Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 334791 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7922
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1308



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #375 เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 09:15:53 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ วจีกรรมเห็นปานนี้ เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยวจีกรรมนั้นแล
[ง] ทรงสอนให้พิจารณามโนกรรม
(๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางใจ เธอพึงพิจารณามโนกรรมนั้นเสียก่อนว่า
 -> ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางใจ ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละมโนกรรมเห็นปานนี้
(๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนมโนกรรมเห็นปานนี้
(๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางใจแล้ว ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงอึดอัด ระอา รังเกียจมโนกรรมเห็นปานนี้ แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลาง. อยู่ด้วยมโนกรรมนั้นแล
(๑๐) ราหุล สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมแล้ว
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดพิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระมโนกรรม อย่างนี้
-> แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักชำระกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้ว
จักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรมอย่างนี้แล
(๑๑) ถึงสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลกำลัง ชำระกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอยู่
~ สมณะหรือพราหมณ์ = ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวกของพระตถาคต
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้วจึงชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระมโนกรรม อย่างนี้แล
(๑๒) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราพิจารณาดีแล้วจักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรม’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล
(๑๓) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
จูฬราหุโลวาทสูตรที่ ๑ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7922
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1308



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #376 เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 02:39:33 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (สูตรว่าด้วยประทานโอวาทแก่พระมาลุงกย สูตรใหญ่)

วสันตภุชงคฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบพุทธ์เจ้าพระอรหันต์.......................กรุณดั้นประชา,สงฆ์
เป็นศาสดาพิริยะบ่ง.......................................ตริสั่งสอนอดุลย์ธรรม

    ๒.ทรงนำอริยสัจสี่พร้อม.............................แสดงแล
ธรรมผลักทุกข์เข็ญแฉ...................................ล่วงแล้ว
ชน,สาวกทราบแด..........................................ลุแน่ว อรหันต์
มิกลับมาเกิดแป้ว............................................กล่าวทั้งภพสาม

    ๓.คราวพุทธเจ้าลุจระเกร่............................."วิหารเชตวัน"ราม
สาวกลุเฝ้าเจาะสุตะความ................................กะ"โอรัมยะสังฯ"แล

    ๔.แฉพุทธ์องค์มุ่งแท้....................................ถามครา ภิกขุ
ทรงเทศน์"โอรัมภาฯ".......................................ก่อนนี้
มีใครจุ่งจำหนา................................................รายละเอียด
ตอบรี่",มาลุงฯ"ชี้..............................................บ่งห้า"โอรัมฯ"

   ๕."มาลุงฯ"เจาะปัญจมะสิฉาย.........................ลุ"สักกายฯ"ซิยึดทำ
"สีลัพฯ,ระแวง,วิจิฯ"กระหน่ำ..............................ปะ"กามราคะ,ฆาต"เผย

    ๖.พุทธ์องค์เคยกล่าวไว้................................ยึดตน สักกายฯ
เดียรถีย์เถียงยล..............................................เกี่ยงแย้ง
ทารกไม่คิดดล.................................................ยึดมั่น ตัวตน
จะก่อสักกายฯแสร้ง.........................................เกิดได้ไฉน

     ๗.พุทธ์เจ้าสิตรัสผิศิศุชี้................................จะไม่มีตริ"ตน"ได้
แต่มีกิเลสเลาะอนุสัย........................................ณ ตอนโตจะทำงาน

    ๘.พุทธ์องค์กรานถูกต้อง...............................สงสัย "วิจิกิจฯ"
เด็กอ่อนมิคิดใด...............................................นิ่งเฝ้า
กิเลสนิ่งนอนไกล.............................................เฉยอยู่
เติบใหญ่มีเหตุเร้า............................................จึ่งพร้อมแสดงหนา

    ๙.ศีลหลายมิมีกะศิศุฉาย..............................เพราะนอนหงายมิคิดกล้า
"สีลัพฯ"มิเกิดอภวคว้า......................................กิเลสนอนกะเด็กแล

    ๑๐.แฉกามอันอื่นนั้น....................................พอใจ "กามฉันทะ"
เด็กไม่มีรักใด..................................................นิ่งแท้
"กามราคะ"นอนไป...........................................มิตื่น
เติบใหญ่เหตุครบแล้........................................จุ่งพร้อมทำการ

    ๑๑.เด็กอ่อนมิคิดปะทะกะใคร.......................เพราะห่างไกลจะคิดพาล
แต่เชื้อกิเลสศยณะขาน...................................ซินอนแฝงชลอเผย

    ๑๒.อานนท์เปรยพุทธ์เจ้า.............................เทศนา "โอรัมฯ"
ตัดกิเลสถาวรครา...........................................มุ่งห้า
พุทธ์องค์บ่งกิเลสมา........................................ชนไป่ ฟังธรรม
มิชิธรรมขาดล้า..............................................กิเลสท้นตัวตน

    ๑๓."สักกายฯ"สิรุมหทยะชัด.........................อุบายตัดละไม่ยล
"สักกายกิเลสปะปุถุชน....................................จะถูกรัด ณ วัฏเวียน

    ๑๔.จิตคนเถียรรัดด้วย................................."วิจิกิจฉา สงสัย"
"สังโยชน์ฯ"ผูกมัดครา......................................คุดคู้
ลังเลรัตน์ตรัยพา.............................................จิตห่าง โลกธรรม
พลังไม่มีจะสู้...................................................ตัดแลัวขจัดไกล
 
   ๑๕."สีลัพฯ"สิทำหทยะจด..............................เจาะ"ศีล,พรตและงามไข
เชื่อว่าพิธีจะหิตะไซร้.......................................สะอาดทุกข์มลานเผย

    ๑๖.เปรยชนมิห่อนรู้.....................................กับอุบาย สลัดออก
สีลัพฯสังโยชน์ฉาย.........................................ผูกแท้
กำลังแกร่งจะตัดวาย.......................................ควรจ่อ ธรรมสูง
เจริญมรรคแปดครบแล้...................................ตัดสิ้นกิเลสแฉ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, กรกันต์, หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7922
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1308



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #377 เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 09:00:24 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๒/๗)

    ๑๗."กามราคะ"รุมกะปุถุชน.......................ฤดีท้นรตีแล
ติดกามคุณเจาะมทะแน่................................ซิใจหลงมิคลายเผย

    ๑๘.ใจชนเคยฆาตกล้า..............................ครอบงำ รัดรึง
ฆาตแกร่งมิอาจทำ........................................ขจัดได้
สังโยชน์มัดจิตหนำ......................................."พยาบาท" มิหนี
มรรคนั่นแลตัดไซร้.......................................กิเลสสิ้นหมดพลัน

    ๑๙.พุทธ์เจ้าสิตรัสนรสดับ.........................พระธรรมนับฉลาดครัน
รอบรู้วิธีสละฉะนั้น........................................กะ"สักกายฯ"เจาะยึดตน

    ๒๐.ยล"วิจิกิจฯ"แล้....................................สงสัย
"สีลัพฯ"ยึดพรตไกล......................................ไม่แคล้ว
"กามราคะ"รตีไว...........................................กำหนัด  มากมาย
"พยาบาท"รุมจิตแปัว.....................................รุ่มร้อนฤทัย

    ๒๑.สังโยชน์ฉะนี้,อริยะสงฆ์........................พลังส่งซิเหนือไข
ย่อมรู้อุบาย,ตัดละอนุสัย................................ซิด้วยมรรคประเสริฐเผย

    ๒๒.พุทธ์องค์เปรยคิดล้าง..........................."โอรัม-สังโยชน์ฯ"
มิพึ่งมรรคตัดหนำ..........................................ยากไซร้
จะเอา"แก่น"มินำ............................................กระพี้,เปลือก ถากออก
มิใช่ฐานะทำได้.............................................เสร็จแท้เลยแฉ

    ๒๓.ทรงตรัสตริมรรคปฏิปทา......................สิหวังฆ่ากิเลสแน่
สัมฤทธิ์สิเอยก็ดุจะแล....................................กระพี้,เปลือกลุ"แก่น"เห็น

    ๒๔.ประเด็นชนคิดแท้.................................มรรคเจริญ ตัดละ
"สังโยชน์โอรัมฯ"เยิน......................................กิเลสห้า
จะสามารถทำเผชิญ.......................................ลำดับ ครรลอง
สังโยชน์มัดสัตว์ล้า.........................................เสร็จแล้วจริงผล

   ๒๕.พุทธ์เจ้าตริชนพละทกล้า........................กะ"คงคา"นทีล้น
ดุจปัญญะชนจะชินะดล...................................สิถึงสัจธรรมไหม

    ๒๖.ใครพลังมิมากด้อย................................มิถึง อีกฟาก
อาจพินาศกลางทางพึง....................................จ่อม้วย
อินทรีย์ไป่พอตรึง............................................จรล่วง โอฆะ
จิตไม่บรรลุด้วย...............................................เมื่อได้ฟังธรรม

    ๒๗.พุทธ์เจ้าสิเปรียบนรพลัง.........................ลุข้ามฝั่งนทีนำ
อินทรีย์สิกล้าพิระกระหน่ำ...............................ฤทัยมั่นกิเลสวาย

    ๒๘.กรายชนฟังแน่วแท้................................ธรรมเอย เสร็จแล
ดล"สักกายทิฏฐ์"เผย.......................................ดับพ้น
มีพลังเด่นไวเลย..............................................ลุประสบ
"สังโยชน์โอรัมฯ"ท้น........................................ยิ่งห้าดับปลง

    ๒๙.พุทธ์เจ้าเจาะมรรคปฏิปทา.....................ละทิ้งหนากิเลสบ่ง
ด้วยรูปฌานสิจตุส่ง.........................................ละสังโยชน์สิห้าแฉ

    ๓๐.แลสงฆ์สงัดแท้.......................................จาก"กาม, อกุศล"
ลุ"ปฐมฌาน"ตาม.............................................สุขแท้
พินิจรูปขันธ์..ผลาม.........................................มิเที่ยง เป็นทุกข์
มีเสื่อม,โทรม,สูญแล้........................................ไป่น้อมตัวตน

    ๓๑.สงฆ์น้อมสิถึง"อมตธาตุ"..........................วะธรรมชาติสงบยล
เลิกปรุงลิ"อยาก"ละรติด้น................................กิเลสดับเจาะทุกข์ผลาญ

    ๓๒.สงฆ์กรานวิปัสส์ฯแท้...............................คิดหนา ไตรลักษณ์
"อนิจจ์ฯ,ทุกข์,อนัตตา"......................................จิตพร้อม
ถึงพระนิพพานครา...........................................หวังหมด อาสวะ
บรรลุอรหันต์น้อม.............................................ตัดถ้วน"โอรัมฯ"

    ๓๓.สังโยชน์สิห้าละครบ................................มฤตจบสภาพนำ
เป็น"โอปปาติกะ"ถลำ........................................ณ ชั้น"สุทธะวาส"หนา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7922
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1308



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #378 เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 06:59:50 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๓/๗)

    ๓๔."อนาคาฯ"อยู่แล้....................................เจริญูธรรม เดินไป
ลุนิพพานเสร็จหนำ.........................................ล่วงแล้ว
มิคืนเกิดอีกนำ................................................ณโลก
"สังโยชน์โอรัมฯ"แป้ว......................................ครบห้าตัดผอง

   ๓๕.พุทธ์เจ้าสิตรัส"ทุติยฌาน".......................ผิสงฆ์พานหทัยผ่อง
"ธรรมเอก"อุบัติจะอนะครอง............................วิตก,ตรองสงบไกล

    ๓๖.ใจคงเหลือสุขท้น..................................เพราะสมาธิ์ ปีติมี
ถึงล่วงฌานสามครา........................................อุเบกฯน้อม
"ปีติ"จบ"สติ"มา...............................................มีครบ "สัมปชัญฯ"
เสวยสุขนามกายพร้อม....................................รับพร้องสรรเสริญ

    ๓๗.แลสงฆ์ลุแล้ว"จตุตถ์ฌาน"......................ละทุกข์พานลิสุขเพลิน
เหลือ"อุเบกขะ,สติ"เดิน....................................สะอาดอยู่ตลอดแฉ

    ๓๘.แลพุทธ์องค์ตรัสน้อม.............................."อรูปฌาน" บ รูป
สงฆ์ล่วง"อากาฯ"พาน.......................................จ่อล้ำ
"อากาศไม่มี"ขาน.............................................แลดับ "จำ"หยาบ
"จำ"หลากหลายดับย้ำ......................................จิตรู้กุศลหนา

    ๓๙.ครันสงฆ์ลุ"วิญยตนฌานฯ"......................เพราะย้ำขานกะ"คำ"กล้า
วิญญาณมิสุดลุมหึมา........................................"อุเบกขะ"อารมณ์

    ๔๐.ลุฌานสมล่วงก้าว...................................."อากิญ- จัญญาฯ"
ขานไม่มีใดผลิน...............................................ว่างแท้
สงบนิ่งสบายจินต์.............................................จิตละเอียด
สังโยชน์โอรัมฯแล้............................................ตัดได้หมดหนำ

    ๔๑.อานนท์สิถามปฏิปทา...............................ละทั้งห้าซิโอรัมฯ
ไยเรียกสิต่างเจาะทวินำ....................................วะ"ปัญญะวิมุตติ์"แฉ

    ๔๒.แฉ"เจโตวิมุติ"พ้น....................................เพราะสมาธิ์ กำลัง
อีกหนึ่งคือ"ปัญญา-...........................................วิมุติ"ด้วย
ปัญญาเลิศจริงหนา...........................................จิตล่วง อริยสัจ
อาสวะรานม้วย..................................................ไม่ใช้สมาธิ์แฉ

    ๔๓.ทรงตรัสเพราะอินทริยะชี้.........................ปะสงฆ์มีซิต่างแน่
อินทรีย์สิห้าเจาะตบะแล.....................................จะควบคุมหทัยเผย

    ๔๔.เปรย"ศรัทธา"เชื่อแท้................................ผลกรรม
"วิริยินฯ"เพียรนำ................................................มุ่งพร้อม
"สตินทรีย์,สติ"ทำ...............................................คุมจิต มิเผลอ
เป็นใหญ่"สมาธินฯ"น้อม......................................มั่นกล้าจิตคง

   ๔๕."ปัญญินฯ"จะพาหทยะชัด..........................."อรีย์สัจ"ซิรู้ตรง
ตัดไวลิ"อาสวะ"ประสงค์.....................................อวิชชาสิสิ้นไป

    ๔๖.อินทรีย์ไวเด่นแล้ว....................................วิมุติหนา
"สังโยชน์โอรัมฯ"ครา..........................................ตัดพร้อม
พุทธ์องค์ตรัสจบพา............................................รตียิ่ง อานนท์
ภาษิตแจงละเอียดน้อม.......................................กระจ่างแท้จำเอย ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๔. มหามาลุงกยโอวาทสูตร โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ : [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๓๐๘ - ๓๑๕ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
https://share.google/rKWKZXx8c6o0DfB9S

๔. มหามาลุงกยโอวาทสูตร
[ก] โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = หรือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ คือกิเลสหยาบที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่กับกามโลก (๑) สักกายทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่าร่างกายและขันธ์ ๕ เป็นตัวตนของเรา (๒) วิจิกิจฉา = ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย (๓) สีลัพพตปรามาส = การถือศีลและพรตหรือพิธีกรรมอย่างงมงายด้วยความเข้าใจว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงแค่นั้น (๔) กามฉันทะ (กามราคะ) = ความกำหนัดและความติดใจในกามคุณ (๕) พยาบาท (ปฏิฆะ) = ความขัดเคืองใจ ความหงุดหงิด หรือความผูกใจเจ็บคิดแค้น


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7922
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1308



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #379 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:59:16 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๔/๗)

[ข] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้พระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล
(๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอยังจําโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วได้หรือไม่
(๒) ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจําได้ซึ่งโอรัมภาคิสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว
(๓) ดูก่อนมาลุงกยบุตร ก็เธอจําโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วว่าอย่างไร
(๓.๑) สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
(๓.๒) ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
(๔) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจําได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว
[ค] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เคยแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้แก่ นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์ ซึ่งได้โต้เถียงว่า
(๑) แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้
(๑.๑) กายของตน ย่อมมีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
~ กายของตน" จะไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่คำถามที่ว่า "สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน" จึงเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น
(๑.๒) ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ สักกายทิฏฐิ อันเป็นอนุสัย (ความยึดถือตัวตนที่ยังไม่แสดงตัว) ได้นอนเนื่องติดตามตัวเด็กนั้นอยู่แล้ว เมื่อมีเหตุปัจจัยกระทบกระทั่ง เมื่อเติบโตขึ้น กิเลสเหล่านั้นจึงแสดงตัวออกมาเป็นความยึดมั่นถือมั่น
(๒) แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๒.๑) ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
~ พระพุทธเจ้าทรงอุปมาให้เห็นว่า แม้เด็กกุมารอ่อนที่ยังนอนหงาย จะยังไม่มีความคิดหรือความเข้าใจในเรื่องธรรมะและยังไม่เกิดความสงสัยอย่างชัดเจน แต่กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตก็ยังคงมีอยู่พร้อม
(๒.๒) ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ วิจิกิจฉา (ความสงสัย) อันเป็น อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต) เท่านั้น ย่อมนอนตาม (ซุกซ่อนอยู่) แก่เด็กนั้น
(๓) แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๓.๑) สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
~ เด็กกุมารอ่อนยังไม่รู้จักคำว่าศีลหรือข้อวัตรปฏิบัติ จึงไม่มีความคิดที่จะลูบคลำหรือยึดมั่นถือมั่นอย่างผิดๆ (สีลัพพตปรามาส) ในขณะนั้น
(๓.๒) ส่วนสีลัพพัตตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ ความเห็นผิดหรือการยึดถือศีลพรตอย่างผิดๆ ยังไม่แสดงออกมาเป็นความคิดหรือการกระทำในตอนนั้นแต่เชื้อกิเลสหรือความยึดถือที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตใจ (อนุสัย) มีอยู่พร้อมแล้ว และพร้อมจะแสดงผลเมื่อมีปัจจัย
(๔) แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๔.๑) ก็กามฉันทะในกามทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นที่ไหน
~ ทารกหรือเด็กเล็กที่ยังนอนหงายอยู่ ยังย่อมไม่มีความพอใจรักใคร่ในกาม กามฉันทะจึงยังไม่เกิดขึ้นแก่เด็กนั้นจากที่ไหนเลย
(๔.๒) ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ กามราคะอันเป็นอนุสัยคือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องภายในจิตใจ แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาเป็นความคิดหรืออารมณ์ แต่ก็พร้อมจะตื่นขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยกระทบ
(๕) แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๕.๑) ก็ความพยาบาทในสัตว์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นที่ไหน
~ หมายถึงแม้เด็กแบเบาะจะยังไม่มีความคิดเรื่องความโกรธแค้น แต่เชื้อกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตยังคงมีอยู่
(๕.๒) ส่วนพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ แม้เด็กอ่อนที่นอนหงายยังไม่รู้จัก แต่ความพยาบาทที่เป็นอนุสัยยังคงแฝงอยู่
[ง] ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสุคต เวลานี้เป็นกาลสมควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจําไว้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7922
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1308



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #380 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:26:27 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๕/๗)

[จ] อุบายเครื่องละสังโยชน์
[๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์
-> ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษ
(๑) มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมแล้ว อันสักกายทิฏฐิครอบงําแล้วอยู่
~ สภาพจิตใจของปุถุชน ผู้ยังหนาด้วยกิเลส ที่ถูกความเห็นผิดในขันธ์ ๕ ถูกอำนาจของความยึดติดถือมั่นในตัวตน (สักกายทิฏฐิ)
(๑.๑) และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๑.๒) สักกายทิฏฐินั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ = กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้อยู่ในกามภูมิหรือสังสารวัฏ เบื้องต่ำ ๕ ประการ
(๒) ปุถุชนนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมแล้ว อันวิจิกิจฉาครอบงําแล้วอยู่
~ มีความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย บาปบุญคุณโทษ หรืออริยสัจธรรม
(๒.๑) และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๒.๒) วิจิกิจฉานั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
(๓) ปุถุชนนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมแล้ว อันสีลัพพตปรามาสครอบงําแล้วอยู่
~ ปุถุชนที่มีจิตอันสีลัพพตปรามาส กลุ้มรุมและครอบงำอยู่นั้น คือ ผู้ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติข้อวัตรศีลพรตอย่างงมงาย โดยเชื่อว่าเพียงแค่การทำตามพิธีกรรม หรือการทรมานกายตาม ๆ กันมา จะทำให้พ้นทุกข์หรือบริสุทธิ์ได้
(๓.๑) และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๓.๒) สีลัพพตปรามาสนั้นก็เป็นของมีกําลัง อันปุถุชนบรรเทาไม่ได้แล้วชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
(๔) ปุถุชนนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว อันกามราคะครอบงํา
~ จิตถูกความอยาก ความใคร่ และความติดใจในกามคุณอารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) เข้ายึดครองพื้นที่ในใจจนหมด
(๔.๑) และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๔.๒) กามราคะนั้นก็เป็นของมีกําลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิสังโยชน์
(๕) ปุถุชนนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมแล้ว อันพยาบาทครอบงําแล้วอยู่
(๕.๑) และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๕.๒) พยาบาทนั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
[ฉ] ดูก่อนอานนท์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะเป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะดีแล้ว ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษดีแล้ว
(๑) มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมไม่ได้ อันสักกายทิฏฐิครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สักกายทิฏฐิพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๒) อริยสาวกนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมไม่ได้ อันวิจิกิจฉาครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง วิจิกิจฉาพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๓) อริยสาวกนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมไม่ได้ อันสีลัพพตปรามาสย่อมครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามเป็นจริง สีลัพพตปรามาสพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๔) อริยสาวกนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมไม่ได้ อันกามราคะครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง กามราคะพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๕) อริยสาวกนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมไม่ได้ อันพยาบาทครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง พยาบาทพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.518 วินาที กับ 74 คำสั่ง
กำลังโหลด...