Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 08:35:08 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร
(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๑.ชีวกสูตร

(๑.๑) ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ ๑ นี้ สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วย
(๑.๒) เหตุที่ ๒ นี้ ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
(๑.๓) ด้วยเหตุที่ ๓ นี้ สัตว์นั้นเมื่อเขากำลังฆ่าย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
(๑.๔) ด้วยเหตุที่ ๔ นี้ ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวก ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
~ อกัปปิยะ = ไม่สมควรแก่ภิกษุจะบริโภคใช้สอย พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุใช้หรือฉัน สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ กัปปิยะ
(๑.๕) ด้วยเหตุประการที่ ๕ นี้ ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก
(๒) เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญไม่เคยมี
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันไม่มีโทษหนอ
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ; เปิดของที่ปิด; บอกทางแก่คนหลงทาง; หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉันใด
-> พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปดังนี้แล
จบ ชีวกสูตร

 12 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / ♥.♥.อยากเป็นนกผกผิน.♥.♥
 เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 08:18:06 PM 
เริ่มโดย ชลนา ทิชากร - กระทู้ล่าสุด โดย ชลนา ทิชากร


♥.♥.อยากเป็นนกผกผิน.♥.♥
♥.♥
ฟ้าสีครามยามเช้าเงาแมกไม้
ต้องลมไหวไกวแกว่งแสงแดดส่อง
นกกระยางย่างเยาะเลาะริมคลอง
บัวในหนองต้องลมพรมแกว่งไกว
♥.♥
จูงไอ้ทุยลุยทุ่งมุ่งจุดหมาย
มองวัวควายส่ายแอกแบกคันไถ
เราตื่นสายบ่ายหน้ามาช้าไป
ชาวนาไร่ไถแถกแหวกผืนนา
♥.♥
พักนั่งจ้องมองนกผกโผผิน
เหาะเหินบินถิ่นใดในเวหา
ผ่านลำเนาเขาเขินเนินพนา
บินถลาฝ่าลมชมดาวเดือน
♥.♥
อิสระนะเจ้าเฝ้าลอยล่อง
บินเที่ยวท่องครองคู่หมู่ผองเพื่อน
ทั่วถิ่นแคว้นแดนไกลไปเยี่ยมเยือน
บินคล้อยเคลื่อนเกลื่อนฟ้าป่าพงไพร
♥.♥
ฉันอยากเป็นเช่นนกผกโผผิน
จะเหินบินถิ่นย่านธารน้ำไหล
จับปูปลามากินบินเที่ยวไป
ทะเลใหญ่ใสเย็นเห็นฝูงปลา
♥.♥
แม้ดึกดื่นคืนหนาวดาวไสว
จะบินไปไม่หวั่นดั้นเวหา
อยากถามดาวพราวผ่องท้องนภา
กะพริบตาหาใครไยจึงซน
♥.♥
ชลนา  ทิชากร



 13 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 07:04:29 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

สักวาว่าแล้วต้องแคล้วคลาด
เลขผิดพลาดเจ็บจี๊ดนอนผิดท่า
ให้นอนคว่ำหน้าเสร็จเลขเด็ดมา
ฝันเลยพาผิดเพี้ยนเปลี่ยนเลขดี
ไม่ได้ยกก้นโด่งตอนนอนนั่น
เสียงกรนดังจนลั่นฝันเลยหนี
คุณฝาตุ่มว่ากันฝันงวดนี้
แม่นอีหลีไหมหนอขอทราบเอย

 
กุ้งนา

 14 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 16, มิถุนายน, 2569, 06:10:38 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

กินแล้วนอนสบายสบายตัวไม่กลัวเครียด   นอนเบียดเบียดกันไปใจไม่เหงา  

 15 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 09:55:39 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

ต้มมาม่ามาแกล้มแจ่มสบาย      ซดคล่องคอเหลือหลายให้หายเมา
 

 16 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 08:35:36 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๑.ชีวกสูตร

(๒) คฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดีนั้น อังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต ความดำริว่า ดีหนอ
(๓) คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ อังคาสเราอยู่ด้วยบิณฑบาตอันประณีต ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เธอ
~ อังคาส = การถวายอาหารพระภิกษุ เป็นการปรนนิบัติ เพื่อไม่ให้ท่านต้องขออาหารเองอันเป็นการผิดพระวินัย
(๔) แม้ความดำริว่า โอหนอ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ พึงอังคาสเราด้วยบิณฑบาตอันประณีตเช่นนี้ แม้ต่อไป ดังนี้ ก็ไม่มีแก่เธอ
(๕) เธอไม่กำหนัด;ไม่สยบ ไม่รีบกลืนบิณฑบาตนั้น; มีปกติเห็นโทษ; มีปัญญาเครื่องถอนตน บริโภคอยู่
(๖) ดูกรชีวก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนว่าในสมัยนั้น ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย บ้างหรือ?
->ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า
(๗) ดูกรชีวก สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษมิใช่หรือ?
-> อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า
(๘) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า พรหมมีปกติอยู่ด้วยเมตตา
-> คำนั้นเป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมา
-> คำนี้พระผู้มีพระภาคเป็นองค์พยานปรากฏแล้ว ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีปกติอยู่ด้วยเมตตา
(๙) ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความพยาบาท เพราะราคะ โทสะ โมหะใด
-> ราคะ โทสะโมหะนั้น ตถาคตละแล้ว มีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา
(๑๐) ดูกรชีวก ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนี้ เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ และโมหะ เป็นต้นนี้
[ง] การแผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา
(๑) ดูกรชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่
-> เธอมีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา
-> แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไปในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน
-> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีเข้าไปหาเธอ แล้วนิมนต์ด้วยภัต เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้น
(๒) ดูกรชีวก เมื่อภิกษุหวังอยู่ย่อมรับนิมนต์ พอล่วงราตรีนั้นลไป เวลาเช้า ภิกษุนั้นนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี แล้วนั่งลงบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้
-> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น อังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต ความดำริว่า ดีหนอ
-> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ อังคาสเราอยู่ด้วยบิณฑบาตอันประณีต ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เธอ
-> แม้ความดำริว่า โอหนอ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้นี้ พึงอังคาสเราด้วยบิณฑบาตอันประณีตนี้แม้ต่อไป ดังนี้ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอไม่กำหนัด ไม่สยบ ไม่รีบกลืนบิณฑบาตนั้น มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาเครื่องถอนตน บริโภคอยู่
(๓) ดูกรชีวก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนว่า ในสมัยนั้น
ภิกษุนั้นย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น หรือเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย บ้างหรือ?
->ไม่เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า
(๔) ดูกรชีวก สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าฉันอาหารอันไม่มีโทษมิใช่หรือ?
-> อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า พรหมมีปกติอยู่ด้วยอุเบกขา คำนั้นเป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมา
-> คำนี้พระผู้มีพระภาคเป็นองค์พยาน ปรากฏแล้ว ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีปกติอยู่ด้วยอุเบกขา
(๕) ดูกรชีวก บุคคลพึงมีความเบียดเบียน มีความไม่ยินดี มีความกระทบกระทั่งเพราะราคะโทสะ โมหะใด
-> ราคะ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละแล้วมีมูลอันขาดแล้ว เป็นดุจตาลยอดด้วนถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา
-> ดูกรชีวก ถ้าแลท่านกล่าวหมายเอาการละราคะโทสะ โมหะ เป็นต้นนี้ เราอนุญาตการกล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวหมายเอาการละราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้นนี้
[จ] ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ ๕ ประการ
(๑) พระผู้มีพระภาคตรัส
-> ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ

 17 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 08:10:16 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

สักวาฝันเห็นเลขเด็ดชัด
เห็นถนัดสามตัวตรงลงคาถา
ตื่นตอนเช้าจดจำคำนำพา
เฝ้าคอยท่าวันหวยออกใจบอกพร
เดินมองหาแผงตั้งเรียงผังไว้
หวังโชคใหญ่หล่นทับรับเงินก้อน
ลอตเตอรี่ใบนั้นที่เฝ้าวอน
งวดนี้รวยแน่นอนสมพรเอย


ฝาตุ่ม

 18 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 04:25:39 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

ขวดที่สองคล่องคอไม่รอแจก      ยื่นมือแทรกคว้าขวดอวดสหาย 

 19 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 15, มิถุนายน, 2569, 05:11:49 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๑.ชีวกสูตร

    ๔๕."โกมารภัจจ์"ทูล.............................วทะพูนซิกล่าวอ้าง
ภาษิตพระองค์ประลุกระจ่าง....................ดุจะไฟสว่างแฉ

    ๔๖.แลพุทธ์องค์ประกาศธรรม..............นำเป็นเอนกล้ำ
ขออุบาสกย้ำ..........................................ตลอดแล้ชีพนาน ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๕. ชีวกสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/bYAHCqPSxtf3iP1r7

สูตร
[ก] เรื่องหมอชีวกโกมารภัจจ์       
(๑) สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เขตพระนครราชคฤห์
~ หมอชีวกโกมารภัจจ์ = คือ แพทย์ประจำพระพุทธเจ้า เป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ ตลอดชีวิตของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้บำเพ็ญแต่คุณงามความดี ช่วยเหลือ ผู้เจ็บไข้ โดยไม่เลือก ฐานะ จนได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า เป็น เอตทัคคะ ผู้เลิศกว่าอุบาสกทั้งปวงในทาง "เป็นที่รักของปวงชน"
(๒) ครั้งนั้นแล หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทูลถามว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม
-> พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้
-> ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส
-> ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง
-> ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ?
[ข] เนื้อที่ไม่ควรบริโภค และควรบริโภค ๓ อย่าง
(๑) พระผู้มีพระภาคตรัส
-> ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้
-> ชนเหล่านั้นจะชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง
(๑.๑) ดูกรชีวกเรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ
(๑.๑.๑) เนื้อที่ตนเห็น - เห็นเขาฆ่าสัตว์เพื่อเจาะจงนำมาทำอาหารให้เรา
(๑.๑.๒) เนื้อที่ตนได้ยิน - ได้ยิน หรือทราบข่าวว่าเขาฆ่าสัตว์เพื่อเจาะจงนำมาทำอาหารให้เรา
(๑.๑.๓) เนื้อที่ตนรังเกียจ - สงสัย หรือมีเหตุอันสมควรให้รังเกียจว่าเขาฆ่าสัตว์เจาะจงเพื่อเรา (เช่น รู้ว่าบ้านนี้ไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ แต่อยู่ๆ ก็มีแกงเนื้อพิเศษมาถวาย)
(๑.๒) ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ
(๑.๒.๑) เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น (อทิฏฐัง) -ไม่เห็นเหตุการณ์ฆ่าสัตว์นั้นด้วยตาตนเอง
(๑.๒.๒) เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน (อสุตัง) -ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ร้องฆ่า หรือไม่ได้ยินว่าคนขาย/คนให้ฆ่าสัตว์นั้นเจาะจงเพื่อตน
(๑.๒.๓) เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ (อปราริตัง) - ไม่มีใจระแวงสงสัย หรือรังเกียจว่าสัตว์นั้นถูกฆ่ามาเพื่อตนโดยเฉพาะ
[ค] การแผ่เมตตา
(๑) พระผู้มีพระภาคตรัส ดูกรชีวก ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่
-> เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง อยู่ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไปในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
-> คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี เข้าไปหาเธอแล้วนิมนต์ด้วยภัต เพื่อให้ฉันในวันรุ่งขึ้น
-> ดูกรชีวก เมื่อภิกษุหวังอยู่ ก็รับนิมนต์ พอล่วงราตรีนั้นไป เวลาเช้า ภิกษุนั้นนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี แล้วนั่งลงบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้

 20 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 14, มิถุนายน, 2569, 10:59:19 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

เปิดขวดแรกแจกวางอย่างระวัง     อย่าให้พลั้งเบียร์หกจะเสียดาย
 

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.14 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...