Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:21:07 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๘/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร

~ อินทรีย์ ๖ = อายตนะภายใน ๖ ได้แก่
(๑) จักขุนทรีย์ - ตา: เป็นใหญ่ในการเห็นรูป (๒) โสตินทรีย์ - หู: เป็นใหญ่ในการได้ยินเสียง (๓) ฆานินทรีย์ - จมูก: เป็นใหญ่ในการดมกลิ่น (๔) ชิวหินทรีย์ - ลิ้น: เป็นใหญ่ในการลิ้มรส (๕) กายินทรีย์ - กาย : เป็นใหญ่ในการสัมผัส (โผฏฐัพพะ) (๖) มนินทรีย์ -ใจ : เป็นใหญ่ในการรู้ธรรมารมณ์ (เรื่องราวที่เข้ามาทางใจ)
[จ] นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่
(๑) กามฉันทะ - ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ (๒) พยาบาท - ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ (๓) ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล (๕) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย
[ฉ] ฌาน = การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่
รูปฌาน ๑ - ๔ ได้แก่
(๑) ปฐมฌาน - ฌานที่ ๑ 
ภิกษุละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ อันทําปัญญาให้ทุรพลได้แล้ว สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
(๒) ทุติยฌาน - ฌานที่ ๒
มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
~ นามกาย = คือจิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ดับพร้อมกัน
(๓) ตติยฌาน - ฌานที่ ๓ 
บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
(๔) จตุตถฌาน - ฌานที่ ๔
บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
[ช] ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้, ระลึกชาติได้
~ กัป, กัลป์ กาลกำหนด, กำหนดอายุของโลก, ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน ที่กำหนดว่าโลกคือสกลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่ง อุปมาว่า เปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูง ด้านละ ๑ โยชน์ ทุก ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวนานกว่านั้น
กำหนดอายุของมนุษย์หรือสัตว์จำพวกนั้นๆ ในยุคนั้นๆ เรียกเต็มว่า ‘อายุกัป’ เช่นว่า อายุกัปของคนยุคนี้ ประมาณ ๑๐๐ ปี
~ สังวัฏฏกัป = กัปที่กำลังเสื่อมลง มี ๓ ได้แก่
(๑) เตโชสังวัฏฏกัป = คือกัปที่พินาศไปเพราะไฟ กาลนั้นไฟเผาผลาญทำลายตั้งแต่ชั้นอาภัสสรพรหมลงมา
(๒) อาโปสังวัฏฏกัป = คือกัปที่พินาศไปเพราะน้ำ กาลนั้นน้ำจะท่วมทำลายตั้งแต่ชั้นสุภกิณหพรหมลงมา
(๓) วาโยสังวัฏฏกัป = คือกัปที่พินาศไปเพราะลม ในกาลนั้น โลกย่อมถูกลมพัดให้กระจัดกระจายไป ภายใต้ตั้งแต่ชั้นเวหัปผลพรหมลงมา
โดยทั่วไปแล้วจะพินาศรวมกันทั้งแสนจักรวาล
~ วิวัฏฏกัป = กัปที่กำลังเจริญขึ้น
~ สังวัฏวิวัฏกัป = ช่วงเวลารวมที่โลกและจักรวาลมีการพินาศ (สังวัฏฏะ) และเจริญขึ้นใหม่ (วิวัฏฏะ) เป็นวัฏจักรยาวนานนับไม่ถ้วน (อสงไขย) ซึ่งประกอบด้วย ๔ ช่วงเวลาหลักคือ โลกกำลังพินาศ, โลกพินาศแล้ว, โลกกำลังเจริญ, และโลกเจริญเต็มที่ รวมกันเป็น ๑ มหากัป
[ซ] จุตูปปาตญาณ = ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ
[ฌ] อาสวักขยญาณ = ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้
~ กิเลส ๑๐ = คือ สภาพที่เศร้าหมอง ซึ่งเมื่อเกิดกับจิตขณะใด ก็จะปรุงแต่งให้จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น เศร้าหมองเป็นอกุศลไปด้วย มี ๑๐ อย่าง คือ (๑)โมหะ - ความหลง ความไม่รู้ (๒) อหิริกะ - ความไม่ละอายที่จะเป็นอกุศล (๓) อโนตตัปปะ - ความไม่เกรงที่จะเป็นอกุศล (๔) อุทธัจจะ - ความไม่สงบ (๕) โลภะ - ความติดข้อง (๖) มานะ - ความสำคัญตน (๗) ทิฏฐิ - ความเห็นผิด (๘)โทสะ - ความขุ่นเคือง (๙) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัยในสภาพธรรม และ (๑๐) ถีนะ - สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้หดหู่ ซบเซา
~ อุปกิเลส ๑๖ = คือ กิเลสที่มีกำลังมาก ซึ่งแสดงอาการปรากฏออกมาอย่างชัดเจน เช่น ความลบหลู่คุณของท่านผู้มีคุณ ความแข่งดี ความโกรธ ความผูกโกรธ ความริษยา ความตระหนี่ มี ๑๖ อย่าง ได้แก่
(๑) อภิชฌาวิสมโลภะ - โลภะที่มีกำลังกว่าปกติ คือความเพ่งเล็งสมบัติผู้อื่น (๒) ถัมภะ -หัวดื้อ (๓) สารัมภะ - แข่งดี (๔) มานะ - ถือตัว (๕) อติมานะ - ดูหมิ่นท่าน (๖) มทะ - มัวเมา ย่อมละได้ด้วยอรหัตตมรรค (๗) พยาปาทะ - ความพยาบาท (๘) โกธะ - ความโกรธ (๙) อุปนาหะ - ความผูกโกรธไว้ (๑๐) ปมาทะ - เลินเล่อ ย่อมละด้วยอนาคามิมรรค (๑๑) มักขะ - ลบหลู่คุณท่าน (๑๒) ปลาสะ - ตีเสมอ (๑๓) อิสสา - ความริษยา (๑๔) มัจฉริยะ -ตระหนี่ (๑๕) มายา (มารยา, เจ้าเล่บห์ (๑๖) สาเถยยะ -โอ้อวด ย่อมละด้วยโสดาปัตติมรรค

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:59:20 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

แผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม

     เกิดเหตุโศก นาฎกรรม ช้ำทั่วไทย
พิบัติภัย สงคราม ทรามหนักหนา
สารพัด สร้างเดือดร้อน ชาวโลกา
ทั่วทิศา สาปแช่ง ทุกแห่งไป
     โลกสับสน อลวน เพราะคนชั่ว
ประพฤติตัว เลวทราม ตามสมัย
ทั้งรุกราน สร้างระกำ ทำร้ายใจ
หวังเป็นใหญ่ ในแดนดิน ถิ่นโลกา
     กรีฑาทัพ เข้าทำลาย หลายประเทศ
เป็นต้นเหตุ กลียุค ทุกทิศา
โลกระอุ ไร้สุขสม ทุกชีวา
พสุธา ร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
     แม้ต้นเหตุ เกิดใน ห่างไกลบ้าน
ยังเผาผลาญ รานรอน แสนอ่อนไหว
สุขสงบ สันติ ยังห่างไกล
ทั่วถิ่นไทย เรียกหา สามัคคี
     ร่วมฝ่าฟัน ปัญหา ไปพร้อมกัน
ความสุขสันต์ จักกำเนิด เกิดสุขศรี
รู้ประหยัด มัธยัสถ์ รู้พอดี
ปฐพี ไทยอยู่รอด อย่างปลอดภัย
     เป็นอู่ข้าว อู่น้ำ ค้ำชูโลก
ให้พ้นโศก สุขประชา สมาสัย
แผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม เลิศล้ำไทย
โลกสดใส เพราะสยาม นามนิรันดร์

คนเรียนไพร
๒๐ มีนาคม ๒๕๖๙

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...โอ้ทูลกระหม่อม ღ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:43:01 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล



ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...โอ้ทูลกระหม่อม ღ

สำเนียงครวญหวนไห้ใจอ่อนล้า
กล่อมพี่ยาเอนกายในความฝัน
แคนเขนยแทนอ้อมกอดทอดรำพัน
อุ่นสวรรค์รักเลอค่าตราบฟ้าดิน

แสนหวาดเสียวเปลี่ยวระรัว กลัวรักหาย
ใจผู้ชายเช่นสายน้ำ ไหลล้ำถิ่น
หมุนวนเชี่ยวเลี้ยวลดหมดชีวิน
เปรียบดังจินต์สวิงไหวไม่แน่นอน

ยอดไผ่โศกโยกพริ้วปลิวว่อนไหว
เสียดกมลหม่นไหม้ให้สังหรณ์
ฤทธิ์มนต์รักร้อนแรงแฝงบทตอน
ร่ายละครความเศร้าเผาอุรา

โอ้รักเอยรัดรึงตรึงเหน็บหนาว
ทุกเรื่องราวร้าวรัวกลัวหนักหนา
ความรักชายคล้ายลวงบ่วงมายา
ปรารถนาเพียงรักแท้ที่แน่ใจ

"รักที่ร้อนแรงดั่งมนตรา มักทิ้งรอยน้ำตาไว้เป็นค่าตอบแทน"

༭  ลิตเติลเกิร์ล  ༭

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆

❀  โอ้ทูลกระหม่อม  คุณรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส  ❀


 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ღ "ค่อยค่อย" ก้าวข้ามความรู้สึก ღ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:22:11 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ღ  ค่อยค่อยลืมความอ่อนแอ  ღ

ความทรงจำที่เคยเป็นเหมือนกรงขัง
บัดนี้ กลายเป็นเพียงฝุ่นผง ที่ปลิวไปตามลม
เราไม่ได้พยายามลืม แต่เรา "ไม่แคร์" ที่จะจำอีกต่อไป
ความรู้สึกที่เคยบีบคั้นหัวใจ ถูกแทนที่ด้วยความเฉยเมยที่ทรงพลังที่สุด

การเห็นชื่อเขาหรือเดินผ่านที่เก่า
ไม่ได้ทำให้ใจสั่นคลอนแม้แต่น้อย
แต่มันกลับทำให้เรายิ้มให้ตัวเองด้วยความเวทนาในอดีตที่เคยอ่อนแอ
เพราะวันนี้เราอยู่สูงเกินกว่าที่อดีตจะเอื้อมมือมาฉุดรั้งเราไว้ได้อีกแล้ว

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆

ค่อยค่อยผ่านที่เก่าไม่เศร้าโศก
ค่อยค่อยโบกฝุ่นรักจนเลิกหวั่น
ค่อยค่อยลืมชื่อไปไม่พัวพัน
ค่อยค่อยกั้นแดนใจให้สมบูรณ์

ค่อยค่อยนิ่งสงบสยบเคลื่อน
ค่อยค่อยเลือนเงาร้ายให้สาบสูญ
ค่อยค่อยตัดบ่วงกรรมความอาดูร
ค่อยค่อยป้อนข้อมูลสิ่งใหม่มา

ค่อยค่อยล้างภาพหลอนที่ซ้อนทับ
ค่อยค่อยดับไฟแค้นที่แน่นหนา
ค่อยค่อยเปิดรับแสงแห่งปัญญา
ค่อยค่อยตื่นลืมตาขึ้นมามอง

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆

"อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในการแก้แค้น ไม่ใช่การด่าทอ
แต่คือการ 'ลืม' ว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่ในโลกของเรา"

ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:32:09 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๗/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร

(๒) อธิจิตตสิกขา = สิกขาคือจิตอันยิ่ง, อธิจิตอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิเป็นต้นอย่างสูง (กุศลจิตทั้งหลายจนถึงสมาบัติ ๘ เป็นจิต, ฌานสมาบัติที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นอธิจิต; แต่สมาบัติ ๘ นั้นแหละ ถ้าปฏิบัติด้วยความเข้าใจ มุ่งให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิจิต)
(๓) อธิปัญญาสิกขา = สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, อธิปัญญาอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง (ความรู้เข้าใจหลักเหตุผลถูกต้องอย่างสามัญ อันเป็นกัมมัสสกตาญาณคือความรู้จักว่าทุกคน เป็นเจ้าของแห่งกรรมของตน เป็นปัญญา, วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์ เป็นอธิปัญญา; แต่โดยนัยอย่างเพลา กัมมัสสกตาปัญญาที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วยวัฏฏะ หรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปในมรรค ก็เป็นอธิปัญญา)
~ กัมมัสสกตาญาณ = ความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว, จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับสามัญ (ยังไม่เป็นอธิปัญญา) และเป็นโลกิยสัมมาทิฏฐิ;
~ ไตรลักษณ์ = ความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นๆ ๓ ประการ ได้แก่
(๑) อนิจจตา - ความเป็นของไม่เที่ยง (๒) ทุกขตา - ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ (๓) อนัตตตา - ความเป็นของมิใช่ตัวตน
ลักษณะทั้ง ๓ นี้ มีแก่สิ่งทั้งหลายเป็นสามัญเสมอเหมือนกัน คือ ทุกอย่างที่เป็นธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือวิสังขาร ล้วนมิใช่ตน ไม่เป็นอัตตา เสมอกันทั้งสิ้น
สิกขา ๓ นี้ นิยมเรียกว่า ไตรสิกขา และเรียกข้อย่อยทั้งสาม ง่ายๆ สั้นๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
~ สาชีพ = แบบแผนแห่งความประพฤติที่ดี ทำให้มีชีวิตร่วมเป็นอันเดียวกัน ได้แก่ สิกขาบททั้งปวงที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัย อันทำให้ภิกษุทั้งหลายผู้มาจากถิ่นฐานชาติตระกูลต่างๆ กัน มามีความเป็นอยู่เสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้แก่
(๑) ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ (๒) ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ (๓) ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน (๔) ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คําจริง ดํารงคําสัตย์มีถ้อยคําเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก (๕) ละคําส่อเสียด เว้นขาดจากคําส่อเสียด; ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน; สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน; ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คําที่ทําให้คนพร้อมเพรียงกัน (๖) ละคําหยาบ; เว้นขาดจากคําหยาบ; กล่าวแต่คําที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ (๗) ละคําเพ้อเจ้อ; เว้นขาดจากคําเพ้อเจ้อ; พูดถูกกาล; พูดแต่คําที่เป็นจริง; พูดอิงอรรถ; พูดอิงธรรม; พูดอิงวินัย; พูดแต่คําที่มีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กําหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร (๘) เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม (๙) ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล (๑๐) เว้นขาดจากการฟ้อนรํา ขับร้อง ประโคมดนตรี และการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล (๑๑) เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับและตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว (๑๒) เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ (๑๓) เว้นขาดจากการรับทองและเงิน (๑๔) เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ (๑๕) เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ (๑๖) เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี (๑๗) เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส (๑๘) เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ (๑๙) เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร (๒๐) เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา (๒๑) เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน (๒๒) เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ (๒๓) เว้นขาดจากการซื้อการขาย (๒๔) เว้นขาดจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง; การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด (๒๕) เว้นขาดจากการรับสินบน; การล่อลวง และการตลบตะแลง (๒๖) เว้นขาดจากการตัด; การฆ่า; การจองจํา; การตีชิง; การปล้นและกรรโชก
~ นิมิต = การกำหนดเครื่องหมายให้เกิดกิเลส หมายถึง ส่วนหยาบที่เป็นรูปร่าง สัณฐาน ความหมายที่จิตคิดถึงสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เช่น เห็น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นโต๊ะ เก้าอี้ ได้ยินเสียง ผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้กลิ่นดอกไม้ ลิ้มรสเป็ดไก่ ถูกต้องสัมผัสสำลี
~ อนุพยัญชนะ = ส่วนละเอียดที่ทำให้กิเลสปรากฏ หมายถึง ส่วนละเอียดของรูปร่าง สัณฐาน หรือ ความหมาย ที่จิตคิดถึงจากสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่นปาก คอ คิ้ว คาง ริ้วรอยของใบหน้าที่เป็นส่วนละเอียดของร่างกาย หรือส่วนปลีกย่อยของวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: วันนี้ต้องรวย
 เมื่อ: 20, มีนาคม, 2569, 08:08:24 PM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

ถูกกินหมดอดรวยหวยไม่ถูก
ตั้งขุดปลูกสวนผักกักต้นกล้า
รอฝนหลั่งรดน้ำซับน้ำตา
กินผักหญ้าแทนข้าวปวดร้าวใจ

 
ฝาตุ่ม

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 20, มีนาคม, 2569, 08:04:14 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

ของเราเป็นเอ็กซ์แอลบอกแล้วเขิล     ทั้งวันกินจนเพลินเจริญใหญ่ 

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 20, มีนาคม, 2569, 05:54:19 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์



#"น้ำค้างกับดอกหญ้า"



 น้ำค้างฝากคำบอกถึงดอกหญ้า
 คำสัญญาร่างไว้ใต้หมอกม่าน
 ตะวันรุ่งแต้มสีสักขีพยาน
 เกาะเกยบนใบก้านตราบนิรันดร์

 ไอแสงอุ่นอรุณเยือนเคลื่อนสู่ฟ้า
 แวะเวียนมาหาเธอเจอกับฉัน
 ริมไหล่ทางสร้างสุขทุกคนนั้น
 เคียงคู่กันฟันฝ่าคราต้องลม

 เด่นชวนมองดอกหญ้าท้าลมลู่
 เคียงน้ำค้างเช้าตรู่ดูงามสม
 ถึงไร้กลิ่นสิ้นหอมพร้อมชื่นชม
 คนนิยมยามมองสองไหล่ทาง

 ตื่นพบเจอเธอฉันครั้นเช้าตรู่
 ขอเคียงคู่อยู่ใกล้ไม่เหินห่าง
 จนสายเยือนจึงพรากจากน้ำค้าง
 พบกันใหม่รุ่งสาง เ คี ย ง ข้ า ง กั น

กันต์กรีนซี



 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ♠.♠.ใจพี่.♠.♠
 เมื่อ: 20, มีนาคม, 2569, 05:34:38 PM 
เริ่มโดย เฒ่าธุลี - กระทู้ล่าสุด โดย เฒ่าธุลี


♠.♠.ใจพี่.♠.♠
♠.♠
พ่อแม่คือคุณครูผู้ใกล้ชิด
ลูกคือศิษย์สั่งสอนก่อนใครอื่น
มีเมตตาปราณีที่ยั่งยืน
เฝ้าหยิบยื่นให้ลูกด้วยผูกพัน
♠.♠
เปรียบใจพี่นี้ให้ไว้แด่น้อง
ไม่เป็นสองรองใครอย่าไหวหวั่น
มีเพียงหนึ่งใจพี่นี้เท่านั้น
ยังคงมั่นรักแท้อย่างแน่นอน
♠.♠
เอาไปเถิดใจนี้พี่มอบให้
จงเก็บใจพี่ไว้ที่ใต้หมอน
ยามเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่าตัดรอน
หลับพักผ่อนตอนไหนให้ฝันดี
♠.♠
หากน้องมีเมตตาอย่าทิ้งขว้าง
พี่อ้างว้างหงอยเหงาเศร้าหมองศรี
หวังเพียงน้องเมตตาและปราณี
เก็บใจพี่นี้ไว้ให้ยาวนาน
♠.♠
หากน้องไม่เมตตาและปราณี
ขว้างใจพี่ทิ้งไปไม่สงสาร
ใจพี่คงตกแตกแหลกร้าวราน
ยากประสานคืนกลับลับมลาย
♠.♠
พ่อแม่รักรักแท้แน่นอนนัก
ส่วนพี่รักรักนี้มีความหมาย
รักซื่อตรงคงหมั่นตราบวันตาย
อย่าแหนงหน่ายใจพี่ที่ให้เลย
♠.♠
เฒ่าธุลี



 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 20, มีนาคม, 2569, 09:08:38 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร

-> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนา บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนา บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนา บ้าง
-> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก
(๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน = พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ; กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
-> ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น จิตในจิตภายใน บ้าง; พิจารณาเห็น จิตในจิตภายนอก บ้าง; พิจารณาเห็น จิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง
-> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิต บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในจิต บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิต บ้าง
-> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก
(๔) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน = พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ; กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
-> ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมภายใน บ้าง; พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมภายนอก บ้าง; พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอก บ้าง
-> พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรม บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรม บ้าง; พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรม บ้าง
-> สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น; เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก
ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง = พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน; หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี
~ อุปาทิ = คือ
๑) สภาพที่ถูกกรรมกิเลสถือครอง, สภาพที่ถูกอุปาทานยึดไว้มั่น, เบญจขันธ์ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ที่ยังปรากฏอยู่ เป็นสภาวะที่กิเลสเคยถือครองหรืออาศัย
๒) กิเลสเป็นเหตุถือมั่น, ความยึดติดถือมั่น, อุปาทาน
-> ๗ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี... ๕ ปี... ๔ ปี... ๓ ปี ... ๒ ปี... ๑ ปี... ครึ่งเดือน... เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน;  หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี
-> ครึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน; หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี
ญายะ, ญายธรรม = ความถูกต้องชอบธรรม, ความยุติธรรม, สิ่งที่สมเหตุผล, ทางที่ถูก, วิธีการที่ถูกต้อง, ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หมายถึง อริยอัฏฐังคิกมรรค, ภาวะอันจะลุถึงได้ด้วยข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ นิพพาน
~ อริยอัฏฐังคิกมรรค, อัฏฐังคิกมรรค = “ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ”
[ค] บุคคล ๔ จำพวก = มีตนเป็นดังพรหมอยู่ในปัจจุบัน
(๑) ทำตนให้เดือดร้อน ขวนขวายทำตนให้เดือดร้อน.. เช่นเป็นคนเปลือย ทอดทิ้งมารยาท เลียมือ
(๒) ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ขวนขวายทำผู้อื่นให้เดือดร้อน..เช่นฆ่าแพะเลี้ยงชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด เป็นโจร
(๓) ทำตนให้เดือดร้อน และขวนขวายตนให้เดือดร้อน; ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน และขวนขวายทำผู้อื่นให้เดือดร้อน..เช่นทาสก็ดี กรรมกรก็ดี ถูกพระราชาคุกคาม ให้ทำการงานตามกำหนด
(๔) ไม่ทำตนให้เดือดร้อน; ไม่ขวนขวายทำตนให้เดือดร้อน; ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน; ไม่ขวนขวายทำผู้อื่นให้เดือดร้อน .. เช่นคฤหบดี บุตรคฤหบดี ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นว่า ฆราวาส คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนนั้น ไม่มีความหิว(ตัณหา) ดับสนิทเป็นผู้เย็นเสวยแต่ความสุข มีตนเป็นดังพรหมอยู่ในปัจจุบัน
[ง] ความถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพ
~ สิกขา การศึกษา, การสำเหนียก, การเรียน, การฝึกฝนปฏิบัติ, การเล่าเรียนให้รู้เข้าใจ และฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นคุณสมบัติที่เกิดมีขึ้นในตนหรือให้ทำได้ทำเป็น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปจนถึงความสมบูรณ์;
ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาบุคคล คือ สิกขา ๓ ได้แก่
(๑) อธิสีลสิกขา = สิกขาคือศีลอันยิ่ง, อธิศีลอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง (ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นศีล, ปาติโมกขสังวรศีล เป็นอธิศีล; แต่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ที่รักษาด้วยความเข้าใจ ให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิศีล)

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.181 วินาที กับ 19 คำสั่ง
กำลังโหลด...