![]() ღ "ค่อยค่อย" ก้าวข้ามความรู้สึก ღ การลาจากที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การเดินหันหลังให้กัน"ทันที"ในวันที่พายุเข้า แต่มันคือการเฝ้ามองความรู้สึกที่เคยเต็มเปี่ยม"ค่อยค่อย"ซีดจางลงไป เหมือนภาพถ่ายเก่าที่วางทิ้งไว้กลางแดด เราต่างทำหน้าที่เป็นผู้คุมงานรื้อถอนที่ประณีตที่สุด ค่อยค่อยถอนคำสัญญา ค่อยค่อยปล่อยมือ ค่อยค่อยถอยระยะห่าง ค่อยค่อยตัดสายใย จนสุดท้ายพื้นที่ที่เคยยืนข้างกัน ก็เหลือเพียงความว่างเปล่าที่มาพร้อมกับความเข้าใจอันน่าเศร้า ✧・゚: *✧・゚:* ค่อยค่อยถอยทีละก้าว อย่างเข้าใจ ค่อยค่อยถอนสัญญาไป ทีละข้อ ค่อยค่อยปล่อยวางเฉย สิ่งเคยรอ ค่อยค่อยกรอความหลัง ฝังลงไป ค่อยค่อยปล่อยมือวาง ที่ทางแยก ค่อยค่อยแทรกเส้นขีด ความชิดใกล้ ค่อยค่อยลบรูปเงา โยนเผาไฟ ค่อยค่อยตัดสายใย ไม่เหลือพา ค่อยค่อยลบความจำที่ย้ำคิด ค่อยค่อยปลิดความรักที่หนักหนา ค่อยค่อยปิดม่านสุข ทุกริยา ค่อยค่อยลาแล้วจาก จนนิรันดร์ ค่อยค่อยรินน้ำตามาอาบแก้ม ค่อยค่อยแต้มความเศร้าสุดโศกศัลย์ ค่อยค่อยรับความจริงทิ้งจาบัลย์ ค่อยค่อยตัดสัมพันธ์จนขาดรอน ค่อยค่อยพังวิมานที่สานฝัน ค่อยค่อยเปลี่ยนผูกพันเป็นบทสอน ค่อยค่อยคลายห่วงหาไม่อาวรณ์ ค่อยค่อยถอนใจลาไม่คว้าคืน ค่อยค่อยลบชื่อเธอเคยเผลอรัก ค่อยค่อยพักวางตนอย่างคนอื่น ค่อยค่อยเปลี่ยนร่างจัดเพื่อหยัดยืน ค่อยค่อยฝืนใจทนคนละมุม ✧・゚: *✧・゚:* "บางความรักจบลงด้วยเสียงตะโกน แต่ความรักที่ลึกซึ้งที่สุด มักจบลงด้วยเสียงกระซิบของคำว่า..ลาก่อน" ღ ลิตเติลเกิร์ล ღ |
|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:09:29 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
|
||
|
2
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:51:34 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
3
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:36:14 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
การเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เรากลัว แต่มีไว้เพื่อให้เรา "อยู่" อย่างมีความหมายและไม่ประมาท เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะได้ลาโลกนี้ไปแบบ "คนรู้เท่าทัน" ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่หลงทาง ![]() ขอบคุณบทความดี ๆ ที่ยกมาให้อ่านกันค่ะ ![]() |
||
|
4
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:30:25 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
5
เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:25:43 PM
|
|||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
6
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:41:56 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร ๔๖.ศาสดาของมนุษย์........................รุดยังเทพยิ่งแล้ว แสดงมุ่งธรรมงามกล้า...........................เริ่มต้น,กลาง,ปลาย สุดทาง ๔๗.ธรรมสิชัดลุบริสุทธิ์......................ศรุตจะกราย ศรัทธะเกิดริตบะฉาย.............................ริภิกษุหนา ๔๘.คราสงฆ์ตริประพฤติ.....................ยึด"สิกขา"มุ่งพร้อม "สาชีพ"แบบดีน้อม.................................เปี่ยมแล้ฝึกตน ๔๙.สิกขะสามลุปฏิบัติ........................ซิชัดผจญ "ศีล"สิรักษ์ลุอธิล้น.................................เจาะพัฒนา ๕๐."สิกขาอธิจิต"นึก...........................ฝึกสมาธิ์เร่งคว้า วิปัสสนากล้า..........................................หลุดพ้นผละหนี วัฏฏะ ๕๑.สามสิ"ปัญญะอธิ"เรือง...................กระเดื่องทวี รู้ติลักษณ์ปจยะชี้....................................เจาะมรรคเจริญ ๕๒.เดิน"สาชีพ"พฤติไว........................วินัยดีร่วมแท้ มียี่สิบหกแล้............................................มุ่งพร้อมเพรียงทำ ๕๓.ไม่พิฆาตรึภิทะสัตว์.........................ซิชัดระกำ "เว้นขโมยกะธนะล้ำ..................................ตริพรหมจรรย์ ๕๔.ครันเพิกมิพูดเท็จ............................เด็ด"มิพูดก่อล้อ "เสียดส่อยุยง"จ้อ......................................"หยาบไร้มิสิง" ๕๕."พูดมิเพ้อ"เจาะเหลาะแหละแท้.........จะแหล่ซิจริง เว้นลิเหง้า,กะวนะดิ่ง..................................และติณชาติ ๕๖.สงฆ์ยาตร"งดฉัน"แล........................แฉกลางคืนแน่แท้ งดแต่งกายประเทืองแล้.............................มุ่งเว้นรับทอง และเงิน ๕๗.สงฆ์ลิฟ้อนลุดุริยางค์........................ละวางซิผอง ทาส,สตรีมิประลุครอง................................และสัตว์คละพันธุ์ ๕๘.ครันผืนนา,ดินเพิก............................เลิกรับเสียมุ่งเว้น การฆ่า,จองจำเร้น......................................ไม่แล้รับคดี สินบน ๕๙.สงฆ์รตีลุเฉพาะของ..........................สิครองและมี "บาตร,จิวรปะประลุรี่...................................เจาะทั่วทิศา ๖๐.คราสงฆ์กอปรศีลขันธ์.......................ครันอริยะสุขล้ำ ปราศโทษภายในช้ำ....................................จึ่งไร้กิเลสหนา ๖๑.ภาพ"นิมิต"เจาะภวหยาบ....................จะทราบเพราะตา,.. เห็นมนุษย์,แพะ,แกะขนาบ...........................ตะสงฆ์มิยึด ๖๒.สงฆ์ประพฤติมิลุ................................"อนุพยัญฯ"แน่แล้ รูปละเอียดจิตคิดแท้...................................เช่นริ้วรอยพาน ผิวหนัง ๖๓.คำ"นิมิต,อนุพยัญฯ"...........................ซิครัน บ ควาน เป็นตะ"ธรรม"มิวปุกราน..............................และสงฆ์มิถือ ๖๔.ครือสงฆ์มิถือสอง..............................ครองสำรวมยิ่งพร้อม "อภิชฌา,โทมนัส"ค้อม................................เกิดไร้ครอบงำ ตา,หู.. ๖๕.สงฆ์ตริอายตนะหก............................ซิปกกระทำ ธรรมสิชั่วลิมิถลำ........................................เจาะตา..ระวัง ๖๖.ดังสำรวม"จักขุนฯ".............................รุน"โสตินฯ"แน่แล้ว "จมูก,ฆานินทรีย์"แจ้ว..................................ใหญ่แล้"ชิวหินฯ".. "มนินทรีย์" ๖๗.สงฆ์สิรู้ปะขณะก้าว............................ซิยาวผลิน ถอยและยืน,ศยนะ,กิน.................................เจาะลิ้มและลอง ๖๘.ครองสังฆาติแล.................................แฉจีวรห่มแล้ เดินออกบิณฑ์บาตรแท้...............................เริ่มต้นเทศนา |
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:27:49 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๙) ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร ๒๓.ทรงเจาะ"เปส์สะ"รติชี้..................สิสี่นิยม ข้ออะไรหทยะชม.................................เหมาะจิตซิหนา ๒๔.ครา"เปสสะ"ทูล...........................จิตพิบูลย์สุดท้าย หิวไม่มี,สุขละม้าย.................................อย่างนี้ยินดี ๒๕.พุทธเจ้าวจนะถาม.......................ซิสามมิรี่ เหตุอะไรมิรติชี้.....................................ก็เปส์สะตอบ ๒๖.ชอบพาตนทุกข์รน.......................ขวนขวายทนเดือดร้อน เขาย่อมรักสุขย้อน................................ทุกข์แล้ชังหนำ มิรตี ๒๗."คนซิทำ,พิระ"เจาะเร้า..................กุ"เขา"ระกำ ย่อมยุเขาตริสุขะนำ..............................และเกลียดซิทุกข์ ๒๘."เขา"จึงชุกทุกข์ระทม..................จิตใจซมเร่าร้อน จึงไม่พอใจช้อน....................................ไป่แล้ยินดี ๒๙."คนสิเพียรเจาะตนุ,เขา"...............ริเฝ้ากลี จึงสิรักสุขะและชี้..................................เจาะเกลียดซิทุกข์ ๓๐."การรุกทำตน,เขา........................เนาทุกข์ทนเดือดร้อน" จึงไม่นิยมป้อน......................................แน่ไร้ยะยง ยินดี ๓๑."เปส์สะ"รื่นและรติชี้......................วจีพระองค์ แล้วสิน้อมหทยะลง................................ซิลาคระไล ๓๒.พุทธเจ้าไวตรัสสงฆ์......................"เปสสะ"คงฉลาดแพร้ว หากมุ่งฟังจำแนกแล้ว.............................สี่แท้บุคคล พิศดาร ๓๓.เปส์สะรับลุหิตะใหญ่.....................ผิไซร้จะยล เพียงกระจิดก็มิฉงน................................ประโยชน์เหมาะแฉ ๓๔.แลพุทธองค์แจงคน.......................ทำตนลำบากแท้ เพียรพากทำตนแล้.................................ทุกข์พร้อมเป็นไฉน ๓๕.ผู้สิ"เปลือย"มิวสะชัด......................กะภัตรซิใหม่ กินอะหารเจาะชิระไซร้............................และค้างหละหลาย ๓๖.กายตนนอนบนหนาม.....................ตามยืนมินั่งแล้ เดินกระหย่งเพราะเพียรแท้......................จึ่งได้ทำตน ลำบาก ๓๗.ทำซิเขาลุทรมาน...........................พิระกรานทุรน ด้วยพิฆาตแกะ,แพะ..ถลน........................ลุดัสกร ๓๘.จรหนาทำเขา,ตน...........................ยลลำบากยิ่งแล้ เพียรมุ่งตน,เขาแท้...................................เดือดร้อนมากครัน เพียงใด ๓๙.มี"กษัตริย์"วจนะกรู.........................เจาะบูชะยัญ มังสะ,ผมลิมละพลัน..................................ตริ"เนย"ปะ"กาย" ๔๐.ฉาย"หนังเสือ"คลุมกาย....................กรายนอนดินแน่วน้อม ปูลาด"โคมัย"พร้อม...................................หนึ่งเต้านมโค ยังชีพ ๔๑."ราชินี"ลุเฉพาะสอง..........................จะครองซิโต "พราหมณ์สิสาม,และจตุโอ่.........................ก็บูชะไฟ ๔๒.ไวกษัตริย์บูชายัญ............................พลันจัด"โคเพศผู้" "เมีย,ลูกโค,แพะ"กู้......................................มิ่ง"ม้า","ทาส"นอง น้ำตา ๔๓.พุทธเจ้าเจาะวทะไว้...........................ซิใครมิครอง ตนและเขามิทุระผอง..................................มิเพียรกระทำ ๔๔.มินำตน,คนใด...................................ใจ,กายปราศเร่าร้อน หิวไม่มี,สุขช้อน..........................................อยู่แท้ถึงพรหม เป็นไฉน ๔๕.มีพระพุทธะอรหันต์...........................ศรัณย์เหมาะชม ตรัสรู้จรณะสม...........................................ณ โลกซิหนา |
||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:02:43 AM
|
||
| เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช | ||
![]() “ตอนใกล้ตาย” มันมีความรู้สึกอย่างไร? อาการของการ “ตาย” ที่คนอื่นได้ศึกษามาหรือเคยได้พูดคุยกับคนมีประสบการณ์ใกล้ตาย(near-death experience) นั้นเป็นเช่นไร คุณหัชชา ณ บางช้าง เคยค้นคว้าเรื่องนี้มาเขียนใน “ภาวะหลังตาย” และเล่าว่า “กระบวนการตาย” ในระยะต่าง ๆ นั้นเป็นเช่นไร ท่านบอกว่ามันมี 4 ขั้นตอนอย่างนี้ ๑. ระยะแรก เป็นระยะที่ธาตุดินเริ่มสลายตัว กลายเป็นน้ำ ผู้ตายจะรู้สึกอ่อนระโหย ไม่มีแรง การมองเห็นต่าง ๆ เริ่มเสื่อม มองอะไร ๆ ก็ไม่ชัด ทุกอย่างดูมัว ไปหมด ทุกอย่างที่เห็น เหมือนมองไปกลางถนน ขณะแดดจัดๆภาพต่างๆจะเต้นระยิบระยับ เต็มไปหมด ๒. ระยะที่น้ำจะกลายเป็นไฟ ช่วงนั้น น้ำในร่างกายเริ่มแห้งลง จะรู้สึก ชา ๆ ตื้อ ๆ เริ่มหมดความรู้สึก ไล่จากปลายเท้าขึ้นมา ประสาทหูเริ่มไม่รับรู้คือเริ่มไม่ได้ยินเสียง อะไร มองไปทางไหนก็เห็นแต่ควัน ๓. ระยะนี้ไฟเปลี่ยนเป็นลม หูจะไม่ได้ยินอะไรอีกเลย รู้สึกหนาว จับใจ ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ หยุดหมด ลมหายใจอ่อนลงเรื่อย ๆ จมูกเริ่มไม่รับความรู้สึกเรื่องกลิ่น ๔. ระยะนี้ ธาตุลมจะเปลี่ยนเป็นอากาศธาตุ ตอนนี้ เจตสิกทุกอย่าง รวมทั้งการหายใจ จะหยุดหมดพลังงานทั้งหลายที่เคย ไหลเวียนอยู่ในร่างกายจะไหลกลับคืนไปสู่ ระบบประสาทส่วนกลางหมด ลิ้นแข็ง ไม่รับรู้เรื่องรสชาติใดๆความรู้สึกสัมผัส หมดไป ความรู้สึกอยากโน่น อยากนี่ต่าง ๆ ที่เคยมีก็หมดไป มีความรู้สึกเหมือน อยู่กับแสงเทียนที่กำลังลุกโพลงอยู่เท่านั้น ท่านบอกว่าตอนนี้แหละที่แพทย์จะประกาศว่า ผู้ป่วยในความดูแล “ถึงแก่กรรม” แล้ว (clinical death) นั่นก็คือจุดที่ “เวทนา” ทั้งหมดดับไป สมองและระบบไหลเวียนต่าง ๆ ของร่างกายหยุดทำงานหมด แปลว่ารูปและนาม หรือเบญจขันธ์ ตายไปแล้ว ก็ต้องถกกันต่อไปว่า ถ้าเราเชื่อว่า วิญญาณยังอยู่ต่อเมื่อร่างกายสลายไป จะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรต่อไป อ่านเจออีกแหล่งหนึ่งเรื่อง “ลักษณะการตาย” ตามแนวคิดแบบ “เซน” ที่คุณ “โชติช่วง นาดอน” เคยรวบรวมไว้ในหนังสือ “จิตคือพุทธะ” เมื่อนานมาแล้ว ท่านบอกว่าคนเราตายได้สองลักษณะ คือ “ตายอย่างปราศจากที่พึ่ง” และ “ตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่ง” คนที่ตายย่างแรกนั้นเวลาใกล้จะสิ้นลม มีอารมณ์ผิดไปจากปกติ จิตใจกลัดกลุ้มยุ่งเหยิง เรียกว่า “จิตวิการ” ซึ่งหมายถึงจิตเกิดความปวดร้าวทรมานเพราะ ยัง “ยึดติด” กับหลายเรื่อง หรือที่เรียกว่า “ไม่ยอมตายทั้ง ๆ ที่ต้องตาย” นั่นคือจิตใจยังติดข้องกับอุปาทาน ๔ ประการคือ ๑. ติดอยู่กับทรัพย์สินเงินทอง ๒. ห่วงใยอาลัยในสิ่งที่เป็นรูป และอรูป โดยเห็นว่าเป็นของเที่ยง ๓. มีนิวรณ์ความวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน มาห้ามจิตมิให้บรรลุความดี ๔. มีความดูแคลนเมินเฉยในคุณพระรัตนตรัย เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ตายลักษณะอาการ อย่างนี้ เรียกว่าตายอย่างอนาถา ส่วนการตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่งนั้น แปลว่าคนใกล้ตายมีสติอารมณ์ผ่องใส ไม่หวั่นไหว และซาบซึ้งในวิธีของมรณกรรม และยึดหลัก ๔ ประการคือ ๑. มีอารมณ์เฉย ๆ ซาบซึ้งถึงกฎธรรมดาแห่งความตาย ๒. ซาบซึ้งถึงสภาพการณ์สิ่งในโลกของ ความไม่เที่ยง ไม่เป็นแก่นสาร ๓. รำลึกถึงกุศลกรรมที่ได้ผ่านมาในชีวิต และเกิดปิติปลาบปลื้ม ๔. ยึดมั่นเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง อยู่ตลอดเวลาจนสิ้นลมหายใจ ด้วยเหตุนี้แหละ, จึงเห็นว่าการ “ฝึกตายก่อนตาย”ดั่งที่ท่านพุทธทาส หรือ.. หลวงพ่อ หลวงปู่ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะ.. หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี ท่านเคยสอนเรานั้น เป็นเรื่องที่ประเสริฐสุดแล้ว แต่คนส่วนใหญ่กลัวตาย แม้จะเอ่ยถึงคำว่าตายก็รับไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการ “แช่ง” ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครหนีความตายได้แม้แต่คนเดียว การเรียนรู้ “มรณาอุปายะ” หรือ “ฝึกตายก่อนตาย” นั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้มันสนุกเสีย ให้มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นน่ายินดี ก็จะทำให้ความทุกข์ระหว่างมีชีวิตอยู่นั้น ลดน้อยถอยลง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไปก็ไม่ตกใจ ไมตื่นเต้น ไม่รันทดและทรมานเพราะ.. ความกลัวและความไม่ต้องการที่จะจากไป ชาวพุทธที่ฝึกปฏิบัติธรรมในสาระจริง ๆ (ไม่ใช่แค่ทำบุญแล้วนึกว่าจะต้องไปสวรรค์ โดยไม่ต้องปฏิบัติธรรม) ก็จะเข้าใจว่า.. “ขันธ์ทั้งห้า” ล้วนไม่เที่ยง ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงและทรุดโทรม และท้ายสุดก็แตกดับไป และระหว่างที่มรณกาลมาถึงนั้น ขันธ์ห้าก็ย่อมจะแปรปรวน จึงควรจะเตรียมตัวและเตรียมใจไว้ เมื่อความตายมาถึง, เราก็จะได้ไม่ทุรนทุราย และตายอย่างมีสติ และ “รู้เท่าทันความตาย” ซึ่งเป็นสุดยอดของการมีชีวิตอยู่นั่นเอง.. ขอขอบคุณ คุณธนัฐณ์ สกุลธัญวีสิริ ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต FB: โต๊ะป้าศรี CH Table |
||
|
9
เมื่อ: 15, มีนาคม, 2569, 02:21:42 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๖๗.กันทรกสูตร (สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมสำหรับผู้ยังต้องศึกษา) รโธทธตาฉันท์ ๑๑/โคลงสามสุภาพ ๑.กราบ"พระโคตมะพระพุทธ์ฯ"...........วรุฒศรัณย์ ศาสดาลุอรหันต์.....................................และ"โพธิ"เผย ๒.เปรยทรงทราบ"อริยสัจ"..................ชัดทางละทุกข์พ้น มีมรรคองค์แปดด้น................................สว่างพร้อมสุขหนำ เลิกเกิด ๓."เมตตะ"สงฆ์และกรุณา...................ประชาเจาะธรรม ผู้ลุตามอริยะล้ำ.....................................สิด้วยคุณา ๔.คราสมัยพระพุทธองค์.....................พักตรงสระโบกฯแล้ มีชื่อ"คัคค์รา"แท้....................................อยู่ใกล้"จัมปา" เขตนคร ๕."เปส์สะ"ก็ภวควาญ..........................ซิพรานคชา บุตรสิ"กันทรกะ"หนา..............................มุเฝ้าพระองค์ ๖."กันท์ระฯ"ตรงทูลชม........................สอนสงฆ์คมชอบแล้ พุทธะอรหันต์แผ้ว..................................."ภาคหน้า,อดีต"เผย ดุจเดียว ๗.แลพระโคตมะลุตรัส........................จะชัดนะเอย พุทธะทุกระยะเฉลย...............................ก็สอนเสมือน ๘.สงฆ์ยังเยือนอรหันต์........................ครันขีณาสพถ้วน มีอยู่ทุกขณะล้วน...................................ภพสิ้นจบปลง มิเกิด ๙.พุทธองค์วจนะชี้..............................จะมีพระสงฆ์ เพียรขยันกะวตะบ่ง................................ประพฤติสงบ ๑๐.มีครบปัญญาแฉ............................แลจิตคงมั่นตั้ง สติปัฏฐานยั้ง..........................................สี่แจ้งนิพพาน ๑๑.ฐานสิสี่"แนะสติปัฏฯ".....................ก็ชัดเจาะงาน สงฆ์ขยัน"ลุสติ"ชาญ..............................."ละโศกลิโลภ" ๑๒.โอบตรึก"กายในกาย"....................ฉาย"เวทนา"ยิ่งรู้ "เห็นจิตในจิต"สู้......................................ตรึกแท้"ธรรมครัน ในธรรม" ๑๓."เปส์สะ"ทูลก็สติปัฏฯ"....................มหัศจรรย์ ชนประพฤติสิเหมาะเจาะสรรค์................ลุตามซิควร ๑๔.ชนขวนขวายหนีโศก.....................วิโยคดับทุกข์แล้ จิตสะอาดลุแท้........................................ล่วงแล้ว"ญายธรรม" มรรคแปด ๑๕.เปส์สะเสริม"อติพระพุทธ์ฯ".............ก็รุดซินำ "ทราบประโยชน์,ลิหิตะ"ล้ำ.......................มนุษย์และสัตว์ ๑๖.ชัดมนุษย์มักอวด............................ยวด"รกชัฏ"แน่แท้ สัตว์แน่วมิลึกแล้.......................................เรียก"ตื้น"ถาวร ๑๗.ข้าฯริฝึกสิคละ"คชา".......................จะพาซิจร "เดินซิคด"เลาะแวะตะลอน........................ก็เห็นกระทำ ๑๘.มนุษย์นำแปลกหลาย......................."กาย,วจี,จิต"มุ่งแล้ พฤติต่างกันรกแท้.....................................อวดโอ้จัดเผย "รกชัฏ" ๑๙.พุทธเจ้าริภณะด้น............................ก็ชนเฉลย มีมนุษย์เลาะจตุเอ่ย...................................ณ โลกเสมอ ๒๐.เจอ"บุคคลทำตน"............................จนลำบากเดือดร้อน "เพียรก่อทุกข์ยากซ้อน"............................มุ่งแท้มีผล กับเขา ๒๑."ก่อและเพียรเพาะทุรเคล้า...............กะเขาและตน" "คนสิเฉยมิเจาะสกล..................................สราญซิสอง" ๒๒.ปองคนมิทำตน................................ดลเขาทุกข์ยากแล้ "หิวไม่มี,สุขแท้".........................................เปรียบได้กับพรหม |
||
|
10
เมื่อ: 14, มีนาคม, 2569, 08:40:22 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๖๖.มารตัชชนียสูตร -> ภูเขาหิมวา (ภูเขาหิมาลัย) สูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ (เท่ากัน) ประดับไปด้วยยอดถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด เป็นที่ตั้งของ ต้นชมพู (หว้า) ต้นไม้ประจำทวีป วัดรอบลำต้นได้ ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ และกิ่ง (แต่ละกิ่ง) ก็ยาว ๕๐ โยชน์ แผ่ออกไปวัดได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ และสูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ก็แลขนาดของต้นชมพูนี้ใด ขนาดนั้นนั่นแหละเป็นขนาดของต้นจิตรปาฏลี (แคฝอย) ของพวกอสูร; ต้นสิมพลี (งิ้ว) ของพวกครุฑ; ต้นกทัมพะ (กระทุ่ม) ในอมรโคยานทวีป; ต้นกัปปะในอุตตรกุรุทวีป; ต้นสิรีระ (ซึก) ในบุพพวิเทหทวีป; ต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้นแล ท่านโบราณจารย์จึงกล่าวไว้ว่า (ต้นไม้ประจำภพและทวีป คือ) ต้นปาฏลี ต้นสิมพลี ต้นชมพู ต้นปาริตฉัตตะของพวกเทวดา ต้นกทัมพะ ต้นกัปปะ และต้นที่ ๗ คือ ต้นสิรีสะ ดังนี้) (๒) ทิศตะวันตก = อมรโคยานทวีป -> เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้วผลึก -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม -> มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) -> ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)" (๓) ทิศตะวันออก = ปุพพวิเทหะทวีป -> เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงิน ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีป มีสีเงิน -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร -> มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) -> ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก)" (๔) ทิศเหนือ = อุตรกุรุทวีป -> มีเนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ มีทวีปน้อยเป็นบริวาร ๕๐๐ ทวีป -> มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำ ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง -> มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างสวยงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน -> มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) -> มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา -> มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว) -> ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป" |
||



