Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 14 15 [16]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 85714 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #225 เมื่อ: 24, มกราคม, 2569, 06:20:36 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

    ๖๙.วิริยะสี่จะมี......................................ซิ"ปีติ"สม
และนิร"ปีติ"ชม.........................................มิไปกะเพียร

    ๗๐.เนียนสัมมปธาน..............................กรานธรรมขยันยิ่งหล้า
ธรรมเดินสัตว์มิคว้า..................................ร่ำไห้เลยหนา ฯ|ะ
 
แสงประภัสสร

มจร. สัมมัปปธาน ๔ เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] วิภังคปกรณ์ https://share.google/KeBQBJR5ggFPaj6QQ

สุตตันตภาชนีย์
สัมมัปปธาน ๔ = ความเพียรชอบ ได้แก่
(๑) สังวรปธาน = สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น
(๒) ปหานปธาน = สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพียรละหรือเพียรกำจัด
-> คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
 (๓) ภาวนาปธาน = สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด
-> คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น
(๔) อนุรักขนาปธาน = สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น
-> คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์
[ก] เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น เป็นอย่างไร
(๑) อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ (รู้); สัญญาขันธ์ (จำ) ; สังขารขันธ์ (คิดปรุงแต่ง); และวิญญาณขันธ์ (จิตรู้แจ้ง) ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น
~ นามขันธ์ ๔ = เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์
(๒) และกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน
ธรรมเหล่านี้เรียกว่า บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
[ข] สร้างฉันทะ นั้น ฉันทะ = เป็นไฉน
-> ความพอใจ การทำความพอใจ -> ความเป็นผู้ประสงค์จะทำ
 -> ความฉลาด -> ความพอใจในธรรม
-> ภิกษุทำฉันทะนี้ให้เกิด ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สร้างฉันทะ
[ค] คำว่า พยายาม นั้น = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความพยายาม
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว; เข้ามาถึงแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว; เข้าถึงแล้วด้วยดี; ประกอบแล้วด้วยควาพยายามนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า พยายาม
[ง] คำว่า ปรารภความเพียร นั้น = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความเพียร
-> ภิกษุปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งความเพียรนี้ จึงเรียกว่า ปรารภความเพียร
[จ] ในคำว่า ประคองจิต นั้น = จิต เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> ภิกษุประคอง ประคองด้วยดี อุปถัมภ์ค้ำชูจิตนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าประคองจิต
[ฉ] คำว่า มุ่งมั่น นั้น = เป็นไฉน
~ ความมุ่งมั่น - เป็น สาตัจจกิริยา หมายถึงการกระทำอย่างต่อเนื่อง
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความมุ่งมั่น
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยความมุ่งมั่นนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มุ่งมั่น
[ช] เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว เป็นอย่าไร
(๑) ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว เป็นอย่างไร
-> บาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว เป็นไฉน
(๑.๑) อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะและกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น
~ นามขันธ์ ๔ = เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์
(๑.๒) และกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน
ธรรมเหล่านี้เรียกว่า บาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว
ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้วเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #226 เมื่อ: 25, มกราคม, 2569, 03:11:02 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

[ซ] ในคำว่า สร้างฉันทะ นั้น = ฉันทะ เป็นไฉน
(๑) ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ประสงค์จะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม นี้เรียกว่า ฉันทะ
(๒) ภิกษุทำฉันทะนี้ให้เกิด ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สร้างฉันทะ
[ฌ] ในคำว่า พยายาม นั้น = เป็นไฉน
(๑) การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมวายามะ นี้เรียกว่า ความพยายาม
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยความพยายามนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า พยายาม
[ญ] คำว่า ปรารภความเพียร นั้น = เป็นไฉน
(๑) การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความเพียร
(๒) ภิกษุปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งความเพียรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ปรารภความเพียร
[ฎ] ในคำว่า ประคองจิต นั้น = จิต เป็นไฉน
(๑) จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
(๒) ภิกษุประคอง ประคองด้วยดี อุปถัมภ์ค้ำชูจิตนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าประคองจิต
[ฏ] ในคำว่า มุ่งมั่น นั้น = เป็นอย่างไร
(๑) การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความมุ่งมั่น
(๒) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยการตั้งความเพียรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มุ่งมั่น
[ฏ] เพียรสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด
(๑) ภิกษุสร้างฉันทะ; พยายาม; ปรารภความเพียร; ประคองจิต; มุ่งมั่นเพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด เป็นอย่างไร
(๒) บรรดาธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เป็นไฉน
-> กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น
-> และกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน ธรรมเหล่านี้เรียกว่า กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
(๓) คำว่า สร้างฉันทะ ฯลฯ; (๔) คำว่า พยายาม ฯลฯ; (๕) คำว่าปรารภความเพียร ฯลฯ; (๖) คำว่า ประคองจิต ฯลฯ; (๗) คำว่า มุ่งมั่น นั้น = ความมุ่งมั่น เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความมุ่งมั่น
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยการตั้งความเพียรนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มุ่งมั่น
[ฐ] เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม
-> ภิกษุสร้างฉันทะ; พยายาม ปรารภความเพียร; ประคองจิต;
มุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย; ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว เป็นไฉน
~ ภิยโยภาพ = ความเจริญเต็มที่ของกุศลธรรม หรือความดีที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
-> บรรดาธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมที่เกิดแล้ว เป็นไฉน
(๑) กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น
(๒) และกายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรมที่มีกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน ธรรมเหล่านี้เรียกว่า กุศลธรรมที่เกิดแล้ว
-> คำว่า เพื่อความดำรงอยู่ อธิบายว่า ความดำรงอยู่อันใด นั้นเป็นความไม่เลือนหาย
-> ความไม่เลือนหายอันใด นั้นเป็นความภิยโยภาพ
-> ความภิยโยภาพอันใด นั้นเป็นความไพบูลย์
-> ความไพบูลย์อันใด นั้นเป็นความเจริญ
-> ความเจริญอันใด นั้นเป็นความบริบูรณ์
(๓) คำว่า สร้างฉันทะ ฯลฯ (๔) คำว่า พยายาม ฯลฯ (๕) คำว่าปรารภความเพียร ฯลฯ (๖) คำว่า ประคองจิต ฯลฯ (๗) คำว่า มุ่งมั่น นั้น = ความมุ่งมั่น เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า ความมุ่งมั่น
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยการตั้งความเพียรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า มุ่งมั่น
สุตตันตภาชนีย์ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #227 เมื่อ: 26, มกราคม, 2569, 07:32:26 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

อภิธรรมภาชนีย์
(๑) สัมมัปปธาน ๔ = ความเพียรชอบได้แก่
(๑.๑) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น = เพื่อป้องกันสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิด
(๑.๒) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น = เพื่อละสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลธรรมซึ่งเกิดแล้ว
(๑.๓) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น = เพื่อทำสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดให้เกิด
(๑.๔) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น = เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดแล้ว; เพียรป้องกันสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิด
~ ภิยโยภาพ = หมายถึง การเจริญเต็มที่ของกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วในจิตใจ
[ก] เพียรป้องกันสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิด
เป็นไฉน
(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ
-> ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ
-> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น
-> สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อป้องกันสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิด
~ ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา =ได้แก่ ผู้ที่พิจารณาเห็นกายว่าไม่งาม อาหารเป็นของปฏิกูล เห็นสังขารไม่เที่ยง อินทรีย์ ๕ อ่อน ก็บรรลุช้า
~ ส่วนพวกที่เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา = พิจารณาเห็นกายว่าไม่งาม อาหารเป็นของปฏิกูล เห็นสังขารไม่เที่ยง แต่เป็นผู้มีอินทรีย์ ๕ แก่กล้า ก็บรรลุเร็ว
~ ส่วนผู้ที่เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา = ได้แก่ ผู้ที่บรรลุฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แต่อินทรีย์ ๕ อ่อน ถึงแม้เป็นผู้ที่ได้บรรลุฌานจนกระทั่งถึงจตุตถฌานก็ตาม แต่เพราะเป็นผู้ที่มีอินทรีย์ยังอ่อน ยังไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ก็เป็นผู้ที่อินทรีย์ ๕ อ่อน จึงบรรลุช้า
~ ส่วนสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา = ผู้ที่ได้บรรลุฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แต่เป็นผู้ที่มีอินทรีย์ ๕ แก่กล้า ก็สามารถที่จะบรรลุอริยสัจธรรมได้เร็ว
(๒) คำว่า สร้างฉันทะ นั้น ฉันทะ = เป็นไฉน
-> ความพอใจ การทำความพอใจ; ความเป็นผู้ประสงค์จะทำ ความฉลาด; ความพอใจในธรรม นี้เรียกว่า ฉันทะ
-> ภิกษุทำฉันทะนี้ให้เกิด ให้เกิดด้วยดี; ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี; ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สร้างฉันทะ
(๓) คำว่า พยายาม นั้น = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ; ความขะมักเขม้น; ความบากบั่น; ความขวนขวาย; ความพยายาม; ความอุตสาหะ; ความทนทาน; ความเข้มแข็ง ความหมั่น; ความมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย; ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ; ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจใส่ธุระด้วยดี; วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า ความพยายาม
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี; ประกอบแล้วด้วยความพยายามนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า พยายาม
(๔) คำว่า ปรารภความเพียร นั้น ความเพียร = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า ความเพียร
-> ภิกษุปรารภ ปรารภด้วยดี; เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งความเพียรนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ปรารภความเพียร
(๕) คำว่า ประคองจิต นั้น = จิต เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> ภิกษุประคอง ประคองด้วยดี; อุปถัมภ์ค้ำชูจิตนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าประคองจิต
(๖) คำว่า มุ่งมั่น นั้น = สัมมัปปธาน (ความมุ่งมั่นโดยชอบ) เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ; ฯลฯ สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมัปปธาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมัปปธาน
[ข] เพียรละสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดแล้ว
(๑) ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น = เพื่อละสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดแล้ว เป็นอย่างไร
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ
-> ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ
-> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อละสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดแล้ว


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #228 เมื่อ: 27, มกราคม, 2569, 09:30:01 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๗/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

(๒) คำว่า สร้างฉันทะ ฯลฯ (๓) คำว่า พยายาม ฯลฯ; (๔) คำว่าปรารภความเพียร ฯลฯ; (๕) คำว่า ประคองจิต ฯลฯ (๖) คำว่า มุ่งมั่น นั้น
สัมมัปปธาน เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมัปปธาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมัปปธาน
[ค] เพียรสร้างสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดให้เกิด
(๑) ภิกษุสร้างฉันทะ, พยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองจิต, มุ่งมั่น, เพื่อทำสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดให้เกิด = เป็นอย่างไร
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ
-> ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ
-> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าสร้างฉันทะ, พยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองจิต, มุ่งมั่น, เพื่อทำกุศลธรรมซึ่งยังไม่เกิด ให้เกิด
(๒) คำว่า สร้างฉันทะ ฯลฯ (๓) คำว่า พยายาม ฯลฯ (๔) คำว่าปรารภความเพียร ฯลฯ (๕) คำว่า ประคองจิต ฯลฯ (๖) คำว่า มุ่งมั่น นั้น สัมมัปปธาน เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมัปปธาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมัปปธาน
[ง] เพียรรักษาสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดแล้วไม่ให้เสื่อม
ภิกษุสร้างฉันทะ, พยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองจิต, มุ่งมั่น, เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดแล้ว = เป็นไฉน
(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ
-> ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ
 -> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าสร้างฉันทะ, พยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองจิต, มุ่งมั่น, เพื่อความดำรงอยู่ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดแล้ว
(๒) คำว่า เพื่อความดำรงอยู่ = อธิบายว่า
-> ความดำรงอยู่อันใด นั้นเป็นความไม่เลอะเลือน
-> ความไม่เลอะเลือนอันใด นั้นเป็นความภิยโยภาพ
-> ความภิยโยภาพอันใด นั้นเป็นความไพบูลย์
-> ความไพบูลย์อันใด นั้นเป็นความเจริญ
-> ความเจริญอันใด นั้นเป็นความบริบูรณ์
(๓) คำว่า สร้างฉันทะ นั้น = ฉันทะ เป็นไฉน
-> ความพอใจ การทำความพอใจ; ความเป็นผู้ประสงค์จะทำ; ความฉลาด; ความพอใจในธรรม; นี้เรียกว่า ฉันทะ
-> ภิกษุทำฉันทะให้เกิด ให้เกิดด้วยดี; ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี; ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สร้างฉันทะ
(๔) คำว่า พยายาม = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า ความพยายาม
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยความพยายามนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า พยายาม
(๕) คำว่า ปรารภความเพียร นั้น ความเพียร = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า ความเพียร
-> ภิกษุปรารภ ปรารภด้วยดี; เสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งความเพียรนี้; ฉะนั้นจึงเรียกว่า ปรารภความเพียร
(๖) คำว่า ประคองจิต นั้น จิต = เป็นไฉน
-> จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน นี้เรียกว่า จิต
-> ภิกษุประคอง ประคองด้วยดี; อุปถัมภ์ค้ำชูจิตนี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าประคองจิต
(๗) คำว่า มุ่งมั่น นั้น สัมมัปปธาน = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สัมมัปปธาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมัปปธาน
[จ] บรรดาธรรมเหล่านั้น = สัมมัปปธาน เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ
-> ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน
-> เพื่อละทิฏฐิ
-> เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ
-> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรคนี้เรียกว่า สัมมัปปธาน
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสัมมัปปธาน
อภิธรรมภาชนีย์ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #229 เมื่อ: 28, มกราคม, 2569, 08:22:38 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๘/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

ติกมาติกาวิสัชนา = คำตอบ
ปัญหาปุจฉกะ
(๑) สัมมัปปธาน ๔ =  ได้แก่
(๑.๑) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น
-> เพื่อป้องกันสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิด
(๑.๒) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น
-> เพื่อละสภาวธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดแล้ว
(๑.๓) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น
-> เพื่อทำสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งยังไม่เกิดให้เกิด
(๑.๔) สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น           
-> เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดแล้ว
ทุกมาติกาปุจฉา =คำถามแม่บท
(๑) บรรดาสัมมัปปธาน ๔ = สัมมัปปธานเท่าไรเป็นกุศล; เท่าไรเป็นอกุศล; เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ; เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้; เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
[ก] กุสลติกาทิวิสัชนา = คำตอบด้านกุศล
๑) สัมมัปปธาน ๔ เป็นกุศลอย่างเดียว; ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี; ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๒) สัมมัปปธาน ๔ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก (๓) สัมมัปปธาน ๔ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๔) สัมมัปปธาน ๔ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๕) สัมมัปปธาน ๔ ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี; ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี; ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี (๖) สัมมัปปธาน ๔ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี; ที่สหรคตด้วยสุขก็มี; ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๗) สัมมัปปธาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๘) สัมมัปปธาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน (๙) สัมมัปปธาน ๔ เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน (๑๐) สัมมัปปธาน ๔ เป็นของเสขบุคคล (๑๑) สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปมาณะ (๑๒) สัมมัปปธาน ๔ มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ (๑๓) สัมมัปปธาน ๔ เป็นชั้นประณีต (๑๔) สัมมัปปธาน ๔ มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน (๑๕) สัมมัปปธาน ๔ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ (๑๖) สัมมัปปธาน ๔ มีมรรคเป็นเหตุ (๑๗) สัมมัปปธาน ๔ ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๑๘) สัมมัปปธาน ๔ ที่เกิดขึ้นก็มี; ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี; แต่กล่าวไม่ได้ว่า จักเกิดขึ้นแน่นอน (๑๙) สัมมัปปธาน ๔ ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๒๐) สัมมัปปธาน ๔ ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๒๑) สัมมัปปธาน ๔ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๒๒) สัมมัปปธาน ๔ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้
ทุกมาติกาวิสัชนา
[ข] เหตุโคจฉกวิสัชนา = คำตอบเกี่ยวกับเหตุ
(๑) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นเหตุ แต่มีเหตุ (๒) สัมมัปปธาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุ; แต่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ; หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๓) สัมมัปปธาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ; หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๔) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ
[ค] จูฬันตรทุกวิสัชนา = คำตอบธรรมที่เล็กน้อย
(๑) สัมมัปปธาน ๔ มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) สัมมัปปธาน ๔ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) สัมมัปปธาน ๔ เห็นไม่ได้ (๔) สัมมัปปธาน ๔ กระทบไม่ได้ (๕) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นรูป (๖) สัมมัปปธาน ๔ เป็นโลกุตตระ (๗) สัมมัปปธาน ๔ จิตบางดวงรู้ได้ (๘) สัมมัปปธาน ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #230 เมื่อ: 29, มกราคม, 2569, 08:25:28 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๙/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

[ง] อาสวโคจฉกวิสัชนา = คำตอบด้านกิเลส
(๑) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นอาสวะ (๒) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๓) สัมมัปปธาน ๔ วิปปยุตจากอาสวะ (๔) สัมมัปปธาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ; หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๕) สัมมัปปธาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ; หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๖) สัมมัปปธาน ๔ วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
[จ] สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา = คำตอบเรื่อง "สัญโญชน์ ๑๐" หรือกิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพภูมิต่างๆ
(๑) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ; ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ; ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ ;ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ; ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ; ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ;
~ สังโยชน์ = กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, เป็นธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่
(๑.๑) สักกายทิฏฐิ - ความเห็นว่าเป็นตัวของตน (๑.๒) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย (๑.๓) สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต (๑.๔) กามราคะ - ความติดใจในกามคุณ (๑.๕) ปฏิฆะ - ความกระทบกระทั่งในใจ
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
(๑.๖) รูปราคะ - ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต (๑.๗) อรูปราคะ - ความติดใจในอรูปธรรม (๑.๘) มานะ - ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ (๑.๙) อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน (๑.๑๐) อวิชชา - ความไม่รู้จริง
-> พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้,
-> พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย,
-> พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด,
-> พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ
~ คันถะ = มีความหมายว่า ผูกมัดหรือทำให้เป็นปม หรือหมายความว่า เป็นห่วงที่ร้อยรัดไว้ในระหว่าง จุติ-ปฏิสนธิ ให้เกิดก่อต่อเนื่องกันไม่ให้พ้นไปจากวัฏฏทุกข์ได้ คันถะมี ๔ ประการ คือ
(๑.๑) อภิชฌากายคันถะ - ผูกมัดอยู่กับความยินดี ชอบใจ (๑.๒) พยาปาทกายคันถะ - ผูกมัดอยู่กับความโกรธ จนถึงกับคิดปองร้าย (๑.๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ - ผูกมัดอยู่ในความชอบใจในการปฏิบัติที่ผิดว่า ปฏิบัติอย่างนี้แหละเป็นทางให้พ้นทุกข์ โดยเข้าใจว่าเป็นการถูกต้องแล้วชอบแล้ว แต่ถ้าหากว่ามีผู้รู้แนะนำสั่งสอนทางที่ถูกต้องให้ ก็สามารถกลับใจได้ (๑.๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ - ผูกมัดอยู่ในความชอบใจในการปฏิบัติที่ผิด แต่ว่ารุนแรงมั่นคงแน่วแน่นมากกว่าในข้อ ๓ นอกจากนั้นแล้วยังดูหมิ่นและเหยียบย่ำ ทับถมวาทะ หรือมติของผู้อื่นด้วย ถึงแม้ว่าจะมีผู้รู้มาชี้แจงแสดงเหตุผลในทางที่ถูกที่ชอบประการใดๆ ก็ไม่ยอมกลับใจได้เลย
~โอฆะ ๔ = สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์, กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ได้แก่ กาโมฆะ - กาม; ภโวฆะ - ภพ; ทิฏโฐฆะ - ทิฏฐิ; อวิชโชฆะ - อวิชชา
~โยคะ ๔ = คือ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือ ผูกตรึงไว้ ประกอบสัตว์ไว้ไม่ให้ผละไป หรือไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะได้ มีด้วยกัน ๔ ประเภท
(๑.๑) กามโยคะ - คือ โลภะ ที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (๑.๒) ภวโยคะ - คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพ ในขันธ์ (๑.๓) ทิฏฐิโยคะ (ทิฎฐิ) - คือ ความเห็นผิด (๑.๔) อวิชชาโยคะ (อวิชชา) - คือ ความไม่รู้ อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์
~ นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่
(๑.๑) กามฉันทะ - ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ (๑.๒) พยาบาท - ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ (๑.๓) ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม (๑.๔) อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล (๑.๕) วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย
~ ปรามาส = หมายถึง สีลัพพตปรามาส ซึ่งคือความหลงยึดมั่นในศีลและวัตรปฏิบัติอย่างงมงายโดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง หรือยึดถือด้วยความอยากได้ผลทางโลก
(๒) สัมมัปปธาน ๔ รับรู้อารมณ์ได้ (๓) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นจิต (๔) สัมมัปปธาน ๔ เป็นเจตสิก (๕) สัมมัปปธาน ๔ สัมปยุตด้วยจิต (๖) สัมมัปปธาน ๔ ระคนกับจิต (๗) สัมมัปปธาน ๔ มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๘) สัมมัปปธาน ๔ เกิดพร้อมกับจิต (๙) สัมมัปปธาน ๔ เป็นไปตามจิต (๑๐) สัมมัปปธาน ๔ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก, ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6310
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 990



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #231 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:04:39 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๑๐/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๕.วิภังค์ : สัมมัปปฐานวิภังค์

(๑๑) สัมมัปปธาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต
(๑๒) สัมมัปปธาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต
(๑๓) สัมมัปปธาน ๔ เป็นภายนอก (๑๔) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป
~ อุปาทายรูป = คือ รูป ๒๔
ก.ปสาทรูป ๕ = รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ 
(๑๔.๑) จักขุ - ตา (๑๔.๒) โสตะ - หู (๑๔.๓) ฆานะ - จมูก (๑๔.๔) ชิวหา - ลิ้น (๑๔.๕) กาย
ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป ๕ = รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์
(๑๔.๖) รูปะ - รูป (๑๔.๗) สัททะ - เสียง (๑๔.๘) คันธะ - กลิ่น (๑๔.๙) รสะ - รส
ค. ภาวรูป ๒ = รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ
(๑๔.๑๐) อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ - ความเป็นหญิง (๑๔.๑๑) ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ - ความเป็นชาย
ง. หทัยรูป ๑ = รูป คือ หทัย
(๑๔.๑๒) หทัยวัตถุ - ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ
จ. ชีวิตรูป ๑ = รูปที่เป็นชีวิต (๑๔.๑๓) ชีวิตินทรีย์ - อินทรีย์คือชีวิต
ฉ. อาหารรูป ๑ = รูปคืออาหาร (๑๔.๑๔) กวฬิงการาหาร - อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน
ช. ปริจเฉทรูป ๑ = รูปที่กำหนดเพศ
(๑๔.๑๕) อากาสธาตุ - สภาวะคือช่องว่าง
ญ. วิญญัติรูป ๒ = รูป คือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย
(๑๔.๑๖) กายวิญญัติ - การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย
(๑๔.๑๗) วจีวิญญัติ - การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา
ฎ. วิการรูป ๕ = รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ (๑๔.๑๘) รูปัสสะ ลหุตา - ความเบา
(๑๔.๑๙) รูปัสสะ มุทุตา - ความอ่อนสลวย
(๑๔.๒๐) รูปัสสะ กัมมัญญตา - ความควรแก่การงาน, ใช้การได้
ฏ. ลักขณรูป ๔ = รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด (๑๔.๒๑) รูปัสสะ อุปจยะ - ความก่อตัวหรือเติบขึ้น
(๑๔.๒๒) รูปัสสะ สันตติ - ความสืบต่อ
(๑๔.๒๓) รูปัสสะ ชรตา - ความทรุดโทรม
(๑๔.๒๔) รูปัสสะ อนิจจตา - ความปรวนแปรแตกสลาย   
(๑๕) สัมมัปปธาน ๔ กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ
[ฉ] อุปาทานาโคจฉกาทิวิสัชนา = คำตอบด้านอุปาทาน
(๑) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ; ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ (๒) สัมมัปปธาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๓) สัมมัปปธาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๔) สัมมัปปธาน ๔ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี (๕) สัมมัปปธาน ๔ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี (๖) สัมมัปปธาน ๔ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี (๗) สัมมัปปธาน ๔ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยปีติก็มี (~ สหรคต =ไปด้วยกัน)
(๘) สัมมัปปธาน ๔ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยสุขก็มี (๙) สัมมัปปธาน ๔ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี
(๑๐) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นกามาวจร (๑๑) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นรูปาวจร (๑๒) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๓) สัมมัปปธาน ๔ ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (๑๔) สัมมัปปธาน ๔ เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ (๑๕) สัมมัปปธาน ๔ ให้ผลแน่นอน (๑๖) สัมมัปปธาน ๔ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๑๗) สัมมัปปธาน ๔ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
ปัญหาปุจฉกะ จบ
สัมมัปปธานวิภังค์ จบบริบูรณ์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 14 15 [16]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.203 วินาที กับ 73 คำสั่ง
กำลังโหลด...