Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:15:30 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (แจกหัวข้อธรรม)

วสันตมัชฌาฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบน้อมพระพุทธะอรหันต์.............................คุณดั้นกรุณาชน
ศาส์ดาสิเป็นสรณะท้น............................................สาวก,นรเรียนธรรม

    ๒.นำ"อริยสัจ"ล้ำ.................................................วิชา ประเสริฐ
สอนแผ่สงฆ์,ชนหนา................................................กระจ่างแท้
เขาหมดทุกข์เลยครา..............................................ลุล่วง อรหันต์
หลีกวัฏมิเกิดแล้......................................................ห่างแล้วภพสาม

    ๓.แจกแจงสิ"ธัมมหทยาฯ"....................................หลักหนาอติยิ่งความ
รวมธรรมเจาะหมวดลุพหุนาม...................................ทุกหมวดอธิบายตรง

    ๔.จัดลงใน"ธาตุ"พร้อม........................................."รูปขันธ์, อินทรีย์"
"อายตนะ"ครัน........................................................เกี่ยวข้อง
ทำดี,ชั่วจรพา..........................................................หลากภพนรก,สวรรค์
สภาพกิเลสหมดพร้อม.............................................แน่แล้วอรหันต์

    ๕."สังคาหิฯ"รวมสกลผล.......................................ธรรมยลหินะ,ดีครัน
"สิบสองเลาะอินทริยะ"พลัน......................................"ขันธ์,ธาตุ,มนะ,เหตุแฉ

    ๖.แล"อาหารสี่"พร้อม..........................................."สัญญา มีเจ็ด"
มี"ผัสสะเจ็ด"นา.......................................................นับแล้ว
"สัจจะสี่เจตนา"........................................................"อายตนะ สิบสอง"
มี"เจ็ดเวทนา"แจ้ว.....................................................รับรู้อารมณ์

    ๗."สิบสองสิอายตนะ"ใน........................................นอกไซร้ตะละหกชม
ใน"ตา,จมูก,หทยะบ่ม................................................"หู,ลิ้นพละกาย"หนา

    ๘.ถึงครา,นอกหกพรัอม........................................."รูป,เสียง"
ชิม"รส,รสาฯเคียง.....................................................ชัดไซร้
"คันธาฯกลิ่นเผดียง..................................................."จิตทราบ ธัมมาฯ"
"โผฏฐัพฯสัมผัส"ได้...................................................กระทบแล้วกายครัน

    ๙."ขันธ์ห้า"สิสร้างเหมาะดนุตน...............................กอปรล้นภว"รูปขันธ์"
ที่เหลือสิ"นาม"เจาะจตุดั้น..........................................ส่วนจิตอนะรูปแฉ

    ๑๐.แล"เวทนา"รับรู้................................................"เฉยเฉย ทุกข์,สุข"
"จำยิ่งสัญญา"เปรย...................................................สิ่งถ้วน
"สังขารแต่งปรุง"เอย.................................................จิตโกรธ โลภ,หลง
มี"ยอดวิญญาณ"ล้วน................................................แจ่มแจ้งทราบหนา

    ๑๑."สิบแปดก็ธาตุ"จะอนะสัตว์...............................หรือชัดนรในหล้า
"ใน-นอกสิอายตนะ"กล้า............................................"วิญญาณ"ฉกะเท่ากัน

    ๑๒.ครันเฉพาะรับรู้................................................"วิญญาณ- ธาตุ"หก
"จักขุวิญญ์ธาตุ"กราน................................................เพ่งรู้
"โสตวิญญ์ธาตุฯ"ฟังพาน............................................ทราบผ่าน ทางหู
"ฆานธาตุวิญญาณ"สู้.................................................กลิ่นฟุ้งจมูกแฉ

    ๑๓."ชิวหาสิวิญญ์ฯลุรสะผ่าน..................................ลิ้นชาญรติ,ไร้แล
กายวิญญ์ฯซิธาตุเจาะภวแล้.......................................ร้อน,เย็น,มุทุ,แข็งเผย

    ๑๔.เปรย"มโนวิญญ์ธาตุ"แจ้ง.................................ทางใจ รวมหมด
เจ็ดสิบหกดวงไว.......................................................รับรู้
นอกเหนือจากวิญญ์ฯไกล..........................................ปัญจม- ทวาร
"ตา,จมูก,หู,กาย"สู้.....................................................ช่วยห้าอีกทาง

    ๑๕."สี่สัจจะ"คืออริยสัจ..........................................จริงจัดวรเลิศวาง
"ทุกข์สัจจะ"เช่นภวกระจ่าง........................................เจ็บป่วยเลาะชรา,ตาย

    ๑๖.กราย"สมุทย์สัจฯแท้.........................................ปัญหา เหตุทุกข์
"ความอยาก,ตัณหา"พา..............................................เพิ่มไซร้
"นิโรธสัจจะ"หนา.......................................................ทางดับ ทุกข์ไกล
เกิดสงบเย็นได้..........................................................กิเลสสิ้นหมดแฉ

 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:32:47 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ใส่กุ้งหน่อยแทนได้ไม่น้อยซี     ซดน้ำทีคอโล่งปลอดโปร่งจริง
 

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:57:53 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

รสต้มยำยอดฮิตติดตลาด   แต่ถ้าขาดหมูสับขยับหนี   

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:27:27 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๗/๒๗)

(๗) อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ = ความเห็นที่ยึดเอาที่สุดมี ๑๐ อย่าง คือ
(๗.๑) ความเห็นว่า โลกเที่ยง (๗.๒) ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง (๗.๓) ความเห็นว่า โลกมีที่สุด (๗.๔) ความเห็นว่า โลกไม่มีที่สุด (๗.๕) ความเห็นว่า ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน (๗.๖) ความเห็นว่า ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน (๗.๗) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคต เกิดอีก (๗.๘) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก (๗.๙) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี (๗.๑๐) ความเห็นว่า หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่
~ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่น ๆ ใช้กันก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า
นี้ชื่อว่าอันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
ทสกมาติกา จบ
[๑๑] ตัณหาวิจริตอาศัยอายตนะภายใน ๑๘ อาศัยอายตนะภายนอก ๑๘ รวมเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๓๖
-> ตัณหาวิจริตที่เป็นอดีต ๓๖ ที่เป็นอนาคต ๓๖ ที่เป็นปัจจุบัน ๓๖ รวมเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้
-> ทิฏฐิ ๖๒ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร
~ ทิฏฐิ ๖๒ = คือ ตาข่ายแห่งความเห็นหรือหลักความเชื่อ ที่มนุษย์และนักบวชในสมัยพุทธกาลใช้คิดอธิบายเรื่องโลกและชีวิต แบ่งออกเป็นความเห็นเกี่ยวกับอดีต ๑๘ ประการ และความเห็นเกี่ยวกับอนาคต ๔๔ ประการ
-> กลุ่มความเห็นเกี่ยวกับอดีต (ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ)
-- สัสสตทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกและอัตตาเที่ยงแท้ถาวร มี ๔ ประการ
-- เอกัจจสัสสตทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกและอัตตาเที่ยงเป็นบางอย่าง ไม่เที่ยงเป็นบางอย่าง มี ๔ ประการ
-- อันตานันติกทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกมีขอบเขตจำกัดหรือไม่มีขอบเขต มี ๔ ประการ
-- อามรพิกกทิฏฐิ = ความเห็นเพ้อเจ้อ ดิ้นรนหาคำตอบไม่ได้ มี ๔ ประการ
-- อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ = ความเห็นว่าโลกและอัตตาเกิดขึ้นเองลอยๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย มี ๒ ประการ
-> กลุ่มความเห็นเกี่ยวกับอนาคต (อปรันตกัปปิกทิฏฐิ - ๔๔ ประการ)
-- สัญญีทิฏฐิ = ความเห็นว่าหลังตายแล้วยังมีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) มี ๑๖ ประการ
--อสัญญีทิฏฐิ = ความเห็นว่าหลังตายแล้วไม่มีสัญญา มี ๘ ประการ
-- เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ = ความเห็นว่าหลังตายแล้วมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ มี ๘ ประการ
-- อุจเฉททิฏฐิ = ความเห็นว่าตายแล้วสูญ ขาดจากกัน ไม่เกิดอีก มี ๗ ประการ
--ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ = ความเห็นว่านิพพานและความสุขสูงสุดสามารถสัมผัสได้จริงในชาตินี้ ผ่านการเสพกามหรือการเข้าฌาน มี ๕ ประการ
มาติกา จบ

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 10:53:07 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

รสอะไรดีนะสารพัน     ยกเว้นรสหมูหันนั้นไม่มี
 

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 07:17:27 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

ตุนกันเสร็จเมื่อไหร่ให้บอกด้วย     จะไปช่วยกินต่อพอจัดสรร 

 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 06:36:36 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

โลการะอุ

     อันตัวข้า เทวา พระพิรุณ
สนองคุณ เกษตรกรรม นำสมัย
สร้างขจี เสริมแกร่ง นา-ป่า-ไร่
ให้ทั่วไทย ชุ่มชื่น รื่นชีวา
     สร้างระอุ โลกร้อน ไม่ผ่อนเบา
ด้วยโง่เขลา จึงระทม ตรมหนักหนา
เห็นแก่ตัว ประพฤติชั่ว ทั่วพารา
ผลาญวนา เกือบหมดสิ้น ทั่วถิ่นไพร
     เคยร่มเย็น ด้วยแมกไม้ ในอรัญ
กลับโศกศัลย์ ประชาไทย ไร้สดใส
สารพัด พายุ อุทกภัย
ร้าวรานใจ เพราะกรรมชั่ว ทั่วแผ่นดิน
     หากแม้นคืน ความสมบูรณ์ ให้ผืนป่า
จักได้ฟื้น คืนมา แหล่งทรัพย์สิน
มหันตภัย หลายหลาก ห่างไกลสิ้น
ธรณิน ล้วนสุขล้น พ้นน้ำตา

คนเรียนไพร
๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 03:42:35 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๖/๒๗)

(๘.๖) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะเกิดในอรูปภพ) (๘.๗) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะเป็นผู้มีสัญญาความจำได้หมายรู้) (๘.๘) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์หรือพรหมลูกฟัก) (๘.๙) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" (ปรุงแต่งถึงการไปเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ)
(๙) สังขตะ ๙ คือ
(๙.๑) ความปรุงแต่งว่า เรามี (๙.๒) ความปรุงแต่งว่า เราเป็น (๙.๓) ความปรุงแต่งว่า เราเป็นสิ่งนี้ (๙.๔) ความปรุงแต่งว่า
จักมี (๙.๕) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป (๙.๖) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (๙.๗) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา (๙.๘) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (๙.๙) ความปรุงแต่งว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
เหล่านี้ชื่อว่าสังขตะ ๙
นวกมาติกา จบ
[๑๐] ทสกมาติกา
(๑) กิเลสวัตถุ = สิ่งก่อความเศร้าหมอง ๑๐ คือ
(๑๐.๑) โลภะ - ความโลภ (๑๐.๒) โทสะ - ความคิดประทุษร้าย (๑๐.๓) โมหะ - ความหลง (๑๐.๔) มานะ - ความถือตัว (๑๐.๕) ทิฏฐิ - ความเห็นผิด (๑๐.๖) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๑๐.๗) ถีนะ - ความหดหู่ (๑๐.๘) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐.๙) อหิริกะ - ความไม่ละอายบาป (๑๐.๑๐) อโนตตัปปะ - ความไม่เกรงกลัวบาป
เหล่านี้ชื่อว่ากิเลสวัตถุ ๑๐
(๒) อาฆาตวัตถุ = สิ่งก่อความอาฆาต ๑๐  คือ
(๒.๑) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (๒.๒) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (๒.๓) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (๒.๔) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๒.๕) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๒.๖) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๒.๗) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๒.๘) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๒.๙) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๒.๑๐) ความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่สมควร
เหล่านี้ชื่อว่าอาฆาตวัตถุ ๑๐
(๓) อกุศลกรรมบถ = ทางแห่งอกุศลกรรม ๑๐
(๓.๑) ปาณาติบาต - ฆ่าสัตว์ (๓.๒) อทินนาทาน - ลักทรัพย์ (๓.๓) กาเมสุมิจฉาจาร - ประพฤติผิดในกาม (๓.๔) มุสาวาท - พูดเท็จ (๓.๕) ปิสุณวาจา - พูดส่อเสียด (๓.๖) ผรุสวาจา - พูดคำหยาบ (๓.๗) สัมผัปปลาปะ - พูดเพ้อเจ้อ (๓.๘) อภิชฌา - เพ่งเล็งอยากได้ของเขา (๓.๙) พยาบาท - ปองร้ายเขา (๓.๑๐) มิจฉาทิฏฐิ - เห็นผิดจากคลองธรรม
เหล่านี้ชื่อว่าอกุศลกรรมบถ ๑๐
(๔) สังโยชน์ = กิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ในภพ ๑๐
(๔.๑) กามราคสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะกามราคสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือกามราคะ (๔.๒) ปฏิฆสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือปฏิฆะ (๔.๓) มานสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมานะ (๔.๔) ทิฏฐิสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือทิฏฐิ (๔.๕) วิจิกิจฉาสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือวิจิกิจฉา (๔.๖) สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือสีลัพพตปรามาส (๔.๗) ภวราคสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือภวราคะ (๔.๘) อิสสาสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออิสสา (๔.๙) มัจฉริยสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคือมัจฉริยะ (๔.๑๐) อวิชชาสังโยชน์ - กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออวิชชา
เหล่านี้ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐
(๕) มิจฉัตตะ = ความเห็นผิด ๑๐  คือ
(๕.๑) มิจฉาทิฏฐิ - เห็นผิด(๕.๒) มิจฉาสังกัปปะ - ดำริผิด (๕.๓) มิจฉาวาจา - เจรจาผิด (๕.๔) มิจฉากัมมันตะ - กระทำผิด (๕.๕) มิจฉาอาชีวะ - เลี้ยงชีพผิด (๕.๖) มิจฉาวายามะ - พยายามผิด (๕.๗) มิจฉาสติ - ระลึกผิด (๕.๘) มิจฉาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นผิด (๕.๙) มิจฉาญาณะ - รู้ผิด (๕.๑๐) มิจฉาวิมุตติ - เข้าใจผิดว่าพ้น
เหล่านี้ชื่อว่ามิจฉัตตะ ๑๐
(๖) มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ = ความเห็นผิดมี ๑๐ อย่าง คือ
(๖.๑) ความเห็นว่า ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล (๖.๒) ความเห็นว่า การบูชาไม่มีผล (๖.๓) ความเห็นว่า การเซ่นสรวงไม่มีผล (๖.๔) ความเห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มี (๖.๕) ความเห็นว่า โลกนี้ไม่มี (๖.๖) ความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี (๖.๗) ความเห็นว่า มารดาไม่มีคุณ (๖.๘) ความเห็นว่า บิดาไม่มีคุณ (๖.๙) ความเห็นว่า สัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะไม่มี (๖.๑๐) ความเห็นว่า สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงแจ้งประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ไม่มีในโลก
นี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐

 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 01, ตุลาคม, 2569, 09:04:44 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

อภิธรรมปิฎก : ๒๔.วิภังค์ : ขุททกวัตถุวิภังค์ (หน้า ๒๕/๒๗)

[๙] นวกมาติกา
(๑) อาฆาตวัตถุ = เรื่องให้เกิดความอาฆาต ๙
(๑.๑) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๑.๒) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๑.๓) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๑.๔) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๑.๕) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๑.๖) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา (๑.๗) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๑.๘) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา (๑.๙) ความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา
(๒) ปุริสมละ = มลทินของคน
(๒.๑) โกธะ - ความโกรธ (๒.๒) มักขะ - ความลบหลู่คุณท่าน (๒.๓) อิสสา - ความริษยา (๒.๔) มัจฉริยะ - ความตระหนี่ (๒.๕) มายา - ความเจ้าเล่ห์ (๒.๖) สาเถยยะ - ความโอ้อวด (๒.๗) มุสาวาท - การพูดเท็จ (๒.๘) ปาปิจฉตา - ความปรารถนาลามก (๒.๙) มิจฉาทิฏฐิ - ความเห็นผิด
(๓) มานะ = ความถือตัว ๙
(๓.๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๓.๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓.๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๓.๔) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๓.๕) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓.๖) เป็นผู้เสมอเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา (๓.๗) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเลิศกว่าเขา (๓.๘) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าเสมอเขา (๓.๙) เป็นผู้ด้อยกว่าเขา ถือตัวว่าด้อยกว่าเขา
(๔) ตัณหามูลกธรรม = ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙
(๔.๑) เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น (๔.๒) เพราะอาศัยการแสวงหา การได้ (ลาโภ) จึงเกิดขึ้น (๔.๓) เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น (๔.๔) เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น (๔.๕) เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น (๔.๖) เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น (๔.๗) เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น (๔.๘) เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น (๔.๙) เพราะอาศัยการรักษา สภาวธรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศลหลายประการ คือ การถือท่อนไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การพูดขึ้นมึงกู การพูดส่อเสียด
(๕) อิญชิตะ ๙ คือ
(๕.๑) ความหวั่นไหวว่า เรามี (๕.๒) ความหวั่นไหวว่า เราเป็น (๕.๓) ความหวั่นไหวว่า เราเป็นสิ่งนี้ (๕.๔) ความหวั่นไหวว่า เราจักมี (๕.๕) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีรูป (๕.๖) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (๕.๗) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา (๕.๘) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (๕.๙) ความหวั่นไหวว่า เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
(๖) มัญญิตะ ๙
(๖.๑) ความสำคัญว่ามีเรา (๖.๒) ความสำคัญว่าเรามี (๖.๓) ความสำคัญว่าเป็นเรา (๖.๔) ความสำคัญว่านี้เป็นเรา (๖.๕) ความสำคัญว่าเราจักมี (๖.๖) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์มีรูป
(๖.๗) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (๖.๘) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์มีสัญญาความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (๖.๙) ความสำคัญว่าเราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
(๗) ผันทิตะ ๙ คือ
ความดิ้นรนกระวนกระวายใจ เกิดเพราะจิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
(๗.๑) ความดิ้นรนว่า "เรามี" (ปรุงแต่งและดิ้นรนในความรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่จริง) (๗.๒) ความดิ้นรนว่า "เป็นเรา" (ดิ้นรนไปตามสถานะหรือสิ่งที่เป็น) (๗.๓) ความดิ้นรนว่า "นี้เป็นเรา" (ดิ้นรนยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นตัวเรา) (๗.๔) ความดิ้นรนว่า "เราจักมี" (ดิ้นรนด้วยความอยากมีอยากเป็นในอนาคต) (๗.๕) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์มีรูป" (ดิ้นรนปรารถนาในรูปภพ) (๗.๖) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป" (ดิ้นรนปรารถนาในอรูปภพ) (๗.๗) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา" (ดิ้นรนปรารถนาในภพที่มีความคิดความจำ) (๗.๘) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา" (ดิ้นรนปรารถนาในภพที่ดับความคิดความจำ) (๗.๙) ความดิ้นรนว่า "เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" (ดิ้นรนปรารถนาในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ)
(๘) ปปัญจิตะ ๙  คือ
(๘.๑) ความปรุงแต่งว่า "เรามี" (สำคัญผิดว่ามีตัวตนของเราอยู่จริง) (๘.๒) ความปรุงแต่งว่า "เป็นเรา" (ยึดมั่นในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นตัวเรา) (๘.๓) ความปรุงแต่งว่า "นี้เป็นเรา" (ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปในขันธ์ห้าว่าเป็นตัวเรา) (๘.๔) ความปรุงแต่งว่า "เราจักมี" (ปรุงแต่งถึงอนาคตว่าเราจะยังคงมีอยู่) (๘.๕) ความปรุงแต่งว่า "เราจักเป็นสัตว์มีรูป" (ปรุงแต่งว่าอนาคตจะเกิดในภพภูมิที่มีรูปขันธ์)

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 30, กันยายน, 2569, 09:39:11 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

รีบเร็วเดี๋ยวไม่ทันคนอื่นนา       เขาจะคว้าไปหมดอดตุนกัน
 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.141 วินาที กับ 19 คำสั่ง
กำลังโหลด...