หนาวเอยหนาวเหน็บ
เม็ดฝนเก็บความช้ำกระหน่ำสาย
รินร่วงฟ้าพร่างพรมลมโชยชาย
พัดความหมายแห่งเหงาเข้ากัดกิน
นั่งเหม่อมองละอองน้ำกลางค่ำคืน
ไม่อาจฝืนความเหงาคละเคล้ากลิ่น
ยิ่งฝนพรำย้ำใกล้ของไอดิน
โดดเดี่ยวบินกลางฝนคนเดียวเอย

ฝาตุ่ม
|
21
เมื่อ: 25, เมษายน, 2569, 08:01:39 PM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
หนาวเอยหนาวเหน็บ เม็ดฝนเก็บความช้ำกระหน่ำสาย รินร่วงฟ้าพร่างพรมลมโชยชาย พัดความหมายแห่งเหงาเข้ากัดกิน นั่งเหม่อมองละอองน้ำกลางค่ำคืน ไม่อาจฝืนความเหงาคละเคล้ากลิ่น ยิ่งฝนพรำย้ำใกล้ของไอดิน โดดเดี่ยวบินกลางฝนคนเดียวเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
22
เมื่อ: 25, เมษายน, 2569, 07:55:43 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
หนีทำไมน่าสงสัยในท่าที คงต้องมีเบื้องหลังตีลังกา ![]() |
||
|
23
เมื่อ: 25, เมษายน, 2569, 05:34:58 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๖/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ~ เมตตาเจโตวิมุตติ = หมายถึง การอบรมเจริญเมตตาจนจิตสงบถึง ขั้นอัปนาสมาธิ เป็นฌานจิต ไม่ใช่กามาวจรจิตที่เป็นขณิกสมาธิ จิตต้องสงบ ระงับจากนิวรณ์ แผ่ความหวังดี ความปรารถนาดีไปในทุกทิศ โดยไม่เลือกบุคคล ไม่มีเจาะจง ไม่เว้นใครๆ เป็นเมตตาที่มีกำลังมาก เมื่อภิกษุเจริญให้มากแล้วจะเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาท -> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้น -> ดูก่อนคฤหบดี แม้ธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบไว้ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๒) กรุณา = ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ -> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุมีใจประกอบด้วยกรุณา แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบด้วยกรุณาอันไพบูลย์ เป็นมหัคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยู่ -> เธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ชัดว่าแม้ กรุณาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความกําหนัดเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ~ กรุณาเจโตวิมุตติ = คือการฝึกจิตให้มีความสงบระดับฌาน โดยใช้กรุณาเป็นอารมณ์ จนจิตหลุดพ้นจากความเบียดเบียน -> ดูก่อนคฤหบดี แม้ธรรมอันหนึ่งนี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบไว้อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๓) มุทิตา = ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข; มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข; พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป -> ภิกษุมีใจประกอบด้วยมุทิตา แผ่ไปสู่ทิศหนึ่ง ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบด้วยมุทิตา อันไพบูลย์ เป็นมหัคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยู่ -> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ มุทิตาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย -> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้น ~ มุทิตาเจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตด้วยใจที่พลอยยินดี ที่จิตหลุดพ้นจากอกุศลธรรม เช่น ความริษยา (อิสสา) และความขัดใจ เป็นจิตที่ตั้งมั่น สงบ แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต (อัปปมัญญา) ทำให้จิตบริสุทธิ์และคลายความกำหนัดลงได้ (๔) อุเบกขา = ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง; พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม; รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน -> ภิกษุมีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยู่ -> เธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ชัดว่าแม้ อุเบกขาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดาดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย -> ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลินเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะ จะปรินิพพานในที่นั้นมีอันไม่กลับจากโลกนั้น ~ อุเบกขาเจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตด้วยพลังสมาธิขั้นสูง (ฌาน) ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เป็นการแผ่เมตตาจิตที่กว้างขวางหาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียน สละความรู้สึกรัก-ชัง วางเฉยเป็นกลางต่อทุกสรรพสิ่ง |
||
|
24
เมื่อ: 24, เมษายน, 2569, 10:39:05 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
หาคนฉุดไม่มีหนีหายเกลี้ยง หมูเลยเสี่ยงม้วนหน้าตีลังกาหนี ![]() |
||
|
25
เมื่อ: 24, เมษายน, 2569, 06:32:43 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร -> พระโสดาบัน - ละสังโยชน์ ๓ ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส -> พระสกทาคามี - ละ ๓ ข้อแรก และข้อ ๔ - ๕ คือ กามราคะ และปฏิฆะ ให้เบาบางลง -> พระอนาคามี - ละสังโยชน์ ๕ ข้อแรกได้หมด -> พระอรหันต์ - ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ ~โอปปาติกะ = หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย) ก็หายวับไปไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น แต่ในที่นี้หมายถึงพระอนาคามีที่เกิดในสุทธาวาส (ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์) ๕ ชั้น มีชั้นอวิหาเป็นต้น แล้วดำรงภาวะอยู่ในชั้นนั้นๆ ปรินิพพานสิ้นกิเลสในสุทธาวาสนั่นเอง ไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ~ การกำเนิดเหล่าสัตว์แบบหนึ่ง ใน ๔ แบบ ได้แก่ (๑) อัณฑชะ - เหล่าสัตว์ที่เกิดในไข่ เรียกว่า อัณฑชะ เช่น ไก่ เป็ด เป็นต้น (๒) ชลาพุชะ - เหล่าสัตว์ที่เกิดในครรภ์ เรียกว่า ชลาพุชะ เช่น มนุษย์ เป็นต้น (๓) สังเสทชะ = เหล่าสัตว์ที่เกิดในเหงื่อไคล หมายถึงเกิดในสิ่งสกปรก เช่น เกิดในของบูดเน่า หรือในน้ำสกปรก ก็เกิดเป็นแมลงที่เป็นตัวอ่อน เป็นต้น (๔)โอปปาติกะ - เหล่าสัตว์ที่เกิดผุดขึ้นเป็นตัวทันทีโดยฉับพลัน -> ดูก่อนคฤหบดี ธรรมอันหนึ่งแม้นี้แล ที่เมื่อภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลส อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่ยังไม่บรรลุ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองคนั้นตรัสไว้ (๒) ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ -> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ทุติยฌานนี้อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย -> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา -> ธรรมอันหนึ่งแม้นี้ เมื่อภิกษุไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ จิตที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป ย่อมบรรลุถึงธรรมที่ปลอดโปร่งจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๓) ตติยฌาน -> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข -> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ว่า แม้ตติยฌานนี้มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย -> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา (๔) ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ -> เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ว่า แม้จตุตถฌานนี้ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย -> ถ้าไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่เพราะมีความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา [ข] อัปปมัญญา ๔ หรือ พรหมวิหาร ๔ = คือ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ที่ต้องมีไว้กำกับความประพฤติ เพื่อดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ ได้แก่ (๑) เมตตา = ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า -> ภิกษุมีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน เธอมีใจประกอบไปด้วยเมตตา อันไพบูลย์ เป็นมหัคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าโดยความมีตนทั่วไป ในที่ทุกสถานอยู่ ~ มหัคคตะ = อารมณ์ที่ถึงความเป็นใหญ่ชั้นรูปาวจรและชั้นอรูปาวจร เพราะมีผลที่สามารถข่มกิเกสได้ และหมายถึงฉันทะ วิริยะ จิตตะ และปัญญาอันยิ่งใหญ่ -> เธอพิจารณาอยู่และรู้ชัดว่า แม้เมตตาเจโตวิมุตตินี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ เธอตั้งอยู่ในเมตตาเจโตวิมุตตินั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย |
||
|
26
เมื่อ: 23, เมษายน, 2569, 04:38:34 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
27
เมื่อ: 23, เมษายน, 2569, 03:01:18 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
เสียงช้างล้มดังสนั่นนั่นเลยเธอ วานเพื่อนเกลอช่วยฉุดให้ลุกที |
||
|
28
เมื่อ: 23, เมษายน, 2569, 08:19:28 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ๖๙.ตริก็พระธรรมสิหนึ่ง......................ซิพึงลุผ่าน ลุอนะ"อาสะฯ"ราน..................................เลาะแดนสุขา ๗๐.คราอานนท์แจงเสร็จ.....................เด็ด"ทสมะ"เปรียบแล้ ดุจดั่งแสวงทรัพย์แท้..............................."หนึ่ง"น้อมพบถึง สิบเอ็ด ๗๑.อมตะทรัพย์สิข้าฯ.........................เสาะหาเหมาะตรึง มนะเจาะ"หนึ่ง"ตะคลึง.............................ซิพบสกล ๗๒.ยล"อานนท์"ดุจเรือน......................เยือนประตูสิบเอ็ดแท้ ไฟท่วมราบหมดแล้.................................."หนึ่ง"พร้อมปลอดภัย ๗๓.ก็ดุจะข้าพเจ้า................................ลุเกล้าไสว จะเสาะสิ"หนึ่ง"ละไม................................ประเทืองคณา ๗๔.ครา"ทสมะ"เปรย............................เคยเป็นนักบวชแล้ นอกศาสน์พุทธ์ชินแล้...............................จุ่งน้อม"อานนท์" ดุจเดียว ๗๕."ทสมะ"จัดสิหนา.............................เจาะผ้าซิยล อริยะสงฆ์สกล.........................................ถวายสิภัตร ๗๖.ชัดถวาย"วิหาร"..............................กรานอานนท์แน่แล้ว เพราะศรัทธาใจแผ้ว.................................นบน้อมพระคุณ ฯ|ะ แสงประภัสสร ๒. อัฏฐกนาครสูตร : ว่าด้วยทสมคฤหบดี : พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๒๘ https://share.google/ZqX2yCtxJfbNGDHwM พระอานนท์ = คือ พุทธอุปัฏฐาก ของพระโคตมพุทธเจ้า และเป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ พระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอานนท์เป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า เพราะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ท่านออกบวชในพระพุทธศาสนาพร้อมกับพระอุบาลีและเจ้าชายอีก ๕ พระองค์ มีพระอนุรุทธะ, พระภัททิยะ, พระภัคคุ, พระกิมพิละ และ พระเทวทัต พระอานนท์ได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะหรือผู้ยอดเยี่ยม ๕ ประการ คือ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก, เป็นผู้มีความจำแม่นยำ, เป็นผู้รอบคอบ, เป็นผู้มีความเพียร และ เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่พระพุทธเจ้า พระอานนท์บรรลุพระอรหัตผลหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา คือเป็นผู้วิสัชนาพระธรรม พระอานนท์ปรินิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปี เวฬุวคาม = ชื่อตำบลหนึ่งใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้คือพรรษาสุดท้ายที่จะเสด็จปรินิพพาน ทสมะ = คหบดีชาวอัฏฐกนคร กราบทูลถามพระอานนท์เกี่ยวกับธรรมอันเป็นเอก (ข้อเดียว) ที่ทำให้จิตหลุดพ้นและบรรลุนิพพาน ใน อัฏฐกนาครสูตร เขาได้สร้างวิหารและบำรุงพระสงฆ์ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการถามหลักการเจริญสมาธิภาวนา อาทิ รูปฌาน ๔, อัปปมัญญา ๔, อรูปฌาน ๓ ธรรมอันเป็นเอก ๑๑ อย่าง = ไม่มีใดเทียม ได้แก่ [ก] รูปฌาน ๔ (๑) ปฐมฌาน -> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ -> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ปฐมฌานนี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ -> เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่สิ้นอาสวะ เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่สิ้นเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น จะไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องต่ำ คือ กิเลสที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่ในกามภพ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ - ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๓) สีลัพตปรามาส - ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลหรือพรต (๔) กามฉันทะ - ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม) (๕) พยาบาท - ความคิดแก้แค้นผู้อื่น ~ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ (๖) รูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๗) อรูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (๘) มานะ - ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา - ความไม่รู้แจ้ง |
||
|
29
เมื่อ: 22, เมษายน, 2569, 07:25:58 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ๔๖.เกย"โอป์ปาติกะ".........................เจริญสังโยชน์ต่ำค้อม สังโยชน์สูงเกิดน้อม..............................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา ๔๗.มนะ"อุเบกขะ"วาง........................เจาะกลางซิชาญ ตริภว"ปัญญะ"ฉาน................................หทัยเจาะตรง ๔๘.เธอคงพิจารณ์เขา.......................เนาทำดี,ชั่วแล้ เป็นดั่งกรรมทำแท้.................................รับน้อมกรรมผล ๔๙.มนะ"อุเบกขะ"แน่.........................ซิแผ่สกล ลุจตุทิศเจาะด้น.....................................มิเบียดมิเบียน ๕๐.จงเรียน"อุเบกขา-.........................เจโต"หาเที่ยงแท้ พึงเร่ง"สมถะ"แท้....................................ร่วมน้อมวิปัสส์นา อาส์วะปลง ๕๑.ผิมิละ"อาส์วะ"หมด.......................ก็จดคุณา เพราะประลุ"สังฯสิห้า"............................เจาะ"โอปะฯ"พลัน ๕๒.ครันเจริญธรรมสืบมา...................พาสังโยชน์เพิ่มห้า สังโยชน์สูงตัดกล้า................................สิบพร้อมแดนเกษม โลกลา ๕๓.ภวอรูปฌาน.................................พะพานเจาะเปรม ศยนะ"พรหม"สิเอม................................."อรูป"ซิหนา ๕๔.ตรึง"อากาสานัญฯ".......................ครันจดอากาศไซร้ หาที่สุดมิได้...........................................นิ่งแล้วอารมณ์ "รูปสัญฯ" ๕๕."ปฏิฆสัญญะฯ"พรู.........................มิรู้และสม ภว ณ "อายะฯ"ชม..................................กะ"รูปและเสียง.." ๕๖.เผดียง"มนสิการฯ"........................พานใจเลิกไขว่คว้า ทุกสิ่ง"มิจำ"ช้า.......................................เพื่อก้าว"อรูป"แฉ ๕๗.ประลุพิจารณ์สิชัด........................อุบัติซิแล ภว"อะกาสะฯ"แท้....................................มิเที่ยงตะผัน ๕๘.ครันเพียร"สมถะ"..........................ปะ"วิปัสฯ"ร่วมพร้อม "กิเลสอาสวะ"ค้อม..................................หมดสิ้นเลยหนา ๕๙.ผิจะตริ"อาส์วะ"ยั้ง.........................เจาะสังฯซิห้า จะจระ"โอป์ปะปาฯ".................................เจริญคระไล ๖๐.ธรรมไวเป็นเอกแล.........................แฉความเพียรยิ่งแล้ว จิตย่อมหลุดไกลแผ้ว...............................ปราศแท้กิเลสเผย ๖๑."ยตนะวิญญะฌาน"........................พิจารณ์ซิเอ่ย เจาะนิร"วิญญะ"เลย.................................และเขตมิสุด ๖๒.รุด"วิญญานัญจาฯ"........................คิดหนามิเที่ยงแท้ คงมั่น"สมถะ"แล้......................................แน่วพร้อม"วิปัสฯ"ฉาน อาส์วะปลง ๖๓.ผิวะตริ"อาส์"มิสิ้น...........................จะผินพะพาน ประลุเจาะ"โอปะฯ"กราน..........................ลุนิพฯไสว ๖๔.ตรึงไว"อากิญฌานฯ"......................จดกรานสิไป่แล้ "สภาพมิมีใด"แท้......................................ปราศแล้วอารมณ์ ๖๕."นิรอะไร"พิจารณ์...........................จะพานและบ่ม เจาะวะมิเที่ยงระทม..................................ตริมั่นพระธรรม ๖๖.นำ"สมถะ"แล..................................แฉ"วิปัสฯ"ร่วมด้วย จึงดับ"อาสวะ"ม้วย....................................มุ่งหน้านิพพาน ๖๗."ผิวะมิดับ"สิหนา..............................กะ"อาส์วะ"ซาน จะลุ ณ "โอปะฯ"กราน...............................เจริญซิรุด ๖๘.จุดมีสังโยชน์ฯเสริม.........................เติมครบเป็นสิบแล้ "กิเลสอาสวะ"แท้.......................................หมดด้นนิพพาน |
||
|
30
เมื่อ: 21, เมษายน, 2569, 07:27:13 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร ๒๓.จตุตถ์ฌานเจาะเหตุ.....................พิเศษมิยง จะปริวรรตมิคง......................................มิเที่ยงเสมอ ๒๔.พึงเจอ"สมถะ"จัด..........................วิปัสส์นาเพรียบพร้อม จะตัด"อาสวะ"ค้อม.................................หมดสิ้นเลยหนา ๒๕.ผิวะกิเลสเจาะโข...........................ลุ"โอปะปาฯ" ประลุเจริญซิกล้า....................................พระนิพฯสิแฉ ๒๖.แล"อัปปะมัญฯ".............................ครันธรรมเลิศสี่แท้ ประพฤติหมดจดแล้................................ถูกต้องกับคน สัตว์เอย ๒๗.หทยะ"เมตตะ"ชุก..........................เพราะสุขกะชน เจาะ"กรุณา"ซิดล....................................มุทุกข์สลาย ๒๘.กราย"มุทิตา"พลอย........................คอยยินดียิ้มแปล้ ความสำเร็จเขาแล้...................................ผ่องแผ้วใจเผย ๒๙.มนะ"อุเบกขะ"วาง..........................เจาะกลางและเฉย พิริตริ"ปัญญะ"เอ่ย..................................พิจารณ์มิเอียง ๓๐.เธอเพียงใจเมตตา.........................มายังทิศสี่แล้ เป็นยิ่งมหัคตะแท้....................................ใหญ่น้อมมิประมาณ ๓๑.เจาะ"อนะเบียนและฆาต"................ปลาตและกราน จตุทิศาสราญ..........................................ลุสุขไสว ๓๒.ไว"เมตตาเจโตฯ"............................ชัดโขหากมั่นแล้ว เพียรมากจิตสงบแผ้ว...............................ดับคล้อย"อาส์วะ"แฉ ๓๓.ผิวะเจาะ"อาส์วะ"จด.......................มิหมดลิแท้ "สมถะ,วิปัสสะฯ"แก้..................................ลุ"โอปะปาฯ" ๓๔.คราเธอเจริญธรรมแล.....................แฉสังโยชน์เพิ่มห้า มีร่วมสิบครบกล้า.....................................ล่วงแล้วนิพพาน โลกลา ๓๕.ก็ตริพระธรรมวิเชียร.......................ตริเพียรลุผ่าน เจาะมละ"อาสะฯ"ราน...............................บ ธรรมซิเหนือ ๓๖.เจือ"กรุณา"จิต................................คิดปลดเขาทุกข์เปลื้อง บำบัดลำบากเยื้อง....................................ห่างแล้ทุกข์หาย ๓๗.เจาะ"กรุณา"พิบูลย์.........................อะดูรซิวาย ประลุทิศาเจาะกราย.................................มหัคค์ตะหนา ๓๘.กรุณามิมีประมาณ..........................พานบน,ขวาง,ล่างพร้อม ควรคิดกรุณาน้อม....................................ไม่แล้จีรัง ๓๙."สม์ถะ,วิปัสฯ"เจริญ.........................ซิเดินฉมัง ก็จะปะ"อาสะฯ"ชัง....................................ลิสิ้นซิหนา ๔๐."อาสวะ"มิหมด................................สงฆ์จดสังโยชน์ห้า จร"อุปปาติฯ"กล้า.....................................สู่ห้วงนิพพาน โลกลา ๔๑.ก็"กรุเจฯ"สิหนึ่ง...............................ซิพึงเจาะขาน มนะสิเพียรจะชาญ...................................ลิ"อาส์วะฯ"ปลง ๔๒.จงมี"มุทิตา"....................................พารตียิ่งแล้ว เขาสุขยินดีแจ้ว........................................ชื่นช้อยเมลืองแฉ ๔๓.ลุ"มุทิตา"คระไล..............................หทัยซิแผ่ ริเจาะทิศาละแน่.......................................มิฆาตมิเบียน ๔๔.เพียรคิด"มุทิตา-..............................เจโต"หาเที่ยงแท้ จึงตรึก"สมถะ"แล้.....................................พรักพร้อมวิปัสส์นา กิเลสรอน ๔๕.ผิวะละ"อาส์วะ"จด..........................มิหมดซิหนา เจาะประลุ"สังฯสิห้า"................................ลุ"โอป์ปะฯ"เผย |
||