คิดมากมากเหนื่อยจังนั่งก่อนซี หม่ำกันก่อนก็ดีค่อยว่ากัน

|
51
เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 10:25:43 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
คิดมากมากเหนื่อยจังนั่งก่อนซี หม่ำกันก่อนก็ดีค่อยว่ากัน ![]() |
||
|
52
เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 07:13:30 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
เจอแผนใหม่บอกด้วยช่วยหน่อยนะ เราก็จะขอบคุณเปลี่ยนหุ่นหมี ![]() |
||
|
53
เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 01:20:18 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร (๓.๔) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางกายเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด (๓.๕) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๖) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางกายเห็นปานนี้เธอควรทำ (๓.๗) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางกาย ก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแลว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๘) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๓.๙) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๑๐) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละกายกรรมเห็นปานนี้เสีย (๓.๑๑) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๑๒) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนกายกรรมเห็นปานนี้ (๓.๑๓) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางกายแล้ว ก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแลว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๑๔) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระนั้นหรือ’ (๓.๑๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๑๖) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กายกรรมเห็นปานนี้ (๓.๑๗) เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายแล้วสำรวมต่อไป (๓.๑๘) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๑๙) กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ (๓.๒๐) เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยกายกรรมนั้นแล [ค] ทรงสอนให้พิจารณาวจีกรรม (๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางวาจา เธอพึงพิจารณาวจีกรรมนั้นเสียก่อนว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง; เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง; เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางวาจาเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด (๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางวาจาเห็นปานนี้เธอควรทำ (๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางวาจา ก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแลว่า ‘วจีกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์ เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า วจีกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง ->วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละวจีกรรมเห็นปานนี้ (๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนวจีกรรมเห็นปานนี้ (๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางวาจาแล้ว ก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแลว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง -> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากากระนั้นหรือ’ |
||
|
54
เมื่อ: 10, กันยายน, 2569, 08:18:03 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร [ข] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเหลือน้ำหน่อยหนึ่งไว้ในภาชนะน้ำ (๑) แล้วรับสั่งเรียกท่านพระราหุลมาตรัสว่า “ราหุล เธอเห็นน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งในภาชนะนี้ไหม” (๑.๑) ท่านพระราหุลกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” -> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็มีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนน้ำที่เหลืออยู่หน่อยหนึ่งอย่างนี้” ~ น้ำเหลือติดก้นภาชนะ = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่เหลือน้อยนิด (๑.๒) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่งทิ้ง -> แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “ราหุล เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเททิ้งไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” -> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็มีอยู่หน่อยหนึ่งเหมือนน้ำที่เททิ้งแล้วอย่างนี้” ~น้ำที่เททิ้งแล้ว = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ถูกบุคคลนั้นเททิ้งไปแล้ว (๑.๓) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “ราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้ไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” ~ ภาชนะที่ถูกคว่ำ = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ถูกคว่ำทิ้ง ไม่สามารถรองรับคุณงามความดีใดๆ ได้อีก -> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็เหมือนภาชนะน้ำที่คว่ำแล้วอย่างนี้” (๑.๔) จากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกับท่านพระราหุลว่า “เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้ไหม” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” -> “ราหุล ความเป็นสมณะของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ ก็เหมือนภาชนะน้ำที่ว่างเปล่าอย่างนี้ ~ ภาชนะที่หงายแต่ว่างเปล่า = เปรียบเหมือนความเป็นสมณะที่ว่างเปล่า ไม่มีคุณธรรมหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย (๑.๕) เปรียบเหมือนช้างต้นมีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยเท้าหลังทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยกายท่อนหน้าบ้าง; ด้วยกายท่อนหลังบ้าง; ด้วยศีรษะบ้าง; ด้วยหูทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยงาทั้ง ๒ บ้าง, ด้วยหางบ้าง; -> สงวนไว้แต่งวงเท่านั้น เพราะการที่ช้างสงวนงวงไว้นั้น ควาญช้างมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ช้างต้น เชือกนี้มีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง;ฯลฯ ด้วยหางบ้าง; สงวนไว้แต่งวงเท่านั้น ชื่อว่า ช้างต้นยังสละไม่ได้กระทั่งชีวิต’ ~ จึงชื่อว่าสละชีวิตเพื่อผู้อื่นได้ แต่อวัยวะคือ งวง นั้น ย่อมสงวนไว้ไม่ยอมให้รับความกระทบกระเทือนอันตรายใดๆ (๑.๖) เมื่อใด ช้างต้นมีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วยเท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ด้วยเท้าหลังทั้ง ๒ บ้าง; ฯลฯ ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง -> เพราะการที่ช้างทำการงานด้วยงวงนั้น เมื่อนั้น ควาญช้างจึงมีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ช้างต้นเชือกนี้ มีงางอนงาม เป็นช้างทรงที่มีชาติกำเนิดดี เคยฝ่าศึกสงครามมาแล้ว บุกบั่นสงครามมาแล้ว ทำการงานด้วย เท้าหน้าทั้ง ๒ บ้าง; ฯลฯ ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง -> ชื่อว่าช้างต้นสละได้กระทั่งชีวิต’ บัดนี้ ‘ไม่มีอะไรที่ช้างต้นจะทำไม่ได้’ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน -> ไม่กล่าวว่า ‘บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ จะไม่ทำบาปกรรมอะไรเลย’ (๑.๗) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราจักไม่กล่าวเท็จ แม้เพื่อให้หัวเราะกันเล่น’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล ราหุล” [ข] ทรงสอนให้พิจารณากายกรรม (๑) พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ราหุล เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร กระจกมีประโยชน์อย่างไร” -> ท่านพระราหุลทูลตอบว่า “มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระพุทธเจ้าข้า” (๒) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อย่างนั้นเหมือนกัน ราหุล บุคคลควรพิจารณาให้ดี แล้วจึงทำกรรมทางกาย; พิจารณาให้ดีแล้วจึงทำกรรมทางวาจา; พิจารณาให้ดีแล้วจึงทำกรรมทางใจ (๓) ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางกาย เธอพึงพิจารณากายกรรมนั้นเสียก่อนว่า (๓.๑) ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง (๓.๒) กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’ (๓.๓) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง |
||
|
55
เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:21:11 PM
|
||
| เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
สักวาแมวส้มแวะมาหา เดินช้าช้าตรงมาทำตาใส ส่งเสียงอ้อนอ่อนหวานสำราญใจ คลอเคลียใกล้แขนขามาทักกัน ฉันยื่นอาหารแมววางตรงหน้า เจ้าสบตาพาใจให้สุขสันต์ ไม่เอ่ยเสียงเพียงใจก็ใกล้กัน เพื่อนใหม่ฉันน่ารักไม่น้อยเอย |
||
|
56
เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:13:56 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
คิดแผนใหม่ไวหน่อยอย่าปล่อยเลย เดี๋ยวจะเคยตัวป่องพองทั้งปี ![]() |
||
|
57
เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 02:08:44 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร ๒๓.ทรงสอน"กายกรรม".........................อย่าทำบีฑา ผู้อื่นและตนคว้า.........................................ทวิสองซิร้อนแฉ ๒๔.แลมิควรทำยล..................................อกุศลทุกข์ร้อน หากไม่เบียนแท้ซ้อน...................................จึ่งทำ ๒๕.กาย์กรรมไร้เบียน.............................."ดี"เชียรสุขล้ำ มีสุขวิบากย้ำ..............................................ปิติเกิดซิคืนวัน ๒๖.ครันสอน"วจีกรรม"............................หากทำเบียนมุ่งร้าย ทุกฝ่าย,ตนร้อนท้าย....................................ทุกข์ถม ๒๗.วาจาก่อทุกข์.....................................ผลรุกใจตรม มีทุกข์วิบากสม............................................อนะกล่าวจีเอย ๒๘.เปรยทราบวจีกรรมยล........................อกุศลทุกข์แปล้ บอกเพื่อนกันด้วยแล้....................................ตรวจตรา ๒๙.วาจากรรมดี.......................................สุขมีนักหนา เพิ่มพูนกุศลกล้า..........................................ปิติเพียรกุศลธรรม ๓๐.สอนคำ"มโนกรรม".............................มิทำเบียนผิดแล้ คนอื่น,ตนแค้นแท้........................................ตรึกเสมอ ๓๑.กรรมนั้นเลวแย่..................................ทุกข์แน่ตัองเจอ เกิดผลวิบากเผลอ.......................................มิเหมาะควรประพฤติเอย ๓๒.เปรย"โลภ,พยาบาท"..........................ยาตร"ทิฏฐิ"ผิดพร้อม เกิดทุกข์โดยแท้น้อม...................................อย่าทำ ๓๓."มาโนกรรม"ทำ..................................ไม่พร่ำร้อนหนำ ทุกคนมิเดือดร้อนย้ำ....................................สุขะผลวิบากหนา ๓๔.ครา"มโนกรรม"ดล..............................เป็นกุศลยิ่งล้น ปราโมทย์เกิดน้อมท้น...................................ทุกกาล ๓๕.ทรงตรัสกาลเก่า.................................พุทธ์เจ้า,สงฆ์ขาน ตรวจ"กาย,วจี"กราน.....................................และ"มโน"พินิจแฉ ๓๖.แลปัจเจกฯ,พุทธ์องค์...........................สงฆ์คงทำดั่งนี้ อดีต,กาลหน้าชี้............................................ปัจจุบัน ๓๗.ตรัสสอนราหุล....................................พึงหนุนทำครัน สำเหนียกพินิจดั้น.........................................เจาะกุศลกระทำไกล ๓๘.ไวพุทธ์องค์ตรัสจบ..............................ราหุลนบยิ่งน้อม ภาษิตแจงแท้พร้อม.......................................ชื่นชม ฯ|ะ แสงประภัสสร มจร. ๑. จูฬราหุโลวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/sxHdE2SyHwmIGn7io ๑. จูฬราหุโลวาทสูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรเล็ก [ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ -> สมัยนั้นแล ท่านพระราหุลพักอยู่ ณ ปราสาทชื่ออัมพลัฏฐิ พระผู้มีพระภาคทรงออกจากที่หลีกเร้น แล้วเสด็จเข้าไปหาท่านพระราหุลจนถึงปราสาทชื่ออัมพลัฏฐิกา ท่านพระราหุลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล จึงปูลาดอาสนะและตั้งน้ำสำหรับล้างพระบาทไว้ ~ ที่หลีกเร้น =ในที่นี้หมายถึงผลสมาบัติ -> พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วทรงล้างพระบาท ท่านพระราหุลถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร ~ ที่สมควร (เอกมนฺตํ) = ในที่นี้หมายถึงที่เหมาะสม คือ เว้นโทษการนั่ง ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ไกลเกินไป (๒) ใกล้เกินไป (๓) อยู่เหนือลม (๔) สูงเกินไป (๕) อยู่ตรงหน้าเกินไป (๖) อยู่ข้างหลังเกินไป |
||
|
58
เมื่อ: 09, กันยายน, 2569, 08:40:38 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร (ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรเล็ก) วิชุมวิเชียรฉันท์ ๑๙/โคลงสามดั้น ๑.น้อมกราบพุทธ์เจ้า..............................เหนือเกล้าเหล่าชน ทรงตรัสรู้ล้น.............................................สกะรู้ บ ใครสอน ๒.ชนจรขอเป็นศิษย์...............................ขอชิดเรียนร่ำย้ำ ทรงเมตตาพร้อมล้ำ....................................แผ่ธรรม ๓.ทรงแจงธรรมรุก..................................หมดทุกข์ร้อนนำ วิชชาประเสริฐล้ำ.......................................อริย์สัจเจาะสี่หนา ๔.คราสงฆ์,ชนเพียรแล............................แฉอร์หันต์จบแล้ว สามภพไกลไร้แคล้ว...................................."เกิด"หนี ๕.คราวพุทธ์เจ้าอยู่.................................."เวฬูวันฯ"นี้ ราชคฤห์บุรีชี้..............................................ศยะแหล่งกระแตหลาย ๖.ราหุลกรายพักคง.................................พุทธองค์จรเยี่ยมบ้าง จึงจัดเตรียมน้ำล้าง......................................บาทเผย ๗.พุทธ์องค์ล้างบาท.................................น้ำคาดเหลือเอย ถามเห็น ฤ ไม่เลย........................................วจะตอบวะเห็นหนา ๘.คราเทียบคนพูดปด..............................จรด"ดี"สูญเกือบสิ้น ดุจนทีเหลือก้นชิ้น.......................................ค่าผลาญ ๙.สงฆ์เท็จไม่อาย....................................น้ำวายเทราน คุณ์ธรรมละคลายพาน................................ภวสงฆ์สิน้อยหนา ๑๐.คราพุทธ์องค์เท"นที"..........................มีอีกนิดหนึ่งแล้ว ทรงตรัสเห็นไซร้แจ้ว....................................ตอบเห็น ๑๑.พุทธ์องค์ตรัสเด็ด...............................สงฆ์เท็จเปรียบเด่น เหมือนน้ำเจาะทิ้งเผ่น...................................ภวสงฆ์มิเหลือแฉ ๑๒.แลพุทธ์องค์พลิกถัง............................คราวพังเห็นไป่แล้ สภาพคว่ำลงแล้วแท้.....................................ห่าง"ดี" ๑๓.พุทธ์เจ้าหงายถัง................................."น้ำ"หยั่งปราศชี้ ไม่เรียกพระสงฆ์ลี........................................อนะคุณธรรมเหลือ ๑๔.เครือคชสารกรานศึก..........................ตรึกอวัยวะทุกชิ้น เพิกแต่"งวง"นั้นสิ้น.......................................ปลอดภัย ๑๕.ชื่อว่าไม่พลี........................................ชีพนี้แต่ใด หากยอมผิ"งวง"ไซร้.....................................สละได้ซิชีพหนา ๑๖.คราคเชนทร์ทำแล..............................แฉทำทุกสิ่งได้ ดุจพุทธองค์แล้ไซร้......................................ยิ่งแฉ ๑๗.พุทธ์เจ้าเปรยชน.................................ศีลล้นยวดแล มีความละอายแท้..........................................นิรทำซิบาปเผย ๑๘.เปรยราหุลพึงตรอง.............................มิครองพูดเท็จแล้ หรือพูดสนุกล้อแท้........................................มุ่งคุม ๑๙.ชนพูดโกหก........................................แม้จก"เล็ก"รุม อาจทำสิบาปสุม............................................พหุอย่างก็ได้หนา ๒๐.คราพุทธ์องค์ถามแล............................แฉประโยชน์"กระจก"นั้น ทูลตอบมองรู้ดั้น............................................ชัดแฉ ๒๑.ทรงเปรียบทำใด..................................คิดไซร้ก่อนแล ห่อนโทษกะตนแน่.........................................นฤชนซิอื่นเผย ๒๒.เปรยกรรมสามประการ........................คิดดีฉานก่อนแล้ว ทำเพ่ง"กาย"พร้อมแจ้ว.................................."วจะ"มุ่ง,"มโน"หนา |
||
|
59
เมื่อ: 08, กันยายน, 2569, 11:27:27 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
อยากร้องไห้เป็นภาษาอิตาลี่ ทำคอร์สนี้น้ำหนักกลับพุ่งเฉย ![]() |
||
|
60
เมื่อ: 08, กันยายน, 2569, 10:14:27 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||