(ต่อหน้า ๖/๑๐) ประมวลธรรม : ๗๐.โปตลิยสูตร
๑๑๖.ภาษิตดล"คห์บดี"............................มีความกระจ่างรู้
ประดุจหงายของกู้......................................แจ่มแจ้งมองเห็น
๑๑๗.แสงเจาะสว่างวิกาล.........................ก็ภวพานซิเด่น
นยะประกาศมิเร้น........................................พระอภิธรรม
๑๑๘.คำ"คห์บดี"แล..................................แฉขอถึงพุทธ์เจ้า
คราพระธรรม,สงฆ์เกล้า...............................พึ่งแท้ตลอดกาล ฯ|ะ
แสงประภัสสร
๔. โปตลิยสูตร ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี: [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
https://share.google/6ptl3yfWVAnA34NdMโปตลิยสูตร (ว่าด้วยโปตลิยคฤหบดี)
อังคุตตราปชนบท, อังคุตตราปะ = ชื่อแคว้นหนึ่งในชมพูทวีปครั้งพุทธกาล มีเขตติดต่อกับแคว้นอังคะ ที่อยู่ทางตะวันออกของมคธ เมืองหลวงเป็นเพียงนิคมชื่อ อาปณะ
โปตลิยคฤหบดี = โปตลิยะ เคยเป็นคฤหบดีที่มั่งคั่ง
[ก] ธรรมเครื่องตัดโวหาร ๘ ประการ
-> พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๘ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ เป็นไฉน
(๑) ปาณาติบาต - พึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์
(๒) อทินนาทาน - พึงละได้เพราะอาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้
(๓) มุสาวาท - พึงละได้เพราะอาศัยวาจาสัตย์
(๔) ปิสุณาวาจา - พึงละได้เพราะอาศัยวาจาไม่ส่อเสียด
(๕) ความโลภจากความกําหนัด - พึงละได้เพราะอาศัยความไม่โลภจากความกําหนัด
(๖) ความโกรธจากการนินทา - พึงละได้เพราะความไม่โกรธด้วยการนินทา
(๗) ความคับแค้นด้วยความโกรธ - พึงละได้เพราะอาศัยความไม่คับแค้นจากความโกรธ
(๘) ความดูหมิ่นท่าน - พึงละได้เพราะอาศัยความไม่ดูหมิ่นท่าน
-> ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๘ ประการนี้แล เรากล่าวโดยย่อ ยังมิได้จําแนกโดยพิสดาร ย่อมเป็นไปเพื่อตัดขาดโวหารในวินัยของพระอริยะ
-> ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความกรุณา จําแนกธรรม ๘ ประการนี้ โดยพิสดารแก่ข้าพเจ้าเถิด
[ข] ธรรมเครื่องตัดโวหาร ๘ ประการ โดยพิสดาร
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี
(๑) ปาณาติบาต - พึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์ = เพราะอาศัยอะไร
-> เห็นว่า เราพึงทําปาณาติบาตเพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราจะปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงทําปาณาติบาต แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ = เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
-> เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย เมื่อตายไปทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย ปาณาติบาตนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้นเพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลงดเว้นจากปาณาติบาตแล้ว อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวดังนี้ว่า ปาณาติบาตพึงละได้เพราะอาศัยการไม่ฆ่าสัตว์ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้
(๒) เรากล่าวว่า อทินนาทานพึงละได้ = เพราะอาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร
-> ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราพึงถือเอาของที่เขามิได้ให้ เพราะเหตุแห่งสังโยชน์เหล่าใด เราปฏิบัติเพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์เหล่านั้น
-> อนึ่ง เราพึงถือเอาของที่เขามิได้ให้ แม้ตนเองพึงติเตียนตนได้ เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย
-> วิญญูชนพิจารณาแล้วพึงติเตียนได้ = เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย เมื่อตายไป ทุคติเป็นอันหวังได้
-> เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย อทินนาทานนี้นั่นแหละ เป็นตัวสังโยชน์ เป็นตัวนิวรณ์
-> อนึ่ง อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่าใด พึงเกิดขึ้น = เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย
-> เมื่อบุคคลงดเว้นจากอทินนาทานแล้ว อาสวะที่เป็นเหตุคับแค้นและกระวนกระวายเหล่านั้น ย่อมไม่มี
คําที่เรากล่าวว่า อทินนาทานพึงละได้ เพราะอาศัยการถือเอาแต่ของที่เขาให้ เรากล่าวเพราะอาศัยข้อนี้