Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
 51 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 10:25:43 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

คิดมากมากเหนื่อยจังนั่งก่อนซี      หม่ำกันก่อนก็ดีค่อยว่ากัน
 

 52 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 07:13:30 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)


เจอแผนใหม่บอกด้วยช่วยหน่อยนะ    เราก็จะขอบคุณเปลี่ยนหุ่นหมี 

 53 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 01:20:18 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

(๓.๔) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางกายเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓.๕) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๖) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางกายเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๓.๗) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางกาย ก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแลว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๘) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๓.๙) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๐) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละกายกรรมเห็นปานนี้เสีย
(๓.๑๑) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๒) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนกายกรรมเห็นปานนี้
(๓.๑๓) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางกายแล้ว ก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแลว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๔) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระนั้นหรือ’
(๓.๑๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๖) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กายกรรมเห็นปานนี้
(๓.๑๗) เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายแล้วสำรวมต่อไป
(๓.๑๘) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๑๙) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’
(๓.๒๐) เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยกายกรรมนั้นแล
[ค] ทรงสอนให้พิจารณาวจีกรรม
(๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางวาจา เธอพึงพิจารณาวจีกรรมนั้นเสียก่อนว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง; เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง; เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางวาจาเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางวาจาเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางวาจา ก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแลว่า ‘วจีกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์
เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า วจีกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
->วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละวจีกรรมเห็นปานนี้
(๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนวจีกรรมเห็นปานนี้
(๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางวาจาแล้ว ก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแลว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากากระนั้นหรือ’

 54 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 08:18:03 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

[ข] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลือน้ำหน่อยหนึ่งไว้ในภาชนะน้ำ
(๑) แล้วรับสั่งเรียกท่านพระราหุลมาตรัสว่า “ราหุล เธอเห็นน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งในภาชนะนี้ไหม”
(๑.๑) ท่านพระราหุลกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็มีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งอย่างนี้”
~ น้ำเหลือติดก้นภาชนะ = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่เหลือน้อยนิด
(๑.๒) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่งทิ้ง
-> แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “ราหุล เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเททิ้งไหม”
“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็มีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนน้ำที่เททิ้งแล้วอย่างนี้”
~น้ำที่เททิ้งแล้ว = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ถูกบุคคลนั้นเททิ้งไปแล้ว
(๑.๓) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “ราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้ไหม”
“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
~ ภาชนะที่ถูกคว่ำ = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ถูกคว่ำทิ้ง ไม่สามารถรองรับคุณงามความดีใดๆ ได้อีก
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็เหมือนภาชนะน้ำที่คว่ำแล้วอย่างนี้”
(๑.๔) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้ไหม”
“เห็น พระพุทธเจ้าข้า”
-> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็เหมือนภาชนะน้ำที่ว่างเปล่าอย่างนี้
~ ภาชนะที่หงายแต่ว่างเปล่า = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ว่างเปล่า ไม่มีคุณธรรมหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
(๑.๕) เปรียบเหมือนช้างต้นมีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยเท้าหลังทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยกายท่อนหน้าบ้าง; ด้วยกายท่อนหลังบ้าง; ด้วยศีรษะบ้าง; ด้วยหูทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยงาทั้ง ๒ บ้าง, ด้วยหางบ้าง;
-> สงวนไว้แต่งวงเท่านั้น เพราะการที่ช้างสงวนงวงไว้นั้น ควาญช้างมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ช้างต้น เชือกนี้มีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง;ฯลฯ ด้วยหางบ้าง; สงวนไว้แต่งวงเท่านั้น ชื่อว่า ช้างต้นยังสละไม่ได้กระทั่งชีวิต’
~ จึงชื่อว่าสละชีวิตเพื่อผู้อื่นได้ แต่อวัยวะคือ งวง นั้น ย่อมสงวนไว้ไม่ยอมให้รับความกระทบกระเทือนอันตรายใดๆ
(๑.๖) เมื่อใด ช้างต้นมีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยเท้าหลังทั้ง ๒ บ้าง; ฯลฯ ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง
-> เพราะการที่ช้างทำการงานด้วยงวงนั้น เมื่อนั้น ควาญช้างจึงมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ช้างต้นเชือกนี้ มีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วย เท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ฯลฯ ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง
-> ชื่อว่าช้างต้นสละได้กระทั่งชีวิต’ บัดนี้ ‘ไม่มีอะไรที่ช้างต้นจะทำไม่ได้’ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน
-> ไม่กล่าวว่า ‘บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ จะไม่ทำบาปกรรมอะไรเลย’
(๑.๗) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราจักไม่กล่าวเท็จ แม้เพื่อให้หัวเราะกันเล่น’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ราหุล”
[ข] ทรงสอนให้พิจารณากายกรรม
(๑) พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ราหุล เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร กระจกมีประโยชน์อย่างไร”
-> ท่านพระราหุลทูลตอบว่า “มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระพุทธเจ้าข้า”
(๒) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อย่างนั้นเหมือนกัน ราหุล บุคคลควรพิจารณาให้ดี แล้วจึงทำกรรมทางกาย; พิจารณาให้ดีแล้วจึงทำกรรมทางวาจา; พิจารณาให้ดีแล้วจึงทำกรรมทางใจ
(๓) ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางกาย เธอพึงพิจารณากายกรรมนั้นเสียก่อนว่า
(๓.๑) ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
(๓.๒) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๓.๓) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง

 55 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:21:11 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

สักวาแมวส้มแวะมาหา
เดินช้าช้าตรงมาทำตาใส
ส่งเสียงอ้อนอ่อนหวานสำราญใจ
คลอเคลียใกล้แขนขามาทักกัน
ฉันยื่นอาหารแมววางตรงหน้า
เจ้าสบตาพาใจให้สุขสันต์
ไม่เอ่ยเสียงเพียงใจก็ใกล้กัน
เพื่อนใหม่ฉันน่ารักไม่น้อยเอย

 AddEmoticons00942

 56 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:13:56 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

คิดแผนใหม่ไวหน่อยอย่าปล่อยเลย     เดี๋ยวจะเคยตัวป่องพองทั้งปี 

 57 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 02:08:44 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

    ๒๓.ทรงสอน"กายกรรม".........................อย่าทำบีฑา
ผู้อื่นและตนคว้า.........................................ทวิสองซิร้อนแฉ

    ๒๔.แลมิควรทำยล..................................อกุศลทุกข์ร้อน
หากไม่เบียนแท้ซ้อน...................................จึ่งทำ

    ๒๕.กาย์กรรมไร้เบียน.............................."ดี"เชียรสุขล้ำ
มีสุขวิบากย้ำ..............................................ปิติเกิดซิคืนวัน

    ๒๖.ครันสอน"วจีกรรม"............................หากทำเบียนมุ่งร้าย
ทุกฝ่าย,ตนร้อนท้าย....................................ทุกข์ถม

    ๒๗.วาจาก่อทุกข์.....................................ผลรุกใจตรม
มีทุกข์วิบากสม............................................อนะกล่าวจีเอย

    ๒๘.เปรยทราบวจีกรรมยล........................อกุศลทุกข์แปล้
บอกเพื่อนกันด้วยแล้....................................ตรวจตรา

    ๒๙.วาจากรรมดี.......................................สุขมีนักหนา
เพิ่มพูนกุศลกล้า..........................................ปิติเพียรกุศลธรรม

    ๓๐.สอนคำ"มโนกรรม".............................มิทำเบียนผิดแล้
คนอื่น,ตนแค้นแท้........................................ตรึกเสมอ

    ๓๑.กรรมนั้นเลวแย่..................................ทุกข์แน่ตัองเจอ
เกิดผลวิบากเผลอ.......................................มิเหมาะควรประพฤติเอย

    ๓๒.เปรย"โลภ,พยาบาท"..........................ยาตร"ทิฏฐิ"ผิดพร้อม
เกิดทุกข์โดยแท้น้อม...................................อย่าทำ

    ๓๓."มาโนกรรม"ทำ..................................ไม่พร่ำร้อนหนำ
ทุกคนมิเดือดร้อนย้ำ....................................สุขะผลวิบากหนา

    ๓๔.ครา"มโนกรรม"ดล..............................เป็นกุศลยิ่งล้น
ปราโมทย์เกิดน้อมท้น...................................ทุกกาล

    ๓๕.ทรงตรัสกาลเก่า.................................พุทธ์เจ้า,สงฆ์ขาน
ตรวจ"กาย,วจี"กราน.....................................และ"มโน"พินิจแฉ

    ๓๖.แลปัจเจกฯ,พุทธ์องค์...........................สงฆ์คงทำดั่งนี้
อดีต,กาลหน้าชี้............................................ปัจจุบัน

    ๓๗.ตรัสสอนราหุล....................................พึงหนุนทำครัน
สำเหนียกพินิจดั้น.........................................เจาะกุศลกระทำไกล

    ๓๘.ไวพุทธ์องค์ตรัสจบ..............................ราหุลนบยิ่งน้อม
ภาษิตแจงแท้พร้อม.......................................ชื่นชม ฯ|ะ
   
แสงประภัสสร

มจร. ๑. จูฬราหุโลวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/sxHdE2SyHwmIGn7io

๑. จูฬราหุโลวาทสูตร
ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรเล็ก
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์
-> สมัยนั้นแล ท่านพระราหุลพักอยู่ ณ ปราสาทชื่ออัมพลัฏฐิ พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่หลีกเร้น แล้วเสด็จเข้าไปหาท่านพระราหุลจนถึงปราสาทชื่ออัมพลัฏฐิกา ท่านพระราหุลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล จึงปูลาดอาสนะและตั้งน้ำสำหรับล้างพระบาทไว้
~ ที่หลีกเร้น =ในที่นี้หมายถึงผลสมาบัติ
-> พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วทรงล้างพระบาท ท่านพระราหุลถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร
~ ที่สมควร (เอกมนฺตํ) = ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสม คือ เว้นโทษการนั่ง ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ไกลเกินไป (๒) ใกล้เกินไป (๓) อยู่เหนือลม (๔) สูงเกินไป (๕) อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖) อยู่ข้างหลังเกินไป

 58 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
 เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:40:38 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร (ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรเล็ก)

วิชุมวิเชียรฉันท์ ๑๙/โคลงสามดั้น

    ๑.น้อมกราบพุทธ์เจ้า..............................เหนือเกล้าเหล่าชน
ทรงตรัสรู้ล้น.............................................สกะรู้ บ ใครสอน

    ๒.ชนจรขอเป็นศิษย์...............................ขอชิดเรียนร่ำย้ำ
ทรงเมตตาพร้อมล้ำ....................................แผ่ธรรม

    ๓.ทรงแจงธรรมรุก..................................หมดทุกข์ร้อนนำ
วิชชาประเสริฐล้ำ.......................................อริย์สัจเจาะสี่หนา

    ๔.คราสงฆ์,ชนเพียรแล............................แฉอร์หันต์จบแล้ว
สามภพไกลไร้แคล้ว...................................."เกิด"หนี

    ๕.คราวพุทธ์เจ้าอยู่.................................."เวฬูวันฯ"นี้
ราชคฤห์บุรีชี้..............................................ศยะแหล่งกระแตหลาย

    ๖.ราหุลกรายพักคง.................................พุทธองค์จรเยี่ยมบ้าง
จึงจัดเตรียมน้ำล้าง......................................บาทเผย

    ๗.พุทธ์องค์ล้างบาท.................................น้ำคาดเหลือเอย
ถามเห็น ฤ ไม่เลย........................................วจะตอบวะเห็นหนา

    ๘.คราเทียบคนพูดปด..............................จรด"ดี"สูญเกือบสิ้น
ดุจนทีเหลือก้นชิ้น.......................................ค่าผลาญ

    ๙.สงฆ์เท็จไม่อาย....................................น้ำวายเทราน
คุณ์ธรรมละคลายพาน................................ภวสงฆ์สิน้อยหนา

    ๑๐.คราพุทธ์องค์เท"นที"..........................มีอีกนิดหนึ่งแล้ว
ทรงตรัสเห็นไซร้แจ้ว....................................ตอบเห็น

    ๑๑.พุทธ์องค์ตรัสเด็ด...............................สงฆ์เท็จเปรียบเด่น
เหมือนน้ำเจาะทิ้งเผ่น...................................ภวสงฆ์มิเหลือแฉ

    ๑๒.แลพุทธ์องค์พลิกถัง............................คราวพังเห็นไป่แล้
สภาพคว่ำลงแล้วแท้.....................................ห่าง"ดี"

    ๑๓.พุทธ์เจ้าหงายถัง................................."น้ำ"หยั่งปราศชี้
ไม่เรียกพระสงฆ์ลี........................................อนะคุณธรรมเหลือ

    ๑๔.เครือคชสารกรานศึก..........................ตรึกอวัยวะทุกชิ้น
เพิกแต่"งวง"นั้นสิ้น.......................................ปลอดภัย

    ๑๕.ชื่อว่าไม่พลี........................................ชีพนี้แต่ใด
หากยอมผิ"งวง"ไซร้.....................................สละได้ซิชีพหนา

    ๑๖.คราคเชนทร์ทำแล..............................แฉทำทุกสิ่งได้
ดุจพุทธองค์แล้ไซร้......................................ยิ่งแฉ

    ๑๗.พุทธ์เจ้าเปรยชน.................................ศีลล้นยวดแล
มีความละอายแท้..........................................นิรทำซิบาปเผย

    ๑๘.เปรยราหุลพึงตรอง.............................มิครองพูดเท็จแล้
หรือพูดสนุกล้อแท้........................................มุ่งคุม

    ๑๙.ชนพูดโกหก........................................แม้จก"เล็ก"รุม
อาจทำสิบาปสุม............................................พหุอย่างก็ได้หนา

    ๒๐.คราพุทธ์องค์ถามแล............................แฉประโยชน์"กระจก"นั้น
ทูลตอบมองรู้ดั้น............................................ชัดแฉ

    ๒๑.ทรงเปรียบทำใด..................................คิดไซร้ก่อนแล
ห่อนโทษกะตนแน่.........................................นฤชนซิอื่นเผย

    ๒๒.เปรยกรรมสามประการ........................คิดดีฉานก่อนแล้ว
ทำเพ่ง"กาย"พร้อมแจ้ว.................................."วจะ"มุ่ง,"มโน"หนา

 59 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 08, กันยายน, 2569, 11:27:27 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

อยากร้องไห้เป็นภาษาอิตาลี่      ทำคอร์สนี้น้ำหนักกลับพุ่งเฉย
 

 60 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ๛ รอยเราใต้เงาเวลา ๛
 เมื่อ: 08, กันยายน, 2569, 10:14:27 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


เรือนหลังเก่าเงาทอดตลอดบ่าย
ลมพัดกรายกลิ่นฝนที่พ้นผ่าน
รอยขีดเขียนเวียนเล่าเรื่องวันวาน
ยังสืบสานเสียงเก่าเข้าทรวงใน

เคยคิดเก็บเจ็บสุขอยู่ทุกอย่าง
กลัวเลือนรางจางลับเกินจับไหว
ยิ่งกำแน่นแสนหนักยิ่งกักใจ
ปล่อยวันวัยไหลลับไปกับลม

รินน้ำชาคราเย็นเห็นไออุ่น
กลิ่นหอมกรุ่นเจือจางระหว่างขม
วางเรื่องราวคราวก่อนผ่อนอารมณ์
ไอชาห่มมือเย็นเช่นทุกวัน

“เมื่อวางเรื่องราวลง จึงพบว่าชาตรงหน้ายังอุ่นอยู่”

ღ  ลิตเติลเกิร์ล ღ

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.16 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...