ต้องรีบจัดปลาทูใส่ขันโตก แล้วคอยโบกพัดวีข้างที่นั่ง
|
91
เมื่อ: 02, กันยายน, 2569, 06:50:11 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ฝาตุ่ม | ||
|
ต้องรีบจัดปลาทูใส่ขันโตก แล้วคอยโบกพัดวีข้างที่นั่ง |
||
|
92
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 02, กันยายน, 2569, 01:08:15 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๔) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา - ปัญญาที่ไม่ได้จัดอยู่ในวัฏสงสาร หรือเรียกอีกอย่างว่าปัญญาในโลกุตตรธรรม (ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ ที่นำไปสู่การหลุดพ้น) [๕] ญาณ ๔ = ความรู้แจ้งในทางธรรม (๑) ธัมมญาณ เป็นไฉน? ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ธัมมญาณ - ปัญญาความรู้ในสัจธรรม -> พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปในอดีตและอนาคตด้วยธรรมนี้ที่พระองค์ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงหยั่งถึงแล้วว่า ~ ปัจจเวกขณญาณ = ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน เป็นปัญญาทางธรรมที่ใช้ตรวจสอบผลลัพธ์หลังจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือการบรรลุมรรคผล -> ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์แล้ว ได้รู้ทุกขสมุทัยแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแล้ว -> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ ได้รู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็ได้รู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เอง -> ในอนาคตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักรู้ทุกข์ จักรู้ทุกขสมุทัย จักรู้ทุกขนิโรธ จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกข์นี้เอง -> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง (๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในการส่งนัยคือปัจจเวกขณญาณไปนั้น อันใด นี้เรียกว่า อันวยญาณ - ปัญญาความรู้ในการคิดพิจารณาคล้อยตามเหตุผล เป็นการรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ล้วนเป็นไปตามกฎแห่งเหตุผล (๓) ปริจจญาณ เป็นไฉน? = ปัญญาความรู้ในการกำหนดรู้ชัดในสภาพจิตของผู้อื่น -> ภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้จิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นด้วยจิต (ของตน) -- คือ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ -- จิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ -- จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ -- จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ, จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ -- จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ -- จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ -- จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน -- จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหัคคตะ -- จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหัคคตะ -- จิตเป็นสอุตตระ ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นสอุตตระ -- จิตเป็นอนุตตระ ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นอนุตตระ -- จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น -- จิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น -- จิตหลุดพ้นก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น -- จิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตยังไม่หลุดพ้น -> ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในจิตของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นนั้น อันใด นี้เรียกว่า ปริจจญาณ (๔) ยกเว้นธัมมญาณ อันวยญาณ ปริจจญาณ = ปัญญาที่เหลือ เรียกว่า สัมมติญาณ - เป็นความรู้ความเข้าใจในระดับสมมติต่างๆ [๖] แจกประเภทของปัญญาตามการทำงานของจิต (๑) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจยโนอปจยปัญญา - ปัญญาที่เกิดกับกุศลจิตในระดับกามาภูมิ (๒) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยโนอาจยปัญญา (๓) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรกุศลธรรม ชื่อว่า อาจยอปจยปัญญา - ปัญญาในฌานขั้นรูปพรหมและอรูปพรหม (๔) ปัญญาที่เหลือชื่อว่า เนวาจยโนอปจยปัญญา |
||
|
93
เมื่อ: 02, กันยายน, 2569, 10:57:10 AM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
คงต้องเจอเธอป่วนอันธพาล ทั้งผ้าม่านหลุดร่วงเป็นห่วงจัง ![]() |
||
|
94
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 02, กันยายน, 2569, 08:19:32 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๓) อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด -- ปรารภธรรมทั้งภายในและภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา - ปัญญาที่รู้ชัด ธรรมทั้งภายในและภายนอกรวมกัน ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ จตุกกนิทเทส [ฑ] ในญาณวัตถุหมวดละ ๔ นั้น [๑] จำแนกญาณทั้ง ๔ ตาม ระดับของปัญญาตั้งแต่โลกิยะ ไปจนถึงระดับสูงสุดที่เป็นโลกุตตระ (๑) กัมมัสสกตาญาณ เป็น ไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด -- มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชาพระรัตนตรัยมีผล โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ทั่วกัน มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ นี้เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณ -- ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ กุศลปัญญาที่เป็นสาสวะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า กัมมัสสกตาญาณ (๒) สัจจานุโลมิกญาณ เป็นไฉน? -- อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด -- มีลักษณะรู้อย่างนี้ : ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง : ว่าเวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง :ว่าสัญญาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง : ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงดังนี้บ้าง : ว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง นี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ (๓) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อ มัคคสมังคิญาณ - ในขณะที่เกิดเป็นมรรคญาณทั้ง ๔ ปัญญาจะทำหน้าที่ประหารกิเลสในขณะรู้แจ้งอริยสัจ (๓.๑) โสดาปัตติมรรคญาณ - ประหารกิเลสละสังโยชน์ ๓ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส รู้แจ้งอริยสัจ (๓.๒) สกทาคามิมรรคญาณ - ประหารกิเลส ทำกามราคะและปฏิฆะให้เบาบางลงอย่างมาก (๓.๓) อนาคามิมรรคญาณ - ประหารกิเลสละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้หมดสิ้น (รวมถึงกามราคะและปฏิฆะ) (๓.๔) อรหัตตมรรคญาณ - ประหารกิเลสละสังโยชน์เบื้องสูงที่เหลือทั้งหมด (รูปราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจะ, อวิชชา) ตัดขาดจากวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิง (๔) ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่า ผลสมังคิญาณ - ปัญญาในขณะที่เกิดเป็นผลญาณทั้ง ๔ ที่เสวยวิมุตติสุขจากการตัดกิเลสแล้ว (๔.๑) โสดาปัตติผลญาณ - ปัญญาของพระโสดาบัน (๔.๒) สกทาคามิผลญาณ - ปัญญาของพระสกทาคามี (๔.๓) อนาคามิผลญาณ - ปัญญาของพระอนาคามี (๔.๔) อรหัตตผลญาณ - ปัญญาของพระอรหันต์ [๒] มัคคสมังคิฌาณ = หรือ มรรคสามัคคี คือ ภาวะที่องค์ประกอบของอริยมรรคมีองค์ ๘ รวมตัวและทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวในจิตขณะที่เกิด มรรคญาณ (ปัญญาที่ตัดกิเลส) เพื่อนำไปสู่การบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้แก่ (๑) ความรู้แม้ในทุกข์นี้ = สภาพที่ทนได้ยาก (๒) ความรู้แม้ในทุกขสมุทัยนี้ = เหตุแห่งความทุกข์ (๓) ความรู้แม้ในทุกขนิโรธนี้ = ความดับทุกข์ (๔) ความรู้แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ = ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) [๓] ญาณเหล่านี้เรียกว่า "สัจจญาณการหยั่งรู้ความจริง (๑) ทุกขญาณ เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขญาณ (๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิ.ทุกขสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยญาณ ฯลฯ (๓) ปรารภทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธญาณ ฯลฯ (๔) ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ - ปัญญาหยั่งรู้ในข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค) [๔] แจกปัญญาตามภูมิและการหลุดพ้นจากกิเลส (๑) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามาวจรปัญญา - ปัญญาที่เกิดในกามาวจรกุศล (กุศลในขั้นกามภูมิ) และกามาวจรอัพยากตธรรม (๒) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจรปัญญา - ปัญญาที่เกิดในรูปาวจรกุศล (กุศลของผู้ได้รูปฌาน) และรูปาวจรอัพยากตธรรม (๓) ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปาวจรปัญญา - ปัญญาที่เกิดในอรูปาวจรกุศล (กุศลของผู้ได้อรูปฌาน) และอรูปาวจรอัพากตธรรม |
||
|
95
เมื่อ: 01, กันยายน, 2569, 10:41:03 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย Black Sword | ||
|
ถ้าคุณนายขัดเคืองจะเรื่องใหญ่ ทิชชู่มีเท่าไหร่เลอะทั่วบ้าน |
||
|
96
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 01, กันยายน, 2569, 04:21:40 PM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (๒) มหัคคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด -- ปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มหัคคตารัมมณปัญญา - ปัญญาที่กำหนดรู้ "มหัคคตธรรม" (อารมณ์อันยิ่งใหญ่ เช่น รูปาวจรจิต, อรูปาวจรจิต หรือฌานสมาบัติ) (๓) อัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด -- ปรารภอัปปมาณธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัปปมาณารัมมณปัญญา - ปัญญาที่กำหนดรู้ "อัปปมาณธรรม" (อารมณ์อันหาประมาณมิได้ เช่น มรรค ๔ ผล ๔ หรือนิพพาน) [๑๒] แจกลักษณะของปัญญาที่เกิดขึ้นตามอริยมรรค (ทางดับทุกข์) (๑) มัคคารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคารัมมณปัญญา - ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมี "มรรค" (ทางปฏิบัติ) เป็นอารมณ์ (๒) ปัญญา ในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคเหตุกปัญญา - ปัญญาที่เกิดขึ้นใน "มรรค ๔" (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) โดยมีองค์ธรรมของมรรคเป็นเหตุ (๓) มัคคาธิปตินีปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคาธิปตินีปัญญา - ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมี "มรรค" เป็นอธิบดี คือเป็นธรรมประธานหรือเป็นใหญ่ในการเป็นผู้นำจิตไปสู่การรู้แจ้ง [๑๓] ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ = จิตและเจตสิกที่เป็นผลของกรรม ในภูมิ ๔ นั้น สามารถจำแนกการเกิดขึ้นได้ตามสภาวธรรม (๑) เป็นอุปปันนะก็มี = คือ ปัญญาที่เป็นวิบากซึ่งกำลังเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ณ ขณะนั้น (ในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน) (๒) เป็นอุปปาทินีก็มี = คือ ปัญญาที่เป็นผลของกรรมที่จัดให้เกิด (กัมมปัจจัย) ซึ่งจะนำส่งผลให้ปฏิสนธิและก่อให้เกิดความเจริญเติบโตสืบต่อกันไป (๓) กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอนุปปันนะ = เพราะปัญญาที่เกิดร่วมกับวิปากจิตจัดเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริง เป็นผลของกรรมที่เกิดและตั้งอยู่ ไม่ใช่สภาพที่ไม่มีหรือยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย [๑๔] ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (๑) เป็นอุปปันนะก็มี (๒) เป็นอนุปปันนะก็มี (๓) กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นอุปปาทินี [๑๕] ปัญญาทั้งหมดนั้นแล (๑) เป็นอตีตปัญญาก็มี (๒) เป็นอนาคตปัญญาก็มี (๓) เป็นปัจจุปปันนปัญญาก็มี [๑๖] (๑) อตีตารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อตีตารัมมณปัญญา (๒) อนาคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อนาคตารัมมณปัญญา (๓) ปัจจุปันนารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด -- ปรารภธรรมอันเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา [๑๗] ปัญญาทั้งหมดนั้นแล (๑) เป็นอัชฌัตตปัญญาก็มี (๒) เป็นพหิทธาปัญญาก็มี (๓) เป็นอัชฌัตตพหิทธาปัญญาก็มี [๑๘] จัดหมวดหมู่ปัญญาตามลักษณะของ "อารมณ์" (สิ่งที่จิตเข้าไปรู้) (๑) อัชฌัตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด -- ปรารภธรรมอันเป็นไปภายในเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตารัมมณปัญญา - ปัญญาที่รู้ชัด ธรรมที่เป็นไปภายใน (อารมณ์ภายในตน) (๒) พหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า พหิทธารัมมณปัญญา - ปัญญาที่รู้ชัด ธรรมที่เป็นภายนอก (อารมณ์ภายนอกตน) |
||
|
97
เมื่อ: 01, กันยายน, 2569, 02:55:52 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
![]()
|
|||
|
98
เมื่อ: 01, กันยายน, 2569, 02:19:59 PM
|
|||
| เริ่มโดย ลิตเติลเกิร์ล - กระทู้ล่าสุด โดย ลิตเติลเกิร์ล | |||
|
|||
|
99
เมื่อ: 01, กันยายน, 2569, 12:37:04 PM
|
||
| เริ่มโดย บ้านกลอนน้อย - กระทู้ล่าสุด โดย ขวัญฤทัย (กุ้งนา) | ||
|
มีใครบ้างกล่องถือลงชื่อมา หากชักช้าคุณนายเคืองเรื่องจะบาน ![]() |
||
|
100
คำประพันธ์ แยกตามประเภท / กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม / Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
เมื่อ: 01, กันยายน, 2569, 11:03:14 AM
|
||
| เริ่มโดย แสงประภัสสร - กระทู้ล่าสุด โดย แสงประภัสสร | ||
|
(ต่อหน้า ๕๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ [๔] สภาวะของธรรม เกี่ยวกับวิบาก (๑) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากปัญญา - ปัญญาที่หยั่งรู้ในผลของกรรม (วิบาก) (๒) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากธัมมธรรมปัญญา - ปัญญาที่หยั่งรู้สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล (๓) ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนววิปากนวิปากธัมมธรรมปัญญา - ปัญญาที่หยั่งรู้ในธรรมที่ไม่ใช่วิบากและไม่ใช่เหตุให้เกิดวิบาก (เช่น กิริยาจิตของพระอรหันต์) [๕] อุปาทินนติกะ = หมวด ๓ เกี่ยวกับความยึดมั่น (๑) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิยปัญญา - ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ (วิบากของจิตที่ถูกอุปาทานยึดครอง) (๒) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา - ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ และในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (สภาพธรรมที่กรรมไม่ได้ยึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้) (๓) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญา - ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔ [๖] จำแนก "ปัญญา" ตามองค์ฌานคือ วิตก (การตรึก) และ วิจาร (การประคองจิต) (๑) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า สวิตักกสวิจารปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับทั้งวิตกและวิจาร (๒) ปัญญาอันวิปปยุตด้วยวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า อวิตักกวิจารมัตตปัญญา - ปัญญาที่ไม่มีวิตก (ปราศจากการตรึก) แต่ยังมีวิจารอยู่ (๓) ปัญญาอันวิปปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า อวิตักกาวิจารปัญญา - ปัญญาที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (จิตเป็นอุเบกขา) [๗] จำแนกปัญญาตาม เวทนา (ความรู้สึกที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น (๑) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ (ความอิ่มใจ แช่มชื่น) (๒) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับสุข (ความสบายกายหรือสบายใจ) (๓) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา [๘] จำแนกปัญญา ตามหน้าที่และการส่งผลต่อกิเลสและวัฏสงสาร (๑) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาจยคามินีปัญญา - ปัญญาที่เกิดในกุศลธรรมระดับโลกียภูมิ ๓ เป็นปัญญาที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เปรียบเสมือนการสั่งสมหรือเพิ่มพูน (๒) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยคามินีปัญญา - ปัญญาในมรรค ๔ ซึ่งเป็นปัญญาทำลายกิเลส เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เปรียบเสมือนการตัดละหรือลดทอนกิเลสให้เบาบางลง (๓) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา - ปัญญาในวิบากธรรม (ผลของกรรม) และกิริยาอัพยากตธรรม เป็นปัญญาที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นไปเพื่อการสั่งสมวัฏสงสาร และไม่ได้เป็นไปเพื่อการตัดละกิเลส [๙] จำแนกตามบุคคลผู้มีปัญญา (๑) ปัญญาในมรรค ๔ ในผล ๓ ชื่อว่า เสกขปัญญา - ปัญญาที่เป็นของพระเสกขะ คือ ปัญญาของผู้ที่ยังต้องศึกษาปฏิบัติธรรม (ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันตมรรค) (๒) ปัญญาในอรหัตตผลอันเป็นส่วนเบื้องสูง ชื่อว่า อเสกขปัญญา - ปัญญาที่เป็นของพระอเสกขะ คือ ปัญญาของผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้ว หรือพระอรหันต์ผู้จบกิจในพรหมจรรย์ (๓) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓, ในวิปากธรรมในภูมิ ๓,ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวเสกขานาเสกขปัญญา - ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสกขะ และไม่ใช่ของพระอเสกขะ (มักหมายถึง ปัญญาของปุถุชนทั่วไป รวมถึงกิริยาจิตและปัญญาทางโลก) [๑๐] แจกปัญญาตามระดับภูมิของจิตและการรับรู้ (๑) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า ปริตตปัญญา - ปัญญาขั้นต้น เป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการรับรู้ในระดับกามาวจรภูมิ (โลกียปัญญาในระดับกามคุณ) (๒) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม รูปาวจรอัพยากตธรรม อรูปาวจรกุศลธรรม และอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า มหัคคตปัญญา - ปัญญาขั้นกลาง ความหยั่งรู้ที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาในระดับรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ (ระดับฌาน) (๓) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อัปปมาณปัญญา - ปัญญาขั้นสูงสุด ที่รู้แจ้งในมรรคและผล (โลกุตตรปัญญา) ซึ่งเป็นความรู้ที่หาประมาณมิได้ [๑๑] แจกตาม "อารมณ์" (สิ่งที่จิตรู้) ที่ปัญญาเหล่านั้นเข้าไปรับรู้ (๑) ปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ -- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด -- ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปริตตารัมมณปัญญา - ปัญญาที่กำหนดรู้ "ปริตตธรรม" (อารมณ์เล็กน้อย เช่น กามาวจรจิต ๕๔, เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘) |
||



