Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 22 23 [24]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 288995 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #345 เมื่อ: 24, มิถุนายน, 2569, 08:00:39 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๑๖/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร

-> ทรงเจริญสมณธรรมสำเร็จแล้ว ทรงเกิดเป็นมนุษย์ มีพระสรีระเป็นชาติสุดท้าย
-> ทรงเป็นนระไม่มีผู้เปรียบได้
-> ปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีความสงสัย
-> ทรงเฉียบแหลม ผู้ทรงแนะนำสัตว์ ผู้เป็นสารถีผู้ประเสริฐ ผู้ยอดเยี่ยม
-> ทรงมีธรรมงาม หมดความเคลือบแคลง
-> ทรงให้แสงสว่าง ทรงตัดมานะเสียได้ มีพระวิริยะ
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้องอาจไม่มีใครประมาณได้
-> มีพระคุณลึกซึ้ง บรรลุถึงญาณ ทรงทำความเกษม มีพระญาณ ดำรงอยู่ในธรรม
-> ทรงสำรวมพระองค์ดีแล้ว ล่วงกิเลสเครื่องข้อง หลุดพ้นแล้ว
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ
-> ผู้ทรงมีเสนาสนะอันสงัด สิ้นสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้ว
-> มีพระปัญญาโต้ตอบ มีพระปัญญาหยั่งรู้
-> ทรงลดธงคือมานะเสียได้ ปราศจากราคะ
-> เป็นผู้ฝึกแล้ว เป็นผู้ปราศจากธรรมเครื่องยึดหน่วง
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗ = หมายถึงพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในบรรดาพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ คือ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
-> ผู้ไม่ลวงโลก ทรงมีวิชชา ๓ เป็นผู้ประเสริฐข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๗
~ วิชชา ๓ = ความรู้แจ้ง ในญาณ ๓ ได้แก่
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ - ญาณเป็นเหตุ ระลึกชาติได้; จุตูปปาตญาณ - ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ; อาสวักขยญาณ -  ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้
-> ทรงชำระกิเลสแล้ว ประสมอักษรให้เป็นบทคาถา
-> ทรงสงบระงับ มีพระญาณแจ่มแจ้ง
~ การบรรลุธรรมชั้นสูงสุดของ พระพุทธเจ้า ที่จิตใจสงบระงับจากกิเลสทั้งปวง (อุเบกขา/สมถะ) ควบคู่กับความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔  ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทำให้หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์
-> ทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่นทั้งหมด เป็นผู้สามารถ
~ ผู้สามารถ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ) = ทรงเป็นผู้บรรลุธรรมด้วยพระองค์เองเป็นพระองค์แรก และเป็นผู้ทรงคุณธรรมอันยอดเยี่ยมทรงให้ธรรมทานก่อนผู้อื่น: พระองค์ทรงแสดงธรรม (ปฐมเทศนา) เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ทำให้ธรรมะเผยแผ่สู่ผู้อื่นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นธรรมทานที่ชนะการให้ทั้งปวง จึงมีอานิสงส์สูงสุด ยิ่งกว่าการให้วัตถุทาน
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นอริยะ
-> มีพระองค์อบรมแล้ว บรรลุคุณที่ควรบรรลุ
-> ทรงแสดงอรรถให้พิสดาร มีพระสติ
-> ทรงเห็นแจ้ง ไม่ยุบลง ไม่ฟูขึ้น
-> ไม่ทรงหวั่นไหว เป็นผู้มีความชำนาญ
~ ไม่ทรงหวั่นไหว = ผู้ที่มีจิตใจไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม ๘ (ลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข, เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์)
~ วสี = หมายถึง ผู้มีความชำนาญในสมาธิ หรือผู้ที่อบรมจิตมาดีแล้วจนมีความคล่องแคล่วในการเข้า-ออกสมาธิ และมีปัญญาหยั่งรู้
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้เสด็จไปดีแล้ว
-> ทรงมีฌาน ไม่ทรงปล่อยพระทัยไปตามกระแส
-> เป็นผู้หมดจด ไม่สะดุ้ง ปราศจากความกลัว
-> สงบอยู่ผู้เดียว ทรงบรรลุธรรมอันเลิศ
-> ทรงข้ามพ้นเอง ทรงยังสัตว์อื่นให้ข้ามพ้นด้วย
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคผู้สงบแล้ว
-> มีพระปัญญากว้างใหญ่เสมอด้วยแผ่นดิน
~ สัพพัญญุตญาณ = คือ พระปัญญาญาณอันหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างรอบด้าน ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต สังขตธรรม (สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง) และอสังขตธรรม (นิพพาน) เป็นญาณที่เกิดขึ้นเมื่อตรัสรู้พร้อมอรหัตตมัคคญาณ ทำให้รู้แจ้งทุกสิ่งที่ต้องการรู้ได้อย่างไม่มีเครื่องกั้น
-> มีพระปัญญาใหญ่หลวง ปราศจากความโลภ
-> ทรงดำเนินปฏิปทาเหมือนพระพุทธเจ้าในปางก่อน
~ บารมี ๑๐ ทัศ (ทศบารมี) = คือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ได้แก่ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา และ อุเบกขา เพื่อความสมบูรณ์แห่งธรรม
-> เสด็จไปดี ไม่มีบุคคลเปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน
-> ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้ละเอียด สุขุม


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #346 เมื่อ: 24, มิถุนายน, 2569, 01:05:44 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๑๗/๑๗) ประมวลธรรม : ๗๒.อุปาลิวาทสูตร
-> ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้ตัดตัณหาได้เด็ดขาด ผู้ตื่น ปราศจากควัน
-> ผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิฉาบทา ผู้ควรบูชา
-> ผู้ทรงได้รับพระนามว่ายักขะ เป็นบุคคลผู้สูงสุด
~ ยักขะ = ในที่นี้หมายถึงทรงแสดงอานุภาพได้ และทรงทำพระกายไม่ให้ปรากฏได้
-> มีพระคุณชั่งไม่ได้ เป็นผู้ใหญ่ยิ่ง
-> บรรลุยศอย่างยอดเยี่ยม”
(๒) นิครนถ์ นาฏบุตรถามว่า “คหบดี ท่านประมวลถ้อยคำสำหรับพรรณนาคุณของพระสมณโคดมไว้ตั้งแต่เมื่อไร”
-> อุบาลีคหบดีตอบว่า “ท่านขอรับ ช่างดอกไม้ หรือลูกมือช่างดอกไม้ผู้ชำนาญ พึงร้อยดอกไม้ต่างๆ กองใหญ่ให้เป็นพวงมาลัยอันวิจิตรได้ แม้ฉันใด
-> พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงมีพระคุณควรพรรณนาเป็นอเนก ทรงมีพระคุณควรพรรณนาได้หลายร้อย
-> ใครเล่าจักพรรณนาไม่ได้ถึงพระคุณของพระองค์ผู้ควรพรรณนา”
(๓) จากนั้น นิครนถ์ นาฏบุตรทนดูสักการะของพระผู้มีพระภาคไม่ได้
-> จึงกระอักโลหิตอุ่นออกจากปาก ณ ที่นั้นเอง ดังนี้แล
อุปาลิวาทสูตรที่ ๖ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #347 เมื่อ: 23, กรกฎาคม, 2569, 09:34:00 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร (ว่าด้วยปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ)

วสันตดิลกฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.ขอกราบ"พระโคตมพระพุทธ์ฯ"....................ลุศรุตม์พระศาส์ดา
ทรงเป็นอร์หันต์เจาะกรุณา.................................นฤชนและสงฆ์แฉ

    ๒.แลพุทธ์องค์เทศน์ไซร้.................................เลิศธรรม อริย์สัจ
มีมรรคองค์แปดนำ.............................................มุ่งรู้
ประชาศรัทธาหนำ.............................................เพียรยิ่ง "วิปัสส์นา"
สำเร็จอร์หันต์จู้..................................................ล่วงพ้นตามองค์

    ๓.คราหนึ่ง"พระพุทธะฯ"ศยะชิด......................ณ "หลิททะฯ"คามบ่ง
มี"ปุณณะฯ,เสนิยอะฯ"ตรง..................................ประลุเฝ้าพระพุทธ์ฯเผย

    ๔."ปุณณะ"เปรยวัตรแท้..................................กิริยา เหมือนโค
"สุนัข,เสนิฯ"หนาม..............................................ดุจคล้าย
สองรายผลัดถามครา.........................................พฤติวัตร
ภพต่อไปสุดท้าย................................................สภาพนั้นเป็นใด

    ๕."พฤติปุณณะโค"เจาะวทะเร่.........................ภว"เสนิฯ"พฤติไซร้
เหมือนดั่งสุนัขกิริยะไว........................................บริโภคกะพื้นดิน

    ๖.อาการชินสุนัขแท้........................................หลังตาย
เป็นอย่างใดแลกราย...........................................ภพหน้า
พุทธองค์ไม่ตอบฉาย...........................................พึงอย่า ถามเลย
ปุณณะแลถามกล้า..............................................อีกครั้งสอง,สาม

    ๗.พุทธ์องค์คะเนและภณะว่า............................กิริยาสุนัขลาม
สมบูรณ์สิคราวมรณะผลาม..................................ก็สุนัขซิแน่เผย

    ๘.เปรยเขาคิดผิดพร้อม....................................เทวา เกิดเป็น
เขาปรี่คติสองหนา...............................................นรกแท้
หรือเดรัจฉานมา..................................................เป็นแน่
เสนิฯวัตรสุนัขแล้.................................................ร่ำไห้ครวญไว

    ๙.พลาง"เสนิฯ"เจาะภณะไซร้............................รวะไห้เพราะเสียใจ
พฤติวัตรสุนัขจิระคระไร.......................................ประลุทิฏฐิมิจฉา

    ๑๐.ครา"เสนิฯ"กล่าวน้อม.................................."ปุณณะโกฯ" โควัตร
ภพต่อไปมีโข.......................................................เด่นแท้
พุทธ์องค์จ่องดโง..................................................พึงอย่า ถามเลย
เสนิฯเร่งสอง,สามแล้.............................................มุ่งได้ตอบหนา

    ๑๑.พุทธ์องค์สิตอบวจนะแน่ว.............................มระแล้วซิโคกล้า
คิดว่า"ลุเทวะ"จะถลา.............................................ก็นรกรึสัตว์แฉ

    ๑๒.แลปุณณะวัตรไซร้......................................."โค"หนา เสียใจ
เพราะพฤติตนานมา...............................................ยิ่งแล้ว
"ปุณณะเลื่อมใสครา..............................................ละตัด โควัตร
"เสนิฯ"ละวัตรแคล้ว...............................................สุนัขลี้ตัดเผย

    ๑๓.ทรงกล่าวกะ"ปุณณะ"สุตะจำ........................จตุกรรมกระทำเอ่ย
"กรรมดำ,และขาว,เจาะทวิ"เสย..............................."นิรดำและขาว"หนา

    ๑๔.ครากรรมสิสี่นั้น............................................วิบากมี ผลตาม
"ดำวิบากดำ"พี........................................................ยิ่งแล้ว
การปรุงแต่งวจี........................................................กาย,มโน เป็นทุกข์
เขาย่อมเวทนาแกล้ว................................................ทุกข์ด้วยนรกแฉ

    ๑๕.กรรมที่กระทำลุอุปบัติ....................................ภวสัตว์ซิเกิดแล
สัตว์ทำอะไรก็จะลุแน่...............................................ซิเพราะกรรมกระทำหนา

    ๑๖.ครา"อายะฯ"นอกแท้.......................................และใน กระทบ
มีผัสสะเกิดไว..........................................................กระทบพร้อม
อารมณ์เกิดหลายไกล..............................................วิบาก เกิดผล
กรรมที่ทำอดีตน้อม..................................................รับแล้วตรงผล


รายนามผู้เยี่ยมชม : กรกันต์, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ชลนา ทิชากร, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #348 เมื่อ: 24, กรกฎาคม, 2569, 08:41:39 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

    ๑๗.ทรงตรัสกะ"ปุณณะ"พหุสัตว์.......................อุปบัติซิกรรมดล
กรรม,มรดกสิดนุตน.............................................จะตริรับมิเลี่ยงหนี

    ๑๘.มี"กรรมดำ"ก่อพร้อม...................................วิบากดำ ตามมา
คนเบียดเบียนเขานำ............................................ทุกข์ท้น
ทางกาย,พูด,มโนทำ.............................................ปรุงแต่ง สังขาร
พึงรับวิบากด้น.....................................................นรกแล้รับยาว

    ๑๙.ทรงตรัสกะ"ปุณณะ"นฤชัด.........................."ปฏิบัติซิกรรมขาว"
"พลอยรับวิบาก"ชระสกาว.....................................มนะ,กาย,วจีเผย

    ๒๐.เปรยเขาถึงโลกแท้......................................ทุกข์หนา มิมี
มีสุขเวทนา...........................................................แค่นั้น
ประดุข"เทพสุภหาฯ".............................................สุขยิ่ง กรรมขาว
มีวิบากขาวดั้น......................................................สัตว์แล้มรดกกรรม

    ๒๑.ตรัส,"ปุณณะ"กรรมสิทวิสอง........................ภวครองก็ขาว-ดำ
"ดำ-ขาววิบาก"ทุขะถลำ........................................รึมิทุกข์ปะปนกัน

    ๒๒.ครันเหมือนกับเทพแล้.................................."เปรต"เอย "มนุษย์"
สลับทุกข์,สุขเผย..................................................ก่นเฝ้า
หลังตายจึ่งเกิดเกย...............................................ทายาท รับกรรม
กรรมก่อจำรับเข้า..................................................เกิดแล้วยลฉาว

    ๒๓.ตรัส"ปุณณะ"กรรมสิอนะทำ.........................ทวิกรรมซิดำ-ขาว
ไม่มีวิบากทุติยะพราว............................................ภวสิ้นและสุดกรรม

    ๒๔.คำ"กรรมสามสิ่ง"แท้....................................."ดำ,ขาว ระคน"
มีเจตน์ละออกพราว...............................................จุ่งพริ้ง
อริยมรรคยาว.......................................................ปฏิบัติ
ออกวัฏฏะแลทิ้ง....................................................ล่วงแล้วนิพพาน

    ๒๕.พุทธ์เจ้าสิตรัส"ตติยกรรม"............................ดนุทำจะแจ้งชาญ
ปัญญาปะยิ่งแนะนยะฉาน......................................นฤชนเจาะรู้ตาม

    ๒๖.ความ"ปุณณะฯ"จ่อแท้..................................แสดงตน  อุบาสก
พฤติวัตรโคปุณณะยล...........................................กล่าวถ้อย
พุทธ์ภาษิตชัดผล..................................................เห็นกระจ่าง
เปรียบบอกทางเขาช้อย.........................................แจ่มแจ้งจริงหนา

    ๒๗.ธรรมแจงเอนกสิปริยาย................................พหุหลายเหมาะง่ายนา
ขอรัตนตรัยสรณะกล้า...........................................สกะข้าฯซิชีพวาย

    ๒๘."เสนิฯ"กรายมุ่งแล้ว.......................................บวชหนา
พุทธองค์ตรัสนา.....................................................บ่งไว้
ชนนอกพุทธ์ศาสน์คราง..........................................ลองสี่ เดือนยง
จนเหล่าสงฆ์ยอมไซร้..............................................บวชนี้จิตรตี

    ๒๙.ครา"เสนิฯ"ขอลุปริวาส...................................ยุรยาตรกะสี่ปี
สงฆ์หลายสิจ่อลุรติชี้...............................................ประลุบวชซิข้าฯแฉ

    ๓๐.ครา"เสนิฯ"วัตรแท้..........................................สุนัขเผย
คราบวชก็ปลีกเอย...................................................วิเวกน้อม
เพียรธรรมยิ่งเจริญเกย............................................วิมุติ
จึงล่วงอร์หันต์พร้อม.................................................กิจนี้สมบูรณ์ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๗. กุกกุโรวาทสูตร ว่าด้วยปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ : [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ https://share.google/Ls3BNwe6gBDvt4YoO


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #349 เมื่อ: 24, กรกฎาคม, 2569, 02:11:11 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

๗. กุกกุโรวาทสูตร
ว่าด้วยปุณณโกลิยบุตรและเสนิยอเจละ
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
-> สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในโกลิยชนบท ทรงทํานิคมของชาวโกลิยะ ชื่อว่าหลิททวสนะให้เป็นโคจรคาม
~ หลิททวสนนิคม (นิคมบ้านหลิททวะ) ในโกลิยชนบท
~ โคจรคาม = คือ หมู่บ้านที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นที่เที่ยวบิณฑบาต หรือหมู่บ้านที่เป็นแหล่งโคจรไปเพื่อรับอาหารบิณฑบาตเป็นประจำในช่วงที่ประทับอยู่การเสด็จเข้าไปบิณฑบาตและโปรดสัตว์ในนิคม แห่งนั้น เพื่อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์จากการเห็นสมณะและได้ถวายอาหาร
-> ครั้งนั้น ปุณณโกลิยบุตร ผู้ประพฤติวัตรดังโค และเสนิยอเจละ ผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฝ่ายเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ก็คุ้ยเขี่ยดุจสุนัขแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
~ ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค (หรือโควัตร) = คือ ผู้ปฏิบัติตนตามแนวทางทำวัตรแบบวัว เช่น กิน หญ้า หรือพฤติกรรมบางอย่างคล้ายวัว เพื่อหวังผลการเกิดเป็นวัวหรือไปสู่คติที่ดี แต่ภายหลังได้รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนเข้าใจเรื่องกรรมและยอมรับพระรัตนตรัย
~ เสนิยอเจละ = คือ อเจละ (นักบวชเปลือยกาย) ที่สมาทานกุกกุรวัตร คือการประพฤติวัตรปฏิบัติตนเลียนแบบสุนัข เช่น การกินอาหารบนพื้น การคุ้ยเขี่ย การนอนตามกิริยาของสุนัขอย่างเคร่งครัดและยาวนาน เชื่อว่าจะทำให้บริสุทธิ์หรือได้เป็นเทวดา แต่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ ว่าเป็นการเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) ซึ่งนำไปสู่การเกิดเป็นสุนัขหรือนรก
[ข] คติของผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข
(๑) ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค =ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสนิยอเจละนี้ ประพฤติวัตรดังสุนัข ทํากรรมยากที่ผู้อื่นจะทําได้ บริโภคโภชนะที่วางไว้ ณ พื้นดิน เขาสมาทานกุกกุรวัตรนั้นอย่างบริบูรณ์ สิ้นกาลนาน คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร
~ กุกกุรวัตร = ผู้ประพฤติกุกกุรวัตร หมายถึงผู้ประพฤติเลียนแบบสุนัข หรือทำกิริยาอาการเหมือนสุนัขทุกอย่าง
(๒) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า อย่าเลย ปุณณะ จงงดข้อนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนี้เลย ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒,๓
(๓) ดูก่อนปุณณะ เราไม่ได้จากท่านเป็นแน่ซึ่งคํานี้ว่า อย่าเลยปุณณะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย ดังนี้
(๔) แต่เราจักพยากรณ์แก่ท่าน = ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้บําเพ็ญกุกกุรวัตร บําเพ็ญปกติของสุนัข บําเพ็ญกิริยาอาการของสุนัขให้บริบูรณ์ ไม่ขาดสาย ครั้นแล้วเมื่อตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข
(๕) อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า เราจักเป็นเทวดาหรือเทพองค์ในองค์หนึ่ง ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด
(๖) ดูก่อนปุณณะ เรากล่าวคติของผู้เห็นผิดว่ามี ๒ อย่าง คือ นรกหรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง
(๗) ดูก่อนปุณณะ กุกกุรวัตรเมื่อถึงพร้อม ย่อมนําเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข เมื่อวิบัติย่อมนําเข้าถึงนรก ด้วยประการฉะนี้
(๘) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข ร้องไห้น้ำตาไหล
[ค] คติของผู้ประพฤติวัตรดังโค
ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโคว่า ดูก่อนปุณณะ เราไม่ได้คํานี้จากท่านว่า อย่าเลยปุณณะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
~ ผู้ประพฤติโควัตร = ผู้ประพฤติเลียนแบบโค คือ ผูกเขา ผูกหางเที่ยวไปกับฝูงโค ดังนี้
(๑) เสนิยอเจละทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ถึงการพยากรณ์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกะข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าได้สมาทานกุกกุรวัตรนี้อย่างบริบูรณ์มาช้านานแล้ว
(๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปุณณโกลิยบุตร ประพฤติวัตรดังโค เขาสมาทานโควัตรนั้นอย่างบริบูรณ์มาช้านาน คติของเขาจะเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร
(๓) พุทธเจ้า : อย่าเลย เสนิยะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
(๔) เสนิยอเจละ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า
(๕) พุทธเจ้า : ดูก่อนเสนิยะ เราไม่ได้จากท่านเป็นแน่ซึ่งคํานี้ว่า อย่าเลยเสนิยะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
(๖) ดังนี้ แต่เราจักพยากรณ์แก่ท่าน ดูก่อนเสนิยะ บุคคลบางคนในโลกนี้ บําเพ็ญโควัตร บําเพ็ญปกติของโค บําเพ็ญกิริยาอาการของโคอย่างบริบูรณ์ ไม่ขาดสาย ครั้นแล้วเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ลายเมฆ, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #350 เมื่อ: 25, กรกฎาคม, 2569, 07:39:20 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๔/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

(๗) อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า เราจักเป็นเทวดาหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล วัตร ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด
(๘) ดูก่อนเสนิยะ เรากล่าวคติของผู้เห็นผิดว่ามี ๒ อย่าง คือ นรกหรือกําเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง
-> ดูก่อนเสนิยะ โควัตรเมื่อถึงพร้อม ย่อมนําเข้าถึงความเป็นสหายของโค เมื่อวิบัติย่อมนําเข้าถึงนรก ด้วยประการฉะนี้
(๙) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ปุณณโกลิยบุตร ผู้ประพฤติวัตรดังโค ร้องไห้น้ำตาไหล
(๑๐) ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเสนิยอเจละ ผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขว่า
(๑๑) ดูก่อนเสนิยะ เราไม่ได้คํานี้จากท่านว่า อย่าเลยเสนิยะ จงงดข้อนั้นเสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนั้นเลย
(๑๒) ดังนี้ ปุณณโกลิยบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ถึงการพยากรณ์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะข้าพเจ้า
(๑๓) แม้ข้าพเจ้าสมาทานโควัตรนี้อย่างบริบูรณ์มาช้านาน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
(๑๔) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถแสดงธรรมโดยประการที่ให้ข้าพเจ้าพึงละโควัตรนี้ได้
(๑๕) และเสนิยอเจละผู้ประพฤติวัตรดังสุนัข พึงละกุกกุรวัตรนั้นได้
(๑๖) ดูก่อนปุณณะ ถ้ากระนั้น ท่านจงฟัง จงมนสิการให้ดี เราจักกล่าว ปุณณโกลิยบุตร ผู้ประพฤติวัตรดังโค ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
[ง] กรรมดํากรรมขาว ๔
(๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
-> ดูก่อนปุณณะ กรรม ๔ ประการนี้ เราทําให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ๔ ประการนั้นเป็นไฉน
(๒) ดูก่อนปุณณะ
-> กรรมดํามีวิบากดํามีอยู่
-> กรรมขาวมีวิบากขาวมีอยู่
-> กรรมทั้งดําทั้งขาว มีวิบากทั้งดําทั้งขาวมีอยู่
-> กรรมไม่ดําไม่ขาว มีวิบากไม่ดําไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมมีอยู่
(๓) ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมดํามีวิบากดํา = เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้
(๓.๑) ประมวลกายสังขาร อันมีความทุกข์
(๓.๒) ประมวลวจีสังขาร อันมีความทุกข์
(๓.๓) ประมวลมโนสังขาร อันมีความทุกข์
(๓.๔) ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันมีความทุกข์; ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันมีทุกข์; เขาอันผัสสะประกอบด้วยทุกข์ถูกต้อง ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยทุกข์ อันเป็นทุกข์โดยส่วนเดียว ดุจสัตว์นรก
(๓.๕) ฉะนั้น ดูก่อนปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี
(๓.๖) สัตว์ทํากรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้น
(๓.๗) ผัสสะ ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว
คือการกระทบกันของ อายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) เมื่อยังมีกายและใจ ย่อมหนีไม่พ้นการกระทบของอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นวิบาก (ผล) ที่เกิดจากกรรมที่ทำไว้ในอดีต
(๓.๘) ดูก่อนปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่าสัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้ เรากล่าวว่า กรรมดํามีวิบากดํา
คือต้องรับผลของกรรมที่ตนทำไว้ โดย "กรรมดำมีวิบากดำ" หมายถึง บุคคลทำกายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขารที่เบียดเบียนตนหรือผู้อื่น และเข้าถึงโลกที่เป็นทุกข์ เสวยทุกข์โดยส่วนเดียว (เช่น สัตว์นรก)
~ กรรมดำ = หมายถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีวิบากดำ หมายถึงเป็นเหตุให้เกิดในอบาย
~ อกุศลกรรมบถ  ๑๐ = ประกอบด้วย:
-- กายกรรม ๓ - ความชั่วทางกาย: ปาณาติบาต- ฆ่าสัตว์; อทินนาทาน -ลักทรัพย์; กาเมสุมิจฉาจาร - ประพฤติผิดในกาม
-- วจีกรรม ๔ - ความชั่วทางวาจา : มุสาวาท - พูดเท็จ; ปิสุณาวาจา - พูดส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน;  ผรุสาวาจา - พูดคำหยาบ; สัมผัปปลาปะ - พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ
-- มโนกรรม ๓ - ความชั่วทางใจ : อภิชฌา - โลภอยากได้ของผู้อื่น; พยาบาท - ผูกใจเจ็บ คิดร้ายผู้อื่น; มิจฉาทิฏฐิ - เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
(๔) ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมขาว มีวิบากขาว = เป็นไฉน? บุคคลบางคนในโลกนี้
(๔.๑) ประมวลกายสังขาร อันไม่มีความทุกข์
~ กายสังขาร หมายถึงสภาพปรุงแต่งการกระทำทางกายหรือกายสัญเจตนา คือ ความจงใจทางกาย
(๔.๒) ประมวลวจีสังขาร อันไม่มีความทุกข์
~ วจีสังขาร =สภาพปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร หรือวจีสัญเจตนา คือ ความจงใจทางวาจา
(๔.๓) ประมวลมโนสังขาร อันไม่มีความทุกข์
~ มโนสังขาร = สภาพปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา หรือมโนสัญเจตนา คือความจงใจทางใจ
(๔.๔) ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความทุกข์; ผัสสะอันไม่มีความทุกข์ ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันไม่มีความทุกข์
(๔.๕) เขาอันผัสสะไม่มีความทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีความทุกข์ เป็นสุขโดยส่วนเดียว ดุจเทพชั้นสุภกิณหาฉะนั้น
(๔.๖) ดูก่อนปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทํากรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้น ผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว
(๔.๗) ดูก่อนปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้ เรากล่าวว่า กรรมขาวมีวิบากขาว
~ กรรมขาว หมายถึง กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีวิบากขาว หมายถึงเป็นเหตุให้เกิดในสวรรค์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #351 เมื่อ: 25, กรกฎาคม, 2569, 01:07:52 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๕/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

๕) ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมทั้งดําทั้งขาว มีวิบากทั้งดําทั้งขาว = เป็นไฉน
(๕.๑) ดูก่อนปุณณะ บุคคลบางคนในโลกนี้
-- ประมวลกายสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง;
-- ประมวลวจีสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง;
-- ประมวลมโนสังขาร อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง
(๕.๒) ครั้นแล้ว เขาย่อมเข้าถึงโลกอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง
-- ผัสสะอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง
-- ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลก อันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง
-- เขาอันผัสสะที่มีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้างถูกต้องแล้ว
-- ย่อมเสวยเวทนาอันมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง
-- มีทั้งสุขและทุกข์ระคนกัน
-- ดุจพวกมนุษย์ เทพบางเหล่าและสัตว์วินิบาตบางเหล่าฉะนั้น
~เทวดาบางเหล่า = ในที่นี้หมายถึงกามาวจรเทวดา ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี  และ ปรนิมมิตวสวัตดี
~วินิปาติกะ = สัตว์วินิบาทบางเหล่า หมายถึงเวมานิกเปรต ได้แก่ เปรตผู้อยู่ในวิมาน เสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างแรมเสวยทุกข์; ข้างขึ้นเสวยสุข; บางตนกลางคืนเสวยสุข กลางวันเสวยทุกข์; เวลาเสวยสุขอยู่ในวิมานมีร่างสวยเป็นทิพย์สวยงาม; แต่เวลาจะเสวยทุกข์ก็ต้องออกจากวิมานนี้ไป และร่างกายก็กลายเป็นร่างที่น่าเกลียดน่ากลัว
(๕.๓) ดูก่อนปุณณะ เพราะกรรมที่มีดังนี้แล ความอุปบัติของสัตว์จึงมี สัตว์ทํากรรมใดไว้ ย่อมเข้าถึงเพราะกรรมนั้น ผัสสะย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงแล้ว
(๕.๔) ดูก่อนปุณณะ แม้เพราะอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่า สัตว์มีกรรมเป็นทายาท ข้อนี้เรากล่าวว่า กรรมทั้งดําทั้งขาว มีวิบากทั้งดําทั้งขาว
~ มีวิบากทั้งดำและขาว หมายถึงกรรมมีวิบากทั้งเป็นสุขและเป็นทุกข์
(๖) ดูก่อนปุณณะ ก็กรรมไม่ดําไม่ขาว มีวิบากไม่ดําไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมนั้น = เป็นไฉน
(๖.๑) ดูก่อนปุณณะ บรรดากรรม ๓ ประการนั้น เจตนาเพื่อละกรรมดํา มีวิบากดํา; เจตนาเพื่อละกรรมขาว มีวิบากขาว; เจตนาเพื่อละกรรมทั้งดําทั้งขาว มีวิบากทั้งดําทั้งขาวนั้นเสีย;
~เจตนา = ในที่นี้หมายถึงเจตนาในอริยมรรค ที่เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงวัฏฏะคือพระนิพพาน
(๖.๒) ข้อนี้เรากล่าวว่า กรรมไม่ดําไม่ขาว มีวิบากไม่ดําไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
(๖.๓) ดูก่อนปุณณะ กรรม ๔ ประการนี้แล เราทําให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตาม
~ มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว = หมายถึงเจตนากรรมในมรรคทั้ง ๔ ซึ่งทำให้สิ้นกรรม
[จ] ปุณณโกลิยบุตรแสดงตนเป็นอุบาสก
(๑) ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค ได้กราบทูลว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ํา เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ฉันใด
-> พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
-> ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจําข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
[ฉ] เสนิยอเจละขอบรรพชาอุปสมบท
(๑) เสนิยอเจละ ผู้ประพฤติวัตรดังสุนัขได้กราบทูลว่า
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
-> ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ํา เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใด
-> พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน
(๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้
(๓) ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสํานักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
-> พุทธเจ้า : ดูก่อนเสนิยะ ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังการบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน ต่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลาย มีจิตอันอัญญเดียรถีย์ให้ยินดีแล้ว จึงจะให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ
-> ก็แต่ว่า เราทราบความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #352 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:35:06 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๖/๖) ประมวลธรรม : ๗๓.กุกกุโรวาทสูตร

[ช] ติตถิยปริวาส
หมายถึง นักบวชในลัทธิศาสนาอื่น หากปรารถนาจะบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา จะต้องประพฤติปริวาสก่อน ๔ เดือน หรือจนกว่าสงฆ์พอใจ จึงจะอุปสมบทได้
-> ทั้งนี้ เพื่อปรับตัวปรับวิถีชีวิตให้พร้อมที่จะเข้าอยู่ในระบบอย่างใหม่ และเป็นการทดสอบตนเองด้วย;
-> เสนิยอเจละ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวังการบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน ต่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุมีจิตอันอัญญเดียรถีย์ให้ยินดีแล้วจึงให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุไซร้
-> ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาสถึง ๔ ปี ต่อล่วง ๔ ปี ภิกษุทั้งหลายมีจิตอันข้าพระองค์ให้ยินดีแล้ว จึงให้ข้าพระองค์บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุเถิด
-> เสนิยอเจละผู้ประพฤติกุกกุรวัตร ได้บรรพชาอุปสมบทในสํานักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อท่านเสนิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน
-> หลีกออกไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานนัก ทําให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
-> ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทําทําเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ท่านพระเสนิยะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจํานวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล
จบกุกกุโรวาทสูตรที่ ๗


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #353 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:25:47 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร (ว่าด้วยอภัยราชกุมาร)

อุปดิลกฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.ประณตพระพุทธะอรหันต์.................อภิสันต์ ณ โลกา
พระตรัสรู้สิดนุหนา..................................อริย์สัจประเสริฐธรรม

    ๒.ทรงนำศาสน์ฯยิ่งหล้า........................เพียรสอน สงฆ์ชน
เมตตา,กรุณขจร......................................เปี่ยมท้น
สงฆ์,ชนมุ่งมิคลอน....................................กิจเสร็จ
ดับจากกิเลสพ้น.......................................ล่วงแล้วอรหันต์

    ๓.สมัย"พระพุทธะ"จระเร่.......................อดิ"เวฬุวันฯครัน
"อภัยกุมารฯ"ตริธุระพลัน...........................วจะ"นาฏบุตร"แฉ

    ๔.แลนาฏบุตรเร่งแท้..............................ไปหา พุทธ์องค์
พึงกล่าววาทะหนา.....................................ประโยชน์ล้น
พุทธ์องค์ฤทธิ์มากครา...............................เป็นใหญ่
นาฏบุตรเตรียมคำด้น................................หักหน้าพุทธ์เผย

    ๕.เจาะวาทะถามสิวะพระองค์.................วจะตรงกะชนเคย
นิกรรตีวะพิเราะเอ่ย...................................ประลุมีรึไม่แฉ

    ๖.แลพุทธ์องค์จ่อถ้อย............................วาจา ตถาคต
ชนไม่รัก,ชอบหนา.....................................แน่แท้
"อภัยฯ"จุ่งตอบมา......................................มิต่าง ปุถุชน
ยังพูดมิดีแล้..............................................ทุกผู้เหมือนกัน

    ๗.ผิพุทธองค์สิประลุตอบ.......................ก็จะมอบวจีพลัน
วจีสิพูดมธุระสรรค์....................................นฤชนซิยินดี

    ๘."อภัยฯ"ลีจ่อค้าน.................................เหตุไฉน พยากรณ์
"เทวทัต"ตกนรกไกล..................................กัปสิ้น
มิสามารถทุเลาไว......................................หรือช่วย
พูดบ่งเทวทัตดิ้น........................................รุ่มร้อนใจหนา

    ๙.เหมาะนาฏบุตรสิภณะชม....................ทวิปมซิปัญหา
กระอักกระอ่วนจะมิเจาะกล้า......................ก็พระพุทธ์ฯจะแก้เผย

    ๑๐.เปรย"อภ้ยฯ"เปรียบแล้....................."กระจับ"คา ในคอ
มิอาจกลืน,คายพา.....................................ออกได้
"โคดม"ดุจเดียวหนา...................................กลืนไป่ มิคาย
จงเร่งไปหาไซร้..........................................ยิ่งพร้อมวาทะแฉ

    ๑๑.อภัยฯปะ"พุทธะ"และตริฉาน..............มิเหมาะกาลจะทูลแล
จะเห็นพระสงฆ์มหตะแล้.............................เหมาะนิมนต์ ณ เรือนเผย

   ๑๒.อภัยฯเปรยกล่าวพร้อง.......................นิมนต์ จตุองค์
พระพุทธ์ฯรับเชิญยล..................................รุ่งเช้า
พระพุทธ์ฯเสด็จบัดดล................................รับภัต
อังคาสถวายพุทธ์เจ้า..................................นอบด้วยองค์เอง

    ๑๓."อภัยฯ"ซิถามวจนะรุด.......................วะพระพุทธ์ฯจะตรัสเผง
สิถ้อยมิงามมิปิยะเฉ่ง..................................นรไม่รตีหนอ

    ๑๔.รอคำตอบพุทธ์เจ้า............................ตรัสแล เป็นหลาย
มิใช่ตอบเดียวแฉ........................................ถูกต้อง
อภัยฯอุทานแด...........................................นิครนถ์จ่อ ฉิบหาย
พระพุทธ์องค์ตรัสก้อง.................................เหตุแท้ใดหนา

    ๑๕."ปกรณัม"เจาะภณะไซร้.....................พระอภัยฯแถลงกล้า
ก็นาฎบุตรมุวทะคว้า....................................ทวิ"ถามและตอบ"เผย

    ๑๖.อภัยฯเฉลยพุทธ์เจ้า...........................ทูลความ หมดแล
แผนนาฏบุตรเตรียมผลาม............................พจน์แกล้ว
คำถาม,ตอบจัดตาม"....................................กำหนด
คาดพุทธองค์ตอบแล้ว.................................ขัดแย้งอับอาย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #354 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:15:51 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๕) ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร

    ๑๗.ซิเหตุก็กลับลุบริพัตร......................วจะชัดพระพุทธ์ฯกลาย
วิสัชนาเลาะพหุหลาย...............................นิรตอบซิหนึ่งเอย

    ๑๘.เผยมีเด็กอ่อนแล้............................นอนครา
บนตักอภัยฯหนา......................................ตื่นแล้ว
เด็กซนหยิบกรวดมา.................................อมใส่ ปากเอย
พระพุทธ์ฯถามอภัยฯแกล้ว........................จุ่งแก้ไขไฉน

    ๑๙."อภัยฯ"สิทูลจะรยะล้วง....................ผิมิล่วงวจะควักไว
เจาะศีรษะแหงนและมละไส.......................ผิวะเสียซิเลือดแฉ

    ๒๐.แล"อภัยฯ"ตอบแท้...........................คิดตรอง รักษ์ชีพ
เพราะเมตตาเด็กปอง.................................ช่วยพร้อม
พุทธ์องค์ตรัสครรลอง................................ดุงดั่ง ตถาคต
ตรัสแต่คำประโยชน์น้อม............................เพ่งด้วยเหมาะกาล

    ๒๑.พระพุทธ์ฯตริ"เลือก ฉ นิรตรัส............วจะชัดเจาะกล่าว"ขาน
"วจีมิจริง,ลิหิตะกราน..................................ปิยะไร้มิตรัส"เผย

    ๒๒.เปรย"วาจาที่แท้................................มีจริง บ ประโยชน์"
"ชนเพ่งมิชอบอิง........................................เพิกถ้อย"
"วจีจริงเด่นพาดพิง.....................................ประโยชน์มาก"
"ชนไม่ชอบใจคล้อย...................................เลือกแล้วกาลสม

    ๒๓."วจีมิจริงลิคุณะครัน..........................วจะนั้นนิกรชม"
"และชอบรตีลุปิยะขรม...............................ก็พระองค์มิเอ่ยหนา

    ๒๔.ครา"วาจาที่แท้..................................จริงแล บ ประโยชน์"
"ชนชื่นวจีแฉ...............................................เพิกถ้อย"
"วาจาเด่นจริงแด.........................................ประโยชน์ มากนา"
ชนเพ่งรัก,ชอบช้อย.....................................ตรัสพร้อมเหมาะกาล"

    ๒๕.พระพุทธ์ฯสิเมตตะนฤชัด...................เหมาะเจาะตรัสซิกาลขาน
วจีฉะนั้นจะประลุพาน..................................พหุผลเจริญแฉ

    ๒๖.แล"อภัยฯ"จ่อแท้................................ถามนา
บัณฑิต,กษัตริย์หนา....................................มุ่งไซร้
ปัญหาผูกถามมา.........................................หลายหลาก
"ทรงจัดเตรียมทำไว้"..................................."ไม่ได้เตรียมหรือ"

    ๒๗."พระพุทธะ"ถามวะพระอภัยฯ..............ภวไซร้ซิฝึกปรือ
กะราชรถเจาะทยะครือ................................ประลุเชี่ยวและชาญเผย

    ๒๘.พระอภ้ยฯเปรยกล่าวถ้อย...................ชำนาญ ราชรถ
พระพุทธ์องค์ถามกราน................................ชื่อไซร้
หากใครสอบถามพาน..................................เตรียมก่อน
หรือชื่อคงทราบได้......................................แจ่มแจ้งเร็วหนอ

    ๒๙.อภัยฯฉลาดภณะ"พระพุทธ์ฯ..............ภวรุดซิรถจ่อ
จะถามอะไรก็ประลุขอ.................................ก็จะตอบสิทันควัน

    ๓๐.ครันตถาคตแล้..................................เหมือนครา อภัยฯ
บัณฑิต,กษัตริย์ถามมา................................ตอบได้
มี"ธรรมธาตุ"เกิดหนา...................................สะอาดจิต ปราศกิเลส
ถามทุกรายลุไซร้........................................แจ่มแจ้งจริงเผย

    ๓๑."อภัยฯ"ซิทูลวทะ"พระพุทธ์ฯ"..............รุจิรุดจะแจ้งเอ่ย
จะเปรียบสิชี้อนยเสย...................................นฤหลงซิมรรคา

    ๓๒.คราตามประทีปแล้ว...........................มืดมน หมดไป
พระพุทธ์ฯแจงธรรมยล................................หลากแล้
อภัยฯประกาศตน........................................อุบาสก
ถึงรัตน์ตรัยโดยแท้......................................ชีพนี้ตลอดหนา ฯ|ะ
   
แสงประภัสสร

๘. อภยราชกุมารสูตร ว่าด้วยอภัยราชกุมาร [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/haJMC6rUDo8wavQeS


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7536
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1215



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #355 เมื่อ: วันนี้ เวลา 01:30:00 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๔.อภยราชกุมารสูตร

อภยราชกุมารสูตร
ว่าด้วยอภัยราชกุมาร
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์
(๑) ครั้งนั้น พระราชกุมารพระนามว่า อภัย เสด็จเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตรถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทนิครนถ์นาฏบุตรแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
(๒) นิครนถ์นาฏบุตรได้ทูลอภัยราชกุมารว่า ไปเถิด พระราชกุมาร เชิญพระองค์ทรงยกวาทะแก่พระสมณโคดม กิตติศัพท์อันงามของพระองค์จักระบือไปว่า อภัยราชกุมารทรงยกวาทะแก่สมณโคดมผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้
(๓) อภัยราชกุมารตรัสถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าจะยกวาทะแก่พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ ได้อย่างไร
(๔) นิครนถ์นาฏบุตรทูลว่า จงไปทูลถามพระสมณโคดม ๒ คำถามอย่างนี้ว่า
(๔.๑) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นบ้างหรือหนอ
-> ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนราชกุมาร ตถาคตพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น
-> ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทําของพระองค์จะต่างอะไรจากปุถุชนเล่า เพราะแม้ปุถุชนก็พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น
(๔.๒) ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนราชกุมาร ตถาคตไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น
-> ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น อย่างไรพระองค์จึงทรงพยากรณ์พระเทวทัตว่า เทวทัตจักเกิดในอบาย จักเกิดในนรก ตั้งอยู่สิ้นกัปหนึ่ง เป็นผู้อันใครๆ เยียวยาไม่ได้ ดังนี้ เพราะพระวาจาของพระองค์นั้น พระเทวทัตโกรธ เสียใจ
-> ดูก่อนพระราชกุมาร พระสมณโคดมถูกพระองค์ทูลถามปัญหาสองเงื่อนนี้แล้ว จะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้เลย เปรียบเหมือนกระจับเหล็กติดอยู่ในคอของบุรุษ บุรุษนั้นจะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้ ฉันใด ดูก่อนราชกุมาร พระสมณโคดมก็ฉันนั้น ถูกพระองค์ทูลถามปัญหาสองเงื่อนนี้แล้วจะไม่อาจกลืนเข้า ไม่อาจคายออกได้เลย
(๕) อภัยราชกุมารรับคํานิครนถ์นาฏบุตรแล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
-> ครั้นแล้ว ทรงแหงนดูพระอาทิตย์ทรงพระดําริว่า วันนี้มิใช่กาลจะยกวาทะแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า วันพรุ่งนี้เถิด เราจักยกวาทะแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าในนิเวศน์ของเรา ดังนี้แล้ว
-> จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองค์เป็นที่ ๔ จงทรงรับภัตตาหารของหม่อมฉัน เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้
-> เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอภัยราชกุมาร ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ลําดับนั้น อภัยราชกุมารทรงอังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยขาทนียโภชนียะอันประณีต ให้อิ่มหนําเพียงพอด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
[ข] วาจาที่ไม่เป็นที่รัก
(๑) อภัยราชกุมาร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นบ้างหรือหนอ
-> พระพุทธเจ้า : ในปัญหาข้อนี้ จะวิสัชนาโดยส่วนเดียวมิได้
-> อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะปัญหาข้อนี้ พวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว
-> พระพุทธเจ้า : ดูก่อนราชกุมาร เหตุไฉนพระองค์จึงตรัสอย่างนี้เล่า
-> อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พูดว่า พวกนิครนถ์ได้ฉิบหายแล้ว เพราะนิครนถ์นาฏบุตร แนะข้าพระองค์มายกวาทะแก่พระสมณโคดม เพื่อว่าจะมีกิตติศัพท์ว่ายกวาทะแก่พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก โดยนิครนถ์นาฏบุตรได้ตั้งคำถามมาให้ ๒ คำถาม
(๒) คำถามแรก
-> อภัยราชกุมาร : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตจะพึงตรัสพระวาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่นบ้างหรือหนอ
-> พระพุทธเจ้า : แล้วพระสมณโคดม จะทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า 'ตถาคตพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น'
-> อภัยราชกุมาร : ดังนี้ไซร้ พระองค์พึงทูลพระสมณโคดมอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทําของพระองค์จะต่างอะไรจากปุถุชนเล่า เพราะแม้ปุถุชนก็กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 22 23 [24]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.263 วินาที กับ 113 คำสั่ง
กำลังโหลด...