Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / มั่นคงในความแปรปรวน
 เมื่อ: 28, เมษายน, 2569, 02:51:52 PM 
เริ่มโดย ฝาตุ่ม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม



มั่นคงในความแปรปรวน


พฤษภาพาใจให้ไหวหวั่น
ฤดูกาลเปลี่ยนผันหันเหหา
เดี๋ยวแดดร้อนเดี๋ยวฝนปนน้ำตา
ช่างอ่อนล้ากับลมที่พรมกาย

แม้เมฆหม่นบนฟ้าจะกล้าป่วน
อย่าเรรวนหลงจิตจนมิตรหาย
กลัวความรักจะช้ำและละลาย
ดั่งเม็ดทรายที่คลื่นซัดพลัดลงน้ำ

ขอเพียงรักคงที่ไม่มีเปลี่ยน
ไม่หมุนเวียนแปรไปในคืนค่ำ
โลกจะร้อนหรือหนาวระราวนำ
ขอใจจำรักเก่าให้เนานาน

 
ฝาตุ่ม




 12 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 28, เมษายน, 2569, 02:42:05 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


ต้องเตรียมตัวมั่นหมายแว่นสายตา    เผื่อได้คว้าหนุ่มหล่อมาคลอกัน 

 13 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 28, เมษายน, 2569, 07:02:36 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม : ๖๙.เสขปฏิปทาสูตร (เจ้าศากยะสร้างสัณฐาคารใหม่)

วสันตลีลาศฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบน้อมประณตพระอรหันต์.................พระพุทธ์ฯนั้นพระศาสดา
ทรงตรัสรู้สิดนุหนา........................................มิมีใครแนะสอนตรง

    ๒.ทรงเมตตายิ่งล้น....................................สงฆ์,ชน
สอนมุ่ง"อริยสัจ"ดล.......................................หลุดพ้น
มี"มรรคแปด"อวยผล.....................................จนทราบ ความจริง
หลีกวัฏฏะไกลด้น.........................................เลิกไซร้"เกิด"แฉ

    ๓.คราหนึ่งพระพุทธะศยะหนา...................."นิโคร์ธาฯ,กบิลฯ"แล
มี"เจ้าพระศากยะเจาะแท้...............................สฤษดิ์"สัณฐะคาร"เสร็จ

    ๔.เด็ดยังมิเปิดใช้.......................................จึงถวาย
พุทธ์องค์,สงฆ์กราย.......................................พักแล้
เป็นปฐมฤกษ์ดีฉาย........................................สุขเพื่อ ศากยะ
บุญส่งเจือจานแท้...........................................มากล้นยาวนาน

    ๕.พุทธ์เจ้าสิรับและจระหนา.........................ณ สัณฐาฯพระสงฆ์กราน
พุทธ์องค์ตริศากยะประสาน............................สมาทานซิกล้าเผย

    ๖.เปรยแจงธรรมกล่าวถ้อย.........................ราตรี ตลอดคืน
ทรงเรียก"อานนท์"ลี.......................................เทศน์พร้อม
สอนทางเด่นพฤติดี........................................."เสขบุค-คล"
ทรงปวดหลังพักค้อม......................................มุ่งแล้ลุกหนา

    ๗."อานนท์"เจาะศากยะลุตาม......................."มหานาม"สดับกล้า
ธรรมเลิศ ฉ อย่างเหมาะนยะนา........................ริศึกษาประพฤติตน

    ๘.ชน"มีศีลมุ่งพร้อม"...................................."ควบคุม อินทรีย์"
"ประมาณโภชน์"ครอบคลุม.............................ถูกต้อง
"สัปปุริสธรรม"สุม............................................"เพียรตื่น กลางคืน"
"ฌานสี่พึงลุ"ป้อง.............................................แน่วแท้หฤทัย

    ๙.หนึ่ง"พร้อมสิศีล"ลุเหมาะเจาะหนา..............ระวัง"ปาฏิโมกข์"ไว
"ไม่ผิดวินัย",มิกะปะไหน...................................."อโคจรมิไป"แฉ

    ๑๐.แลเห็นภัยโทษแล้...................................พึงระวัง
มิล่วงละเมิด"สาม"ฟัง........................................แน่แล้ว
"กาย,ใจ,พูดดีจัง...............................................งามประพฤติ
ศีลรักษาครบแผ้ว.............................................โทษไร้สุขแฉ

    ๑๑.สอง,ครองสิอายตนะหก...........................จะป้องปกไฉนแล
อินทรีย์ทวาร ฉ ธุระแท้......................................เจาะสำรวมระวังเผย

    ๑๒.เปรย"ตาเห็นรูปแล้ว"................................มิถือ นิมิต
ปรากฏมิยึดครือ................................................ไม่กลุ้ม
มิยึด"อนุพยัญฯ"ปรือ..........................................ในส่วน ละเอียด
พา"จักขุนทรีย์"คุ้ม.............................................สงบถ้วนใจ,กาย

    ๑๓.ถ้าไม่ระวังก็อกุศล....................................จะเกิดผลเจาะโทษกราย
"โลภ,โทมนัสจะภวผาย".....................................ระวังเรียกวะคุ้มครอง

    ๑๔.ตรอง"หู,จมูก"แน่แท้................................."ชิวหา กาย,ใจ"
มิยึด"นิมิต"หนา..................................................ปล่อยแล้
"อนุพยัญฯ"ครา..................................................หาตรึก ละเอียด
กิเลสมิครองแท้..................................................เพรียกพร้อมระวัง

    ๑๕.สาม,"สงฆ์เจาะโภชนะเหมาะสม".................เจาะชีพชมยะยืนยัง
เพื่อพรหมจรรย์เจาะรุจิหยั่ง.................................และบำบัดซิหิวเอย

    ๑๖.เผยตัด"เวทนา"เก่าลี้..................................หมดไป
ของใหม่มิเกิดไว.................................................เพิ่มแล้
สงฆ์โทษไม่มีไส..................................................ไกลห่าง
มีสุขสงบแท้........................................................ชอบแล้วอาหาร

 14 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 27, เมษายน, 2569, 03:13:51 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๘/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

-> ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น กําลังแสวงหาประตูอมตะประตูหนึ่ง ได้พบประตูอมตะถึง ๑๑ ประตูในคราวเดียวกัน โดยการฟังเท่านั้น
-> ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เรือนของบุรุษมีประตู ๑๑ ประตู เมื่อเรือนนั้นถูกไฟไหม้ บุรุษเจ้าของเรือนอาจทําตนให้สวัสดี โดยประตูแม้ประตูหนึ่งๆ ได้ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น จักอาจทําตนให้สวัสดีได้โดยประตูอมตะ แม้ประตูหนึ่งๆ แห่งประตูอมตะ ๑๑ ประตูนี้
-> ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อันชื่อว่าอัญญเดียรถีย์เหล่านี้ จักแสวงหาทรัพย์สําหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์ ก็ไฉน ข้าพเจ้าจักไม่ทําการบูชาท่านพระอานนท์เล่า
~ อัญญเดียรถีย์ = "ผู้ถือลัทธิอื่น" หรือ "นักบวชนอกพระพุทธศาสนา" ที่ไม่นับถือพระพุทธเจ้าและมีความเห็นผิดไปจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา
-> ลําดับนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ ให้ประชุมภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในเมืองปาตลีบุตร และเมืองเวสาลี พร้อมกันแล้ว ให้อิ่มหนําเพียงพอด้วยขาทนียะ โภชนียะ อันประณีต ด้วยมือของตน ให้ภิกษุครองคู่ผ้ารูปละคู่ๆ และได้ให้ท่านพระอานนท์ครองไตรจีวร แล้วให้สร้างวิหารราคา ๕๐๐ หลัง ถวายท่านพระอานนท์ ดังนี้แล
จบอัฏฐกนาครสูตรที่ ๒

 15 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ღ "ค่อยค่อย" ก้าวข้ามความรู้สึก ღ
 เมื่อ: 27, เมษายน, 2569, 01:12:26 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


✤  รอยสงบในรอยจำ  ✤

การมองกลับไปยังอดีตในวันที่พายุสงบลง
ไม่ใช่การมองด้วยความแค้นหรือโหยหา
แต่เป็นการมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อตัวเองในวันนั้น
เราขอบคุณทุกความผิดพลาด ที่ทำหน้าที่เป็นครูสอนวิชาชีวิตอันล้ำค่า
ความนิ่งสงบที่ได้รับมาในวันนี้ คือรางวัลของการก้าวข้ามผ่านอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
เราไม่ได้โกรธคนที่เดินจากไป.........
แต่เราก็ไม่ได้เหลือพื้นที่ให้เขากลับมาวางเท้าลงในโลกปัจจุบันของเราอีกแล้ว
เพราะพื้นที่นี้ถูกจัดสรรไว้เพื่อความสงบสุขที่ยั่งยืนเท่านั้น

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆

ค่อยค่อยมองย้อนหลังอย่างสงบ
ค่อยค่อยจบบทเรียนที่เพียรเข็ญ
ค่อยค่อยรับความจริงสิ่งเคยเป็น
ค่อยค่อยเห็นเมตตาในตราใจ

ค่อยค่อยปล่อยเมตตากับอดีต
ค่อยค่อยขีดเส้นคั่นอย่าหวั่นไหว
ค่อยค่อยนิ่งดั่งน้ำค่อยนำไป
ค่อยค่อยได้ปัญญามากำบัง

ค่อยค่อยหยุดอาวรณ์ก่อนเคยฝืน
ค่อยค่อยยืนขึ้นคอยไม่ถอยหลัง
ค่อยค่อยยิ้มอย่างชัยที่พ่ายพัง
ค่อยค่อยสร้างพลังดั่งใจปอง

° . *₊ ☆ ° . ☆ *₊ ☆

"ความนิ่งที่ทรงพลังที่สุด คือการมองเห็นความผิดพลาดในอดีต
ด้วยรอยยิ้มที่เข้าใจแต่ไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นซ้ำ"

ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ


 16 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ๛ รอการบันทึก ๛
 เมื่อ: 27, เมษายน, 2569, 01:04:28 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


โลกหมุนวนเวียนไปก็ไกลนัก
ในความรักเราก็เริ่มไกลห่าง
เวลาผ่านนานไปใจเริ่มจาง
ระยะทางพิสูจน์รักมักเป็นจริง

     
ღ  ลิตเติลเกิร์ล  ღ

 17 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 26, เมษายน, 2569, 09:25:27 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์






   #"แค่ อยู่ใกล้ๆกัน"


   หากเธอคือ ท้องฟ้าที่ไพศาล
   ฉันเพียงดาวอันธพาล ลานฟ้ากว้าง
   ต้องการฝืนกฎเกณฑ์นอกเส้นทาง
   มืด-สว่างมีดาวเคียงฟ้าไกล

   หากเธอคือพฤกษา ฉันเพียงหนอน
   แฝงกายซ่อน ดูแลแค่อยู่ใกล้
   ทุกเช้าเย็นทุกยามตามกิ่งใบ
   หนอน-ต้นไม้ต้องอยู่เคียงคู่กัน

   หากเธอคือ สายน้ำเลอล้ำค่า
   เป็นเพียงปลาอวดดื้อ คือตัวฉัน
   ฝ่าวงล้อมอวน,ตาข่ายไปวัน-วัน
   ปลาดื้อรั้นหวังว่ายเคียงสายชล

   ฉันชอบเธอรู้ดีท้ายที่สุด
   เป็นเพียงมนุษย์จอมแถตั้งแต่ต้น
   เธอเฉย-เฉยผิดกับฉันนั้นดิ้นรน
   ด้วยเหตุผลหัวใจ “แค่ใกล้เธอ”

   กันต์กรีนซี




 18 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนดอกสร้อย -
 เมื่อ: 26, เมษายน, 2569, 02:51:51 PM 
เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม


สายเอ๋ยสายฝน
พรำร่วงหล่นปนน้ำตาคราโศกศัลย์
พัดพาใจคนไกลไปจากกัน
ดั่งสวรรค์พรากคู่ที่อยู่เคียง
ฟ้าร้องไห้สายฝนปนรอยเศร้า
ลบเลือนเงาในใจด้วยไร้เสียง
รักที่เคยหวานล้ำกลับลำเอียง
เหลือไว้เพียงเศษรักที่หักเอย

 
ข้าวหอม

 19 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 26, เมษายน, 2569, 02:47:42 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

คงแพ้สาวสวยใสคนใส่แว่น      เขินสายตาของเธอเผลอผวา  AddEmoticons00941

 20 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 26, เมษายน, 2569, 07:14:45 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๗/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร

[ค] อรูปฌาน ๓ = ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์, ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงอรูปฌาน, ภพของอรูปพรหม ได้แก่
(๑) อากาสานัญจายตนฌาน = ฌานอันกำหนดอากาศ คือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
-> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเข้าถึงอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา; เพราะดับปฏิฆสัญญา; เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู่
~ มนสิการนานัตตสัญญา = คือ การใส่ใจหรือการพิจารณาถึงความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย มักใช้ในบริบทของการเจริญสมาธิระดับสูงเพื่อก้าวข้ามขอบเขตของรูปธรรมไปสู่ อรูปธรรม
~ รูปสัญญา = คือ สัญญาที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์
~ ปฏิฆะสัญญา = คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา
ความหมายรู้ในรูป ความหมายรู้ในเสียง เป็นต้น
-> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้อากาสานัญจายตนสมาบัตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-> ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลินเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
-> ดูก่อนคฤหบดี แม้ธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียรมีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบไว้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ยังไม่บรรลุ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้นตรัสไว้
(๒) วิญญาณัญจายตนฌาน = ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
-> ดูก่อนคหฤบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าถึงวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงอยู่
~วิญญะ = วิญญา
-> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่าแม้วิญญาณัญจายตนสมาบัตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
-> ดูก่อนคฤหบดี แม้ธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบไว้ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ยังไม่บรรลุ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้นตรัสไว้
(๓) อากิญจัญญายตนฌาน = ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
-> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไรๆ ก็ไม่มี เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง
-> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้อากิญจัญญายตนสมาบัตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-> ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
-> ดูก่อนคฤหบดี แม้ธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบไว้ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ยังไม่บรรลุ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้นตรัสไว้
[ง] อุปมา ๒ อย่าง
เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ทสมคฤหบดี ชาวเมืองอัฏฐกะ ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า
-> ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ บุรุษกําลังแสวงหาขุมทรัพย์ขุมหนึ่ง ได้พบขุมทรัพย์ถึง ๑๑ ขุมในคราวเดียวกัน

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.165 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...