Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ร่วมทาง ร่วมสู้
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:06:44 PM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม



ร่วมทาง ร่วมสู้

บนเส้นทาง กว้างไกล สายชีวิต
เพื่อนสนิท ชิดใกล้ ไม่หน่ายหนี
ยามมืดมน หม่นหมอง ละอองมี
พร้อมยื่นมือ ไมตรี คอยประคอง

ไม่ต้องรวย ล้นฟ้า มาเผื่อแผ่
เพียงจริงใจ ให้แท้ ไม่เป็นสอง
ในวันที่ ท้อแท้ น้ำตานอง
มีเพื่อนมอง จ้องสบ สยบภัย

กี่แดดลม ล้มลุก กระหน่ำซัด
ร่วมกุมมือ มั่นหยัด ไม่หวั่นไหว
กอดคอกัน ก้าวฝ่า พายุไป
ไม่เคยคิด แค้นใจ ในชะตา

คำปลอบโยน โยงใย ในวงเหล้า
กับข้าวหม้อ ต้มเก่า เราสรรหา
บะหมี่ซอง ส่องแสง ยามโรยรา
คือแรงใจ ให้กล้า ศรัทธาคน

ผ่านร้อนหนาว ก้าวผ่าน กาลเวลา
ความผูกพัน มีค่า กว่าหยาดฝน
ต่างแยกย้าย ย้ายยก โลกวกวน
แต่ใจเรา สู้ทน ไม่จืดจาง

ขอบใจนะ เพื่อนรัก ที่ร่วมสู้
เป็นกระจก ส่องดู อยู่เคียงข้าง
คำว่า "เพื่อน" เพื่อนแท้ ไม่อำพราง
ร่วมเดินทาง สร้างฝัน นิรันดร

ฝาตุ่ม




 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:53:00 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


เชือกเอยเชือกปม
ผูกระดมแรงร้อยไม่ถอยหนี
เกิดเป็นคนต้องแกร่งทุกนาที
ปมที่มีคือบทเรียนเพียรแก้ไป
ต่อให้เงื่อนซับซ้อนซ่อนปมยาก
ผ่านลำบากเหงื่อปนสู้ทนไหว
ใช้ปัญญาค่อยคลี่ด้วยหัวใจ
ก้าวต่อไปสู่เส้นทางสว่างเอยฯ

 
ฝาตุ่ม

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:15:17 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์


   #"ข น ม บัวลอย"


    แป้งข้าวเหนียวบีบเค้นเป็นผุยผง
    ขึ้นรูปอย่างบรรจง จากนักปั้น
    ฝุ่นเล็กละเอียดย่อยนับร้อยพัน
    enjoyกัน สมานฉันท์สามัคคี

    น้ำเปล่าเติมตามด้วยช่วยผสม
    ก้อนแป้งกลมนำปั้นเป็นสองสี
    เตยใบเขียว~มันม่วงเข้ากันดี
    นิ้วทั้งสิบขยำขยี้ไม่รีรอ

    ปั้นเสร็จสรรพจับแบ่งแป้งเอาไว้
    น้ำเดือดปุ๊บโยนไปใส่ลงหม้อ
    มองแป้งสุก ตะเกียกตะกายเริ่มลอยคอ
    เดินหน้าต่อน้ำเย็นเป็นจบงาน

    แป้งเขียว-ม่วงลูกน้อยน้อยลอยตุ๊บป่อง
    กะทิข้นจากกล่องทำของหวาน
    โรยงา-มะพร้าวอ่อนตอนรับทาน
    ตักใส่จานถ้วยกลม ข น ม บั ว ล อ ย

    กันต์กรีนซี

    ๒๑/๕/๒๕๖๙




 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:33:22 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๒/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๙๗.อัปป์มัญญะสี่เจาะอนะธรรม...............ซิผู้ร่ำและเรียนรี่
หรือของอร์หันต์สิประลุชี้...............................ก็ธรรมกลางปะทั่วไป

    ๑๙๘.ไกลอัปป์มัญฯสี่พร้อม........................มหึมา "มหัคคตะ"
มิกล่าว"ปริตฯ"ซา..........................................เล็กน้อย
อารมณ์ใหญ่มหัคตาฯ....................................มิเอ่ย
"อัปปะฯอารมณ์"คล้อย..................................ไป่อ้างวจีเผย

    ๑๙๙.อัปป์มัญญะสี่เจาะปะทะถัว.................กระจายทั่วซิเท่าเอย
"มัชฌิม"สิกลางลุภวเชย.................................ขยายแผ่ทิศาแฉ

    ๒๐๐.แล"อัปป์มัญฯ"สี่น้อม.........................."ผันผวน อนิยตะ"
แล"มัคคารัมฯ"รวน.........................................ไป่อ้าง
"มัคคเหตุ"ก็ทวน............................................มิแน่
มรรคอธิบดีร้าง..............................................ห่อนได้ผลยล

    ๒๐๑.อัปป์มัญญะสี่เจาะปะ"พหิทาฯ"............หทัยชิดซินอกตน
แผ่สัตว์ขยายริเจาะสกล.................................มิมีเขตจะกั้นขวาง

    ๒๐๒.พลางอัปป์มัญฯสี่พร้อม.......................มิแล "อนิทัสส์ฯ"
ตาไม่เห็นรูปแฉ..............................................กระทบไร้
มิเห็นผ่านทวารแปร........................................มิทราบ ปัญจ์ทวาร
จะทราบทางใจไซร้.........................................รับรู้เฉพาะทาง

    ๒๐๓."เมตตาสิเหตุ"เพราะวสะชัด.................มนุษย์,สัตว์เจาะสุขพลาง
มีรักเสมอพหุกระจ่าง.......................................มิมุ่งร้ายพยาบาท

    ๒๐๔.ยาตรอัปป์มัญฯนี่แท้............................สามมา "เมตตา"
"มุทิตา"รตีหนา................................................อุเบกฯน้อม
เป็น"นเหตุ"คณา..............................................มิใช่ เหตุแล
จิตแผ่ขยายพร้อม............................................"โลภไร้,โกรธ"สรวม

    ๒๐๕.อัปป์ฯสี่"สเหตุกะ"เจาะนำ......................จะเป็นธรรมซิเหตุร่วม
จิต,เจตสิก ฉ ภวรวม.........................................อโลภะโทสา..

    ๒๐๖.ครา"เมตตา"แน่แท้................................ความดี "อโทสะ"
"เหตุเหตุสัมป์ยุต"มี...........................................รากเหง้า
สัมปยุตวลี.......................................................ตัวอื่น "อโทสะ"
ความเมตตาเกิดเคล้า.......................................ต่างน้อมเหตุสอง

    ๒๐๗.อัปป์ฯสี่เจาะ"ปัจจยะฯ"ลุจริง.................เพราะสิ่งซิเกื้อครอง
จึงเกิดและสันตติเจาะจอง................................ลุทุกข์เกิดสิเนื่องกัน

    ๒๐๘.ครันอัปป์มัญฯสี่แม้น.............................ยังเป็น "สาสวะ"
กิเลสร่วมเกิดเห็น.............................................หมักแท้
อัปป์มัญฯสี่ประเด็น..........................................ยังเรียก "โนอาสวะ"
ธรรมไม่เป็นกิเลสแล้........................................ฝ่ายน้อมกุศล

    ๒๐๙.อัปป์มัญญะสี่"เจาะภวชัด......................มิรั้งสัตว์ ณ วัฏฯยล
"โนสัญชะฯ"ธรรมสิชิระดล................................บ สังโยชน์กุศลแฉ

    ๒๑๐.แลอัปป์มัญฯสี่น้อม................................เรียกนา "โนคันถะ"
หาใช่มัดสัตว์หนา..............................................ไม่ร้อย
อัปป์มัญฯสี่เรียกครา.........................................มิเด่น "โนโอฆะ"
ธรรมไม่เป็นกิเลสพร้อย.....................................ท่วมท้นจิตคน

    ๒๑๑.อัปป์มัญญะสี่จะภณะโอ่.........................บ "โนโยคะ" ตรึงชน
ไม่ผูกมนุษย์ตะจะผละพ้น..................................ณ วัฏฏะสงสาร

    ๒๑๒.กรานอัปป์มัญฯสี่นี้................................."หนีไกล นิวรณ์"
มิสะกัดทางดีไว.................................................มุ่งก้าว
อัปป์มัญฯสี่จักไถล.............................................ตนยึด "โนปรามาสฯ"
เห็นผิดยึดถือน้าว...............................................เลิกแล้วดีผล

    ๒๑๓.อัปป์มัญญะสี่ลุภวด่ำ...............................ก็"สารัมณาฯ"ยล
อารมณ์เจาะ"เมตตะ"ปิยะล้น...............................ตริพาสุขสบาย

    ๒๑๔.กรายอารมณ์เกิดแล้...............................กรุณา
เขาทุกข์คลายหมดหนา......................................ทุกข์พ้น
อารมณ์มุทิตา.....................................................รตียิ่ง เขาเจริญ
อุเบกฯอารมณ์ด้น...............................................จิตรู้เป็นกลาง

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 20, พฤษภาคม, 2569, 09:26:00 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๑/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๗๙.สงฆ์เพียรสิ"รูปะวจะฯกล้า.................."กิรียา"ประกบเอื้อ
"มิใช่กุศลรึหินะ"เจือ......................................เจาะ"ทิฏฐ์ธัมมสุขฯ"แฉ

    ๑๘๐.แลลุ"ฌานสี่"น้อม..............................ปราศมี ทุกข์,สุข
"โสมนัส,โทมนัส"ลี........................................หมดแล้ว
จิต"อุเบกขา"ดี..............................................พลางมุ่ง วางเฉย
สติสะอาดแผ้ว..............................................จุ่งพร้อมทำงาน

    ๑๘๑."เจโตวิมุตติกิริยา..............................อุเบกขา"อุบัติพาน
จึงเรียก"อุเบกขะ"มนะกราน...........................อุเบกขะจิตหนา

    ๑๘๒.คราปัญหาปุจฉ์ฯแล้...........................มิประมาณ อัปป์มัญฯ
การแผ่อัปป์มัญฯฉาน.....................................ทิศพร้อม
อัปป์มัญฯจิตขยายพาน..................................โลกทั่ว สัตว์หลาย
ปราศฆาต,เวรใครด้อม...................................จิตแท้เทียมทัน

    ๑๘๓.คราอัปป์มัญฯเจาะจตุเด่น...................ซิไหนเป็น"กุศล"ครัน
กลาง"อัพยากตะ"ลุสรรค์................................"รึดิ่งชั่ว"และวุ่นวาย

    ๑๘๔.ฉายอัปป์มัญฯสี่แท้.............................เป็น"กุศล ก็มี"
"เป็นอัพยาฯ"ยล.............................................ยิ่งน้อม
แล"อุเบกขา"ดล.............................................สัมปยุต "อทุกข์สุขฯ"
มิทุกข์,มิสุขพร้อม...........................................อยู่แล้วจิตเฉย

    ๑๘๕.อัปป์มัญฯสิสี่"ปะทะวิบาก"...................ก็มีมากซิผลเอ่ย
"เนวาวิปากะนะฯ"เจาะเปรย.............................มิใช่เหตุวิบากแฉ

    ๑๘๖.แล"ธัมม์วิปากฯแท้..............................ธรรมหลาย เกิดแล
ธรรมก่อวิบากพราย........................................แน่แท้
ธรรม"สมถะ"ขยาย.........................................จิตผ่อง "สุข"มา
ธรรมก่อวิบากแล้............................................ดั่งนี้เกิดผล

    ๑๘๗."สามอัปป์มัญฯนิรอุเบก-.......................ขะ"เป็นเอกสมาธิ์ยล
นอกนั้นประกอบกะสุขะด้น..............................เจาะเวท์นาและรู้ครัน

    ๑๘๘."อัปป์มัญญาสี่"แล้...............................เป็น"อุปา- ทินนุฯ"
"สภาพยึดโดยกรรม"หนา................................แน่แท้
อารมณ์อุปาฯพา.............................................เกิดจ่อ
"มิยึดอนุปาฯ"แล้.............................................แต่พร้อมอุปาทาน

    ๑๘๙.สี่อัปปมัญฯเจาะภวนำ..........................จะเป็นธรรมมิเศร้าพาน
เป็นเหตุ"กิเลสิกะฯ"ประธาน.............................ซิที่ตั้งกุเศร้าหมอง

    ๑๙๐.ตรองอัปป์มัญฯแน่แล้ว.........................มีสาม เพิกอุเบกฯ
"มีวิตก,วิจาร"ตาม............................................แม่นแล้
"คงมีแต่วิจารผลาม.........................................ฌานที่ สอง"เฮย
"ฌานหนึ่ง-สองมีแท้........................................หว่างน้อมวิจารมี"

    ๑๙๑."วางเฉยอุเบกฯ"เจาะ"อวิตักฯ"..............มิมีปักวิตกชี้
การตรองวิจารก็นิรคลี่.....................................เพราะเป็นฌานระดับเหนือ

    ๑๙๒.เครืออัปป์มัญฯแน่แล้ว..........................สามหนา เพิกอุเบกฯ
เป็นสุข,ปีติพา..................................................ร่วมแท้
แลเป็นอุเบกขา................................................มีก่อ
อาจกล่าวมิเป็นแล้............................................เกี่ยวน้อม"ปีติ"หนา

    ๑๙๓.วางเฉยอุเบกฯสหคะชู...........................หทัยรู้สิเวท์นา
"ไม่สุข,อทุกขมะ"เจาะกล้า"................................ละสุข,ทุกข์มิมีเผย

    ๑๙๔.เปรยอัปป์มัญฯสี่แท้...............................ควรประหาณ มีเหตุ
"โดยมรรคโสดาฯราน........................................เล็งแล้ว"
"โดยภาวนา"กราน.............................................พึงฆาต"
มีมรรคบนสามแกล้ว..........................................ฆ่าสิ้นกิเลสรอน

    ๑๙๕.อัปป์มัญฯเจาะ"อาจยะฯ"สิธรรม..............สะสมนำกิเลสชอน
ยังต้องลุเกิดจระมิถอน ......................................ณ กาม์โลกตลอดเผย

   ๑๙๖.เปรยอัปป์มัญฯสี่แล้ว...............................เหตุไกล มิเกิด
เหตุนิพพานไถล................................................ไม่แล้
มิเป็นมรรคผลไหน.............................................เพราะดิ่ง เป็นกลาง
ธรรม"อัพยากฤต"แท้.........................................ไม่น้อมเลว,ดี

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 19, พฤษภาคม, 2569, 10:15:15 AM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


สักวาขอให้มีความสุข
พร้อมกันปลุกใจฟื้นจากขื่นขม
เลิกหม่นหมองร้องไห้ใจระทม
สะบัดปมความช้ำทิ้งซ้ำรอย
​ขอชีวิตนับจากนี้มีแต่ได้
เป็นผู้คุมเกมใจไม่เหงาหงอย
ลบคำคนล้นหลามติดตามคอย
สุขทยอยยื่นรับปรับใจเอย
 
ฝาตุ่ม

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 19, พฤษภาคม, 2569, 09:50:24 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม
นึกว่ารูปแปะติดกระพริบตา     เอาแล้วหวาหลอนติดจิตวุ่นวาย  AddEmoticons00928

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 19, พฤษภาคม, 2569, 08:34:39 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๐/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๖๑.สงฆ์ทำสิเนื่อง"ทุติยฌาน"...................จะล่วงผ่าน"วิตก"คลาย
เหลือแต่"วิจาร"กะ"ปิติ"ฉาย............................และ"สุข"เกิดวิเวกนำ

    ๑๖๒.สงฆ์กระทำต่อแล้ว.............................ฌานสาม บรรลุ
ความผ่องใสเกิดลาม......................................แน่แท้
"เกิดธรรมเอก"ผุดผลาม.................................ระงับ"วิตก วิจาร"
"มีสุข,ปีติ"แล้.................................................เกิดได้จากสมาธิ์

    ๑๖๓.พลางสงฆ์สิเร่ง"จตุต์ถฌาน.................ปะล่วงกรานประเสริฐครา
พา"ปีติ"คลายหทยะกล้า.................................อุเบกขาซิวางเฉย

    ๑๖๔.สงฆ์เชยมียิ่งแล้ว................................"สัมปชัญฯ สติ"
"สุข"จากนามกายพลันฯ.................................ท่วมท้น
มี"วิมุตต์กรุณ"ครัน.........................................คือจิต กรุณา
ธรรมที่เหลือคงด้น.........................................กอปรด้วยกรุณหนา

    ๑๖๕.สงฆ์,จิตกระทำ"กิริยะฌาน".................ประกอบพาน"มุทิตา"
ไม่เป็นวิบากเจาะนิรคว้า..................................เพราะไร้กรรมอะไรเผย

    ๑๖๖.สงฆ์เปรยเจริญต่อล้ำ.........................."รูปา- วจรฌาน"
เป็นกิริยาหนา.................................................ไม่ทั้ง
ดีหรือชั่วทำพา................................................หาใช่ วิบาก
เป็น"ทิฏฐ์ธัมม์สุข"ยั้ง.......................................อยู่พร้อมสุขหนา

    ๑๖๗.สงฆ์พฤติละ"กาม"ลิอกุศล....................ลุฌานด้นปฐมคว้า
มีฌานสิร่วมกะมุทิตา........................................"วิตก"พร้อม"วิจาร"แฉ

    ๑๖๘.แล"ปีติ,สุข"ปลื้ม..................................วิเวกพา
"มุทิตา"รตีหนา................................................ชื่นแท้
"เจโตวิมุตต์ฯ"พา.............................................จิตแน่ว มุทิตา
ฌานที่เหลือเกิดแปล้.......................................กอปรด้วยมุทิตา

    ๑๖๙.เช่นฌานปฐม,พิริยะหมั่น......................พระสงฆ์พลันลุ"สอง"คว้า
ธรรม์ชาติสิผ่องละทวิหนา..............................."วิตก,ตรึก" "วิจาร,ตรอง"

    ๑๗๐.จิตครองธรรมเอกแท้.........................."ปีติ"มี
"สุข"เพราะสมาธิ์ดี..........................................แน่วน้อม
มี"มุทิตา"พี....................................................."วิมุตต์ เจโต"
ธรรมที่เหลือกอปรพร้อม.................................ยิ่งแล้วมุทิตา

    ๑๗๑.สงฆ์"ปีติ"คลาย"ตติยฌาน...................กระทำผ่านรตีกล้า
มีจิต"อุเบกขะ,สติ"หนา....................................เจาะเป็นสุขสราญเผย

    ๑๗๒.เชย"มุทิตา"เลิศล้ำ.............................."กิริยา- ฌาน
จะเพ่งสมาธิ์หนา.............................................จิตน้อม
เป็นกิริยาพา...................................................เกิดสี่ ฌานแล
วิบากมิมีค้อม..................................................พักแล้อรหันต์

    ๑๗๓.สงฆ์มุ่งสิ"รูปะวจะฯ"หนา......................กิริยาวิบากหั่น
"ทิฏฐ์ธัมมสุขฯ"ศยนะครัน...............................สงัด"กาม"ผละชั่วผลาญ

    ๑๗๔.สงฆ์พานฌานหนึ่งแล้..........................กอปรหนา มุทิตา
"วิตก,วิจาร"ครา..............................................อยู่พร้อม
"ปีติ,สุข"มีพา..................................................พานสงบ จากวิเวก
"วิมุตต์เจโตฯ"น้อม..........................................จิตล้นมุทิตา

    ๑๗๕.เหมือนดั่งสิหนึ่งจะละ"วิตก".................ลุฌานปรก ณ สองคว้า
เหลือแค่"วิจาร,กะปิติ"กล้า ..............................เจาะ"สุข"จากวิเวกแฉ

   ๑๗๖.แลฌานสามผ่านแล้ว............................วิจารคลาย
จิตผ่องใสดังหมาย..........................................เกิดน้อม
มีธรรมเอกผุดพราย.........................................เกิดสุข "ปีติ"
"วิมุตต์เจโตฯ"พร้อม.........................................จิตล้นมุทิตา

    ๑๗๗.สงฆ์บรรลุ"ฌานจตุต์ถะฯ"รี่...................ละคลาย"ปีติ"หมดนา
มีจิต"อุเบกขะ,สติ"กล้า.....................................เจาะ"สัมปชัญญะ,สุขเผย

    ๑๗๘.เปรย"อุเบกฯ"จิตน้อม..........................."กิริยาฌาน" จิตวาง
จิตว่างในฌานพาน..........................................ประณีตล้ำ
สมาบัติเกิดขาน...............................................ระงับทุกข์ ทางกาย
วางปล่อยอารมณ์ซ้ำ........................................หมดแล้มิเหลือ

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 18, พฤษภาคม, 2569, 09:41:34 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หมูขอเอียงหน้าออกบอกว่าไม่      แล้วไถลเยื้องย่างหลบข้างฝา
 

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 18, พฤษภาคม, 2569, 10:58:57 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

    ๑๔๓.สงฆ์จึงลุ"ฌานทุติยะ"กล้า...................ปะเมตตาซิร่วมแล้
ภายในสิผ่องเจาะรุจิแท้.................................."วิตก"ตัด"วิจาร"หนี

    ๑๔๔.สงฆ์มีธรรมเอกไซร้............................เอมใจ ปีติ
มี"สุข"จากสมาธิ์ไว.........................................พรั่งพร้อม
ความรักใคร่เกิดไข.........................................ขานกล่าว
"วิมุตติ์เจโต"น้อม............................................ดุจแท้เมตตา

    ๑๔๕.สงฆ์เพียรมุ"รูปะวจะฌานฯ".................กระทำพาน"กิรียา"
ไม่ใช่"กุศล"รึ"หินะ"คว้า...................................มิใช่กรรมวิบากไข

    ๑๔๖.ใจเป็น"ทิฏฐ์สุขฯ"แท้...........................พักหนา "ปีติคลาย"
จิตดิ่งอุเบกขา................................................เกิดพร้อม
"สัมปชัญฯ,สติ"พา...........................................ลุล่วง "ฌานสาม"
โดยร่วม"เมตตา"น้อม......................................."วิมุตติ์แท้เจโตฯ"

    ๑๔๗.สงฆ์พักมุฌานเจาะ"กิริยา"....................กระทำหนาสมาธิ์โข
เพื่อเป้าลุ"ฌานจตุต์ถะ"โผล่..............................สภาพจิตซิพักคลาย

    ๑๔๘.สงฆ์กรายเจริญมุ่งก้าว.........................."รูปา- วจรฌาน
ไม่ชั่วหรือกุศลพา.............................................ว่างแล้
ดำรง"ทิฏฐ์สุขฯ"หนา.........................................พักผ่อน สงัด"กาม"
ฌานหนึ่งลุถึงแท้..............................................."วิตก"พร้อม"วิจาร"

    ๑๔๙.สงฆ์มีสิ"ปีติ,สุขะ"อวย............................สงบด้วยวิเวกกราน
"เจโตและเมตตะเจาะผสาน...............................วิมุตติจิตคลาย

    ๑๕๐.สงฆ์กรายเจริญต่อแล้ว..........................ฌานสอง บรรลุ
ประสานกับเมตตาครอง.....................................ร่วมแท้
ตัด"วิตก"หมดผอง............................................."วิจารยิ่ง ปีติ,สุข
เป็น"ทิฏฐ์ธัมสุขฯ"แล้.........................................แค่น้อมกิริยา

    ๑๕๑.สงฆ์ก้าวเลาะ"รูปะวจฌานฯ"..................เสาะทิฏฐ์ฯพานซิสุขกล้า
ฌานสามลุร่วม"สหระฯ"หนา..............................กะเมตตาหทัยใส

    ๑๕๒.ไวธรรมเอกผุดแล้ว...............................ตัดสอง "วิจาร"
"วิตก",เหลือ"สุข"ครอง......................................เปี่ยมล้น
"ปีติ,อิ่มใจ"ปอง.................................................เพราะจ่อ สมาธิ์
"วิมุตต์เจโตฯ"ท้น..............................................เรียกน้อมเมตตา

    ๑๕๓.สงฆ์พฤติสิเหมือน,"จตุต์ถะฌาน"............เจาะล่วงกรานกิรียา
เหลือคง"อุเบกขะ,สติ"กล้า.................................ยะยืนสุขตลอดกาล

    ๑๕๔.สงฆ์กรานประพฤติแล้............................"กรุณา กิริย์ฌาน"
"ฌานหนึ่ง,กรุณ"รวมหนา...................................กอปรน้อม
"วิจาร,วิตก"ครา.................................................มีแน่ว "ปีติ"
"สุข"เกิดจากวิเวกพร้อม.....................................อยู่ยั้ง"ทิฏฐ์ธัมม์ฯ"

    ๑๕๕.สงฆ์พฤติสิรูปะวจะหนา.........................."กิรีย"วิบากงำ
ฌานสองลุพร้อมสหระพร่ำ ................................กรุณมาหทัยใส

   ๑๕๖.ไว"วิจาร,วิตก"แล้....................................สงบหนา
จิตผุด"ธรรมเอก"พา..........................................."สุข"พร้อม
"ปีติ"จิตเกิดมา...................................................สมาธิ์ก่อ
"วิมุตต์เจโตฯ"น้อม.............................................เนื่องด้วยกรุณา

    ๑๕๗.สงฆ์พฤติสิต่อ"ตติยฌาน".......................ก็ล่วงพานกรุณกล้า
เกิด"ปีติ"คลายหทยะฝ่า.....................................อุเบกขาซิวางแฉ

    ๑๕๘.แล"กรุณาฯยิ่งล้น..................................."กิริยาฌาน"
จิตมุ่งทำการงาน................................................กิจนั้น
ผลมิส่งใดพาน...................................................เป็นวิบาก
จึงไม่นำเกิดกระชั้น............................................ล่วงแล้วภพไหน

    ๑๕๙.สงฆ์เพียรเจาะ"รูปะวจฌานฯ"..................ซิไม่พานวิบากไกล
"ทิฏฐ์ธัมมสุขฯ"หทยะไว......................................สงัด"กาม"ละชั่วหลาย

    ๑๖๐.กรายลุฌานหนึ่งแล้................................ผนวก"กรุณ"
"วิตก,วิจาร"ผลุน................................................เกิดพร้อม
"ปีติ,สุข"เกิดรุน..................................................จากวิเวก
"วิมุตติเจโตฯ"น้อม.............................................จิตล้นกรุณหมาย

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.131 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...