|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:19:28 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ๖๙.ตริก็พระธรรมสิหนึ่ง......................ซิพึงลุผ่าน ลุอนะ"อาสะฯ"ราน..................................เลาะแดนสุขา ๗๐.คราอานนท์แจงเสร็จ.....................เด็ด"ทสมะ"เปรียบแล้ ดุจดั่งแสวงทรัพย์แท้..............................."หนึ่ง"น้อมพบถึง สิบเอ็ด ๗๑.อมตะทรัพย์สิข้าฯ.........................เสาะหาเหมาะตรึง มนะเจาะ"หนึ่ง"ตะคลึง.............................ซิพบสกล ๗๒.ยล"อานนท์"ดุจเรือน......................เยือนประตูสิบเอ็ดแท้ ไฟท่วมราบหมดแล้.................................."หนึ่ง"พร้อมปลอดภัย ๗๓.ก็ดุจะข้าพเจ้า................................ลุเกล้าไสว จะเสาะสิ"หนึ่ง"ละไม................................ประเทืองคณา ๗๔.ครา"ทสมะ"เปรย............................เคยเป็นนักบวชแล้ นอกศาสน์พุทธ์ชินแล้...............................จุ่งน้อม"อานนท์" ดุจเดียว ๗๕."ทสมะ"จัดสิหนา.............................เจาะผ้าซิยล อริยะสงฆ์สกล.........................................ถวายสิภัตร ๗๖.ชัดถวาย"วิหาร"..............................กรานอานนท์แน่แล้ว เพราะศรัทธาใจแผ้ว.................................นบน้อมพระคุณ ฯ|ะ แสงประภัสสร ๒. อัฏฐกนาครสูตร : ว่าด้วยทสมคฤหบดี : พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๒๘ https://share.google/ZqX2yCtxJfbNGDHwM พระอานนท์ = คือ พุทธอุปัฏฐาก ของพระโคตมพุทธเจ้า และเป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ พระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอานนท์เป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า เพราะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ท่านออกบวชในพระพุทธศาสนาพร้อมกับพระอุบาลีและเจ้าชายอีก ๕ พระองค์ มีพระอนุรุทธะ, พระภัททิยะ, พระภัคคุ, พระกิมพิละ และ พระเทวทัต พระอานนท์ได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะหรือผู้ยอดเยี่ยม ๕ ประการ คือ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก, เป็นผู้มีความจำแม่นยำ, เป็นผู้รอบคอบ, เป็นผู้มีความเพียร และ เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่พระพุทธเจ้า พระอานนท์บรรลุพระอรหัตผลหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา คือเป็นผู้วิสัชนาพระธรรม พระอานนท์ปรินิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปี เวฬุวคาม = ชื่อตำบลหนึ่งใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้คือพรรษาสุดท้ายที่จะเสด็จปรินิพพาน ทสมะ = คหบดีชาวอัฏฐกนคร กราบทูลถามพระอานนท์เกี่ยวกับธรรมอันเป็นเอก (ข้อเดียว) ที่ทำให้จิตหลุดพ้นและบรรลุนิพพาน ใน อัฏฐกนาครสูตร เขาได้สร้างวิหารและบำรุงพระสงฆ์ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการถามหลักการเจริญสมาธิภาวนา อาทิ รูปฌาน ๔, อัปปมัญญา ๔, อรูปฌาน ๓ ธรรมอันเป็นเอก ๑๑ อย่าง = ไม่มีใดเทียม ได้แก่ [ก] รูปฌาน ๔ (๑) ปฐมฌาน -> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ -> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ปฐมฌานนี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ -> เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่สิ้นอาสวะ เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่สิ้นเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น จะไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องต่ำ คือ กิเลสที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่ในกามภพ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ - ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๓) สีลัพตปรามาส - ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลหรือพรต (๔) กามฉันทะ - ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม) (๕) พยาบาท - ความคิดแก้แค้นผู้อื่น ~ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ (๖) รูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๗) อรูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (๘) มานะ - ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา - ความไม่รู้แจ้ง |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:25:58 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ๔๖.เกย"โอป์ปาติกะ".........................เจริญสังโยชน์ต่ำค้อม สังโยชน์สูงเกิดน้อม..............................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา ๔๗.มนะ"อุเบกขะ"วาง........................เจาะกลางซิชาญ ตริภว"ปัญญะ"ฉาน................................หทัยเจาะตรง ๔๘.เธอคงพิจารณ์เขา.......................เนาทำดี,ชั่วแล้ เป็นดั่งกรรมทำแท้.................................รับน้อมกรรมผล ๔๙.มนะ"อุเบกขะ"แน่.........................ซิแผ่สกล ลุจตุทิศเจาะด้น.....................................มิเบียดมิเบียน ๕๐.จงเรียน"อุเบกขา-.........................เจโต"หาเที่ยงแท้ พึงเร่ง"สมถะ"แท้....................................ร่วมน้อมวิปัสส์นา อาส์วะปลง ๕๑.ผิมิละ"อาส์วะ"หมด.......................ก็จดคุณา เพราะประลุ"สังฯสิห้า"............................เจาะ"โอปะฯ"พลัน ๕๒.ครันเจริญธรรมสืบมา...................พาสังโยชน์เพิ่มห้า สังโยชน์สูงตัดกล้า................................สิบพร้อมแดนเกษม โลกลา ๕๓.ภวอรูปฌาน.................................พะพานเจาะเปรม ศยนะ"พรหม"สิเอม................................."อรูป"ซิหนา ๕๔.ตรึง"อากาสานัญฯ".......................ครันจดอากาศไซร้ หาที่สุดมิได้...........................................นิ่งแล้วอารมณ์ "รูปสัญฯ" ๕๕."ปฏิฆสัญญะฯ"พรู.........................มิรู้และสม ภว ณ "อายะฯ"ชม..................................กะ"รูปและเสียง.." ๕๖.เผดียง"มนสิการฯ"........................พานใจเลิกไขว่คว้า ทุกสิ่ง"มิจำ"ช้า.......................................เพื่อก้าว"อรูป"แฉ ๕๗.ประลุพิจารณ์สิชัด........................อุบัติซิแล ภว"อะกาสะฯ"แท้....................................มิเที่ยงตะผัน ๕๘.ครันเพียร"สมถะ"..........................ปะ"วิปัสฯ"ร่วมพร้อม "กิเลสอาสวะ"ค้อม..................................หมดสิ้นเลยหนา ๕๙.ผิจะตริ"อาส์วะ"ยั้ง.........................เจาะสังฯซิห้า จะจระ"โอป์ปะปาฯ".................................เจริญคระไล ๖๐.ธรรมไวเป็นเอกแล.........................แฉความเพียรยิ่งแล้ว จิตย่อมหลุดไกลแผ้ว...............................ปราศแท้กิเลสเผย ๖๑."ยตนะวิญญะฌาน"........................พิจารณ์ซิเอ่ย เจาะนิร"วิญญะ"เลย.................................และเขตมิสุด ๖๒.รุด"วิญญานัญจาฯ"........................คิดหนามิเที่ยงแท้ คงมั่น"สมถะ"แล้......................................แน่วพร้อม"วิปัสฯ"ฉาน อาส์วะปลง ๖๓.ผิวะตริ"อาส์"มิสิ้น...........................จะผินพะพาน ประลุเจาะ"โอปะฯ"กราน..........................ลุนิพฯไสว ๖๔.ตรึงไว"อากิญฌานฯ"......................จดกรานสิไป่แล้ "สภาพมิมีใด"แท้......................................ปราศแล้วอารมณ์ ๖๕."นิรอะไร"พิจารณ์...........................จะพานและบ่ม เจาะวะมิเที่ยงระทม..................................ตริมั่นพระธรรม ๖๖.นำ"สมถะ"แล..................................แฉ"วิปัสฯ"ร่วมด้วย จึงดับ"อาสวะ"ม้วย....................................มุ่งหน้านิพพาน ๖๗."ผิวะมิดับ"สิหนา..............................กะ"อาส์วะ"ซาน จะลุ ณ "โอปะฯ"กราน...............................เจริญซิรุด ๖๘.จุดมีสังโยชน์ฯเสริม.........................เติมครบเป็นสิบแล้ "กิเลสอาสวะ"แท้.......................................หมดด้นนิพพาน |
||
|
3
เมื่อ: 21, เมษายน, 2569, 07:27:13 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ๒๓.จตุตถ์ฌานเจาะเหตุ.....................พิเศษมิยง จะปริวรรตมิคง......................................มิเที่ยงเสมอ ๒๔.พึงเจอ"สมถะ"จัด..........................วิปัสส์นาเพรียบพร้อม จะตัด"อาสวะ"ค้อม.................................หมดสิ้นเลยหนา ๒๕.ผิวะกิเลสเจาะโข...........................ลุ"โอปะปาฯ" ประลุเจริญซิกล้า....................................พระนิพฯสิแฉ ๒๖.แล"อัปปะมัญฯ".............................ครันธรรมเลิศสี่แท้ ประพฤติหมดจดแล้................................ถูกต้องกับคน สัตว์เอย ๒๗.หทยะ"เมตตะ"ชุก..........................เพราะสุขกะชน เจาะ"กรุณา"ซิดล....................................มุทุกข์สลาย ๒๘.กราย"มุทิตา"พลอย........................คอยยินดียิ้มแปล้ ความสำเร็จเขาแล้...................................ผ่องแผ้วใจเผย ๒๙.มนะ"อุเบกขะ"วาง..........................เจาะกลางและเฉย พิริตริ"ปัญญะ"เอ่ย..................................พิจารณ์มิเอียง ๓๐.เธอเพียงใจเมตตา.........................มายังทิศสี่แล้ เป็นยิ่งมหัคตะแท้....................................ใหญ่น้อมมิประมาณ ๓๑.เจาะ"อนะเบียนและฆาต"................ปลาตและกราน จตุทิศาสราญ..........................................ลุสุขไสว ๓๒.ไว"เมตตาเจโตฯ"............................ชัดโขหากมั่นแล้ว เพียรมากจิตสงบแผ้ว...............................ดับคล้อย"อาส์วะ"แฉ ๓๓.ผิวะเจาะ"อาส์วะ"จด.......................มิหมดลิแท้ "สมถะ,วิปัสสะฯ"แก้..................................ลุ"โอปะปาฯ" ๓๔.คราเธอเจริญธรรมแล.....................แฉสังโยชน์เพิ่มห้า มีร่วมสิบครบกล้า.....................................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา ๓๕.ก็ตริพระธรรมวิเชียร.......................ตริเพียรลุผ่าน เจาะมละ"อาสะฯ"ราน...............................บ ธรรมซิเหนือ ๓๖.เจือ"กรุณา"จิต................................คิดปลดเขาทุกข์เปลื้อง บำบัดลำบากเยื้อง....................................ห่างแล้ทุกข์หาย ๓๗.เจาะ"กรุณา"พิบูลย์.........................อะดูรซิวาย ประลุทิศาเจาะกราย.................................มหัคค์ตะหนา ๓๘.กรุณามิมีประมาณ..........................พานบน,ขวาง,ล่างพร้อม ควรคิดกรุณาน้อม....................................ไม่แล้จีรัง ๓๙."สม์ถะ,วิปัสฯ"เจริญ.........................ซิเดินฉมัง ก็จะปะ"อาสะฯ"ชัง....................................ลิสิ้นซิหนา ๔๐."อาสวะ"มิหมด................................สงฆ์จดสังโยชน์ห้า จร"อุปปาติฯ"กล้า.....................................สู่ห้วงนิพพาน โลกลา ๔๑.ก็"กรุเจฯ"สิหนึ่ง...............................ซิพึงเจาะขาน มนะสิเพียรจะชาญ...................................ลิ"อาส์วะฯ"ปลง ๔๒.จงมี"มุทิตา"....................................พารตียิ่งแล้ว เขาสุขยินดีแจ้ว........................................ชื่นช้อยเมลืองแฉ ๔๓.ลุ"มุทิตา"คระไล..............................หทัยซิแผ่ ริเจาะทิศาละแน่.......................................มิฆาตมิเบียน ๔๔.เพียรคิด"มุทิตา-..............................เจโต"หาเที่ยงแท้ จึงตรึก"สมถะ"แล้.....................................พรักพร้อมวิปัสส์นา กิเลสรอน ๔๕.ผิวะละ"อาส์วะ"จด..........................มิหมดซิหนา เจาะประลุ"สังฯสิห้า"................................ลุ"โอป์ปะฯ"เผย |
||
|
4
เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 09:13:23 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
หมูรีบวิ่งแอ่นอกขึ้นมารับ แต่จุกจนล้มพับหน้าเป๋อเหรอ |
||
|
5
เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 09:08:30 PM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
บ้านเอยบ้านเงียบ ช่างเย็นเยียบหนาวเหน็บเกาะเก็บขวัญ ไร้เสียงสรวลสำเนียงเคยเคียงกัน เพียงแสงจันทร์สาดส่องลงรอยเดิม ลมพัดโชยเฉื่อยฉิวหวิวใจกรีด ภาพอดีตย้อนมาคอยตอกเสริม ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเข้ามาเติม ใจเคยเสริมสลายลงกลางพงเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
6
เมื่อ: 20, เมษายน, 2569, 08:11:11 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร (ว่าด้วยธรรมเทศนาที่อัฏฐกนคร) มโนรัมมฉันท์ ๑๐/โคลงสามสุภาพ ๑.นมะประณต"พระพุทธ์ฯ"..................วรุฒซิโข พระอรหันต์ลุโพ-....................................ธิด้วยพระองค์ ๒.ทรงเป็นพระศาสดา.........................ปัญญาเลิศเปี่ยมล้น เพียรสั่งสอนชนด้น.................................มุ่งแล้ธรรมครัน "อริยสัจ" ๓.อริยะสงฆ์สิหลาย............................ลุกรายอร์หันต์ และปุถุชนถลัน.......................................พระธรรมซิสูง ๔.สงฆ์จูงตนเหนือโลก.........................โชคมิพาน"ภพ"แล้ จึงไม่เกิดอีกแท้.......................................จ่อล้ำผลตาม นิพพาน ๕.ขณะ"อะนนท์ฯ"สิเผล่.......................ณ เวฬุคาม "ทสมะ"ถามสิความ.................................พระธรรมเจาะหลัก ๖.จักเป็นธรรมเอกยง..........................พุทธองค์สอนมุ่งแล้ พาจิตคลาย"อาส์วะ"แท้..........................ล่วงแล้วสงบพาน มีไหม ๗.ก็"พระอะนนท์"ลุชี้...........................จะมีพะพาน เจาะ"จตุรูปฌาน"....................................กะ"อัปปมัญฯ" ๘.ครันสุด"อรูปฌาน"...........................พานมีสามรูปไร้ สิบเอ็ดธรรมเลิศไซร้...............................ช่วยให้ปลอดภัย ๙.สิ"พระอะนนท์"เจาะบ่ง.....................พระสงฆ์ซิไซร้ ลิ"อกุศล"ลุไว.........................................ปฐมฌาน ๑๐.กรานมี"วิตก,ตรึก"........................."วิจาร"นึกแน่แท้ มีสุขจากวิเวกแล้....................................ยิ่งพร้อม"ปีติ"หนา ๑๑.ตริก็ปฐมฯพิเดช...........................เพราะเหตุซิพา ผิจะเจาะสร้างลุมา.................................มิเที่ยงยะยืน ๑๒.จึงคืนดับธรรมดา.........................ควรหาธรรมมั่นตั้ง แลมุ่ง"สมถะ"ยั้ง.....................................พรั่งพร้อม"วิปัสส์นา" ๑๓.จะมละ"อาสะฯ"ไกล......................ผิไม่ลิกล้า ตะประลุ"โอลิฯ"ห้า..................................เจาะ"โอปะฯ"แฉ ๑๔.แล"โอปปาติกะ"............................จะเจริญธรรมต่อแล้ว เดินสู่นิพพานแผ้ว...................................ไม่แม้หวนปอง โลกเอย ๑๕."ทุติยะฌาน"ไซร้...........................หทัยจะผ่อง นิร"วิตก"เกาะครอง................................."วิจาร"มิมี ๑๖."ปีติ"สุขเกิดหนา............................จากสมาธิ์ท่วมท้น ครันมั่น"สมถะ"ล้น...................................ยิ่งน้อม"วิปัสส์นา" ๑๗.ลิมละ"อาสะฯ"ไว............................ผิไม่ละหนา ลุภิทะ"สังฯเจาะห้า"..................................ก็"โอปะฯ"เอย ๑๘.เปรย"โอปปาติกะ"..........................จะเจริญธรรมต่อแล้ จึงสู่นิพพานแท้........................................ห่างแม้โลกแฉ ๑๙."ตติยฌาน"เจาะรุก.........................ลุสุขซิแน่ เจาะ"สติ,สัมปะฯ"แท้................................."อุเบกขะ"วาง ๒๐.พลางคิดฌานสามแล......................แฉจะมิเที่ยงแท้ "วิปัสส์นา,สมถะ"แล้..................................ย่อมสิ้น"อาส์วะ"หนา ๒๑.ผิวะกิเลสมิพัง.................................เกาะ"สังฯซิห้า" จะประลุ"โอปะปาฯ....................................วิมุตสิพลัน ๒๒.ครัน"จตุตถฌาน"............................มิพานสุข,ทุกข์แท้ โสมนัส,โทมนัสแล้....................................ดับแล้ว"สติ"ตรง อุเบกขา |
||
|
7
เมื่อ: 19, เมษายน, 2569, 02:26:32 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
วิ่งจนหอบจนเหนื่อยเมื่อยจนล้า มองซ้ายขวาหาคนรับกลับไม่เจอ |
||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 19, เมษายน, 2569, 07:57:52 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ -> อโคจร เป็นไฉน (๗.๖) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; มีสาวเทื้อเป็นโคจร; มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; มีภิกษุณีเป็นโคจร; หรือมีร้านสุราเป็นโคจร; เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์; ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส; ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่าและบริภาษ; ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก; ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่าอโคจร มหันตรทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ รับรู้อารมณ์ได้ (๒) ฌาน ๔ ไม่เป็นจิต (๓) ฌาน ๔ เป็นเจตสิก ~ จตุตถฌานกุศลจิต มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา ประกอบด้วยองค์ของเจตสิก คือ เวทนาเจตสิก; และ เอกัคคตาเจตสิก; และ มี เจตสิกอื่นๆ เช่น สัพพจิตตสาธารณเจตสิกเกิดร่วมด้วย และ โสภณสาธารณะเจตสิกบางประเภท ~ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ คือ ผัสสเจตสิก, เวทนาเจตสิก, สัญญาเจตสิก, เจตนาเจตสิก, เอกัคคตาเจตสิก, ชีวิตินทริยเจตสิก และ มนสิการเจตสิก ..เรารู้กันอยู่ว่า ย่อมประจำอยู่กับจิตทุกๆดวง ทุกๆประเภท เพราะเป็นเจตสิกพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ...ไม่ว่าจิตของสัตว์นรก จนถึงจิตของพระอรหันต์ ก็ย่อมจะต้องมีเจตสิกพื้นฐานทั้ง ๗ นี้ ประจำอยู่ ~ โสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดีงาม มี ๒๕ แบ่งเป็น ก) โสภณสาธารณเจตสิก = เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง มี ๑๙ คือ ศรัทธา, สติ, หิริ โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทสะ, ตัตรมัชฌัตตตา - ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ = อุเบกขา, กายปัสสัทธิ - ความคลายสงบแห่งกองเจตสิก, จิตตปัสสัทธิ (แห่งจิต), กายลหุตา - ความเบาแห่งกองเจตสิก, จิตตลหุตา (แห่งจิต), กายมุทุตา - ความนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก, จิตตมุทุตา (แห่งจิต), กายกัมมัญญตา - ความควรแก่งานแห่งกองเจตสิก, จิตตกัมมัญญตา (แห่งจิต), กายปาคุญญตา - ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก, จิตตปาคุญญตา (แห่งจิต); กายุชุกตา - ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก, จิตตุชุกตา (แห่งจิต) ข) วีรตีเจตสิก = เจตสิกที่เป็นตัวงดเว้น ๓ คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ ค) อัปปมัญญาเจตสิก = เจตสิกคืออัปปมัญญา ๒ คือ กรุณา มุทิตา (อีก ๒ ซ้ำกับ อโทสะ และตัตรมัชฌัตตตา) ง) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ = คือ ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (๔) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยจิต (๕) ฌาน ๔ ระคนกับจิต (๖) ฌาน ๔ มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๗) ฌาน ๔ เกิดพร้อมกับจิต (๘) ฌาน ๔ เป็นไปตามจิต (๙) ฌาน ๔ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๐) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต (๑๑) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต (๑๒) ฌาน ๔ เป็นภายนอก (๑๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป (๑๔) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ ปิฏฐิทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๒) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๓) เว้นวิตกที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีวิตก (๔) ฌาน ๓ ไม่มีวิตก เว้นวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๕) ปฐมฌาน มีวิจาร (๖) ฌาน ๓ ไม่มีวิจาร เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๗) ฌาน ๒ มีปีติ (๘) ฌาน ๒ ไม่มีปีติ เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๙) ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ (๑๐) ฌาน ๒ ไม่สหรคตด้วยปีติ (๑๑) เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข (๑๒) จตุตถฌานไม่สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๓) จตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขา (๑๔) ฌาน ๓ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นกามาวจร (๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี (๑๗) ฌาน ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๘) จตุตถฌานที่เป็นอรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี ~ อรูปาวจร = ซึ่งท่องเที่ยวไปในอรูปภพ, อยู่ในระดับจิตชั้นอรูปฌาน, ยังเกี่ยวข้องอยู่กับอรูปธรรม ~ รูปาวจร = จิตและภูมิที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปธรรม หรือระดับจิตของผู้ที่ได้ฌาน (สมาธิขั้นสูง) เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ จนจิตแนบแน่นพ้นจากกามอารมณ์ เป็นจิตระดับสูงที่นำไปสู่การเกิดในรูปพรหมโลก ๑๖ ชั้น จัดเป็นสภาวะที่จิตประณีต สงบ และมีกำลังมาก (๑๙) ฌาน ๔ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๒๒) ฌาน ๔ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี; ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ~ บทว่าสอุตฺตรํ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร, เป็นรูปาวจร ~ บทว่า อนุตฺตรํ จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร (๒๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ปัญหาปุจฉกะ จบ ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์ |
||
|
9
เมื่อ: 18, เมษายน, 2569, 11:12:01 AM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
10
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 18, เมษายน, 2569, 06:54:38 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ ~ สังโยชน์ = คือ กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ หรือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับความทุกข์และวัฏฏะ (การเวียนว่ายตายเกิด) ทำให้ใจเศร้าหมองและติดอยู่ภพทั้ง ๓ มีทั้งหมด ๑๐ ประการ ~ คันถะ = กิเลสที่ร้อยรัดมัดใจสัตว์ให้ติดอยู่ ~โอฆะ ๔ = สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์, กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ได้แก่ กาโมฆะ - กาม; ภโวฆะ -ภพ; ทิฏโฐฆะ- ทิฏฐิ; อวิชโชฆะ - อวิชชา ~ โยคะ ๔ = คือ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือ ผูกตรึงไว้ ประกอบสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะ มีด้วยกัน ๔ ประเภท คือ กามโยคะ - คือ โลภะ ที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ; ภวโยคะ - คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพในขันธ์; ทิฏฐิโยคะ - ทิฎฐิ คือ ความเห็นผิด อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์; อวิชชาโยคะ - อวิชชา คือ ความไม่รู้ อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ ~ นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ - ความพอใจในกาม; พยาบาท - ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ; ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม; อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล; วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย ~ ปรามาส =(ปะ-รา-มาด) - ความยึดมั่น มาติกานิทเทส = อธิบายคำ (๑) คำว่า ในธรรมวินัยนี้ = ในความเห็นนี้; ในความพอใจนี้; ในความชอบใจนี้; ในลัทธินี้; ในธรรมนี้; ในวินัยนี้; ในธรรมวินัยนี้; ในปาพจน์นี้; ในพรหมจรรย์นี้; และในคำสอนของพระศาสดานี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ในธรรมวินัยนี้ (๒) คำว่า ภิกษุ = ชื่อว่าภิกษุ; เพราะสมัญญา ชื่อว่าภิกษุ; เพราะการปฏิญญาตน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เข้าถึงภิกขาจาร ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทรงผ้าที่ถูกทำลาย ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมได้แล้ว ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้โดยไม่เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะไม่เป็นพระเสขะและพระอเสขะชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เลิศ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ผุดผ่อง ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้มีสาระ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วย ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ สมควรแก่เหตุ ด้วยสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน ~ ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ = คือถูกต้อง มั่นคง (๓) คำว่า ปาติโมกข์ = ศีลเป็นที่พึ่ง; เป็นเบื้องต้น; เป็นความประพฤติ; เป็นความสำรวม เป็นความระวัง; เป็นหัวหน้า; เป็นประธาน; เพื่อความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นกุศล (๔) คำว่า สังวร = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; และทั้งทางกายและวาจา (๕) คำว่า เป็นผู้สำรวม = เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว; เข้ามาถึงพร้อมแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว; เข้าถึงแล้วด้วยดี, ประกอบแล้วด้วยปาติโมกขสังวรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร (๖) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๗) คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร = อาจาระก็มี; อนาจาระก็มี -> อนาจาระ เป็นไฉน (๗.๑) ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา; ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า อนาจาระ (๗.๒) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อนาจาระ -> อาจาระ เป็นไฉน (๗.๓) ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ (๗.๔) ศีลสังวรแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อาจาระ (๗.๕) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อาจาระ -> คำว่า โคจร = อธิบายว่า โคจรก็มี อโคจรก็มี |
||

