Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:39:02 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

สรรเสริญ / สถิต

คำสรรเสริญอ่อนหวานปานน้ำใส
ด้วยไมตรีมีให้มิไถ่ถาม
สถิตอยู่กลางใจในทุกยาม
มิไหลตามลมปากที่พากย์พา

 AddEmoticons00949

กุ้งนา

ส่งต่อค่ะ

วิเวก / งมงาย

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:34:04 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)


งั้นเราชวนปั้นพุงจนตุงไว้     ดูซิใครจะมองครองคู่กัน  AddEmoticons00941

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:05:21 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๗/๗)

(๓) ดูก่อนอานนท์ มรรคแม้นี้แลปฏิปทาแม้นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
(๔) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
(๕) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
(๖) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
[ซ] อรูปฌาน ๔
(๑) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง
~ ปฏิฆสัญญา = คือ ความจำที่เกิดขึ้นจากการกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน (เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย) กับอายตนะภายนอก (เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) หรือสัญญาที่เกิดจากการสัมผัสทางทวารทั้งห้า ซึ่งจัดเป็นความจำที่หยาบ
~ นานัตตสัญญา =ภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนธาตุ หรือผู้มีความ พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา
(๒) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุวิญญาณัญจายตนฌานด้วยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
(๓) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยบริกรรมว่า อะไรๆ ก็ไม่มี เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
[ฌ] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ามรรคนี้ ปฏิปทานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร ภิกษุบางพวกในพระศาสนานี้ จึงเป็นเจโตวิมุตติ บางพวกเป็นปัญญาวิมุตติเล่า
~ เจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต หรือความหลุดพ้นด้วยกำลังแห่งสมาธิ
~ ปัญญาวิมุตติ = คือความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะด้วยอำนาจของการเจริญปัญญา โดยรู้เห็นความจริงของธรรมชาติด้วยจิตที่เข้าใจอริยสัจจธรรม ไม่จำเป็นต้องได้สมาธิขั้นสูงหรือรูปฌาน/อรูปฌานเสมอไป
(๑) ดูก่อนอานนท์ ในเรื่องนี้ เรากล่าวความต่างกันแห่งอินทรีย์ ของภิกษุเหล่านั้น
~ อินทรีย์ ๕ = หมายถึง คุณธรรมที่เป็นใหญ่ในการทำหน้าที่ควบคุมจิตใจของตนเองให้ดำเนินไปในการปฏิบัติธรรม ได้แก่ (๑.๑) สัทธินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในความศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม และเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (๑.๒) วิริยินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในความเพียร ความพยายามที่จะละบาปอกุศลและสร้างกุศลความดี (๑.๓) สตินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในสติ ความระลึกได้ ความไม่ประมาท คอยควบคุมจิตใจไม่ให้เผลอเรอ (๑.๔) สมาธินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในสมาธิ ความตั้งมั่นของจิตใจ ไม่ฟุ้งซ่านหรือวอกแวก (๑.๕) ปัญญินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในปัญญา ความรอบรู้ ความเข้าใจในความจริงของสภาพธรรมและชีวิต
(๒) พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล.
จบมหามาลุงกยโอวาทสูตรที่ ๔

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: แค่..อยากฟังเพลง
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:44:24 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


พับกระดาษเป็นดาวคราวเธอหม่น
โอบกมลพ้นคืนอันขื่นขม
ทุกดวงแทนแขนกอดยามทุกข์ตรม
ให้เธอห่มใจฉันจนฝันดี

༆  ลิตเติลเกิร์ล  ༆

✧・゚: *✧・゚:* ✧・゚: *✧・゚:*

✿  ดาวกระดาษ - ปนัดดา เรืองวุฒิ ✿


 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป / ๛ วางมือจากอดีต จะได้มีมือคว้าอนาคต ๛
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:16:42 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล



༺ วางมือจากอดีต จะได้มีมือคว้าอนาคต ༻

ช่วงนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระสงฆ์ปรากฏเป็นข่าวให้ได้ยินได้อ่านอยู่บ่อยครั้ง
จึงนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีพระเป็นตัวละคร วันนี้เลยขอหยิบมาเล่าสู่กันฟัง
เพื่อความเพลิดเพลิน และเผื่อจะมีแง่คิดเล็ก ๆ ฝากไว้ระหว่างบรรทัด
อ่านด้วยใจสบายไปด้วยกันนะคะ



เมื่อนานมาแล้ว พระสองรูปได้เดินกลับวัดในวันที่ฝนตกปรอย ๆ
ระหว่างทางได้พบกันหญิงชรานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หลังจากได้สอบถาม
พูดคุยกันแล้ว หญิงชรามาหาสมุนไพรในป่า แต่เพราะฝนตก
พื้นลื่นไหลจึงได้ล้มลง และเกิดอาการบาดเจ็บที่ขา



พระที่มีพรรษามากกว่าได้ฟังดังนั้น ท่านก็มองที่บาดแผลที่ขาของสีกา
ท่านจึงได้ตัดสินใจอุ้มสีการขึ้นมา แล้วพาเดินไปส่ง ณ ทางเข้าหมู่บ้าน
พร้อมวางสีกาสงอย่างอ่อนโยน และตะโกนขอเรียกคนมาช่วย
พระที่มีพรรษาน้อยกว่า ได้เห็นเหตุการณ์ก็เกิดอาการโกรธและน้อยใจ
แต่แม้จะโกรธเท่าไหร่ก็เก็บเงียบไว้ในใจ



คืนนั้นพระหนุ่มร้อนใจมากกะว่าจะไม่พูดอะไรแล้วนะ แต่ทนไม่ไหว
จึงได้เข้ามาหาหลวงพี่แล้วถามว่า "หลวงพี่คิดว่ามันเหมาะสมแล้วหรือ
ที่เป็นถึงพระชั้นผู้ใหญ่ แต่อุ้มสีกาแบบนั้น"



หลวงพี่หันมานั่งนิ่งแล้วถามว่า "ท่านกำลังพูดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าหรือ "
พระหนุ่มพยักหน้ารับ หลวงพี่จึงได้ตอบไปว่า "ถ้าจำไม่ผิดสีกาผู้นั้น
หลวงพี่ก็ได้วางไว้หน้าหมู่บ้านตั้งแต่ตอนเช้าแล้วนะ ตอนนี้ก็มืดแล้ว
แล้วทำไมท่านไม่วางสีกาลงบ้างละ "


• • • • • • • • • • • • • •

บางเรื่องจบลงแล้วในเหตุการณ์ แต่ยังดำเนินต่ออยู่ในความคิด
สิ่งที่หนักจึงอาจมิใช่เรื่องราวที่ผ่านมา หากเป็นใจที่ยังอุ้มเรื่องนั้นไว้ไม่ยอมวาง

เมื่อมือว่างแล้ว ใจก็ควรได้พักบ้าง นะคะ

✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈┈ •• ✼

ขอบคุณที่มาจากเรื่องนี้
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
ขอบคุณที่อ่านแล้วคิดตาม
วันนี้ เพื่อน ๆ ยิ้มกันหรือยังคะ



»»------(¯` ´¯)------»»

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:05:56 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๖/๗)

[ช] มรรคปฏิปทาเครื่องละสังโยชน์
(๑) ดูก่อนอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้วจักรู้ จักเห็น หรือจักละ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
(๑.๑) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่า ไม่ถากเปลือกไม่ถากกะพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้น มีแก่น แล้วจักถากแก่นนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด
(๑.๒) ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น
(๒) ดูก่อนอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมรรคปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น และจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นั้นได้ เป็นฐานะที่จะมีได้
(๒.๑) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่าถากเปลือกถากกะพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้น มีแก่น แล้วจึงถากแก่นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด
(๒.๒) ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมรรคปฏิปทา อันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น
(๓) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา น้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้
(๓.๑) ครั้งนั้น บุรุษผู้มีกําลังน้อย พึงมาด้วยหวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี ดังนี้
(๓.๒) เขาไม่อาจจะว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด
(๓.๓) ดูก่อนอานนท์ จิตของบางคน ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ในธรรมที่เราแสดง เพื่อดับสักกายทิฏฐิ ย่อมไม่ตั้งมั่น ไม่หลุดพ้น ฉันนั้นเหมือนกัน
(๓.๔) บุรุษผู้มีกําลังน้อยนั้นฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
(๔) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา น้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้
(๔.๑) ครั้งนั้นบุรุษมีกําลังพึงมาด้วยหวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี ดังนี้
(๔.๒) เขาอาจจะว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด
(๔.๓) ดูก่อนอานนท์ เมื่อธรรมอันผู้แสดงๆ อยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเพื่อดับสักกายทิฏฐิ จิตของผู้นั้นแล่นไป เลื่อมใส มั่นคง ย่อมหลุดพ้น ฉันนั้นเหมือนกันแล
(๔.๔) บุรุษมีกําลังนั้นฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
[ช] รูปฌาน ๔
[๑] ดูก่อนอานนท์ มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน
(๑) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก
 เพราะละอกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
~ อมตนิพพาน เรียกว่า อุปธิวิเวก = ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่ดับตัณหา เป็นที่ออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด
(๒) เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในภายในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวผี เป็นดังลูกศร เป็นความลําบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของมิใช่ตัวตน
(๒.๑) เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่าธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกําหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้
~ อมตธาตุ = คือ ธรรมชาติหรือสภาวะดั้งเดิมที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่เสื่อมสลาย และเป็นนิรันดร์ ซึ่งในทางพุทธศาสนาหมายถึง พระนิพพาน หรือ จิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
(๒.๒) เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น ย่อมบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
(๒.๒.๑) ถ้ายังไม่บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมเป็นโอปปาติกะ (หมายถึง พระอนาคามี) จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความยินดี ความเพลิดเพลินในธรรมนั้น และเพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:02:50 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

เขาเรียกพุงเซ็กซี่หรอกพี่น้อง     เวลามองซ้ายขวาน่าหลงใหล
 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:38:24 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลายเมฆ
อ้างจาก: ฝาตุ่ม ที่ 02, กันยายน, 2569, 06:53:56 PM

สำนึก / ธาร

เมื่อสำนึกตรึกตนจนเห็นผิด
อย่าปล่อยจิตคิดพลาดจนถลำ
ดุจสายธารผ่านล้างรอยบาปช้ำ
ชโลมพร่ำเตือนใจให้ดี

 
ฝาตุ่ม

ส่งต่อค่ะ

สำคัญ /ประสงค์



แลสำคัญ การณ์ควร มิควรค่า
ล้วนตอกตรา จำหลัก นัยศักดิ์ศรี
ประสงค์ควร สงวนท่า ค่อยพาที
พึงอย่าผลีผลามนัก จึงจักงาม


ส่งต่อครับ

สรรเสริญ/สถิต


 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:26:27 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๕/๗)

[จ] อุบายเครื่องละสังโยชน์
[๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์
-> ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษ
(๑) มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมแล้ว อันสักกายทิฏฐิครอบงําแล้วอยู่
~ สภาพจิตใจของปุถุชน ผู้ยังหนาด้วยกิเลส ที่ถูกความเห็นผิดในขันธ์ ๕ ถูกอำนาจของความยึดติดถือมั่นในตัวตน (สักกายทิฏฐิ)
(๑.๑) และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๑.๒) สักกายทิฏฐินั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ = กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้อยู่ในกามภูมิหรือสังสารวัฏ เบื้องต่ำ ๕ ประการ
(๒) ปุถุชนนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมแล้ว อันวิจิกิจฉาครอบงําแล้วอยู่
~ มีความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย บาปบุญคุณโทษ หรืออริยสัจธรรม
(๒.๑) และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๒.๒) วิจิกิจฉานั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
(๓) ปุถุชนนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมแล้ว อันสีลัพพตปรามาสครอบงําแล้วอยู่
~ ปุถุชนที่มีจิตอันสีลัพพตปรามาส กลุ้มรุมและครอบงำอยู่นั้น คือ ผู้ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติข้อวัตรศีลพรตอย่างงมงาย โดยเชื่อว่าเพียงแค่การทำตามพิธีกรรม หรือการทรมานกายตาม ๆ กันมา จะทำให้พ้นทุกข์หรือบริสุทธิ์ได้
(๓.๑) และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๓.๒) สีลัพพตปรามาสนั้นก็เป็นของมีกําลัง อันปุถุชนบรรเทาไม่ได้แล้วชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
(๔) ปุถุชนนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว อันกามราคะครอบงํา
~ จิตถูกความอยาก ความใคร่ และความติดใจในกามคุณอารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) เข้ายึดครองพื้นที่ในใจจนหมด
(๔.๑) และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๔.๒) กามราคะนั้นก็เป็นของมีกําลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิสังโยชน์
(๕) ปุถุชนนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมแล้ว อันพยาบาทครอบงําแล้วอยู่
(๕.๑) และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๕.๒) พยาบาทนั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
[ฉ] ดูก่อนอานนท์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะเป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะดีแล้ว ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษดีแล้ว
(๑) มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมไม่ได้ อันสักกายทิฏฐิครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สักกายทิฏฐิพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๒) อริยสาวกนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมไม่ได้ อันวิจิกิจฉาครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง วิจิกิจฉาพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๓) อริยสาวกนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมไม่ได้ อันสีลัพพตปรามาสย่อมครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามเป็นจริง สีลัพพตปรามาสพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๔) อริยสาวกนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมไม่ได้ อันกามราคะครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง กามราคะพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๕) อริยสาวกนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมไม่ได้ อันพยาบาทครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง พยาบาทพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:59:31 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ผัดจนไหม้กี่ปีกี่เดือนวัน      พุงระเบิดแน่ฉันทนหวั่นใจ 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.186 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...