รอค่อยคิดแผนใหม่อีกหลายวัน ตอนนี้นั้นกิน-นอน หย่อนสายตา

|
41
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 11:39:10 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
รอค่อยคิดแผนใหม่อีกหลายวัน ตอนนี้นั้นกิน-นอน หย่อนสายตา ![]() |
||
|
42
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 09:28:55 PM
|
||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
สักวาเรียกก่อนนอนอยู่ไหน มาเร็วไวโชว์ตัวอย่ามัวเขิน เพื่อนบ้านน้อยคอยท่าอย่ามัวเดิน ยืดยาดเกินไปหน่อยเขาคอยนาน ชื่ออะไรถามไปก็ไม่ตอบ ตั้งตามชอบ"ส้มโอ"ดีไหมท่าน เป็นตัวผู้แสนรู้และชำนาญ อ้อนมนุษย์ทั้งบ้านสำราญเอย ![]() น่าจะเป็นแมวที่มีเจ้าของเลี้ยง แล้วพลัดหลงมานะคะ เพราะเนื้อตัวสะอาดดี ไม่เหมือนแมวจรเลย หล่อซะด้วย ไม่รู้จะมาอยู่ด้วยนานไหม อิอิ ![]() |
||
|
43
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 09:17:37 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
กินประชดหุ่นโอ่งฉลองรุ่ง ส่วนเรื่องพุงปล่อยก่อนเถอะผ่อนผัน |
||
|
44
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 08:31:19 PM
|
||
| เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์ | ||
|
|
||
|
45
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 02:39:33 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (สูตรว่าด้วยประทานโอวาทแก่พระมาลุงกย สูตรใหญ่) วสันตภุชงคฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ ๑.กราบพุทธ์เจ้าพระอรหันต์.......................กรุณดั้นประชา,สงฆ์ เป็นศาสดาพิริยะบ่ง.......................................ตริสั่งสอนอดุลย์ธรรม ๒.ทรงนำอริยสัจสี่พร้อม.............................แสดงแล ธรรมผลักทุกข์เข็ญแฉ...................................ล่วงแล้ว ชน,สาวกทราบแด..........................................ลุแน่ว อรหันต์ มิกลับมาเกิดแป้ว............................................กล่าวทั้งภพสาม ๓.คราวพุทธเจ้าลุจระเกร่............................."วิหารเชตวัน"ราม สาวกลุเฝ้าเจาะสุตะความ................................กะ"โอรัมยะสังฯ"แล ๔.แฉพุทธ์องค์มุ่งแท้....................................ถามครา ภิกขุ ทรงเทศน์"โอรัมภาฯ".......................................ก่อนนี้ มีใครจุ่งจำหนา................................................รายละเอียด ตอบรี่",มาลุงฯ"ชี้..............................................บ่งห้า"โอรัมฯ" ๕."มาลุงฯ"เจาะปัญจมะสิฉาย.........................ลุ"สักกายฯ"ซิยึดทำ "สีลัพฯ,ระแวง,วิจิฯ"กระหน่ำ..............................ปะ"กามราคะ,ฆาต"เผย ๖.พุทธ์องค์เคยกล่าวไว้................................ยึดตน สักกายฯ เดียรถีย์เถียงยล..............................................เกี่ยงแย้ง ทารกไม่คิดดล.................................................ยึดมั่น ตัวตน จะก่อสักกายฯแสร้ง.........................................เกิดได้ไฉน ๗.พุทธ์เจ้าสิตรัสผิศิศุชี้................................จะไม่มีตริ"ตน"ได้ แต่มีกิเลสเลาะอนุสัย........................................ณ ตอนโตจะทำงาน ๘.พุทธ์องค์กรานถูกต้อง...............................สงสัย "วิจิกิจฯ" เด็กอ่อนมิคิดใด...............................................นิ่งเฝ้า กิเลสนิ่งนอนไกล.............................................เฉยอยู่ เติบใหญ่มีเหตุเร้า............................................จึ่งพร้อมแสดงหนา ๙.ศีลหลายมิมีกะศิศุฉาย..............................เพราะนอนหงายมิคิดกล้า "สีลัพฯ"มิเกิดอภวคว้า......................................กิเลสนอนกะเด็กแล ๑๐.แฉกามอันอื่นนั้น....................................พอใจ "กามฉันทะ" เด็กไม่มีรักใด..................................................นิ่งแท้ "กามราคะ"นอนไป...........................................มิตื่น เติบใหญ่เหตุครบแล้........................................จุ่งพร้อมทำการ ๑๑.เด็กอ่อนมิคิดปะทะกะใคร.......................เพราะห่างไกลจะคิดพาล แต่เชื้อกิเลสศยณะขาน...................................ซินอนแฝงชลอเผย ๑๒.อานนท์เปรยพุทธ์เจ้า.............................เทศนา "โอรัมฯ" ตัดกิเลสถาวรครา...........................................มุ่งห้า พุทธ์องค์บ่งกิเลสมา........................................ชนไป่ ฟังธรรม มิชิธรรมขาดล้า..............................................กิเลสท้นตัวตน ๑๓."สักกายฯ"สิรุมหทยะชัด.........................อุบายตัดละไม่ยล "สักกายกิเลสปะปุถุชน....................................จะถูกรัด ณ วัฏเวียน ๑๔.จิตคนเถียรรัดด้วย................................."วิจิกิจฉา สงสัย" "สังโยชน์ฯ"ผูกมัดครา......................................คุดคู้ ลังเลรัตน์ตรัยพา.............................................จิตห่าง โลกธรรม พลังไม่มีจะสู้...................................................ตัดแลัวขจัดไกล ๑๕."สีลัพฯ"สิทำหทยะจด..............................เจาะ"ศีล,พรตและงามไข เชื่อว่าพิธีจะหิตะไซร้.......................................สะอาดทุกข์มลานเผย ๑๖.เปรยชนมิห่อนรู้.....................................กับอุบาย สลัดออก สีลัพฯสังโยชน์ฉาย.........................................ผูกแท้ กำลังแกร่งจะตัดวาย.......................................ควรจ่อ ธรรมสูง เจริญมรรคแปดครบแล้...................................ตัดสิ้นกิเลสแฉ |
||
|
46
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 10:04:01 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
47
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 09:43:00 AM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||
|
48
เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 09:15:53 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร (๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ วจีกรรมเห็นปานนี้ เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย แล้วสำรวมต่อไป (๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยวจีกรรมนั้นแล [ง] ทรงสอนให้พิจารณามโนกรรม (๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางใจ เธอพึงพิจารณามโนกรรมนั้นเสียก่อนว่า -> ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด (๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้เธอควรทำ (๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางใจ ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละมโนกรรมเห็นปานนี้ (๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนมโนกรรมเห็นปานนี้ (๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางใจแล้ว ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงอึดอัด ระอา รังเกียจมโนกรรมเห็นปานนี้ แล้วสำรวมต่อไป (๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลาง. อยู่ด้วยมโนกรรมนั้นแล (๑๐) ราหุล สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมแล้ว -> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดพิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระมโนกรรม อย่างนี้ -> แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักชำระกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม -> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้ว จักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรมอย่างนี้แล (๑๑) ถึงสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลกำลัง ชำระกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอยู่ ~ สมณะหรือพราหมณ์ = ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวกของพระตถาคต -> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้วจึงชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระมโนกรรม อย่างนี้แล (๑๒) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราพิจารณาดีแล้วจักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรม’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล (๑๓) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล จูฬราหุโลวาทสูตรที่ ๑ จบ |
||
|
49
เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 10:27:30 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | |||
|
|||
|
50
เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 10:25:43 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
คิดมากมากเหนื่อยจังนั่งก่อนซี หม่ำกันก่อนก็ดีค่อยว่ากัน ![]() |
||