Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 307738 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 6 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #360 เมื่อ: 30, กรกฎาคม, 2569, 08:39:28 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

๙. พหุเวทนิยสูตร
ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
~ เชตวนาฯ= วัดเชตวันมหาวิหาร เป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ตั้งอยู่ที่สวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง ๑๘ โกฏิ วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากมาย
(๑) ครั้งนั้น นายช่างไม้ชื่อ ปัญจกังคะ เข้าไปหาท่านพระอุทายี นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
[ข] กถาว่าด้วยเวทนา
(๑) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้เท่าไร
(๒) ท่านพระอุทายีตอบว่า : ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; อทุกขมสุขเวทนา ๑
(๓) ปัญจกังคะ กล่าว : ข้าแต่ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; เพราะอทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันสงบ อันประณีตแล้ว
ปัญจกังคะ : กล่าวยืนคําเป็นครั้งที่ ๒
(๔) ท่านพระอุทายี : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓
(๕) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓
(๖) ท่านพระอุทายีไม่สามารถจะให้นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะยินยอมได้ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะก็ไม่สามารถจะให้ท่านพระอุทายียินยอมได้
(๗) ท่านพระอานนท์ได้สดับถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
-> จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้กราบทูลถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะทั้งหมด -> พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของพระอุทายี และพระอุทายีก็ไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ดูก่อน
-> ท่านพระอุทายีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ แต่ตรัสไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑
(๘) พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกับพระอานนท์
(๘.๑) แม้เวทนา ๒ เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย
-> ถึงเวทนา ๓ เวทนา ๔ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘ เราก็กล่าวแล้วโดยปริยาย
(๘.๒) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้แล ผู้ใดไม่รู้ตามด้วยดี; ไม่สําคัญตามด้วยดี; ไม่ยินดีตามด้วยดี; ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันและกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว
-> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก คือ ปากอยู่
(๘.๓) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้ ผู้ใดรู้ตามด้วยดี; สําคัญตามด้วยดี; ยินดีตามด้วยดี ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันแลกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว
-> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักพร้อมเพรียง บันเทิง ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมระคนกับน้ำ แลดูกันด้วยสายตาเป็นที่รักอยู่
[ค] กามคุณ ๕
(๑) ดูก่อนอานนท์ กามคุณ ๕ นี้เป็นไฉน
-> คือ รูปอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ อันสัตว์ปรารถนา ใคร่ พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
-> เสียงอันจะพึงรู้โดยโสตะ...
-> กลิ่นอันจะพึงรู้ด้วยฆานะ..
-> รสอันจะพึงรู้ด้วยชิวหา...
-> โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้ด้วยกาย อันสัตว์ปรารถนา ใคร่พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
(๒) ดูก่อนอานนท์ นี้แลกามคุณ ๕
-> สุขโสมนัสอันใดย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ สุขและโสมนัสนี้ เรากล่าวว่ากามสุข
~ กามสุข = สุขโสมนัสที่เกิดขึ้นเมื่อได้เสพ ได้พบเห็น หรือเสวยอารมณ์จากกามคุณ ๕ เหล่านั้น  พระพุทธเจ้าตรัสว่ากามสุขเป็นสุขที่เบาบาง ไม่ยั่งยืน และ ไม่ใช่สุขอย่างยอดเยี่ยม เพราะมีโทษ คือทำให้คนเราต้องเหนื่อยยากในการหาทรัพย์มาปรนเปรอ และยังมีความสุขที่ประณีตกว่าคือกามสุขในทางธรรม เช่น สุขจากการออกจากกาม


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #361 เมื่อ: 30, กรกฎาคม, 2569, 01:25:40 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

[ง] สุขในรูปฌานและอรูปฌาน
(๑) ดูก่อนอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
-> สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้เพราะเหตุไร
(๒) เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
(๓) ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม; สงัดจากอกุศลธรรม
(๔.๑) บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกลว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
-> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
 ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๔.๒) บรรลุทุติยฌาน = มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน; เป็นธรรมเอกผุดขึ้น; ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป; มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
-> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๓) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
-> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสมีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
-> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๔) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
-> นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง
-> ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๕) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่าอากาศไม่มีที่สุด; เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง; เพราะดับปฏิฆสัญญาได้; เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาอยู่ นี้แล
~ อากาสานัญจายตนฌาน =  คือ อรูปฌานขั้นที่ ๑ ที่กำหนดเอา "อากาศ" หรือ "ช่องว่าง" หาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ผู้ปฏิบัติจะบริกรรมว่า "อากาศไม่มีที่สุด"
~ ปฏิฆสัญญา = การดับปฏิฆสัญญา คือการหยุดความจำในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งปวง เพื่อเข้าสู่สมาธิที่ประณีตกว่า
~ มนสิการนานัตตสัญญา = คือ สัญญา การจำ ที่ต่างๆ กัน อันหมายถึง สัญญา ความจำ ที่เกิดกับจิตประเภทต่างๆ หลากหลาย แตกต่างกันไป ชื่อว่า นานัตตสัญญา
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๖) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด; เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่
~ วิญญาณัญจายตนฌาน =  คือ อรูปฌานที่ ๒ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงที่เพ่ง "วิญญาณที่ไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์ โดยก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๑ มาได้แล้ว ด้วยการบริกรรมว่า "วิญญาณหาที่สุดมิได้"
-> นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ เป็นไฉน
(๔.๗) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไรๆ ก็ไม่มี; เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล
~ อากิญจัญญายตนฌาน = คืออรูปฌานขั้นที่ ๓ ในสมาธิ ๙ ระดับ เป็นภาวะจิตที่ตั้งมั่นโดยกำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย"  เป็นอารมณ์ ล่วงอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จัดเป็นฌานที่ละเอียดสูงกว่าอากาสานัญจายตนะและวิญญาณัญจายตนะ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), กรกันต์, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #362 เมื่อ: 31, กรกฎาคม, 2569, 10:11:41 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

-> อานนท์ สุขอื่นอันดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ เป็นไฉน
(๔.๘) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล
~ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  = คือ อรูปฌานขั้นที่ ๔ (ขั้นสูงสุดในบรรดาอรูปฌานทั้ง ๔) หมายถึง ภาวะสมาธิที่ประณีตที่สุด ซึ่งจิตมีความรู้สึก (สัญญา) ก็ไม่ใช่ จะไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่ โดยผ่านการกำหนดจิตให้ละเอียดจนปล่อยอารมณ์ความรู้สึกหยาบทั้งหมด เหลือเพียงความสงบและประณีตขั้นสูงสุด
-> อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> ดูก่อนอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง -> ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๙) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล
~ สัญญาเวทยิตนิโรธ = คือสมาธิขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา หรือ "ฌานลำดับที่ ๙" เป็นภาวะที่จิตดับความรู้สึก (เวทนา) และความจำได้หมายรู้ (สัญญา) ลงอย่างสิ้นเชิง เป็นสภาวะที่จิตระงับสังขารทั้งปวง (กาย, วจี, จิต) แต่ยังมีชีวิตอยู่ อริยบุคคลระดับพระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้นที่เข้าได้
-> อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
(๕) ดูก่อนอานนท์ ข้อที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
-> พระสมณโคดมตรัส สัญญาเวทยิตนิโรธไว้แล้ว แต่บัญญัติลงในสุข ข้อนี้นั้นจะเป็นไฉนเล่า; ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไรเล่า; ดังนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้
-> ดูก่อนอานนท์ อัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ท่านควรจะกล่าวตอบว่า
-> ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงหมายสุขเวทนาอย่างเดียว แล้วบัญญัติไว้ในสุขหามิได้ แต่บุคคลได้สุขในที่ใดๆ พระตถาคตย่อมบัญญัติที่นั้นๆ ไว้ในสุข
-> พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล
จบพหุเวทนิยสูตรที่ ๙


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #363 เมื่อ: 31, กรกฎาคม, 2569, 01:14:33 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๖.อปัณณกสูตร (ว่าด้วยข้อปฏิบัติมิผิด)

ธาตุมมิสสาฉันท์ ๑๑/โคลงสามสุภาพ

    ๑.นบน้อมพุทธ์เจ้า.........................อรหันต์เกล้าซิปกชน
ตรัส์รู้ด้วยตน...................................."อริย์สัจสี่"ประเสริฐหนา

    ๒.ทรงเมตตาชน,สงฆ์.....................ผจงสอนธรรมเด่นนี้
ใครเพ่งเพียรเรียนชี้...........................หลุดพ้นทุกข์แฉ ถาวร

    ๓.พุทธ์เจ้าสอนหนา........................ลุ"อปัณณาฯ"ประพฤติแล
ทำไม่ผิดแน่.......................................จะลุตัด"อาสวาฯ"เผย

    ๔.เปรย"ปัณณกะ"แล......................แฉมีสามเลิศพร้อม
จิตมุ่งสะอาดน้อม...............................รุดหน้าเจริญธรรม

    ๕.อินทรีย์สังวร...............................ลุระวังถอนรตีนำ
หรือเสียใจหนำ...................................ณ ทวารหกจมูก,ตา..

    ๖.คราภัตรยังชีพยืน........................เพียงกลืนบริโภคแล้
ภัตรแค่ประมาณแท้............................ไม่ล้นเกินไป

    ๗.หมั่นเพียรหวังตื่น.........................ชระจิตรื่นนิวรณ์ไกล
ทั้งวัน,คืนใส........................................นิรเห็นนอนสิสำคัญ

    ๘.ครันสงฆ์สำรวมแล.......................แฉอินทรีย์หกนี้
"ตา,จมูก,หู"ชี้......................................ร่วม"ลิ้น,ใจ,กาย"

    ๙.ปิดอินทรีย์หก..............................อกุศลปรกมิได้กราย
ไม่ยึดรูปฉาย......................................อนะอารมณ์ซิก่อ"กาม"

    ๑๐.ความ"อนุพยัญฯ".......................ครันมิติดส่วนน้อย
รูปละเอียด,มือช้อย.............................ว่าล้วนงามเผย

    ๑๑.ไม่ปรุงส่วนน้อย.........................ลุกิเลสถ่อยอุบัติเกย
ป้องกันชั่วเสย.....................................นิรกำหนัดกิเลสหนา

    ๑๒.คราสำรวมอินทรีย์.....................มีทวารครองรักษ์แผ้ว
ดุจเต่าหดคอแล้..................................มุ่งป้องภัยผอง

    ๑๓.สงฆ์ตรึกภัตรครัน......................ปริมาณฉันเหมาะครรลอง
เพื่อยังชีพครอง..................................อนุเคราะห์พรหมจรรย์

    ๑๔.สงฆ์คิดไวภัตรนับ......................ดับ"เวทนาเก่า"แท้
คือระงับหิวคลายแล้............................เมื่อยล้า,ปวดหาย

    ๑๕."เวท์นาใหม่"พราก......................อนะฉันมากซิแน่นกราย
การคิดนี้ฉาย......................................วปุกายสมประพฤติธรรม

    ๑๖.สงฆ์จำมินอนนาน......................กรานพากเพียรตื่นพร้อม
จัดแบ่งคืน,วันน้อม..............................เกียจคร้านคลายลง

    ๑๗.กลางวันเพียรบ่ม.......................จระ"จงกรม"ลิง่วงปลง
ตั้งจิตมั่นคง........................................ลุสมาธิ์ปราศนิวรณ์แฉ

    ๑๘.แลกลางคืนยามแรก..................แทรก"จงกรม"จิตรู้
ทำสมาธิ์สติสู้......................................ซ่านฟุ้งสงบหนา

    ๑๙.มัชฌิมยาม,พัก..........................ขณะนอนจักริลุกมา
เพียรต่อไม่ช้า....................................."สติ,สัมป์ชัญญะฯ"ครบฉาย

    ๒๐.ยามปลายลุกมาเดิน...................เพลินจงกรมสลับแล้
ทำสมาธิแท้.........................................จิตพร้อมปราศนิวรณ์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #364 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:04:36 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๒) ประมวลธรรม : ๗๖.อปัณณกสูตร

    ๒๑.สงฆ์เพียรทำลาย.....................กะนิวรณ์หน่ายเจาะคลายถอน
"พอใจ,ฆาต"อ่อน..............................."วิจิกิจฯ,ง่วงและฟุ้ง"ปลง

    ๒๒.สงฆ์ระวังอินทรีย์.....................มีภัตรเหมาะแน่แล้ว
เพียรตื่นจิตสะอาดแท้.......................มุ่งสิ้นกิเลสแฉ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด [อปัณณกสูตร] : พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/PoQY5S1xGDEizIGSr

๖. อปัณณกสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด
[ก] ธรรมะที่ไม่ผิด
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติไม่ผิด) และเหตุ แห่งความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นอันภิกษุนั้นได้เริ่มแล้วด้วย ธรรม ๓ ประการ
(๒) ธรรม ๓ ประการ คืออะไรบ้าง
(๒.๑) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแท้ในอินทรีย์ ทั้งหลาย เป็น อย่างไร?
-> ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว
-> ฟังเสียงด้วย หูแล้ว
-> ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว
-> ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
-> ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายแล้ว
-> รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือเอาโดย นิมิต
~ ไม่ถือนิมิต: ไม่ยึดถือเอาภาพรวมของอารมณ์ที่เห็นหรือได้ยินมาเป็นอารมณ์กาม
~ ถือโดยนิมิต = ได้แก่รวบถือเอาทั้งหมดในรูปที่ได้เห็น ฯลฯ ว่างาม ท่านเปรียบด้วยกิริยาที่จระเข้ฮุบเหยื่อ ถือโดยพยัญชนะได้แก่เลือกถือ เอาเป็นอย่างๆ ในรูป ฯลฯ นั้นว่าคิ้วงาม นัยน์ตางามจมูกงาม เป็นต้น ท่านเปรียบด้วยกิริยาที่เป็ดไซ้หาเหยื่อ
-> ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาป เป็นอกุศล จะพึงไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ อยู่
~ ไม่ถืออนุพยัญชนะ = การไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งตามรายละเอียดปลีกย่อยของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรืออารมณ์ที่มากระทบ จนเป็นเหตุให้เกิดความพอใจ (ราคะ) ความกำหนัด หรือกิเลส
-> เพราะเหตุความไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันใด
-> ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นเสียซึ่งอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น
-> รักษาอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
-> ถึงความสำรวมในอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างนี้แล
-> ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๒.๒) เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ เป็นอย่างไร
-> ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงกลืน กินอาหาร; มิใช่เพื่อเล่น; มิใช่เพื่อเมา; มิใช่เพื่อประดับ; มิใช่เพื่อประเทืองผิว; เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้; เพื่อยังชีวิตให้เป็นไป; เพื่อหายความ หิว; เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์
-> ด้วยคิดว่าด้วยการกินอาหารนี้ เราจักระงับเวทนาเก่าเสียได้ด้วย
-> เราจักไม่ยัง เวทนาใหม่ให้เกิดขึ้นด้วย
-> ความสมประกอบ ความไม่มีโทษและความอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา อย่างนี้ แล
-> ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชน์อย่างนี้แล
(๒.๓) เป็นผู้หมั่นประกอบความเป็นผู้ไม่ เห็นแก่นอน เป็นอย่างไร
-> ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เวลากลางวัน ชำระจิตจากอาวรณิยธรรม :  ด้วยการจงกรม; ด้วยการนั่ง
-> เวลากลางคืน ตอนยามต้น ชำระจิตจาก อาวรณิยธรรม : ด้วยการจงกรม; ด้วยการนั่ง
-> ตอนยามกลางคืน : สำเร็จสีหไสยา โดยข้างเบื้องขวาซ้อนเท้าให้เหลื่อมกัน ; มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา ไว้ในใจ
~ อุฏฐานสัญญา = ความตั้งใจมั่นว่าจะลุกขึ้น, การทำในใจถึงความสำคัญในการที่จะลุกขึ้นอีก, เป็นการกำหนดเวลาตื่นไว้ในใจก่อนนอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมี สติสัมปชัญญะ ในการนอน เพื่อไม่ให้หลับใหลเกินควร
-> ตอนยามปลาย กลับลุกขึ้น ชำระจิตจาก อาวรณิยธรรม : ด้วยการจงกรม; ด้วยการนั่ง อย่างนี้แล
~ อาวรณิยธรรม = อกุศลธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี หรือกั้นจิตไม่ให้บรรลุสมาธิ/นิพพาน ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึง นิวรณ์ ๕ (กามฉันทะ, พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจะกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องชำระออกจากจิต
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ชื่อ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา และเหตุแห่งความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นอันภิกษุนั้นได้เริ่มแล้วด้วย
จบอปัณณกสูตรที่ ๖


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลายเมฆ, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #365 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:36:35 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร (ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรใหญ่)

รการวิปุลลาฉันท์ ๓๒/โคลงสี่ดั้นสุภาพ

    ๑.น้อมประณตพุทธ์เจ้าอร์หันต์เทิด..............ศาสดาคุณเลิศประเสริฐแท้
ทรง"กรุณ,เมตตา"นิกรแฉ...............................สอนวิปัสส์นาแผ่เจาะรู้ตาม

    ๒.ความจริงอริย์สัจแท้.................................วิชชา
ชนมุ่งเพียรศึกษา............................................กิเลสพ้น
ตัดขาดทุกข์"หมดพา......................................ออกวัฏฏ์ สงสาร
จบอร์หันต์แผ้วล้น...........................................สงบนิรันดร์

    ๓.คราสมัยพุทธ์เจ้าประทับงาม....................."เชตวันอาราม"ซิใหญ่ครัน
กาลอรุณทรงบิณฑบาตรพลัน.........................มี"พระราหุล"ตามสิข้างหลัง

    ๔."ราหุล"ฟังรับถ้อย.....................................พุทธ์องค์ ทรงสอน
เห็น"รูป"ตามจริงยง..........................................แน่แท้
"รูป"มิใช่"ตน"ตรง.............................................มิใช่ ของเรา
ใน-นอกปราศถ้วนแล้........................................อัตตา

    ๕.ถามพระองค์กลับ"รูป"สิเดี่ยวหรือ..............ตรัสวะเพิ่มสี่ครือเจาะ"เวทนา"
"สัญญะ,สังขาร,วิญญ์ฯเลาะทั้งห้า.....................ครา"มิได้เป็น, บ ตัวตน"

    ๖.ยลราหุลกลับแล้ว.....................................บิณฑ์ฯหนา
รีบเร่งทำสมาธิ์.................................................ร่มไม้
"สารบุตร"เห็นครา............................................แนะเริ่ม "อานาฯ"
เจริญมาก,ผลท้นไซร้........................................ประโยชน์ไข

    ๗.วาระเย็น"ราหุล"ริเฝ้าครา...........................ถาม"อานาปาฯ"เจริญไย
ทำทวีอย่างใดจะมีไซร้......................................อานิสงส์ใดครันสิมากแฉ

    ๘.แลพุทธ์องค์ตรัสถ้อย................................."อุปาทิน- นกรูป"
"กรรม"เหตุจด"รูป"ผลิน.....................................แน่แล้ว
ในตนแกร่งธาตุดิน............................................ขน,กระดูก ปอด,ตับ..
มิใช่เราไซร้แคล้ว..............................................ไป่ตน

    ๙.ทราบสิความจริงปัฐวีดิ่ง..............................ปราศซิตนพึงทิ้งซิหมดพ้น
นอกและในกายสิงจะเกิดผล..............................จิตจะหน่าย,กำหนัดเจาะคลายลง

    ๑๐.คง"อาโปธาตุ"น้ำ.....................................อุปาทิน-นกรูป"
รูปอ่อนของเหลวชิน..........................................เลือด..ไซร้
"กายตน"ไป่เลยผิน...........................................จึงหน่าย
"กำหนัด"คลายแล้วไร้.......................................หมด"เรา"

    ๑๑.ไฟสิ"เตโชธาตุ"เจาะเร่าร้อน.....................ในและนอกกายช้อนและแผดเผา
ช่วยนะอุ่นกาย,ย่อยซิภัตเพรา............................แต่ บ ตน,กำหนัดทลายสม

    ๑๒.ลม"วาโยธาตุ"แล้....................................."อุปาทิน-นกรูป"
ลมพัดในกายชิน...............................................ที่ท้อง
จิตทราบแน่ผลิน...............................................หาใช่ ตนเอง
"กำหนัด"ตัดได้พร้อง.........................................ฉับพลัน

    ๑๓.ช่องเจาะ"อากาสธาตุ" ณ กายพาน............มีสิ"ช่องอาหาร"เจาะโล่งสรรค์
ว่างเหมาะอากาศผ่าน,ฤทัยดั้น............................"ไป่นะตน",กำหนัดทลายผลาญ

    ๑๔.ทรงประทานแจ่มถ้อย..............................ภาวนา
ปัญจ์ธาตุเจริญหนา...........................................จิตแล้
จิตมิหวั่นใดมา...................................................กระทบ อารมณ์
มิถูกครอบล้อมแท้.............................................ปลอดภัย

    ๑๕.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์ปัก........................ปัฐวีเป็นหลักมิหวั่นไหว
ผัสสะเกิด,ไม่ชอบ ฤ ชอบไซร้............................ผลมิครอบงำจิตซิได้เลย

    ๑๖.เผยชนคอยมุ่งทิ้ง....................................หลากหลาย สกปรก
แลแผ่นดินรับพราย...........................................ไม่ร้อง
หากภาวนากราย..............................................."ดิน"แน่ ฐิติ
จิตเปรียบ"ดิน"แกล้วพร้อง..................................มั่นหนา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, กรกันต์, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7579
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1226



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #366 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:50:00 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๗) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร

    ๑๗.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์ฝึก....................ด้วยซิ"น้ำ"ไหลลึกมิยึดคว้า
จิตมิหวั่นอารมณ์กระทบกล้า..........................ไป่ซิตนจึงห่างกิเลสแฉ

    ๑๘.แลราหุลพฤติพร้อม.............................ภาวนา เสมอ"ไฟ"
เจริญมากฐิติพา............................................จิตแกล้ว
สิ่งใดกระทบจิตมา........................................มิหวั่นอารมณ์
ไฟฆ่ากิเลสไซร้แล้ว.......................................เปรียบแฉ

    ๑๙.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์จัด.....................ตรึกเสมอ"ลม"พัดคระไลแล
ผัสสะเกิดชอบหรือมิชอบแล้..........................จิตมิถูกครอบงำเพราะเปรียบ"ลม"

    ๒๐.ชมราหุลคิดแล้....................................ภาวนา เสมอ "อากาศ"
จิตดุจอากาศหนา..........................................ว่างกว้าง
มิยึดติดใดพา................................................มิหวั่น อารมณ์
จิตอิสระแล้วอ้าง............................................มั่นเผย

    ๒๑.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์กล้า...................พึงเจาะหกยิ่ง"ภาวนา"เอย
โดย"กรุณ,เมตตา,อสุภฯ"เกย..........................มี"มุทีตา,อานิจฯ,อุเบกขา"

    ๒๒.เมตตาเจริญยิ่งแล้ว..............................ละแฉ "พยาบาท"
เจริญมาก"กรุณ"เพิกแล.................................กลั่นแกล้ง
"มุทิตา"จ่อเลิกแด..........................................มิมุ่ง อิจฉา
"อุเบกขา"ขว้างแท้ง.......................................ขุ่นเคือง

    ๒๓.ทรงแนะราหุลจ่อ"อสุภฯ"ตรอง..............ศพจ่อขึ้นอืดพองมิงามเรือง
"ราคะ"รักสวยงามสิเนืองเนือง.........................แก้นิสัยหมดไปซิไวหนา

    ๒๔.คราเจริญ"อนิจจ์ฯ"แล้...........................สัญญา
กาย,จิตมิคงหนา............................................เที่ยงไร้
ตัวตนไป่มีครา...............................................จึงเลิก "ถือตัว"
มิยึดใดสิ้นไซร้...............................................ว่างแฉ

    ๒๕.ทรงแนะ"อานาปาสตีฯ"ชู.......................ทำลุสิบหกคู่ซิมากแล้
นึกกะ"ลมหายใจ"เสมอแล..............................."เข้าและออก"มีอานิสงส์เผย

    ๒๖.เปรยจรถึงร่มไม้....................................สติพราว หายใจ
ครา"หนึ่งทราบชัดยาว"...................................ออก-เข้า
"มิยาวแน่สอง"วาว..........................................."สามแน่ กองลม"
"ลมสี่คลาย"ล้าเฝ้า..........................................สงบเผย

    ๒๗."ปีติห้า,เมื่อเข้าและออก"เร้า...................."หกลุสุขเมื่อเข้าแลออก"เปรย
"เจ็ดเจาะรู้สึกเวทนา"เสย................................."แปดระงับจิตฟุ้ง,เข้าและออก"หนา

    ๒๘.ครา"กำหนดทราบเก้า............................อารมณ์ เป็นใด"
จิตพล่านโกรธระงม.........................................แค่รู้
"สิบจิตร่าเริงชม"..............................................ปราศง่วง ประคอง
"สิบเอ็ดจิตกล้ากู้"............................................หนึ่งเดียว

    ๒๙."จิตละชั่ว,สิบสองลิอารมณ์"....................หรือนิวรณ์ปลดซมและพ้นเชียว
บรรลุ"สิบสาม,เห็นมิเที่ยง"เพรียว......................จิตอุบัติดับปลงมิคงเผย

    ๓๐.เปรย"คลายสิบสี่แล้...............................กิเลสหนา ลดลง"
ปรุงแต่งจางลงพา...........................................ทุกข์น้อย
ปัญญามุ่งเจริญครา........................................มิเที่ยง
"อยาก"เสื่อมลงม้วยคล้อย..............................."ยึด"มลาย

    ๓๑."กายเจาะสิบห้าเห็นวะเสื่อมไซร้.............แล้วซิจางดับไปกะสังขาร"
"จิตลุสิบหกคิดสลัดกราน................................กับกิเลส,อยาก,ยึดขจัด"หนา

    ๓๒."อานาปาฯ"ทำแล้ว.................................จิตไว ละเอียด
ลม"ปัสสาฯ"ออกไป.........................................ดับแล้ว
ราหุลชื่นความนัย............................................ภาษิต พุทธองค์
ยอดเยี่ยมจริงตรงไซร้แท้................................พฤติตาม ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร. ๒. มหาราหุโลวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [ฉบับมหาจุฬาฯ] https://share.google/E6w1orIra9OajUVxi


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.54 วินาที กับ 81 คำสั่ง
กำลังโหลด...