Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ คำอาลัยถึงบทกวีที่ไร้คนอ่าน ღ
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:44:49 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล



"แด่หยดหมึกที่กลั่นจากหัวใจ ทว่าถูกกักขังไว้ในกาลเวลา"

เมื่องานเขียนไม่อาจเอื้อนเอ่ย
และท่วงทำนองบทกลอนถูกปฏิเสธโดยเจ้าของผลงาน
ขอให้ความละเมียดละไมนี้ จงหลับใหลอย่างสง่างาม
ไม่ต้องรอคอยคำชื่นชม ไม่ต้องรอการตอบรับ
เพราะค่าของมันสมบูรณ์แล้ว..โดยเรามีความสุขขณะเขียน

      ✧・゚: *✧・゚:*

ร้อยเรียงรสบทประพันธ์ ด้วยฝันใฝ่
ทุ่มเทใจต่อกลอนสนองขวัญ
นั่งจดจ่อจดย้ำถ้อยรำพัน
เรียงแสงจันทร์ส่องลำเป็นคำกลอน

สะกดเขียนเวียนอ่านอยู่นานช้า
ทุกท่วงท่าถ้อยความย้ำออดอ้อน
เติมความสุขทุกครั้งยังทุกตอน
อ่านวนย้อนจนจบครบบรรทัด

กลับปรากฏบทเรียนอันเหี้ยมโหด
เขาไม่โปรดกลอนเราเขาบอกปัด
เหมือนพายุโหมซ้ำกระหน่ำซัด
จำต้องตัดใจยอมพร้อมทัดทาน

ขอซ่อนคำช้ำรักอักขระ
ให้มรณะ เลือนลับดับสังขาร
ฝังบทกลอนซ่อนไว้ในตำนาน
ตายไปพร้อมวิญญาณผู้ขานใจ

"ความงามของหมึกหยดสุดท้าย
คือการได้ตายไปพร้อมกับความเงียบที่เขาไม่เคยต้องการ"

༭ ลิตเติลเกิร์ล ༭
  ✧・゚: *✧・゚:*


 2 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:26:52 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๑/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์

(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน
-> ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ
-> ความดำริ
-> ความที่จิตแนบแน่นในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ
(๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ = เป็นไฉน
-> ความงด ความเว้น ความเว้นขาด
-> เจตนาเป็นเหตุเว้นจากวจีทุจริต ๔
~ วจีทุจริต ๔ = ประพฤติชั่วด้วยวาจา คือ มุสาวาท - พูดเท็จ; ปิสุณาวาจา - พูดส่อเสียด; ผรุสวาจา - พูดคำหยาบ; สัมผัปปลาปะ - พูดเพ้อเจ้อ;
-> การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต
-> การกำจัดต้นเหตุ แห่งวจีทุจริต ๔ โดยประพฤติวจีสุจริต ๔
~ วจีสุจริต ๔ = ประพฤติชอบด้วยวาจา, ประพฤติชอบทางวาจา มี ๔ อย่าง คือ เว้นจากพูดเท็จ; เว้นจากพูดส่อเสียด; เว้นจากพูดคำหยาบ; เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ
สัมมาวาจา อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาวาจา
(๔) สัมมากัมมันตะ -  กระทำชอบ = เป็นไฉน
-> ความงด ความเว้น ความเว้นขาด
-> เจตนาเป็นเหตุเว้นจากกายทุจริต ๓
~ ทุจริต ๓ = ความประพฤติชั่ว, ประพฤติไม่ดี ได้แก่
(๔.๑) กายทุจริต - ความประพฤติชั่วด้วยกาย มี ๓ คือ ปาณาติบาต; อทินนาทาน; และกาเมสุมิจฉาจาร
(๔.๒) วจีทุจริต - ความประพฤติชั่วด้วยวาจา  มี ๔ คือ มุสาวาท; ปิสุณาวาจา; ผรุสวาจา; และสัมผัปปลาปะ
(๔.๓) มโนทุจริต - ความประพฤติชั่วด้วยใจ  มี ๓ คือ อภิชฌา; พยาบาท; และมิจฉาทิฏฐิ
-> การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด
-> การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุ แห่งกายทุจริต ๓ คือประพฤติ กายสุจริต ๓
~ กายสุจริต ๓ = ความประพฤติดี, ประพฤติชอบทางกาย คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ (๑) ปาณาติบาต (๒) อทินนาทาน (๓) กาเมสุมิจฉาจาร
~ วจีสุจริต ๔ = ความประพฤติชอบด้วยวาจา  มี ๔ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ (๑) มุสาวาท (๒) ปิสุณาวาจา (๓) ผรุสวาจา (๔) สัมผัปปลาปะ
~ มโนสุจริต = ความประพฤติชอบด้วยใจ มี ๓ อย่าง คือ (๑) อนภิชฌา - ไม่โลภอยากได้ของเขา (๒) อพยาบาท - ไม่พยาบาทปองร้ายเขา (๓) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบตามคลองธรรม
สัมมากัมมันตะ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ
(๕) สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ = เป็นไฉน
-> ความงด ความเว้น ความเว้นขาด
-> เจตนาเป็นเหตุเว้นจากมิจฉาอาชีวะ
-> การไม่ทำ การเลิกทำ
-> การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุ (แห่งมิจฉาอาชีวะ)
สัมมาอาชีวะ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะล
(๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ
-> สัมมาวายามะ, วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ
(๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = เป็นไฉน
-> สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสติ
(๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน
-> ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ; สัมมาสมาธิ; สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
-> นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์แปด
ปัญจังคิกวาร
เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย
[ข] มรรคมีองค์ ๕  = คือบรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น มรรคมีองค์ ๕ เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๕ คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, และสัมมาสมาธิ, ก็เกิดขึ้น

 3 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ...-๐ แว้บบบ ๐-...
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:51:49 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


เป็นไก่ย่างก็ได้แมวไม่ว่า
หากเป็นปลาตัวน้อยเราถอยหนี
เพราะหากแมวเขาเคืองเรื่องมากมี
คิดบัญชีย้อนหลังพังแน่เรา

 
ลิตเติลเกิร์ล

 4 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:45:12 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


กลัวจะเจออย่างจังผมตั้งฟู     ลมเป่าหูแผ่วมาช่างน่ากลัว    
 

 5 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:23:59 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๐/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์

(๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๗.๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
-> มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ
-> พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
(๗.๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่
-> มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
-> มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
(๗.๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
-> มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
-> พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ๅ
(๗.๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
-> มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
-> พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
นี้เรียกว่า สัมมาสติ
(๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ =  เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๘.๑) สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๘.๒) บรรลุปฐมฌาน ที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่
(๘.๓) เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน
(๘.๔) มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่
(๘.๕) เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย
(๘.๖) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัส และโทมนัสไปก่อน
(๘.๗) บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ
[ข] อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๒
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาทิฏฐิที่อาศัยวิเวก วิราคะ และนิโรธ น้อมไป เพื่อความปล่อยวาง ฯลฯ
~ วิราคะ = คือ ความคลายกำหนัด, ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ
(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน
เจริญสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ
(๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ = เป็นไฉน
เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ
(๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ = เป็นไฉน
เจริญสัมมากัมมันตะ ฯลฯ
(๕) สัมมาอาชีวะ - อาชีพชอบ = เป็นไฉน
เจริญสัมมาอาชีวะ ฯลฯ
(๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน
เจริญสัมมาวายามะ ฯลฯ
(๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ =  คือการมีสติกำหนดระลึกรู้อยู่เป็นนิจว่า กำลังทำอะไรอยู่ กำหนดรู้สภาวะที่เกิดขึ้นจริงในขณะปัจจุบัน ในสภาวะทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ตามความจำกัดความแบบพระสูตร คือหลักธรรมที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔, เจริญสัมมาสติ ฯลฯ
(๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ
เจริญสัมมาสมาธิที่เจริญสัมมาสติ ฯลฯอาศัยวิเวก วิราคะ และนิโรธ น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง
~ วิราคะ = คือ ความคลายกำหนัด, ความสำรอกออกได้
สุตตันตภาชนีย์ จบ
อภิธรรมภาชนีย์
[ก] มรรคมีองค์ ๘ = คือ บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ
-> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
~ ทุกฺขาปฏิปทาทันธาภิญฺญา = ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่นผู้ปฏิบัติที่มีราคะ โทสะ โมหะแรงกล้า ต้องเสวยทุกข์โทมนัสเนื่องจากราคะ โทสะ โมหะนั้นอยู่เนืองๆ หรือเจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ก็อ่อน จึงบรรลุโลกุตตรมรรคล่าช้า
-> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ ก็เกิดขึ้น
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ =  เป็นไฉน
-> ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -> ความไม่หลงงมงาย-> ความเลือกเฟ้นธรรม-> สัมมาทิฏฐิ-> ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

 6 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:27:42 AM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล

ღ ร้อยบุปผาพรรณนาใจ ღ

สักวาว่าพฤกษาตระการล้อม
มะลิหอมชวนชมสมใจหมาย
กุหลาบแย้มแก้วเกดวิกาลกลาย
สายหยุดพรายจำปีคลี่กลีบพรรณ
ประยงค์พุดพิกุลยี่สุ่นส่ง
ลำดวนหลงบัวหลวงดวงสวรรค์
ชงโคชวนเชิญแลกระแจะจันทร์
ร้อยมาลัยหมายมั่นจากฉันเอย
 
            
    ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ  


 7 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ รอยแค้นนิวเคลียร์...สมรภูมิไร้ตะวัน ღ
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:56:26 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


ღ รอยแค้นนิวเคลียร์...สมรภูมิไร้ตะวัน ღ

แค้นฝังลึกผนึกไว้ในรอยรบ
ยากจะจบสงครามที่ลามไหล
นิวเคลียร์ร้อนระรุ่มดั่งสุมไฟ
ต่างฝ่ายไม่ยอมละ ปะทะกัน

ตัวแทนสู้ข้ามแดนไม่เดินถอย
ระเบิดคอยล้างผลาญฐานสนั่น
แผ่นดินเดือดเลือดเห็นไม่เว้นวัน
คือมหันตภัยไม่เลิกรา

เสียงกึกก้องต้องโทษอันโหดร้าย
โลกาคล้ายมอดม้วยช่วยสรรหา
หยาดเลือดหลั่งฝังลึกผนึกตรา
จดจำจารึกไว้ในตำนาน

  
   ༭  ลิตเติลเกิร์ล  ༭

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆


 8 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 02, มีนาคม, 2569, 07:51:41 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


สักวาคืนนี้พระจันทร์เศร้า
เมื่อถูกเงาโลกบังกลางเวหา
จากสีขาวนวลผ่องละอองตา
ค่อยค่อยกลายเป็นแดงดั่งแสงไฟ
ผู้คนต่างจ้องมองบนท้องฟ้า
ความมืดช้าช้ากลืนจุดลื่นไหล
เหมือนดวงจิตคนเราเหงาตามไป
แต่แล้วไซร้แสงสว่างก็กลับคืน

 



 9 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 02, มีนาคม, 2569, 07:59:29 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๙/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์

    ๑๔๓.มรรคแปดสภาวะสิพระธรรม...............ทวินำริสองคระไล
"โลกุตต์ระ,โลกิยะ"เจาะไซร้............................คติเอ่ยจะแย้งละหนา

    ๑๔๔.พาองค์มรรคแปดชี้............................."กามาฯ" มิเป็น
จิตยกเหนือ"กาม"นา.......................................โลกแล้
เจริญแกร่งแรงหนา.........................................แปดครบ องค์มรรค
เป็นหนึ่งเดียวรวมแท้.......................................กิเลสพ้นสงสาร

    ๑๔๕.มรรคแปด บ "รูปะวจะฯ"สม..................ภวพรหมเจาะ"รูป"พะพาน
มรรคแปดมิเกิดศยนะขาน...............................ซิ ณ "โลกิยาฯ"เฉลย

    ๑๔๖.เกยเหมือนมรรคแปดแล้......................มิเป็น "อรูปาฯ"
พรหมรูปมิมีเห็น..............................................เพ่งได้
พรหมขาด"วิตก"ประเด็น.................................จึงไป่ "สังกัปปะ"
มรรคไม่ครบอีกไซร้........................................ไม่พร้องเพรียกหนา

    ๑๔๗.มรรคแปด บ "วัฏฏะทุขะ"ชัด................อุปบัติและตายมิซา
แต่เป็น"วิวัฏฏะ"ภวกล้า.....................................จะผละหนีละเวียนและวน

    ๑๔๘.ยลมรรคแปดเหตุแท้............................ทุกข์หาย ถาวร
นำออกวัฏฏทุกข์วาย........................................ห่างพ้น
ถึงโลกุตร์มรรคกราย........................................เหนือโลก
อวิชชาประหารด้น............................................สู่ห้วงนิพพาน

    ๑๔๙.มรรคแปดสิ"โลกิยะ"ลุผล......................นิรดลซิแน่และกราน
บุคคลเจาะมรรคมิประลุฉาน.............................บริพัตรจะเสื่อมและถอย

    ๑๕๐.คอย"โลกุตรมรรคชี้..............................มีผล ถาวร
ในจิตอริยะดล..................................................เปี่ยมล้น
มรรคแปดผนวกยล...........................................รวมหนึ่ง "สมังคีฯ"
สังโยชน์ตัดวายพ้น...........................................ทุกข์สิ้นนิรวาณ

    ๑๕๑.มรรคแปด บ ธรรมสิอติกว่า....................มรคาซิกลางพะพาน
ตึงหย่อนมิเป็นลุเหมาะเจาะขาน.........................นิรทุกข์เพราะมรรคเฉลย

    ๑๕๒.เชยองค์มรรคแปดไซร้..........................มิทำ โศกใจ
ทางฝ่ายกุศลกรรม............................................ทุกข์พ้น
ธรรมประกอบ"ศีล"นำ........................................"สมาธิ์"เร่ง "ปัญญา"
มีสุข,สงบล้น.....................................................ทุกผู้สราญรมย์ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร.อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๑ เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] วิภังคปกรณ์
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=35&siri=41

สุตตันตภาชนีย์
[ก] อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๑
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน
ความรู้ในทุกข์; ความรู้ในทุกขสมุทัย; ความรู้ในทุกขนิโรธ; ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน
ความดำริในการออกจากกาม; ความดำริในการไม่พยาบาท; ความดำริในการไม่เบียดเบียน; นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ
(๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ = เป็นไฉน
เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเท็จ; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดส่อเสียด; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดคำหยาบ; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ; นี้เรียกว่า สัมมาวาจา
(๔) สัมมากัมมันตะ -  กระทำชอบ = เป็นไฉน
เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการฆ่าสัตว์; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการลักทรัพย์; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม; นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ
(๕) สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ = เป็นไฉน
พระอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว; เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ; นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ
(๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ; พยายาม; ปรารภความเพียร; ประคองจิตมุ่งมั่น
-> เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
-> เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
-> เพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
-> เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ

 10 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...รอยยิ้มนักสู้ ღ
 เมื่อ: 01, มีนาคม, 2569, 09:03:23 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล




ღ เสียงเพลงกับรอยปากกา...รอยยิ้มนักสู้ ღ

หากเหนื่อยล้าใจนักหยุดพักก่อน
อย่ารีบร้อนฝืนโถมประโคมใส่
ทิ้งเรื่องรักเรื่องงานระรานใจ
ซ่อนน้ำตาอย่าให้ใครรับรู้

ฉันก็เคยอาบน้ำตา มาไม่ต่าง
ผ่านเส้นทางรันทดจนหดหู่
กว่าจะยืนหยัดได้ให้โลกดู
ต้องแกร่งกล้าพร้อมสู้เพื่อชูชัย

"ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นบทเรียนที่ซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มที่แข็งแกร่งกว่าเดิม"

     ༭ ลิตเติลเกิร์ล ༭

รอยยิ้มนักสู้ Cover by ออร์แกน
ต้นฉบับ คุณ เสก โลโซ



หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.145 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...