Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร  (อ่าน 335028 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #375 เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 09:15:53 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

(ต่อหน้า ๕/๕) ประมวลธรรม : ๗๘.จูฬราหุโลวาทสูตร

(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ วจีกรรมเห็นปานนี้ เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ง่าย ในศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘วจีกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยวจีกรรมนั้นแล
[ง] ทรงสอนให้พิจารณามโนกรรม
(๑) ราหุล ถ้าเธอปรารถนาจะทำกรรมใดทางใจ เธอพึงพิจารณามโนกรรมนั้นเสียก่อนว่า
 -> ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๒) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด
(๓) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ กรรมทางใจเห็นปานนี้เธอควรทำ
(๔) ราหุล เธอแม้เมื่อกำลังทำกรรมทางใจ ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๕) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงละมโนกรรมเห็นปานนี้
(๖) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงเพิ่มพูนมโนกรรมเห็นปานนี้
(๗) ราหุล แม้เธอทำกรรมทางใจแล้ว ก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแลว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กระนั้นหรือ’
(๘) ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก’ เธอพึงอึดอัด ระอา รังเกียจมโนกรรมเห็นปานนี้ แล้วสำรวมต่อไป
(๙) แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘มโนกรรมที่เราทำแล้วนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง
-> มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก’ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ สำเหนียกในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลาง. อยู่ด้วยมโนกรรมนั้นแล
(๑๐) ราหุล สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมแล้ว
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดพิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงได้ชำระมโนกรรม อย่างนี้
-> แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักชำระกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้ว
จักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรมอย่างนี้แล
(๑๑) ถึงสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาลกำลัง ชำระกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอยู่
~ สมณะหรือพราหมณ์ = ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือสาวกของพระตถาคต
-> สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็พิจารณาดีแล้วจึงชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจึงชำระมโนกรรม อย่างนี้แล
(๑๒) ราหุล เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงสำเหนียกในเรื่องนี้อย่างนี้ว่า ‘เราพิจารณาดีแล้วจักชำระกายกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระวจีกรรม พิจารณาดีแล้วจักชำระมโนกรรม’ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล
(๑๓) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล
จูฬราหุโลวาทสูตรที่ ๑ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #376 เมื่อ: 11, กันยายน, 2569, 02:39:33 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (สูตรว่าด้วยประทานโอวาทแก่พระมาลุงกย สูตรใหญ่)

วสันตภุชงคฉันท์ ๑๔/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบพุทธ์เจ้าพระอรหันต์.......................กรุณดั้นประชา,สงฆ์
เป็นศาสดาพิริยะบ่ง.......................................ตริสั่งสอนอดุลย์ธรรม

    ๒.ทรงนำอริยสัจสี่พร้อม.............................แสดงแล
ธรรมผลักทุกข์เข็ญแฉ...................................ล่วงแล้ว
ชน,สาวกทราบแด..........................................ลุแน่ว อรหันต์
มิกลับมาเกิดแป้ว............................................กล่าวทั้งภพสาม

    ๓.คราวพุทธเจ้าลุจระเกร่............................."วิหารเชตวัน"ราม
สาวกลุเฝ้าเจาะสุตะความ................................กะ"โอรัมยะสังฯ"แล

    ๔.แฉพุทธ์องค์มุ่งแท้....................................ถามครา ภิกขุ
ทรงเทศน์"โอรัมภาฯ".......................................ก่อนนี้
มีใครจุ่งจำหนา................................................รายละเอียด
ตอบรี่",มาลุงฯ"ชี้..............................................บ่งห้า"โอรัมฯ"

   ๕."มาลุงฯ"เจาะปัญจมะสิฉาย.........................ลุ"สักกายฯ"ซิยึดทำ
"สีลัพฯ,ระแวง,วิจิฯ"กระหน่ำ..............................ปะ"กามราคะ,ฆาต"เผย

    ๖.พุทธ์องค์เคยกล่าวไว้................................ยึดตน สักกายฯ
เดียรถีย์เถียงยล..............................................เกี่ยงแย้ง
ทารกไม่คิดดล.................................................ยึดมั่น ตัวตน
จะก่อสักกายฯแสร้ง.........................................เกิดได้ไฉน

     ๗.พุทธ์เจ้าสิตรัสผิศิศุชี้................................จะไม่มีตริ"ตน"ได้
แต่มีกิเลสเลาะอนุสัย........................................ณ ตอนโตจะทำงาน

    ๘.พุทธ์องค์กรานถูกต้อง...............................สงสัย "วิจิกิจฯ"
เด็กอ่อนมิคิดใด...............................................นิ่งเฝ้า
กิเลสนิ่งนอนไกล.............................................เฉยอยู่
เติบใหญ่มีเหตุเร้า............................................จึ่งพร้อมแสดงหนา

    ๙.ศีลหลายมิมีกะศิศุฉาย..............................เพราะนอนหงายมิคิดกล้า
"สีลัพฯ"มิเกิดอภวคว้า......................................กิเลสนอนกะเด็กแล

    ๑๐.แฉกามอันอื่นนั้น....................................พอใจ "กามฉันทะ"
เด็กไม่มีรักใด..................................................นิ่งแท้
"กามราคะ"นอนไป...........................................มิตื่น
เติบใหญ่เหตุครบแล้........................................จุ่งพร้อมทำการ

    ๑๑.เด็กอ่อนมิคิดปะทะกะใคร.......................เพราะห่างไกลจะคิดพาล
แต่เชื้อกิเลสศยณะขาน...................................ซินอนแฝงชลอเผย

    ๑๒.อานนท์เปรยพุทธ์เจ้า.............................เทศนา "โอรัมฯ"
ตัดกิเลสถาวรครา...........................................มุ่งห้า
พุทธ์องค์บ่งกิเลสมา........................................ชนไป่ ฟังธรรม
มิชิธรรมขาดล้า..............................................กิเลสท้นตัวตน

    ๑๓."สักกายฯ"สิรุมหทยะชัด.........................อุบายตัดละไม่ยล
"สักกายกิเลสปะปุถุชน....................................จะถูกรัด ณ วัฏเวียน

    ๑๔.จิตคนเถียรรัดด้วย................................."วิจิกิจฉา สงสัย"
"สังโยชน์ฯ"ผูกมัดครา......................................คุดคู้
ลังเลรัตน์ตรัยพา.............................................จิตห่าง โลกธรรม
พลังไม่มีจะสู้...................................................ตัดแลัวขจัดไกล
 
   ๑๕."สีลัพฯ"สิทำหทยะจด..............................เจาะ"ศีล,พรตและงามไข
เชื่อว่าพิธีจะหิตะไซร้.......................................สะอาดทุกข์มลานเผย

    ๑๖.เปรยชนมิห่อนรู้.....................................กับอุบาย สลัดออก
สีลัพฯสังโยชน์ฉาย.........................................ผูกแท้
กำลังแกร่งจะตัดวาย.......................................ควรจ่อ ธรรมสูง
เจริญมรรคแปดครบแล้...................................ตัดสิ้นกิเลสแฉ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, กรกันต์, หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #377 เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 09:00:24 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๒/๗)

    ๑๗."กามราคะ"รุมกะปุถุชน.......................ฤดีท้นรตีแล
ติดกามคุณเจาะมทะแน่................................ซิใจหลงมิคลายเผย

    ๑๘.ใจชนเคยฆาตกล้า..............................ครอบงำ รัดรึง
ฆาตแกร่งมิอาจทำ........................................ขจัดได้
สังโยชน์มัดจิตหนำ......................................."พยาบาท" มิหนี
มรรคนั่นแลตัดไซร้.......................................กิเลสสิ้นหมดพลัน

    ๑๙.พุทธ์เจ้าสิตรัสนรสดับ.........................พระธรรมนับฉลาดครัน
รอบรู้วิธีสละฉะนั้น........................................กะ"สักกายฯ"เจาะยึดตน

    ๒๐.ยล"วิจิกิจฯ"แล้....................................สงสัย
"สีลัพฯ"ยึดพรตไกล......................................ไม่แคล้ว
"กามราคะ"รตีไว...........................................กำหนัด  มากมาย
"พยาบาท"รุมจิตแปัว.....................................รุ่มร้อนฤทัย

    ๒๑.สังโยชน์ฉะนี้,อริยะสงฆ์........................พลังส่งซิเหนือไข
ย่อมรู้อุบาย,ตัดละอนุสัย................................ซิด้วยมรรคประเสริฐเผย

    ๒๒.พุทธ์องค์เปรยคิดล้าง..........................."โอรัม-สังโยชน์ฯ"
มิพึ่งมรรคตัดหนำ..........................................ยากไซร้
จะเอา"แก่น"มินำ............................................กระพี้,เปลือก ถากออก
มิใช่ฐานะทำได้.............................................เสร็จแท้เลยแฉ

    ๒๓.ทรงตรัสตริมรรคปฏิปทา......................สิหวังฆ่ากิเลสแน่
สัมฤทธิ์สิเอยก็ดุจะแล....................................กระพี้,เปลือกลุ"แก่น"เห็น

    ๒๔.ประเด็นชนคิดแท้.................................มรรคเจริญ ตัดละ
"สังโยชน์โอรัมฯ"เยิน......................................กิเลสห้า
จะสามารถทำเผชิญ.......................................ลำดับ ครรลอง
สังโยชน์มัดสัตว์ล้า.........................................เสร็จแล้วจริงผล

   ๒๕.พุทธ์เจ้าตริชนพละทกล้า........................กะ"คงคา"นทีล้น
ดุจปัญญะชนจะชินะดล...................................สิถึงสัจธรรมไหม

    ๒๖.ใครพลังมิมากด้อย................................มิถึง อีกฟาก
อาจพินาศกลางทางพึง....................................จ่อม้วย
อินทรีย์ไป่พอตรึง............................................จรล่วง โอฆะ
จิตไม่บรรลุด้วย...............................................เมื่อได้ฟังธรรม

    ๒๗.พุทธ์เจ้าสิเปรียบนรพลัง.........................ลุข้ามฝั่งนทีนำ
อินทรีย์สิกล้าพิระกระหน่ำ...............................ฤทัยมั่นกิเลสวาย

    ๒๘.กรายชนฟังแน่วแท้................................ธรรมเอย เสร็จแล
ดล"สักกายทิฏฐ์"เผย.......................................ดับพ้น
มีพลังเด่นไวเลย..............................................ลุประสบ
"สังโยชน์โอรัมฯ"ท้น........................................ยิ่งห้าดับปลง

    ๒๙.พุทธ์เจ้าเจาะมรรคปฏิปทา.....................ละทิ้งหนากิเลสบ่ง
ด้วยรูปฌานสิจตุส่ง.........................................ละสังโยชน์สิห้าแฉ

    ๓๐.แลสงฆ์สงัดแท้.......................................จาก"กาม, อกุศล"
ลุ"ปฐมฌาน"ตาม.............................................สุขแท้
พินิจรูปขันธ์..ผลาม.........................................มิเที่ยง เป็นทุกข์
มีเสื่อม,โทรม,สูญแล้........................................ไป่น้อมตัวตน

    ๓๑.สงฆ์น้อมสิถึง"อมตธาตุ"..........................วะธรรมชาติสงบยล
เลิกปรุงลิ"อยาก"ละรติด้น................................กิเลสดับเจาะทุกข์ผลาญ

    ๓๒.สงฆ์กรานวิปัสส์ฯแท้...............................คิดหนา ไตรลักษณ์
"อนิจจ์ฯ,ทุกข์,อนัตตา"......................................จิตพร้อม
ถึงพระนิพพานครา...........................................หวังหมด อาสวะ
บรรลุอรหันต์น้อม.............................................ตัดถ้วน"โอรัมฯ"

    ๓๓.สังโยชน์สิห้าละครบ................................มฤตจบสภาพนำ
เป็น"โอปปาติกะ"ถลำ........................................ณ ชั้น"สุทธะวาส"หนา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #378 เมื่อ: 12, กันยายน, 2569, 06:59:50 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๓/๗)

    ๓๔."อนาคาฯ"อยู่แล้....................................เจริญูธรรม เดินไป
ลุนิพพานเสร็จหนำ.........................................ล่วงแล้ว
มิคืนเกิดอีกนำ................................................ณโลก
"สังโยชน์โอรัมฯ"แป้ว......................................ครบห้าตัดผอง

   ๓๕.พุทธ์เจ้าสิตรัส"ทุติยฌาน".......................ผิสงฆ์พานหทัยผ่อง
"ธรรมเอก"อุบัติจะอนะครอง............................วิตก,ตรองสงบไกล

    ๓๖.ใจคงเหลือสุขท้น..................................เพราะสมาธิ์ ปีติมี
ถึงล่วงฌานสามครา........................................อุเบกฯน้อม
"ปีติ"จบ"สติ"มา...............................................มีครบ "สัมปชัญฯ"
เสวยสุขนามกายพร้อม....................................รับพร้องสรรเสริญ

    ๓๗.แลสงฆ์ลุแล้ว"จตุตถ์ฌาน"......................ละทุกข์พานลิสุขเพลิน
เหลือ"อุเบกขะ,สติ"เดิน....................................สะอาดอยู่ตลอดแฉ

    ๓๘.แลพุทธ์องค์ตรัสน้อม.............................."อรูปฌาน" บ รูป
สงฆ์ล่วง"อากาฯ"พาน.......................................จ่อล้ำ
"อากาศไม่มี"ขาน.............................................แลดับ "จำ"หยาบ
"จำ"หลากหลายดับย้ำ......................................จิตรู้กุศลหนา

    ๓๙.ครันสงฆ์ลุ"วิญยตนฌานฯ"......................เพราะย้ำขานกะ"คำ"กล้า
วิญญาณมิสุดลุมหึมา........................................"อุเบกขะ"อารมณ์

    ๔๐.ลุฌานสมล่วงก้าว...................................."อากิญ- จัญญาฯ"
ขานไม่มีใดผลิน...............................................ว่างแท้
สงบนิ่งสบายจินต์.............................................จิตละเอียด
สังโยชน์โอรัมฯแล้............................................ตัดได้หมดหนำ

    ๔๑.อานนท์สิถามปฏิปทา...............................ละทั้งห้าซิโอรัมฯ
ไยเรียกสิต่างเจาะทวินำ....................................วะ"ปัญญะวิมุตติ์"แฉ

    ๔๒.แฉ"เจโตวิมุติ"พ้น....................................เพราะสมาธิ์ กำลัง
อีกหนึ่งคือ"ปัญญา-...........................................วิมุติ"ด้วย
ปัญญาเลิศจริงหนา...........................................จิตล่วง อริยสัจ
อาสวะรานม้วย..................................................ไม่ใช้สมาธิ์แฉ

    ๔๓.ทรงตรัสเพราะอินทริยะชี้.........................ปะสงฆ์มีซิต่างแน่
อินทรีย์สิห้าเจาะตบะแล.....................................จะควบคุมหทัยเผย

    ๔๔.เปรย"ศรัทธา"เชื่อแท้................................ผลกรรม
"วิริยินฯ"เพียรนำ................................................มุ่งพร้อม
"สตินทรีย์,สติ"ทำ...............................................คุมจิต มิเผลอ
เป็นใหญ่"สมาธินฯ"น้อม......................................มั่นกล้าจิตคง

   ๔๕."ปัญญินฯ"จะพาหทยะชัด..........................."อรีย์สัจ"ซิรู้ตรง
ตัดไวลิ"อาสวะ"ประสงค์.....................................อวิชชาสิสิ้นไป

    ๔๖.อินทรีย์ไวเด่นแล้ว....................................วิมุติหนา
"สังโยชน์โอรัมฯ"ครา..........................................ตัดพร้อม
พุทธ์องค์ตรัสจบพา............................................รตียิ่ง อานนท์
ภาษิตแจงละเอียดน้อม.......................................กระจ่างแท้จำเอย ฯ|ะ

แสงประภัสสร

๔. มหามาลุงกยโอวาทสูตร โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ : [เล่มที่ ๒๐] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้า ๓๐๘ - ๓๑๕ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
https://share.google/rKWKZXx8c6o0DfB9S

๔. มหามาลุงกยโอวาทสูตร
[ก] โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ = หรือสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ คือกิเลสหยาบที่ผูกมัดจิตใจให้ติดอยู่กับกามโลก (๑) สักกายทิฏฐิ = ความเห็นผิดว่าร่างกายและขันธ์ ๕ เป็นตัวตนของเรา (๒) วิจิกิจฉา = ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย (๓) สีลัพพตปรามาส = การถือศีลและพรตหรือพิธีกรรมอย่างงมงายด้วยความเข้าใจว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงแค่นั้น (๔) กามฉันทะ (กามราคะ) = ความกำหนัดและความติดใจในกามคุณ (๕) พยาบาท (ปฏิฆะ) = ความขัดเคืองใจ ความหงุดหงิด หรือความผูกใจเจ็บคิดแค้น


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #379 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:59:16 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๔/๗)

[ข] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้พระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล
(๑) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอยังจําโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วได้หรือไม่
(๒) ท่านพระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจําได้ซึ่งโอรัมภาคิสังโยชน์ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว
(๓) ดูก่อนมาลุงกยบุตร ก็เธอจําโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ที่เราแสดงแล้วว่าอย่างไร
(๓.๑) สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
(๓.๒) ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
(๔) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังจําได้ซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว
[ค] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เคยแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้แก่ นักบวช พวกอัญญเดียรถีย์ ซึ่งได้โต้เถียงว่า
(๑) แม้แต่ความคิดว่า กายของตน ดังนี้
(๑.๑) กายของตน ย่อมมีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่ ก็สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
~ กายของตน" จะไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่คำถามที่ว่า "สักกายทิฏฐิจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน" จึงเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น
(๑.๒) ส่วนสักกายทิฏฐิอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ สักกายทิฏฐิ อันเป็นอนุสัย (ความยึดถือตัวตนที่ยังไม่แสดงตัว) ได้นอนเนื่องติดตามตัวเด็กนั้นอยู่แล้ว เมื่อมีเหตุปัจจัยกระทบกระทั่ง เมื่อเติบโตขึ้น กิเลสเหล่านั้นจึงแสดงตัวออกมาเป็นความยึดมั่นถือมั่น
(๒) แม้แต่ความคิดว่า ธรรมทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๒.๑) ก็ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
~ พระพุทธเจ้าทรงอุปมาให้เห็นว่า แม้เด็กกุมารอ่อนที่ยังนอนหงาย จะยังไม่มีความคิดหรือความเข้าใจในเรื่องธรรมะและยังไม่เกิดความสงสัยอย่างชัดเจน แต่กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตก็ยังคงมีอยู่พร้อม
(๒.๒) ส่วนวิจิกิจฉาอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ วิจิกิจฉา (ความสงสัย) อันเป็น อนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต) เท่านั้น ย่อมนอนตาม (ซุกซ่อนอยู่) แก่เด็กนั้น
(๓) แม้แต่ความคิดว่า ศีลทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๓.๑) สีลัพพตปรามาสในศีลทั้งหลาย จักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นแต่ที่ไหน
~ เด็กกุมารอ่อนยังไม่รู้จักคำว่าศีลหรือข้อวัตรปฏิบัติ จึงไม่มีความคิดที่จะลูบคลำหรือยึดมั่นถือมั่นอย่างผิดๆ (สีลัพพตปรามาส) ในขณะนั้น
(๓.๒) ส่วนสีลัพพัตตปรามาสอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ ความเห็นผิดหรือการยึดถือศีลพรตอย่างผิดๆ ยังไม่แสดงออกมาเป็นความคิดหรือการกระทำในตอนนั้นแต่เชื้อกิเลสหรือความยึดถือที่นอนเนื่องอยู่ภายในจิตใจ (อนุสัย) มีอยู่พร้อมแล้ว และพร้อมจะแสดงผลเมื่อมีปัจจัย
(๔) แม้แต่ความคิดว่า กามทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๔.๑) ก็กามฉันทะในกามทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นที่ไหน
~ ทารกหรือเด็กเล็กที่ยังนอนหงายอยู่ ยังย่อมไม่มีความพอใจรักใคร่ในกาม กามฉันทะจึงยังไม่เกิดขึ้นแก่เด็กนั้นจากที่ไหนเลย
(๔.๒) ส่วนกามราคะอันเป็นอนุสัยเท่านั้นย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ กามราคะอันเป็นอนุสัยคือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องภายในจิตใจ แม้จะยังไม่แสดงตัวออกมาเป็นความคิดหรืออารมณ์ แต่ก็พร้อมจะตื่นขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยกระทบ
(๕) แม้แต่ความคิดว่า สัตว์ทั้งหลายดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เด็กกุมารอ่อนผู้ยังนอนหงายอยู่
(๕.๑) ก็ความพยาบาทในสัตว์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นแก่เด็กนั้นที่ไหน
~ หมายถึงแม้เด็กแบเบาะจะยังไม่มีความคิดเรื่องความโกรธแค้น แต่เชื้อกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตยังคงมีอยู่
(๕.๒) ส่วนพยาบาทอันเป็นอนุสัยเท่านั้น ย่อมนอนตามแก่เด็กนั้น
~ แม้เด็กอ่อนที่นอนหงายยังไม่รู้จัก แต่ความพยาบาทที่เป็นอนุสัยยังคงแฝงอยู่
[ง] ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสุคต เวลานี้เป็นกาลสมควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงแสดงโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจําไว้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลายเมฆ, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #380 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:26:27 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๕/๗)

[จ] อุบายเครื่องละสังโยชน์
[๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์
-> ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษ
(๑) มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมแล้ว อันสักกายทิฏฐิครอบงําแล้วอยู่
~ สภาพจิตใจของปุถุชน ผู้ยังหนาด้วยกิเลส ที่ถูกความเห็นผิดในขันธ์ ๕ ถูกอำนาจของความยึดติดถือมั่นในตัวตน (สักกายทิฏฐิ)
(๑.๑) และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๑.๒) สักกายทิฏฐินั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
~ โอรัมภาคิยสังโยชน์ = กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้อยู่ในกามภูมิหรือสังสารวัฏ เบื้องต่ำ ๕ ประการ
(๒) ปุถุชนนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมแล้ว อันวิจิกิจฉาครอบงําแล้วอยู่
~ มีความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย บาปบุญคุณโทษ หรืออริยสัจธรรม
(๒.๑) และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๒.๒) วิจิกิจฉานั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
(๓) ปุถุชนนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมแล้ว อันสีลัพพตปรามาสครอบงําแล้วอยู่
~ ปุถุชนที่มีจิตอันสีลัพพตปรามาส กลุ้มรุมและครอบงำอยู่นั้น คือ ผู้ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติข้อวัตรศีลพรตอย่างงมงาย โดยเชื่อว่าเพียงแค่การทำตามพิธีกรรม หรือการทรมานกายตาม ๆ กันมา จะทำให้พ้นทุกข์หรือบริสุทธิ์ได้
(๓.๑) และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๓.๒) สีลัพพตปรามาสนั้นก็เป็นของมีกําลัง อันปุถุชนบรรเทาไม่ได้แล้วชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
(๔) ปุถุชนนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว อันกามราคะครอบงํา
~ จิตถูกความอยาก ความใคร่ และความติดใจในกามคุณอารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) เข้ายึดครองพื้นที่ในใจจนหมด
(๔.๑) และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๔.๒) กามราคะนั้นก็เป็นของมีกําลัง อันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิสังโยชน์
(๕) ปุถุชนนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมแล้ว อันพยาบาทครอบงําแล้วอยู่
(๕.๑) และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่รู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง
(๕.๒) พยาบาทนั้นก็เป็นของมีกําลังอันปุถุชนนั้นบรรเทาไม่ได้แล้ว ชื่อว่าเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์
[ฉ] ดูก่อนอานนท์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะเป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับแนะนําในธรรมของพระอริยะดีแล้ว ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนําในธรรมของสัตบุรุษดีแล้ว
(๑) มีจิตอันสักกายทิฏฐิกลุ้มรุมไม่ได้ อันสักกายทิฏฐิครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อสักกายทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง สักกายทิฏฐิพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๒) อริยสาวกนั้นมีจิตอันวิจิกิจฉากลุ้มรุมไม่ได้ อันวิจิกิจฉาครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อวิจิกิจฉาเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง วิจิกิจฉาพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๓) อริยสาวกนั้นมีจิตอันสีลัพพตปรามาสกลุ้มรุมไม่ได้ อันสีลัพพตปรามาสย่อมครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อสีลัพพตปรามาสเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามเป็นจริง สีลัพพตปรามาสพร้อมทั้งอนุสัยอันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๔) อริยสาวกนั้นมีจิตอันกามราคะกลุ้มรุมไม่ได้ อันกามราคะครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อกามราคะเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง กามราคะพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้
(๕) อริยสาวกนั้นมีจิตอันพยาบาทกลุ้มรุมไม่ได้ อันพยาบาทครอบงําไม่ได้อยู่ และเมื่อพยาบาทเกิดขึ้นแล้ว
-> ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกเสียได้ตามความเป็นจริง พยาบาทพร้อมทั้งอนุสัย อันอริยสาวกนั้นย่อมละได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลายเมฆ, ลิตเติลเกิร์ล, หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #381 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:05:56 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๖/๗)

[ช] มรรคปฏิปทาเครื่องละสังโยชน์
(๑) ดูก่อนอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้วจักรู้ จักเห็น หรือจักละ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
(๑.๑) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่า ไม่ถากเปลือกไม่ถากกะพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้น มีแก่น แล้วจักถากแก่นนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด
(๑.๒) ข้อที่ว่า บุคคลจักไม่อาศัยมรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น
(๒) ดูก่อนอานนท์ ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมรรคปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น และจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นั้นได้ เป็นฐานะที่จะมีได้
(๒.๑) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนข้อที่ว่าถากเปลือกถากกะพี้ของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้น มีแก่น แล้วจึงถากแก่นนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด
(๒.๒) ข้อที่ว่า บุคคลอาศัยมรรคปฏิปทา อันเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ แล้ว จักรู้ จักเห็น หรือจักละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้นั้น ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น
(๓) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา น้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้
(๓.๑) ครั้งนั้น บุรุษผู้มีกําลังน้อย พึงมาด้วยหวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี ดังนี้
(๓.๒) เขาไม่อาจจะว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด
(๓.๓) ดูก่อนอานนท์ จิตของบางคน ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ในธรรมที่เราแสดง เพื่อดับสักกายทิฏฐิ ย่อมไม่ตั้งมั่น ไม่หลุดพ้น ฉันนั้นเหมือนกัน
(๓.๔) บุรุษผู้มีกําลังน้อยนั้นฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
(๔) ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา น้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาก้มลงดื่มได้
(๔.๑) ครั้งนั้นบุรุษมีกําลังพึงมาด้วยหวังว่า เราจักว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคานี้ ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดี ดังนี้
(๔.๒) เขาอาจจะว่ายตัดขวางกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา ไปให้ถึงฝั่งโดยสวัสดีได้ ฉันใด
(๔.๓) ดูก่อนอานนท์ เมื่อธรรมอันผู้แสดงๆ อยู่แก่ผู้ใดผู้หนึ่งเพื่อดับสักกายทิฏฐิ จิตของผู้นั้นแล่นไป เลื่อมใส มั่นคง ย่อมหลุดพ้น ฉันนั้นเหมือนกันแล
(๔.๔) บุรุษมีกําลังนั้นฉันใด พึงเห็นบุคคลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
[ช] รูปฌาน ๔
[๑] ดูก่อนอานนท์ มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน
(๑) ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมเพราะอุปธิวิเวก
 เพราะละอกุศลธรรมได้ เพราะระงับความคร้านกายได้โดยประการทั้งปวง บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
~ อมตนิพพาน เรียกว่า อุปธิวิเวก = ได้แก่ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่ดับตัณหา เป็นที่ออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด
(๒) เธอพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งมีอยู่ในภายในสมาบัตินั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวผี เป็นดังลูกศร เป็นความลําบาก เป็นไข้ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของมิใช่ตัวตน
(๒.๑) เธอย่อมเปลื้องจิตจากธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปในอมตธาตุว่าธรรมชาตินี้สงบ ธรรมชาตินี้ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นที่สิ้นกําหนัด เป็นที่ดับสนิท เป็นที่ดับกิเลส และกองทุกข์ดังนี้
~ อมตธาตุ = คือ ธรรมชาติหรือสภาวะดั้งเดิมที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่เสื่อมสลาย และเป็นนิรันดร์ ซึ่งในทางพุทธศาสนาหมายถึง พระนิพพาน หรือ จิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
(๒.๒) เธอตั้งอยู่ในวิปัสสนา อันมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั้น ย่อมบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
(๒.๒.๑) ถ้ายังไม่บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมเป็นโอปปาติกะ (หมายถึง พระอนาคามี) จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะความยินดี ความเพลิดเพลินในธรรมนั้น และเพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7932
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1310



| |
Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร
« ตอบ #382 เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:05:21 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: ประมวลธรรม: ๘.เกวัฏฏสูตร

ประมวลธรรม ๗๙ : มหามาลุงกโยวาทสูตร (ต่อหน้า ๗/๗)

(๓) ดูก่อนอานนท์ มรรคแม้นี้แลปฏิปทาแม้นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
(๔) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
(๕) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
(๖) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
[ซ] อรูปฌาน ๔
(๑) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง
~ ปฏิฆสัญญา = คือ ความจำที่เกิดขึ้นจากการกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน (เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย) กับอายตนะภายนอก (เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) หรือสัญญาที่เกิดจากการสัมผัสทางทวารทั้งห้า ซึ่งจัดเป็นความจำที่หยาบ
~ นานัตตสัญญา =ภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนธาตุ หรือผู้มีความ พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา
(๒) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุวิญญาณัญจายตนฌานด้วยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
(๓) ดูก่อนอานนท์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยบริกรรมว่า อะไรๆ ก็ไม่มี เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง
[ฌ] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ามรรคนี้ ปฏิปทานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร ภิกษุบางพวกในพระศาสนานี้ จึงเป็นเจโตวิมุตติ บางพวกเป็นปัญญาวิมุตติเล่า
~ เจโตวิมุตติ = คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต หรือความหลุดพ้นด้วยกำลังแห่งสมาธิ
~ ปัญญาวิมุตติ = คือความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะด้วยอำนาจของการเจริญปัญญา โดยรู้เห็นความจริงของธรรมชาติด้วยจิตที่เข้าใจอริยสัจจธรรม ไม่จำเป็นต้องได้สมาธิขั้นสูงหรือรูปฌาน/อรูปฌานเสมอไป
(๑) ดูก่อนอานนท์ ในเรื่องนี้ เรากล่าวความต่างกันแห่งอินทรีย์ ของภิกษุเหล่านั้น
~ อินทรีย์ ๕ = หมายถึง คุณธรรมที่เป็นใหญ่ในการทำหน้าที่ควบคุมจิตใจของตนเองให้ดำเนินไปในการปฏิบัติธรรม ได้แก่ (๑.๑) สัทธินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในความศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม และเชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (๑.๒) วิริยินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในความเพียร ความพยายามที่จะละบาปอกุศลและสร้างกุศลความดี (๑.๓) สตินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในสติ ความระลึกได้ ความไม่ประมาท คอยควบคุมจิตใจไม่ให้เผลอเรอ (๑.๔) สมาธินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในสมาธิ ความตั้งมั่นของจิตใจ ไม่ฟุ้งซ่านหรือวอกแวก (๑.๕) ปัญญินทรีย์ = ความเป็นใหญ่ในปัญญา ความรอบรู้ ความเข้าใจในความจริงของสภาพธรรมและชีวิต
(๒) พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว ท่านพระอานนท์มีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล.
จบมหามาลุงกยโอวาทสูตรที่ ๔


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.267 วินาที กับ 94 คำสั่ง
กำลังโหลด...