(ต่อหน้า ๙/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร
๑๔๓.ดั่งนี้"พระพุทธะ"คุณะหนา.....................มหิมาเหมาะเสริญแล
ผู้พฤติพระธรรมแน่...........................................ก็จะยอพระคุณเผย
๑๔๔.นาฎบุตรฯเอยเร่าร้อน............................อิจฉา โกรธแรง
เขานบพุทธ์องค์ครา..........................................มากล้น
มีชนนับถือหนา.................................................มากกว่า ตนเอย
ความเครียดเฉียบเกิดท้น..................................กระอักแล้เลือดนอง ฯ|ะ
แสงประภัสสร
มจร. ๖. อุปาลิวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
https://share.google/LkJz5JjFncyBaKWSt๖. อุปาลิวาทสูตร (ว่าด้วยวาทะของคหบดีชื่ออุบาลี)
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
-> สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาลันทา
-> นิครนถ์ นาฏบุตรพร้อมกับบริษัทนิครนถ์เป็นจำนวนมาก อาศัยอยู่ที่ เมืองนาลันทา
~ นิครนถ์ = คือ นักบวชนอกศาสนา มีนิครนถ์นาฏบุตรเป็นศาสดา โดยความหมาย นิครนถ์ หมายถึงผู้ปราศจากเครื่องผูกหรือเครื่องร้อยรัดทั้งมวล ซึ่งพวกนิครนถ์มีความเห็นผิดว่าแม้ใบไม้ หยดน้ำ ก้อนหิน มีปาณะมีชีวิต เป็นต้นซึ่งสำหรับบั้นปลายของชีวิตของนิครนถ์นาฏบุตรผู้เป็นศาสดา เมื่ออุบาลีคฤหบดีที่นับถือลัทธินี้ เปลี่ยนไปนับถือพระพุทธศาสนา นิครนถ์นาฏบุตร ทราบก็ถึงกับโลหิตพุ่งออกจากปาก ป่วยหนักมาก ใกล้ตาย และก่อนตายนั้นท่านรู้ว่าศาสนาของเราไม่สามารถนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง รู้ว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า สามารถนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง จึงอยากให้สาวกของท่านนับถือพระพุทธเจ้าแทนท่าน ก็เลยหาอุบาย เรียกศิษย์มาฝ่ายหนึ่งก่อน บอกความจริงว่าอย่างนี้ และก็เรียกศิษย์มาอีกฝ่าย และก็บอกความจริงอีกอย่าง เพื่อให้ศิษย์ทั้งหลายทะเลาะกันว่าความจริงของศาสดาเราสอนอย่างนี้ เมื่อศิษย์ทะเลาะกัน จะได้หันไปนับถือพระพุทธศาสนาได้
-> นิครนถ์ชื่อ ทีฆตปัสสี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค โดยยืนอยู่พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสว่า “ตปัสสี ที่นั่งมีอยู่ ถ้าท่านประสงค์ ก็จงนั่งเถิด”
~ ทีฆตปัสสี = หมายถึง นิครนถ์ผู้มีชื่ออย่างนั้นเพราะเป็นผู้บำเพ็ญตบะมานาน
[ข] เปรียบเทียบทัณฑะ ๓ กับกรรม ๓
(๑) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามนิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีว่า “ตปัสสี นิครนถ์ นาฏบุตร บัญญัติกรรมในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร”
-> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีทูลตอบว่า “ท่านพระโคดม นิครนถ์ นาฏบุตรมิได้บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘กรรม กรรม’ แต่บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘ทัณฑะ ทัณฑะ’
~ ทัณฑะ ทัณฑะ= หมายถึงการทำบาปกรรมโดยเน้นที่ "ทัณฑะ ๓" คือ กายทัณฑะ (การทำบาปทางกาย), วจีทัณฑะ (การทำบาปทางวาจา), และมโนทัณฑะ (การทำบาปทางใจ)
(๒) “ตปัสสี นิครนถ์ นาฏบุตรบัญญัติทัณฑะในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร”
-> “ท่านพระโคดม นิครนถ์ นาฏบุตรบัญญัติทัณฑะในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้ ๓ ประการ คือ (๑) กายทัณฑะ (๒) วจีทัณฑะ (๓) มโนทัณฑะ”
(๓) “ตปัสสี กายทัณฑะอย่างหนึ่ง วจีทัณฑะอย่างหนึ่ง มโนทัณฑะอย่างหนึ่งหรือ”
->“ท่านพระโคดม กายทัณฑะก็อย่างหนึ่ง; วจีทัณฑะก็อย่างหนึ่ง; มโนทัณฑะก็อย่างหนึ่ง”
(๔) “ตปัสสี บรรดาทัณฑะทั้ง ๓ ประการนี้ที่จำแนกแยกเป็น กายทัณฑะ, วจีทัณฑะ, มโนทัณฑะ นั้น นิครนถ์ นาฏบุตรบัญญัติทัณฑะไหนว่ามีโทษมากกว่ากัน ในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่ว”
-> “ท่านพระโคดม บรรดาทัณฑะทั้ง ๓ ประการ
นิครนถ์ นาฏบุตร บัญญัติ กายทัณฑะว่ามีโทษมากกว่ากัน ในการทำกรรมชั่ว, ในการประพฤติกรรมชั่ว, มิใช่วจีทัณฑะ หรือมโนทัณฑะ”
-> “ตปัสสี ท่านตอบว่า ‘กายทัณฑะ’ หรือ”
-> “ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ทูลตอบว่า ‘กายทัณฑะ”
-> พระผู้มีพระภาคทรงให้นิครนถ์ชื่อ ทีฆตปัสสี ยืนยันคำพูดนี้ถึง ๓ ครั้ง ด้วยประการอย่างนี้
(๕) เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
-> นิครนถ์ชื่อทีฆตปัสสีจึงได้ทูลถามว่า “ท่านพระโคดม พระองค์ทรงบัญญัติทัณฑะในการทำกรรมชั่ว, ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร”
-> พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ตปัสสี ตถาคตมิได้บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘ทัณฑะ ทัณฑะ’ แต่บัญญัติเป็นอาจิณว่า ‘กรรม กรรม”
-> “ท่านพระโคดม พระองค์ทรงบัญญัติกรรมในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้เท่าไร”
-> “ตปัสสี เราบัญญัติกรรมในการทำกรรมชั่ว ในการประพฤติกรรมชั่วไว้ ๓ ประการ คือ กายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม