Username:
Password:
บ้านกลอนน้อยฯ
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล
>>
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
>>
กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
>>
ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า:
1
...
24
25
[
26
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร (อ่าน 333786 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
7890
ออฟไลน์
ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1304
|
|
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
«
ตอบ #375 เมื่อ:
วันนี้
เวลา 09:15:53 AM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร
(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ วจีกรรมเห็นปานนี้ เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยวจีกรรมนั้นแล
[ง] ทรงสอนให้พิจารณามโนกรรม
(๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางใจ เธอพึงพิจารณามโนกรรมนั้นเสียก่อนว่า
-> ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางใจ ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละมโนกรรมเห็นปานนี้
(๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนมโนกรรมเห็นปานนี้
(๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางใจแล้ว ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงอึดอัด ระอา รังเกียจมโนกรรมเห็นปานนี้ แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลาง. อยู่ด้วยมโนกรรมนั้นแล
(๑๐) ราหุล สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมแล้ว
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดพิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระมโนกรรม อย่างนี้
-> แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักชำระกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้ว
จักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรมอย่างนี้แล
(๑๑) ถึงสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลกำลัง ชำระกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอยู่
~ สมณะหรือพราหมณ์ = ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวกของพระตถาคต
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้วจึงชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระมโนกรรม อย่างนี้แล
(๑๒) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราพิจารณาดีแล้วจักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรม’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล
(๑๓) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
จูฬราหุโลวาทสูตรที่ ๑ จบ
รายนามผู้เยี่ยมชม :
ลิตเติลเกิร์ล
,
ขวัญฤทัย (กุ้งนา)
,
ข้าวหอม
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
7890
ออฟไลน์
ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1304
|
|
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
«
ตอบ #376 เมื่อ:
วันนี้
เวลา 02:39:33 PM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (สูตรว่าด้วยประทานโอวาทแก่พระมาลุงกย สูตรใหญ่)
วสันตภุชงคฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ
๑.กราบพุทธ์เจ้าพระอรหันต์.......................กรุณดั้นประชา,สงฆ์
เป็นศาสดาพิริยะบ่ง.......................................ตริสั่งสอนอดุลย์ธรรม
๒.ทรงนำอริยสัจสี่พร้อม.............................แสดงแล
ธรรมผลักทุกข์เข็ญแฉ...................................ล่วงแล้ว
ชน,สาวกทราบแด..........................................ลุแน่ว อรหันต์
มิกลับมาเกิดแป้ว............................................กล่าวทั้งภพสาม
๓.คราวพุทธเจ้าลุจระเกร่............................."วิหารเชตวัน"ราม
สาวกลุเฝ้าเจาะสุตะความ................................กะ"โอรัมยะสังฯ"แล
๔.แฉพุทธ์องค์มุ่งแท้....................................ถามครา ภิกขุ
ทรงเทศน์"โอรัมภาฯ".......................................ก่อนนี้
มีใครจุ่งจำหนา................................................รายละเอียด
ตอบรี่",มาลุงฯ"ชี้..............................................บ่งห้า"โอรัมฯ"
๕."มาลุงฯ"เจาะปัญจมะสิฉาย.........................ลุ"สักกายฯ"ซิยึดทำ
"สีลัพฯ,ระแวง,วิจิฯ"กระหน่ำ..............................ปะ"กามราคะ,ฆาต"เผย
๖.พุทธ์องค์เคยกล่าวไว้................................ยึดตน สักกายฯ
เดียรถีย์เถียงยล..............................................เกี่ยงแย้ง
ทารกไม่คิดดล.................................................ยึดมั่น ตัวตน
จะก่อสักกายฯแสร้ง.........................................เกิดได้ไฉน
๗.พุทธ์เจ้าสิตรัสผิศิศุชี้................................จะไม่มีตริ"ตน"ได้
แต่มีกิเลสเลาะอนุสัย........................................ณ ตอนโตจะทำงาน
๘.พุทธ์องค์กรานถูกต้อง...............................สงสัย "วิจิกิจฯ"
เด็กอ่อนมิคิดใด...............................................นิ่งเฝ้า
กิเลสนิ่งนอนไกล.............................................เฉยอยู่
เติบใหญ่มีเหตุเร้า............................................จึ่งพร้อมแสดงหนา
๙.ศีลหลายมิมีกะศิศุฉาย..............................เพราะนอนหงายมิคิดกล้า
"สีลัพฯ"มิเกิดอภวคว้า......................................กิเลสนอนกะเด็กแล
๑๐.แฉกามอันอื่นนั้น....................................พอใจ "กามฉันทะ"
เด็กไม่มีรักใด..................................................นิ่งแท้
"กามราคะ"นอนไป...........................................มิตื่น
เติบใหญ่เหตุครบแล้........................................จุ่งพร้อมทำการ
๑๑.เด็กอ่อนมิคิดปะทะกะใคร.......................เพราะห่างไกลจะคิดพาล
แต่เชื้อกิเลสศยณะขาน...................................ซินอนแฝงชลอเผย
๑๒.อานนท์เปรยพุทธ์เจ้า.............................เทศนา "โอรัมฯ"
ตัดกิเลสถาวรครา...........................................มุ่งห้า
พุทธ์องค์บ่งกิเลสมา........................................ชนไป่ ฟังธรรม
มิชิธรรมขาดล้า..............................................กิเลสท้นตัวตน
๑๓."สักกายฯ"สิรุมหทยะชัด.........................อุบายตัดละไม่ยล
"สักกายกิเลสปะปุถุชน....................................จะถูกรัด ณ วัฏเวียน
๑๔.จิตคนเถียรรัดด้วย................................."วิจิกิจฉา สงสัย"
"สังโยชน์ฯ"ผูกมัดครา......................................คุดคู้
ลังเลรัตน์ตรัยพา.............................................จิตห่าง โลกธรรม
พลังไม่มีจะสู้...................................................ตัดแลัวขจัดไกล
๑๕."สีลัพฯ"สิทำหทยะจด..............................เจาะ"ศีล,พรตและงามไข
เชื่อว่าพิธีจะหิตะไซร้.......................................สะอาดทุกข์มลานเผย
๑๖.เปรยชนมิห่อนรู้.....................................กับอุบาย สลัดออก
สีลัพฯสังโยชน์ฉาย.........................................ผูกแท้
กำลังแกร่งจะตัดวาย.......................................ควรจ่อ ธรรมสูง
เจริญมรรคแปดครบแล้...................................ตัดสิ้นกิเลสแฉ
รายนามผู้เยี่ยมชม :
ต้นฝ้าย
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "แสงประภัสสร"
..
หน้า:
1
...
24
25
[
26
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล - มยุรธุชบูรพา
-----------------------------
=> อ่านข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ - สมาชิกใหม่ ทักทาย แนะนำตัวที่นี่
=> ห้องกลอน คุณอภินันท์ นาคเกษม
=> ห้องกลอน คุณคนบอ มือสี่
=> สารบัญกลอน สมาชิกนักกลอน
-----------------------------
ห้องเรียน
-----------------------------
=> ห้องเรียนรู้คำประพันธ์ ประเภทกลอน
=> ห้องเรียนฉันท์
=> ห้องเรียน กลบท
=> ห้องเรียน โคลงกลบท
=> ห้องศึกษา ภาพโคลงกลบท
=> ห้องศึกษา กาพย์ โคลง ร่าย
=> ห้องหนังสือ บ้านกลอนน้อย
=> ห้องฟัง การขับ เสภา และอื่น ๆ
-----------------------------
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
-----------------------------
=> กลอน ร้อยกรองหลากลีลา
=> คำประพันธ์เนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
=> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
=> กลอนเปล่าสบาย ๆ
=> กลอนจากที่อื่น และจากกวีที่ชื่นชอบ
=> โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต
=> กลบท
=> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป
=> ห้องนั่งเล่นพักผ่อน
===> เส้นคั่นสวย ๆ
===> รูปภาพน่ารัก
กำลังโหลด...