Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนเปล่าสบาย ๆ / Re: ~~..อย่ารู้สึกผิดเพียงเพื่อใคร..~~
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:32:45 PM 
เริ่มโดย ลายเมฆ - กระทู้ล่าสุด โดย ลายเมฆ




ในวันที่ใจตื่นรู้ว่า..
โลกนี้ไม่ได้งามคุณงามค่า..
เพียงเพราะความเก่งกล้าอาจหาญ
หากแต่ยังต้องมี..จิตใจที่โอบเอื้อเจือจาน
และกับบางเหตุการณ์..ก็ต้องปลงใจปล่อยผ่านไม่ร่ำไร..

พยายามทำใจให้เป็นกลาง..
หากจะมีอยู่บ้าง..ที่บางครั้งยังมีความหวั่นไหว
การละบาปบำเพ็ญบุญ..
ย่อมเป็นกำลังเกื้อหนุนจิตใจ..
ถึงแม้ไม่รู้ว่า..จะอีกนานสักเพียงไหน..
จึงจะทำที่สุดได้..อย่างสมบูรณ์..

ความอาทรอ่อนโยนจงอยู่ดี..
ในหมู่มิตรไมตรี..เป็นมีเถิดอย่าสิ้นสูญ
ปวงสรรพชีวิตใดใด..
จงเป็นอยู่เป็นไปร่วมกันด้วยการเกื้อกูล..
แลส่งเสริมคุณธรรมให้ยิ่งทวีคูณ...
เพื่อเพิ่มพูนประโยชน์โลกประโยชน์ตน..
.........................

ผู้น้อมนำคุณธรรมขึ้นเทอดทูน.
ย่อมเป็นผู้เพิ่มพูนประโยชน์โลกประโยชน์ตน..
........................................

ลายเมฆ..เขียนคำ


 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:44:15 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๐/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

-- สกทาคามิมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๒) ผู้บรรลุคือ พระสกทาคามี สามารถทำลายกิเลสอย่างหยาบ และทำให้ความโลภ (ราคะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) เบาบางลงอย่างมาก จะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น
-- อนาคามิมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๓) ผู้บรรลุคือ พระอนาคามี สามารถตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ครบทั้ง ๕ ประการ (รวม กามราคะ และปฏิฆะ หรือความหงุดหงิดขัดเคืองใจเพิ่มเข้ามาด้วย) ผลลัพธ์จึง ไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก เมื่อละโลกแล้วจะไปเกิดในพรหมสุทธาวาส และปรินิพพานที่นั่น
-- อรหัตตมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๔) ผู้บรรลุคือ พระอรหันต์ สาามารถ ตัดละกิเลสที่เหลืออยู่ทั้งหมด (สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ เช่น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) ผลลัพธ์คือ สิ้นกิเลสอย่างสิ้นเชิง เป็นอิสระ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสมบูรณ์ เมื่อดับขันธ์แล้วจะไม่เกิดอีก
[๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
(๑.๒) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรม เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานใน อันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉาน ในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[จ] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอกุศลจิต ๑๒
~ อกุศลจิต ๑๒ =  คือ จิตที่ไม่ดีงาม ไม่ฉลาด เป็นจิตที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก ทำให้จิตเศร้าหมองและส่งผลให้เกิดทุกข์ โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ตามสภาพของกิเลสที่เป็นตัวนำ ได้แก่ โลภมูลจิต ๘ ดวง, โทสมูลจิต ๒ ดวง และโมหมูลจิต ๒ ดังนี้
(ก) โลภมูลจิต ๘ ดวง - จิตที่มีโลภะเป็นมูล/เกิดความต้องการในอารมณ์ แบ่งตามความรู้สึก (เวทนา) ความเห็น (ทิฏฐิ) และการกระตุ้น (สังขาร) ดังนี้:
--ดวงที่ ๑: เกิดพร้อมความดีใจ (โสมนัส) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๒: เกิดพร้อมโสมนัส ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวนหรือนึกตรึกตรอง (สสังขาริก)
--ดวงที่ ๓: เกิดพร้อมโสมนัส ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๔: เกิดพร้อมโสมนัส ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
--ดวงที่ ๕: เกิดพร้อมความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๖: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
--ดวงที่ ๗: เกิดพร้อมอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๘: เกิดพร้อมอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
(ข) โทสมูลจิต ๒ ดวง - จิตที่มีโทสะเป็นมูล เกิดจากความประทุษร้าย ขุ่นเคือง ไม่พอใจ หรือปฏิเสธอารมณ์ ทุกดวงจะเกิดร่วมกับความรู้สึกไม่สบายใจ (โทมนัสเวทนา) และการขัดเคืองใจ (ปฏิฆะ):
--ดวงที่ ๙: เกิดพร้อมโทมนัส ประกอบด้วยความโกรธเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๑๐: เกิดพร้อมโทมนัส ประกอบด้วยความโกรธเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
(ค) โมหมูลจิต ๒ ดวง - จิตที่มีโมหะเป็นมูล/ความหลง เกิดจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความมืดบอด หรือความหลงผิด ทุกดวงจะเกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา เสมอ
--ดวงที่ ๑๑: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความสงสัยลังเลใจในธรรม (วิจิกิจฉาสัมปยุตต์)
--ดวงที่ ๑๒: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจสัมปยุตต์)

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:55:25 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ในทรงจำวัยเยาว์ของเรานี้     รำลึกมีป๊อปอายอยู่อีกคน
 


 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:49:48 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ช่วย / บ่วง

ในยามดึกรู้สึกเหมือนบ่วงรัด
ให้อึดอัดหายใจคล้ายแผ่วแผ่ว
ร้องช่วยด้วยเกือบตายไม่ไหวแล้ว
โธ่เอ๋ยที่แท้แมว.. นอนพาดคอ ฯ
 
- Black Sword -
(หมู มยุรธุชบูรพา)

ส่งต่อละจ้าาา

ยับ / ไหว

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:52:07 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 AddEmoticons00936
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

นิรมิตสถิตฟ้า
 
     ประนมมือ เคารพ นพวันทา
พระเจดีย์ ทรงค่า น่าเลื่อมใส
พระเชตุพน เลื่องชื่อ ระบือไกล
คงคู่ไทย พระพุทธยอดฟ้าฯ สถาปนา
     เจดีย์เขียว เหนี่ยวรั้ง ตั้งตระหง่าน
ชนชื่นบาน รัตนโกสินทร์ ปิ่นเคหา
เป็นองค์แรก เฉลิมหล้า มาช้านาน
     องค์ที่สอง เคียงคู่ อยู่เบื้องหน้า
พระพุทธ เลิศหล้าฯ ทรงสืบสาน
เจดีย์ขาว พราวพร่าง งามสคราญ
ไทยสราญ ปรากฏนาม ตามครรลอง
     รู้รังสรรค์ ศิลป์ไทย ให้วิจิตร
งามประดิษฐ์ สถิตใจ ไทยทั้งผอง
สืบลูกหลาน รุ่นหลัง ยังเพ่งมอง
ระยับรอง เรืองรุ่ง ฟุ้งธานี
     องค์ที่สาม เหลืองอร่าม ตระการเจ้า
พระนั่งเกล้าฯ ทรงเทิด พระศาสน์ศรี
ปฏิสังขรณ์ วัดวา คู่บารมี
สร้างเจดีย์ องค์ใหญ่ ไว้เชิดชู
     ศิลปะ ประยุกต์ มาเนิ่นนาน
ไว้สืบสาน มรดกไทย ให้งามหรู
คู่แผ่นดิน สยามชน ได้รับรู้
เป็นพระพุทธ บูชา สู่นิรันดร์
     องค์ที่สี่ สีน้ำเงิน จำเริญลักษณ์
ทรงประจักษ์ พระจอมเกล้าฯ เร้ารังสรรค์
สี่เจดีย์ เรียงรายอยู่ เคียงคู่กัน
ล้วนผูกพัน มั่นธาตรี เป็นศรีไทย
     ไทยทั้งชาติ สามัคคี ภักดีพร้อม
รู้นอบน้อม จอมราชัน ขวัญสมัย
ร่วมฟันฝ่า อุปสรรค ด้วยเต็มใจ
รักษ์ถิ่นไทย คงนาม สยามธานี

คนเรียนไพร
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:12:37 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

--ปฐมฌานกุศลจิต (ฌาน ๑): จิตที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก (ยกจิตสู่อารมณ์), วิจาร (ประคองอารมณ์), ปีติ (ความอิ่มใจ), สุข (ความสุขใจ), และเอกัคคตา (จิตตั้งมั่น)
--ทุติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๒): จิตที่ละวิตก (เพราะจิตแนบแน่นขึ้น) เหลือองค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตา
--ตติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๓): จิตที่ละวิจาร เหลือองค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติ, สุข, เอกัคคตา
--จตุตถฌานกุศลจิต (ฌาน ๔): จิตที่ละปีติ (เพราะความอิ่มใจรบกวนความสงบ) เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ สุข, เอกัคคตา
--ปัญจมฌานกุศลจิต (ฌาน ๕): จิตระดับสูงสุดที่ละความสุข เปลี่ยนมาใช้ความรู้สึกเป็นกลาง (อุเบกขา) แทน เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา, เอกัคคตา
[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
(๒.๒) บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๒.๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๒.๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้นย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉาน ในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๒.๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ค] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอรูปาวจรกุศลจิต ๔
~ อรูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นบุญกุศลขั้นสูงในระดับ อรูปฌาน ซึ่งเกิดจากการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน โดยการละทิ้งการกำหนด "รูป" (เช่น ลมหายใจ หรือกสิณ) เปลี่ยนมาเพ่ง "อรูปธรรม" หรือสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเป็นอารมณ์จิตระดับนี้มีองค์ประกอบของสมาธิขั้นสูง (ปัญจมฌาน) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย) และเอกัคคตา (ความตั้งมั่นของจิต) แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ตามลำดับความประณีต ดังนี้
--อากาสานัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "อากาศที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์
--วิญญาณัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณ" เป็นอารมณ์
--อากิญจัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย" (ภาวะที่ว่างเปล่าจากอารมณ์ก่อนหน้า) เป็นอารมณ์
--เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอาความละเอียดประณีตขั้นสูงสุด คือ "ภาวะที่มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" เป็นอารมณ์
[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึง อรูปภพ
(๒.๒) เพราะก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะโดยประกๆๆารทั้งปวง
-> จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา และเพราะละสุขเสียได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๒.๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๒.๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า นั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๒.๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๒.๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ง] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยโลกุตตรกุศลจิต ๔
~ โลกุตตรกุศลจิต = คือ จิตระดับสูงสุดที่ทำหน้าที่ตัดละกิเลส เป็นจิตที่ประจักษ์แจ้งในพระนิพพาน และนำพาจิตให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือโลกทั้ง ๓ (กามโลก รูปโลก และอรูปโลก) อย่างถาวร จิตประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่า "มัคคจิต" (จิตแห่งการตรัสรู้มรรค) มีทั้งหมด ๔ ดวง แบ่งตามระดับการละกิเลส ดังนี้
--โสดาปัตติมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๑) ผู้บรรลุคือ พระโสดาบัน ตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ามีตัวตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในคำสอน), และสีลัพพะปรามาส (ความยึดมั่นในศีลพรตที่งมงาย) ผลลัพธ์คือ ปิดอบายภูมิ (ไม่ตกนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน) อย่างเด็ดขาด และจะเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:19:37 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

สงัด / หมุน

เล่นวิ่งกันวุ่นคึกดึกสงัด
พอบิดตัวหมุนฟัดสะบัดเหงา
เจ้าแมวแสบจอมกวนป่วนใจเรา
สุดท้ายยอมคุกเข่าเราทาสแมว
 
กุ้งนา

ส่งต่อคะ
ช่วย / บ่วง

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:06:13 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ช่างน่ารักน่ากอดไว้อ้อมแขน      ยังอีกแฟนเขาหรือชื่อมินนี่ 

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:05:53 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๘/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? = สภาพธรรมที่ดีงาม มีความบริสุทธิ์ ปราศจากโทษ ไร้โรคคือกิเลส และให้ผลเป็นความสุข โดยหลักใหญ่ๆ จะประกอบด้วย กุศลจิต และเจตสิก (ธรรมที่ปรุงแต่งจิต) ที่ทำงานร่วมกัน แบ่งออกได้เป็น ๔ กุศลภูมิ ดังนี้
(๑.๑) กามาวจรกุศล - กุศลในขั้นกามภูมิ เป็นความดีที่มนุษย์ เพื่อความสุขทางใจและการสั่งสมบุญ ประกอบด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เช่น:การให้ทาน (ทานมัย): การรักษาศีล (สีลมัย): การภาวนา (ภาวนามัย): อบรมจิตใจให้สงบและเกิดปัญญา
(๑.๒) รูปาวจรกุศล - กุศลในขั้นรูปฌาน เป็นความดีระดับสูงขึ้นไปสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นจิตที่สงบระงับจากกิเลสอย่างหยาบโดยอาศัยรูปธรรมเป็นอารมณ์ ได้แก่ การได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
(๑.๓) อรูปาวจรกุศล - กุศลในขั้นอรูปฌาน เป็นความดีของจิตที่ละเอียดประณีตยิ่งกว่ารูปฌาน เป็นกุศลที่ก้าวล่วงรูปขันธ์ โดยน้อมจิตไปสู่ความไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ได้แก่ อรูปฌาน ๔ อากาสานัญจายตนกุศล, วิญญาณัญจายตนกุศล, อากิญจัญญายตนกุศล, เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล
(๑.๔) โลกุตตรกุศล - กุศลขั้นพ้นจากโลก เป็นกุศลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ จิตของพระอริยบุคคลที่กำลังดำเนินไปสู่การดับกิเลส เป็นสภาวะของ มรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค, สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, อรหันต์มรรค) ที่ทำลายอนุสัยกิเลสให้ขาดไปอย่างเด็ดขาด
~ รากเหง้าของกุศล (กุศลมูล ๓) = การกระทำหรือจิตใจที่จะนับว่าเป็นกุศลได้ จะต้องมีสภาพธรรม ๓ ประการนี้เป็นตัวตั้งต้นเสมอ คือ
--อโลภะ: ความไม่โลภ การเสียสละ และการปล่อยวาง
--อโทสะ: ความไม่คิดประทุษร้าย มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น
--อโมหะ: ความไม่หลง มีสติปัญญา รู้ชอบประกอบควร
(๒) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้
-> ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๑.๑) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๒) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๓) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๔) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๕) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๖) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๗) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ข] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยรูปาวจรกุศลจิต ๕
~ รูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นกุศลขั้นสูงในระดับ รูปฌาน ๕ (ความสงบใจที่แน่วแน่และพ้นจากกามารมณ์) เป็นจิตของผู้ที่เจริญสมาธิภาวนา จนสามารถข่มกิเลสหรือนิวรณ์ได้สำเร็จ ทำให้จิตสงบนิ่ง ดำดิ่ง และแนบแน่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐานเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด ๕ ดวง แบ่งตามระดับความประณีตขององค์ฌาน (สมาธิ) ดังนี้

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 10, กรกฎาคม, 2569, 11:04:14 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

มิกกี้เมาส์ตัวอย่างอย่างรู้กัน      กางเกงแตงขาสั้นจำได้ดี
 


หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.12 วินาที กับ 19 คำสั่ง
กำลังโหลด...