Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:39:05 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หาคนฉุดไม่มีหนีหายเกลี้ยง      หมูเลยเสี่ยงม้วนหน้าตีลังกาหนี
 

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:32:43 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

-> พระโสดาบัน - ละสังโยชน์ ๓ ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
-> พระสกทาคามี - ละ ๓ ข้อแรก และข้อ ๔ - ๕ คือ กามราคะ และปฏิฆะ ให้เบาบางลง
-> พระอนาคามี - ละสังโยชน์ ๕ ข้อแรกได้หมด
-> พระอรหันต์ - ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ
~โอปปาติกะ = หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย) ก็หายวับไปไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น แต่ในที่นี้หมายถึงพระอนาคามีที่เกิดในสุทธาวาส (ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์) ๕ ชั้น มีชั้นอวิหาเป็นต้น แล้วดำรงภาวะอยู่ในชั้นนั้นๆ ปรินิพพานสิ้นกิเลสในสุทธาวาสนั่นเอง ไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
~ การกำเนิดเหล่าสัตว์แบบหนึ่ง ใน ๔ แบบ ได้แก่
(๑) อัณฑชะ - เหล่าสัตว์ที่เกิดในไข่ เรียกว่า อัณฑชะ เช่น ไก่ เป็ด เป็นต้น (๒) ชลาพุชะ - เหล่าสัตว์ที่เกิดในครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ เช่น มนุษย์ เป็นต้น (๓) สังเสทชะ = เหล่าสัตว์ที่เกิดในเหงื่อไคล หมายถึงเกิดในสิ่งสกปรก เช่น เกิดในของบูดเน่า หรือในน้ำสกปรก ก็เกิดเป็นแมลงที่เป็นตัวอ่อน เป็นต้น (๔)โอปปาติกะ - เหล่าสัตว์ที่เกิดผุดขึ้นเป็นตัวทันทีโดยฉับพลัน
-> ดูก่อนคฤหบดี ธรรมอันหนึ่งแม้นี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลส อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ยังไม่บรรลุ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองคนั้นตรัสไว้
(๒) ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
-> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ทุติยฌานนี้อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
-> ธรรมอันหนึ่งแม้นี้ เมื่อภิกษุไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
(๓) ตติยฌาน
-> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
-> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ว่า แม้ตติยฌานนี้มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
(๔) ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
-> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ว่า แม้จตุตถฌานนี้ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่เพราะมีความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
[ข] อัปปมัญญา ๔ หรือ พรหมวิหาร ๔ = คือ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ที่ต้องมีไว้กำกับความประพฤติ เพื่อดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ ได้แก่
(๑) เมตตา = ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
-> ภิกษุมีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบไปด้วยเมตตา อันไพบูลย์ เป็นมหัคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยู่
~ มหัคคตะ = อารมณ์ที่ถึงความเป็นใหญ่ชั้นรูปาวจรและชั้นอรูปาวจร เพราะมีผลที่สามารถข่มกิเกสได้ และหมายถึงฉันทะ วิริยะ จิตตะ และปัญญาอันยิ่งใหญ่
-> เธอพิจารณาอยู่และรู้ชัดว่า แม้เมตตาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 23, เมษายน, 2569, 04:38:34 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์
  #" ค รู ผู้ ส อ น "

   เรียนรู้จากผู้สอนตอนเริ่มต้น
   จากวัยแสนซุกซนจนเติบใหญ่
   ก้าวแรกและทุกก้าวทางยาวไกล
   ส่งมอบความห่วงใยไม่รั้งรอ

   สอนฉันใช้ชีวิตบนโลกกว้าง
   อยู่เคียงข้างเฝ้ามองใช่ร้องขอ
   สายใยความผูกพันฟั่นถักทอ
   พึงมีต่อ“พ่อแม่”ด้วยกตัญญู

   สอนเขียนอ่านฝึกฝนทนเคี่ยวเข็ญ
   ใช่เพราะเป็นหน้าที่ ซึ่งทำอยู่
   คอยอบรมบ่มนิสัยให้ความรู้
   ด้วยมี“ครู”เตือนสติมอบวิชา

   ที่ปรึกษาที่ระบายได้ทุกเรื่อง
   โกรธขุ่นเคืองมีบ้างสร้างปัญหา
   อยู่เคียงใกล้ไร้ทุกข์สนุกเฮฮา
   ถูก“เพื่อน”ด่าถือเป็นเช่นคำชม

   ลืมไม่ลงจำเสมอ “เธอ”สอนฉัน
   เปรียบรักนั้นเหมือนกาแฟ มีหวาน-ขม
   ความสมหวังดั่งเข็มหนึ่งเล่มจม
   ต้องควานงมใต้สมุทร สุดท้ายเจอ

   กันต์กรีนซี




 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 23, เมษายน, 2569, 03:01:18 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

เสียงช้างล้มดังสนั่นนั่นเลยเธอ    วานเพื่อนเกลอช่วยฉุดให้ลุกที 

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 23, เมษายน, 2569, 08:19:28 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

    ๖๙.ตริก็พระธรรมสิหนึ่ง......................ซิพึงลุผ่าน
ลุอนะ"อาสะฯ"ราน..................................เลาะแดนสุขา

    ๗๐.คราอานนท์แจงเสร็จ.....................เด็ด"ทสมะ"เปรียบแล้
ดุจดั่งแสวงทรัพย์แท้..............................."หนึ่ง"น้อมพบถึง สิบเอ็ด

    ๗๑.อมตะทรัพย์สิข้าฯ.........................เสาะหาเหมาะตรึง
มนะเจาะ"หนึ่ง"ตะคลึง.............................ซิพบสกล

    ๗๒.ยล"อานนท์"ดุจเรือน......................เยือนประตูสิบเอ็ดแท้
ไฟท่วมราบหมดแล้.................................."หนึ่ง"พร้อมปลอดภัย

    ๗๓.ก็ดุจะข้าพเจ้า................................ลุเกล้าไสว
จะเสาะสิ"หนึ่ง"ละไม................................ประเทืองคณา

    ๗๔.ครา"ทสมะ"เปรย............................เคยเป็นนักบวชแล้
นอกศาสน์พุทธ์ชินแล้...............................จุ่งน้อม"อานนท์" ดุจเดียว

    ๗๕."ทสมะ"จัดสิหนา.............................เจาะผ้าซิยล
อริยะสงฆ์สกล.........................................ถวายสิภัตร

    ๗๖.ชัดถวาย"วิหาร"..............................กรานอานนท์แน่แล้ว
เพราะศรัทธาใจแผ้ว.................................นบน้อมพระคุณ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๒. อัฏฐกนาครสูตร : ว่าด้วยทสมคฤหบดี : พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๒๘ https://share.google/ZqX2yCtxJfbNGDHwM

พระอานนท์ = คือ พุทธอุปัฏฐาก ของพระโคตมพุทธเจ้า และเป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ  พระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอานนท์เป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า เพราะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ท่านออกบวชในพระพุทธศาสนาพร้อมกับพระอุบาลีและเจ้าชายอีก ๕ พระองค์ มีพระอนุรุทธะ, พระภัททิยะ, พระภัคคุ, พระกิมพิละ และ พระเทวทัต  พระอานนท์ได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า  ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะหรือผู้ยอดเยี่ยม ๕ ประการ คือ  เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก, เป็นผู้มีความจำแม่นยำ, เป็นผู้รอบคอบ, เป็นผู้มีความเพียร และ เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่พระพุทธเจ้า พระอานนท์บรรลุพระอรหัตผลหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน  ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา คือเป็นผู้วิสัชนาพระธรรม  พระอานนท์ปรินิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปี
เวฬุวคาม = ชื่อตำบลหนึ่งใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้คือพรรษาสุดท้ายที่จะเสด็จปรินิพพาน
ทสมะ = คหบดีชาวอัฏฐกนคร กราบทูลถามพระอานนท์เกี่ยวกับธรรมอันเป็นเอก (ข้อเดียว) ที่ทำให้จิตหลุดพ้นและบรรลุนิพพาน ใน อัฏฐกนาครสูตร เขาได้สร้างวิหารและบำรุงพระสงฆ์ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการถามหลักการเจริญสมาธิภาวนา อาทิ รูปฌาน ๔, อัปปมัญญา ๔, อรูปฌาน ๓
ธรรมอันเป็นเอก ๑๑ อย่าง =  ไม่มีใดเทียม ได้แก่
[ก] รูปฌาน ๔
(๑) ปฐมฌาน
-> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
-> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ปฐมฌานนี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้
-> เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่สิ้นอาสวะ เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่สิ้นเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น จะไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องต่ำ คือ กิเลสที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่ในกามภพ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ  - ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๓) สีลัพตปรามาส - ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลหรือพรต (๔) กามฉันทะ - ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม) (๕) พยาบาท - ความคิดแก้แค้นผู้อื่น
~ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ (๖) รูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๗) อรูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (๘) มานะ - ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา - ความไม่รู้แจ้ง

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 22, เมษายน, 2569, 07:25:58 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

    ๔๖.เกย"โอป์ปาติกะ".........................เจริญสังโยชน์ต่ำค้อม
สังโยชน์สูงเกิดน้อม..............................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา

    ๔๗.มนะ"อุเบกขะ"วาง........................เจาะกลางซิชาญ
ตริภว"ปัญญะ"ฉาน................................หทัยเจาะตรง

    ๔๘.เธอคงพิจารณ์เขา.......................เนาทำดี,ชั่วแล้
เป็นดั่งกรรมทำแท้.................................รับน้อมกรรมผล

    ๔๙.มนะ"อุเบกขะ"แน่.........................ซิแผ่สกล
ลุจตุทิศเจาะด้น.....................................มิเบียดมิเบียน

    ๕๐.จงเรียน"อุเบกขา-.........................เจโต"หาเที่ยงแท้
พึงเร่ง"สมถะ"แท้....................................ร่วมน้อมวิปัสส์นา อาส์วะปลง

    ๕๑.ผิมิละ"อาส์วะ"หมด.......................ก็จดคุณา
เพราะประลุ"สังฯสิห้า"............................เจาะ"โอปะฯ"พลัน

    ๕๒.ครันเจริญธรรมสืบมา...................พาสังโยชน์เพิ่มห้า
สังโยชน์สูงตัดกล้า................................สิบพร้อมแดนเกษม โลกลา

    ๕๓.ภวอรูปฌาน.................................พะพานเจาะเปรม
ศยนะ"พรหม"สิเอม................................."อรูป"ซิหนา

    ๕๔.ตรึง"อากาสานัญฯ".......................ครันจดอากาศไซร้
หาที่สุดมิได้...........................................นิ่งแล้วอารมณ์ "รูปสัญฯ"

    ๕๕."ปฏิฆสัญญะฯ"พรู.........................มิรู้และสม
ภว ณ "อายะฯ"ชม..................................กะ"รูปและเสียง.."

    ๕๖.เผดียง"มนสิการฯ"........................พานใจเลิกไขว่คว้า
ทุกสิ่ง"มิจำ"ช้า.......................................เพื่อก้าว"อรูป"แฉ

    ๕๗.ประลุพิจารณ์สิชัด........................อุบัติซิแล
ภว"อะกาสะฯ"แท้....................................มิเที่ยงตะผัน

    ๕๘.ครันเพียร"สมถะ"..........................ปะ"วิปัสฯ"ร่วมพร้อม
"กิเลสอาสวะ"ค้อม..................................หมดสิ้นเลยหนา

    ๕๙.ผิจะตริ"อาส์วะ"ยั้ง.........................เจาะสังฯซิห้า
จะจระ"โอป์ปะปาฯ".................................เจริญคระไล

    ๖๐.ธรรมไวเป็นเอกแล.........................แฉความเพียรยิ่งแล้ว
จิตย่อมหลุดไกลแผ้ว...............................ปราศแท้กิเลสเผย

    ๖๑."ยตนะวิญญะฌาน"........................พิจารณ์ซิเอ่ย
เจาะนิร"วิญญะ"เลย.................................และเขตมิสุด

    ๖๒.รุด"วิญญานัญจาฯ"........................คิดหนามิเที่ยงแท้
คงมั่น"สมถะ"แล้......................................แน่วพร้อม"วิปัสฯ"ฉาน อาส์วะปลง

    ๖๓.ผิวะตริ"อาส์"มิสิ้น...........................จะผินพะพาน
ประลุเจาะ"โอปะฯ"กราน..........................ลุนิพฯไสว

    ๖๔.ตรึงไว"อากิญฌานฯ"......................จดกรานสิไป่แล้
"สภาพมิมีใด"แท้......................................ปราศแล้วอารมณ์
    ๖๕."นิรอะไร"พิจารณ์...........................จะพานและบ่ม
เจาะวะมิเที่ยงระทม..................................ตริมั่นพระธรรม

    ๖๖.นำ"สมถะ"แล..................................แฉ"วิปัสฯ"ร่วมด้วย
จึงดับ"อาสวะ"ม้วย....................................มุ่งหน้านิพพาน

    ๖๗."ผิวะมิดับ"สิหนา..............................กะ"อาส์วะ"ซาน
จะลุ ณ "โอปะฯ"กราน...............................เจริญซิรุด

    ๖๘.จุดมีสังโยชน์ฯเสริม.........................เติมครบเป็นสิบแล้
"กิเลสอาสวะ"แท้.......................................หมดด้นนิพพาน

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 21, เมษายน, 2569, 07:27:13 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

    ๒๓.จตุตถ์ฌานเจาะเหตุ.....................พิเศษมิยง
จะปริวรรตมิคง......................................มิเที่ยงเสมอ

    ๒๔.พึงเจอ"สมถะ"จัด..........................วิปัสส์นาเพรียบพร้อม
จะตัด"อาสวะ"ค้อม.................................หมดสิ้นเลยหนา

    ๒๕.ผิวะกิเลสเจาะโข...........................ลุ"โอปะปาฯ"
ประลุเจริญซิกล้า....................................พระนิพฯสิแฉ

    ๒๖.แล"อัปปะมัญฯ".............................ครันธรรมเลิศสี่แท้
ประพฤติหมดจดแล้................................ถูกต้องกับคน สัตว์เอย

    ๒๗.หทยะ"เมตตะ"ชุก..........................เพราะสุขกะชน
เจาะ"กรุณา"ซิดล....................................มุทุกข์สลาย

    ๒๘.กราย"มุทิตา"พลอย........................คอยยินดียิ้มแปล้
ความสำเร็จเขาแล้...................................ผ่องแผ้วใจเผย

    ๒๙.มนะ"อุเบกขะ"วาง..........................เจาะกลางและเฉย
พิริตริ"ปัญญะ"เอ่ย..................................พิจารณ์มิเอียง

    ๓๐.เธอเพียงใจเมตตา.........................มายังทิศสี่แล้
เป็นยิ่งมหัคตะแท้....................................ใหญ่น้อมมิประมาณ

    ๓๑.เจาะ"อนะเบียนและฆาต"................ปลาตและกราน
จตุทิศาสราญ..........................................ลุสุขไสว

    ๓๒.ไว"เมตตาเจโตฯ"............................ชัดโขหากมั่นแล้ว
เพียรมากจิตสงบแผ้ว...............................ดับคล้อย"อาส์วะ"แฉ

    ๓๓.ผิวะเจาะ"อาส์วะ"จด.......................มิหมดลิแท้
"สมถะ,วิปัสสะฯ"แก้..................................ลุ"โอปะปาฯ"

    ๓๔.คราเธอเจริญธรรมแล.....................แฉสังโยชน์เพิ่มห้า
มีร่วมสิบครบกล้า.....................................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา

    ๓๕.ก็ตริพระธรรมวิเชียร.......................ตริเพียรลุผ่าน
เจาะมละ"อาสะฯ"ราน...............................บ ธรรมซิเหนือ

    ๓๖.เจือ"กรุณา"จิต................................คิดปลดเขาทุกข์เปลื้อง
บำบัดลำบากเยื้อง....................................ห่างแล้ทุกข์หาย

    ๓๗.เจาะ"กรุณา"พิบูลย์.........................อะดูรซิวาย
ประลุทิศาเจาะกราย.................................มหัคค์ตะหนา

    ๓๘.กรุณามิมีประมาณ..........................พานบน,ขวาง,ล่างพร้อม
ควรคิดกรุณาน้อม....................................ไม่แล้จีรัง

    ๓๙."สม์ถะ,วิปัสฯ"เจริญ.........................ซิเดินฉมัง
ก็จะปะ"อาสะฯ"ชัง....................................ลิสิ้นซิหนา

    ๔๐."อาสวะ"มิหมด................................สงฆ์จดสังโยชน์ห้า
จร"อุปปาติฯ"กล้า.....................................สู่ห้วงนิพพาน โลกลา

    ๔๑.ก็"กรุเจฯ"สิหนึ่ง...............................ซิพึงเจาะขาน
มนะสิเพียรจะชาญ...................................ลิ"อาส์วะฯ"ปลง

    ๔๒.จงมี"มุทิตา"....................................พารตียิ่งแล้ว
เขาสุขยินดีแจ้ว........................................ชื่นช้อยเมลืองแฉ

    ๔๓.ลุ"มุทิตา"คระไล..............................หทัยซิแผ่
ริเจาะทิศาละแน่.......................................มิฆาตมิเบียน

    ๔๔.เพียรคิด"มุทิตา-..............................เจโต"หาเที่ยงแท้
จึงตรึก"สมถะ"แล้.....................................พรักพร้อมวิปัสส์นา กิเลสรอน

    ๔๕.ผิวะละ"อาส์วะ"จด..........................มิหมดซิหนา
เจาะประลุ"สังฯสิห้า"................................ลุ"โอป์ปะฯ"เผย

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 09:13:23 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หมูรีบวิ่งแอ่นอกขึ้นมารับ      แต่จุกจนล้มพับหน้าเป๋อเหรอ
   

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 09:08:30 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


บ้านเอยบ้านเงียบ
ช่างเย็นเยียบหนาวเหน็บเกาะเก็บขวัญ
ไร้เสียงสรวลสำเนียงเคยเคียงกัน
เพียงแสงจันทร์สาดส่องลงรอยเดิม
ลมพัดโชยเฉื่อยฉิวหวิวใจกรีด
ภาพอดีตย้อนมาคอยตอกเสริม
ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเข้ามาเติม
ใจเคยเสริมสลายลงกลางพงเอย

 
ฝาตุ่ม

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 08:11:11 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร (ว่าด้วยธรรมเทศนาที่อัฏฐกนคร)

มโนรัมมฉันท์ ๑๐/โคลงสามสุภาพ

    ๑.นมะประณต"พระพุทธ์ฯ"..................วรุฒซิโข
พระอรหันต์ลุโพ-....................................ธิด้วยพระองค์

    ๒.ทรงเป็นพระศาสดา.........................ปัญญาเลิศเปี่ยมล้น
เพียรสั่งสอนชนด้น.................................มุ่งแล้ธรรมครัน "อริยสัจ"

    ๓.อริยะสงฆ์สิหลาย............................ลุกรายอร์หันต์
และปุถุชนถลัน.......................................พระธรรมซิสูง

    ๔.สงฆ์จูงตนเหนือโลก.........................โชคมิพาน"ภพ"แล้
จึงไม่เกิดอีกแท้.......................................จ่อล้ำผลตาม นิพพาน

    ๕.ขณะ"อะนนท์ฯ"สิเผล่.......................ณ เวฬุคาม
"ทสมะ"ถามสิความ.................................พระธรรมเจาะหลัก

    ๖.จักเป็นธรรมเอกยง..........................พุทธองค์สอนมุ่งแล้
พาจิตคลาย"อาส์วะ"แท้..........................ล่วงแล้วสงบพาน มีไหม

    ๗.ก็"พระอะนนท์"ลุชี้...........................จะมีพะพาน
เจาะ"จตุรูปฌาน"....................................กะ"อัปปมัญฯ"

    ๘.ครันสุด"อรูปฌาน"...........................พานมีสามรูปไร้
สิบเอ็ดธรรมเลิศไซร้...............................ช่วยให้ปลอดภัย

    ๙.สิ"พระอะนนท์"เจาะบ่ง.....................พระสงฆ์ซิไซร้
ลิ"อกุศล"ลุไว.........................................ปฐมฌาน

    ๑๐.กรานมี"วิตก,ตรึก"........................."วิจาร"นึกแน่แท้
มีสุขจากวิเวกแล้....................................ยิ่งพร้อม"ปีติ"หนา

    ๑๑.ตริก็ปฐมฯพิเดช...........................เพราะเหตุซิพา
ผิจะเจาะสร้างลุมา.................................มิเที่ยงยะยืน

    ๑๒.จึงคืนดับธรรมดา.........................ควรหาธรรมมั่นตั้ง
แลมุ่ง"สมถะ"ยั้ง.....................................พรั่งพร้อม"วิปัสส์นา"

    ๑๓.จะมละ"อาสะฯ"ไกล......................ผิไม่ลิกล้า
ตะประลุ"โอลิฯ"ห้า..................................เจาะ"โอปะฯ"แฉ

    ๑๔.แล"โอปปาติกะ"............................จะเจริญธรรมต่อแล้ว
เดินสู่นิพพานแผ้ว...................................ไม่แม้หวนปอง โลกเอย

    ๑๕."ทุติยะฌาน"ไซร้...........................หทัยจะผ่อง
นิร"วิตก"เกาะครอง................................."วิจาร"มิมี

    ๑๖."ปีติ"สุขเกิดหนา............................จากสมาธิ์ท่วมท้น
ครันมั่น"สมถะ"ล้น...................................ยิ่งน้อม"วิปัสส์นา"

    ๑๗.ลิมละ"อาสะฯ"ไว............................ผิไม่ละหนา
ลุภิทะ"สังฯเจาะห้า"..................................ก็"โอปะฯ"เอย

    ๑๘.เปรย"โอปปาติกะ"..........................จะเจริญธรรมต่อแล้
จึงสู่นิพพานแท้........................................ห่างแม้โลกแฉ

    ๑๙."ตติยฌาน"เจาะรุก.........................ลุสุขซิแน่
เจาะ"สติ,สัมปะฯ"แท้................................."อุเบกขะ"วาง

    ๒๐.พลางคิดฌานสามแล......................แฉจะมิเที่ยงแท้
"วิปัสส์นา,สมถะ"แล้..................................ย่อมสิ้น"อาส์วะ"หนา

    ๒๑.ผิวะกิเลสมิพัง.................................เกาะ"สังฯซิห้า"
จะประลุ"โอปะปาฯ....................................วิมุตสิพลัน

    ๒๒.ครัน"จตุตถฌาน"............................มิพานสุข,ทุกข์แท้
โสมนัส,โทมนัสแล้....................................ดับแล้ว"สติ"ตรง อุเบกขา

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.462 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...