Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 22 23 [24]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 283669 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7515
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1209



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #345 เมื่อ: 24, มิถุนายน, 2569, 08:00:39 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๑๖/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร

-> ทรงเจริญสมณธรรมสำเร็จแล้ว ทรงเกิดเป็นมนุษย์ มีพระสรีระเป็นชาติสุดท้าย
-> ทรงเป็นนระไม่มีผู้เปรียบได้
-> ปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสงสัย
-> ทรงเฉียบแหลม ผู้ทรงแนะนำสัตว์ ผู้เป็นสารถีผู้ประเสริฐ ผู้ยอดเยี่ยม
-> ทรงมีธรรมงาม หมดความเคลือบแคลง
-> ทรงให้แสงสว่าง ทรงตัดมานะเสียได้ มีพระวิริยะ
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้องอาจไม่มีใครประมาณได้
-> มีพระคุณลึกซึ้ง บรรลุถึงญาณ ทรงทำความเกษม มีพระญาณ ดำรงอยู่ในธรรม
-> ทรงสำรวมพระองค์ดีแล้ว ล่วงกิเลสเครื่องข้อง หลุดพ้นแล้ว
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ
-> ผู้ทรงมีเสนาสนะอันสงัด สิ้นสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้ว
-> มีพระปัญญาโต้ตอบ มีพระปัญญาหยั่งรู้
-> ทรงลดธงคือมานะเสียได้ ปราศจากราคะ
-> เป็นผู้ฝึกแล้ว เป็นผู้ปราศจากธรรมเครื่องยึดหน่วง
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ = หมายถึงพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
-> ผู้ไม่ลวงโลก ทรงมีวิชชา ๓ เป็นผู้ประเสริฐข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗
~ วิชชา ๓ = ความรู้แจ้ง ในญาณ ๓ ได้แก่
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ - ญาณเป็นเหตุ ระลึกชาติได้; จุตูปปาตญาณ - ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ; อาสวักขยญาณ -  ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้
-> ทรงชำระกิเลสแล้ว ประสมอักษรให้เป็นบทคาถา
-> ทรงสงบระงับ มีพระญาณแจ่มแจ้ง
~ การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดของ พระพุทธเจ้า ที่จิตใจสงบระงับจากกิเลสทั้งปวง (อุเบกขา/สมถะ) ควบคู่กับความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔  ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทำให้หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์
-> ทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่นทั้งหมด เป็นผู้สามารถ
~ ผู้สามารถ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ) = ทรงเป็นผู้บรรลุธรรมด้วยพระองค์เองเป็นพระองค์แรก และเป็นผู้ทรงคุณธรรมอันยอดเยี่ยมทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่น: พระองค์ทรงแสดงธรรม (ปฐมเทศนา) เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ทำให้ธรรมะเผยแผ่สู่ผู้อื่นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นธรรมทานที่ชนะการให้ทั้งปวง จึงมีอานิสงส์สูงสุด ยิ่งกว่าการให้วัตถุทาน
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นอริยะ
-> มีพระองค์อบรมแล้ว บรรลุคุณที่ควรบรรลุ
-> ทรงแสดงอรรถให้พิสดาร มีพระสติ
-> ทรงเห็นแจ้ง ไม่ยุบลง ไม่ฟูขึ้น
-> ไม่ทรงหวั่นไหว เป็นผู้มีความชำนาญ
~ ไม่ทรงหวั่นไหว = ผู้ที่มีจิตใจไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ๘ (ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข, เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์)
~ วสี = หมายถึง ผู้มีความชำนาญในสมาธิ หรือผู้ที่อบรมจิตมาดีแล้วจนมีความคล่องแคล่วในการเข้า-ออกสมาธิ และมีปัญญาหยั่งรู้
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จไปดีแล้ว
-> ทรงมีฌาน ไม่ทรงปล่อยพระทัยไปตามกระแส
-> เป็นผู้หมดจด ไม่สะดุ้ง ปราศจากความกลัว
-> สงบอยู่ผู้เดียว ทรงบรรลุธรรมอันเลิศ
-> ทรงข้ามพ้นเอง ทรงยังสัตว์อื่นให้ข้ามพ้นด้วย
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้สงบแล้ว
-> มีพระปัญญากว้างใหญ่เสมอด้วยแผ่นดิน
~ สัพพัญญุตญาณ = คือ พระปัญญาญาณอันหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างรอบด้าน ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต สังขตธรรม (สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง) และอสังขตธรรม (นิพพาน) เป็นญาณที่เกิดขึ้นเมื่อตรัสรู้พร้อมอรหัตตมัคคญาณ ทำให้รู้แจ้งทุกสิ่งที่ต้องการรู้ได้อย่างไม่มีเครื่องกั้น
-> มีพระปัญญาใหญ่หลวง ปราศจากความโลภ
-> ทรงดำเนินปฏิปทาเหมือนพระพุทธเจ้าในปางก่อน
~ บารมี ๑๐ ทัศ (ทศบารมี) = คือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ได้แก่ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา และ อุเบกขา เพื่อความสมบูรณ์แห่งธรรม
-> เสด็จไปดี ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน
-> ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้ละเอียด สุขุม


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7515
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1209



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #346 เมื่อ: 24, มิถุนายน, 2569, 01:05:44 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๑๗/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ตัดตัณหาได้เด็ดขาด ผู้ตื่น ปราศจากควัน
-> ผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิฉาบทา ผู้ควรบูชา
-> ผู้ทรงได้รับพระนามว่ายักขะ เป็นบุคคลผู้สูงสุด
~ ยักขะ = ในที่นี้หมายถึงทรงแสดงอานุภาพได้ และทรงทำพระกายไม่ให้ปรากฏได้
-> มีพระคุณชั่งไม่ได้ เป็นผู้ใหญ่ยิ่ง
-> บรรลุยศอย่างยอดเยี่ยม”
(๒) นิครนถ์ นาฏบุตรถามว่า “คหบดี ท่านประมวลถ้อยคำสำหรับพรรณนาคุณของพระสมณโคดมไว้ตั้งแต่เมื่อไร”
-> อุบาลีคหบดีตอบว่า “ท่านขอรับ ช่างดอกไม้ หรือลูกมือช่างดอกไม้ผู้ชำนาญ พึงร้อยดอกไม้ต่างๆ กองใหญ่ให้เป็นพวงมาลัยอันวิจิตรได้ แม้ฉันใด
-> พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงมีพระคุณควรพรรณนาเป็นอเนก ทรงมีพระคุณควรพรรณนาได้หลายร้อย
-> ใครเล่าจักพรรณนาไม่ได้ถึงพระคุณของพระองค์ผู้ควรพรรณนา”
(๓) จากนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรทนดูสักการะของพระผู้มีพระภาคไม่ได้
-> จึงกระอักโลหิตอุ่นออกจากปาก ณ ที่นั้นเอง ดังนี้แล
อุปาลิวาทสูตรที่ ๖ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7515
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1209



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #347 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:34:00 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร (ว่าด้วยปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ)

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.ขอกราบ"พระโคตมพระพุทธ์ฯ"....................ลุศรุตม์พระศาส์ดา
ทรงเป็นอร์หันต์เจาะกรุณา.................................นฤชนและสงฆ์แฉ

    ๒.แลพุทธ์องค์เทศน์ไซร้.................................เลิศธรรม อริย์สัจ
มีมรรคองค์แปดนำ.............................................มุ่งรู้
ประชาศรัทธาหนำ.............................................เพียรยิ่ง "วิปัสส์นา"
สำเร็จอร์หันต์จู้..................................................ล่วงพ้นตามองค์

    ๓.คราหนึ่ง"พระพุทธะฯ"ศยะชิด......................ณ "หลิททะฯ"คามบ่ง
มี"ปุณณะฯ,เสนิยอะฯ"ตรง..................................ประลุเฝ้าพระพุทธ์ฯเผย

    ๔."ปุณณะ"เปรยวัตรแท้..................................กิริยา เหมือนโค
"สุนัข,เสนิฯ"หนาม..............................................ดุจคล้าย
สองรายผลัดถามครา.........................................พฤติวัตร
ภพต่อไปสุดท้าย................................................สภาพนั้นเป็นใด

    ๕."พฤติปุณณะโค"เจาะวทะเร่.........................ภว"เสนิฯ"พฤติไซร้
เหมือนดั่งสุนัขกิริยะไว........................................บริโภคกะพื้นดิน

    ๖.อาการชินสุนัขแท้........................................หลังตาย
เป็นอย่างใดแลกราย...........................................ภพหน้า
พุทธองค์ไม่ตอบฉาย...........................................พึงอย่า ถามเลย
ปุณณะแลถามกล้า..............................................อีกครั้งสอง,สาม

    ๗.พุทธ์องค์คะเนและภณะว่า............................กิริยาสุนัขลาม
สมบูรณ์สิคราวมรณะผลาม..................................ก็สุนัขซิแน่เผย

    ๘.เปรยเขาคิดผิดพร้อม....................................เทวา เกิดเป็น
เขาปรี่คติสองหนา...............................................นรกแท้
หรือเดรัจฉานมา..................................................เป็นแน่
เสนิฯวัตรสุนัขแล้.................................................ร่ำไห้ครวญไว

    ๙.พลาง"เสนิฯ"เจาะภณะไซร้............................รวะไห้เพราะเสียใจ
พฤติวัตรสุนัขจิระคระไร.......................................ประลุทิฏฐิมิจฉา

    ๑๐.ครา"เสนิฯ"กล่าวน้อม.................................."ปุณณะโกฯ" โควัตร
ภพต่อไปมีโข.......................................................เด่นแท้
พุทธ์องค์จ่องดโง..................................................พึงอย่า ถามเลย
เสนิฯเร่งสอง,สามแล้.............................................มุ่งได้ตอบหนา

    ๑๑.พุทธ์องค์สิตอบวจนะแน่ว.............................มระแล้วซิโคกล้า
คิดว่า"ลุเทวะ"จะถลา.............................................ก็นรกรึสัตว์แฉ

    ๑๒.แลปุณณะวัตรไซร้......................................."โค"หนา เสียใจ
เพราะพฤติตนานมา...............................................ยิ่งแล้ว
"ปุณณะเลื่อมใสครา..............................................ละตัด โควัตร
"เสนิฯ"ละวัตรแคล้ว...............................................สุนัขลี้ตัดเผย

    ๑๓.ทรงกล่าวกะ"ปุณณะ"สุตะจำ........................จตุกรรมกระทำเอ่ย
"กรรมดำ,และขาว,เจาะทวิ"เสย..............................."นิรดำและขาว"หนา

    ๑๔.ครากรรมสิสี่นั้น............................................วิบากมี ผลตาม
"ดำวิบากดำ"พี........................................................ยิ่งแล้ว
การปรุงแต่งวจี........................................................กาย,มโน เป็นทุกข์
เขาย่อมเวทนาแกล้ว................................................ทุกข์ด้วยนรกแฉ

    ๑๕.กรรมที่กระทำลุอุปบัติ....................................ภวสัตว์ซิเกิดแล
สัตว์ทำอะไรก็จะลุแน่...............................................ซิเพราะกรรมกระทำหนา

    ๑๖.ครา"อายะฯ"นอกแท้.......................................และใน กระทบ
มีผัสสะเกิดไว..........................................................กระทบพร้อม
อารมณ์เกิดหลายไกล..............................................วิบาก เกิดผล
กรรมที่ทำอดีตน้อม..................................................รับแล้วตรงผล


รายนามผู้เยี่ยมชม : กรกันต์, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ชลนา ทิชากร, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7515
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1209



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #348 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:41:39 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

    ๑๗.ทรงตรัสกะ"ปุณณะ"พหุสัตว์.......................อุปบัติซิกรรมดล
กรรม,มรดกสิดนุตน.............................................จะตริรับมิเลี่ยงหนี

    ๑๘.มี"กรรมดำ"ก่อพร้อม...................................วิบากดำ ตามมา
คนเบียดเบียนเขานำ............................................ทุกข์ท้น
ทางกาย,พูด,มโนทำ.............................................ปรุงแต่ง สังขาร
พึงรับวิบากด้น.....................................................นรกแล้รับยาว

    ๑๙.ทรงตรัสกะ"ปุณณะ"นฤชัด.........................."ปฏิบัติซิกรรมขาว"
"พลอยรับวิบาก"ชระสกาว.....................................มนะ,กาย,วจีเผย

    ๒๐.เปรยเขาถึงโลกแท้......................................ทุกข์หนา มิมี
มีสุขเวทนา...........................................................แค่นั้น
ประดุข"เทพสุภหาฯ".............................................สุขยิ่ง กรรมขาว
มีวิบากขาวดั้น......................................................สัตว์แล้มรดกกรรม

    ๒๑.ตรัส,"ปุณณะ"กรรมสิทวิสอง........................ภวครองก็ขาว-ดำ
"ดำ-ขาววิบาก"ทุขะถลำ........................................รึมิทุกข์ปะปนกัน

    ๒๒.ครันเหมือนกับเทพแล้.................................."เปรต"เอย "มนุษย์"
สลับทุกข์,สุขเผย..................................................ก่นเฝ้า
หลังตายจึ่งเกิดเกย...............................................ทายาท รับกรรม
กรรมก่อจำรับเข้า..................................................เกิดแล้วยลฉาว

    ๒๓.ตรัส"ปุณณะ"กรรมสิอนะทำ.........................ทวิกรรมซิดำ-ขาว
ไม่มีวิบากทุติยะพราว............................................ภวสิ้นและสุดกรรม

    ๒๔.คำ"กรรมสามสิ่ง"แท้....................................."ดำ,ขาว ระคน"
มีเจตน์ละออกพราว...............................................จุ่งพริ้ง
อริยมรรคยาว.......................................................ปฏิบัติ
ออกวัฏฏะแลทิ้ง....................................................ล่วงแล้วนิพพาน

    ๒๕.พุทธ์เจ้าสิตรัส"ตติยกรรม"............................ดนุทำจะแจ้งชาญ
ปัญญาปะยิ่งแนะนยะฉาน......................................นฤชนเจาะรู้ตาม

    ๒๖.ความ"ปุณณะฯ"จ่อแท้..................................แสดงตน  อุบาสก
พฤติวัตรโคปุณณะยล...........................................กล่าวถ้อย
พุทธ์ภาษิตชัดผล..................................................เห็นกระจ่าง
เปรียบบอกทางเขาช้อย.........................................แจ่มแจ้งจริงหนา

    ๒๗.ธรรมแจงเอนกสิปริยาย................................พหุหลายเหมาะง่ายนา
ขอรัตนตรัยสรณะกล้า...........................................สกะข้าฯซิชีพวาย

    ๒๘."เสนิฯ"กรายมุ่งแล้ว.......................................บวชหนา
พุทธองค์ตรัสนา.....................................................บ่งไว้
ชนนอกพุทธ์ศาสน์คราง..........................................ลองสี่ เดือนยง
จนเหล่าสงฆ์ยอมไซร้..............................................บวชนี้จิตรตี

    ๒๙.ครา"เสนิฯ"ขอลุปริวาส...................................ยุรยาตรกะสี่ปี
สงฆ์หลายสิจ่อลุรติชี้...............................................ประลุบวชซิข้าฯแฉ

    ๓๐.ครา"เสนิฯ"วัตรแท้..........................................สุนัขเผย
คราบวชก็ปลีกเอย...................................................วิเวกน้อม
เพียรธรรมยิ่งเจริญเกย............................................วิมุติ
จึงล่วงอร์หันต์พร้อม.................................................กิจนี้สมบูรณ์ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๗. กุกกุโรวาทสูตร ว่าด้วยปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ : [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/Ls3BNwe6gBDvt4YoO


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7515
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1209



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #349 เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:11:11 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

๗. กุกกุโรวาทสูตร
ว่าด้วยปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
-> สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในโกลิยชนบท ทรงทํานิคมของชาวโกลิยะ ชื่อว่าหลิททวสนะให้เป็นโคจรคาม
~ หลิททวสนนิคม (นิคมบ้านหลิททวะ) ในโกลิยชนบท
~ โคจรคาม = คือ หมู่บ้านที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นที่เที่ยวบิณฑบาต หรือหมู่บ้านที่เป็นแหล่งโคจรไปเพื่อรับอาหารบิณฑบาตเป็นประจำในช่วงที่ประทับอยู่การเสด็จเข้าไปบิณฑบาตและโปรดสัตว์ในนิคม แห่งนั้น เพื่อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์จากการเห็นสมณะและได้ถวายอาหาร
-> ครั้งนั้น ปุณณโกลิยบุตร ผู้ประพฤติวัตรดังโค และเสนิยอเจละ ผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฝ่ายเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ก็คุ้ยเขี่ยดุจสุนัขแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
~ ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค (หรือโควัตร) = คือ ผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางทำวัตรแบบวัว เช่น กิน หญ้า หรือพฤติกรรมบางอย่างคล้ายวัว เพื่อหวังผลการเกิดเป็นวัวหรือไปสู่คติที่ดี แต่ภายหลังได้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนเข้าใจเรื่องกรรมและยอมรับพระรัตนตรัย
~ เสนิยอเจละ = คือ อเจละ (นักบวชเปลือยกาย) ที่สมาทานกุกกุรวัตร คือการประพฤติวัตรปฏิบัติตนเลียนแบบสุนัข เช่น การกินอาหารบนพื้น การคุ้ยเขี่ย การนอนตามกิริยาของสุนัขอย่างเคร่งครัดและยาวนาน เชื่อว่าจะทำให้บริสุทธิ์หรือได้เป็นเทวดา แต่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ ว่าเป็นการเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) ซึ่งนำไปสู่การเกิดเป็นสุนัขหรือนรก
[ข] คติของผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข
(๑) ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค =ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสนิยอเจละนี้ ประพฤติวัตรดังสุนัข ทํากรรมยากที่ผู้อื่นจะทําได้ บริโภคโภชนะที่วางไว้ ณ พื้นดิน เขาสมาทานกุกกุรวัตรนั้นอย่างบริบูรณ์ สิ้นกาลนาน คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร
~ กุกกุรวัตร = ผู้ประพฤติกุกกุรวัตร หมายถึงผู้ประพฤติเลียนแบบสุนัข หรือทำกิริยาอาการเหมือนสุนัขทุกอย่าง
(๒) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า อย่าเลย ปุณณะ จงงดข้อนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนี้เลย ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒,๓
(๓) ดูก่อนปุณณะ เราไม่ได้จากท่านเป็นแน่ซึ่งคํานี้ว่า อย่าเลยปุณณะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย ดังนี้
(๔) แต่เราจักพยากรณ์แก่ท่าน = ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้บําเพ็ญกุกกุรวัตร บําเพ็ญปกติของสุนัข บําเพ็ญกิริยาอาการของสุนัขให้บริบูรณ์ ไม่ขาดสาย ครั้นแล้วเมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข
(๕) อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า เราจักเป็นเทวดาหรือเทพองค์ในองค์หนึ่ง ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด
(๖) ดูก่อนปุณณะ เรากล่าวคติของผู้เห็นผิดว่ามี ๒ อย่าง คือ นรกหรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง
(๗) ดูก่อนปุณณะ กุกกุรวัตรเมื่อถึงพร้อม ย่อมนําเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข เมื่อวิบัติย่อมนําเข้าถึงนรก ด้วยประการฉะนี้
(๘) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข ร้องไห้น้ำตาไหล
[ค] คติของผู้ประพฤติวัตรดังโค
ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคว่า ดูก่อนปุณณะ เราไม่ได้คํานี้จากท่านว่า อย่าเลยปุณณะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
~ ผู้ประพฤติโควัตร = ผู้ประพฤติเลียนแบบโค คือ ผูกเขา ผูกหางเที่ยวไปกับฝูงโค ดังนี้
(๑) เสนิยอเจละทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ถึงการพยากรณ์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกะข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าได้สมาทานกุกกุรวัตรนี้อย่างบริบูรณ์มาช้านานแล้ว
(๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปุณณโกลิยบุตร ประพฤติวัตรดังโค เขาสมาทานโควัตรนั้นอย่างบริบูรณ์มาช้านาน คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร
(๓) พุทธเจ้า : อย่าเลย เสนิยะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
(๔) เสนิยอเจละ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า
(๕) พุทธเจ้า : ดูก่อนเสนิยะ เราไม่ได้จากท่านเป็นแน่ซึ่งคํานี้ว่า อย่าเลยเสนิยะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
(๖) ดังนี้ แต่เราจักพยากรณ์แก่ท่าน ดูก่อนเสนิยะ บุคคลบางคนในโลกนี้ บําเพ็ญโควัตร บําเพ็ญปกติของโค บําเพ็ญกิริยาอาการของโคอย่างบริบูรณ์ ไม่ขาดสาย ครั้นแล้วเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ลายเมฆ, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 22 23 [24]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.157 วินาที กับ 78 คำสั่ง
กำลังโหลด...