(ต่อหน้า ๔/๘) ประมวลธรรม : ๖๘.อัฏฐกนาครสูตร
๖๙.ตริก็พระธรรมสิหนึ่ง......................ซิพึงลุผ่าน
ลุอนะ"อาสะฯ"ราน..................................เลาะแดนสุขา
๗๐.คราอานนท์แจงเสร็จ.....................เด็ด"ทสมะ"เปรียบแล้
ดุจดั่งแสวงทรัพย์แท้..............................."หนึ่ง"น้อมพบถึง สิบเอ็ด
๗๑.อมตะทรัพย์สิข้าฯ.........................เสาะหาเหมาะตรึง
มนะเจาะ"หนึ่ง"ตะคลึง.............................ซิพบสกล
๗๒.ยล"อานนท์"ดุจเรือน......................เยือนประตูสิบเอ็ดแท้
ไฟท่วมราบหมดแล้.................................."หนึ่ง"พร้อมปลอดภัย
๗๓.ก็ดุจะข้าพเจ้า................................ลุเกล้าไสว
จะเสาะสิ"หนึ่ง"ละไม................................ประเทืองคณา
๗๔.ครา"ทสมะ"เปรย............................เคยเป็นนักบวชแล้
นอกศาสน์พุทธ์ชินแล้...............................จุ่งน้อม"อานนท์" ดุจเดียว
๗๕."ทสมะ"จัดสิหนา.............................เจาะผ้าซิยล
อริยะสงฆ์สกล.........................................ถวายสิภัตร
๗๖.ชัดถวาย"วิหาร"..............................กรานอานนท์แน่แล้ว
เพราะศรัทธาใจแผ้ว.................................นบน้อมพระคุณ ฯ|ะ
แสงประภัสสร
๒. อัฏฐกนาครสูตร : ว่าด้วยทสมคฤหบดี : พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย [เล่มที่ 20] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๒๘
https://share.google/ZqX2yCtxJfbNGDHwMพระอานนท์ = คือ พุทธอุปัฏฐาก ของพระโคตมพุทธเจ้า และเป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ โอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ พระเจ้าอาของเจ้าชายสิทธัตถะ พระอานนท์เป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า เพราะเกิดวันเดือนปีเดียวกัน ท่านออกบวชในพระพุทธศาสนาพร้อมกับพระอุบาลีและเจ้าชายอีก ๕ พระองค์ มีพระอนุรุทธะ, พระภัททิยะ, พระภัคคุ, พระกิมพิละ และ พระเทวทัต พระอานนท์ได้รับเลือกเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะหรือผู้ยอดเยี่ยม ๕ ประการ คือ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก, เป็นผู้มีความจำแม่นยำ, เป็นผู้รอบคอบ, เป็นผู้มีความเพียร และ เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่พระพุทธเจ้า พระอานนท์บรรลุพระอรหัตผลหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๓ เดือน ท่านเป็นกำลังสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา คือเป็นผู้วิสัชนาพระธรรม พระอานนท์ปรินิพพานเมื่ออายุ ๑๒๐ ปี
เวฬุวคาม = ชื่อตำบลหนึ่งใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี เป็นที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในพรรษาที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้คือพรรษาสุดท้ายที่จะเสด็จปรินิพพาน
ทสมะ = คหบดีชาวอัฏฐกนคร กราบทูลถามพระอานนท์เกี่ยวกับธรรมอันเป็นเอก (ข้อเดียว) ที่ทำให้จิตหลุดพ้นและบรรลุนิพพาน ใน อัฏฐกนาครสูตร เขาได้สร้างวิหารและบำรุงพระสงฆ์ โดยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการถามหลักการเจริญสมาธิภาวนา อาทิ รูปฌาน ๔, อัปปมัญญา ๔, อรูปฌาน ๓
ธรรมอันเป็นเอก ๑๑ อย่าง = ไม่มีใดเทียม ได้แก่
[ก] รูปฌาน ๔
(๑) ปฐมฌาน
-> ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่
-> พิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ชัดว่า แม้ปฐมฌานนี้ อันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นก่อสร้างขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อสร้างขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้
-> เธอตั้งอยู่ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่สิ้นอาสวะ เพราะความยินดีเพลิดเพลินในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนานั้น แต่สิ้นเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เธอย่อมเป็นโอปปาติกะจะปรินิพพานในที่นั้น จะไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องต่ำ คือ กิเลสที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่ในกามภพ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ - ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา - ความสงสัย (๓) สีลัพตปรามาส - ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยเข้าใจว่ามีได้ด้วยศีลหรือพรต (๔) กามฉันทะ - ความพอใจด้วยอำนาจแห่งกาม) (๕) พยาบาท - ความคิดแก้แค้นผู้อื่น
~ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ (๖) รูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน (๗) อรูปราคะ - ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (๘) มานะ - ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา - ความไม่รู้แจ้ง