Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล - มยุรธุชบูรพา / อ่านข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ - สมาชิกใหม่ ทักทาย แนะนำตัวที่นี่ / ยินดีต้อนรับคุณ กิ่งโศก สู่บ้านกลอนน้อยฯ
 เมื่อ: 28, พฤษภาคม, 2569, 08:04:24 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


สวัสดีค่ะ คุณ กิ่งโศก
ยินดีต้อนรับสู่บ้านกลอนน้อยลิตเติลเกิร์ล
ขอให้มีความสุข สนุกกับบทกลอนนะคะ

ทีมงานบ้านกลอนน้อยฯ

อ่าน ข้อกำหนด กติกาทั่วไปในการใช้พื้นที่เว็ปไซต์ร่วมกัน คลิก

 92 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 28, พฤษภาคม, 2569, 08:02:46 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

(๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌาน ที่สรหคตด้วยกรุณา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
(๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุตติยฌาน ที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
(๔) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
[ฉ] มุทิตากุศลฌาน จตุกกนัย = โดยนัยของพระสูตร มุทิตาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ เท่านั้น ไม่เป็นอารมณ์ของฌานที่ ๔
(๑) มุทิตา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยมุทิตา ประกอบด้วย วิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัย นั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
(๒) มุทิตา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌาน ที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี. มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
(๓) มุทิตา เป็นไฉน?
-> ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้ด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
[ช] มุทิตากุศลฌาน ปัญจกนัย =  โดยนัยของพระอภิธรรม มุทิตาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ เท่านั้น ไม่เป็นอารมณ์ของฌานที่ ๕
(๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ประกอบ ด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
(๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌาน ที่สหรคตด้วยมุทิตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิตก อยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
(๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุตติยฌาน ที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
(๔) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา

 93 
 บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล - มยุรธุชบูรพา / อ่านข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ - สมาชิกใหม่ ทักทาย แนะนำตัวที่นี่ / ยินดีต้อนรับคุณ Itim สู่บ้านกลอนน้อยฯ
 เมื่อ: 28, พฤษภาคม, 2569, 07:03:55 AM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล


สวัสดีค่ะ คุณ Itim
ยินดีต้อนรับสู่บ้านกลอนน้อยลิตเติลเกิร์ล
ขอให้มีความสุข สนุกกับบทกลอนนะคะ

ทีมงานบ้านกลอนน้อยฯ

อ่าน ข้อกำหนด กติกาทั่วไปในการใช้พื้นที่เว็ปไซต์ร่วมกัน คลิก

 94 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 27, พฤษภาคม, 2569, 08:20:29 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๘/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ
ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา
-> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา
[ค] เมตตากุศลฌาน ปัญจกนัย =  ฌานโดยจตุกกนัย คือนัยของพระสูตรมี ๔ ฌาน เมตตาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ เท่านั้น ไม่เป็นอารมณ์ของฌานที่ ๔
(๑) ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ ปฐมฌาน ที่สหรคตด้วยเมตตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา
(๒) ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุ ทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่ วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุต ด้วยเมตตา
(๓) ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุ ตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา
(๔) ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
(๔.๑) ที่รวมแห่งอวัยวะทั้งหลาย หรือชุมนุมแห่งรูปธรรม คือ ร่างกาย
(๔.๒) ที่ประชุมแห่งนามธรรม หรือกองแห่งเจตสิก แต่ในบางกรณี นามกาย หมายถึงนามขันธ์หมดทั้ง ๔ คือ ทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือ ทั้งจิตและเจตสิก
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา
[ง] กรุณากุศลฌาน จตุกกนัย = โดยนัยของพระสูตร กรุณาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ เท่านั้น ไม่เป็นอารมณ์ของฌานที่ ๔
(๑) กรุณา เป็นไฉน?
-> ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
(๒) กรุณา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
(๓) กรุณา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณา เจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
[จ] กรุณากุศลฌาน ปัญจกนัย = โดยนัยของพระอภิธรรม กรุณาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ เท่านั้น ไม่เป็นอารมณ์ของฌานที่ ๕
(๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา

 95 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: - เล่น..กลอนสักวา -
 เมื่อ: 26, พฤษภาคม, 2569, 03:22:42 PM 
เริ่มโดย ลินดา - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา)


สักวาคิดถึงคนซึ้งจิต
ที่เคยชิดเคียงข้างไม่ห่างหาย
มาวันนี้กลับเร้นลี้หนีกลับกลาย
ทิ้งรอยสายสวาทไว้อย่างทรมาน
สายลมแผ่วแว่วเสียงสำเนียงคุ้น
เคยอบอุ่นคราวคลอชอุ่มหวาน
ฤๅลืมสิ้นคำมั่นแต่วันวาน
ใจแหลกลาญเพราะคิดถึงเธอเอย

 
กุ้งนา

 96 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 26, พฤษภาคม, 2569, 09:24:57 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๗/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

[จ] อุเบกขาอัปปมัญญานิทเทส =คำอธิบายเกี่ยวกับการเจริญ "อุเบกขา" ในฐานะที่เป็น "อัปปมัญญา" (ธรรมที่แผ่ไปในสรรพสัตว์โดยไม่มีประมาณ)
(๑) ก็ภิกษุแผ่อุเบกขาจิต ไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร?
-> ภิกษุแผ่อุเบกขาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลหนึ่งผู้เป็นที่ชอบใจก็ไม่ใช่ ไม่เป็นที่ชอบใจก็ไม่ใช่ แล้วพึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา ฉะนั้น
(๒) ในบทเหล่านั้น อุเบกขา เป็นไฉน?
-> การวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความวางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย อุเบกขา เจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขา
~ อุเบกขา เจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตด้วยพลังสมาธิที่ประกอบด้วย"อุเบกขา" โดยจิตจะหลุดพ้นจากพยาบาทและความพึงพอใจอารมณ์ภายนอก มีความสงบกว้างขวางหาประมาณไม่ได้ มักเกิดจากการเจริญสมาธิขั้นรูปฌานหรืออรูปฌานที่แผ่ความวางเฉยไปทั่วทิศ
(๓) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียก ว่า จิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยอุเบกขานี้ ด้วย เหตุนั้น จึงเรียกว่า อุเบกขาจิต
(๔) คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ หรือทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่างๆ
(๕) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๖) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุ นั้น จึงเรียกว่า อยู่
(๗) คำว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ก็ ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศเบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่างๆ ก็ฉันนั้น
(๘) คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า มีอธิบายว่า กล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้
(๙) คำว่า อุเบกขาจิต มีอธิบายว่า อุเบกขา เป็นไฉน?
-> การวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความวางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย อุเบกขาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขา
(๑๐) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยอุเบกขานี้ ด้วย เหตุนั้น จึงเรียกว่า อุเบกขาจิต
(๑๑) บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า
 จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวาง; จิตใดกว้างขวาง จิตนั้นหาประมาณมิได้; จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มีเวร; จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีพยาบาท
(๑๒) บทว่า แผ่ไป คือกระจายออกไป น้อมจิตไป
(๑๓) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่
สุตตันตภาชนีย์ จบ
อภิธรรมภาชนีย์
[ค] อัปปมัญญา ๔ คือ
(๑) เมตตา (๒) กรุณา (๓) มุทิตา (๔) อุเบกขา
[ข] เมตตากุศลฌาน จตุกกนัย =  ฌานโดยจตุกกนัย คือนัยของพระสูตรมี ๔ ฌาน เมตตาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๑ ถึงที่ ๓ เท่านั้น ไม่เป็นอารมณ์ของฌานที่ ๔
(๑) ในอัปปมัญญา ๔ นั้น เมตตา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
~ รูปภพ = (รูปภูมิ/รูปาวจรภูมิ) คือ ภพที่อยู่อาศัยของพรหมผู้มีรูป หรือภูมิของผู้ที่ได้บรรลุ รูปฌาน ๔ พรหมในรูปภพจะมีร่างกายละเอียด งดงาม ประณีตกว่าเทวดา และมีความสุขประณีตจากการเสวยฌานสมาธิ
-> บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา
(๒) เมตตา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌาน ที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา
(๓) เมตตา เป็นไฉน?
-> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญ ผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด

 97 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอน ร้อยกรองหลากลีลา / Re: ๛ รอการบันทึก ๛
 เมื่อ: 25, พฤษภาคม, 2569, 02:48:00 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


ทุกคืนค่ำย้ำเตือนไม่เลือนลับ
ใจยังนับวันคอยหลายร้อยสิ่ง
ต่อให้โลกแปรปรวนไม่รวนทิ้ง
ใจยังนิ่งมั่นคงตรงที่เธอ

ฝาตุ่ม


ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ร่วมต่อกลอนนะคะ
เห็นกระทู้นิ่งอยู่นาน กระทู้นี้ มีแต่สำนวนที่ไพเราะ
หากกลอนที่หนูเขียนไม่ไพเราะ ขออภัยด้วยนะคะ
 AddEmoticons00949

 98 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / ห้องนั่งเล่นพักผ่อน / Re: แค่..อยากฟังเพลง
 เมื่อ: 25, พฤษภาคม, 2569, 02:27:23 PM 
เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม


เพิ่งรู้ซึ้งถึงความจริงสิ่งเฝ้าคิด
เมื่อยามมิตรจากไกลใจไหวหวั่น
ขออภัยอดีตที่ช้ำกัน
โปรดกลับมาสัญญานั้นอย่าทิ้งเลย

 
ฝาตุ่ม

รักเธอไม่มีวันหยุด



 99 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 25, พฤษภาคม, 2569, 11:19:38 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๖/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

(๓) จิต เป็นไฉน?
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่าจิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยกรุณานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า กรุณาจิต
(๔) คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ หรือทิศเบื้องขวางหรือทิศต่างๆ
(๕) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๖) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่ เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าอยู่
(๗) คำว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศเบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่างๆ ก็ฉันนั้น
(๘) คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า มีอธิบายว่า กำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด ไม่ส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้
(๙) คำว่า กรุณาจิต มีอธิบายว่า ในบทเหล่านั้น กรุณา เป็นไฉน?
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสารในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า กรุณา
(๑๐) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่าจิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยกรุณานี้ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า กรุณาจิต
(๑๑) บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวางจิตใดกว้างขวาง จิตนั้นหาประมาณมิได้; จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มีเวร; จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีพยาบาท
(๑๒) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๑๓) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า อยู่
[ง] มุทิตาอัปปมัญญานิทเทส = หลักธรรมว่าด้วยการแผ่ความพลอยยินดี (มุทิตา) ไปสู่สัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ (อัปปมัญญา) โดยจิตใจยินดีเมื่อผู้อื่นได้รับความสุขหรือประสบความสำเร็จ ปราศจากความริษยา
(๑) ก็ภิกษุแผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร?
-> ภิกษุแผ่มุทิตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจแล้ว พึงพลอยยินดี ฉะนั้น
(๒) ในบทเหล่านั้น มุทิตา เป็นไฉน?
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดีในสัตว์ทั้งหลาย มุทิตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
~ มุทิตาเจโตวิมุตติ = คือ สภาวะจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง (โดยเฉพาะความริษยา) ด้วยอำนาจแห่งการเจริญสมาธิที่มี มุทิตา (ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) เป็นอารมณ์
(๓ ) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยมุทิตานี้ ด้วยเหตุ นั้นจึงเรียกว่า มุทิตาจิต
~ มุทิตาจิต = ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จ มีลาภ ยศ สรรเสริญ หรือมีความสุข โดยไม่มีความริษยา
(๔) คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ หรือทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่างๆ
(๕) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๖) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่
(๗) คำว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ก็ฉันนั้น; ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น; ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น; ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น; ทิศเบื้องต่ำก็ฉันนั้น; ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น; ทิศต่างๆ ก็ฉันนั้น
(๘) คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า มีอธิบายว่าเป็นคำกล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมด ไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้
(๙) คำว่า มุทิตาจิต มีอธิบายว่า ในบทเหล่านั้น มุทิตา เป็นไฉน?
-> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดีในสัตว์ทั้งหลาย มุทิตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา
~ มุทิตาเจโตวิมุตติ = คือ สภาวะจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง (โดยเฉพาะความริษยา) ด้วยอำนาจแห่งการเจริญสมาธิที่มี มุทิตา (ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) เป็นอารมณ์
(๑๐) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียก ว่า จิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยมุทิตานี้ ด้วยเหตุ นั้น จึงเรียกว่า มุทิตาจิต
(๑๑) บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวาง; จิตใดกว้างขวาง จิตนั้นหาประมาณมิได้; จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มีเวร; จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีพยาบาท
(๑๒) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๑๓) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่

 100 
 คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
 เมื่อ: 24, พฤษภาคม, 2569, 08:33:42 AM 
เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร

(ต่อหน้า ๑๕/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์

[ข] เมตตาอัปปมัญญานิทเทส =  คือ การอธิบายหลักการแผ่ความรักความปรารถนาดีที่บริสุทธิ์ ให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีขอบเขต จำกัด หรือเจาะจงบุคคล (อัปปมัญญา)
(๑) ก็ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร?
-> ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจแล้ว พึงรักใคร่ ฉะนั้น
(๒) ในบทเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน?
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่; ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า เมตตา
~ เมตตาเจโตวิมุตติ = การอบรมเจริญเมตตาจนจิตสงบถึง ขั้นอัปนาสมาธิ เป็นฌานจิต ไม่ใช่กามาวจรจิตที่เป็นขณิกสมาธิ จิตต้องสงบ ระงับจากนิวรณ์ แผ่ความหวังดี ความปรารถนาดีไปในทุกทิศ โดยไม่เลือกบุคคล ไม่มีเจาะจง ไม่เว้นใครๆ เป็นเมตตาที่มีกำลังมาก
(๓) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
~ มนายตนะ = จิต ชื่อว่าอายตนะ(ที่ต่อ) เพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิกเกิด องค์ธรรม ได้แก่จิตทั้งหมด
~ มนินทรีย์วิญญาณ = คือ จิตที่เป็นใหญ่ในการรับรู้และเสพอารมณ์ที่เกิดทางใจ (ธรรมารมณ์) เป็น ๑ ในอินทรีย์ ๒๒ ทำหน้าที่น้อมจิตไปในการรับรู้สิ่งต่างๆ (มโนวิญญาณ) ทั้งเวทนา สัญญา และสังขาร
~ วิญญาณขันธ์ = หรือ จิต เป็นหนึ่งใน ชันธ์ ๕ หมายถึงสภาพธรรมที่รู้แจ้งซึ่งอารมณ์ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นประธาน ในการรู้แจ้งซึ่งอารมณ์ ได้แก่ จิตทุกประเภท ที่มี ๘๙ ดวง หรือโดยละเอียด ๑๒๑ ดวง ซึ่ง มีหลากหลายจิต หลากหลายประเภท
~ มโนวิญญาณธาตุ = (สภาพที่รู้แจ้งทางใจ) + ธาตุ (สภาพที่ไม่ใช่สัตว์ ) ธาตุคือสภาพที่รู้แจ้งทางใจ หมายถึง จิต ๗๖ ดวง (ไม่รวมปัญจวิญญาณธาตุ ๑๐ ดวง และมโนธาตุ ๓ ดวง) จิต ๗๖ ดวงนี้ เป็นมโนวิญญาณธาตุ เพราะรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๖ อารมณ์ และเกิดได้ทั้ง ๖ ทวาร และวิบากจิตบางดวงที่ทำกิจปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ก็รู้อารมณ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยทวาร
จิต ๘๙ ดวง จำแนกโดยความเป็นธาตุได้ ๗ อย่าง คือ
(๓.๑) จักขุวิญญาณธาตุ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๒) โสตวิญญาณธาตุ ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๓) ฆานวิญญาณธาตุ ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๔) ชิวหาวิญญาณธาตุ ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๕) กายวิญญาณธาตุ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒ ดวง (๓.๖) มโนธาตุ ได้แก่ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง (๓.๗) มโนวิญญาณธาตุ ได้แก่ จิต ๗๖ ดวงที่เหลือ
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมตตาจิต
(๔) คำว่า ทิศหนึ่ง ได้แก่ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก หรือทิศเหนือ หรือทิศใต้ หรือทิศเบื้องสูง หรือทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง หรือทิศต่างๆ
(๕) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๖) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ประพฤติเป็นไปอยู่ รักษาอยู่เป็นไปอยู่ ให้เป็นไปอยู่ เที่ยวไปอยู่ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่
(๗) คำ ว่า ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น มีอธิบายว่า ทิศหนึ่งฉันใด ทิศที่ ๒ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๓ ก็ฉันนั้น ทิศที่ ๔ ก็ฉันนั้น ทิศเบื้องสูงก็ฉันนั้น ทิศเบื้องต่ำก็ฉันนั้น ทิศเบื้องขวางก็ฉันนั้น ทิศต่างๆ ก็ฉันนั้น
(๘) คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า มีอธิบายว่า คำว่า สัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า นั้นเป็นคำกล่าวกำหนดเอาสัตว์ทั่วทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ หาส่วนเหลือมิได้
(๙) คำว่า เมตตาจิต มีอธิบายว่า ในบทเหล่านั้น เมตตา เป็นไฉน?
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า เมตตา
(๑๐) จิต เป็นไฉน?
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
-> จิตนี้ สหรคต เกิดร่วม เจือปน สัมปยุต ด้วยเมตตานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมตตาจิต
(๑๑) บทว่า ไพบูลย์ มีอธิบายว่า จิตใดไพบูลย์ จิตนั้นกว้างขวาง; จิตใดกว้างขวาง จิตนั้นหาประมาณมิได้; จิตใดหาประมาณมิได้ จิตนั้นไม่มีเวร; จิตใดไม่มีเวร จิตนั้นไม่มีพยาบาท
(๑๒) บทว่า แผ่ไป คือ กระจายออกไป น้อมจิตไป
(๑๓) บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า อยู่
[ค] กรุณาอัปปมัญญานิทเทส = คือการแผ่จิตสงสาร ปรารถนาให้สัตว์โลกพ้นทุกข์ไม่มีประมาณไปทั่วทิศ
(๑) ก็ภิกษุแผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ เป็นอย่างไร?
-> ภิกษุแผ่กรุณาจิตไปยังสัตว์ทั้งปวง เหมือนบุคคลเห็นบุคคลคนหนึ่งผู้ตกทุกข์ได้ยากแล้ว พึงสงสาร ฉะนั้น
(๒) ในบทเหล่านั้น กรุณา เป็นไฉน?
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสารในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ อันใด นี้เรียกว่า กรุณา
~ กรุณาเจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิตจากพยาบาท (ความโกรธ) ด้วยกำลังสมาธิขั้นฌานที่ประกอบด้วยความปรารถนาอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ เป็นการเจริญใจให้เปี่ยมด้วยเมตตา แผ่ขยายออกไปไม่จำกัดต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง จนใจสงบระงับจากกิเลสและนิวรณ์

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.163 วินาที กับ 18 คำสั่ง
กำลังโหลด...