บอลเขาจะแตกไหมยังไม่เคย วานเฉลยให้หน่อยนั่งคอยฟัง

|
1
เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:03:49 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
บอลเขาจะแตกไหมยังไม่เคย วานเฉลยให้หน่อยนั่งคอยฟัง ![]() |
||
|
2
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:30:31 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๘/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๔๓.๑) คำว่า ปีติ และ สุข = อย่างไร -> ปีติ = เป็นไฉน ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ -> สุข = เป็นไฉน ความสำราญทางใจ; ความสุขทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข -> สุขนี้สหรคต; เกิดพร้อม; ระคน; และประกอบด้วยปีตินี้; จึงเรียกว่า มีปีติและสุขๆ (๔๔) คำว่า ปฐม = ชื่อว่าปฐม โดยลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าปฐม เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๑ (๔๔.๑) คำว่า ฌาน = วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (๔๔.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึงความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุปฐมฌาน (๔๔.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ฯลฯ พักอยู่; จึงเรียกว่าอยู่ (๔๔.๔) คำว่า เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว = เป็นไฉน -> วิตก = เป็นไฉน ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ; ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก -> วิจาร = เป็นไฉน ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร (๔๔.๕) วิตกและวิจารดังกล่าวนี้ เป็นอันสงบ; ระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว (๔๔.๖) คำว่า ภายในตน = เป็นภายในตน; มีเฉพาะตน (๔๔.๗) คำว่า ผ่องใส = ศรัทธา; กิริยาที่เชื่อ; ความปักใจเชื่อ; ความเลื่อมใสยิ่ง (๔๔.๘) คำว่า มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น = อธิบายว่า ความตั้งอยู่แห่งจิต;ฯลฯ สัมมาสมาธิ (๔๔.๙) คำว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร = อย่างไร -> วิตก = เป็นไฉน ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ ฯลฯ; สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก -> วิจาร = เป็นไฉน ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร (๔๔.๑๐) วิตกวิจาร ที่กล่าวมานี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร (๔๔.๑๑) คำว่า เกิดจากสมาธิ = ความผ่องใส; ปีติ และสุข; ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว; เกิดพร้อมแล้ว; บังเกิดแล้ว; บังเกิดเฉพาะแล้ว; ปรากฏแล้วในสมาธินี้; จึงเรียกว่า เกิดจากสมาธิ (๔๔.๑๒) คำว่า มีปีติและสุข = อย่างใด -> ปีติ = เป็นไฉน ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์ ฯลฯ; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ -> สุข = เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ฯลฯ; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข -> สุขนี้สหรคต; เกิดพร้อม; ระคน; ประกอบด้วยปีตินี้; จึงเรียกว่ามีปีติและสุข (๔๕) คำว่า ทุติยะ = ชื่อว่าทุติยะ โดยลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าทุติยะ เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๒ (๔๕.๑) คำว่า ฌาน = ความผ่องใส ปีติ สุข และเอกัคคตา (๔๕.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; ความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุทุติยฌาน (๔๕.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่าอยู่ (๔๕.๖) ในคำว่า เพราะปีติจางคลายไป = ปีติ เป็นไฉน ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง ; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ -> ปีตินี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะปีติจางคลายไป (๔๕.๗) ในคำว่า มีอุเบกขา = เป็นไฉน อุเบกขา ภาวะที่วางเฉย; กิริยาที่เพ่งเฉย, ความวางตนเป็นกลางแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุเบกขา (๔๕.๘) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยอุเบกขานี้; จึงเรียกว่า มีอุเบกขา (๔๕.๙) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:54:11 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
แสดงว่าขาแข้งแข็งแรงสุด ตั้งทีมฟุตบอลดีกว่าอย่านิ่งเฉย ![]() |
||
|
4
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:15:26 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:39:06 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย | ||
|
เห็นไม้ซุงตั้งตอหนูขอบาย นึกอับอายซุงจ๋าเท่าขาเลย ![]() |
||
|
6
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:47:48 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๔๑.๕) อกุศลธรรม = เป็นไฉน กามฉันทะ; พยาบาท; ถีนมิทธะ; อุทธัจจกุกกุจจะ; และวิจิกิจฉา เหล่านี้เรียกว่าอกุศลธรรม (๔๑.๖) ภิกษุเป็นผู้สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายดังกล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย (๔๒) คำว่า มีวิตกวิจาร = แยกเป็นวิตก กับ วิจาร (๔๒.๑) วิตก = เป็นไฉน ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ; ความดำริ; ความที่จิตแนบแน่นในอารมณ์; ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์; ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก ~ วิตก ๕ = ได้แก่ -> อกุศลวิตก = ได้แก่ ความวิตกในการแสวงหาการเสพสิ่งที่ชอบ; ความวิตกในพยาบาทสิ่งที่ไม่ชอบ; ความวิตกในความเชื่อ ไม่เชื่อ; วิตกเหล่านี้มีธรรมชาติวุ่นวาย ทำให้จิตปั่นป่วน เป็นทุกข์ -> กุศลวิตก = วิตกในเกณฑ์ที่สังคมยอมรับว่าเป็นความดีงาม วิตกเหล่านี้ทำให้เกิดความระมัดระวัง และหล่อหลอมเป็นจิตสำนึกที่ดี -> วินิจฉัยวิตก = วิตกอันเป็นปฏิกิริยาระหว่างจิตกับคู่ตรงข้าม ได้แก่ การวิตกว่าสิ่งนี้เป็นกุศลหรืออกุศล; ถูกหรือผิด; ใช่หรือไม่ใช่; วิตกเหล่านี้มีธรรมชาติกังวล ทำให้จิตวนเวียน -> ธรรมวิตก = วิตกสนใจความจริงที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่น อะไรคือที่สุดของทุกสิ่ง; ชีวิตเกิดมาทำไม; อนาคตจะเป็นอย่างไร; โลกจะอยู่ร่วมกันอย่างศานติได้อย่างไร; ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร; ในที่สุดทุกชีวิตจะไปสิ้นสุดที่ไหนกัน หรือเอาคำสอนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาเทียบเคียง วิตกชนิดนี้ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยและพัฒนา ก่อให้เกิดความเข้าใจ -> กรรมฐานวิตก = วิตกเฉพาะในองค์บริกรรมในการเจริญกรรมฐานหนึ่ง เช่น สัมปชัญญะความรู้ตัว; การกำหนดรู้ ลมหายใจ การภาวนาพุทโธ; การพิจารณาสังขารภายนอกภายใน; การปล่อยวาง เป็นต้น วิตกมีหลายประเภท อย่าใช้วิตกทำลายจิต จงเลือกใช้วิตกเพื่อพัฒนาจิต (๔๒.๒) วิจาร = เป็นไฉน ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร ~ วิจาร ๗ = คือ -> ผัสสวิจาร = เมื่ออายตนะสัมผัสโลกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณทำหน้าที่รับรู้ การรู้นั้นก่อใก้เกิดชวนะจิตที่จะพิจารณา วินิจฉัย และตัดสินใจสนองตอบ กลไกนี้คือวิจารโดยธรรมชาติที่เกิดทุกครั้งแห่งผัสสะ ผัสสวิจารนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ กับสิ่งเร้า -> อารมณวิจาร = ผลแห่งการรับรู้จากสัมผัสทำให้เกิดความรู้สึกและการจดจำ ความรู้สึกและความจำทำให้เกิดอารมณ์ วิญญาณก็ทำหน้าที่รับรู้ จิตก็ทำหน้าที่วิจารอีกว่า อารมณ์นี้ดีหรือไม่ดี ควรทำอย่างไรกับอารมณ์นี้ อารมณวิจารนี้ทำให้เกิดกลไกการจัดการ -> อรรถวิจาร = การมีความทรงจำจำนวนมากทำให้จิตมีประสบการณ์ ประสบการณ์ประมวลกันถักสานเป็นเกณฑ์กำหนดคุณโทษของสิ่งต่าง ๆ เกณฑ์เหล่านี้เป็นมาตรการในการเลือกผัสสะที่ควรรับ; ควรแสวงหา และไม่ควรรับ ควรหลีกห่าง อรรถวิจารนี้ทำให้เกิดการหล่อหลอมเป็นโปรแกรมต่าง ๆ ในดวงใจ -> วิจัยวิจาร = เมื่อมีโปรแกรมจิตแล้ว ชีวิตจึงแสวงหาสิ่งที่เข้ากันได้กับโปรแกรม และผลักไสสิ่งที่ไม่เข้ากับโปรแกรม การพยายามแสวงหาและผลักไสนั้น ทำให้เกิดวิจัยวิจารคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่เข้ากับโปรแกรมหรือไม่ น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา วิจัยวิจารก่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้โลกเพิ่มเติม -> ทิฏฐิวิจาร = ผลของการเรียนรู้นั้นจะจำแนกว่า สิ่งนี้รับได้ สิ่งนี้รับไม่ได้ การยึดความรู้ชุดหนึ่ง ๆ นั้นทำให้เกิดทิฏฐิว่า "อย่างนี้เท่านั้นถูก อย่างอื่นผิด" แล้วใช้เกณฑ์ถูกผิดตามทิฏฐิ ตัดสินสิ่งต่าง ๆ ในโลก ในบุคคล -> อุบายวิจาร = เมื่อบุคคลมีทิฏฐิแล้ว ก็จะดิ้นรนที่จะทำให้ทิฏฐิของตนเป็นจริง และเป็นที่ยอมรับ จึงพยายามหาอุบายให้คนเห็นด้วยในการสร้างผลสำเร็จตามทิฏฐิ และหาอุบายให้คนเห็นด้วยในการทำลายสิ่งที่ตรงข้ามทิฏฐิ อุบายวิจารเพื่อสนองทิฏฐินี้เองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทิฏฐิ เกิดศัตรูทางความคิดเห็น และสงคราม -> กรรมฐานวิจาร = เมื่อบุคคลเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายแล้ว จนเกิดการประเมินว่า การเดินตามทิฏฐินั่นวุ่นวายไร้ความสุข จึงพยายามสลัดออกทิฏฐิและความคิดเห็น มาแสวงรู้ที่สงบสุขจริง จึงกำหนดจิตตภาวนาภายในด้วยสัจธรรมต่าง ๆ เช่นไตรลักษณ์แห่งจิตปรุงแต่ง และพยายามปล่อยวาง กลไกการภาวนาภายในให้จิตสงบสุขนี้เอง ทำให้เกิดกรรมฐานวิจาร ว่าพิจารณาสัจธรรมอย่างนี้แล้วจิตสงบ อย่างนี้จิตสุข อย่างนี้จิตว่าง อย่างนี้จิตหมดจด เรียกว่ากรรมฐานวิจาร กรรมฐานวิจารนำสู่วิวัฒนาการจิตไปสู่ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนได้ฌาน ปัญญาญาณ และความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์ วิจารมีหลายประเภท อย่าใช้วิจารที่สร้างปัญหา จงเลือกใช้วิจารจิตภายในเพื่อวิวัฒนาการสู่ความบริสุทธิ์ (๔๒.๓) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยวิตกวิจารนี้ดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่า มีวิตกวิจาร (๔๓) คำว่า เกิดจากวิเวก = อธิบายว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา(เป็นหนึ่งเดียว) ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว; เกิดพร้อมแล้ว; บังเกิดแล้ว; บังเกิดเฉพาะแล้ว; ปรากฏแล้วในวิเวกนี้; จึงเรียกว่า เกิดจากวิเวก |
||
|
7
เมื่อ: 08, เมษายน, 2569, 08:53:00 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
เป็นไม้ซุงดีไหมใหญ่พอแน่ มิงั้นแย่เป็นไม้เรียวเดี๋ยวหักง่าย ![]() |
||
|
8
เมื่อ: 08, เมษายน, 2569, 09:48:07 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
ไม้อะไรดีเธอเจอทางตัน หรือไม้นั้นต้องใหญ่ล้อใส่ปลาย ![]() |
||
|
9
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 08, เมษายน, 2569, 08:02:16 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๓๘.๕) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๓๘.๖) คำว่า ภายในตน = เป็นภายในตน; มีเฉพาะตน (๓๘.๗) ในคำว่า มีจิตสงบ นั้น จิต = เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต -> จิตนี้เป็นธรรมชาติสงบระงับ; สงบเงียบภายในตน; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มีจิตสงบภายในตน (๓๙) คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ จะแยกเป็นอุทธัจจะ กับ กุกกุจจะ (๓๙.๑) อุทธัจจะ = เป็นไฉน ความฟุ้งซ่านแห่งจิต; ความไม่สงบแห่งจิต; ความซัดส่ายแห่งจิต; ภาวะที่พล่านไปแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุทธัจจะ (๓๙.๒) กุกกุจจะ = เป็นไฉน ความสำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ฯลฯ; ความยุ่งใจ; นี้เรียกว่า กุกกุจจะ (๓๙.๓) จิต = เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต (๓๙.๔) ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์ ให้ผุดผ่อง ให้หมดจด ให้หลุด ให้พ้น ให้หลุดพ้นจากอุทธัจจะและกุกกุจจะนี้ จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ (๔๐) ในคำว่า ละวิจิกิจฉาได้แล้ว นั้น วิจิกิจฉา = เป็นไฉน (๔๐.๑) ความเคลือบแคลง; กิริยาที่เคลือบแคลง; ภาวะที่เคลือบแคลง; ความคิดเห็นไปต่างๆ; ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้; ความเห็นเป็น ๒ แง่; ความเห็นเหมือนทาง ๒ แพร่ง; ความสงสัย; ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้; ความคิดส่ายไป;ความคิดพร่าไป; ความไม่สามารถหยั่งลงถือเอาโดยเป็นยุติได้; ความกระด้างแห่งจิต; ความลังเลใจ; นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา (๔๐.๒) วิจิกิจฉานี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า ละวิจิกิจฉาได้แล้ว (๔๐.๓) คำว่า เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว = คือ ข้ามขึ้น; ข้ามออกถึงฝั่ง; ถึงความสำเร็จตามลำดับ; จึงเรียกว่าเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว (๔๐.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ จึงเรียกว่า อยู่ (๔๐.๕) คำว่า ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรม = ไม่เคลือบแคลง; ไม่สงสัย; ไม่มีความสงสัย; หมดความสงสัย; ปราศจากความสงสัยในกุศลธรรม; ด้วยวิจิกิจฉานี้จึงเรียกว่า ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรม (๔๐.๖) ในคำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา นั้น = วิจิกิจฉา เป็นไฉน -> ความเคลือบแคลง; กิริยาที่เคลือบแคลง; ภาวะที่เคลือบแคลง ฯลฯ; ความกระด้างแห่งจิต; ความลังเลใจ; นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา (๔๐.๗) จิต เป็นไฉน จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต (๔๐.๘) ภิกษุชำระจิตนี้ให้บริสุทธิ์; ให้ผุดผ่อง; ให้หมดจด; ให้หลุด; ให้พ้น; ให้หลุดพ้นจากวิจิกิจฉานี้; จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา (๔๑) คำว่า ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ = นิวรณ์ ๕ นี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ (๔๑.๑) คำว่า ที่เป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมอง อธิบายว่า นิวรณ์ ๕ เหล่านี้เป็นเครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง (๔๑.๒) คำว่า ทอนกำลังปัญญา = ปัญญาที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิด; และปัญญาที่เกิดแล้วก็จะดับไป; เพราะนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ จึงเรียกว่าทอนกำลังปัญญา (๔๑.๓) ในคำว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย นั้น กาม = เป็นไฉน (๔๑.๔) ฉันทะชื่อว่ากาม; ราคะชื่อว่ากาม; ฉันทราคะชื่อว่ากาม; สังกัปปะชื่อว่ากาม; สังกัปปราคะชื่อว่ากาม; เหล่านี้เรียกว่า กาม ~ ฉันทะชื่อว่ากาม = ความพอใจ ความยินดี ความรักใคร่ หรือความหลงใหลใฝ่ฝันในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ) เป็นอารมณ์ประเภทโลภะที่เกาะติดและหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์นั้นๆ ถือเป็น ๑ ใน นิวรณ์ ๕ ~ ราคะชื่อว่ากามราคะ = ความกำหนัดยินดี ความใคร่ และความเพลิดเพลินใจในวัตถุกาม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ~ ฉันทราคะ ชื่อว่ากาม = ความพอใจติดใคร่ หรือความชอบใจจนติด เป็นอกุศลฉันทะ (ตัณหาฉันทะ) ที่มีความแรงขึ้นจนเป็นความติดใจ (พลวราคะ) ในอารมณ์ต่างๆ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ ~ สังกัปปะชื่อว่ากาม = ความดำริ ความนึกคิด หรือความตรึกตรองที่พัวพันข้องอยู่ในกามคุณ ๕ จัดเป็นมิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอยากได้ ความใคร่ และความยึดติดในสิ่งน่าพอใจทางประสาทสัมผัส ~สังกัปปะราคะ ชื่อว่ากาม = ความกำหนัด, ความยินดีติดใจ, หรือกามตัณหาที่เกิดขึ้นจากการดำริ (คิด) พร่ำเพ้อใจถึงอารมณ์ที่พอใจ ไม่ใช่แค่ตัววัตถุภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) แต่คือความพอใจที่ปรุงแต่งขึ้นในใจตามอำนาจความตรึกนึกคิด เป็นกิเลสกามที่ทำให้เกิดความติดข้องในกามทั้งปวง |
||
|
10
เมื่อ: 07, เมษายน, 2569, 05:47:53 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||