Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:19:28 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

    ๖๙.ตริก็พระธรรมสิหนึ่ง......................ซิพึงลุผ่าน
ลุอนะ"อาสะฯ"ราน..................................เลาะแดนสุขา

    ๗๐.คราอานนท์แจงเสร็จ.....................เด็ด"ทสมะ"เปรียบแล้
ดุจดั่งแสวงทรัพย์แท้..............................."หนึ่ง"น้อมพบถึง สิบเอ็ด

    ๗๑.อมตะทรัพย์สิข้าฯ.........................เสาะหาเหมาะตรึง
มนะเจาะ"หนึ่ง"ตะคลึง.............................ซิพบสกล

    ๗๒.ยล"อานนท์"ดุจเรือน......................เยือนประตูสิบเอ็ดแท้
ไฟท่วมราบหมดแล้.................................."หนึ่ง"พร้อมปลอดภัย

    ๗๓.ก็ดุจะข้าพเจ้า................................ลุเกล้าไสว
จะเสาะสิ"หนึ่ง"ละไม................................ประเทืองคณา

    ๗๔.ครา"ทสมะ"เปรย............................เคยเป็นนักบวชแล้
นอกศาสน์พุทธ์ชินแล้...............................จุ่งน้อม"อานนท์" ดุจเดียว

    ๗๕."ทสมะ"จัดสิหนา.............................เจาะผ้าซิยล
อริยะสงฆ์สกล.........................................ถวายสิภัตร

    ๗๖.ชัดถวาย"วิหาร"..............................กรานอานนท์แน่แล้ว
เพราะศรัทธาใจแผ้ว.................................นบน้อมพระคุณ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๒. อัฏฐกนาครสูตร : ว่าด้วยทสมคฤหบดี : พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๒๘ https://share.google/ZqX2yCtxJfbNGDHwM

พระอานนท์ = คือ พุทธอุปัฏฐาก ของพระโคตมพุทธเจ้า และเป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ  พระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอานนท์เป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า เพราะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ท่านออกบวชในพระพุทธศาสนาพร้อมกับพระอุบาลีและเจ้าชายอีก ๕ พระองค์ มีพระอนุรุทธะ, พระภัททิยะ, พระภัคคุ, พระกิมพิละ และ พระเทวทัต  พระอานนท์ได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า  ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะหรือผู้ยอดเยี่ยม ๕ ประการ คือ  เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก, เป็นผู้มีความจำแม่นยำ, เป็นผู้รอบคอบ, เป็นผู้มีความเพียร และ เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่พระพุทธเจ้า พระอานนท์บรรลุพระอรหัตผลหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน  ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา คือเป็นผู้วิสัชนาพระธรรม  พระอานนท์ปรินิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปี
เวฬุวคาม = ชื่อตำบลหนึ่งใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้คือพรรษาสุดท้ายที่จะเสด็จปรินิพพาน
ทสมะ = คหบดีชาวอัฏฐกนคร กราบทูลถามพระอานนท์เกี่ยวกับธรรมอันเป็นเอก (ข้อเดียว) ที่ทำให้จิตหลุดพ้นและบรรลุนิพพาน ใน อัฏฐกนาครสูตร เขาได้สร้างวิหารและบำรุงพระสงฆ์ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการถามหลักการเจริญสมาธิภาวนา อาทิ รูปฌาน ๔, อัปปมัญญา ๔, อรูปฌาน ๓
ธรรมอันเป็นเอก ๑๑ อย่าง =  ไม่มีใดเทียม ได้แก่
[ก] รูปฌาน ๔
(๑) ปฐมฌาน
-> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
-> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ปฐมฌานนี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้
-> เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่สิ้นอาสวะ เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่สิ้นเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น จะไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องต่ำ คือ กิเลสที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่ในกามภพ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ  - ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๓) สีลัพตปรามาส - ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลหรือพรต (๔) กามฉันทะ - ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม) (๕) พยาบาท - ความคิดแก้แค้นผู้อื่น
~ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ (๖) รูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๗) อรูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (๘) มานะ - ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา - ความไม่รู้แจ้ง

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:25:58 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

    ๔๖.เกย"โอป์ปาติกะ".........................เจริญสังโยชน์ต่ำค้อม
สังโยชน์สูงเกิดน้อม..............................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา

    ๔๗.มนะ"อุเบกขะ"วาง........................เจาะกลางซิชาญ
ตริภว"ปัญญะ"ฉาน................................หทัยเจาะตรง

    ๔๘.เธอคงพิจารณ์เขา.......................เนาทำดี,ชั่วแล้
เป็นดั่งกรรมทำแท้.................................รับน้อมกรรมผล

    ๔๙.มนะ"อุเบกขะ"แน่.........................ซิแผ่สกล
ลุจตุทิศเจาะด้น.....................................มิเบียดมิเบียน

    ๕๐.จงเรียน"อุเบกขา-.........................เจโต"หาเที่ยงแท้
พึงเร่ง"สมถะ"แท้....................................ร่วมน้อมวิปัสส์นา อาส์วะปลง

    ๕๑.ผิมิละ"อาส์วะ"หมด.......................ก็จดคุณา
เพราะประลุ"สังฯสิห้า"............................เจาะ"โอปะฯ"พลัน

    ๕๒.ครันเจริญธรรมสืบมา...................พาสังโยชน์เพิ่มห้า
สังโยชน์สูงตัดกล้า................................สิบพร้อมแดนเกษม โลกลา

    ๕๓.ภวอรูปฌาน.................................พะพานเจาะเปรม
ศยนะ"พรหม"สิเอม................................."อรูป"ซิหนา

    ๕๔.ตรึง"อากาสานัญฯ".......................ครันจดอากาศไซร้
หาที่สุดมิได้...........................................นิ่งแล้วอารมณ์ "รูปสัญฯ"

    ๕๕."ปฏิฆสัญญะฯ"พรู.........................มิรู้และสม
ภว ณ "อายะฯ"ชม..................................กะ"รูปและเสียง.."

    ๕๖.เผดียง"มนสิการฯ"........................พานใจเลิกไขว่คว้า
ทุกสิ่ง"มิจำ"ช้า.......................................เพื่อก้าว"อรูป"แฉ

    ๕๗.ประลุพิจารณ์สิชัด........................อุบัติซิแล
ภว"อะกาสะฯ"แท้....................................มิเที่ยงตะผัน

    ๕๘.ครันเพียร"สมถะ"..........................ปะ"วิปัสฯ"ร่วมพร้อม
"กิเลสอาสวะ"ค้อม..................................หมดสิ้นเลยหนา

    ๕๙.ผิจะตริ"อาส์วะ"ยั้ง.........................เจาะสังฯซิห้า
จะจระ"โอป์ปะปาฯ".................................เจริญคระไล

    ๖๐.ธรรมไวเป็นเอกแล.........................แฉความเพียรยิ่งแล้ว
จิตย่อมหลุดไกลแผ้ว...............................ปราศแท้กิเลสเผย

    ๖๑."ยตนะวิญญะฌาน"........................พิจารณ์ซิเอ่ย
เจาะนิร"วิญญะ"เลย.................................และเขตมิสุด

    ๖๒.รุด"วิญญานัญจาฯ"........................คิดหนามิเที่ยงแท้
คงมั่น"สมถะ"แล้......................................แน่วพร้อม"วิปัสฯ"ฉาน อาส์วะปลง

    ๖๓.ผิวะตริ"อาส์"มิสิ้น...........................จะผินพะพาน
ประลุเจาะ"โอปะฯ"กราน..........................ลุนิพฯไสว

    ๖๔.ตรึงไว"อากิญฌานฯ"......................จดกรานสิไป่แล้
"สภาพมิมีใด"แท้......................................ปราศแล้วอารมณ์
    ๖๕."นิรอะไร"พิจารณ์...........................จะพานและบ่ม
เจาะวะมิเที่ยงระทม..................................ตริมั่นพระธรรม

    ๖๖.นำ"สมถะ"แล..................................แฉ"วิปัสฯ"ร่วมด้วย
จึงดับ"อาสวะ"ม้วย....................................มุ่งหน้านิพพาน

    ๖๗."ผิวะมิดับ"สิหนา..............................กะ"อาส์วะ"ซาน
จะลุ ณ "โอปะฯ"กราน...............................เจริญซิรุด

    ๖๘.จุดมีสังโยชน์ฯเสริม.........................เติมครบเป็นสิบแล้
"กิเลสอาสวะ"แท้.......................................หมดด้นนิพพาน

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 21, เมษายน, 2569, 07:27:13 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

    ๒๓.จตุตถ์ฌานเจาะเหตุ.....................พิเศษมิยง
จะปริวรรตมิคง......................................มิเที่ยงเสมอ

    ๒๔.พึงเจอ"สมถะ"จัด..........................วิปัสส์นาเพรียบพร้อม
จะตัด"อาสวะ"ค้อม.................................หมดสิ้นเลยหนา

    ๒๕.ผิวะกิเลสเจาะโข...........................ลุ"โอปะปาฯ"
ประลุเจริญซิกล้า....................................พระนิพฯสิแฉ

    ๒๖.แล"อัปปะมัญฯ".............................ครันธรรมเลิศสี่แท้
ประพฤติหมดจดแล้................................ถูกต้องกับคน สัตว์เอย

    ๒๗.หทยะ"เมตตะ"ชุก..........................เพราะสุขกะชน
เจาะ"กรุณา"ซิดล....................................มุทุกข์สลาย

    ๒๘.กราย"มุทิตา"พลอย........................คอยยินดียิ้มแปล้
ความสำเร็จเขาแล้...................................ผ่องแผ้วใจเผย

    ๒๙.มนะ"อุเบกขะ"วาง..........................เจาะกลางและเฉย
พิริตริ"ปัญญะ"เอ่ย..................................พิจารณ์มิเอียง

    ๓๐.เธอเพียงใจเมตตา.........................มายังทิศสี่แล้
เป็นยิ่งมหัคตะแท้....................................ใหญ่น้อมมิประมาณ

    ๓๑.เจาะ"อนะเบียนและฆาต"................ปลาตและกราน
จตุทิศาสราญ..........................................ลุสุขไสว

    ๓๒.ไว"เมตตาเจโตฯ"............................ชัดโขหากมั่นแล้ว
เพียรมากจิตสงบแผ้ว...............................ดับคล้อย"อาส์วะ"แฉ

    ๓๓.ผิวะเจาะ"อาส์วะ"จด.......................มิหมดลิแท้
"สมถะ,วิปัสสะฯ"แก้..................................ลุ"โอปะปาฯ"

    ๓๔.คราเธอเจริญธรรมแล.....................แฉสังโยชน์เพิ่มห้า
มีร่วมสิบครบกล้า.....................................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา

    ๓๕.ก็ตริพระธรรมวิเชียร.......................ตริเพียรลุผ่าน
เจาะมละ"อาสะฯ"ราน...............................บ ธรรมซิเหนือ

    ๓๖.เจือ"กรุณา"จิต................................คิดปลดเขาทุกข์เปลื้อง
บำบัดลำบากเยื้อง....................................ห่างแล้ทุกข์หาย

    ๓๗.เจาะ"กรุณา"พิบูลย์.........................อะดูรซิวาย
ประลุทิศาเจาะกราย.................................มหัคค์ตะหนา

    ๓๘.กรุณามิมีประมาณ..........................พานบน,ขวาง,ล่างพร้อม
ควรคิดกรุณาน้อม....................................ไม่แล้จีรัง

    ๓๙."สม์ถะ,วิปัสฯ"เจริญ.........................ซิเดินฉมัง
ก็จะปะ"อาสะฯ"ชัง....................................ลิสิ้นซิหนา

    ๔๐."อาสวะ"มิหมด................................สงฆ์จดสังโยชน์ห้า
จร"อุปปาติฯ"กล้า.....................................สู่ห้วงนิพพาน โลกลา

    ๔๑.ก็"กรุเจฯ"สิหนึ่ง...............................ซิพึงเจาะขาน
มนะสิเพียรจะชาญ...................................ลิ"อาส์วะฯ"ปลง

    ๔๒.จงมี"มุทิตา"....................................พารตียิ่งแล้ว
เขาสุขยินดีแจ้ว........................................ชื่นช้อยเมลืองแฉ

    ๔๓.ลุ"มุทิตา"คระไล..............................หทัยซิแผ่
ริเจาะทิศาละแน่.......................................มิฆาตมิเบียน

    ๔๔.เพียรคิด"มุทิตา-..............................เจโต"หาเที่ยงแท้
จึงตรึก"สมถะ"แล้.....................................พรักพร้อมวิปัสส์นา กิเลสรอน

    ๔๕.ผิวะละ"อาส์วะ"จด..........................มิหมดซิหนา
เจาะประลุ"สังฯสิห้า"................................ลุ"โอป์ปะฯ"เผย

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 09:13:23 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

หมูรีบวิ่งแอ่นอกขึ้นมารับ      แต่จุกจนล้มพับหน้าเป๋อเหรอ
   

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 09:08:30 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


บ้านเอยบ้านเงียบ
ช่างเย็นเยียบหนาวเหน็บเกาะเก็บขวัญ
ไร้เสียงสรวลสำเนียงเคยเคียงกัน
เพียงแสงจันทร์สาดส่องลงรอยเดิม
ลมพัดโชยเฉื่อยฉิวหวิวใจกรีด
ภาพอดีตย้อนมาคอยตอกเสริม
ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเข้ามาเติม
ใจเคยเสริมสลายลงกลางพงเอย

 
ฝาตุ่ม

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 08:11:11 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร (ว่าด้วยธรรมเทศนาที่อัฏฐกนคร)

มโนรัมมฉันท์ ๑๐/โคลงสามสุภาพ

    ๑.นมะประณต"พระพุทธ์ฯ"..................วรุฒซิโข
พระอรหันต์ลุโพ-....................................ธิด้วยพระองค์

    ๒.ทรงเป็นพระศาสดา.........................ปัญญาเลิศเปี่ยมล้น
เพียรสั่งสอนชนด้น.................................มุ่งแล้ธรรมครัน "อริยสัจ"

    ๓.อริยะสงฆ์สิหลาย............................ลุกรายอร์หันต์
และปุถุชนถลัน.......................................พระธรรมซิสูง

    ๔.สงฆ์จูงตนเหนือโลก.........................โชคมิพาน"ภพ"แล้
จึงไม่เกิดอีกแท้.......................................จ่อล้ำผลตาม นิพพาน

    ๕.ขณะ"อะนนท์ฯ"สิเผล่.......................ณ เวฬุคาม
"ทสมะ"ถามสิความ.................................พระธรรมเจาะหลัก

    ๖.จักเป็นธรรมเอกยง..........................พุทธองค์สอนมุ่งแล้
พาจิตคลาย"อาส์วะ"แท้..........................ล่วงแล้วสงบพาน มีไหม

    ๗.ก็"พระอะนนท์"ลุชี้...........................จะมีพะพาน
เจาะ"จตุรูปฌาน"....................................กะ"อัปปมัญฯ"

    ๘.ครันสุด"อรูปฌาน"...........................พานมีสามรูปไร้
สิบเอ็ดธรรมเลิศไซร้...............................ช่วยให้ปลอดภัย

    ๙.สิ"พระอะนนท์"เจาะบ่ง.....................พระสงฆ์ซิไซร้
ลิ"อกุศล"ลุไว.........................................ปฐมฌาน

    ๑๐.กรานมี"วิตก,ตรึก"........................."วิจาร"นึกแน่แท้
มีสุขจากวิเวกแล้....................................ยิ่งพร้อม"ปีติ"หนา

    ๑๑.ตริก็ปฐมฯพิเดช...........................เพราะเหตุซิพา
ผิจะเจาะสร้างลุมา.................................มิเที่ยงยะยืน

    ๑๒.จึงคืนดับธรรมดา.........................ควรหาธรรมมั่นตั้ง
แลมุ่ง"สมถะ"ยั้ง.....................................พรั่งพร้อม"วิปัสส์นา"

    ๑๓.จะมละ"อาสะฯ"ไกล......................ผิไม่ลิกล้า
ตะประลุ"โอลิฯ"ห้า..................................เจาะ"โอปะฯ"แฉ

    ๑๔.แล"โอปปาติกะ"............................จะเจริญธรรมต่อแล้ว
เดินสู่นิพพานแผ้ว...................................ไม่แม้หวนปอง โลกเอย

    ๑๕."ทุติยะฌาน"ไซร้...........................หทัยจะผ่อง
นิร"วิตก"เกาะครอง................................."วิจาร"มิมี

    ๑๖."ปีติ"สุขเกิดหนา............................จากสมาธิ์ท่วมท้น
ครันมั่น"สมถะ"ล้น...................................ยิ่งน้อม"วิปัสส์นา"

    ๑๗.ลิมละ"อาสะฯ"ไว............................ผิไม่ละหนา
ลุภิทะ"สังฯเจาะห้า"..................................ก็"โอปะฯ"เอย

    ๑๘.เปรย"โอปปาติกะ"..........................จะเจริญธรรมต่อแล้
จึงสู่นิพพานแท้........................................ห่างแม้โลกแฉ

    ๑๙."ตติยฌาน"เจาะรุก.........................ลุสุขซิแน่
เจาะ"สติ,สัมปะฯ"แท้................................."อุเบกขะ"วาง

    ๒๐.พลางคิดฌานสามแล......................แฉจะมิเที่ยงแท้
"วิปัสส์นา,สมถะ"แล้..................................ย่อมสิ้น"อาส์วะ"หนา

    ๒๑.ผิวะกิเลสมิพัง.................................เกาะ"สังฯซิห้า"
จะประลุ"โอปะปาฯ....................................วิมุตสิพลัน

    ๒๒.ครัน"จตุตถฌาน"............................มิพานสุข,ทุกข์แท้
โสมนัส,โทมนัสแล้....................................ดับแล้ว"สติ"ตรง อุเบกขา

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 19, เมษายน, 2569, 02:26:32 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

วิ่งจนหอบจนเหนื่อยเมื่อยจนล้า   มองซ้ายขวาหาคนรับกลับไม่เจอ  AddEmoticons00928

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 19, เมษายน, 2569, 07:57:52 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

-> อโคจร เป็นไฉน
(๗.๖) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; มีสาวเทื้อเป็นโคจร; มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; มีภิกษุณีเป็นโคจร; หรือมีร้านสุราเป็นโคจร; เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์; ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส; ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่าและบริภาษ; ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก; ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่าอโคจร
มหันตรทุกวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ รับรู้อารมณ์ได้ (๒) ฌาน ๔ ไม่เป็นจิต (๓) ฌาน ๔ เป็นเจตสิก
~ จตุตถฌานกุศลจิต มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา ประกอบด้วยองค์ของเจตสิก คือ เวทนาเจตสิก; และ เอกัคคตาเจตสิก; และ มี เจตสิกอื่นๆ เช่น สัพพจิตตสาธารณเจตสิกเกิดร่วมด้วย และ โสภณสาธารณะเจตสิกบางประเภท
~ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ คือ ผัสสเจตสิก,  เวทนาเจตสิก, สัญญาเจตสิก, เจตนาเจตสิก, เอกัคคตาเจตสิก, ชีวิตินทริยเจตสิก  และ  มนสิการเจตสิก ..เรารู้กันอยู่ว่า ย่อมประจำอยู่กับจิตทุกๆดวง ทุกๆประเภท  เพราะเป็นเจตสิกพื้นฐานที่ขาดไม่ได้  ...ไม่ว่าจิตของสัตว์นรก จนถึงจิตของพระอรหันต์  ก็ย่อมจะต้องมีเจตสิกพื้นฐานทั้ง ๗ นี้ ประจำอยู่
~ โสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดีงาม มี ๒๕ แบ่งเป็น
ก) โสภณสาธารณเจตสิก = เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง มี ๑๙ คือ ศรัทธา, สติ, หิริ โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทสะ, ตัตรมัชฌัตตตา - ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ = อุเบกขา, กายปัสสัทธิ - ความคลายสงบแห่งกองเจตสิก, จิตตปัสสัทธิ (แห่งจิต), กายลหุตา - ความเบาแห่งกองเจตสิก, จิตตลหุตา (แห่งจิต), กายมุทุตา - ความนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก, จิตตมุทุตา (แห่งจิต), กายกัมมัญญตา - ความควรแก่งานแห่งกองเจตสิก, จิตตกัมมัญญตา (แห่งจิต), กายปาคุญญตา - ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก, จิตตปาคุญญตา (แห่งจิต); กายุชุกตา - ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก, จิตตุชุกตา (แห่งจิต)
ข) วีรตีเจตสิก = เจตสิกที่เป็นตัวงดเว้น ๓ คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ
ค) อัปปมัญญาเจตสิก = เจตสิกคืออัปปมัญญา ๒ คือ กรุณา มุทิตา (อีก ๒ ซ้ำกับ อโทสะ และตัตรมัชฌัตตตา)
ง) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ = คือ ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ
(๔) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยจิต (๕) ฌาน ๔ ระคนกับจิต (๖) ฌาน ๔ มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๗) ฌาน ๔ เกิดพร้อมกับจิต (๘) ฌาน ๔ เป็นไปตามจิต (๙) ฌาน ๔ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๐) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต (๑๑) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต (๑๒) ฌาน ๔ เป็นภายนอก (๑๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป (๑๔) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี
อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ
ปิฏฐิทุกวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๒) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๓) เว้นวิตกที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีวิตก (๔) ฌาน ๓ ไม่มีวิตก เว้นวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๕) ปฐมฌาน มีวิจาร (๖) ฌาน ๓ ไม่มีวิจาร เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๗) ฌาน ๒ มีปีติ (๘) ฌาน ๒ ไม่มีปีติ เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๙) ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ (๑๐) ฌาน ๒ ไม่สหรคตด้วยปีติ (๑๑) เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข (๑๒) จตุตถฌานไม่สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๓) จตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขา (๑๔) ฌาน ๓ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นกามาวจร (๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี (๑๗) ฌาน ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๘) จตุตถฌานที่เป็นอรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี
~ อรูปาวจร = ซึ่งท่องเที่ยวไปในอรูปภพ, อยู่ในระดับจิตชั้นอรูปฌาน, ยังเกี่ยวข้องอยู่กับอรูปธรรม
~ รูปาวจร = จิตและภูมิที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปธรรม หรือระดับจิตของผู้ที่ได้ฌาน (สมาธิขั้นสูง) เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ จนจิตแนบแน่นพ้นจากกามอารมณ์ เป็นจิตระดับสูงที่นำไปสู่การเกิดในรูปพรหมโลก ๑๖ ชั้น จัดเป็นสภาวะที่จิตประณีต สงบ และมีกำลังมาก
(๑๙) ฌาน ๔ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๒๒) ฌาน ๔ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี; ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี
~ บทว่าสอุตฺตรํ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร, เป็นรูปาวจร
~ บทว่า อนุตฺตรํ จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร
(๒๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
ปัญหาปุจฉกะ จบ
ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 18, เมษายน, 2569, 11:12:01 AM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์


   # "ส ะ พ า น ไ ม้ ห ม า ก"
  
   สายน้ำใสไหลผ่านสะพานไม้หมาก
   ทอดเชื่อมจากฟากคลองสองริมฝั่ง
   สร้างมิตรภาพอันดีและจีรัง
   เคียงคู่ดั่งสายน้ำกับลำธาร

   เพียงพบเพื่อผูกพัน เธอ~ฉันเพื่อน
   แน่นเหนียวเหมือนเชือกรัดมัดประสาน
   ลำต้นไผ่ผูกจับกับสะพาน
   กระแสกาลคล้อยเคลื่อน ยังเหมือนเดิม

   ลำไม้ไผ่เคียงอยู่คู่ขนาน
   กับสะพานไม้หมากจากแรกเริ่ม
   ทางยาวไกลทอดยาวคราวต่อเติม
   มัดผูกเสริมสองฝั่งดั่งแรงใจ

   มิตรภาพพึงมีที่แน่นเหนียว
   เชือกกระสันฟั่นเกลียวกันลื่นไหล
   เธอกันฉันมั่นคงยืนยงไกล
   เช่นลำไผ่-ไม้หมาก...ที่เรียงวาง

   สะพานเหมือนไมตรีที่ทอดข้าม
   มิ ต ร ภ า พ ดีงามยามก้าวย่าง
   จากฟากฝั่งจุดหมายถึงปลายทาง
   ชัดเจนไม่เลือนลาง ต่างให้กัน

   กันต์กรีนซี




 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 18, เมษายน, 2569, 06:54:38 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
(๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ
~ สังโยชน์ = คือ กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ หรือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับความทุกข์และวัฏฏะ (การเวียนว่ายตายเกิด) ทำให้ใจเศร้าหมองและติดอยู่ภพทั้ง ๓ มีทั้งหมด ๑๐ ประการ
~ คันถะ = กิเลสที่ร้อยรัดมัดใจสัตว์ให้ติดอยู่
~โอฆะ ๔ = สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์, กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ได้แก่ กาโมฆะ - กาม; ภโวฆะ -ภพ; ทิฏโฐฆะ- ทิฏฐิ; อวิชโชฆะ - อวิชชา
~ โยคะ ๔ = คือ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือ ผูกตรึงไว้ ประกอบสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะ มีด้วยกัน ๔ ประเภท คือ กามโยคะ - คือ โลภะ ที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ; ภวโยคะ - คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพในขันธ์; ทิฏฐิโยคะ - ทิฎฐิ คือ ความเห็นผิด อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์; อวิชชาโยคะ - อวิชชา คือ ความไม่รู้ อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์
~ นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ - ความพอใจในกาม; พยาบาท - ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ; ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม; อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล; วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย
~ ปรามาส =(ปะ-รา-มาด) - ความยึดมั่น
มาติกานิทเทส = อธิบายคำ
(๑) คำว่า ในธรรมวินัยนี้ = ในความเห็นนี้; ในความพอใจนี้; ในความชอบใจนี้; ในลัทธินี้; ในธรรมนี้; ในวินัยนี้; ในธรรมวินัยนี้; ในปาพจน์นี้; ในพรหมจรรย์นี้; และในคำสอนของพระศาสดานี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ในธรรมวินัยนี้
(๒) คำว่า ภิกษุ = ชื่อว่าภิกษุ; เพราะสมัญญา ชื่อว่าภิกษุ; เพราะการปฏิญญาตน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เข้าถึงภิกขาจาร ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทรงผ้าที่ถูกทำลาย ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมได้แล้ว ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้โดยไม่เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะไม่เป็นพระเสขะและพระอเสขะชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เลิศ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ผุดผ่อง ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้มีสาระ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วย ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ สมควรแก่เหตุ ด้วยสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน
~ ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ = คือถูกต้อง มั่นคง
(๓) คำว่า ปาติโมกข์ = ศีลเป็นที่พึ่ง; เป็นเบื้องต้น; เป็นความประพฤติ; เป็นความสำรวม เป็นความระวัง; เป็นหัวหน้า; เป็นประธาน; เพื่อความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นกุศล
(๔) คำว่า สังวร = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; และทั้งทางกายและวาจา
(๕) คำว่า เป็นผู้สำรวม = เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว; เข้ามาถึงพร้อมแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว; เข้าถึงแล้วด้วยดี, ประกอบแล้วด้วยปาติโมกขสังวรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร
(๖) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่
(๗) คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร = อาจาระก็มี; อนาจาระก็มี
-> อนาจาระ เป็นไฉน
(๗.๑) ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา; ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า อนาจาระ
(๗.๒) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อนาจาระ
-> อาจาระ เป็นไฉน
(๗.๓) ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ
(๗.๔) ศีลสังวรแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อาจาระ
(๗.๕) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อาจาระ
-> คำว่า โคจร = อธิบายว่า โคจรก็มี อโคจรก็มี

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.494 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...