|
1
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:06:24 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๕/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ ๓๓๒.ยล"ปฏิสัมภิทา"......................คราเป็น"โนกิเลสฯ"แท้ มิเด่นกิเลสแล้....................................เช่นน้อมนามขันธ์ ๓๓๓."ปฏิสัมฯ"ตติชัด......................จะเลาะ"จถ์ฯออกครัน ภว"กามะวะฯ"สรรค์............................จระท่อง"กาม" ๓๓๔.ความ"อัตถ์ปฏิสัมฯ"................นำเป็นสองอย่างได้ มิเด่น"กามาฯ"ไซร้..............................เกี่ยวข้องโลกีย์ ๓๓๕.เจาะ"นกามะวะฯ"โอ่................ประลุโลกุตต์ชี้ ภวจิต"อริย์"นี้.....................................ละกิเลสหาย ๓๓๖.กราย"ปฏิสัมฯ"ชัด..................ภาวะจัดสี่แล้ โลกุตต์ธรรมเป็นแท้............................จิตน้อมมรรคผล ๓๓๗.เจาะ"นรูปะวะฯ"ชม..................อนะพรหมรูปยล นมะไม่ศยะด้น....................................เจาะ ณ รูปฌาน ๓๓๘.พาน"นอรูปาฯ"........................หาเป็นหนา"อรูปฯ"ชั้น หรือ"อรูปฌาน"ดั้น..............................แต่ยั้งมรรคผล โลกุตตระ ๓๓๙."ปฏิสัมฯ"ตติกราน...................ปฏิภาณตัดยล "ปริยาฯ"ภวดล....................................ตติภูมิเผย ๓๔๐.เปรยภูมิ"กามาฯ"กรู................."รูปาวะฯ"เอ่ยแท้ และ"อรูปาฯ"แล้...................................วัฏยั้งสังสาร ๓๔๑.ทยะ"อัตถ์ปฏิสัมฯ"...................ภวนำสองกราน เจาะริ"โลกิยะ"ขาน..............................."ปริยาปันฯ" ๓๔๒.ครัน"โลกุตตระ"นำ...................ธรรม"อปริฯ"ยิ่งกล้า ธรรมอยู่เหนือโลกแผ้ว.........................วัฏพ้นหลีกไกล ๓๔๓."ปฏิสัมฯ"ตติชัด.......................มละอัตถ์ฯออกไว "อนิย์ยานิกะ"ไร้...................................อนะสัตว์หนี ๓๔๔.มิมีนำสัตว์ออก.........................นอกวัฏฏะแแน่แล้ว คงจิตกุศล,กลางแท้..............................ภพยั้งสามหนา ๓๔๕.ทยะ"อัตถ์ปฏิฯ"ครอง................ภวสองอย่างมา เจาะลุป็น"นิยะยาฯ"..............................มละวัฏหนี ๓๔๖.อัตถ์ฯมี"อนิย์ยาฯ".....................คราโลกีย์จิตแแล้ ผลแค่กรรม,ฌานแท้.............................จุ่งยั้งวัฏวน ๓๔๗."ปฏิสัมฯ"ตตินำ.........................มละ"ธัมม์ฯออกยล "อนิยาตะฯ"เจาะดล..............................เพราะเจาะอัพยาฯ ๓๔๘.เป็นหนา"กริยา"........................พาจิตกลางแน่แท้ บ บาป,บุญใดแล้...................................ส่งน้อม"อริย์"จร ๓๔๙.ทยะ"อัตถ์ปฏิสัมฯ"....................นิยะต์พร่ำแน่นอน "อริย์สัจ"จตุพร.....................................นิรเปลี่ยนแปลง ๓๕๐.แจงเป็น"อนิยตะ"แล..................แฉมิคงแน่แท้ คราดิ่งโลกีย์แล้....................................เที่ยงพร้อมมิคง ๓๕๑."ปฏิสัมฯ"ตติชัด.........................มละ"อัตถ์ฯออกตรง เจาะ"สอุตตระ"ส่ง..................................ภวมีเหนือ ๓๕๒.เครือยังเป็นโลกีย์......................มีปัญญาสุดไร้ ธรรมอื่นสูงเหนือไซร้.............................เทียบน้อมอรหันต์ ๓๕๓.ทยะ"อัตถ์ปฏิสัมฯ".....................ทวิธรรมสองครัน เลาะ"สอุตตระ"พลัน...............................ก็"อนุตต์"สูง ๓๕๔.จูง"อนุตตระ"แล.........................แฉมิมีธรรมยิ่งคว้า โลกุตต์จิตเกิดกล้า.................................อื่นแล้มิเทียม นิพพาน |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:51:05 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกช - กระทู้ล่าสุด โดย กรกช | ||
![]() ครั้งหนึ่งในพุทธกาล มีภิกษุรูปหนึ่งลงสรงน้ำในสระบัว ครั้นได้กลิ่นดอกบัวก็สูดดมด้วยความชื่นใจ เทวดาประจำป่าได้ปรากฏกายขึ้นแล้วเตือนว่า การสูดดมกลิ่นที่เจ้าของมิได้ยกให้นี้ ก็เป็นการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้อย่างหนึ่ง ท่านเป็นดั่ง “ผู้ขโมยกลิ่น” ภิกษุแย้งว่าตนเพียงดมอยู่ห่างๆ มิได้เด็ดมิได้หัก ในขณะที่คนอื่นถอนรากขุดเหง้าเก็บดอกบัวไปหลับไม่เห็นถูกตักเตือนเลย เทวดาตอบว่า ผู้ที่เปรอะเปื้อนด้วยกิเลสหนาอยู่แล้วนั้น เปรียบดั่งผ้าเช็ดครัวที่ดำไปทั้งผืน มีรอยเพิ่มอีกย่อมไม่มีใครเห็น จะไปตักเตือนก็เปล่าประโยชน์ แต่ผู้แสวงหาความบริสุทธิ์อยู่เป็นนิจนั้น เปรียบดั่งผ้าขาวสะอาด แม้รอยด่างเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏชัด ดังที่ท่านกล่าวว่า "บาปประมาณเท่าปลายขน ย่อมปรากฏประดุจเท่าก้อนเมฆในนภากาศ แก่บุรุษผู้แสวงหาความสะอาดเป็นนิจ" ภิกษุได้ฟังก็สลดใจ รู้ว่าตนได้ปล่อยใจให้ติดเพลินไปแล้ว ก็มิได้โกรธเคือง กลับน้อมรับคำเตือนด้วยความสำนึกคุณ และขอให้เทวดาช่วยเตือนตนอีกหากเห็นความพลั้งพลาดในวันข้างหน้า เรื่องเล่านี้ชวนให้ฉุกคิด ภิกษุรูปนั้นมิได้ลักทรัพย์ มิได้เด็ดดอกไม้ มิได้ทำให้สิ่งใดของผู้ใดพร่องหายไปเลยแม้แต่น้อย ท่านเพียงสูดกลิ่นที่ลอยมาตามลม กระนั้นก็ยังถูกเรียกว่าขโมย เมื่อพูดถึงการไม่ขโมย เรามักนึกถึงเรื่องทรัพย์สิน ไม่หยิบของที่ไม่ใช่ของตน ไม่ลักไม่ฉ้อโกง เพียงเท่านี้ก็ดูเหมือนรักษาศีลข้อนี้ได้ครบถ้วน แต่ถ้อยคำที่ถูกวางไว้นั้นมิได้บัญญัติเพียงว่า 'อย่าลักทรัพย์' ทว่ากลับใช้คำว่า "อทินนาทานา เวรมณี" การงดเว้นจากการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ และคำว่า "สิ่งที่เขาไม่ได้ให้" นี้เองที่เปิดประตูไปสู่ความหมายอันลึกซึ้ง เพราะสิ่งที่คนเราถือเอาจากกันได้นั้น มีมากกว่าวัตถุที่จับต้องได้ เมื่อพิจารณาดูอย่างไม่รีบร้อน จะเห็นว่าในแต่ละวันเราอาจถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้อยู่เสมอ โดยที่มิได้มีทรัพย์สินใดพร่องหายไปจากผู้ใดเลย เราถือเอาเวลาของผู้อื่นเมื่อปล่อยให้เขารอคอยโดยไม่จำเป็น เราถือเอาความสงบของคนรอบข้างเมื่อระบายอารมณ์ใส่เขา เราถือเอาความดีความชอบของผู้อื่นเมื่อรับคำชมในสิ่งที่เขาเป็นผู้ทำ เราถือเอาความไว้วางใจเมื่อรับปากแล้วไม่ทำตาม เราถือเอาโอกาสในการเห็นแสงสว่างแห่งปัญญาของผู้อื่นเมื่อชี้นำทางที่ผิด สิ่งเหล่านี้ไร้บทบัญญัติเอาผิด แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันคือการพรากบางสิ่งไปจากชีวิตผู้อื่น โดยที่เขาไม่ยินยอม และเรื่องกลิ่นบัวยังสะท้อนสัจธรรมที่ละเอียดยิ่งกว่านั้น ว่าการถือเอามิได้เกิดขึ้นกับผู้อื่นเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับตนเองด้วย การปล่อยใจให้เพลิดเพลินหลงใหลในรูป รส กลิ่น เสียง แม้เพียงเล็กน้อย ก็คือการเปิดช่องให้ตัณหาเข้ามาริดรอนความสงบไปจากจิตใจ ภิกษุรูปนั้นถูกเตือนมิใช่เพราะดอกบัวเสียหาย แต่เพราะใจของท่านได้ถูกความเพลินขโมยไป การถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้กับการที่ตัณหาขโมยความบริสุทธิ์ไปจากใจ จึงเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสองด้านของการล่วงเกินสิ่งซึ่งมิใช่ของตน เมื่อเพ่งพิจารณาด้วยมุมมองนี้ ศีลทุกข้อที่ดูเหมือนเป็นเรื่องแยกจากกัน กลับค่อยๆ เผยตัวว่ามีรากเหง้าเดียวกันมาแต่แรก การเบียดเบียนชีวิต เมื่อมองให้ถึงที่สุดก็คือการถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ เพียงแต่สิ่งที่พรากไปนั้นคือชีวิต อันเป็นสมบัติที่หวงแหนที่สุด และไม่อาจเรียกคืนมาได้ การล่วงละเมิดในกามก็คือการฉกฉวยในกายและความไว้วางใจที่เขามิได้มอบให้ หรือล่วงเข้าไปในความผูกพันที่มิใช่ของเรา เป็นการขโมยในพื้นที่ที่อ่อนไหวที่สุดของหัวใจมนุษย์ การกล่าวเท็จคือการขโมยความจริงไปจากผู้ฟัง เขาควรได้รับรู้โลกตามที่มันเป็น แต่เราฉวยเอาความจริงไปจากเขา แล้วสับเปลี่ยนด้วยความเท็จ และการปล่อยใจมัวเมาจนขาดสติ ก็เป็นการขโมยที่ล้ำลึกเช่นกัน หากความเพลินในกลิ่นบัวคือการปล่อยให้ตัณหาพรากความสงบไปจากปัจจุบัน การมัวเมาก็คือการให้โมหะปล้นชิง “สติ” เครื่องมือสำคัญที่จะนำทางเข้าสู่ธรรมในวันข้างหน้า เป็นการขโมยหนทางหลุดพ้นไปจากตนเอง อะไรคือสิ่งที่ร้อยรัดศีลทั้งปวงให้รวมเป็นหนึ่งเดียว? คำตอบ มิได้อยู่ที่การกระทำภายนอก… หากแต่ฝังลึกอยู่ที่ “เจตนา” หวนกลับไปที่สระบัวอีกครั้ง เหตุใดเทวดาจึงเตือนภิกษุที่เพียงสูดกลิ่น แต่นิ่งเฉยต่อผู้ที่ถอนรากขุดเหง้า? คำเฉลยเรื่องผ้าขาวกับผ้าเช็ดครัวนั้นเปิดเผยว่า ใจที่ฝึกจนละเอียดและใฝ่ความบริสุทธิ์เป็นนิจ ย่อมไวต่อการล่วงเกินแม้เพียงน้อยนิด ดุจผ้าขาวที่รอยด่างเท่าปลายขนก็ปรากฏ สิ่งนี้เองคือ “เจตนา” ท่านกล่าวไว้ว่า “เจตนานั่นแหละคือกรรม” และแก่นแท้ของการรักษาศีล ก็คือเจตนางดเว้น มิใช่เพียงรูปแบบของการไม่กระทำ ศีลที่งดงามจึงเกิดจากใจที่ไม่ได้เริ่มคิดจะถือเอาตั้งแต่ต้น และเครื่องหมายของใจเช่นนั้นมิใช่การไม่เคยพลั้งพลาด หากแต่คือการยินดีที่ได้เห็นรอยด่างของตนเพื่อแก้ไข ดังภิกษุที่มิได้โกรธเทวดา กลับขอบคุณและขอให้ช่วยเตือนอีก ใจที่เปิดกว้างรักความบริสุทธิ์ยิ่งกว่าทิฐิของตนเช่นนี้เท่านั้น ที่เดินทางไกลสู่จุดหมายได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจตนาที่จะไม่ถือเอาสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ตั้งมั่นขึ้นในใจคนผู้หนึ่งอย่างแท้จริง มันจึงมิได้คุ้มครองเพียงทรัพย์สินของผู้อื่น แต่แผ่ปกคลุมไปถึงชีวิตของสรรพสัตว์ ความไว้วางใจระหว่างกัน ความจริงในคำพูด และสติของตนเอง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงออกของเจตนาเดียวกัน คือเจตนาที่จะไม่ล่วงเกินสิ่งซึ่งมิใช่ของตน ใจที่ไม่ถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของตน คือใจที่รู้จักพอ และใจที่รู้จักพอนั่นเอง ที่กล้าให้ การ 'ไม่ถือเอา' เมื่อสุกงอมเต็มที่ในใจ ย่อมแปรเปลี่ยนเป็น 'การให้' อย่างเป็นธรรมชาติ คนเช่นนี้เมื่ออยู่ในบ้าน บ้านก็สงบ อยู่ร่วมกับหมู่คณะ หมู่คณะก็วางใจ เมื่ออยู่ในโลก โลกก็มีสันติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน ความขัดแย้งทั้งปวงในโลกนี้ หากสืบสาวลงไปถึงราก ก็มักเริ่มจากการที่ผู้หนึ่งยื่นมือไปแย่งชิงสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้ให้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ทรัพยากร อำนาจ หรือศักดิ์ศรี ทว่าแม้เจตนาไม่ถือเอานั้นจะแผ่กว้างจนคุ้มครองได้ทั้งโลก มันก็ยังไปไม่ถึงที่สุด ตราบใดที่ยังเหลือสิ่งหนึ่งซึ่งเรายึดถือไว้เงียบๆ ตลอดชีวิตโดยไม่เคยรู้ว่ากำลังถือเอา นั่นคือกายและใจนี้เอง เราเรียกมันว่า 'ของเรา' ทั้งที่ไม่มีผู้ใดเคยยกให้ เราเพียงมาอาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ชั่วคราว แล้วเผลอถือเอาว่าเป็นของเรา ทั้งที่ขันธ์ทั้งห้านี้ โดยเนื้อแท้ก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาไม่ได้ให้ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา และไม่เป็นของผู้ใดเลย เมื่อการไม่ถือเอาเดินทางลึกมาถึงเพียงนี้ คือไม่ถือเอาแม้กระทั่งกายและใจที่ตนอาศัย มันจึงถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะไม่เหลือแม้ 'ตัวเรา' ที่จะถือเอา ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดให้ล่วงเกินได้อีก นี่คือความน่าอัศจรรย์ของธรรมะ เมื่อเข้าถึงจริง ย่อมโอบคลุมทั้งหมดและเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง ทั้งหมดนั้นก็เริ่มจากเหตุเดียวกับกลิ่นบัวในเช้าวันนั้น คือใจที่เผลอส่งออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว ภิกษุรูปนั้นยังมีเทวดาเตือน หากเราไม่มีเทวดาเตือน ก็เหลือแต่การพึ่งตนเอง ด้วยการกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเผลอ และเมื่อการรู้สึกตัวละเอียดถึงที่สุด จนกลายเป็นธรรมชาติ การไม่ถือเอาจะแผ่คลุมทุกสภาวะ ได้กลิ่นบัวก็แค่ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไป “เช่นนั้นเอง” ขอเชิญชวนแชร์เป็นธรรมทาน |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:07:15 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | |||
|
|||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:02:19 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
รีบหยิบมาทันใดไม่ช้าที เครื่องเครามีเท่าไรรีบใส่ไป ![]() |
||
|
5
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:45:57 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๔/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ ๓๐๙."ปฏิสัมฯ"อนิทัสฯ.....................ภวชัดเห็นราน มิเจาะ"อัปปฏิฯขาน..............................มิกระทบแฉ ๓๑๐.แล"อรูป"มิเป็น.........................รูปธรรมเห็นเด่นได้ เป็นสภาพจิตทราบไซร้........................เพรียกพร้องนามธรรม ๓๑๑."ปฏิสัมฯ"ตติสรวม....................อนะรวม"อัตถ์ฯ"พร่ำ ภว"โลกิยะ"นำ.....................................ทยะเหตุ,ผล ๓๑๒.ชน,อริยะผอง...........................ฝึกฝนตรองมุ่งได้ ดับกิเลสคลายไซร้...............................ดับสิ้นยังหนา ๓๑๓.ทยะ"อัตถ์ฯ"รยะโผล่................ภวโลกุตต์หล้า ประลุปัญญะทกล้า...............................มนะมรรคผล ๓๑๔.ยล"อัตถ์ฯ"เป็นโลกีย์.................มิเวียนวนเกิดแล้ ธรรมเกี่ยวทางโลกแท้...........................กิเลสล้นทุกข์แฉ ๓๑๕."ปฏิสัมฯ"จตุชู...........................มนะรู้ได้แล ภว"เกนจิฯ"ซิแน่....................................อริย์บุคคล ๓๑๖.ยล"เกนจินวิญเญยฯ".................จิตเปรยมิทราบได้ ชนจิตอกุศลไซร้...................................ไม่เข้าถึงเลย ๓๑๗."ปฏิสัมฯ"จตุโร่..........................ภว"โน อาฯ"เอ่ย นิร"อาสวะ"เผย.....................................ละกิเลสแฉ ๓๑๘.แลบริสุทธิ์หนา.........................."โสดาบัน"แน่แล้ว "สกิทาคาฯ"แผ้ว....................................มุ่งน้อม"อนาคาฯ" อรหันต์ ๓๑๙."ปฏิสัมฯ"ตติกราน......................"ปฏิภาณฯ"ตัดหนา ภว"สาสวะ"กล้า.....................................เพราะกิเลสฉาย ๓๒๐.กราย"อัตถ์ปฏิสัมฯ"...................คำ"สาสวะ"กิเลสพร้อม ธรรมเกี่ยวโลกีย์ย้อม.............................ติดข้องยึดเผย ๓๒๑.ภว"อัตถ์ฯ"ทยะโร่......................ปะทะโลกุตต์เอย เจาะ"อนาสวะ"เชย.................................ลิกิเลสผอง ๓๒๒.ครอง"ปฏิสัมภิฯ"แฉ....................แจกแลมีสี่พร้อม "อาสววิปป์ฯ"น้อม...................................ประกอบไร้กิเลสหนา "อริยะ" ๓๒๓."ปฏิสัมฯ"จตุโอ่...........................อนะ"โนสัญฯ"กล้า ภวธรรมนิระพา......................................เจาะ ณ ภพเผย ๓๒๔.เปรยธรรมดีนำใจ.......................หนีไวกิเลสย้อม หาผูกมัดจิตพร้อม..................................อยู่ยั้งวัฏแฉ ๓๒๕."ปฏิสัมฯ"จตุโผล่.........................ภว"โนคันถาฯ"แน่ บ กิเลสปะทุแล้.......................................กะหทัยหนา ๓๒๖.ครา"ปฏิสัมฯ"จตุโชว์...................."โนโอฆะ"ผูกไว้ มิใช่กิเลสมัดไซร้.....................................สภาพแล้วิมุตเผย ๓๒๗."ปฏิสัมฯ"จตุโร่.............................ภว"โนโยฯ"เอ่ย อนะผูกเจาะเชลย....................................นิรวัฏฏ์ตรึง ๓๒๘.ถึง"ปฏิสัมภิทา"............................ชาญหนามีสี่ข้อ มิมุ่ง'โนนีฯ"ท้อ..........................................ไม่กั้นขีดขวาง ความดี ๓๒๙. ปฏิสัมฯ"จตุกล้า..........................บ "ปรามาฯ"พลาง อนะ"ยึด"วตะทาง.....................................ปฏิบัติหลง ๓๓๐.คง"ปฏิสัมภิทา"............................ฉลาดหนามีสี่แท้ เป็นเด่น"โนอุปาฯ"แล้................................ยึดไร้ครอบงำ ๓๓๑."ปฏิสัมฯ"จตุนอบ..........................อนะครอบยึดนำ ภว"กาม,วทะ"หนำ.....................................เจาะตริถือตน |
||
|
6
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:44:16 PM
|
||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
วิ่ง / ลม ยามสายลมพัดผ่านทรมานจิต ดั่งโดนพิษร้ายสุมให้ลุ่มหลง ยังวิ่งตามเงารักที่มั่นคง ปล่อยใจจมดิ่งลงในดงไฟ ![]() ฝาตุ่ม ส่งต่อค่ะ ลำบาก / เพลิน |
||
|
7
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:36:37 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
เชื้อโรคเห็นหรือยังยังหวังอยู่ รีบเก็บเถอะน้าหมูอย่าจู้จี้ ![]() |
||
|
8
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 10:09:13 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||
|
9
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:37:17 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
น้ำแข็งตกแทบเท้าเราสุดท้อ จะอยู่ต่อหรือไปเอาไงดี ![]() |
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:05:40 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์ ๒๘๖.ชม"ปฏิสัมฯ"กราน......................"ปฏิภาณฯ"เพิกแท้ เหลือแค่เพียงสามแล้.............................ยิ่งน้อมปัญญา ๒๘๗.ภว"อัตถ์ปฏิสัมฯ"........................ทยะนำเหตุพา ประลุ"อาจยคาฯ"...................................ปะทุ"เกิด"วน ๒๘๘.ยล"อัตถ์ปฏิสัมฯ".......................นำนิพพานแน่แท้ "อปจยคาฯ"แล้......................................เลิกสิ้นภพแฉ ๒๘๙.ทยะ"อัตถ์ปฏิสัมฯ".....................ภวนำ"เนวาฯ"แล นิรเหตุทวิแน่.........................................."อุปบัติ,วาย" ๒๙๐.กราย"ปฏิสัมฯ"สาม....................ความเฉลียว"อัตถ์ฯ"แท้ ฉลาด"ธัมม์สัมฯ"แล้................................ร่วมพร้อม"ปฏิภาณฯ" ๒๙๑."ปฏิสัมฯ"ตติเร่............................ภว"เนวาฯ"กราน อรหันต์มิเจาะสาน...................................นรต้องเรียน ๒๙๒.เพียรคำ"นิรุตติ์สัมฯ"....................นำคโวหาร"ปริตต์"น้อม จิตอ่อนพลังค้อม.....................................แค่ยั้งโลกีย์ ๒๙๓."ปฏิสัมฯ"ตติชัด...........................อนะ"อัตถ์สัมฯ"นี้ เจาะปริตต์อนุชี้.......................................ก็อะรมณ์"กาม" ๒๙๔.ความเป็น"มหัคคตาฯ"..................."รูปาฯ อรูปฯ"แล้ เป็น"อัปปมาฯ"แท้.....................................ยิ่งแล้วมรรคผล นิพพาน ๒๙๕.ทยะ"อัตถ์ฯ"พหุนับ.......................ภว"อัพ์ยาฯ"ยล อุปบัติกะกุศล..........................................ภณะปานกลาง ๒๙๖.พลางอัตถ์"ปะณีตะ".....................ปะกุศลประณีตแท้ มีอัพยาฯสูงแล้.........................................มรรคพร้อมผลหนา ๒๙๗.ทยะ"อัตถ์ฯ"รยะนำ.......................ภว"สัมมัตฯ"ครา ประลุ"ดี"ฐิติกล้า.......................................อริย์บุคคล ๒๙๘.ยล"อัตถ์ปฏิสัมฯ"..........................นำปัญญาเที่ยงไร้ อาจเสื่อมถอยไปได้..................................กิเลสซ้ำครอบงำ ปุถุชน ๒๙๙. ก็"นิรุตติ์ฯ"ทยะไว.........................ภณะไร้"มรรค"พร่ำ "บ อะรมณ์"ประลุหนำ................................เพราะเจาะภาษา ๓๐๐.ครา"นิรุตติ์ฯ"โวหาร.......................พานหาเป็นเหตุน้อม "มรรคเหตุฯ"ปลงค้อม................................ไม่แล้เหตุเผย ๓๐๑.ตริ"นิรุตติ์ฯ"ก็ประจักษ์...................อนะมรรคใหญ่เอ่ย ก็เพราะเน้นวทะเกย...................................นิรมรรคแฉ ๓๐๒.แล"ปฏิสัมฯ"สอง............................ครอง"อัตถ์ฯ,ธัมม์ฯ"แน่พร้อม ความฉลาดธรรม,เหตุน้อม.........................."อดีต,หน้า,ปัจจุบัน ๓๐๓."ปฏิสัมฯ"ตติผุด.............................ละ"นิรุตติ์ฯ"ออกครัน ประลุ"อัชฯ"วปุพลัน...................................ภวในตน ๓๐๔.ยล"พหิทธารัมฯ.............................นำอรรคฯ ธรรม,ญาณมุ่งรู้ ภายนอกตนคิดกู้.......................................เหตุแท้กุศล ๓๐๕.เจาะมุธรรมดนุหนา........................พหิรานอกตน ภวเหตุปะทะผล.........................................ประลุสัมพันธ์ ๓๐๖.ครัน"ปฏิสัมภิทา"............................พาแตก ฉานสี่ล้ำ "อนิทัสสะฯ"ย้ำ...........................................กระทบไร้มิเห็น ๓๐๗."ปฏิสัมฯ"จตุนับ..............................ภว"สัปปัจฯ"เด่น ประลุ"ปัจจะ"สิเป็น......................................ก็จะถูกปรุง ๓๐๘.ผดุง"สังขตะ"ไว..............................ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว จิตกับเจตสิกแพร้ว.....................................เกิดพร้อมทำงาน |
||







