Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10
 71 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 06:29:36 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ไฟสงคราม

     เคยสงบ สุขสันต์ อรัญเขต
เคยสมดุล นิเวศ เขตไพรสณฑ์
เคยสดชื่น รื่นฤทัย ในกมล
เคยสุขล้น ในแดนดิน ถิ่นวนา
     ไฟสงคราม ลามลุก ทุกท้องที่
ไฟสงคราม ร้าวฤดี เกินรักษา
ไฟสงคราม สร้างเลวร้าย ในอุรา
ไฟสงคราม ผลาญวนา ให้สิ้นไป
     สรรพสิ่ง สูญสิ้น ในไพรพง
กลางป่าดง เคยสุขล้น พ้นสมัย
กลับเลวร้าย ถูกทำลาย ทั้งผืนไพร
ทุกข์กายใจ ทั่วทั้ง ปฐพี
     ไฟสงคราม ลามทุ่ง ทั่วทุกทิศ
ทุกชีวิต ต้องร่วมใจ ใฝ่วิถี
หยุดสงคราม สร้างไพร ให้คืนดี
เป็นสักขี อารยชน คนจำเริญ

คนเรียนไพร
๔ เมษายน ๒๕๖๙

 72 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 05, เมษายน, 2569, 06:28:35 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 AddEmoticons00942 AddEmoticons00941

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

โลกสวยด้วยมือเรา

     ทุจริต โกงกิน ทั้งแผ่นดิน
ไมจบสิ้น ทุกวงการ พาลขานไข
สร้างเดือดร้อน ชาวประชา อยู่ร่ำไป
อีกเมื่อไร สุจริต จิตพร่างพรม
     แม้อยู่ใน ภาวะ วิกฤติกาล
ทุกการงาน ปรับจริต จิตขื่นขม
เก็งกำไร กักตุน ทุกข์ระทม
ร้าวระบม ตรมใจ ทั่วไทยแดน
     ฝุ่นละออง เผาวนา ในป่าใหญ่
ทั่วแดนไทย ทุกข์ยาก มากเหลือแสน
เหนือจรดใต้ แผ่นดิน สุดแร้นแค้น
ยากทดแทน ให้ฟื้น คืนสมดุล
     ทุกหย่อมหญ้า เดือดร้อน แสนสาหัส
โลกวิบัติ ภัยสงคราม ทรามเกื้อหนุน
ทำลายล้าง ทรัพยากร อ่อนละมุน
ไร้เจือจุน หนุนเกื้อ เพื่อสังคม
     เมื่อไรหนา จ้กพร้อมหน้า มาแก้ไข
ประสานใจ พัฒนา สง่าสม
หยุดเผาป่า เพื่อประชา สุขนิยม
ผสานผสม เพื่อโลกสวย ด้วยมือเรา

คนเรียนไพร
๓ เมษายน ๒๕๖๙

 73 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 04, เมษายน, 2569, 12:56:09 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)
ไม่เกรงใจไขมันกันเลยคน     จะกินจนพุงล้ำไม้คำ้ยัน 

 74 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 04, เมษายน, 2569, 08:03:42 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๒/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

-> โคจร เป็นไฉน
(๗.๔) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีสาวเทื้อเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีภิกษุณีเป็นโคจร; ไม่เป็นผู้มีร้านสุราเป็นโคจร; ไม่อยู่คลุกคลีกับพระราชา; มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์; สาวกเดียรถีย์; ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นดุจบ่อน้ำ รุ่ง
เรืองไปด้วยผ้ากาสาวะ อบอวลไปด้วยกลิ่นของฤษี; ปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นความผาสุก; ปรารถนาแต่ความหลุดพ้นจากโยคะแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่า โคจร
ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยอาจาระนี้และด้วยโคจรนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงเรียกว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
~ คำว่า “ผ้ากาสาวะ” = ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาดมีน้ำแก่นขนุน เป็นต้น
(๘) ในคำว่า เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย = เป็นไฉน
(๘.๑) โทษอย่างต่ำ อย่างเบา ที่สมมติกันว่าโทษเบา ที่จะพึงทำด้วยความสำรวมระวัง และด้วยจิตตุปบาทที่เนื่องด้วยมนสิการ เหล่านี้เรียกว่า โทษมีประมาณน้อย
~ จิตตุปบาท = ความเกิดขึ้นแห่งจิต หมายถึงจิตพร้อมทั้งเจตสิกที่ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ, การเกิดความคิดผุดขึ้น, ความคิดที่ผุดขึ้น
~ มนสิการ = คือ พิจารณาด้วยความแยบคาย
(๘.๒) ภิกษุเป็นผู้เห็นโทษ; ภัย; ความชั่วร้าย; และเห็นการสลัดออกในโทษที่มีประมาณน้อยเหล่านี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย
(๙) ในคำว่า สมาทานศึกษาในสิกขาทั้งหลาย นั้น สิกขา เป็นไฉน
สิกขา ๔ คือ
(๙.๑) สิกขาของภิกษุ เรียกว่า ภิกขุสิกขา (๙.๒) สิกขาของภิกษุณี เรียกว่า ภิกขุนีสิกขา (๙.๓) สิกขาของอุบาสก เรียกว่า อุปาสกสิกขา (๙.๔) สิกขาของอุบาสิกา เรียกว่า อุปาสิกาสิกขา
~ สิกขา หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ข้อที่ต้องปฏิบัติ ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา
(๙.๕) ภิกษุสมาทานในสิกขาเหล่านี้ทั้งหมดด้วยการสมาทานทุกอย่าง ไม่ให้มีส่วนเหลือ ประพฤติอยู่ในสิกขาเหล่านี้ จึงเรียกว่า สมาทานศึกษาในสิกขาทั้งหลาย
(๑๐) คำว่า คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็มี; ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็มี;
[ก] ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = เป็นไฉน
(๑๐.๑) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาแล้วรวบถือ; แยกถือ; ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น; ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ (๑๐.๒) ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ (๑๐.๓) สูดกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ (๑๐.๔) ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯล (๑๐.๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ (๑๐.๖) รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว รวบถือ; แยกถือ; ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมไม่รักษามนินทรีย์; ไม่ถึงความสำรวมในมนินทรีย์; ความไม่คุ้มครอง; กิริยาที่ไม่คุ้มครอง; ความไม่รักษา ความไม่สำรวมอินทรีย์ ๖ เหล่านี้
นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
[ข] ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นไฉน
(๑๐.๗) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่รวบถือ; ไม่แยกถือ; ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์นั้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ (๑๐.๘) ฟังเสียงทางหู ฯลฯ (๑๐.๙) สูดกลิ่นทางจมูก ฯลฯ (๑๐.๑๐) ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ (๑๐.๑๑) ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ (๑๐.๑๒) รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่รวบถือ; ไม่แยกถือ; ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์นั้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์
ความคุ้มครอง; กิริยาที่คุ้มครอง; ความรักษา; ความสำรวมอินทรีย์ ๖ เหล่านี้; นี้เรียกว่า ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๑๑) คำว่า รู้จักประมาณในการบริโภค = ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคก็มี; ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคก็มี
(๑๑.๑) ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค =  เป็นไฉน
-> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่พิจารณาโดยแยบคาย; บริโภคอาหารเพื่อเล่น; เพื่อความมัวเมา; เพื่อประเทืองผิว; เพื่อความอ้วนพี; ความเป็นผู้ไม่สันโดษ; ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณ; ความเป็นผู้ไม่พิจารณาในการบริโภคนั้น นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค
(๑๑.๒) ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค  = เป็นไฉน
-> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายว่า เราบริโภคอาหารไม่ใช่เพื่อเล่น; เพื่อความมัวเมา; เพื่อประเทืองผิว; และเพื่อความอ้วนพี; แต่เพื่อกายนี้ดำรงอยู่; เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป; เพื่อบำบัดความหิว; เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยอุบายนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียได้และจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์ ความไม่มีโทษ และการอยู่โดยผาสุกจักมีแก่เรา ดังนี้ แล้วจึงบริโภคอาหาร ความสันโดษ ความเป็นผู้รู้จักประมาณ การพิจารณาในการบริโภคนั้น นี้เรียกว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค

 75 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 03, เมษายน, 2569, 09:40:01 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

มีชิ้นสองต่อไหมไขมันถาม     เผื่อจะตามติดไปไม่ถอยร่น
 

 76 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 03, เมษายน, 2569, 12:48:29 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


คนละชิ้นแจกไปเขาใจดี     ไขมันหนีกระจายหายกังวล
 AddEmoticons00942

 77 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ...-๐ แว้บบบ ๐-...
 เมื่อ: 03, เมษายน, 2569, 12:46:24 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล



เขาคงมาเมียงมองสอดส่องหา
คนหน้าตางดงามตามถามไถ่
เผื่อมีแจกเงินทองข้าวของใช้
มาม่ามีหรือไม่รีบไปดู

หรือจะมาแอบมองส่องงานเขียน
หรือจะมาแอบเรียนพากเพียรอยู่
หรือจะมาแอบหิวหิ้วปลาทู
เราไม่รู้แล้วอ่ะฝาตุ่มเอย

 
ลิตเติลเกิร์ล

 78 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 03, เมษายน, 2569, 11:33:55 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๑/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์

(๑๓.๖) เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง
-> จึงได้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ โดยบริกรรมว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด” ดังนี้อยู่
~วิญญาณัญจายตนะ = ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
(๑๓.๗) เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง
-> จึงได้บรรลุอากิญจัญญายตนะโดยบริกรรมว่า “อะไรๆ สักน้อยหนึ่งก็ไม่มี”
~อากิญจัญญายตนะ = ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
(๑๓.๘) เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง
-> จึงได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่
~ เนวสัญญานาสัญญายตนะ =  ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้
มาติกา จบ
มาติกานิทเทส
(๑) คำว่า ในธรรมวินัยนี้ = อธิบายว่า ในความเห็นนี้; ในความพอใจนี้;
ในความชอบใจนี้; ในลัทธินี้ ;ในธรรมนี้; ในวินัยนี้; ในธรรมวินัยนี้; ในปาพจน์นี้; ในพรหมจรรย์นี้; และในคำสอนของพระศาสดานี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ในธรรมวินัยนี้
(๒) คำว่า ภิกษุ = อธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะสมัญญา; ชื่อว่าภิกษุเพราะการปฏิญญาตน; ชื่อว่าภิกษุ เพราะขอ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ; ชื่อว่าภิกษุเพราะเป็นผู้เข้าถึงภิกขาจาร; ชื่อว่าภิกษุ เพราะทรงผ้าที่ถูกทำลาย; ชื่อว่าภิกษุเพราะทำลายบาปอกุศลธรรมได้แล้ว; ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสได้เฉพาะส่วน; ชื่อว่าภิกษุ เพราะละกิเลสได้โดยไม่เฉพาะส่วน; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นพระเสขะ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นพระอเสขะ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะไม่เป็นพระเสขะและพระอเสขะ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เลิศ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เจริญ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ผุดผ่อง; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้มีสาระ; ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ(ถูกต้องมั่นคง) สมควรแก่เหตุ ด้วยสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน
(๓) คำว่า ปาติโมกข์ = อธิบายว่า ศีลเป็นที่พึ่ง เป็นเบื้องต้น; เป็นความประพฤติ; เป็นความสำรวม; เป็นความระวัง; เป็นหัวหน้า เป็นประธาน เพื่อความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นกุศล
(๔) คำว่า สังวร = อธิบายว่า ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา และทั้งทางกายและวาจา
(๕) คำว่า เป็นผู้สำรวม = อธิบายว่า เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงพร้อมแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี; ประกอบแล้วด้วยปาติโมกขสังวรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร
(๖) คำว่า อยู่ = อธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่
(๗) คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร = อธิบายว่า อาจาระก็มี; อนาจาระก็มี
(๗.๑) อนาจาระ เป็นไฉน = ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อนาจาระ
-> ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อนาจาระ
-> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่ ให้ใบไม้ ให้ดอกไม้ ให้ผลไม้ ให้เครื่องสนาน ให้ไม้ชำระฟัน การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว การรับเลี้ยงเด็ก การรับใช้ส่งข่าวสาร หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อนาจาระ
(๗.๒) อาจาระ เป็นไฉน = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ
-> ศีลสังวรแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อาจาระ
-> ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่ ให้ใบไม้ ให้ดอกไม้ ให้ผลไม้ ให้เครื่องสนาน ให้ไม้ชำระฟัน การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว การรับเลี้ยงเด็ก การรับใช้ส่งข่าวสาร หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อาจาระ
(๗.๓) คำว่า โคจร = อธิบายว่า โคจรก็มี อโคจรก็มี
->ใน ๒ อย่างนั้น อโคจร = เป็นไฉน
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; มีสาวเทื้อเป็นโคจร; มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; มีภิกษุณีเป็นโคจร; หรือมีร้านสุราเป็นโคจร; เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์ ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่าและบริภาษ; ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก; ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะ พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่า อโคจร

 79 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 03, เมษายน, 2569, 07:10:07 AM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

กูรู

     เมื่อมีเหตุ เภทภัย ในแผ่นดิน
ทุกชีวิน อ่อนไหว ไร้หรรษา
สารพัด เดือดร้อน ทั้งพารา
ยากหนักหนา จะฝ่าฟัน ให้ผันผ่าน
     เพราะเหตุใด ไม่ทำ เยี่ยงอย่างนี้
เพื่อชีวี มีสุข ทุกสถาน
มัวแต่ทำ แต่เรื่อง สร้างร้าวราน
แสนสงสาร พี่น้อง ประชาไทย
     ธรรมชาติ ของคน ชนแหลมทอง
เข้าทำนอง รู้มาก ทุกสมัย
เป็นกูรู ทั่วทั้ง แผ่นดินไป
เก่งเหลือใจ ทั้งธานี บุรีรมย์
     มัวแต่พูด ไม่รู้ฟัง พังมามาก
ต้องทุกข์ยาก แร้นแค้น แสนขื่นขม
หลายกูรู สร้างแตกแยก ให้ทุกข์ตรม
หยุดทำลาย สังคม เพราะกูไม่รู้

คนเรียนไพร
๒ เมษายน ๒๕๖๙

 80 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ...-๐ แว้บบบ ๐-...
 เมื่อ: 02, เมษายน, 2569, 01:16:29 PM 
เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


บ้านกลอนน้อยร้อยเรียงเคียงความฝัน
คนมาเยี่ยมเยือนกันจนล้นเหย้า
แห่มาดูสิ่งใดเกินใจเดา
หรือมาดูตัวเราที่น่ารัก

คนนับพันผ่านทางมาช่างมากมาย
คงหลงสายตาคมให้บ่มหนัก
ที่แวะเวียนมาหามาทายทัก
หลงประจักษ์นวลละออดีต่อใจ

 AddEmoticons00949

คนเข้าบ้านกลอนน้อยมากจุง เขิลลลล

ฝาตุ่ม

หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.115 วินาที กับ 21 คำสั่ง
กำลังโหลด...