Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:10:07 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword
อ้างจาก: ต้นฝ้าย ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 06:38:16 PM

ส่วนหนูขอชุดเหลืองชำเลืองตา     ผูกโบว์ฟ้าน่ารักคนมักมอง  AddEmoticons00942


ตอนถ่ายรูปรวมกันสีสันสด        แม้แต่มดยังแสบตาคราจับจ้อง
 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:38:16 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย

ส่วนหนูขอชุดเหลืองชำเลืองตา     ผูกโบว์ฟ้าน่ารักคนมักมอง  AddEmoticons00942

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:01:15 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร
(ต่อหน้า ๔๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

--เหตุปัจจัยที่ทำให้ปฏิบัติลำบากและบรรลุช้า เพราะ  (๙.๑.๑) กิเลสกล้า มีราคะ โทสะ โมหะ แรงกล้า มักถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและเกิดความทุกข์โทมนัสเนืองๆ (๙.๑.๒) อินทรีย์ ๕ ยังอ่อน คุณธรรมที่เป็นใหญ่ในการเกื้อหนุนการปฏิบัติธรรมยังไม่แก่กล้า ได้แก่ สัทธา - ความเชื่อ), วิริยะ - ความเพียร, สติ - ความระลึกได้, สมาธิ - ความตั้งใจมั่น และปัญญา - ความรู้แจ้ง (๙.๑.๓)ไม่ได้สร้างสมถะและวิปัสสนาไว้ก่อน ขาดพื้นฐานการทำสมาธิ (สมถะ) ทำให้จิตตั้งมั่นได้ยาก (ปฏิบัติลำบาก) และขาดพื้นฐานการพิจารณาความจริง (วิปัสสนา) จึงทำให้รู้แจ้งได้ช้า
(๙.๒) ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา = ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เป็นบุคคลที่อินทรีย์ปานกลาง แม้จะติดขัดหรือเผชิญความยากลำบากในการปฏิบัติ แต่ด้วยปัญญาที่ว่องไวทำให้สามารถบรรลุธรรมได้รวดเร็ว (๙.๓) สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา= ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า เป็นบุคคลที่มีกิเลสเบาบาง อินทรีย์ปานกลาง ปฏิบัติธรรมได้อย่างราบรื่น ไม่ค่อยมีอุปสรรค แต่สติปัญญาและการหยั่งรู้เกิดขึ้นช้า ต้องใช้เวลาบ่มอินทรีย์นาน (๙.๔) สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา = ปฏิบัติสะดวก และรู้ได้เร็ว เป็นปฏิปทาที่ประณีตและยอดเยี่ยมที่สุด เป็นบุคคลที่มีกิเลสน้อย อินทรีย์แก่กล้า ปฏิบัติธรรมได้สบายๆ ไม่ยากลำบาก และเกิดญาณรู้แจ้ง (บรรลุธรรม) ได้อย่างรวดเร็ว
(๑๐) อารมณ์ ๔ = สติปัฏฐาน ๔ หมายถึง สิ่งที่จิตเข้าไปยึดหน่วงหรือรับรู้
(๑๐.๑) กายานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "กาย" เช่น การเคลื่อนไหว อิริยาบถ ลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) เพื่อเห็นว่ากายเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน (๑๐.๒) เวทนานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "เวทนา" คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้นทางกายและใจ โดยดูให้เห็นเพียงว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป (๑๐.๓) จิตตานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "จิต" คือ สภาพรู้หรืออารมณ์ต่างๆ ของใจ เช่น ความโลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หรือจิตตั้งมั่น โดยตามรู้เท่าทันสภาวะนั้นๆ อย่างเป็นกลาง (๑๐.๔) ธัมมานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "ธรรม" คือ สภาวะธรรม นิวรณ์ ขันธ์ ๕ หรืออริยสัจ ๔ ที่ปรากฏขึ้นในจิต เพื่อให้เกิดปัญญาเข้าใจเหตุและผลของความยึดมั่นถือมั่น
(๑๑) ชรามรณญาณ = คือ ญาณหรือปัญญาความรู้ในเรื่อง ชรา (ความแก่ ความเสื่อมไปของขันธ์ ๕) และ มรณะ (ความตาย ความแตกดับของชีวิต)
-- ชรามรณสมุทยญาณ = ปัญญาความรู้ในเหตุเกิดแห่งความแก่และความตาย
-- ชรามรณนิโรธญาณ = ปัญญาหรือความรู้แจ้งในการดับไปแห่งความแก่และความตาย  เมื่อเหตุปัจจัยแห่งความเกิดดับลง ชราและมรณะก็ย่อมดับตามไปด้วย
-- ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ = คือ ปัญญาหรือความรู้แจ้งใน อริยสัจ ๔ ข้อสุดท้าย (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือ มรรค) ที่มุ่งไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งความแก่ (ชรา) และความตาย (มรณะ)
(๑๒) ชาติญาณ ฯลฯ
(๑๒.๑) ความรู้ใน "ชาติ" (ความเกิด การกำเนิดของขันธ์) การก้าวลงสู่ครรภ์ (๑๒.๒) ความรู้ในเหตุเกิดแห่งชาตินั้น (๑๒.๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งชาตินั้น (๑๒.๔) ความรู้ในทางปฏิบัติที่ทำให้ถึงความดับแห่งชาตินั้น
(๑๓) ภวญาณ ฯลฯ
(๑๓.๑) ความรู้ใน "ภพ" (สภาวะที่รองรับชีวิตและจิตใจ) (๑๓.๒) รู้ในภพรู้ในเหตุเกิดแห่งภพ (๑๓.๓) รู้ในความดับแห่งภพ (๑๓.๔) รู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งภพชาติญาณ
(๑๔) อุปาทานญาณ ฯลฯ = คือ ความรู้ในเรื่อง "อุปาทาน" ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่
(๑๔.๑) ความรู้ว่าอุปาทานคืออะไร (ได้แก่ กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพัตตุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน) (๑๔.๒) ความรู้ในเหตุเกิดแห่งอุปาทาน: รู้ชัดว่าอุปาทานมีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (มี "ตัณหา" เป็นเหตุให้เกิด)  (๑๔.๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานเป็นอย่างไร (เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ) (๑๔.๔) ความรู้ในทางปฏิบัติที่ทำให้สัตว์ลุถึงความดับอุปาทาน (ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘)
(๑๕) ตัณหาญาณ ฯลฯ= (ความอยาก, ความติดใจ)
(๑๕.๑) ความรู้ในตัวตัณหามีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี้ กามตัณหา: ความอยากได้ในกามคุณ ๕ - รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส; ภวตัณหา: ความอยากมี อยากเป็น - เช่น อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากคงอยู่ตลอดไป; วิภวตัณหา: ความอยากไม่มี ไม่อยากเป็น (๑๕.๒) ความรู้ในเหตุเกิดขึ้นแห่งตัณหา (๑๕.๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งตัณหา (ตัณหานิโรธ) = คือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ใน นิโรธ หรือสภาวะการดับกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือ (๑๕.๔) ความรู้ในข้อปฏิบัติทำให้ถึงความดับตัณหา

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:04:33 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๔) ธรรมญาณ = ความรู้ความเข้าใจในสัจธรรม (ความจริงของธรรมชาติ) ซึ่งเป็นปัญญาญาณระดับต้นที่เกิดจากการเรียนรู้และพิจารณาให้เห็นความจริง
-- อันวยญาณ = ความรู้ในการรู้ตาม หรือความรู้หยั่งรู้ด้วยการใช้เหตุผลพิจารณาและน้อมนำไปเปรียบเทียบจากสิ่งที่เคยประจักษ์แจ้งมาแล้ว ทำให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงเสมอไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต
-- ปริจจญาณ = ญาณกำหนดจิตผู้อื่น คือ ปัญญาที่สามารถล่วงรู้และอ่านสภาพจิตใจของสัตว์หรือบุคคลอื่นได้
-- สัมมติญาณ = คือ ความรู้ในเรื่องทางโลกหรือสิ่งที่เป็นสมมติ เช่น ชื่อเรียก สภาวะของกิเลส หรือจิตของบุคคลอื่น โดยถูกจำแนกออกไปจากความรู้ระดับโลกุตตระ รวมปัญญาที่เหลือทั้งหมด (ยกเว้น ญาณทั้ง ๓ ข้างต้น) รวมถึงความรู้ในเรื่องสภาวะจิต จิตหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้น ไปจนถึงความเข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ
(๕) อาจยโนอปจยปัญญา = คือ ปัญญาที่รอบรู้ทั้งการสั่งสมกุศลและการละกิเลส
-- อปจยโนอาจยปัญญา = ปัญญาที่ทำหน้าที่ในการดับกิเลส หรือทำลายความสะสมกิเลสให้เบาบางและหมดสิ้นไป หมายถึง ปัญญาในอริยมรรค ๔ (ปัญญาที่เกิดขึ้นขณะบรรลุมรรคผลนิพพาน)
-- อาจยอปจยปัญญา = ปัญญาที่รู้ถึงการสะสมและดับไปของสภาวธรรม (สภาพจิตและเจตสิก)
-- เนวาจยโนอปจยปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้จัดอยู่ใน ๓ ประเภทข้างต้น เป็นปัญญาในระดับอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการสั่งสมกิเลส การตัดละกิเลส หรือปัญญาในระดับรูปาวจร/อรูปาวจร
(๖) นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา = ปัญญาที่ทำให้บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดี (ความกำหนัด/ความลุ่มหลง) ในกามคุณารมณ์หรือสังขารทั้งหลาย โดยเป็นการมองเห็นโทษของสิ่งเหล่านั้นตามความเป็นจริงลักษณะสำคัญของปัญญาตัวนี้คือ:ความเบื่อหน่ายจากการรู้แจ้ง: จิตเกิดความสลดและเบื่อหน่ายอย่างเป็นกลาง เนื่องจากปัญญาเห็นแล้วว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยงและเป็นทุกข์การยังไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม: เป็นสภาวะที่จิตถอนตัวจากความติดใจในกามหรือสังขารแล้ว แต่ยังไม่ได้ "แทงตลอด" (รู้แจ้ง) ถึงอภิญญาและอริยสัจธรรมขั้นสูงสุด (ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับสูงในทันที
-- ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญา = หมายถึง ปัญญาที่ทำให้เบื่อหน่ายในกามและสังขาร (นิพพิทา) โดยมีการแทงตลอด (ปฏิเวธ) คือรู้แจ้งในอภิญญา ๖ และสัจธรรม (อริยสัจ ๔) สำเร็จเป็นพระอรหันต์
-- นิพพิทาปฏิเวธปัญญา = คือ ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดสัจธรรม (อริยสัจ ๔) ในขณะที่กำลังบรรลุมรรคญาณทั้ง ๔ ซึ่งทำให้เกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) คลายความกำหนัดในสังขารทั้งปวงอย่างถาวร
-- เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญาณ = คือ ปัญญาที่เหลือจากการจำแนกประเภทญาณขั้นอื่นๆ โดยมักจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนาปัญญา ที่ยังไม่ถึงขั้นเห็นแจ้ง (ปฏิเวธ) ในสัจธรรมขั้นสูงสุด หรือยังไม่ถึงขั้นหลุดพ้นเบื่อหน่าย (นิพพิทา) อย่างเต็มกำลัง
(๗) หานภาคินีปัญญา = ปัญญาที่มีความเสื่อมเป็นส่วนข้างเคียง หรือปัญญาที่โน้มเอียงไปในทางความเสื่อม
-- ฐิติภาคินีปัญญา = ปัญญาที่มีส่วนตั้งมั่น หรือปัญญาที่ประคับประคองจิตให้อยู่ในระดับเดิม ไม่เสื่อมถอยลง แต่ก็ยังไม่ได้ก้าวหน้าหรือพัฒนาให้สูงขึ้นไปกว่าเดิม เป็นสภาพจิตและปัญญาของผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วสติความระลึกรู้ตั้งมั่นพอดีกับธรรมนั้นๆ
-- วิเสสภาคินีปัญญา = ปัญญาที่เป็นไปในฝ่ายความเจริญก้าวหน้า หรือปัญญาที่เป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุคุณธรรมที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น การบรรลุฌาน สมาธิ หรือญาณที่สูงขึ้น
-- นิพเพธภาคินีปัญญา = ปัญญาที่ทำลายล้างความหลงและกิเลสให้ขาดสะบั้นลง เป็นปัญญาขั้นสูงที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มองเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง
(๘) ปฏิสัมภิทา ๔ = คือ ปัญญาแตกฉานในหลักธรรม สามารถนำมาอธิบาย วิเคราะห์ และสื่อสารได้อย่างเฉียบคม ประกอบด้วย ๔ ประการ
(๘.๑) อัตถปฏิสัมภิทา =แตกฉานในอรรถ ปัญญาเข้าใจความหมาย รู้จักวิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลและผลลัพธ์ของสิ่งต่างๆ อย่างถ่องแท้ (๘.๒) ธัมมปฏิสัมภิทา = แตกฉานในธรรม รู้ต้นเหตุของธรรม กฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ (๘.๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา = แตกฉานในภาษา เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร สามารถใช้ภาษาอธิบายธรรมและเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน (๘.๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา = แตกฉานในปฏิภาณ: มีไหวพริบ สามารถ เชื่อมโยงความรู้มาตอบคำถามหรือแก้สถานการณ์ได้ฉับไว
(๙) ปฏิปทา ๔ = แนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรม (ความหลุดพ้น) แบ่งตามความยากง่าย-เร็วช้าของการปฏิบัติ ให้รู้แจ้ง ประกอบด้วย
(๙.๑) ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา = ปฏิบัติลำบาก และรู้ได้ช้า เป็นบุคคลที่มีกิเลสหนา อินทรีย์อ่อน เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาจึงต้องใช้ความเพียรอย่างหนักและใช้เวลานานกว่าจะบรรลุธรรม

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 25, สิงหาคม, 2569, 09:59:04 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หนุ่มก็นุ่งโจงแดงแต่งเสริมหล่อ       ประแป้งถึงต้นคอรอจี๋จ๋า
 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 25, สิงหาคม, 2569, 02:39:53 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาภายนอก คือ ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณาสังขารธรรมที่เป็นของผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การสังเกตเห็นความเสื่อมสลายของสังขารคนอื่น หรือการพิจารณาธรรมะภายนอกตัว
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดจากการปรารภธรรม ทั้งภายในและภายนอก ร่วมกันในคราวเดียว
(๗๓) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่ปรารภ (มีอารมณ์เป็น) ธรรมอันเป็นไปภายใน ได้แก่ ปัญญาที่รู้ชัดใน ขันธ์ ๕ อายตนะภายใน หรืออาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรูปและนามของตนเอง เช่น การเจริญวิปัสสนา หรือการทำฌาน
-- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = ปัญญาที่ปรารภอารมณ์ภายนอก ซึ่งหมายถึง ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการรู้หรือพิจารณาธรรมอันเป็น "ภายนอก" ได้แก่ขันธ์ ๕ ของผู้อื่น, การรู้หรือกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ของผู้อื่น, อายตนะภายนอก การพิจารณารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์ที่เป็นภายนอกวิญญาณของสัตว์อื่น, ญาณในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น (เช่น ในปรจิตตญาณ)
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = (มีทั้งอารมณ์ภายในและภายนอก) คือ ปัญญาที่กำหนดรู้ธรรมทั้งของตนเอง (อัชฌัตตะ) และของผู้อื่น (พหิทธา) สลับกันไปในคราวเดียวกัน
จตุกกมาติกา
[ง] ญาณวัตถุหมวดละ ๔ คือ
(๑) กัมมัสสกตาญาณ = คือ ปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องกรรม และผลของกรรม โดยมีความหมายหลักคือการรู้แจ้งเห็นจริงว่า "สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"
-- สัจจานุโลมิกญาณ = คือ ปัญญาหยั่งรู้ที่คล้อยตามอริยสัจ เป็นญาณลำดับที่ ๑๒ ในวิปัสสนาญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ) ซึ่งทำหน้าที่สรุปรวบยอดการพิจารณาสังขารและเตรียมพร้อมจิตให้ก้าวเข้าสู่การตรัสรู้มรรคผล
-- มัคคสมังคิญาณ = ภาวะที่องค์ประกอบของ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในขณะจิตเดียว มีกำลังสูงสุดจนสามารถตัดกิเลสและบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้
-- ผลสมังคิญาณ = คือ ปัญญาหรือความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเสวยผลของอริยมรรค (ผลจิต) โดยเป็นสภาวะที่จิตดับกิเลสและได้รับความสงบเย็นอย่างสมบูรณ์
(๒) ทุกขญาณ = คือ ปัญญาความหยั่งรู้ในทุกขสัจจะ (ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์) ซึ่งเป็นญาณแรกใน ญาณ ๑๖ ขั้นต้น โดยทำหน้าที่กำหนดรู้สภาวะของรูปธรรมและนามธรรม
-- ทุกขสมุทยญาณ = คือ ความรู้หยั่งรู้ในอริยสัจข้อที่ ๒ (ทุกขสมุทัยสัจจะ) ซึ่งหมายถึง "ปัญญาที่กำหนดรู้ว่าตัณหา (ความอยาก) เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
-- ทุกขนิโรธญาณ = หมายถึง ปรีชาญาณที่หยั่งรู้ใน "ทุกขนิโรธ" หรือความดับทุกข์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอริยสัจ ๔ โดยญาณนี้คือการรู้แจ้งว่า กิเลสและความอยาก (ตัณหา) สามารถดับสิ้นไปได้อย่างไม่มีเหลือ เป็นสภาวะที่ไร้ความทุกข์ใดๆ หรือก็คือการบรรลุนิพพานนั่นเอง
-- ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ = คือ ความรู้ความเข้าใจใน "ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์" หรือ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นอริยสัจข้อสุดท้ายในหลัก อริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
(๓) กามาวจรปัญญา = คือ ความรู้ ความเข้าใจ และความฉลาดที่ยังเกี่ยวข้องหรือข้องอยู่ใน "กามภูมิ" (ระดับความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของมนุษย์และเทวดา) จัดเป็นปัญญาในระดับ โลกียะ ที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง การอ่าน การคิดพิจารณา หรือการฝึกสมาธิเบื้องต้น เพื่อใช้ดำเนินชีวิต แก้ปัญหา และทำความดีทั่วไป
-- รูปาวจรปัญญา =ปัญญาของผู้ที่ท่องในรูปาวจร คือ จิตระดับสูงที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภูมิ เป็นจิตของผู้ที่ได้ รูปฌาน (ความสงบแน่วแน่ของการทำสมาธิขั้นสมถภาวนา) โดยจิตจะพ้นจากกามอารมณ์และมีความละเอียดประณีตขึ้น แบ่งออกเป็น ๑๕ ดวง ได้แก่ กุศล (กุศลจิตในฌาน) วิบาก (ผลของฌาน) และกริยา (จิตของพระอรหันต์ที่เข้าฌาน)
-- อรูปาวจรปัญญา = หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า อรูปฌาน โดยเป็นการใช้จิตกำหนดรู้และเพ่งถึง สภาวะที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ (เช่น ความไม่มีที่สิ้นสุด หรือความว่างเปล่า) เป็นปัญญาในระดับอภิญญาหรือสมาบัติที่ประณีตและละเอียดอ่อนกว่าปัญญาที่รู้เห็นเฉพาะสิ่งที่มีรูปร่าง
-- อปริยาปันนปัญญา = คือ ปัญญาที่เป็นโลกุตตระ หรือ ปัญญาที่พ้นจากโลกียภูมิ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) เป็นปัญญาในระดับอริยมรรคและอริยผล ซึ่งเป็นเครื่องนำสัตว์โลกให้ออกไปจากวัฏสงสาร หรือปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมจนสามารถตัดละกิเลสและบรรลุมรรคผลนิพพาน

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: 25, สิงหาคม, 2569, 10:33:28 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ไกล / จำ

เมื่อความฝันพลันเลือนสะเทือนจิต
ยิ่งเพ่งพิศภาพร้อนสะท้อนสี
ยิ่งหวังสูงยิ่งร่วงสู่อเวจี
ไกลยิ่งดีกว่าปล่อยรอยให้จำ

 
ลิตเติลเกิร์ล

วันนี้สมองไม่ทำงานเล้ย

ส่งต่อค่ะ

สำนึก / ธาร

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 25, สิงหาคม, 2569, 10:15:12 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล



ใส่กระโปรงสีเฟี้ยวเขียวพระอินทร์    ผมปักปิ่นดอกพุดสะดุดตา


 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ๛ รอยเราใต้เงาเวลา ๛
 เมื่อ: 25, สิงหาคม, 2569, 09:55:11 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ღ  รอยเราใต้เงาเวลา  ღ

ลองหลับตานึกย้อนก่อนโลกนี้
เมื่อวันที่ผู้คนยังค้นฝัน
ยังไม่มีถนนชนถึงกัน
มีเพียงจันทร์กับดาวพราวนภา

แล้ววันหนึ่งเมืองน้อยค่อยก่อเกิด
พร้อมกำเนิดฉันเธอล้วนเลอค่า
มีบ้านเรือน มีรัก มีน้ำตา
มีผู้คนเดินผ่านมา แล้วผ่านไป

ห้วงเวลาพาเรื่องราว เพื่อกล่าวขาน
ทั้งสุขหวานทุกข์ขมระดมใส่
บางคนสร้าง บางคนทิ้งบางสิ่งไว้
บางคนหายจากไกลโดยไม่ลา

จนวันนี้เรายืนอยู่ตรงนี้
อดีตที่อยู่ไกลเกินหวนหา
โลกยังหมุนเหมือนเก่าใต้เงาฟ้า
โลกยังพาเรื่องราวอีกยาวนาน
       ✧.*
เวลาไม่เคยหยุดรอใคร
แต่เราทุกคน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเวลา

ღ ลิตเติลเกิร์ล ღ

° :. ° .☆   . ● .° °★

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 25, สิงหาคม, 2569, 09:28:41 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๖๓) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา .
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่ถูกกรรมยึดถือไว้เป็นผล และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน
-- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความเฉยๆ (อุเบกขา) ซึ่งจัดเป็นสภาพธรรมประเภทที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิบากจิตในภูมิ ๓
-- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หมายถึง ปัญญาใน อัพยากตธรรม  ได้แก่ วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิ ๓ และ กิริยาจิต ของพระอรหันต์
(๖๔) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นอาจยคามินีก็มี =  ปัญญาที่เป็นเหตุให้กิเลสและกรรมพอกพูนขึ้น (ปัญญาทางโลก หรือกุศลในภูมิ ๓ ที่ยังติดอยู่ในภพ)
-- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุให้กิเลสและขันธ์ ๕ ลดลงหรือดับไป
-- เป็นเนวาจยคามินีนืาปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นผลของวิบาก หรือกิริยาจิตของพระอรหันต์ ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การสะสมและไม่ได้นำไปสู่การดับกิเลส
(๖๕) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นเสกขะก็มี = จัดเป็นสภาวะที่เกิดในผู้ที่ยังเป็น เสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา
-- เป็นอเสกขะก็มี = คือ จิตของผู้ที่ไม่ต้องศึกษาหรือฝึกฝนอีกแล้ว นั่นคือ จิตของพระอรหันต์
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ธรรมไม่ใช่เสกขะ ไม่ใช่อเสกขะ นั้น หมายถึง ธรรมที่จัดเป็น อัพยากฤต (สภาวะจิตที่เป็นกลาง ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ให้ผลเป็นวิบาก
(๖๖) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นปริตตะก็มี= ธรรมเล็กน้อยขั้นกามาวจร
-- เป็นมหัคคตะก็มี = คือ จิตที่ถึงความยิ่งใหญ่หรือกว้างขวาง ได้แก่ รูปาวจรกุศลจิต และ อรูปาวจรกุศลจิต ซึ่งเป็นจิตของพระอริยบุคคลหรือปุถุชนผู้ได้ฌาน
-- เป็นอัปปมาณะก็มี = (ไม่มีประมาณ) หมายถึง การแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ออกไปโดยไม่มีขอบเขต
(๖๗) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นปริตตารัมมณะก็มี= หมายถึง ปัญญาที่รับอารมณ์เป็นกามธรรม ซึ่งได้แก่ปัญญาในกุศลจิต  ขณะที่จิตเป็นอุเบกขา กำลังทำทาน รักษาศีล หรือศึกษาธรรมะในระดับต้น
-- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = การเกิดปัญญาที่รับรู้อารมณ์ระดับสูง โดยเป็นปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลในขั้นรูปาวจรภูมิ (รูปฌาน) และอรูปาวจรภูมิ (อรูปฌาน)
-- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = มีธรรมอันหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์ หมายถึง ปัญญาในฌาน (รูปาวจรปัญญาในจตุตถฌาน) และ ปัญญาในโลกุตตรจิต ซึ่งรับอารมณ์ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด
(๖๘) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = มีอริยมรรคเป็นอารมณ์
-- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = มีมรรคเป็นเหตุ
-- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = มีมรรคเป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ในการรู้แจ้ง)
(๖๙) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นอุปปันนะก็มี = (เกิดขึ้นแล้ว) คือ ปัญญาที่กำลังเกิดขึ้น ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์อยู่ในขณะนั้น
-- เป็นอนุปปันนะก็มี = (ยังไม่เกิดขึ้น): ปัญญาในอนาคตที่ยังไม่เกิด หรือเป็นพระอริยปัญญาที่ยังไม่บรรลุ
-- เป็นอุปปาทินีก็มี = เป็นปัญญาที่ยังให้ผลและสะสมสืบต่อ เช่น ปัญญาที่เกิดกับกุศลธรรมและกิริยาอัพยากตธรรม
(๗๐) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นอดีตก็มี
-- เป็นอนาคตก็มี
-- เป็นปัจจุบันก็มี
(๗๑) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีอดีตเป็นอารมณ์ คือการที่จิตระลึกและพิจารณาถึงธรรมารมณ์ หรือ รูป นาม ขันธ์ ๕ ที่ดับไปแล้ว
-- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = คือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความไม่หลง และสัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นโดยมี ธรรมอันเป็นอนาคต (สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังมาไม่ถึง) เป็นอารมณ์
-- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี = ปัจจุบันอารมณ์ คือ สภาวธรรม (รูป-นาม) ที่กำลังเกิดขึ้นและปรากฏอยู่ ณ ขณะนั้นจริง ๆ
(๗๒) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา
-- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาภายใน คือ ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณาอารมณ์ สภาวธรรม หรือสังขารธรรมที่เป็นของตน หรือเกิดภายในตัวตน เช่น การรู้แจ้งในขันธ์ ๕ ของตนเอง รู้การทำงานของจิตของตนเอง หรือปัญญาในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่เห็นความไม่เที่ยงในร่างกายและจิตใจของตน

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.183 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...