยเกิดจากการบำเพ็ญสมาธิภาวนาจนได้ รูปฌาน (๓๔) เป็น นอนิยตะอรูปาวจร = คือ สภาพธรรมหรืออรูปาวจรจิตที่ "ไม่แน่นอน" โดยไม่นำออกไปจากวัฏสงสาร" (นอนิยยานิกะ) คือยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่หากยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ (๓๕) เป็น ปริยาปันนะ = ธรรมเป็นไปในวัฏฏะ : สภาวธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ได้แก่ ขันธ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายที่ยังวนเวียนอยู่ (๓๖) เป็นโนอปริยาปันนะ = ธรรมที่ไม่จัดเข้าในวัฏสงสาร เป็นภาวะพ้นจากขอบเขตของกิเลส ขันธ์ ๕ และสังสารวัฏ ได้แก่ อริยมรรค ๔, อริยผล ๔ และอสังขตธาตุ (พระนิพพาน) (๓๗) เป็น อนิยตะ = ไม่แน่นอน (๓๘) เป็นอนิยยานิกะ เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำ (๓๙) วิญญาณ ๕ -- มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน -- มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อน -- มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก -- มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ -- มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน -- ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่นึก -- ย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ทำไว้ในใจ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ -- จะเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังก็หาไม่ -- ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับของกันและกัน (๔๐) วิญญาณ ๕ --ไม่มีความคิดนึก -- บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ -- วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง -- บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ -- บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ -- บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ -- บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม; ไม่ประกอบวจีกรรมด้วยวิญญาณ ๕ -- ย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ -- บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยวิญญาณ ๕ -- ย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ -- บุคคลย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ -- ย่อมไม่เข้าสมาบัติ ไม่ออกจากสมาบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ -- บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่เกิด ด้วยวิญญาณ ๕ การจุติและปฏิสนธิ (การเกิด) เป็นหน้าที่ของจิตดวงอื่นในสังสารวัฏ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต และ จุติจิต ซึ่งจัดอยู่ในหมวดวิญญาณ ๖ หรือ มโนวิญญาณ (การรับรู้ทางใจ) -- ย่อมไม่จุติ ไม่เกิด แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ |
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: - เที่ยว.. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี -
เมื่อ: 19, สิงหาคม, 2569, 11:39:53 AM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม | ||
|
เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยกันเลยค่ะน้าหมู ไม่มีโอกาสได้ไป ได้เห็นภาพก็ยินดีแล้ว นำมาลงเรื่อย ๆ เลยนะคะ คอยชมค่ะ ฝากขยำเจ้าทีสักทีสองทีด้วย |
||