Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:19:40 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑.๕) ปัญญาในอนาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง (ญาณ) ในระดับจิตที่ทำหน้าที่ตัดกิเลส ละ สังโยชน์เบื้องต่ำ (กิเลสที่ผูกใจไว้กับโลก) ได้อย่างเด็ดขาดกิเลสที่ปัญญาในอนาคามิมรรคทำลายปัญญาญาณตัวนี้จะตัดกิเลส ๒ ประการสุดท้ายในกลุ่มโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แก่:กามราคะ: ความยินดีและความกำหนัดในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส); ปฏิฆะ: ความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ หรือความโกรธ(หมายความว่า ปัญญาตัวนี้ทำหน้าที่กำจัดราคะและโทสะอย่างหยาบถึงปานกลางจนหมดสิ้น ไม่ให้เหลือในจิตใจอีกต่อไป) (๑.๖) ปัญญาในอนาคามิผล = ผลปัญญาตัวนี้ทำหน้าที่เป็น โกุตตรปัญญา โดยตัดกิเลสส่วนหยาบ ละสัญโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕) ได้ครบทั้งหมด จิตจะเปลี่ยนสถานะจากบุคคลธรรมดาหรือพระสกทาคามี ไปเป็น "พระอนาคามี" ไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และปรินิพพานที่นั่ (๑.๗) ปัญญาในอรหัตตมรรค = คือ มรรคปัญญาขั้นสูงสุด (อธิปัญญา) ที่ทำหน้าที่ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ละสังโยชน์ ๑๐ อย่างเด็ดขาด เพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ เป็นโลกุตตรปัญญาที่หยั่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ อย่างสมบูรณ์ (๑.๘) ปัญญาในอรหัตตผล = คือ ปัญญาขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดจากการบรรลุ "อรหัตตผล" เป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง สำรอก "อวิชชา" (ความไม่รู้จริงในสัจธรรม) และตัดต้นตอกิเลสคือ อวิชชา เป็นปัญญาที่สว่างไสวขั้นสูงสุด สามารถ ทำให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสิ้นเชิง รู้แจ้งด้วยตนเองว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำในทางธรรมทำเสร็จบริบูรณ์แล้วความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ปัญญาตัวนี้มักเรียกอีกอย่างว่า "ปัญญาวิมุตติ" คือความหลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญา โดยจิตจะไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมหรือกิเลสใดๆ อีกต่อไป
นวกนิทเทส
[ถ] ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น
(๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เป็นไฉน?
คือ วิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต ๙ ลำดับ ด้วยการเข้าออกสมาธิทั้ง ๙ ขั้นที่ประณีตไล่ต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ
(๑.๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ (๑.๒) ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ (๑.๓) ปัญญาในตติยฌานสมาบัติ (๑.๔) ปัญญาในจตุตถฌานสมาบัติ (๑.๕) ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติ (๑.๖) ปัญญาในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๑.๗) ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ (๑.๘) ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (๑.๙) ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ทสกนิทเทส
ท] ในญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ นั้น
(๑) ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑.๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๒) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้นแล นั่นเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๓) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ ใช่ปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๔) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้นแล นั่นเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๕) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๖) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๗) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงฆ่ามารดานั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๘) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดานั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๙) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
-- จะพึงฆ่าบิดา ฯลฯ
-- จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ
-- จะพึงมีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้น ฯลฯ
-- จะพึงยังสงฆ์ให้แตกจากกัน ฯลฯ
-- จะพึงนับถือศาสดาอื่น
-- ฯลฯ จะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น
-> ไม่ใช่ เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๑.๑๐) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกัน ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:40:48 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

Sound of Silent

     ความมืดมิด เข้าทักทาย สหายเก่า
เป็นเรื่องเล่า เจรจา ปรารถนา
อยู่ท่ามกลาง ความเงียบเหงา ราวป่าช้า
ทุกเพลา ลึกซึ้ง ถึงความนัย
     หลากผู้ชน ร้างลา การพาที
หลายวจี ทุกข์ใจ ไร้ขานไข
เดินก้มหน้า พร้อมความ เหงาหทัย
ดุจดั่งภัย ขวางกั้น กาลเวลา 
     ​ขอวอนไหว้ ร้อนแรง แสงสุรีย์
หลงยินดี ภาพลวง บ่วงตัณหา
เสียงกระซิบ สะท้อนทั่ว นครา
ดั่งศรัทธา ความมืดมิด สนิทนาน
     ​วจีธรรม์ คำเตือน จากเพื่อนยาก
หวังเพียงฝาก เสียงเพรียก เรียกประสาน
ในความเงียบ สงัด ไร้ร้าวราน
คือเสียงดัง กังวาน ผ่านโลกา

คนเรียนไพร
๒ กันยายน ๒๕๖๙

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:23:01 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


หากว่ามาจริงจริงคงวิ่งวุ่น      มานั่งลุ้นรอท่าอย่าหุนหัน  


 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:36:52 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

สืบสานอุดมการณ์

     วันที่หนึ่ง กันยา เวียนมาใหม่
กลางป่าใหญ่ คงเรื่องราว ไว้เล่าขาน
วีรกรรม เชิดชู สู่ตำนาน
ตลอดกาล เพื่อผืนป่า วนาไพร
     นามว่าสืบ นาคะเสถียร ได้เรียนรู้
เพียรต่อสู้ เพื่อสัตว์ป่า สมาสัย
ดำรงชีพ ชีวา อย่างปลอดภัย
สุขลมัย ในนิเวศ เขตวนา
     ยอมทุ่มเท กายใจ ทุกเช้าค่ำ
เพียรตอกย้ำ ค้ำชูชาติ ปรารถนา
สร้างสมดุล โอบเอื้อ เพื่อประชา
สุขอุรา ทั่วไทย ไร้โศกตรม
     อุดมการณ์ แข็งแกร่ง เนิ่นนานมา
ชาววนา สืบสาน งานสุขสม
มรดก ดำรงอยู่ คู่นิยม
งดงามสม นามสืบ นาคะเสถียร

คนเรียนไพร
๑ กันยายน ๒๕๖๙
หมายเหตุ วันสืบ นาคะเสถียร

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:35:43 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ป่าดงพงพี

     อยู่ท่ามกลาง ธรรมชาติ แสนงามงด
บริสุทธิ์ สวยสด ไร้เดียงสา
เขียวขจี พรรณไม้ คุ้มวนา
สมคุณค่า คู่ควร รักษาไว้
     แดง-ประดู่ ตะเคียน เลี่ยน-ขานาง
สัก-ยูง-ยาง เหียง-พลวง ขี้หนอนใส
มะม่วงป่า มะขามป้อม ก่อ-มะไฟ
ตะแบกใหญ่ อินทนิน มะเกลือป่า
     สารพัด พรรณไม้ ในดงใหญ่
ต้องร่วมแรง ร่วมใจ ใฝ่รักษา
ไว้ปกป้อง ภยันตราย ภัยนานา
เพื่อชีวา ห่างไกล ทุกข์ตรอมตรม
     พร้อมยึดมั่น ปันสุข สรรพชีวิต
ไร้ยึดติด คิดก่อร่าง สร้างขื่นขม
สามัคคี ตลอดกาล สานเกลียวกลม
โลกพร่างพรม เพราะคงไว้ ไพรพนา

คนเรียนไพร
๒ กันยายน ๒๕๖๙

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:34:18 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

ฉักกนิทเทส
[ณ] ในญาณวัตถุ หมวด ๖ นั้น
(๑) ปัญญาในอภิญญา ๖ = เป็นไฉน?
(๑.๑) อิทธิวิธญาณ = ญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ (๑.๒) โสตธาตุวิสุทธิญาณ = ญาณหรือปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิตจนมี "หูทิพย์" เป็นความสามารถในการได้ยินเสียงที่เกินวิสัยมนุษย์ สามารถรับรู้เสียงที่อยู่ไกล เสียงของเทวดา หรือเสียงในมิติอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน (๑.๓) ปรจิตตญาณ = (หรือ เจโตปริยญาณ) คือความสามารถพิเศษทางจิตในการหยั่งรู้จิตใจของผู้อื่น (๑.๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = คือ ปัญญาที่ทำให้สามารถย้อนระลึกชาติได้ (๑.๕) จุตูปปาตญาณ = คือ ความรู้หยั่งรู้เรื่องการจุติ (การตาย) และการอุบัติ (การเกิด) ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการฝึกฝนจิตจนได้ "ทิพยจักษุ" (ตาทิพย์) สามารถมองเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์อื่น ๆ ว่าตายแล้วไปเกิดที่ไหน เป็นไปตามกรรมอย่างไร (๑.๖) อาสวักขยญาณ = คือ ปัญญาความรู้แจ้งที่ทำให้กิเลสและอาสวะ (กิเลสที่หมักหมมในสันดาน) สิ้นไปอย่างหมดสิ้น เป็นญาณขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งทำหน้าที่ตัดรากถอนโคนกิเลส นำไปสู่การบรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ หรือการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
สัตตกนิทเทสความรู้ว่า = แม้ในอดีตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย
[ด] ในญาณวัตถุ หมวด ๗ นั้น
(๑) ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗ = เป็นไฉน?
(๑.๑) ความรู้ว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๒) ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๓) ความรู้ว่า แม้ใน ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๕) ความรู้ว่า แม้ใอนาคตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น
-- มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
-- มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
-- มีความคลายไปเป็นธรรมดา
-- มีความดับไปเป็นธรรมดา
(๒) ความรู้ว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๓) ความรู้ว่า ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๔) ความรู้ว่า อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๕) ความรู้ว่า ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๖) ความรู้ว่า เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๗) ความรู้ว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๘) ความรู้ว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๙) ความรู้ว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๐) ความรู้ว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๑) ความรู้ว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๒) ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๓) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๕) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
เหล่านั้นชื่อว่า ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗
อัฏฐกนิทเทส
[ต] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๘
(๑) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน?
(๑.๑) ปัญญาในโสดาปัตติมรรค = คือ จิต ที่ดับกิเลส ได้บางส่วน คือ ละ ความเห็นผิด ความสงสัย และข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิด ซึ่ง โสดาปัตติมรรคจิต เป็นโลกุตตรจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตรจิต และ เป็นจิตที่ทำให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน (๑.๒) ปัญญาในโสดาปัตติผล = อริยบุคคลระดับแรก เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ชัด ส่งผลให้กิเลสและสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการ (สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส) ถูกตัดขาดอย่างถาวร (๑.๓) ปัญญาในสกทาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้ง (ญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตกำลังบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลระดับที่ ๒ ทำหน้าที่ตัดทอนและทำให้กิเลสอย่างหยาบคือ กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) และ ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด ขัดเคือง) เบาบางลงอย่างมาก (๑.๔) ปัญญาในสกทาคามิผล = คือ ระดับของ โลกุตตรปัญญา (ปัญญาที่นำไปสู่การหลุดพ้น) ของพระอริยบุคคลขั้นที่ ๒ หรือ พระสกิทาคามี ซึ่งเป็นปัญญาญาณที่พัฒนาขึ้นจากการบรรลุโสดาบัน โดยมีปัญญาญาณมีความละเอียดและเฉียบคมกว่าขั้นพระโสดาบันมาก สามารถมองเห็นโทษของกิเลสอย่างหยาบได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจเกิดการคลายความยึดมั่นถือมั่นลง ทำให้กิเลสเบาบางลง คือ ความโลภ (กามราคะ) และความโกรธ (ปฏิฆะ) ลงอย่างมาก  ส่งผลให้พระสกทาคามีหากยังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุด (อรหันต์) ในชาตินี้ จะ กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถบรรลุอรหัตผลได้

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:38:57 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์



    ไ ก ล เ กิ น ไ ด้ ยิ น


    คนผู้หนึ่งซึ่งฉันนั้นอยู่ใกล้
    โยงสายใยใช้รักแทนทักษะ
    คือคุณครู คุณหมอบ้างบางวาระ
    คนขับรถด้วยนะ หลายอัตรา

    คนผู้หนึ่งพูดน้อยด้อยคำหวาน
    รับรู้ผ่านผูกพันครั้นพบหน้า
    รักแสดงออกบอกด้วยกริยา
    รับ-ส่งผ่านเรื่อยมาเวลามอง

    คนผู้หนึ่งเพียงฝันฉันพบหน้า
    หลังลืมตาคว้าจับลับลอยล่อง
    เพียงแค่ฝันเลือนล่มความสมปอง
    มือที่ประคับประคองปกป้องกัน

    เหลือเพียงภาพตั้งวางเริ่มจางสี
    คำสอนสั่งหวังดีมีต่อฉัน
    ฝาก"คิ ด ถึ ง "ผ่านฟ้าราตรีจันทร์
    เพียงฟ้ากั้นอยู่ไกลเกินได้ยิน

    กันต์กรีนซี
    ๔/๙/๒๕๖๙


 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:49:18 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

เสมือนมีไจแอนด์มาเยี่ยมเยือน       แมวต่างเบือนหน้าหนีนาทีนั้น  

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:03:43 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๗.๓) ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณนิโรธญาณ
(๑๗.๔) ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธคามีนีปฏิปทาเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
-> มัคคสมังคิญาณ ได้แก่
-- ญาณแม้ในชาตินี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในภพนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในอุปาทานนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในตัณหานี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในเวทนานี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในผัสสะนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในสฬายตนะนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในนามรูปนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในวิญญาณนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในสังขารนี้
-- ญาณแม้ในสังขารสมุทัยนี้
-- ญาณแม้ในสังขารนิโรธนี้
-- ญาณแม้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทานี้
(๑๘) ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารญาณ
(๑๙) สังขารสมุทยญาณ เป็นไฉน
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภสังขารสมุทัยเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า สังขารสมุทยญาณ ฯลฯ
(๒๐) สังขารนิโรธญาณ = เป็นไฉน
-- ปรารภสังขารนิโรธเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า สังขารนิโรธญาณ ฯลฯ
(๒๑) สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
-- ปรารภสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
ญาณวัตถุหมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ปัญจกนิทเทส
[ฒ] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๕ นั้น
(๑) สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ = เป็นไฉน?
สมาธิที่ประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการ จากการบรรลุ ฌาน ๔ ควบกับ ปัจจเวกขณาญาณ (การพิจารณาองค์ฌาน) ดังนี้
(๑.๑) ปฐมฌาน องค์ ๑ = จิตสงัดจากกามและอกุศลธรรม เกิดความตั้งมั่น มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวก (๑.๒) ทุติยฌาน องค์ ๒ = มีวิตกและวิจารสงบระงับไป เกิดความผ่องใสในใจ จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร แต่มีปีติและสุข (๑.๓) ตติยฌาน องค์ ๓ = ปีติจางคลายลง มีอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ เสวยความสุขทางกาย (นามกาย) (๑.๔) จตุตถฌาน องค์ ๔ = ละสุขและทุกข์ได้ ดับโสมนัสและโทมนัส มีความบริสุทธิ์แห่งสติเพราะอุเบกขา (๑.๕) ปัจจเวกขณาญาณ องค์ ๕ = ญาณคือความรู้ความเห็นที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาองค์ฌานทั้ง ๔ ที่ตนได้บรรลุแล้ว
(๒) สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ = เป็นไฉน?
(๒.๑) ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป  ที่มีความอิ่มเอิบซาบซ่านแผ่ไป (๒.๒) ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่สุขไป  ที่มีความสุขสบายซาบซ่านแผ่ไปทั่วร่างกาย (๒.๓) ญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไป คือ เจโตปริยญาณ ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถกำหนดรู้ใจหรือจิตของผู้อื่นได้ (๒.๔) ทิพจักขุ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยแสงสว่างทางจิต (๒.๕) ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต คือ ปัจจเวกขณญาณ ในการพิจารณาทบทวนองค์ฌานหรือสมาธิที่เพิ่งออกจากการเข้านั้นๆ
นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีองค์ ๕
(๓) สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน?
(๓.๑) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย (๓.๒) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ (๓.๓) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ อันบุรุษมีปัญญาทราม เสพไม่ได้ (๓.๔) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับ ได้บรรลุความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีการข่มนิวรณ์ และการห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริก (๓.๕) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้
-> นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 03, กันยายน, 2569, 11:12:38 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

คุณนายแมวได้ยินเสียงเพลงปั๊บ    รีบขยับปิดหูดูเถิดเพื่อน
 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.469 วินาที กับ 21 คำสั่ง
กำลังโหลด...