|
41
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 05, มีนาคม, 2569, 10:18:05 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๒/๑๖) อภิธรรมปิฎก : ๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์ (๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน -> ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -> ความไม่หลงงมงาย -> ความเลือกเฟ้นธรรม -> สัมมาทิฏฐิ, ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์, อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน -> ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ -> ความดำริ ฯลฯ อันเป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน -> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ -> สัมมาวายามะ, วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ (๔) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = เป็นไฉน -> สติ ความตามระลึก ฯลฯ -> สัมมาสติ, สติสัมโพชฌงค์, อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสติ (๕) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน -> ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ -> สัมมาสมาธิ, สมาธิสัมโพชฌงค์, อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ -> นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๕ -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์ ๕ ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัย [ค] มรรคมีองค์ ๕ คือ -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน -> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ; สัมมาสมาธิ; สมาธิสัมโพชฌงค์ ; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ (๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน -> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิ ฯ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ (๓) สัมมาวายาวะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาวายามะ ฯลฯ (๔) สัมมาสติ - ระลึกชอบ= เป็นไฉน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสติ (๕) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมาสมาธิ อัฏฐังคิกวาร [ง] มรรคมีองค์ ๘ = เป็นไฉน บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น มรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ (๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ - อาชีพชอบ (๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ (๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน -> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์ ๘ |
||
|
42
เมื่อ: 04, มีนาคม, 2569, 08:20:01 PM
|
||
| เริ่มโดย ปลายฝน คนงาม - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
หินเอยหินผา ตระหง่านฟ้าท้าทายสายลมหนาว ผ่านแดดฝนทนทุกข์กี่ยุคคราว มิเคยป่าวประกาศความแกร่งใด ยามพายุโหมกระหน่ำซ้ำซัดสาด มิเคยขลาดหวั่นกลัวสิ่งชั่วไหน ยืนหยัดมั่นคงคงตราบวันไกล ศิลาใหญ่ไม่หวั่นแรงสั่นเอย ![]() ฝาตุ่ม |
||
|
43
เมื่อ: 04, มีนาคม, 2569, 08:07:06 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
หมายถึงผีหรือคนอุ้ยขนลุก นั่งเจ่าจุกรอท่าฟ้าสลัว ![]() |
||
|
44
เมื่อ: 04, มีนาคม, 2569, 10:44:49 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||
|
45
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 04, มีนาคม, 2569, 08:26:52 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๑/๑๖) อภิธรรมปิฎก : ๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน -> ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่างๆ -> ความดำริ -> ความที่จิตแนบแน่นในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ (๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ = เป็นไฉน -> ความงด ความเว้น ความเว้นขาด -> เจตนาเป็นเหตุเว้นจากวจีทุจริต ๔ ~ วจีทุจริต ๔ = ประพฤติชั่วด้วยวาจา คือ มุสาวาท - พูดเท็จ; ปิสุณาวาจา - พูดส่อเสียด; ผรุสวาจา - พูดคำหยาบ; สัมผัปปลาปะ - พูดเพ้อเจ้อ; -> การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต -> การกำจัดต้นเหตุ แห่งวจีทุจริต ๔ โดยประพฤติวจีสุจริต ๔ ~ วจีสุจริต ๔ = ประพฤติชอบด้วยวาจา, ประพฤติชอบทางวาจา มี ๔ อย่าง คือ เว้นจากพูดเท็จ; เว้นจากพูดส่อเสียด; เว้นจากพูดคำหยาบ; เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ สัมมาวาจา อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาวาจา (๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ = เป็นไฉน -> ความงด ความเว้น ความเว้นขาด -> เจตนาเป็นเหตุเว้นจากกายทุจริต ๓ ~ ทุจริต ๓ = ความประพฤติชั่ว, ประพฤติไม่ดี ได้แก่ (๔.๑) กายทุจริต - ความประพฤติชั่วด้วยกาย มี ๓ คือ ปาณาติบาต; อทินนาทาน; และกาเมสุมิจฉาจาร (๔.๒) วจีทุจริต - ความประพฤติชั่วด้วยวาจา มี ๔ คือ มุสาวาท; ปิสุณาวาจา; ผรุสวาจา; และสัมผัปปลาปะ (๔.๓) มโนทุจริต - ความประพฤติชั่วด้วยใจ มี ๓ คือ อภิชฌา; พยาบาท; และมิจฉาทิฏฐิ -> การไม่ทำ การเลิกทำ การไม่ล่วงละเมิด -> การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุ แห่งกายทุจริต ๓ คือประพฤติ กายสุจริต ๓ ~ กายสุจริต ๓ = ความประพฤติดี, ประพฤติชอบทางกาย คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ (๑) ปาณาติบาต (๒) อทินนาทาน (๓) กาเมสุมิจฉาจาร ~ วจีสุจริต ๔ = ความประพฤติชอบด้วยวาจา มี ๔ คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ (๑) มุสาวาท (๒) ปิสุณาวาจา (๓) ผรุสวาจา (๔) สัมผัปปลาปะ ~ มโนสุจริต = ความประพฤติชอบด้วยใจ มี ๓ อย่าง คือ (๑) อนภิชฌา - ไม่โลภอยากได้ของเขา (๒) อพยาบาท - ไม่พยาบาทปองร้ายเขา (๓) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบตามคลองธรรม สัมมากัมมันตะ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ (๕) สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ = เป็นไฉน -> ความงด ความเว้น ความเว้นขาด -> เจตนาเป็นเหตุเว้นจากมิจฉาอาชีวะ -> การไม่ทำ การเลิกทำ -> การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุ (แห่งมิจฉาอาชีวะ) สัมมาอาชีวะ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะล (๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน -> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ -> สัมมาวายามะ, วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ (๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = เป็นไฉน -> สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน -> ความตั้งอยู่แห่งจิต ฯลฯ; สัมมาสมาธิ; สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ -> นี้เรียกว่า มรรคมีองค์ ๘ -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยมรรคมีองค์แปด ปัญจังคิกวาร เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย [ข] มรรคมีองค์ ๕ = คือบรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น มรรคมีองค์ ๕ เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงนิพพาน -> เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๕ คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, และสัมมาสมาธิ, ก็เกิดขึ้น |
||
|
46
เมื่อ: 03, มีนาคม, 2569, 08:51:49 PM
|
|||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
47
เมื่อ: 03, มีนาคม, 2569, 08:45:12 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
กลัวจะเจออย่างจังผมตั้งฟู ลมเป่าหูแผ่วมาช่างน่ากลัว ![]() |
||
|
48
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 03, มีนาคม, 2569, 11:23:59 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๑๐/๑๖) อภิธรรมปิฎก : ๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์ (๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๗.๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ -> มีความเพียร; มีสัมปชัญญะ; มีสติ -> พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (๗.๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ -> มีความเพียร มีสัมปชัญญะ -> มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (๗.๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ -> มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ -> พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ๅ (๗.๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ -> มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ -> พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ นี้เรียกว่า สัมมาสติ (๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ = เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๘.๑) สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย (๘.๒) บรรลุปฐมฌาน ที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ (๘.๓) เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน (๘.๔) มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ (๘.๕) เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย (๘.๖) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัส และโทมนัสไปก่อน (๘.๗) บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ [ข] อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๒ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาทิฏฐิที่อาศัยวิเวก วิราคะ และนิโรธ น้อมไป เพื่อความปล่อยวาง ฯลฯ ~ วิราคะ = คือ ความคลายกำหนัด, ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ (๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน เจริญสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ (๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ = เป็นไฉน เจริญสัมมาวาจา ฯลฯ (๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ = เป็นไฉน เจริญสัมมากัมมันตะ ฯลฯ (๕) สัมมาอาชีวะ - อาชีพชอบ = เป็นไฉน เจริญสัมมาอาชีวะ ฯลฯ (๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน เจริญสัมมาวายามะ ฯลฯ (๗) สัมมาสติ - ระลึกชอบ = คือการมีสติกำหนดระลึกรู้อยู่เป็นนิจว่า กำลังทำอะไรอยู่ กำหนดรู้สภาวะที่เกิดขึ้นจริงในขณะปัจจุบัน ในสภาวะทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ตามความจำกัดความแบบพระสูตร คือหลักธรรมที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔, เจริญสัมมาสติ ฯลฯ (๘) สัมมาสมาธิ - ตั้งจิตมั่นชอบ เจริญสัมมาสมาธิที่เจริญสัมมาสติ ฯลฯอาศัยวิเวก วิราคะ และนิโรธ น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง ~ วิราคะ = คือ ความคลายกำหนัด, ความสำรอกออกได้ สุตตันตภาชนีย์ จบ อภิธรรมภาชนีย์ [ก] มรรคมีองค์ ๘ = คือ บรรดาสภาวธรรมเหล่านั้น เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ให้ถึงนิพพาน -> เพื่อละทิฏฐิ -> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ~ ทุกฺขาปฏิปทาทันธาภิญฺญา = ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่นผู้ปฏิบัติที่มีราคะ โทสะ โมหะแรงกล้า ต้องเสวยทุกข์โทมนัสเนื่องจากราคะ โทสะ โมหะนั้นอยู่เนืองๆ หรือเจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ก็อ่อน จึงบรรลุโลกุตตรมรรคล่าช้า -> ในสมัยนั้น มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ ก็เกิดขึ้น (๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน -> ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -> ความไม่หลงงมงาย-> ความเลือกเฟ้นธรรม-> สัมมาทิฏฐิ-> ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ |
||
|
49
เมื่อ: 03, มีนาคม, 2569, 09:27:42 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
50
เมื่อ: 03, มีนาคม, 2569, 08:56:26 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||

.gif)



