เห็นผีเยอะอย่างนี้คงมีหวัง ผมหัวตั้งเป็นแน่แค่ผีจ้อง ชวนพวกเราเข้ากลุ่มคนคุ้มครอง เถอะพี่น้องบ้านน้อยทยอยมา ![]() ลิตเติลเกิร์ล |
|
91
เมื่อ: 13, มกราคม, 2569, 01:03:44 PM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | ||
|
|
||
|
92
เมื่อ: 13, มกราคม, 2569, 12:37:50 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||
|
93
เมื่อ: 13, มกราคม, 2569, 08:34:21 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๔/๔) ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร -> อธิศีลสิกขา = สมาทานในสิกขาบททั้งหลาย; เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกข์; ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร; เห็นภัยในโทษ -> อธิจิตตสิกขา = อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมในด้านจิตใจและสมาธิขั้นสูงเป็นการฝึกฝนเพื่อพัฒนาสมรรถภาพของจิตให้มีคุณภาพสูง มีความตั้งมั่น (สมาธิ), มีพลัง, สงบ -> อธิปัญญาสิกขา อธิปัญญาสิกขา คือ การฝึกฝนอบรมในด้านปัญญาและการเห็นแจ้งขั้นสูง เป็นผู้มีประกอบด้วยปัญญา อันให้ถึงความเกิดและความดับ อันประเสริฐ; ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ; ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์; นี้ทุกขสมุทัย; นี้ทุกขนิโรธ; นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๖) ญาณที่ ๖ คือ (๖.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’ (๖.๒) บุคคลผู้มีทิฏฐินั้น เป็นผู้มีพละอย่างไร (๖.๓) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละอย่างนี้ คือ เมื่อบัณฑิตแสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อริยสาวกนั้น สนใจ ใส่ใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวงแล้วเงี่ยโสตฟังธรรม อริยสาวกนั้นก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’’ นี้คือญาณที่ ๖ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย (๗) ญาณที่ ๗ คือ (๗.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’ (๗.๒) บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละอย่างไร (๗.๓) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละอย่างนี้ คือ -> เมื่อบัณฑิตแสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อริยสาวกนั้น ได้ความรู้แจ้งอรรถ ได้ความรู้แจ้งธรรม และได้ความปราโมทย์ในธรรม อริยสาวกนั้นก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีพละเช่นใด ถึงเราก็มีพละเช่นนั้น’ นี้คือญาณที่ ๗ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ภิกษุทั้งหลาย = อริยสาวกประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้ ตรวจสอบสภาวธรรมดีแล้ว ด้วยการทำให้แจ้งโสดาปัตติผลอย่างนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยโสดาปัตติผลแล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล โกสัมพิยสูตรที่ ๘ จบ |
||
|
94
เมื่อ: 13, มกราคม, 2569, 06:19:18 AM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร โจรป่า ทุรชน เรียกขาน ว่าโจรป่า เที่ยวเข่นฆ่า ไล่ล่า สัตว์ไพรสณฑ์ ต้องโลดแล่น เผ่นหนี อลวน แสนทุกข์ทน เหล่าไพรี ที่บีฑา เคยฝันใฝ่ ไพรอุดม สมบูรณ์สุข สัตว์วนา ชุมชุก ทุกสาขา ธรรมชาติ สร้างสมดุล ทั้งโลกา เมื่อไรหนา ได้พานพบ บรรจบกัน ต้องกำราบ ปราบโจร ให้สิ้นฤทธิ์ ประกาศิต เหล่าโจรไพร ให้อาสัญ บูรณา สร้างสมดุล ทุกชีวัน ทั่วอรัญ บริสุทธิ์ แสนสุขใจ เร่งฟื้นคืน ยั่งยืน ความอุดม ไร้ระทม สมบูรณ์ พูนสมัย แสนสุขศานติ์ สารพัด สัตว์พงไพร ระเริงหทัย สร้างโลก ไร้โศกตรม คนเรียนไพร ๑๓ มกราคม ๒๕๖๙ |
||
|
95
เมื่อ: 12, มกราคม, 2569, 08:33:45 PM
|
||
| เริ่มโดย ชลนา ทิชากร - กระทู้ล่าสุด โดย ชลนา ทิชากร | ||
![]() ![]() ♥♥.นักรบชายแดน.♥♥ ♥.♥ ตะวันหลับดับลงตรงขอบฟ้า ใจเหว่ว้าอาวรณ์จรจากบ้าน ปกป้องไทยไม่ละทหารพราน ปฏิญาณสานฝันวันมีชัย ♥•♥ ขึ้นรถถังบังคับขับขยี้ ผองไพรีหนีหายกายตักษัย ปราบศัตรูหมู่มารราญบรรลัย สิ้นสงสัยนัยยะชนะมาร ♥•♥ ก้าวย่างต่อ ท้อไยไปข้างหน้า บุกฟันฝ่าป่าเขาเข้าล้างผลาญ หมู่อมิตรคิดร้ายกายแหลกลาญ โอ้ชาย ชาญหาญกล้าน่ารักจัง ♥•♥ แม้นทาง ย่างห่างไกลใจคิดถึง หวนคะนึง ถึงคู่อยู่แนวหลัง มุ่งฟันฝ่า กล้าเสี่ยงเสรียงปืนดัง พี่ก็ยัง ตั้งใจไม่เหนื่อยล้า ♥•♥ ภาพธงพลิ้ว ปวิลลมพรมพัดผ่าน น้องมองฐานหวานใจไม่เห็นหน้า คิดถึงพี่ ที่รักปักอุรา วอนเทวา ฟ้าผ่องป้องแดนไทย ♥•♥ เร่งเริงร่าย ว่ายเวียนเปลี่ยนแปรปรับ รอพี่กลับ รับขวัญวันสดใส พิการกาย ตายจากพรากน้องไป ไม่เป็นไร ใจน้องปองรักเดียว ♥•♥ ชลนา ทิชากร ![]() |
||
|
96
เมื่อ: 12, มกราคม, 2569, 07:44:29 PM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
เห็นผีวิ่งรอบบ้านพาลลมจับ หัวใจปรับร่วงตกอกขวัญหาย ผีกระสือกระหังซังกะตาย ผีตานีก็หมายชายตามอง กุ้งนา |
||
|
97
เมื่อ: 12, มกราคม, 2569, 07:36:30 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
หนี้รายเดือนรายวันพันกันยุ่ง เราเร่งมุ่งหาเงินเพลินละหนอ ![]() |
||
|
98
เมื่อ: 12, มกราคม, 2569, 04:16:45 PM
|
||
| เริ่มโดย คนเรียนไพร - กระทู้ล่าสุด โดย คนเรียนไพร | ||
![]() ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดย คนเรียนไพร ยาสามัญประจำบ้าน สิ่งใดคือ ยาสามัญ ประจำบ้าน ทุกเรือนชาน ต้องมีไว้ ใช้รักษา ทั้งยาเม็ด ยากิน หรือยาทา ควรเสาะหา มาไว้ ในบ้านตน หนึ่งเมตตา ปรานี ทุกที่ทาง ใจต้องกว้าง รับฟัง ด้วยเหตุผล รู้อภัย สร้างเสริม เติมกมล ดุจสายชล เย็นย่ำ ฉ่ำอุรา สองเพิ่มรัก สามัคคี พี่น้องไทย ร่วมขานไข ดั่งใจ ปรารถนา หวังเพียงให้ ชาติได้ พัฒนา ทุกเคหา ปันสุข ทุกข์ร่วมกัน สามรักษา ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รักษ์ถนอม บูรณา อย่างสร้างสรรค์ มิยอมให้ ผู้ใด เข้าโรมรัน พร้อมประจัน พันตู มิรู้คลาย สี่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมยืนหยัด ให้ห่างไกล สูญสลาย เอกลักษณ์ ไม่ยอมให้ ใครทำลาย พร้อมสืบสาย กตัญญู รู้แทนคุณ ห้ารักตน เผ่าพงษ์ วงศ์ตระกูล พร้อมเกื้อกูล ทำความดี มีเกื้อหนุน สืบสันดาน ลูกหลาน ด้วยการุณย์ ไว้เป็นทุน สร้างสังคม อุดมปัญญา รวมตัวยา ทั้งห้านี้ มีสรรพคุณ ใช้เจือจุน ป้องกัน แลรักษา ให้ถึงพร้อม ห่างไกล อวิชชา สร้างกายา เข้มแข็ง แกร่งกมล คนเรียนไพร ๑๒ มกราคม ๒๕๖๙ |
||
|
99
เมื่อ: 12, มกราคม, 2569, 08:03:43 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๓/๔) ประมวลธรรม : ๖๔.โกสัมพิยสูตร [ข] ทิฏฐิคือญาณของอริยสาวก ๗ ประการ ทิฏฐิอันประเสริฐ เป็นนิยยานิกธรรม เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามเสมอกัน = เป็นอย่างไร (๑) ญาณที่ ๑ คือ (๑.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เรามีจิตอันปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสเป็นเครื่องครอบงำ) ใดครอบงำแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสนั้นที่เรายังละไม่ได้ในภายในมีอยู่หรือ’ ~ ปริยุฏฐานกิเลส = คือ กิเลสอย่างกลางที่กลุ้มรุมอยู่ในใจ ยังไม่ได้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา ละได้ด้วยกุศลขั้นสมาธิ (สมถภาวนา) (๑.๒) ถ้าภิกษุมีจิตถูกกามราคะครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๓) มีจิตถูกพยาบาทครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๔) มีจิตถูกถีนมิทธะครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๕) มีจิตถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๖) มีจิตถูกวิจิกิจฉาครอบงำ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๗) มีความขวนขวายในการคิดเรื่องโลกนี้ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๘) มีความขวนขวายในการคิดเรื่องโลกหน้า ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๙) ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน ใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ ก็ชื่อว่ามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสครอบงำแล้ว (๑.๑๐) เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เรามีจิตถูกปริยุฏฐานกิเลสใดครอบงำแล้ว ไม่พึงรู้เห็นตามความเป็นจริง ปริยุฏฐานกิเลสนั้นที่เรายังละไม่ได้ในภายใน มิได้มีเลย เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว เพื่อตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย’ นี้คือญาณที่ ๑ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย ซึ่งภิกษุนั้นบรรลุแล้ว (๒) ญาณที่ ๒ คือ อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งทิฏฐินี้ก็ได้ความสงบเฉพาะตน ก็ได้ความดับกิเลสเฉพาะตน' นี้คือญาณที่ ๒ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย (๓) ญาณที่ ๓ คือ (๓.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เรามีทิฏฐิเช่นใด สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกธรรมวินัยนี้ผู้มีทิฏฐิเช่นนั้นมีอยู่หรือ’ (๓.๒) อริยสาวกนั้น ก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เรามีทิฏฐิเช่นใด สมณะหรือพราหมณ์อื่นนอกธรรมวินัยนี้ ผู้มีทิฏฐิเช่นนั้นมิได้มี’ นี้คือญาณที่ ๓ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย (๔) ญาณที่ ๔ คือ (๔.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพเช่นใด ถึงเราก็มีสภาพเช่นนั้น’ (๔.๒) ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพอย่างนี้ คือ การออกจากอาบัติเช่นใดย่อมปรากฏ อริยสาวกต้องอาบัติเช่นนั้นก็รีบแสดง เปิดเผย ทำให้ชัดเจน (๔.๓) อาบัตินั้นในสำนักศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ครั้นแสดงเปิดเผย ทำให้ชัดเจนแล้วก็สำรวมระวังต่อไป ~เด็กอ่อนที่นอนหงาย มือหรือเท้าถูกถ่านไฟแล้ว ก็ชักมือหรือเท้ากลับทันที แม้ฉันใด บุคคลผู้มีทิฏฐิก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีสภาพอย่างนี้ คือการออกจากอาบัติเช่นใดย่อมปรากฏ ~อริยสาวกต้องอาบัติเช่นนั้น ก็รีบแสดง เปิดเผย ทำให้ชัดเจน อาบัตินั้นในสำนักศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ครั้นแสดง เปิดเผย ทำให้ชัดเจนแล้วก็สำรวมระวังต่อไป ~ อริยสาวกนั้น ก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพเช่นใดถึงเราก็มีสภาพเช่นนั้น’ นี้คือญาณที่ ๔ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย (๕) ญาณที่ ๕ คือ (๕.๑) อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพเช่นใด ถึงเราก็มีสภาพเช่นนั้น’ (๕.๒) บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีทิฏฐิ เป็นผู้มีสภาพอย่างนี้ คือ อริยสาวกมีความขวนขวายในกิจอะไร ทั้งน้อยใหญ่ที่ควรทำของเพื่อนพรหมจารีโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ความปรารถนาอันแรงกล้าในอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอริยสาวกนั้นมีอยู่ ->โคแม่ลูกอ่อน เล็มหญ้าพลางชำเลืองดูลูกไปพลาง แม้ฉันใด บุคคลผู้มีทิฏฐิก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีสภาพอย่างนี นี้คือญาณที่ ๕ ที่เป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย ~ สิกขาทั้ง ๓ = คือ อธิศีลสิกขา ๑, อธิจิตตสิกขา ๑, อธิปัญญาสิกขา ๑ |
||
|
100
เมื่อ: 11, มกราคม, 2569, 08:21:00 PM
|
||
| เริ่มโดย Black Sword - กระทู้ล่าสุด โดย ข้าวหอม | ||
|
ฝ้ายสีขาวผูกเงื่อนรอบเรือนไว้ โบราณว่าช่วยไล่ผีได้อยู่ ตะไคร้พริกเครื่องแกงแปะประตู แล้วนั่งดูผีวิ่งกันวุ่นวาย ![]() ข้าวหอม |
||








