Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 324357 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #360 เมื่อ: 30, กรกฎาคม, 2569, 08:39:28 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๓/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

๙. พหุเวทนิยสูตร
ว่าด้วยช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
[ก] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี
~ เชตวนาฯ= วัดเชตวันมหาวิหาร เป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ตั้งอยู่ที่สวนเจ้าเชต นอกเมืองสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อมาด้วยเงินมากถึง ๑๘ โกฏิ วัดแห่งนี้นับว่าเป็นวัดและที่มั่นสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล และเป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา เป็นสถานที่เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามากมาย
(๑) ครั้งนั้น นายช่างไม้ชื่อ ปัญจกังคะ เข้าไปหาท่านพระอุทายี นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
[ข] กถาว่าด้วยเวทนา
(๑) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้เท่าไร
(๒) ท่านพระอุทายีตอบว่า : ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; อทุกขมสุขเวทนา ๑
(๓) ปัญจกังคะ กล่าว : ข้าแต่ท่านพระอุทายี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ ประการ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ คือ สุขเวทนา ๑; ทุกขเวทนา ๑; เพราะอทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันสงบ อันประณีตแล้ว
ปัญจกังคะ : กล่าวยืนคําเป็นครั้งที่ ๒
(๔) ท่านพระอุทายี : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓
(๕) นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ : ได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๓
(๖) ท่านพระอุทายีไม่สามารถจะให้นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะยินยอมได้ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะก็ไม่สามารถจะให้ท่านพระอุทายียินยอมได้
(๗) ท่านพระอานนท์ได้สดับถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
-> จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้กราบทูลถ้อยคําเจรจาของท่านพระอุทายีกับนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะทั้งหมด -> พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของพระอุทายี และพระอุทายีก็ไม่ยอมตามบรรยายอันมีอยู่ของนายช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ ดูก่อน
-> ท่านพระอุทายีได้กล่าวเป็นครั้งที่ ๒ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๒ ประการ แต่ตรัสไว้ ๓ ประการ คือ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑
(๘) พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกับพระอานนท์
(๘.๑) แม้เวทนา ๒ เราได้กล่าวแล้วโดยปริยาย
-> ถึงเวทนา ๓ เวทนา ๔ เวทนา ๕ เวทนา ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘ เราก็กล่าวแล้วโดยปริยาย
(๘.๒) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้แล ผู้ใดไม่รู้ตามด้วยดี; ไม่สําคัญตามด้วยดี; ไม่ยินดีตามด้วยดี; ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันและกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว
-> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอก คือ ปากอยู่
(๘.๓) ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้ ผู้ใดรู้ตามด้วยดี; สําคัญตามด้วยดี; ยินดีตามด้วยดี ซึ่งคําที่กล่าวดี พูดดี ของกันแลกัน ในธรรมที่เราแสดงโดยปริยายอย่างนี้แล้ว
-> ผู้นั้นจะได้ผลอันนี้ คือ จักพร้อมเพรียง บันเทิง ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมระคนกับน้ำ แลดูกันด้วยสายตาเป็นที่รักอยู่
[ค] กามคุณ ๕
(๑) ดูก่อนอานนท์ กามคุณ ๕ นี้เป็นไฉน
-> คือ รูปอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ อันสัตว์ปรารถนา ใคร่ พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
-> เสียงอันจะพึงรู้โดยโสตะ...
-> กลิ่นอันจะพึงรู้ด้วยฆานะ..
-> รสอันจะพึงรู้ด้วยชิวหา...
-> โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้ด้วยกาย อันสัตว์ปรารถนา ใคร่พอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกําหนัด
(๒) ดูก่อนอานนท์ นี้แลกามคุณ ๕
-> สุขโสมนัสอันใดย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ สุขและโสมนัสนี้ เรากล่าวว่ากามสุข
~ กามสุข = สุขโสมนัสที่เกิดขึ้นเมื่อได้เสพ ได้พบเห็น หรือเสวยอารมณ์จากกามคุณ ๕ เหล่านั้น  พระพุทธเจ้าตรัสว่ากามสุขเป็นสุขที่เบาบาง ไม่ยั่งยืน และ ไม่ใช่สุขอย่างยอดเยี่ยม เพราะมีโทษ คือทำให้คนเราต้องเหนื่อยยากในการหาทรัพย์มาปรนเปรอ และยังมีความสุขที่ประณีตกว่าคือกามสุขในทางธรรม เช่น สุขจากการออกจากกาม


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #361 เมื่อ: 30, กรกฎาคม, 2569, 01:25:40 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๔/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

[ง] สุขในรูปฌานและอรูปฌาน
(๑) ดูก่อนอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า
-> สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนี้เพราะเหตุไร
(๒) เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
(๓) ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม; สงัดจากอกุศลธรรม
(๔.๑) บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกลว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
-> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
 ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๔.๒) บรรลุทุติยฌาน = มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน; เป็นธรรมเอกผุดขึ้น; ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป; มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
-> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๓) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป
-> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสมีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร
-> เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๔) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
-> นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง
-> ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๕) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่าอากาศไม่มีที่สุด; เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง; เพราะดับปฏิฆสัญญาได้; เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาอยู่ นี้แล
~ อากาสานัญจายตนฌาน =  คือ อรูปฌานขั้นที่ ๑ ที่กำหนดเอา "อากาศ" หรือ "ช่องว่าง" หาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ ผู้ปฏิบัติจะบริกรรมว่า "อากาศไม่มีที่สุด"
~ ปฏิฆสัญญา = การดับปฏิฆสัญญา คือการหยุดความจำในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งปวง เพื่อเข้าสู่สมาธิที่ประณีตกว่า
~ มนสิการนานัตตสัญญา = คือ สัญญา การจำ ที่ต่างๆ กัน อันหมายถึง สัญญา ความจำ ที่เกิดกับจิตประเภทต่างๆ หลากหลาย แตกต่างกันไป ชื่อว่า นานัตตสัญญา
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๖) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด; เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่
~ วิญญาณัญจายตนฌาน =  คือ อรูปฌานที่ ๒ ซึ่งเป็นสมาธิขั้นสูงที่เพ่ง "วิญญาณที่ไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์ โดยก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌาน อรูปฌานที่ ๑ มาได้แล้ว ด้วยการบริกรรมว่า "วิญญาณหาที่สุดมิได้"
-> นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ เป็นไฉน
(๔.๗) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไรๆ ก็ไม่มี; เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล
~ อากิญจัญญายตนฌาน = คืออรูปฌานขั้นที่ ๓ ในสมาธิ ๙ ระดับ เป็นภาวะจิตที่ตั้งมั่นโดยกำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย"  เป็นอารมณ์ ล่วงอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จัดเป็นฌานที่ละเอียดสูงกว่าอากาสานัญจายตนะและวิญญาณัญจายตนะ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), กรกันต์, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #362 เมื่อ: 31, กรกฎาคม, 2569, 10:11:41 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๕.พหุเวทนิยสูตร

-> อานนท์ สุขอื่นอันดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ เป็นไฉน
(๔.๘) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล
~ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  = คือ อรูปฌานขั้นที่ ๔ (ขั้นสูงสุดในบรรดาอรูปฌานทั้ง ๔) หมายถึง ภาวะสมาธิที่ประณีตที่สุด ซึ่งจิตมีความรู้สึก (สัญญา) ก็ไม่ใช่ จะไม่มีความรู้สึกก็ไม่ใช่ โดยผ่านการกำหนดจิตให้ละเอียดจนปล่อยอารมณ์ความรู้สึกหยาบทั้งหมด เหลือเพียงความสงบและประณีตขั้นสูงสุด
-> อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
-> ดูก่อนอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคําของผู้กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง -> ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ ยังมีอยู่
-> ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้เป็นไฉน
(๔.๙) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล
~ สัญญาเวทยิตนิโรธ = คือสมาธิขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา หรือ "ฌานลำดับที่ ๙" เป็นภาวะที่จิตดับความรู้สึก (เวทนา) และความจำได้หมายรู้ (สัญญา) ลงอย่างสิ้นเชิง เป็นสภาวะที่จิตระงับสังขารทั้งปวง (กาย, วจี, จิต) แต่ยังมีชีวิตอยู่ อริยบุคคลระดับพระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้นที่เข้าได้
-> อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้
(๕) ดูก่อนอานนท์ ข้อที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
-> พระสมณโคดมตรัส สัญญาเวทยิตนิโรธไว้แล้ว แต่บัญญัติลงในสุข ข้อนี้นั้นจะเป็นไฉนเล่า; ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไรเล่า; ดังนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้
-> ดูก่อนอานนท์ อัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ท่านควรจะกล่าวตอบว่า
-> ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงหมายสุขเวทนาอย่างเดียว แล้วบัญญัติไว้ในสุขหามิได้ แต่บุคคลได้สุขในที่ใดๆ พระตถาคตย่อมบัญญัติที่นั้นๆ ไว้ในสุข
-> พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล
จบพหุเวทนิยสูตรที่ ๙


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #363 เมื่อ: 31, กรกฎาคม, 2569, 01:14:33 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๖.อปัณณกสูตร (ว่าด้วยข้อปฏิบัติมิผิด)

ธาตุมมิสสาฉันท์ ๑๑/โคลงสามสุภาพ

    ๑.นบน้อมพุทธ์เจ้า.........................อรหันต์เกล้าซิปกชน
ตรัส์รู้ด้วยตน...................................."อริย์สัจสี่"ประเสริฐหนา

    ๒.ทรงเมตตาชน,สงฆ์.....................ผจงสอนธรรมเด่นนี้
ใครเพ่งเพียรเรียนชี้...........................หลุดพ้นทุกข์แฉ ถาวร

    ๓.พุทธ์เจ้าสอนหนา........................ลุ"อปัณณาฯ"ประพฤติแล
ทำไม่ผิดแน่.......................................จะลุตัด"อาสวาฯ"เผย

    ๔.เปรย"ปัณณกะ"แล......................แฉมีสามเลิศพร้อม
จิตมุ่งสะอาดน้อม...............................รุดหน้าเจริญธรรม

    ๕.อินทรีย์สังวร...............................ลุระวังถอนรตีนำ
หรือเสียใจหนำ...................................ณ ทวารหกจมูก,ตา..

    ๖.คราภัตรยังชีพยืน........................เพียงกลืนบริโภคแล้
ภัตรแค่ประมาณแท้............................ไม่ล้นเกินไป

    ๗.หมั่นเพียรหวังตื่น.........................ชระจิตรื่นนิวรณ์ไกล
ทั้งวัน,คืนใส........................................นิรเห็นนอนสิสำคัญ

    ๘.ครันสงฆ์สำรวมแล.......................แฉอินทรีย์หกนี้
"ตา,จมูก,หู"ชี้......................................ร่วม"ลิ้น,ใจ,กาย"

    ๙.ปิดอินทรีย์หก..............................อกุศลปรกมิได้กราย
ไม่ยึดรูปฉาย......................................อนะอารมณ์ซิก่อ"กาม"

    ๑๐.ความ"อนุพยัญฯ".......................ครันมิติดส่วนน้อย
รูปละเอียด,มือช้อย.............................ว่าล้วนงามเผย

    ๑๑.ไม่ปรุงส่วนน้อย.........................ลุกิเลสถ่อยอุบัติเกย
ป้องกันชั่วเสย.....................................นิรกำหนัดกิเลสหนา

    ๑๒.คราสำรวมอินทรีย์.....................มีทวารครองรักษ์แผ้ว
ดุจเต่าหดคอแล้..................................มุ่งป้องภัยผอง

    ๑๓.สงฆ์ตรึกภัตรครัน......................ปริมาณฉันเหมาะครรลอง
เพื่อยังชีพครอง..................................อนุเคราะห์พรหมจรรย์

    ๑๔.สงฆ์คิดไวภัตรนับ......................ดับ"เวทนาเก่า"แท้
คือระงับหิวคลายแล้............................เมื่อยล้า,ปวดหาย

    ๑๕."เวท์นาใหม่"พราก......................อนะฉันมากซิแน่นกราย
การคิดนี้ฉาย......................................วปุกายสมประพฤติธรรม

    ๑๖.สงฆ์จำมินอนนาน......................กรานพากเพียรตื่นพร้อม
จัดแบ่งคืน,วันน้อม..............................เกียจคร้านคลายลง

    ๑๗.กลางวันเพียรบ่ม.......................จระ"จงกรม"ลิง่วงปลง
ตั้งจิตมั่นคง........................................ลุสมาธิ์ปราศนิวรณ์แฉ

    ๑๘.แลกลางคืนยามแรก..................แทรก"จงกรม"จิตรู้
ทำสมาธิ์สติสู้......................................ซ่านฟุ้งสงบหนา

    ๑๙.มัชฌิมยาม,พัก..........................ขณะนอนจักริลุกมา
เพียรต่อไม่ช้า....................................."สติ,สัมป์ชัญญะฯ"ครบฉาย

    ๒๐.ยามปลายลุกมาเดิน...................เพลินจงกรมสลับแล้
ทำสมาธิแท้.........................................จิตพร้อมปราศนิวรณ์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #364 เมื่อ: 01, สิงหาคม, 2569, 08:04:36 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๒/๒) ประมวลธรรม : ๗๖.อปัณณกสูตร

    ๒๑.สงฆ์เพียรทำลาย.....................กะนิวรณ์หน่ายเจาะคลายถอน
"พอใจ,ฆาต"อ่อน..............................."วิจิกิจฯ,ง่วงและฟุ้ง"ปลง

    ๒๒.สงฆ์ระวังอินทรีย์.....................มีภัตรเหมาะแน่แล้ว
เพียรตื่นจิตสะอาดแท้.......................มุ่งสิ้นกิเลสแฉ ฯ|ะ

แสงประภัสสร

ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด [อปัณณกสูตร] : พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา https://share.google/PoQY5S1xGDEizIGSr

๖. อปัณณกสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด
[ก] ธรรมะที่ไม่ผิด
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติไม่ผิด) และเหตุ แห่งความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นอันภิกษุนั้นได้เริ่มแล้วด้วย ธรรม ๓ ประการ
(๒) ธรรม ๓ ประการ คืออะไรบ้าง
(๒.๑) ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแท้ในอินทรีย์ ทั้งหลาย เป็น อย่างไร?
-> ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว
-> ฟังเสียงด้วย หูแล้ว
-> ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว
-> ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
-> ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายแล้ว
-> รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือเอาโดย นิมิต
~ ไม่ถือนิมิต: ไม่ยึดถือเอาภาพรวมของอารมณ์ที่เห็นหรือได้ยินมาเป็นอารมณ์กาม
~ ถือโดยนิมิต = ได้แก่รวบถือเอาทั้งหมดในรูปที่ได้เห็น ฯลฯ ว่างาม ท่านเปรียบด้วยกิริยาที่จระเข้ฮุบเหยื่อ ถือโดยพยัญชนะได้แก่เลือกถือ เอาเป็นอย่างๆ ในรูป ฯลฯ นั้นว่าคิ้วงาม นัยน์ตางามจมูกงาม เป็นต้น ท่านเปรียบด้วยกิริยาที่เป็ดไซ้หาเหยื่อ
-> ไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาป เป็นอกุศล จะพึงไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ อยู่
~ ไม่ถืออนุพยัญชนะ = การไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งตามรายละเอียดปลีกย่อยของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรืออารมณ์ที่มากระทบ จนเป็นเหตุให้เกิดความพอใจ (ราคะ) ความกำหนัด หรือกิเลส
-> เพราะเหตุความไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันใด
-> ปฏิบัติเพื่อปิดกั้นเสียซึ่งอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น
-> รักษาอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
-> ถึงความสำรวมในอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างนี้แล
-> ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๒.๒) เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ เป็นอย่างไร
-> ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงกลืน กินอาหาร; มิใช่เพื่อเล่น; มิใช่เพื่อเมา; มิใช่เพื่อประดับ; มิใช่เพื่อประเทืองผิว; เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้; เพื่อยังชีวิตให้เป็นไป; เพื่อหายความ หิว; เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์
-> ด้วยคิดว่าด้วยการกินอาหารนี้ เราจักระงับเวทนาเก่าเสียได้ด้วย
-> เราจักไม่ยัง เวทนาใหม่ให้เกิดขึ้นด้วย
-> ความสมประกอบ ความไม่มีโทษและความอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา อย่างนี้ แล
-> ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชน์อย่างนี้แล
(๒.๓) เป็นผู้หมั่นประกอบความเป็นผู้ไม่ เห็นแก่นอน เป็นอย่างไร
-> ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เวลากลางวัน ชำระจิตจากอาวรณิยธรรม :  ด้วยการจงกรม; ด้วยการนั่ง
-> เวลากลางคืน ตอนยามต้น ชำระจิตจาก อาวรณิยธรรม : ด้วยการจงกรม; ด้วยการนั่ง
-> ตอนยามกลางคืน : สำเร็จสีหไสยา โดยข้างเบื้องขวาซ้อนเท้าให้เหลื่อมกัน ; มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฏฐานสัญญา ไว้ในใจ
~ อุฏฐานสัญญา = ความตั้งใจมั่นว่าจะลุกขึ้น, การทำในใจถึงความสำคัญในการที่จะลุกขึ้นอีก, เป็นการกำหนดเวลาตื่นไว้ในใจก่อนนอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมี สติสัมปชัญญะ ในการนอน เพื่อไม่ให้หลับใหลเกินควร
-> ตอนยามปลาย กลับลุกขึ้น ชำระจิตจาก อาวรณิยธรรม : ด้วยการจงกรม; ด้วยการนั่ง อย่างนี้แล
~ อาวรณิยธรรม = อกุศลธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี หรือกั้นจิตไม่ให้บรรลุสมาธิ/นิพพาน ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึง นิวรณ์ ๕ (กามฉันทะ, พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจะกุกกุจจะ, วิจิกิจฉา) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องชำระออกจากจิต
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ชื่อ ว่าเป็นผู้ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา และเหตุแห่งความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นอันภิกษุนั้นได้เริ่มแล้วด้วย
จบอปัณณกสูตรที่ ๖


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลายเมฆ, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #365 เมื่อ: 01, สิงหาคม, 2569, 03:36:35 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร (ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรใหญ่)

รการวิปุลลาฉันท์ ๓๒/โคลงสี่ดั้นสุภาพ

    ๑.น้อมประณตพุทธ์เจ้าอร์หันต์เทิด..............ศาสดาคุณเลิศประเสริฐแท้
ทรง"กรุณ,เมตตา"นิกรแฉ...............................สอนวิปัสส์นาแผ่เจาะรู้ตาม

    ๒.ความจริงอริย์สัจแท้.................................วิชชา
ชนมุ่งเพียรศึกษา............................................กิเลสพ้น
ตัดขาดทุกข์"หมดพา......................................ออกวัฏฏ์ สงสาร
จบอร์หันต์แผ้วล้น...........................................สงบนิรันดร์

    ๓.คราสมัยพุทธ์เจ้าประทับงาม....................."เชตวันอาราม"ซิใหญ่ครัน
กาลอรุณทรงบิณฑบาตรพลัน.........................มี"พระราหุล"ตามสิข้างหลัง

    ๔."ราหุล"ฟังรับถ้อย.....................................พุทธ์องค์ ทรงสอน
เห็น"รูป"ตามจริงยง..........................................แน่แท้
"รูป"มิใช่"ตน"ตรง.............................................มิใช่ ของเรา
ใน-นอกปราศถ้วนแล้........................................อัตตา

    ๕.ถามพระองค์กลับ"รูป"สิเดี่ยวหรือ..............ตรัสวะเพิ่มสี่ครือเจาะ"เวทนา"
"สัญญะ,สังขาร,วิญญ์ฯเลาะทั้งห้า.....................ครา"มิได้เป็น, บ ตัวตน"

    ๖.ยลราหุลกลับแล้ว.....................................บิณฑ์ฯหนา
รีบเร่งทำสมาธิ์.................................................ร่มไม้
"สารบุตร"เห็นครา............................................แนะเริ่ม "อานาฯ"
เจริญมาก,ผลท้นไซร้........................................ประโยชน์ไข

    ๗.วาระเย็น"ราหุล"ริเฝ้าครา...........................ถาม"อานาปาฯ"เจริญไย
ทำทวีอย่างใดจะมีไซร้......................................อานิสงส์ใดครันสิมากแฉ

    ๘.แลพุทธ์องค์ตรัสถ้อย................................."อุปาทิน- นกรูป"
"กรรม"เหตุจด"รูป"ผลิน.....................................แน่แล้ว
ในตนแกร่งธาตุดิน............................................ขน,กระดูก ปอด,ตับ..
มิใช่เราไซร้แคล้ว..............................................ไป่ตน

    ๙.ทราบสิความจริงปัฐวีดิ่ง..............................ปราศซิตนพึงทิ้งซิหมดพ้น
นอกและในกายสิงจะเกิดผล..............................จิตจะหน่าย,กำหนัดเจาะคลายลง

    ๑๐.คง"อาโปธาตุ"น้ำ.....................................อุปาทิน-นกรูป"
รูปอ่อนของเหลวชิน..........................................เลือด..ไซร้
"กายตน"ไป่เลยผิน...........................................จึงหน่าย
"กำหนัด"คลายแล้วไร้.......................................หมด"เรา"

    ๑๑.ไฟสิ"เตโชธาตุ"เจาะเร่าร้อน.....................ในและนอกกายช้อนและแผดเผา
ช่วยนะอุ่นกาย,ย่อยซิภัตเพรา............................แต่ บ ตน,กำหนัดทลายสม

    ๑๒.ลม"วาโยธาตุ"แล้....................................."อุปาทิน-นกรูป"
ลมพัดในกายชิน...............................................ที่ท้อง
จิตทราบแน่ผลิน...............................................หาใช่ ตนเอง
"กำหนัด"ตัดได้พร้อง.........................................ฉับพลัน

    ๑๓.ช่องเจาะ"อากาสธาตุ" ณ กายพาน............มีสิ"ช่องอาหาร"เจาะโล่งสรรค์
ว่างเหมาะอากาศผ่าน,ฤทัยดั้น............................"ไป่นะตน",กำหนัดทลายผลาญ

    ๑๔.ทรงประทานแจ่มถ้อย..............................ภาวนา
ปัญจ์ธาตุเจริญหนา...........................................จิตแล้
จิตมิหวั่นใดมา...................................................กระทบ อารมณ์
มิถูกครอบล้อมแท้.............................................ปลอดภัย

    ๑๕.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์ปัก........................ปัฐวีเป็นหลักมิหวั่นไหว
ผัสสะเกิด,ไม่ชอบ ฤ ชอบไซร้............................ผลมิครอบงำจิตซิได้เลย

    ๑๖.เผยชนคอยมุ่งทิ้ง....................................หลากหลาย สกปรก
แลแผ่นดินรับพราย...........................................ไม่ร้อง
หากภาวนากราย..............................................."ดิน"แน่ ฐิติ
จิตเปรียบ"ดิน"แกล้วพร้อง..................................มั่นหนา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, กรกันต์, ต้นฝ้าย, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #366 เมื่อ: 02, สิงหาคม, 2569, 08:50:00 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๒/๖) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร

    ๑๗.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์ฝึก....................ด้วยซิ"น้ำ"ไหลลึกมิยึดคว้า
จิตมิหวั่นอารมณ์กระทบกล้า..........................ไป่ซิตนจึงห่างกิเลสแฉ

    ๑๘.แลราหุลพฤติพร้อม.............................ภาวนา เสมอ"ไฟ"
เจริญมากฐิติพา............................................จิตแกล้ว
สิ่งใดกระทบจิตมา........................................มิหวั่นอารมณ์
ไฟฆ่ากิเลสไซร้แล้ว.......................................เปรียบแฉ

    ๑๙.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์จัด.....................ตรึกเสมอ"ลม"พัดคระไลแล
ผัสสะเกิดชอบหรือมิชอบแล้..........................จิตมิถูกครอบงำเพราะเปรียบ"ลม"

    ๒๐.ชมราหุลคิดแล้....................................ภาวนา เสมอ "อากาศ"
จิตดุจอากาศหนา..........................................ว่างกว้าง
มิยึดติดใดพา................................................มิหวั่น อารมณ์
จิตอิสระแล้วอ้าง............................................มั่นเผย

    ๒๑.ทรงแนะราหุลทำสมาธิ์กล้า...................พึงเจาะหกยิ่ง"ภาวนา"เอย
โดย"กรุณ,เมตตา,อสุภฯ"เกย..........................มี"มุทีตา,อานิจฯ,อุเบกขา"

    ๒๒.เมตตาเจริญยิ่งแล้ว..............................ละแฉ "พยาบาท"
เจริญมาก"กรุณ"เพิกแล.................................กลั่นแกล้ง
"มุทิตา"จ่อเลิกแด..........................................มิมุ่ง อิจฉา
"อุเบกขา"ขว้างแท้ง.......................................ขุ่นเคือง

    ๒๓.ทรงแนะราหุลจ่อ"อสุภฯ"ตรอง..............ศพจ่อขึ้นอืดพองมิงามเรือง
"ราคะ"รักสวยงามสิเนืองเนือง.........................แก้นิสัยหมดไปซิไวหนา

    ๒๔.คราเจริญ"อนิจจ์ฯ"แล้...........................สัญญา
กาย,จิตมิคงหนา............................................เที่ยงไร้
ตัวตนไป่มีครา...............................................จึงเลิก "ถือตัว"
มิยึดใดสิ้นไซร้...............................................ว่างแฉ

    ๒๕.ทรงแนะ"อานาปาสตีฯ"ชู.......................ทำลุสิบหกคู่ซิมากแล้
นึกกะ"ลมหายใจ"เสมอแล..............................."เข้าและออก"มีอานิสงส์เผย

    ๒๖.เปรยจรถึงร่มไม้....................................สติพราว หายใจ
ครา"หนึ่งทราบชัดยาว"...................................ออก-เข้า
"มิยาวแน่สอง"วาว..........................................."สามแน่ กองลม"
"ลมสี่คลาย"ล้าเฝ้า..........................................สงบเผย

    ๒๗."ปีติห้า,เมื่อเข้าและออก"เร้า...................."หกลุสุขเมื่อเข้าแลออก"เปรย
"เจ็ดเจาะรู้สึกเวทนา"เสย................................."แปดระงับจิตฟุ้ง,เข้าและออก"หนา

    ๒๘.ครา"กำหนดทราบเก้า............................อารมณ์ เป็นใด"
จิตพล่านโกรธระงม.........................................แค่รู้
"สิบจิตร่าเริงชม"..............................................ปราศง่วง ประคอง
"สิบเอ็ดจิตกล้ากู้"............................................หนึ่งเดียว

    ๒๙."จิตละชั่ว,สิบสองลิอารมณ์"....................หรือนิวรณ์ปลดซมและพ้นเชียว
บรรลุ"สิบสาม,เห็นมิเที่ยง"เพรียว......................จิตอุบัติดับปลงมิคงเผย

    ๓๐.เปรย"คลายสิบสี่แล้...............................กิเลสหนา ลดลง"
ปรุงแต่งจางลงพา...........................................ทุกข์น้อย
ปัญญามุ่งเจริญครา........................................มิเที่ยง
"อยาก"เสื่อมลงม้วยคล้อย..............................."ยึด"มลาย

    ๓๑."กายเจาะสิบห้าเห็นวะเสื่อมไซร้.............แล้วซิจางดับไปกะสังขาร"
"จิตลุสิบหกคิดสลัดกราน................................กับกิเลส,อยาก,ยึดขจัด"หนา

    ๓๒."อานาปาฯ"ทำแล้ว.................................จิตไว ละเอียด
ลม"ปัสสาฯ"ออกไป.........................................ดับแล้ว
ราหุลชื่นความนัย............................................ภาษิต พุทธองค์
ยอดเยี่ยมจริงตรงไซร้แท้................................พฤติตาม ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร. ๒. มหาราหุโลวาทสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [ฉบับมหาจุฬาฯ] https://share.google/E6w1orIra9OajUVxi


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #367 เมื่อ: 02, สิงหาคม, 2569, 02:10:29 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๓/๖) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร

๒. มหาราหุโลวาทสูตร = ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล สูตรใหญ่
[ก] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี
(๑) ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี แม้ท่านพระราหุลก็ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์
(๒) ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงผินพระพักตร์ไปรับสั่งกับท่านพระราหุลว่า
--“ราหุล เธอพึงเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน; ภายในหรือภายนอก; หยาบหรือละเอียด; เลวหรือประณีต; อยู่ไกลหรือใกล้ก็ตาม อย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา'
--ท่านพระราหุลทูลถามว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค รูปเท่านั้นหรือ; ข้าแต่พระสุคต รูปเท่านั้นหรือ'
--พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราหุล ทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ”
-> หลังจากนั้น ท่านพระราหุลคิดว่า “วันนี้ ใครหนอที่พระผู้มีพระภาคจะทรงประทานโอวาทโปรดเฉพาะพระพักตร์
-> เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต” กลับจากที่นั้นแล้วนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง
(๓) ท่านพระสารีบุตรได้เห็นท่านพระราหุลนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ณโคนไม้ จึงกล่าวกับท่านพระราหุลว่า
--“ราหุล เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด เพราะอานาปานสติภาวนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”
[ข] ธาตุ ๕ = เพื่อใช้ในการพิจารณากรรมฐานแยกแยะกายและจิต ประกอบด้วย:
-> ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน): สิ่งที่มีลักษณะแข้นแข็งในร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก
 -> อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ): สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบ ซึมซาบ เช่น เลือด น้ำเหลือง เหงื่อ น้ำลาย
-> เตโชธาตุ (ธาตุไฟ): สิ่งที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น หรือช่วยย่อยอาหาร
-> วาโยธาตุ (ธาตุลม): ลมหายใจเข้าออก ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ
->อากาสธาตุ (ธาตุอากาศ/ที่ว่าง): ช่องว่างต่างๆ ในร่างกาย เช่น ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องในท้อง
(หากเพิ่ม ธาตุที่ ๖ จะคือ วิญญาณธาตุ หรือระบบการรับรู้ทางจิต)
(๑) ครั้นเวลาเย็น ท่านพระราหุลออกจากที่หลีกเร้น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
-- “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”
(๒) พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราหุล รูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็น อุปาทินนกรูป ที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของแข้นแข็ง เป็นของหยาบ นี้เรียกว่า ปฐวีธาตุที่เป็นภายใน
-- ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) ที่เป็นภายในและปฐวีธาตุที่เป็นภายนอก ก็เป็นปฐวีธาตุนั่นเอง บัณฑิตควรเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
-- ครั้นเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดในปฐวีธาตุได้
~ อุปาทินนกรูป = รูปมีกรรมเป็นสมุฏฐาน และคำนี้ยังเป็นชื่อของรูปที่ดำรงอยู่ในสรีระโดยที่ยึดถือ จับต้อง ลูบคลำได้ เช่น ผม ขน ฯลฯ อาหารใหม่ อาหารเก่า  
~ วักกะ โบราณแปลว่า ม้าม และแปลคำว่าปิหกะ ว่า “ไต” แต่ในที่นี้ แปลวักกะ ว่า “ไต” และแปล ปิหกะว่า “ม้าม” อธิบายว่า ไต ได้แก่ ก้อนเนื้อ ๒ ก้อน มีขั้วเดียวกัน รูปร่างคล้ายลูกสะบ้าของเด็กๆ หรือ คล้ายผลมะม่วง ๒ ผลที่ติดอยู่ในขั้วเดียวกัน มีเอ็นใหญ่รัดรึงจากลำคอลงไปถึงหัวใจแล้วแยกออก ห้อยอยู่ทั้ง ๒ ข้าง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้บทนิยามของ “ไต”ไว้ว่า “อวัยวะคู่หนึ่งของคนและสัตว์ อยู่ในช่องท้องใกล้กระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ขับของเสียออกมากับน้ำปัสสาวะ
[ค] อาโปธาตุ เป็นอย่างไร
คือ อาโปธาตุที่เป็นภายในก็มี อาโปธาตุที่เป็นภายนอกก็มี
(๑) อาโปธาตุที่เป็นภายใน = เป็นอย่างไร
--> คือ อุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของเอิบอาบ มีความเอิบอาบ คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งที่เป็นอุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของเอิบอาบ มีความเอิบอาบ นี้เรียกว่า อาโปธาตุที่เป็นภายใน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลายเมฆ, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #368 เมื่อ: 03, สิงหาคม, 2569, 08:09:27 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๔/๖) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร

-> อาโปธาตุ(ธาตุน้ำ) ที่เป็นภายในและอาโปธาตุที่เป็นภายนอก ก็เป็นอาโปธาตุนั่นเอง
(๒) บัณฑิตพึงเห็นอาโปธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 'นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ครั้นเห็นอาโปธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในอาโปธาตุและทำจิตให้คลายกำหนัดในอาโปธาตุได้
[ง] เตโชธาตุ เป็นอย่างไร
คือ เตโชธาตุที่เป็นภายในก็มี เตโชธาตุที่เป็นภายนอกก็มี
(๑) เตโชธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไร
คือ อุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อน ได้แก่ ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำร่างกายให้อบอุ่น; ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำร่างกายให้ทรุดโทรม; ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำร่างกายให้เร่าร้อน; ธรรมชาติที่เป็นเครื่องย่อยสิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว และลิ้มรสแล้ว
-> หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งที่เป็นอุปาทินนกรูปซึ่งเป็นภายในเป็นของเฉพาะตน เป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อนนี้เรียกว่า เตโชธาตุที่เป็นภายใน
-> เตโชธาตุ(ธาตุไฟ) ที่เป็นภายในและเตโชธาตุที่เป็นภายนอก ก็เป็นเตโชธาตุนั่นเอง
(๒) บัณฑิตพึงเห็นเตโชธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
--'นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ครั้นเห็นเตโชธาตุนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในเตโชธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดในเตโชธาตุได้
[จ] วาโยธาตุ เป็นอย่างไร
คือ วาโยธาตุที่เป็นภายในก็มี วาโยธาตุที่เป็นภายนอกก็มี
(๑) วาโยธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไร
คือ อุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของพัดไปมา มีความพัดไปมา; คือ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน; ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ; ลมในท้อง ลมในลำไส้; ลมที่แล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่; ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก;
-> หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของพัดไปมา มีความพัดไปมา นี้เรียกว่าวาโยธาตุที่เป็นภายใน
-> วาโยธาตุ(ธาตุลม) ที่เป็นภายในและวาโยธาตุที่เป็นภายนอก ก็เป็นวาโยธาตุนั่นเอง
(๒) บัณฑิตพึงเห็นวาโยธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ครั้นเห็นวาโยธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในวาโยธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดในวาโยธาตุได้
[ฉ] อากาสธาตุ เป็นอย่างไร
คือ อากาสธาตุที่เป็นภายในก็มี อากาสธาตุที่เป็นภายนอกก็มี
(๑) อากาสธาตุที่เป็นภายใน เป็นอย่างไร
คือ อุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน; เป็นของเฉพาะตน; เป็นของว่างเปล่า มีความว่างเปล่า; คือ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องสำหรับกลืนของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้มรส ช่องที่พักอยู่แห่งของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้มรส และช่องสำหรับของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว ของลิ้มรส ไหลลงเบื้องต่ำ
(๒) หรือรูปชนิดใดชนิดหนึ่งที่เป็นอุปาทินนกรูปที่เป็นภายใน เป็นของเฉพาะตน เป็นของว่างเปล่า มีความว่างเปล่า เป็นช่องว่าง; เป็นธรรมชาติที่นับว่าช่องว่าง ซึ่งเนื้อและเลือดไม่ถูกต้องแล้ว นี้เรียกว่าอากาสธาตุที่เป็นภายใน
-> อากาสธาตุ(ธาตุคืออากาศ) ที่เป็นภายในและอากาสธาตุที่เป็นภายนอก ก็เป็นอากาสธาตุนั่นเอง
(๒) บัณฑิตพึงเห็นอากาสธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’
-- ครั้นเห็นอากาสธาตุนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในอากาสธาตุ และทำจิตให้คลายกำหนัดในอากาสธาตุได้
[ช] ภาวนาเสมอด้วยธาตุ ๕
(๑) ราหุล เธอจงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยแผ่นดินเถิด เพราะเมื่อเธอ
เจริญภาวนาให้เสมอด้วยแผ่นดินอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
-> คนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินจะอึดอัดระอา หรือรังเกียจของนั้นก็หาไม่
-> แม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยแผ่นดิน เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยแผ่นดินอยู่ ผัสสะอันเป็น
ที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
(๒) เธอจงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยน้ำเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยน้ำอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
-> คนทั้งหลายล้างของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง น้ำจะอึดอัด ระอา หรือรังเกียจของนั้นก็หาไม่


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #369 เมื่อ: 03, สิงหาคม, 2569, 01:52:24 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๕/๖) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร

-> แม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยน้ำ เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยน้ำอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
(๓) เธอจงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยไฟเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยไฟอยู่
-> ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้ ไฟย่อมเผาของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ไฟจะอึดอัด ระอา หรือรังเกียจของนั้นก็หาไม่
-> แม้ฉันใดเธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยไฟ เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยไฟอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
(๔) เธอจงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยลมเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยลมอยู่
-> ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
-> ลมย่อมพัดของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลมจะอึดอัด ระอา หรือรังเกียจของนั้นก็หาไม่ แม้ฉันใด
-> เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยลม เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยลมอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
(๕) เธอจงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยอากาศเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยอากาศอยู่
-> ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
-> อากาศไม่ตั้งอยู่ในที่ไหนๆ แม้ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญภาวนาให้เสมอด้วยอากาศ เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาให้เสมอด้วยอากาศอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักครอบงำจิตของเธอไม่ได้
[ซ] การเจริญภาวนา ๖ อย่าง
(๑) ราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่ จักละพยาบาทได้
(๒) เธอจงเจริญกรุณาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญกรุณาภาวนาอยู่ จักละการเบียดเบียนได้
(๓) เธอจงเจริญ มุทิตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญมุทิตาภาวนาอยู่ จักละความริษยาได้
(๔) เธอจงเจริญอุเบกขาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญ อุเบกขาภาวนาอยู่ จักละความหงุดหงิดได้
(๕) เธอจงเจริญ อสุภภาวนา เถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอสุภภาวนาอยู่ จักละราคะได้
~ อสุภภาวนา = หมายถึงทั้งอุปจารภาวนาและอัปปนาภาวนาในซากศพที่อืดพองขึ้น
(๖) เธอจงเจริญ อนิจจสัญญา เถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอนิจจสัญญาอยู่ จักละความถือตัวได้
~ อนิจจสัญญา = หมายถึงการหมายรู้ที่เกิดร่วมกันโดยพิจารณาเห็นเป็นความไม่เที่ยง
[ฌ] อานาปานสติ ๑๖ ขั้น
(๑) ราหุล เธอจงเจริญ อานาปานสติเถิด เพราะอานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
-- คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
(๑.๑) เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้ายาว’
-- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกยาว’
(๑.๒) เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจเข้าสั้น’
-- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่า ‘เราหายใจออกสั้น’
(๑.๓) สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก'
(๑.๔) สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขารหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราระงับกายสังขารหายใจออก’
(๑.๕) สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติหายใจเข้า'
-- สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้ปีติหายใจออก’
(๑.๖) สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุขหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้สุขหายใจออก’
(๑.๗) สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตตสังขารหายใจออก’
(๑.๘) สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขารหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราระงับจิตตสังขารหายใจออก’
(๑.๙) สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เรากำหนดรู้จิตหายใจออก’
(๑.๑๐) สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิงหายใจออก’สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราทำจิตให้บันเทิงหายใจออก’


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7677
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1255



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #370 เมื่อ: 04, สิงหาคม, 2569, 09:18:43 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
(ต่อหน้า ๖/๖) ประมวลธรรม : ๗๗.มหาราหุโลวาทสูตร

(๑.๑๑) สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่นหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราตั้งจิตมั่นหายใจออก’
(๑.๑๒) สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิตหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราเปลื้องจิตหายใจออก’
(๑.๑๓) สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจออก’
(๑.๑๔) สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้หายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความคลายออกได้หายใจออก’
(๑.๑๕) สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไปหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความดับไปหายใจออก’
(๑.๑๖) สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า’
-- สำเหนียกว่า ‘เราพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก’
อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก
(๒) ราหุล เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้
-- ลมอัสสาสะ(หายใจเข้า) ลมปัสสาสะ(หายใจออก) ครั้งสุดท้ายที่ปรากฏชัด ย่อมดับไป
-- ที่ไม่ปรากฏชัด ยังไม่ดับไป”
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
มหาราหุโลวาทสูตรที่ ๒ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.286 วินาที กับ 114 คำสั่ง
กำลังโหลด...