(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๑.ชีวกสูตร
(๑.๑) ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๑ นี้ สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วย
(๑.๒) เหตุที่ ๒ นี้ ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
(๑.๓) ด้วยเหตุที่ ๓ นี้ สัตว์นั้นเมื่อเขากำลังฆ่าย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
(๑.๔) ด้วยเหตุที่ ๔ นี้ ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวก ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
~ อกัปปิยะ = ไม่สมควรแก่ภิกษุจะบริโภคใช้สอย พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้หรือฉัน สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ กัปปิยะ
(๑.๕) ด้วยเหตุประการที่ ๕ นี้ ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
(๒) เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญไม่เคยมี
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันไม่มีโทษหนอ
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ; เปิดของที่ปิด; บอกทางแก่คนหลงทาง; หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉันใด
-> พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปดังนี้แล
จบ ชีวกสูตร
|
11
เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 08:35:08 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
12
เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 08:18:06 PM
|
||
| เริ่มโดย ชลนา ทิชากร - กระทู้ล่าสุด โดย ชลนา ทิชากร | ||
![]() ![]() ♥.♥.อยากเป็นนกผกผิน.♥.♥ ♥.♥ ฟ้าสีครามยามเช้าเงาแมกไม้ ต้องลมไหวไกวแกว่งแสงแดดส่อง นกกระยางย่างเยาะเลาะริมคลอง บัวในหนองต้องลมพรมแกว่งไกว ♥.♥ จูงไอ้ทุยลุยทุ่งมุ่งจุดหมาย มองวัวควายส่ายแอกแบกคันไถ เราตื่นสายบ่ายหน้ามาช้าไป ชาวนาไร่ไถแถกแหวกผืนนา ♥.♥ พักนั่งจ้องมองนกผกโผผิน เหาะเหินบินถิ่นใดในเวหา ผ่านลำเนาเขาเขินเนินพนา บินถลาฝ่าลมชมดาวเดือน ♥.♥ อิสระนะเจ้าเฝ้าลอยล่อง บินเที่ยวท่องครองคู่หมู่ผองเพื่อน ทั่วถิ่นแคว้นแดนไกลไปเยี่ยมเยือน บินคล้อยเคลื่อนเกลื่อนฟ้าป่าพงไพร ♥.♥ ฉันอยากเป็นเช่นนกผกโผผิน จะเหินบินถิ่นย่านธารน้ำไหล จับปูปลามากินบินเที่ยวไป ทะเลใหญ่ใสเย็นเห็นฝูงปลา ♥.♥ แม้ดึกดื่นคืนหนาวดาวไสว จะบินไปไม่หวั่นดั้นเวหา อยากถามดาวพราวผ่องท้องนภา กะพริบตาหาใครไยจึงซน ♥.♥ ชลนา ทิชากร ![]() |
||
|
13
เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 07:04:29 PM
|
||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
สักวาว่าแล้วต้องแคล้วคลาด เลขผิดพลาดเจ็บจี๊ดนอนผิดท่า ให้นอนคว่ำหน้าเสร็จเลขเด็ดมา ฝันเลยพาผิดเพี้ยนเปลี่ยนเลขดี ไม่ได้ยกก้นโด่งตอนนอนนั่น เสียงกรนดังจนลั่นฝันเลยหนี คุณฝาตุ่มว่ากันฝันงวดนี้ แม่นอีหลีไหมหนอขอทราบเอย ![]() กุ้งนา |
||
|
14
เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 06:10:38 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
กินแล้วนอนสบายสบายตัวไม่กลัวเครียด นอนเบียดเบียดกันไปใจไม่เหงา ![]() |
||
|
15
เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 09:55:39 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ต้มมาม่ามาแกล้มแจ่มสบาย ซดคล่องคอเหลือหลายให้หายเมา ![]() |
||
|
16
เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 08:35:36 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๑.ชีวกสูตร (๒) คฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดีนั้น อังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต ความดำริว่า ดีหนอ (๓) คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ อังคาสเราอยู่ด้วยบิณฑบาตอันประณีต ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เธอ ~ อังคาส = การถวายอาหารพระภิกษุ เป็นการปรนนิบัติ เพื่อไม่ให้ท่านต้องขออาหารเองอันเป็นการผิดพระวินัย (๔) แม้ความดำริว่า โอหนอ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ พึงอังคาสเราด้วยบิณฑบาตอันประณีตเช่นนี้ แม้ต่อไป ดังนี้ ก็ไม่มีแก่เธอ (๕) เธอไม่กำหนัด;ไม่สยบ ไม่รีบกลืนบิณฑบาตนั้น; มีปกติเห็นโทษ; มีปัญญาเครื่องถอนตน บริโภคอยู่ (๖) ดูกรชีวก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนว่าในสมัยนั้น ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย บ้างหรือ? ->ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า (๗) ดูกรชีวก สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษมิใช่หรือ? -> อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า (๘) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า พรหมมีปกติอยู่ด้วยเมตตา -> คำนั้นเป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมา -> คำนี้พระผู้มีพระภาคเป็นองค์พยานปรากฏแล้ว ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา (๙) ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด -> ราคะ โทสะโมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา (๑๐) ดูกรชีวก ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนี้ เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน -> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ และโมหะ เป็นต้นนี้ [ง] การแผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา (๑) ดูกรชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ -> เธอมีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา -> แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไปในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน -> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีเข้าไปหาเธอ แล้วนิมนต์ด้วยภัต เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้น (๒) ดูกรชีวก เมื่อภิกษุหวังอยู่ย่อมรับนิมนต์ พอล่วงราตรีนั้นลไป เวลาเช้า ภิกษุนั้นนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี แล้วนั่งลงบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ -> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น อังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต ความดำริว่า ดีหนอ -> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ อังคาสเราอยู่ด้วยบิณฑบาตอันประณีต ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เธอ -> แม้ความดำริว่า โอหนอ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ พึงอังคาสเราด้วยบิณฑบาตอันประณีตนี้แม้ต่อไป ดังนี้ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอไม่กำหนัด ไม่สยบ ไม่รีบกลืนบิณฑบาตนั้น มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเครื่องถอนตน บริโภคอยู่ (๓) ดูกรชีวก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนว่า ในสมัยนั้น ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย บ้างหรือ? ->ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า (๔) ดูกรชีวก สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษมิใช่หรือ? -> อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า พรหมมีปกติอยู่ด้วยอุเบกขา คำนั้นเป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมา -> คำนี้พระผู้มีพระภาคเป็นองค์พยาน ปรากฏแล้ว ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีปกติอยู่ด้วยอุเบกขา (๕) ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความเบียดเบียน มีความไม่ยินดี มีความกระทบกระทั่งเพราะราคะโทสะ โมหะใด -> ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้วมีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วนถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา -> ดูกรชีวก ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะโทสะ โมหะ เป็นต้นนี้ เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน -> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนี้ [จ] ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ ๕ ประการ (๑) พระผู้มีพระภาคตรัส -> ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ |
||
|
17
เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 08:10:16 PM
|
||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
สักวาฝันเห็นเลขเด็ดชัด เห็นถนัดสามตัวตรงลงคาถา ตื่นตอนเช้าจดจำคำนำพา เฝ้าคอยท่าวันหวยออกใจบอกพร เดินมองหาแผงตั้งเรียงผังไว้ หวังโชคใหญ่หล่นทับรับเงินก้อน ลอตเตอรี่ใบนั้นที่เฝ้าวอน งวดนี้รวยแน่นอนสมพรเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
18
เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 04:25:39 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ขวดที่สองคล่องคอไม่รอแจก ยื่นมือแทรกคว้าขวดอวดสหาย ![]() |
||
|
19
เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 05:11:49 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๑.ชีวกสูตร ๔๕."โกมารภัจจ์"ทูล.............................วทะพูนซิกล่าวอ้าง ภาษิตพระองค์ประลุกระจ่าง....................ดุจะไฟสว่างแฉ ๔๖.แลพุทธ์องค์ประกาศธรรม..............นำเป็นเอนกล้ำ ขออุบาสกย้ำ..........................................ตลอดแล้ชีพนาน ฯ|ะ แสงประภัสสร ๕. ชีวกสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/bYAHCqPSxtf3iP1r7 สูตร [ก] เรื่องหมอชีวกโกมารภัจจ์ (๑) สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เขตพระนครราชคฤห์ ~ หมอชีวกโกมารภัจจ์ = คือ แพทย์ประจำพระพุทธเจ้า เป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ ตลอดชีวิตของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้บำเพ็ญแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือ ผู้เจ็บไข้ โดยไม่เลือก ฐานะ จนได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า เป็น เอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งปวงในทาง "เป็นที่รักของปวงชน" (๒) ครั้งนั้นแล หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทูลถามว่า -> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม -> พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ -> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ -> ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส -> ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง -> ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ? [ข] เนื้อที่ไม่ควรบริโภค และควรบริโภค ๓ อย่าง (๑) พระผู้มีพระภาคตรัส -> ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ -> ชนเหล่านั้นจะชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง (๑.๑) ดูกรชีวกเรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ (๑.๑.๑) เนื้อที่ตนเห็น - เห็นเขาฆ่าสัตว์เพื่อเจาะจงนำมาทำอาหารให้เรา (๑.๑.๒) เนื้อที่ตนได้ยิน - ได้ยิน หรือทราบข่าวว่าเขาฆ่าสัตว์เพื่อเจาะจงนำมาทำอาหารให้เรา (๑.๑.๓) เนื้อที่ตนรังเกียจ - สงสัย หรือมีเหตุอันสมควรให้รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อเรา (เช่น รู้ว่าบ้านนี้ไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ แต่อยู่ๆ ก็มีแกงเนื้อพิเศษมาถวาย) (๑.๒) ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ (๑.๒.๑) เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น (อทิฏฐัง) -ไม่เห็นเหตุการณ์ฆ่าสัตว์นั้นด้วยตาตนเอง (๑.๒.๒) เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน (อสุตัง) -ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ร้องฆ่า หรือไม่ได้ยินว่าคนขาย/คนให้ฆ่าสัตว์นั้นเจาะจงเพื่อตน (๑.๒.๓) เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ (อปราริตัง) - ไม่มีใจระแวงสงสัย หรือรังเกียจว่าสัตว์นั้นถูกฆ่ามาเพื่อตนโดยเฉพาะ [ค] การแผ่เมตตา (๑) พระผู้มีพระภาคตรัส ดูกรชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ -> เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง อยู่ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไปในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ -> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี เข้าไปหาเธอแล้วนิมนต์ด้วยภัต เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้น -> ดูกรชีวก เมื่อภิกษุหวังอยู่ ก็รับนิมนต์ พอล่วงราตรีนั้นไป เวลาเช้า ภิกษุนั้นนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี แล้วนั่งลงบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ |
||
|
20
เมื่อ: 14, มิถุนายน, 2569, 10:59:19 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
เปิดขวดแรกแจกวางอย่างระวัง อย่าให้พลั้งเบียร์หกจะเสียดาย ![]() |
||





.gif)


