Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
 81 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
 เมื่อ: 04, กันยายน, 2569, 09:35:43 PM 
เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร
 
ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร

ป่าดงพงพี

     อยู่ท่ามกลาง ธรรมชาติ แสนงามงด
บริสุทธิ์ สวยสด ไร้เดียงสา
เขียวขจี พรรณไม้ คุ้มวนา
สมคุณค่า คู่ควร รักษาไว้
     แดง-ประดู่ ตะเคียน เลี่ยน-ขานาง
สัก-ยูง-ยาง เหียง-พลวง ขี้หนอนใส
มะม่วงป่า มะขามป้อม ก่อ-มะไฟ
ตะแบกใหญ่ อินทนิน มะเกลือป่า
     สารพัด พรรณไม้ ในดงใหญ่
ต้องร่วมแรง ร่วมใจ ใฝ่รักษา
ไว้ปกป้อง ภยันตราย ภัยนานา
เพื่อชีวา ห่างไกล ทุกข์ตรอมตรม
     พร้อมยึดมั่น ปันสุข สรรพชีวิต
ไร้ยึดติด คิดก่อร่าง สร้างขื่นขม
สามัคคี ตลอดกาล สานเกลียวกลม
โลกพร่างพรม เพราะคงไว้ ไพรพนา

คนเรียนไพร
๒ กันยายน ๒๕๖๙

 82 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 04, กันยายน, 2569, 03:34:18 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๖๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

ฉักกนิทเทส
[ณ] ในญาณวัตถุ หมวด ๖ นั้น
(๑) ปัญญาในอภิญญา ๖ = เป็นไฉน?
(๑.๑) อิทธิวิธญาณ = ญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ (๑.๒) โสตธาตุวิสุทธิญาณ = ญาณหรือปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิตจนมี "หูทิพย์" เป็นความสามารถในการได้ยินเสียงที่เกินวิสัยมนุษย์ สามารถรับรู้เสียงที่อยู่ไกล เสียงของเทวดา หรือเสียงในมิติอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน (๑.๓) ปรจิตตญาณ = (หรือ เจโตปริยญาณ) คือความสามารถพิเศษทางจิตในการหยั่งรู้จิตใจของผู้อื่น (๑.๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = คือ ปัญญาที่ทำให้สามารถย้อนระลึกชาติได้ (๑.๕) จุตูปปาตญาณ = คือ ความรู้หยั่งรู้เรื่องการจุติ (การตาย) และการอุบัติ (การเกิด) ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการฝึกฝนจิตจนได้ "ทิพยจักษุ" (ตาทิพย์) สามารถมองเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์อื่น ๆ ว่าตายแล้วไปเกิดที่ไหน เป็นไปตามกรรมอย่างไร (๑.๖) อาสวักขยญาณ = คือ ปัญญาความรู้แจ้งที่ทำให้กิเลสและอาสวะ (กิเลสที่หมักหมมในสันดาน) สิ้นไปอย่างหมดสิ้น เป็นญาณขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งทำหน้าที่ตัดรากถอนโคนกิเลส นำไปสู่การบรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ หรือการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
สัตตกนิทเทสความรู้ว่า = แม้ในอดีตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย
[ด] ในญาณวัตถุ หมวด ๗ นั้น
(๑) ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗ = เป็นไฉน?
(๑.๑) ความรู้ว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๒) ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๓) ความรู้ว่า แม้ใน ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๕) ความรู้ว่า แม้ใอนาคตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น
-- มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
-- มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
-- มีความคลายไปเป็นธรรมดา
-- มีความดับไปเป็นธรรมดา
(๒) ความรู้ว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๓) ความรู้ว่า ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๔) ความรู้ว่า อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๕) ความรู้ว่า ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๖) ความรู้ว่า เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๗) ความรู้ว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๘) ความรู้ว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๙) ความรู้ว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๐) ความรู้ว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๑) ความรู้ว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๒) ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๓) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๕) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
เหล่านั้นชื่อว่า ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗
อัฏฐกนิทเทส
[ต] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๘
(๑) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน?
(๑.๑) ปัญญาในโสดาปัตติมรรค = คือ จิต ที่ดับกิเลส ได้บางส่วน คือ ละ ความเห็นผิด ความสงสัย และข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิด ซึ่ง โสดาปัตติมรรคจิต เป็นโลกุตตรจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตรจิต และ เป็นจิตที่ทำให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน (๑.๒) ปัญญาในโสดาปัตติผล = อริยบุคคลระดับแรก เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ชัด ส่งผลให้กิเลสและสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการ (สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส) ถูกตัดขาดอย่างถาวร (๑.๓) ปัญญาในสกทาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้ง (ญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตกำลังบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลระดับที่ ๒ ทำหน้าที่ตัดทอนและทำให้กิเลสอย่างหยาบคือ กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) และ ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด ขัดเคือง) เบาบางลงอย่างมาก (๑.๔) ปัญญาในสกทาคามิผล = คือ ระดับของ โลกุตตรปัญญา (ปัญญาที่นำไปสู่การหลุดพ้น) ของพระอริยบุคคลขั้นที่ ๒ หรือ พระสกิทาคามี ซึ่งเป็นปัญญาญาณที่พัฒนาขึ้นจากการบรรลุโสดาบัน โดยมีปัญญาญาณมีความละเอียดและเฉียบคมกว่าขั้นพระโสดาบันมาก สามารถมองเห็นโทษของกิเลสอย่างหยาบได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจเกิดการคลายความยึดมั่นถือมั่นลง ทำให้กิเลสเบาบางลง คือ ความโลภ (กามราคะ) และความโกรธ (ปฏิฆะ) ลงอย่างมาก  ส่งผลให้พระสกทาคามีหากยังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุด (อรหันต์) ในชาตินี้ จะ กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถบรรลุอรหัตผลได้

 83 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ที่คั่นหนังสือ-บทกลอน
 เมื่อ: 04, กันยายน, 2569, 12:38:57 PM 
เริ่มโดย กรกันต์ - กระทู้ล่าสุด โดย กรกันต์



    ไ ก ล เ กิ น ไ ด้ ยิ น


    คนผู้หนึ่งซึ่งฉันนั้นอยู่ใกล้
    โยงสายใยใช้รักแทนทักษะ
    คือคุณครู คุณหมอบ้างบางวาระ
    คนขับรถด้วยนะ หลายอัตรา

    คนผู้หนึ่งพูดน้อยด้อยคำหวาน
    รับรู้ผ่านผูกพันครั้นพบหน้า
    รักแสดงออกบอกด้วยกริยา
    รับ-ส่งผ่านเรื่อยมาเวลามอง

    คนผู้หนึ่งเพียงฝันฉันพบหน้า
    หลังลืมตาคว้าจับลับลอยล่อง
    เพียงแค่ฝันเลือนล่มความสมปอง
    มือที่ประคับประคองปกป้องกัน

    เหลือเพียงภาพตั้งวางเริ่มจางสี
    คำสอนสั่งหวังดีมีต่อฉัน
    ฝาก"คิ ด ถึ ง "ผ่านฟ้าราตรีจันทร์
    เพียงฟ้ากั้นอยู่ไกลเกินได้ยิน

    กันต์กรีนซี
    ๔/๙/๒๕๖๙


 84 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 04, กันยายน, 2569, 08:49:18 AM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม

เสมือนมีไจแอนด์มาเยี่ยมเยือน       แมวต่างเบือนหน้าหนีนาทีนั้น  

 85 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 04, กันยายน, 2569, 08:03:43 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๗.๓) ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณนิโรธญาณ
(๑๗.๔) ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธคามีนีปฏิปทาเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
-> มัคคสมังคิญาณ ได้แก่
-- ญาณแม้ในชาตินี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในภพนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในอุปาทานนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในตัณหานี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในเวทนานี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในผัสสะนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในสฬายตนะนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในนามรูปนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในวิญญาณนี้
-- ฯลฯ ญาณแม้ในสังขารนี้
-- ญาณแม้ในสังขารสมุทัยนี้
-- ญาณแม้ในสังขารนิโรธนี้
-- ญาณแม้ในสังขารนิโรธคามินีปฏิปทานี้
(๑๘) ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารญาณ
(๑๙) สังขารสมุทยญาณ เป็นไฉน
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภสังขารสมุทัยเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า สังขารสมุทยญาณ ฯลฯ
(๒๐) สังขารนิโรธญาณ = เป็นไฉน
-- ปรารภสังขารนิโรธเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า สังขารนิโรธญาณ ฯลฯ
(๒๑) สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
-- ปรารภสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า สังขารนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
ญาณวัตถุหมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ปัญจกนิทเทส
[ฒ] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๕ นั้น
(๑) สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ = เป็นไฉน?
สมาธิที่ประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการ จากการบรรลุ ฌาน ๔ ควบกับ ปัจจเวกขณาญาณ (การพิจารณาองค์ฌาน) ดังนี้
(๑.๑) ปฐมฌาน องค์ ๑ = จิตสงัดจากกามและอกุศลธรรม เกิดความตั้งมั่น มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวก (๑.๒) ทุติยฌาน องค์ ๒ = มีวิตกและวิจารสงบระงับไป เกิดความผ่องใสในใจ จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร แต่มีปีติและสุข (๑.๓) ตติยฌาน องค์ ๓ = ปีติจางคลายลง มีอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ เสวยความสุขทางกาย (นามกาย) (๑.๔) จตุตถฌาน องค์ ๔ = ละสุขและทุกข์ได้ ดับโสมนัสและโทมนัส มีความบริสุทธิ์แห่งสติเพราะอุเบกขา (๑.๕) ปัจจเวกขณาญาณ องค์ ๕ = ญาณคือความรู้ความเห็นที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาองค์ฌานทั้ง ๔ ที่ตนได้บรรลุแล้ว
(๒) สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ = เป็นไฉน?
(๒.๑) ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป  ที่มีความอิ่มเอิบซาบซ่านแผ่ไป (๒.๒) ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่สุขไป  ที่มีความสุขสบายซาบซ่านแผ่ไปทั่วร่างกาย (๒.๓) ญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไป คือ เจโตปริยญาณ ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถกำหนดรู้ใจหรือจิตของผู้อื่นได้ (๒.๔) ทิพจักขุ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป ซึ่งเป็นปัญญาที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยแสงสว่างทางจิต (๒.๕) ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต คือ ปัจจเวกขณญาณ ในการพิจารณาทบทวนองค์ฌานหรือสมาธิที่เพิ่งออกจากการเข้านั้นๆ
นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีองค์ ๕
(๓) สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน?
(๓.๑) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย (๓.๒) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ (๓.๓) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ อันบุรุษมีปัญญาทราม เสพไม่ได้ (๓.๔) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบระงับ ได้บรรลุความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีการข่มนิวรณ์ และการห้ามกิเลสด้วยจิตที่เป็นสสังขาริก (๓.๕) ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้
-> นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕

 86 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 03, กันยายน, 2569, 11:12:38 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword

คุณนายแมวได้ยินเสียงเพลงปั๊บ    รีบขยับปิดหูดูเถิดเพื่อน
 

 87 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ..ขอบาทเดียว..
 เมื่อ: 03, กันยายน, 2569, 06:57:43 PM 
เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ต้นฝ้าย

ทั้งเกาคางเกาพุงกันนุงนัง   แล้วร้องเพลงให้ฟังดังทั่วเรือน 

 88 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 03, กันยายน, 2569, 03:40:29 PM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

[๑๐] ปฏิปทาปัญญา ๔ เป็นไฉน?
ปฏิปทาปัญญา ๔ คือ
(๑) ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก รู้ฐานะนั้นก็ช้า
~ ทุกขาปฏิปทา =การปฏิบัติที่ลำบาก หรือมีอุปสรรคมาก
ผู้ปฏิบัติประเภทนี้จะมีกิเลสหนา  โดยปกติมักเป็นผู้ที่มีราคะ โทสะ หรือโมหะกล้าอยู่เป็นประจำ เมื่อกิเลสเกิดขึ้นเนืองๆ จึงต้องเสวยทุกขโทมนัส (ความทุกข์ใจ) ในการต่อสู้และข่มกิเลสเหล่านั้น ทำให้ช่วงเวลาปฏิบัติธรรมเต็มไปด้วยความยากลำบาก
~ ทันธาภิญญา = รู้ได้ช้า บรรลุได้ช้า หรือเข้าใจธรรมะได้ยาก
เหตุเพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าเป็นผู้ที่ขาดการสั่งสมบารมีใน อินทรีย์ ๕ (คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ที่แก่กล้าพอ หรือไม่ได้สร้างบุญบารมีในส่วนของวิปัสสนามามากพอในอดีต จึงใช้เวลานานกว่าจะเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ธรรม
-- นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา
(๒) ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยยากลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นเร็ว
-- นี้เรียกว่า ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา
(๓) สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก แต่รู้ฐานะนั้นช้า
-- นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาทันธาภิญญาปัญญา
(๔) สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ยังสมาธิให้เกิดขึ้นโดยไม่ยากไม่ลำบาก รู้ฐานะนั้นก็เร็ว
-- นี้เรียกว่า สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาปัญญา
(๑๖) อารัมมณปัญญา ๔ เป็นไฉน?
(๑๖.๑) ปริตตปริตตารัมมณปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย
-- นี้เรียกว่า ปริตตปริตตารัมมณปัญญา
(๑๖.๒) ปริตตอัปมาณารัมมณปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิยังไม่ชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้
-- นี้เรียกว่า ปริตตอัปปมาณารัมมณปัญญา
(๑๖.๓) อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปเล็กน้อย
-- นี้เรียกว่า อัปปมาณปริตตารัมมณปัญญา
(๑๖.๔) อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา = เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้ได้สมาธิชำนาญคล่องแคล่ว แผ่อารมณ์ไปหาประมาณมิได้
-- นี้เรียกว่า อัปปมาณอัปปมาณารัมมณปัญญา
(๑๗) มัคคสมังคิญาณ = ได้แก่
-- ญาณแม้ในชรามรณะนี้
-- ญาณแม้ในชรามรณสมุทัยนี้
-- ญาณแม้ในชรามรณนิโรธนี้
-- ญาณแม้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทานี้
(๑๗.๑) ชรามรณญาณ เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภชรามรณะเกิดขึ้น
-- นี้เรียกว่า ชรามรณญาณ
(๑๗.๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภชรามรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณสมุทัยญาณ

 89 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 03, กันยายน, 2569, 07:28:59 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๕๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

[๗] แจกปัญญาในการพิจารณาเห็นแจ้ง  ๔ ประเภท ได้แก่
(๑) บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายด้วยปัญญาใด แต่ไม่ได้แทงตลอดอภิญญาและสัจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า นิพพิทาในปฏิเวธปัญญา
(๒) บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดีในกามทั้งหลายนั้นแล ได้แทงตลอดอภิญญา ด้วยปัญญา แต่ไม่ได้แทงตลอดสัจธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญา
(๓) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิเวธปัญญา - ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดสัจธรรม หรือปัญญาที่เกิดในมรรค ๔
(๔) ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา
[๘] ระดับของปัญญาในการปฏิบัติธรรม มี ๔ อย่าง
(๑) หานภาคินี = ปัญญา ฝ่ายเสื่อม คือเมื่อได้ฌานแล้วเกิดตัณหาหรือกามสัญญาแทรกเข้ามาทำให้จิตฟุ้งซ่านและเสื่อมจากฌาน
(๑.๑) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกาม ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ปฐมฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี (๑.๒) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิตก ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติยฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี (๑.๓) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยปีติ ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติยฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี (๑.๔) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยสุข ซ่านไป ยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี (๑.๕) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยรูป ซ่านไป ยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี (๑.๖) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ซ่านไปยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี (๑.๗) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ยังโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน ปัญญาของโยคาวจรบุคคลนั้น ชื่อว่า หานภาคินี
(๒) ฐิติภาคินี = ปัญญา ฝ่ายดำรงอยู่ คือมีความตั้งมั่นรักษาสมาธิหรือระดับจิตนั้นให้อยู่คงที่ ไม่เสื่อมและไม่ก้าวหน้าขึ้น
(๒.๑) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี (๒.๒) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี (๒.๓) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี (๒.๔) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี (๒.๕) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี (๒.๖) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี (๒.๗) สติอันสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ปัญญา ชื่อว่า ฐิติภาคินี
(๓) วิเสสภาคินี = ปัญญาฝ่ายวิเศษ คือปัญญาที่ส่งผลให้จิตเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปสู่ฌานหรือภูมิธรรมที่สูงขึ้น
(๓.๑) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยฌานที่ไม่มีวิตกซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี (๓.๒) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขาซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี (๓.๓) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี (๓.๔) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี (๓.๕) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี (๓.๖) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี (๓.๗) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า วิเสสภาคินี
(๔) นิพเพธภาคินี = ปัญญา ฝ่ายชำแรกกิเลส คือปัญญาที่นำไปสู่ความเบื่อหน่าย (นิพพิทาญาณ) การคลายความกำหนัด และก้าวไปสู่มรรค ผล นิพพาน เพื่อตัดกิเลส
(๔.๑) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี (๔.๒) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี (๔.๓) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี (๔.๔) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี (๔.๕) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี (๔.๖) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี (๔.๗) สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาญาณ ประกอบด้วยวิราคะ ซ่านไป ปัญญา ชื่อว่า นิพเพธภาคินี
[๙] ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นไฉน?
-> ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
(๑) อัตถปฏิสัมภิทา = ความรู้แตกฉานในอรรถ
(๒) ธัมมปฏิสัมภิทา =ความรู้แตกฉานในธรรม
(๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา =ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น
(๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา =ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลาย

 90 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: เล่นกลอนโยนคำ - เพื่อนโยนให้...เราโยนต่อ
 เมื่อ: 02, กันยายน, 2569, 06:53:56 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม

สำนึก / ธาร

เมื่อสำนึกตรึกตนจนเห็นผิด
อย่าปล่อยจิตคิดพลาดจนถลำ
ดุจสายธารผ่านล้างรอยบาปช้ำ
ชโลมพร่ำเตือนใจให้ดี

 
ฝาตุ่ม

ส่งต่อค่ะ

สำคัญ /ประสงค์

หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.16 วินาที กับ 20 คำสั่ง
กำลังโหลด...