มีชิ้นสองต่อไหมไขมันถาม เผื่อจะตามติดไปไม่ถอยร่น

|
1
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:40:01 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
มีชิ้นสองต่อไหมไขมันถาม เผื่อจะตามติดไปไม่ถอยร่น ![]() |
||
|
2
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:48:29 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
คนละชิ้นแจกไปเขาใจดี ไขมันหนีกระจายหายกังวล |
||
|
3
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:46:24 PM
|
|||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
4
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:33:55 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๑/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ (๑๓.๖) เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง -> จึงได้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ โดยบริกรรมว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด” ดังนี้อยู่ ~วิญญาณัญจายตนะ = ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ (๑๓.๗) เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง -> จึงได้บรรลุอากิญจัญญายตนะโดยบริกรรมว่า “อะไรๆ สักน้อยหนึ่งก็ไม่มี” ~อากิญจัญญายตนะ = ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ (๑๓.๘) เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง -> จึงได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ~ เนวสัญญานาสัญญายตนะ = ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ มาติกา จบ มาติกานิทเทส (๑) คำว่า ในธรรมวินัยนี้ = อธิบายว่า ในความเห็นนี้; ในความพอใจนี้; ในความชอบใจนี้; ในลัทธินี้ ;ในธรรมนี้; ในวินัยนี้; ในธรรมวินัยนี้; ในปาพจน์นี้; ในพรหมจรรย์นี้; และในคำสอนของพระศาสดานี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ในธรรมวินัยนี้ (๒) คำว่า ภิกษุ = อธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะสมัญญา; ชื่อว่าภิกษุเพราะการปฏิญญาตน; ชื่อว่าภิกษุ เพราะขอ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ; ชื่อว่าภิกษุเพราะเป็นผู้เข้าถึงภิกขาจาร; ชื่อว่าภิกษุ เพราะทรงผ้าที่ถูกทำลาย; ชื่อว่าภิกษุเพราะทำลายบาปอกุศลธรรมได้แล้ว; ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสได้เฉพาะส่วน; ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสได้โดยไม่เฉพาะส่วน; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นพระเสขะ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นพระอเสขะ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะไม่เป็นพระเสขะและพระอเสขะ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เลิศ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เจริญ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ผุดผ่อง; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้มีสาระ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ(ถูกต้องมั่นคง) สมควรแก่เหตุ ด้วยสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน (๓) คำว่า ปาติโมกข์ = อธิบายว่า ศีลเป็นที่พึ่ง เป็นเบื้องต้น; เป็นความประพฤติ; เป็นความสำรวม; เป็นความระวัง; เป็นหัวหน้า เป็นประธาน เพื่อความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นกุศล (๔) คำว่า สังวร = อธิบายว่า ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา และทั้งทางกายและวาจา (๕) คำว่า เป็นผู้สำรวม = อธิบายว่า เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงพร้อมแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี; ประกอบแล้วด้วยปาติโมกขสังวรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร (๖) คำว่า อยู่ = อธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๗) คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร = อธิบายว่า อาจาระก็มี; อนาจาระก็มี (๗.๑) อนาจาระ เป็นไฉน = ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อนาจาระ -> ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อนาจาระ -> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่ ให้ใบไม้ ให้ดอกไม้ ให้ผลไม้ ให้เครื่องสนาน ให้ไม้ชำระฟัน การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว การรับเลี้ยงเด็ก การรับใช้ส่งข่าวสาร หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อนาจาระ (๗.๒) อาจาระ เป็นไฉน = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ -> ศีลสังวรแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อาจาระ -> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่ ให้ใบไม้ ให้ดอกไม้ ให้ผลไม้ ให้เครื่องสนาน ให้ไม้ชำระฟัน การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว การรับเลี้ยงเด็ก การรับใช้ส่งข่าวสาร หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อาจาระ (๗.๓) คำว่า โคจร = อธิบายว่า โคจรก็มี อโคจรก็มี ->ใน ๒ อย่างนั้น อโคจร = เป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; มีสาวเทื้อเป็นโคจร; มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; มีภิกษุณีเป็นโคจร; หรือมีร้านสุราเป็นโคจร; เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์ ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่าและบริภาษ; ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก; ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะ พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่า อโคจร |
||
|
5
เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:10:07 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร กูรู เมื่อมีเหตุ เภทภัย ในแผ่นดิน ทุกชีวิน อ่อนไหว ไร้หรรษา สารพัด เดือดร้อน ทั้งพารา ยากหนักหนา จะฝ่าฟัน ให้ผันผ่าน เพราะเหตุใด ไม่ทำ เยี่ยงอย่างนี้ เพื่อชีวี มีสุข ทุกสถาน มัวแต่ทำ แต่เรื่อง สร้างร้าวราน แสนสงสาร พี่น้อง ประชาไทย ธรรมชาติ ของคน ชนแหลมทอง เข้าทำนอง รู้มาก ทุกสมัย เป็นกูรู ทั่วทั้ง แผ่นดินไป เก่งเหลือใจ ทั้งธานี บุรีรมย์ มัวแต่พูด ไม่รู้ฟัง พังมามาก ต้องทุกข์ยาก แร้นแค้น แสนขื่นขม หลายกูรู สร้างแตกแยก ให้ทุกข์ตรม หยุดทำลาย สังคม เพราะกูไม่รู้ คนเรียนไพร ๒ เมษายน ๒๕๖๙ |
||
|
6
เมื่อ: 02, เมษายน, 2569, 01:16:29 PM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
![]() บ้านกลอนน้อยร้อยเรียงเคียงความฝัน คนมาเยี่ยมเยือนกันจนล้นเหย้า แห่มาดูสิ่งใดเกินใจเดา หรือมาดูตัวเราที่น่ารัก คนนับพันผ่านทางมาช่างมากมาย คงหลงสายตาคมให้บ่มหนัก ที่แวะเวียนมาหามาทายทัก หลงประจักษ์นวลละออดีต่อใจ คนเข้าบ้านกลอนน้อยมากจุง เขิลลลล ฝาตุ่ม |
||
|
7
เมื่อ: 02, เมษายน, 2569, 12:28:55 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ขนมเค้กวางล่อท้อใจนัก แค่ชิมสักหนึ่งชิ้นกินเลยพี่ ![]() |
||
|
8
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 02, เมษายน, 2569, 09:47:34 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๐/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์ ฌานวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ มาติกา = แม่บท [ก] ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สำรวมด้วย (๑) ปาติโมกขสังวรอยู่ ถึงพร้อมด้วย อาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษที่มีประมาณน้อย ~ อาจาระ = คือความประพฤติอันไม่ล่วงทางกายทุจริต ทางวจีทุจริต แต่เป็นกายสุจริต วจีสุจริต ~โคจร = การเที่ยวไปในที่สมควร ไม่เที่ยวไปในที่ไม่สมควร (๒) สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย (๓) คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย; รู้จักประมาณในการบริโภค; หมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ตลอด (๔) คราปฐมยามและปัจฉิมยาม หมั่นประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรมอย่างต่อเนื่อง; มีปัญญาเป็นอุบายในกิจทั้งปวง ~ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ = ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้, ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔; สัมมัปปธาน ๔; อิทธิบาท ๔; อินทรีย์ ๕; พละ ๕; โพชฌงค์ ๗; มรรคมีองค์ ๘ (๕) ภิกษุนั้นทำความรู้สึกตัว -> ในการก้าวไป; การถอยกลับ; -> ในการแลดู; การเหลียวดู; -> ในการคู้เข้า; การเหยียดออก; -> ในการครองผ้าสังฆาฏิ; บาตร และจีวร; -> ในการฉัน; การดื่ม; การเคี้ยว; การลิ้ม; -> ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ; -> ในการเดิน; การยืน; การนั่ง; การนอน; การตื่น; การพูด; และการนิ่ง (๖) ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะที่สงัด เช่น ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ดง ที่แจ้ง กองฟาง ที่สงัดมีเสียงน้อย มีเสียงอึกทึกน้อย ไม่มีคนสัญจรไปมา ไม่มีคนพลุกพล่าน เหมาะเป็นที่หลีกเร้น ภิกษุนั้นอยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่าง -> นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน (๗) ภิกษุนั้นละอภิชฌาในโลกได้ -> มีจิตปราศจากอภิชฌา (โลภ) อยู่ -> ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา (๘) ละความพยาบาทและความคิดประทุษร้ายได้แล้ว -> มีจิตไม่พยาบาทอยู่ เป็นผู้อนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งมวล -> ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความคิดประทุษร้าย (๙) ละถีนมิทธะได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะอยู่ -> เป็นผู้ได้อาโลกสัญญา; มีสติสัมปชัญญะ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ~ อาโลกสัญญา = ความสำคัญในแสงสว่าง, กำหนดหมายแสงสว่าง คือ ตั้งความกำหนดหมายว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เป็นวิธีแก้ง่วงอย่างหนึ่ง (๑๐) ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว -> เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านอยู่; มีจิตสงบภายในตน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ (๑๑) ละวิจิกิจฉาได้แล้ว เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา (๑๒) ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ -> ที่เป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมอง ทอนกำลังปัญญา -> นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ (๑๒.๑) กามฉันทะ = ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ (๑๒.๒) พยาบาท = ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ (๑๓.๓) ถีนมิทธะ = ความหดหู่และเซื่องซึม (๑๒.๔) อุทธัจจกุกกุจจะ = ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล (๑๒.๕) วิจิกิจฉา = ความลังเลสงสัย (๑๓) สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว (๑๓.๑) บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ (๑๓.๒) เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว -> บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ (๑๓.๓) เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ~ นามกาย = การประชุมแห่งนามธรรม หรือกองแห่งเจตสิก ในบางกรณี นามกาย หมายถึงนามขันธ์หมดทั้ง ๔ คือ ทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือ ทั้งจิตและเจตสิก -> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข (๑๓.๔) เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว -> บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะ ละสุขและทุกข์ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ (๑๓.๕) เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง ~ รูปสัญญา คือ สัญญาที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์ -> เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา ~ สัญญาอันเกิดขึ้นเพราะการกระทบของวัตถุมีจักษุเป็นต้น และของอารมณ์มีรูปเป็นต้น -> เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา ~ นานัตตสัญญา คือ สัญญา การจำ ที่ต่างๆ กัน อันหมายถึง สัญญา ความจำ ที่เกิดกับจิต แตกต่างกันไป -> จึงได้บรรลุอากาสานัญจายตนะ โดยบริกรรมว่า “อากาศไม่มีที่สุด” ดังนี้ ~อากาสานัญจายตนะ = ฌานอันกำหนดอากาศ คือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ |
||
|
9
เมื่อ: 02, เมษายน, 2569, 07:04:45 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร โลกใหม่ เมื่อสงคราม สิ้นสุด หยุดเข่นฆ่า ทั่วโลกา ทุกข์ตรม ล่มสลาย สันติภาพ สันติสุข กลับมลาย ดูคลับคล้าย อเวจี บนแผ่นดิน ทั้งตึกราม อาคาร สถานที่ เคยดูดี กลับพินาศ สิ้นทรัพย์สิน อีกข้าวยาก หมากแพง แหล่งทำกิน ชีพสูญสิ้น เพราะพิษร้าย ภัยสงคราม จักรบรา ฆ่าฟัน กันทำไม เพราะเหตุใด จิตใจ ไร้เกรงขาม เคยคบค้า สมาคม ทั่วเขตคาม ทุกโมงยาม พบพาน ความร่มเย็น ร่วมมือกัน ผันเปลี่ยน เวียนมาใหม่ สร้างสดใส แก่กัน ให้ได้เห็น เพื่อสรรค์สร้าง สังคม ไร้ลำเค็ญ พร้อมบำเพ็ญ เพื่อโลกใหม่ ไร้สงคราม คนเรียนไพร ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙ |
||
|
10
เมื่อ: 01, เมษายน, 2569, 01:14:20 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||