Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / รอน้ำลด…ค่อยกดชัตเตอร์
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:13:36 PM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม



รอน้ำลด…ค่อยกดชัตเตอร์

รัฐบาลโปรดฟังระวังถ้อย
แรงเหลือน้อยเต็มทีมิหนีห่าง
เร่งช่วยคนริมคลองทั้งสองทาง
ถึงน้ำกว้างเพียงใดยังไปทัน

คนอุ้มลูกฝ่าฝนต้องทนหนาว
หอบผ้าขาวห่มเด็กตัวเล็กสั่น
ส่งอาหารจานน้อยทยอยปัน
ร่วมฝ่าฟันทุกคราวแม้หนาวนาน

ขอท่านอยู่สงบรอจบก่อน
คนเดือดร้อนขอทางอย่าวางด่าน
ขอเพียงเปิดเส้นทางอย่าขวางงาน
ให้ชาวบ้านช่วยคนจนพ้นภัย

เมื่อน้ำลดหมดเหตุถึงเขตพัก
ค่อยมาทักถามความตามข่าวไหม
เก็บภาพหลังความเศร้าจางเบาไป
โปรดหลีกให้คนสู้ได้กู้เมือง

 
FaTum



 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:33:11 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

ชุดงามงามหยิบเปลี่ยนเวียนสีมา      ให้หรูหราสมหญิงวิ้งประกาย  

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:05:19 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๔/๖๖)

(๘.๑) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส (หรือ มโนสัมผัส) สามารถเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ
(๘.๑.๑) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็น โลกิยะ
-- มโนสัมผัส มีหทยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดก็มี ไม่มีวัตถุก็มี และทั้งหมดจัดเป็นผัสสะที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔ ซึ่งครอบคลุมทั้งภูมิที่เป็นโลกิย์ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ)
(๘.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส
ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเกิดร่วมกับโลกุตตรธรรมที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ (เช่น มรรคผล และโลกุตตรวิบาก ๔)
(๙) เวทนา ๖ เป็นโลกิยะ
คือเวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางทวารทั้ง ๖ (ตั้งแต่จักขุสัมผัสสชาเวทนา ไปจนถึง มโนสัมผัสสชาเวทนา)
(๙.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี.. เป็นโลกุตตระก็มี
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมโนวิญญาณธาตุ (รวมถึงธรรมธาตุ) เป็นสภาวธรรมที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ทางใจ ครอบคลุมการรับรู้ที่กว้างขวาง สามารถไปในภูมิทั้ง ๔ คือท่องเที่ยวไปได้ทั้งในภูมิที่เป็นโลกิยะ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ)
(๙.๒) และเมื่อทำฌานให้เป็นบาทฐานแล้วเกิดมรรคผล จิตย่อมแล่นไปสู่โลกุตรภูมิ ทำให้มโนวิญญาณธาตุเข้าถึงความเป็นโลกุตระได้ด้วย
(๑๐) สัญญา ๖ เป็นโลกิยะ
-- คือ ความจำได้หมายรู้ในอารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูปสัญญา..สัททสัญญา..คันธสัญญา..รสสัญญา..โผฏฐัพพสัญญา..ธัมมสัญญา
-- เป็นธรรมในภูมิ ๓ กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ล้วนจัดเป็นโลกิยะ ยังเป็นสภาวธรรมที่นับเนื่องอยู่ในภพและเป็นอารมณ์ของอาสวะ
(๑๐.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี
(๑๐.๑.๑) มโนวิญญาณธาตุจึงเป็นโลกิยะ เมื่อทำหน้าที่รู้อารมณ์ที่เป็นโลกีย์ (กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ)
(๑๐.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส จะเป็นโลกุตตระเมื่อเกิดร่วมในขณะแห่งมรรคและผลที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
(๑๑) เจตนา ๖ เป็นโลกิยะ
-- เจตนา ๖ = ความจงใจที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางการรับรู้และอารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูปสัญเจตนา..สัททสัญเจตนา.. คันธสัญเจตนา.. รสสัญเจตนา.. โผฏฐัพพสัญเจตนา..ธัมมสัญเจตนา
-- จัดเป็น โลกิยะ (วนเวียนอยู่ในโลกีย์ ข้องเกี่ยวในกาม รูป หรืออรูป) เท่านั้น
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี
คือ จิตที่รับรู้เรื่องราวทางใจ มีทั้งที่เป็น โลกิยะ (จิตใจทั่วไปของปุถุชนและผู้ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง)
(๑๑.๒) มโนวิญญาณธาตุเป็น โลกุตตระก็มี
คือ จิตที่เกิดร่วมกับมรรคจิต ผลจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ พ้นจากวัฏสงสาร
(๑๒) จิต ๖ เป็นโลกิยะ
จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ..กายวิญญาณ..มโนธาตุ (จิตที่ทำหน้าที่รับช่วงอารมณ์ต่อจากวิญญาณ)
-- เหตุผลที่เป็นโลกิยะ จิตทั้ง ๖ ประเภทนี้ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์เฉพาะทางประสาทสัมผัสภายนอกและรับช่วงอารมณ์ในปัญจทวารเท่านั้น จึงไม่สามารถหยั่งรู้หรือมีโลกุตรธรรม (เช่น พระนิพพาน) เป็นอารมณ์ได้เลย
(๑๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตระก็มี
ธาตุ ๒ เท่านั้นที่เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ คือ มโนวิญญาณธาตุ และ ธรรมธาตุ
(๑๒.๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ เมื่อเป็นโลกิยะ จะทำหน้าที่รับรู้ปรุงแต่ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เป็นไปในภพสาม (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) จิตดวงนั้นจะทำหน้าที่เป็นโลกิยจิต
(๑๒.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกุตระก็มี
-- มโนวิญญาณธาตุ สัมปยุตด้วยอริยมรรคและอริยผล (มรรคจิต ๔ และผลจิต ๔) ทำหน้าที่ประหารกิเลสและมีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยตรง มโนวิญญาณธาตุในขณะนั้นจะจัดเป็นโลกุตระ
[ง] วิชชมานาวิชชมานวาระ = วาระที่ว่าด้วยการจำแนกสภาวธรรมที่มีอยู่จริงคู่กับสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น การถาม-ตอบถึงขันธ์ ธาตุ หรืออายตนะที่เกิดขึ้นและปรากฏในภูมิต่าง ๆ ตามความเป็นจริง
[๑] ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไรย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไรย่อมเกิดปรากฏ
(๑) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
(๑.๑) ขันธ์ ๕ ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
(๑.๒)ในขณะที่เกิด ในกามธาตุ ยังมีธรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย โดยสัตว์แต่ละจำพวกจะมีธรรมที่ปรากฏแตกต่างกันออกไปตามความสมบูรณ์ของร่างกายและประเภทของปฏิสนธิ ดังนี้

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:12:47 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๓/๖๖)

(๕) อินทรีย์ ๑๐ เป็นโลกิยะ
ที่นับเนื่องในกามาวจรภูมิอย่างเดียว ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์.. อิตถินทรีย์(ความเป็นใหญ่แห่งเพศหญิง)..ปุริสินทรีย์ (ความเป็นใหญ่แห่งเพศชาย)..สุขินทรีย์..ทุกขินทรีย์..โทมนัสสินทรีย์
(๕.๑) อินทรีย์ ๓ เป็นโลกุตตระ
คือ นำไปสู่ความหลุดพ้นและเหนือโลก มี ๓ ประการ ได้แก่
(๕.๑.๑) อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์แห่งปัญญาของผู้ปฏิบัติในขั้นโสดาปัตติมรรค โดยตั้งจิตว่า “เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้”
(๕.๑.๒) อัญญินทรีย์ (อินทรีย์แห่งปัญญาที่เป็นใหญ่ในการรู้ทั่วสัจธรรมที่เคยเห็นแล้ว ตั้งแต่ระดับโสดาปัตติผลไปจนถึงอรหัตมรรค)
(๕.๑.๓) อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์แห่งปัญญาที่เป็นใหญ่ในความเป็นผู้รู้แจ้งสัจจะอย่างบริบูรณ์ของพระขีณาสพในขั้นอรหัตผล)
(๕.๒) อินทรีย์ ๙ ที่เป็น "โลกิยะก็มี.. เป็นโลกุตระก็มี"
มีอินทรีย์ระคนกัน สามารถทำงานร่วมกับจิตที่เป็นฝ่ายโลกิยะ (การทำสมาธิขั้นโลกีย์) และทำงานร่วมกับจิตฝ่ายโลกุตระ (พระอริยบุคคลในมรรคผล) มี ๙ ประการ ได้แก่
-- มนินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือใจหรือลักษณะการรู้อารมณ์)
-- ชีวิตินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือชีวิตหรือการรักษาประคองธรรมที่เกิดร่วมกัน)
--โสมนัสสินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความสุขทางใจ)
-- อุเปกขินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความรู้สึกเป็นกลาง)
-- สัทธินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความเชื่อ/ศรัทธา)
-- วิริยินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความเพียรพยายาม)
-- สตินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความระลึกได้มั่นคง)
-- สมาธินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่าน)
-- ปัญญินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือการเห็นสภาวะตามจริง)
(๖) อกุศลเหตุ ๓ เป็นโลกิยะ
ประกอบด้วยสภาวธรรม คือ โลภะ..โทสะ..โมหะ
-- เป็นธรรมที่มีโทษและมีทุกข์เป็นวิบากผล ร้อยรัดสัตว์ไว้ในวัฏฏะอย่างเหนียวแน่น
 -- อกุศลเหตุเหล่านี้จะไม่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิตอันบริสุทธิ์และพ้นจากกิเลสทั้งปวงได้เลย
(๖.๑) เหตุ ๖ เป็นโลกิยะก็มี.. เป็นโลกุตตระก็มีประกอบด้วย
-- อกุศลเหตุ ๓ (โลภะ โทสะ โมหะ)
-- กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)
-- หรือ อัพยากตเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากหรือกิริยาอัพยากฤต)
เหตุทั้ง ๖ นี้ จึงมีสภาวะที่เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ ขึ้นอยู่กับระดับของจิตที่เข้าไปประกอบ ดังนี้:
(๖.๑.๑) ที่เป็นโลกิยะ (โลกิยธรรม)
-- อกุศลเหตุ ๓ (โลภะ โทสะ โมหะ) ทั้งหมดจัดเป็นโลกิยะอย่างเด็ดขาด
-- กุศลเหตุ ๓ และอัพยากตเหตุ ๓ ที่เกิดร่วมกับจิตในฝ่ายโลกิยะ (ได้แก่ จิตในระดับกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นไปกับด้วยอาสวะ)
(๖.๑.๒) ที่เป็นโลกุตระ
-- กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายกุศล)
-- และ อัพยากตเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบาก) ที่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิตในขณะแห่งอริยมรรคและอริยมรรคผล
 ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์และข้ามพ้นจากโลกทั้งสาม
(๗) กพฬิงการาหาร เป็นโลกิยะ
โดยชาติจัดเป็น อัพยากตะ (อัพ และโดยภูมิจัดอยู่ใน กามาวจรภูมิเท่านั้น
(๗.๑) อาหาร ๓ เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ
เป็นอาหารที่เป็นนามธรรมที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตกับจิตใจ ได้แก่
-- ผัสสาหาร - การกระทบอารมณ์ทางประสาทสัมผัส
 -- มโนสัญเจตนาหาร - เจตนาหรือความจงใจทางจิตในการประมวลกรรม
-- วิญญาณาหาร - ตัวจิตหรือความรู้แจ้งอารมณ์
นามอาหารทั้ง ๓ นี้ ว่าโดยชาติสามารถจำแนกได้ครบทั้ง ๔ ชาติ คือ กุศล อกุศล วิบาก และกิริยา และว่าโดยภูมิสามารถแผ่ไปได้ทั้ง ๔ ภูมิ คือ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตระ
(๗.๑.๑) เมื่ออาหาร ๓ นี้ เกิดขึ้นในสภาวจิตที่เป็นโลกิยภูมิ ย่อมจัดเป็นโลกิยธรรม
(๗.๑.๒) แต่เมื่ออาหารทั้ง ๓ นี้ เกิดขึ้นร่วมกับ โลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล ย่อมจัดเป็น โลกุตตรธรรม
(๘) ผัสสะ ๖ เป็นโลกิยะ
-- ปัญจทวารสัมผัสทั้ง ๕ จักขุสัมผัส..โสตสัมผัส..ฆานสัมผัส..ชิวหาสัมผัส..กายสัมผัส  เป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว
-- เกิดขึ้นเพราะอาศัยประสาทรูป ๕ และอารมณ์ภายนอก ๕ ซึ่งล้วนสงเคราะห์อยู่ในฝ่ายโลกิยะ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:28:46 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

กินกันตาหวานฉ่ำปานน้ำผึ้ง      หนุ่มตะลึงตาแลชะแง้หา
 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:18:12 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๒/๖๖)

(๒) อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ = โดยส่วนเดียว
-- อายตนะ ๑๐ นี้ เรียกว่า โอฬาริกายตนะ ๑๐ (อายตนะอันหยาบ) ได้แก่จักขายตนะ..รูปายตนะ (รูปารมณ์ แสง สี)..โสตายตนะ..สัททายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ (สัมผัสทางกาย)
-- เหตุผลที่เป็นโลกิยะเพียงอย่างเดียว เพราะรูปขันธ์ทั้งสิ้นเป็นโลกิยธรรม ที่ต้องชำรุดทรุดโทรมและแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
-- จัดเป็นอัพยากตะ (เป็นกลาง คือไม่ใช่กุศลหรืออกุศล) และเป็น อนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์รับรู้ในตัวเอง แต่เป็นตัวอารมณ์ให้จิตมารับรู้)
-- นับเนื่องในกามาวจรภูมิ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
(๒.๑) อายตนะ ๒ คือ มนายตนะและ ธรรมายตนะ เป็นโลกิยะก็มี
(๒.๑.๑) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นจิตที่ท่องเที่ยวไปในภูมิ ๓ คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต ซึ่งยังเนื่องอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวัฏ
~ มนายตนะ (ใจ, จิต, วิญญาณขันธ์) คือระบบการรับรู้ทางใจหรือตัวจิตทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์
~ ธรรมายตนะ (ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจรู้) = เจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร), รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ (สุขุมรูป), และอสังขตธาตุ (พระนิพพาน)
(๒.๑.๒) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร) และรูปธรรมบางส่วนที่ยังประกอบกับจิตฝ่ายโลกีย์
(๒.๒) อายตนะ ๒ เป็นโลกุตระก็มี
(๒.๒.๑) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นจิตที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ (มรรคจิตและผลจิต) ในขณะบรรลุธรรมและรู้แจ้งพระนิพพาน
(๒.๒.๒) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกับมรรคจิตและผลจิตในขณะที่บรรลุธรรม หรือเมื่อเป็น อสังขตธาตุ (พระนิพพาน) ที่เป็นสภาวะดับไปแห่งกิเลสทั้งปวง (ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) ซึ่งพ้นไปจากสภาวะของโลกโดยเด็ดขาด
(๓) ธาตุ ๑๖ เป็นโลกิยะ อย่างเดียว
-- คือ จักษุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ, สัททธาตุ, คันธธาตุ, รสธาตุ, โผฏฐัพพธาตุ..จักษุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญาณธาตุ..มโนธาตุ
-- เพราะธาตุเหล่านี้จัดเป็นสภาวะธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในโลกิยภูมิ 
-- ไม่สามารถนับเนื่องหรือเข้าถึงสภาวะที่พ้นโลก (โลกุตระ) ได้ด้วยตัวเอง จึงมีฐานะเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว
(๓.๑) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกิยะ
 -- ธาตุ ๒ คือ ธรรมธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นได้ในภูมิทั้ง ๔ (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร และโลกุตตระ) จึงเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ
~ ธรรมธาตุ = ประกอบไปด้วย เจตสิก (เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์), สุขุมรูป ๑๖ และ พระนิพพาน
(๓.๑.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ สุขุมรูป ๑๖ และเจตสิกทั้งหลายที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกิยะ
(๓.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกิยะ เกิดร่วมกับความโลภ โกรธ หลง (อกุศลจิต) หรือจิตที่เป็นกุศลและวิบากฝ่ายโลกีย์ทั้งหลาย
~ มโนวิญญาณธาตุ = คือสภาวะการรับรู้ทางใจหรือจิตมโนวิญญาณทั้งหมด
(๓.๒) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกุตตระ
(๓.๒.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกุตตระคือ พระนิพพาน (ซึ่งมีสภาวะเป็นอสังขตธาตุอย่างแท้จริง) และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกุตระ
(๓.๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ จิตที่ก้าวข้ามพ้นโลกและแทงตลอดอริยสัจธรรม คือ โลกุตตรมรรคจิต ๔ และ โลกุตตรผลจิต ๔
(๔) สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ
คือสัจจะ สองข้อแรก เป็นไปในฝ่ายวัฏฏะหรือการหมุนเวียนในสังสารวัฏ ประกอบด้วย
(๔.๑) ทุกขอริยสัจ (ทุกขสัจจะ) = คือความจริงเรื่องทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ หรือนามรูป ที่ชำรุดและแตกสลายไปตามธรรมชาติ
(๔.๒) ทุกขสมุทยอริยสัจ (สมุทยสัจจะ) = คือความจริงเรื่องเหตุเกิดแห่งทุกข์ ได้แก่ ตัณหา
(๔.๓) สัจจะ ๒ เป็นโลกุตระ (หรือวิวัฏฏสัจจะ)
คือสัจจะที่เป็นไปในฝ่ายวิวัฏฏะหรือกระบวนการหลุดพ้นและนำออกไปจากโลก  ได้แก่
ทุกขนิโรธอริยสัจ (นิโรธสัจจะ) = คือความจริงเรื่องการดับทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน
(๔.๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรคสัจจะ) = คือความจริงเรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:11:33 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย

เห็นของหวานตาโตกระโดดลง    นั่งที่ตรงกลางเพื่อนเลื่อนถ้วยมา 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:46:51 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๑/๖๖)

(๑๐.๒) มโนวิญญาณธาตุ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๐.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ จิตรู้แจ้งทางใจที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต จัดเป็นธรรมที่พ้นจากภพและธาตุทั้งสาม จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๑๐.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ส่วนที่เป็นโลกิยะที่เกิดในกามธาตุ ,รูปธาตุ  ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๑) เจตนา ๖ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
-- เจตนา ๖ = ความจงใจหรือความมุ่งสู่อารมณ์ ๖ ได้แก่รูปสัญเจตนา (เจตนาในรูป)..สัททสัญเจตนา (เจตนาในเสียง)..คันธสัญเจตนา (เจตนาในกลิ่น)..รสสัญเจตนา (เจตนาในรส)..โผฏฐัพพสัญเจตนา (เจตนาในโผฏฐัพพะ)..ธรรมสัญเจตนา (เจตนาในธรรมารมณ์)
--ในอรูปธาตุ เป็นภูมิที่มีเพียงนามขันธ์เท่านั้น ไม่มีรูปกาย รูปขันธ์ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ ส่งผลให้อรูปธาตุไม่มีรูปธรรมที่เป็นอายตนะประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ (ได้แก่ จักษุ หู จมูก ลิ้น และกาย)
-- เมื่อไม่มีทวารรูปและวัตถุกระทบสัมผัสทางกายภาพ เจตนา ๕ ประการแรกที่ทำหน้าที่มุ่งสู่อารมณ์ภายนอกห้าอย่าง  จึงไม่สามารถเกิดขึ้นในอรูปธาตุได้เลย
--ในอรูปธาตุจึงปรากฏเจตนาได้เพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ธรรมสัญเจตนา (เจตนาในธรรมารมณ์) ซึ่งทำหน้าที่จงใจถูกต้องอารมณ์ทางใจร่วมกับอรูปนามขันธ์
ดังนั้น เมื่อเจตนา ๕ ประการแรกในชุดไม่เกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่าเจตนา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต ๔, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้ที่เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ)
-- ซึ่งมโนวิญญาณธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ที่นับเนื่องอยู่ในอรูปภพโดยตรง จึงจัดว่านับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๑.๒) มโนวิญญาณธาตุไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๑.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ จิตรู้แจ้งอารมณ์ทางใจที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต พ้นจากการนับเนื่องในภพและธาตุทั้งสาม จึงไม่จัดนับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๑๑.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ที่เป็นโลกิยะเกิดในกามธาตุ รูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๒) จิต ๖ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
จิต ๖=ได้แก่ จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ..กายวิญญาณ..มโนวิญญาณ
-- ใน อรูปธาตุ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ จึงไม่มีอายตนะ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย
-- เมื่อไม่มีทวารรูปสำหรับรับรู้ประสาทสัมผัส วิญญาณ ๕ ประการแรก จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงจิตประเภทเดียวที่สามารถเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ได้ คือ มโนวิญญาณธาตุ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางใจ)
-- ดังนั้น เมื่อจิต ๕ ประการแรกในชุดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่า จิต ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต หรือจิตของโยคาวจรผู้เข้าอรูปสมาบัติและผู้เกิดในอรูปภูมิ) จิตเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงจัดว่านับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๒.๒) มโนวิญญาณธาตุ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๒.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต พ้นจากการนับเนื่องในภพและธาตุทั้งสาม) จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ทั้งสิ้น
(๑๒.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ส่วนที่เป็นโลกิยะและจัดนับเนื่องอยู่ในกามธาตุ หรือในรูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
[๔] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นโลกิยะ ขันธ์ไหน เป็นโลกุตตระ ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นโลกิยะ จิตไหน เป็นโลกุตตระ.
(๑) รูปขันธ์ เป็นโลกิยะ = อย่างเดียวเท่านั้น
-- สาเหตุ เพราะรูปเป็นสภาพที่เสื่อมสลาย ถูกปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นอารมณ์ของอาสวกิเลสได้ ไม่สามารถเข้าถึงหรือเป็นสภาวะของพระนิพพาน (ซึ่งเป็นโลกุตตระ) ได้เลย
(๑.๑) นามขันธ์ ๔ เป็นโลกิยะก็มี
-- นามขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เกิดขึ้นกับจิตของปุถุชนหรือพระอริยบุคคลในขณะที่ยังเป็นไปในโลก (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร)
(๑.๒) นามขันธ์ ๔ เป็นโลกุตตระก็มี
-- เกิดขึ้นร่วมกับ โลกุตตรจิต (มรรคจิต ๔ และผลจิต ๔) ในขณะที่จิตกำลังประหารกิเลสหรือมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นามขันธ์ทั้ง ๔ ที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้นจะยกระดับเป็นโลกุตตระทั้งหมด

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: 22, ตุลาคม, 2569, 07:28:05 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

วิกฤต / อาการ

ยามวิกฤตจิตหมองต้องร้องไห้
คอยปลอบใจเมื่อเธอเผลอเหม่อหา
หากอาการปวดร้าวเฝ้าเข้ามา
คอยรักษาด้วยใจอย่าให้ตรม

 

ฝาตุ่ม

ส่งต่อค่ะ

คลาด / แม้น

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 22, ตุลาคม, 2569, 07:21:13 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม



สักวาวันคืนมิยืนมั่น
ดุจเงาฝันผ่านมาแล้วลาหาย
ทุกข์ที่เคยหนักหนาจะลาคลาย
จักมลายลับล่วงตามช่วงวัน
ไม่มีสิ่งใดแน่แม้แต่ทุกข์
แม้ความสุขยังผ่านเหมือนม่านฝัน
แสงแห่งหวังยังพราวราวดาวจันทร์
ทุกข์เช่นกันย่อมจางเลือนร้างเอย

 AddEmoticons00916

FaTum

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.27 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...