![]() ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...โอ้ทูลกระหม่อม ღ สำเนียงครวญหวนไห้ใจอ่อนล้า กล่อมพี่ยาเอนกายในความฝัน แคนเขนยแทนอ้อมกอดทอดรำพัน อุ่นสวรรค์รักเลอค่าตราบฟ้าดิน แสนหวาดเสียวเปลี่ยวระรัว กลัวรักหาย ใจผู้ชายเช่นสายน้ำ ไหลล้ำถิ่น หมุนวนเชี่ยวเลี้ยวลดหมดชีวิน เปรียบดังจินต์สวิงไหวไม่แน่นอน ยอดไผ่โศกโยกพริ้วปลิวว่อนไหว เสียดกมลหม่นไหม้ให้สังหรณ์ ฤทธิ์มนต์รักร้อนแรงแฝงบทตอน ร่ายละครความเศร้าเผาอุรา โอ้รักเอยรัดรึงตรึงเหน็บหนาว ทุกเรื่องราวร้าวรัวกลัวหนักหนา ความรักชายคล้ายลวงบ่วงมายา ปรารถนาเพียงรักแท้ที่แน่ใจ "รักที่ร้อนแรงดั่งมนตรา มักทิ้งรอยน้ำตาไว้เป็นค่าตอบแทน" ༭ ลิตเติลเกิร์ล ༭ ° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆ ❀ โอ้ทูลกระหม่อม คุณรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส ❀ |
|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:43:01 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
|
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:22:11 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:32:09 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๗/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร (๒) อธิจิตตสิกขา = สิกขาคือจิตอันยิ่ง, อธิจิตอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิเป็นต้นอย่างสูง (กุศลจิตทั้งหลายจนถึงสมาบัติ ๘ เป็นจิต, ฌานสมาบัติที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นอธิจิต; แต่สมาบัติ ๘ นั้นแหละ ถ้าปฏิบัติด้วยความเข้าใจ มุ่งให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิจิต) (๓) อธิปัญญาสิกขา = สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, อธิปัญญาอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง (ความรู้เข้าใจหลักเหตุผลถูกต้องอย่างสามัญ อันเป็นกัมมัสสกตาญาณคือความรู้จักว่าทุกคน เป็นเจ้าของแห่งกรรมของตน เป็นปัญญา, วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์ เป็นอธิปัญญา; แต่โดยนัยอย่างเพลา กัมมัสสกตาปัญญาที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วยวัฏฏะ หรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปในมรรค ก็เป็นอธิปัญญา) ~ กัมมัสสกตาญาณ = ความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว, จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับสามัญ (ยังไม่เป็นอธิปัญญา) และเป็นโลกิยสัมมาทิฏฐิ; ~ ไตรลักษณ์ = ความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) อนิจจตา - ความเป็นของไม่เที่ยง (๒) ทุกขตา - ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ (๓) อนัตตตา - ความเป็นของมิใช่ตัวตน ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือ ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น สิกขา ๓ นี้ นิยมเรียกว่า ไตรสิกขา และเรียกข้อย่อยทั้งสาม ง่ายๆ สั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ~ สาชีพ = แบบแผนแห่งความประพฤติที่ดี ทำให้มีชีวิตร่วมเป็นอันเดียวกัน ได้แก่ สิกขาบททั้งปวงที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัย อันทำให้ภิกษุทั้งหลายผู้มาจากถิ่นฐานชาติตระกูลต่างๆ กัน มามีความเป็นอยู่เสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้แก่ (๑) ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ (๒) ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ (๓) ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน (๔) ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คําจริง ดํารงคําสัตย์มีถ้อยคําเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก (๕) ละคําส่อเสียด เว้นขาดจากคําส่อเสียด; ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน; สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน; ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คําที่ทําให้คนพร้อมเพรียงกัน (๖) ละคําหยาบ; เว้นขาดจากคําหยาบ; กล่าวแต่คําที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ (๗) ละคําเพ้อเจ้อ; เว้นขาดจากคําเพ้อเจ้อ; พูดถูกกาล; พูดแต่คําที่เป็นจริง; พูดอิงอรรถ; พูดอิงธรรม; พูดอิงวินัย; พูดแต่คําที่มีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กําหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร (๘) เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม (๙) ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล (๑๐) เว้นขาดจากการฟ้อนรํา ขับร้อง ประโคมดนตรี และการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล (๑๑) เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับและตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว (๑๒) เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ (๑๓) เว้นขาดจากการรับทองและเงิน (๑๔) เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ (๑๕) เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ (๑๖) เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี (๑๗) เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส (๑๘) เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ (๑๙) เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร (๒๐) เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา (๒๑) เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน (๒๒) เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ (๒๓) เว้นขาดจากการซื้อการขาย (๒๔) เว้นขาดจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง; การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด (๒๕) เว้นขาดจากการรับสินบน; การล่อลวง และการตลบตะแลง (๒๖) เว้นขาดจากการตัด; การฆ่า; การจองจํา; การตีชิง; การปล้นและกรรโชก ~ นิมิต = การกำหนดเครื่องหมายให้เกิดกิเลส หมายถึง ส่วนหยาบที่เป็นรูปร่าง สัณฐาน ความหมายที่จิตคิดถึงสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เช่น เห็น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นโต๊ะ เก้าอี้ ได้ยินเสียง ผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้กลิ่นดอกไม้ ลิ้มรสเป็ดไก่ ถูกต้องสัมผัสสำลี ~ อนุพยัญชนะ = ส่วนละเอียดที่ทำให้กิเลสปรากฏ หมายถึง ส่วนละเอียดของรูปร่าง สัณฐาน หรือ ความหมาย ที่จิตคิดถึงจากสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่นปาก คอ คิ้ว คาง ริ้วรอยของใบหน้าที่เป็นส่วนละเอียดของร่างกาย หรือส่วนปลีกย่อยของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:08:24 PM
|
||
| เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ถูกกินหมดอดรวยหวยไม่ถูก ตั้งขุดปลูกสวนผักกักต้นกล้า รอฝนหลั่งรดน้ำซับน้ำตา กินผักหญ้าแทนข้าวปวดร้าวใจ ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:04:14 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ของเราเป็นเอ็กซ์แอลบอกแล้วเขิล ทั้งวันกินจนเพลินเจริญใหญ่ ![]() |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:54:19 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:34:38 PM
|
||
| เริ่มโดย เฒ่าธุลี - กระทู้ล่าสุด โดย เฒ่าธุลี | ||
![]() ![]() ♠.♠.ใจพี่.♠.♠ ♠.♠ พ่อแม่คือคุณครูผู้ใกล้ชิด ลูกคือศิษย์สั่งสอนก่อนใครอื่น มีเมตตาปราณีที่ยั่งยืน เฝ้าหยิบยื่นให้ลูกด้วยผูกพัน ♠.♠ เปรียบใจพี่นี้ให้ไว้แด่น้อง ไม่เป็นสองรองใครอย่าไหวหวั่น มีเพียงหนึ่งใจพี่นี้เท่านั้น ยังคงมั่นรักแท้อย่างแน่นอน ♠.♠ เอาไปเถิดใจนี้พี่มอบให้ จงเก็บใจพี่ไว้ที่ใต้หมอน ยามเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่าตัดรอน หลับพักผ่อนตอนไหนให้ฝันดี ♠.♠ หากน้องมีเมตตาอย่าทิ้งขว้าง พี่อ้างว้างหงอยเหงาเศร้าหมองศรี หวังเพียงน้องเมตตาและปราณี เก็บใจพี่นี้ไว้ให้ยาวนาน ♠.♠ หากน้องไม่เมตตาและปราณี ขว้างใจพี่ทิ้งไปไม่สงสาร ใจพี่คงตกแตกแหลกร้าวราน ยากประสานคืนกลับลับมลาย ♠.♠ พ่อแม่รักรักแท้แน่นอนนัก ส่วนพี่รักรักนี้มีความหมาย รักซื่อตรงคงหมั่นตราบวันตาย อย่าแหนงหน่ายใจพี่ที่ให้เลย ♠.♠ เฒ่าธุลี ![]() |
||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:08:38 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๖/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร -> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนา บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนา บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนา บ้าง -> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก (๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน = พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ; กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ -> ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น จิตในจิตภายใน บ้าง; พิจารณาเห็น จิตในจิตภายนอก บ้าง; พิจารณาเห็น จิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง -> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิต บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในจิต บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิต บ้าง -> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก (๔) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน = พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ; กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ -> ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมภายใน บ้าง; พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมภายนอก บ้าง; พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง -> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรม บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรม บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรม บ้าง -> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง = พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน; หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ~ อุปาทิ = คือ ๑) สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง, สภาพที่ถูกอุปาทานยึดไว้มั่น, เบญจขันธ์ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ที่ยังปรากฏอยู่ เป็นสภาวะที่กิเลสเคยถือครองหรืออาศัย ๒) กิเลสเป็นเหตุถือมั่น, ความยึดติดถือมั่น, อุปาทาน -> ๗ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี... ๕ ปี... ๔ ปี... ๓ ปี ... ๒ ปี... ๑ ปี... ครึ่งเดือน... เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน; หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี -> ครึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน; หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ญายะ, ญายธรรม = ความถูกต้องชอบธรรม, ความยุติธรรม, สิ่งที่สมเหตุผล, ทางที่ถูก, วิธีการที่ถูกต้อง, ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หมายถึง อริยอัฏฐังคิกมรรค, ภาวะอันจะลุถึงได้ด้วยข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ นิพพาน ~ อริยอัฏฐังคิกมรรค, อัฏฐังคิกมรรค = “ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ” [ค] บุคคล ๔ จำพวก = มีตนเป็นดังพรหมอยู่ในปัจจุบัน (๑) ทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายทำตนให้เดือดร้อน.. เช่นเป็นคนเปลือย ทอดทิ้งมารยาท เลียมือ (๒) ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายทำผู้อื่นให้เดือดร้อน..เช่นฆ่าแพะเลี้ยงชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด เป็นโจร (๓) ทำตนให้เดือดร้อน และขวนขวายตนให้เดือดร้อน; ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน และขวนขวายทำผู้อื่นให้เดือดร้อน..เช่นทาสก็ดี กรรมกรก็ดี ถูกพระราชาคุกคาม ให้ทำการงานตามกำหนด (๔) ไม่ทำตนให้เดือดร้อน; ไม่ขวนขวายทำตนให้เดือดร้อน; ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน; ไม่ขวนขวายทำผู้อื่นให้เดือดร้อน .. เช่นคฤหบดี บุตรคฤหบดี ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นว่า ฆราวาส คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนนั้น ไม่มีความหิว(ตัณหา) ดับสนิทเป็นผู้เย็นเสวยแต่ความสุข มีตนเป็นดังพรหมอยู่ในปัจจุบัน [ง] ความถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพ ~ สิกขา การศึกษา, การสำเหนียก, การเรียน, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์; ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาบุคคล คือ สิกขา ๓ ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา = สิกขาคือศีลอันยิ่ง, อธิศีลอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง (ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นศีล, ปาติโมกขสังวรศีล เป็นอธิศีล; แต่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ที่รักษาด้วยความเข้าใจ ให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิศีล) |
||
|
9
เมื่อ: 19, มีนาคม, 2569, 01:52:11 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร ๙๑.ยึดกะ"ทิฏสวะฯ"เจาะคิด..................และผิดทวี ตาม"อวิชช์สวะ"จะชี้.................................มิรู้ซิหนา อริย์สัจ ๙๒."อาสวะสมุทัย"................................เหตุไวเกิดแน่แท้ "ความอยาก,ตัณหา"แล้.............................มากพร้อมเกิดคง กามคุณ ๙๓.อยากซิเป็นลุ"ภวตัณฯ"....................เหมาะประสงค์ ไม่ซิ"ตัณฯวิภวะฯ"บ่ง.................................มิเป็นไฉน ๙๔.ไกล"อาสวนิโรธ"..............................โทษอาสวะตัดแท้ มิห่อคลุมจิตแล้..........................................สี่น้อมดับเผย "อาสวะ" ๙๕.แจ้ง"นิโรธปฏิปทาฯ"..........................เจาะกล้าเฉลย ทางสิ"สัจอริยะ"เอ่ย....................................ก็มรรคละดับ ๙๖.จิตรับสภาพยล.................................ญาณดลจิตหลุดพ้น ครา"ชาติ,เกิด"จบด้น..................................สุดสิ้นฉับไว "พรหมจรรย์" ๙๗.กิจสิกล่าวจะนิรก่อ............................สิต่อคระไล สงฆ์ลุ"ญาณอสวะฯ"ใส...............................อร์หันต์สิพลัน ๙๘.ครันพุทธองค์ตรัสแล........................แฉประพฤตเยี่ยงนี้ มิก่อทำตน-เขาชี้........................................เดือดร้อนเลยหนา ๙๙.ชนมิหิว,หทยะจบ..............................สงบคุณา โดยเสวยสุขะริคว้า.....................................เจาะเหมือนพระพรหม ๑๐๐.คำสอนคมพุทธองค์........................ความยงเป็นเลิศแล้ว สงฆ์ชื่นภาษิตแผ้ว......................................ลึกซึ้งพระธรรม ฯ|ะ แสงประภัสสร ๑. กันทรกสูตร สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมสําหรับผู้ยังต้องศึกษา : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา : [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ https://share.googl/LE9GhH8B6xGZQ3qSF กรุงจัมปา = เป็นพระนครที่น่ารื่นรมย์ เพราะมีต้นจัมปา(จำปา) ๕ สี มีดอกหอม ขึ้นอยู่หนาแน่นตามริมสระโบกขรณี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในพระนครนั้น สระโบกขรณี = อยู่ไม่ไกลจากพระนคร มีชื่อว่าคัครา ตามชื่อของพระมเหสี ที่ทรงให้ขุดไว้ นายเปสสะ หัตถาโรหบุตร = นายควาญช้าง เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ช่างสังเกต และได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับ กันทรกปริพาชก ผู้บุตร โดยเปสสะได้กราบทูลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการฝึกช้างกับการฝึกคน กันทรกะ,กันท์ระฯ = กันทรกปริพาชก นักบวชนอกพระพุทธศาสนา พระโคตมพุทธเจ้า = พระพุทธเจ้าในกาลปัจจุบัน ขีณาสพ = ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว, ผู้หมดกิเลส, พระอรหันต์ อรหันตขีณาสพ = พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ใช้สำหรับพระสาวก อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า = ใช้กับพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ทรงตรัสรู้ชอบเอง ไม่มีใครสอน [ก] สติปัฏฐาน ๔ = คือ "ที่ตั้งของสติ" หรือการฝึกสติระลึกรู้เท่าทันสภาวะ ๔ ฐานตามความเป็นจริง เพื่อดับทุกข์และเห็นแจ้งตามหลักไตรลักษณ์ หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน มี ๔ ประการ คือ (๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน = พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ -> ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น กายในกายภายใน บ้าง; พิจารณาเห็น กายในกายภายนอก บ้าง; พิจารณาเห็น กายในกาย ทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง -> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกาย บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในกาย บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกาย บ้าง -> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก (๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน = พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ; กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ -> ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาภายใน บ้าง; พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาภายนอก บ้าง; พิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง |
||
|
10
เมื่อ: 19, มีนาคม, 2569, 01:14:55 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||


.gif)


