|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:58:56 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:08:38 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
จีบสาวใดเอาไว้อย่าให้รู้ ว่าน้าหมูเปียกฉี่คงมีหวัง ![]() |
||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:25:40 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร [ง] สุขในรูปฌานและอรูปฌาน (๑) ดูก่อนอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า -> สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้เพราะเหตุไร (๒) เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่ (๓) ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน (๔) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม; สงัดจากอกุศลธรรม (๔.๑) บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกลว่าและประณีตกว่าสุขนี้ -> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร -> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่ -> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๔.๒) บรรลุทุติยฌาน = มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน; เป็นธรรมเอกผุดขึ้น; ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป; มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ -> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร -> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่ -> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน (๔.๓) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป -> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ -> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสมีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร -> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ ยังมีอยู่ -> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน (๔.๔) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ -> นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ -> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง -> ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่ -> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน (๔.๕) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่าอากาศไม่มีที่สุด; เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง; เพราะดับปฏิฆสัญญาได้; เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาอยู่ นี้แล ~ อากาสานัญจายตนฌาน = คือ อรูปฌานขั้นที่ ๑ ที่กำหนดเอา "อากาศ" หรือ "ช่องว่าง" หาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ผู้ปฏิบัติจะบริกรรมว่า "อากาศไม่มีที่สุด" ~ ปฏิฆสัญญา = การดับปฏิฆสัญญา คือการหยุดความจำในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งปวง เพื่อเข้าสู่สมาธิที่ประณีตกว่า ~ มนสิการนานัตตสัญญา = คือ สัญญา การจำ ที่ต่างๆ กัน อันหมายถึง สัญญา ความจำ ที่เกิดกับจิตประเภทต่างๆ หลากหลาย แตกต่างกันไป ชื่อว่า นานัตตสัญญา -> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน (๔.๖) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด; เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ ~ วิญญาณัญจายตนฌาน = คือ อรูปฌานที่ ๒ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงที่เพ่ง "วิญญาณที่ไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์ โดยก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๑ มาได้แล้ว ด้วยการบริกรรมว่า "วิญญาณหาที่สุดมิได้" -> นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ เป็นไฉน (๔.๗) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไรๆ ก็ไม่มี; เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล ~ อากิญจัญญายตนฌาน = คืออรูปฌานขั้นที่ ๓ ในสมาธิ ๙ ระดับ เป็นภาวะจิตที่ตั้งมั่นโดยกำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย" เป็นอารมณ์ ล่วงอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จัดเป็นฌานที่ละเอียดสูงกว่าอากาสานัญจายตนะและวิญญาณัญจายตนะ |
||
|
4
เมื่อ: วันนี้ เวลา 11:32:42 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
วิ่งอย่างไวคล้ายแข่งโอลิมปิค เหงื่อแตกซิกผุดกระจายทั่วใบหน้า ![]() หวังจะถึงปลายฝันอันโสภา ดันฉี่ราดเปียกขา น่าอายจัง ไม่ทันเนาะ ![]() |
||
|
5
เมื่อ: วันนี้ เวลา 11:11:46 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร หัวใจพัฒนา เพียรอ่านเขียน เสริมสร้าง สติปัญญา สั่งสมมา วันละนิด จิตสดใส หมั่นศึกษา ค้นคว้า ก้าวหน้าไป เปิดโลกกว้าง แสนไกล ให้แก่ตน เรียนให้รู้ ลึกซึ้ง ทุกการงาน ไม่แตกฉาน อย่าเพิ่งท้อ พากเพียรผล ใช้ความคิด ไตร่ตรอง กรองกมล รักษาตน ด้วยเรียนรู้ คู่พัฒนา ดูให้เห็น ความจริง ยิ่งประเสริฐ ปัญญาเลิศ ไม่หลงผิด คิดรักษา มองโลกกว้าง ด้วยใจงาม รู้นำพา ตลอดเวลา แก้ได้ ในทุกคราว ทำให้เป็น เก่งกล้า ประสบการณ์ สร้างผลงาน แต่ครั้ง ยังหนุ่มสาว ลงมือทำ นำชีวิต สู่ดวงดาว เกียรติยศ พร่างพราว อย่างภาคภูมิ คนเรียนไพร ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ |
||
|
6
เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:58:52 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
7
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:39:28 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร ๙. พหุเวทนิยสูตร ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ [ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ~ เชตวนาฯ= วัดเชตวันมหาวิหาร เป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ตั้งอยู่ที่สวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง ๑๘ โกฏิ วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากมาย (๑) ครั้งนั้น นายช่างไม้ชื่อ ปัญจกังคะ เข้าไปหาท่านพระอุทายี นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง [ข] กถาว่าด้วยเวทนา (๑) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้เท่าไร (๒) ท่านพระอุทายีตอบว่า : ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; อทุกขมสุขเวทนา ๑ (๓) ปัญจกังคะ กล่าว : ข้าแต่ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; เพราะอทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันสงบ อันประณีตแล้ว ปัญจกังคะ : กล่าวยืนคําเป็นครั้งที่ ๒ (๔) ท่านพระอุทายี : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓ (๕) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓ (๖) ท่านพระอุทายีไม่สามารถจะให้นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะยินยอมได้ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะก็ไม่สามารถจะให้ท่านพระอุทายียินยอมได้ (๗) ท่านพระอานนท์ได้สดับถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ -> จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้กราบทูลถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะทั้งหมด -> พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของพระอุทายี และพระอุทายีก็ไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ดูก่อน -> ท่านพระอุทายีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ แต่ตรัสไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑ (๘) พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกับพระอานนท์ (๘.๑) แม้เวทนา ๒ เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย -> ถึงเวทนา ๓ เวทนา ๔ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘ เราก็กล่าวแล้วโดยปริยาย (๘.๒) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้แล ผู้ใดไม่รู้ตามด้วยดี; ไม่สําคัญตามด้วยดี; ไม่ยินดีตามด้วยดี; ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันและกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว -> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก คือ ปากอยู่ (๘.๓) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้ ผู้ใดรู้ตามด้วยดี; สําคัญตามด้วยดี; ยินดีตามด้วยดี ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันแลกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว -> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักพร้อมเพรียง บันเทิง ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมระคนกับน้ำ แลดูกันด้วยสายตาเป็นที่รักอยู่ [ค] กามคุณ ๕ (๑) ดูก่อนอานนท์ กามคุณ ๕ นี้เป็นไฉน -> คือ รูปอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ อันสัตว์ปรารถนา ใคร่ พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด -> เสียงอันจะพึงรู้โดยโสตะ... -> กลิ่นอันจะพึงรู้ด้วยฆานะ.. -> รสอันจะพึงรู้ด้วยชิวหา... -> โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้ด้วยกาย อันสัตว์ปรารถนา ใคร่พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด (๒) ดูก่อนอานนท์ นี้แลกามคุณ ๕ -> สุขโสมนัสอันใดย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ สุขและโสมนัสนี้ เรากล่าวว่ากามสุข ~ กามสุข = สุขโสมนัสที่เกิดขึ้นเมื่อได้เสพ ได้พบเห็น หรือเสวยอารมณ์จากกามคุณ ๕ เหล่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่ากามสุขเป็นสุขที่เบาบาง ไม่ยั่งยืน และ ไม่ใช่สุขอย่างยอดเยี่ยม เพราะมีโทษ คือทำให้คนเราต้องเหนื่อยยากในการหาทรัพย์มาปรนเปรอ และยังมีความสุขที่ประณีตกว่าคือกามสุขในทางธรรม เช่น สุขจากการออกจากกาม |
||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:07:08 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
วิ่งอย่างไวคล้ายแข่งโอลิมปิค เหงื่อแตกซิกผุดกระจายทั่วใบหน้า ![]() |
||
|
9
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:38:47 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
จะโกรธนานอีกไหมรีบไปซี เดี๋ยวจะมีเรี่ยราดจะบาดตา ![]() |
||
|
10
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:50:15 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร ๒๓.สงฆ์พลันลุ"ปฐมฌาน".......................พลันตรึกกะ"วิจาร"กล้า อิ่มใจ,สุขะเกิดหนา.....................................แต่สุขซิประณีตเหนือ ๒๔.แลพุทธ์องค์ตรัสพลัน........................สุขอันเลิศกว่านี้ มีอยู่ประณีตชี้............................................เหนือแล้เป็นไฉน ๒๕.ตรัสสงฆ์ประลุ"ฌานสอง".................."ตรึก,ตรองสละ"โดยไว ธรรมเอก ณ หทัยไซร้.................................ผ่องใส"ปิติ"เกิดเผย ๒๖.เปรยฌานสองสุขเกิด........................เลิศจากสมาธิ์แน่วพร้อม มากกว่ากาม์สุขน้อม....................................สุขแล้อันเหนือ ยังมี ๒๗.สงฆ์ล่วงตติย์ฌานไว..........................อิ่มใจปิติไม่เหลือ สัมป์ชัญฯสติอยู่เจือ.....................................ใจคง ณ อุเบกขา ๒๘.คราฌานสามสุขหลาย........................จาก"นามกาย"แน่แล้ว มากกว่ากามสุขแป้ว.....................................สุขล้นอันเหนือ ยังมี ๒๙.สงฆ์ล่วงจตุฌานฯชุก..........................ทุกข์,สุขสละปลงเถือ จิตจ่อ ณ อุเบกฯเจือ.....................................เหตุให้สติแผ้วหนา ๓๐.คราพุทธ์องค์มิรุก...............................กามสุขจะเลิศได้ สุขประณีตเหนือไซร้....................................ย่อมแท้มีแฉ ๓๑.พุทธ์เจ้าภณะอานนท์..........................สุขด้นเจาะประณีตแล ยิ่งกว่าภวกามฯแท้........................................ยังมีก็"อรูปฌาน" ๓๒.สงฆ์พาน"อากาสาฯ"............................ใจตริอากาศแล้ มิสุดเขตโดยแท้...........................................รูปไร้ตรึกเผย ๓๓."สัญญาปฏิฆาฯ"เลิก............................"จำ"เพิกสละหมดเอย "รูป,เสียง,รสะ,กลิ่น"เชย................................"โผฏฐัพฯ"มละทิ้งหนา ๓๔.ตัดจำ,"นานัตสัญฯ".............................เกิดครันกับจิตแล้ หลายหลากประเภทแท้................................จึ่งน้อม"อากาฯ" ๓๕.อานนท์สุตะให้ดี.................................สุขที่ปะทะเหนือกว่า กาม์สุขก็จะมีคว้า.........................................คราสงฆ์ประลุ"วิญญาฯ" ๓๖.คราสงฆ์จงใจพาน..............................วิญญาณมิสุดแล้ จิตเพ่งทราบโดยแท้.....................................แผ่ไร้เขตเผย ๓๗.พุทธ์เจ้าวทะอานนท์...........................สุขดลอภิรมย์เอ่ย ยังมีสุขะเหนือเชย........................................"อากิญฯ"นิรใดแฉ ๓๘.แล"อากิญจัญฯ"หนา...........................หามีใดอยู่พร้อม "นิด"ก็มิมีน้อม..............................................ปราศแท้อารมณ์ ๓๙.พุทธ์เจ้าวจะอานนท์............................สุขยลซิประเสริฐชม ยิ่งกว่าก็ปะมีสม............................................คือ"เนวะนะสัญญาฯ" ๔๐.คราเนวสัญญาฯ..................................ภาวะจิตสงบแท้ "จำ"ไม่มี,มีแล้................................................ห่อนเอื้อนแจงหนา ๔๑.พุทธ์เจ้าภณะสุขมา.............................ยิ่งกว่าภวะมีกล้า "สัญเวทยิฯ"ดับหนา......................................เวท์นาและระลึกปลง ๔๒.คงระงับจิต,กาย..................................วจีฉาย,ชีพช้อย ความสุข"อนาฯ"พร้อย...................................พักแท้อรหันต์ ๔๓."สัญเวทยิฯ"สุขยิ่ง................................ดีจริงเจาะประณีตดั้น เลิศกว่าสุขะกามฯสรรค์.................................ดับ"จำ"มละเวท์นา ๔๔.คราระงับกายสังขาร............................กรานวจี,จิตแล้ เหลือสงบโดยแท้..........................................สุขพร้อม,ฌานไหน มิเทียม ๔๕.พุทธ์เจ้าเจาะแนะอานนท์......................หากคนวทะถามไกล "สัญเวทยิฯ"จัดไซร้.......................................เกิดสุขภวมีแฉ ๔๖.แลควรตอบความครบ..........................สงบ,ประณีตพร้อม หนีห่างทุกข์สุขน้อม......................................สุขแท้เรียกไข ๔๗.พุทธ์องค์มิคะเน..................................."สุขเวทะนะ"กาย,ใจ เพียงหนึ่งตะจรดไซร้.....................................ทุกแห่งสุขะเกิดหนา ๔๘.คราพุทธ์องค์ตรัสจบ............................อานนท์นบชื่นน้อม ภาษิตชัดเจนพร้อม........................................ลึกซึ้งพระธรรม ฯ|ะ แสงประภัสสร ๙. พหุเวทนิยสูตร ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ : พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/boBD9TLOyIK5K1MM3 |
||


.gif)


