|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๑๖/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร
-> ทรงเจริญสมณธรรมสำเร็จแล้ว ทรงเกิดเป็นมนุษย์ มีพระสรีระเป็นชาติสุดท้าย -> ทรงเป็นนระไม่มีผู้เปรียบได้ -> ปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสงสัย -> ทรงเฉียบแหลม ผู้ทรงแนะนำสัตว์ ผู้เป็นสารถีผู้ประเสริฐ ผู้ยอดเยี่ยม -> ทรงมีธรรมงาม หมดความเคลือบแคลง -> ทรงให้แสงสว่าง ทรงตัดมานะเสียได้ มีพระวิริยะ -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้องอาจไม่มีใครประมาณได้ -> มีพระคุณลึกซึ้ง บรรลุถึงญาณ ทรงทำความเกษม มีพระญาณ ดำรงอยู่ในธรรม -> ทรงสำรวมพระองค์ดีแล้ว ล่วงกิเลสเครื่องข้อง หลุดพ้นแล้ว -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ -> ผู้ทรงมีเสนาสนะอันสงัด สิ้นสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้ว -> มีพระปัญญาโต้ตอบ มีพระปัญญาหยั่งรู้ -> ทรงลดธงคือมานะเสียได้ ปราศจากราคะ -> เป็นผู้ฝึกแล้ว เป็นผู้ปราศจากธรรมเครื่องยึดหน่วง -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ ~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ = หมายถึงพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า -> ผู้ไม่ลวงโลก ทรงมีวิชชา ๓ เป็นผู้ประเสริฐข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ ~ วิชชา ๓ = ความรู้แจ้ง ในญาณ ๓ ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ - ญาณเป็นเหตุ ระลึกชาติได้; จุตูปปาตญาณ - ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ; อาสวักขยญาณ - ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้ -> ทรงชำระกิเลสแล้ว ประสมอักษรให้เป็นบทคาถา -> ทรงสงบระงับ มีพระญาณแจ่มแจ้ง ~ การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดของ พระพุทธเจ้า ที่จิตใจสงบระงับจากกิเลสทั้งปวง (อุเบกขา/สมถะ) ควบคู่กับความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทำให้หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ -> ทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่นทั้งหมด เป็นผู้สามารถ ~ ผู้สามารถ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ) = ทรงเป็นผู้บรรลุธรรมด้วยพระองค์เองเป็นพระองค์แรก และเป็นผู้ทรงคุณธรรมอันยอดเยี่ยมทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่น: พระองค์ทรงแสดงธรรม (ปฐมเทศนา) เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ทำให้ธรรมะเผยแผ่สู่ผู้อื่นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นธรรมทานที่ชนะการให้ทั้งปวง จึงมีอานิสงส์สูงสุด ยิ่งกว่าการให้วัตถุทาน -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นอริยะ -> มีพระองค์อบรมแล้ว บรรลุคุณที่ควรบรรลุ -> ทรงแสดงอรรถให้พิสดาร มีพระสติ -> ทรงเห็นแจ้ง ไม่ยุบลง ไม่ฟูขึ้น -> ไม่ทรงหวั่นไหว เป็นผู้มีความชำนาญ ~ ไม่ทรงหวั่นไหว = ผู้ที่มีจิตใจไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ๘ (ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข, เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์) ~ วสี = หมายถึง ผู้มีความชำนาญในสมาธิ หรือผู้ที่อบรมจิตมาดีแล้วจนมีความคล่องแคล่วในการเข้า-ออกสมาธิ และมีปัญญาหยั่งรู้ -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จไปดีแล้ว -> ทรงมีฌาน ไม่ทรงปล่อยพระทัยไปตามกระแส -> เป็นผู้หมดจด ไม่สะดุ้ง ปราศจากความกลัว -> สงบอยู่ผู้เดียว ทรงบรรลุธรรมอันเลิศ -> ทรงข้ามพ้นเอง ทรงยังสัตว์อื่นให้ข้ามพ้นด้วย -> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้สงบแล้ว -> มีพระปัญญากว้างใหญ่เสมอด้วยแผ่นดิน ~ สัพพัญญุตญาณ = คือ พระปัญญาญาณอันหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างรอบด้าน ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต สังขตธรรม (สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง) และอสังขตธรรม (นิพพาน) เป็นญาณที่เกิดขึ้นเมื่อตรัสรู้พร้อมอรหัตตมัคคญาณ ทำให้รู้แจ้งทุกสิ่งที่ต้องการรู้ได้อย่างไม่มีเครื่องกั้น -> มีพระปัญญาใหญ่หลวง ปราศจากความโลภ -> ทรงดำเนินปฏิปทาเหมือนพระพุทธเจ้าในปางก่อน ~ บารมี ๑๐ ทัศ (ทศบารมี) = คือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ได้แก่ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา และ อุเบกขา เพื่อความสมบูรณ์แห่งธรรม -> เสด็จไปดี ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน -> ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้ละเอียด สุขุม
|