Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 15 16 [17]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 92193 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #240 เมื่อ: 08, กุมภาพันธ์, 2569, 09:15:49 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๙/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๖.วิภังค์ : อิทธิปาทวิภังค์

(๔.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเจริญอิทธิบาท ที่ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
(๔.๒) บรรดาธรรมเหล่านั้น = วิมังสา เป็นไฉนปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย ; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า วิมังสา
(๔.๓) สมาธิ เป็นไฉน = ความตั้งมั่นแห่งจิต ฯลฯ; สัมมาสมาธิ; สมาธิสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สมาธิ
(๔.๔) ปธานสังขาร เป็นไฉน = การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า ปธานสังขาร
-> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี; ประกอบแล้วด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขารนี้ จึงเรียกว่า ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
-> คำว่า อิทธิ = ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี; กิริยาที่สำเร็จ กิริยาที่สำเร็จด้วยดี; ความได้ ความได้เฉพาะ; ความถึง ความถึงด้วยดี;
ความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง ความเข้าถึงสภาวธรรมเหล่านั้น
-> คำว่า อิทธิบาท มีอธิบายว่า ความกระทบ ฯลฯ การประคอง ความไม่
ฟุ้งซ่านของบุคคลผู้เป็นอย่างนั้น
-> คำว่า เจริญอิทธิบาท = ภิกษุเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งสภาวธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท
[จ] อิทธิบาท ๔ คือ
(๑) ฉันทิทธิบาท = ธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ คือ ฉันทะ
บรรดาอิทธิบาท ๔ นั้น = ฉันทิทธิบาท เป็นไฉน
(๑.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระ ซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ความพอใจ; การทำความพอใจ; ความเป็นผู้ประสงค์จะทำ; ความฉลาด; ความพอใจในธรรม; นี้เรียกว่าฉันทิทธิบาท
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฉันทิทธิบาท
(๒) วิริยิทธิบาท = ธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ คือวิริยะ
(๒.๑) วิริยิทธิบาท = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า วิริยิทธิบาท
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยวิริยิทธิบาท
(๓) จิตติทธิบาท = ธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ คือ จิตตะ
(๓.๑) จิตติทธิบาท = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น จิต; มโน; มานัส; ฯลฯ; มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน, นี้เรียกว่า จิตติทธิบาท
->สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยจิตติทธิบาท
(๔) วิมังสิทธิบาท = ธรรมที่เป็นเหตุให้ประสบความสำเร็จ คือวิมังสา
วิมังสิทธิบาท = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัดฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า วิมังสิทธิบาท
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยวิมังสิทธิบาท
อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ปัญหาปุจฉกะ
(๑) อิทธิบาท ๔ ได้แก่ = ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑.๑) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วย ฉันทสมาธิและ ปธานสังขาร
(๑.๒) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วย วิริยสมาธิและ ปธานสังขาร
(๑.๓) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วย จิตตสมาธิและ ปธานสังขาร
(๑.๔) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วย วิมังสาสมาธิและ ปธานสังขาร
ติกมาติกาปุจฉา = คำถามแม่บท
[ก] ทุกมาติกาปุจฉา = คำตอบแม่บท
(๑) บรรดาอิทธิบาท ๔ - อิทธิบาทเท่าไรเป็นกุศล; เท่าไรเป็นอกุศล; เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ; เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้; เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, เฒ่าธุลี

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #241 เมื่อ: 09, กุมภาพันธ์, 2569, 02:12:34 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๑๐/๑๐) อภิธรรมปิฎก :
๑๖.วิภังค์ : อิทธิปาทวิภังค์

[ข] กุสลติกาทิวิสัชนา = คำตอบด้านกุศล
(๑) อิทธิบาท ๔ - เป็นกุศลอย่างเดียว (๒) อิทธิบาท ๔ - ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี; ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี (๓) อิทธิบาท ๔ - เป็นเหตุให้เกิดวิบาก (๔) อิทธิบาท ๔ - กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๕) อิทธิบาท ๔ - กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง และไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๖) อิทธิบาท ๔ - ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี; ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี; ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี (๗) อิทธิบาท ๔ - ที่สหรคตด้วยปีติก็มี; ที่สหรคตด้วยสุขก็มี; ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๘) อิทธิบาท ๔ - ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และ มรรคเบื้องบน ๓ (๙) อิทธิบาท ๔ - ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และ มรรคเบื้องบน ๓ (๑๐) อิทธิบาท ๔ - เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน (๑๑) อิทธิบาท ๔ - เป็นของเสขบุคคล (๑๒) อิทธิบาท ๔ - เป็นอัปปมาณะ (๑๓) อิทธิบาท ๔ - มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ (๑๔) อิทธิบาท ๔ - เป็นชั้นประณีต (๑๕) อิทธิบาท ๔ - มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน (๑๖) อิทธิบาท ๔ - ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์ (๑๗) อิทธิบาท ๔ - มีมรรคเป็นเหตุ (๑๘) อิทธิบาท ๔ - ไม่ใช่มีมรรคเป็นอธิบดี (๑๙) อิทธิบาท ๔ - ที่เกิดขึ้นก็มี; ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นก็มี; แต่กล่าวไม่ได้ว่า จักเกิดขึ้นแน่นอน (๒๐) อิทธิบาท ๔ - ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๒๑) อิทธิบาท ๔ - กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๒๒) อิทธิบาท ๔ - ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๒๓) อิทธิบาท ๔ - มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๒๔) อิทธิบาท ๔ - เห็นไม่ได้ และ กระทบไม่ได้
[ค] เหตุโคจฉกวิสัชนา = คำตอบเกี่ยวกับเหตุ
(๑) วิมังสิทธิบาท - เป็นเหตุ; (๒) อิทธิบาท ๓ - ไม่เป็นเหตุ; (๓) อิทธิบาท ๔ - มีเหตุ; (๔) อิทธิบาท ๔ - สัมปยุตด้วยเหตุ; (๕) วิมังสิทธิบาท - เป็นเหตุและมีเหตุ; (๖) อิทธิบาท ๓ - กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ; หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๗) วิมังสิทธิบาท - เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๘) อิทธิบาท ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุ และสัมปยุตด้วยเหตุ; หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๙) อิทธิบาท ๓ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ (๑๐) วิมังสิทธิบาทกล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ; หรือไม่เป็นเหตุ; และไม่มีเหตุ
[ง] จูฬันตรทุกาทิวิสัชนา
(๑) อิทธิบาท ๔ - มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) อิทธิบาท ๔ - ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) อิทธิบาท ๔ - เห็นไม่ได้ (๔) อิทธิบาท ๔ - กระทบไม่ได้ (๕) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นรูป (๖) อิทธิบาท ๔ - เป็นโลกุตตระ (๗) อิทธิบาท ๔ - จิตบางดวงรู้ได้ (๘) อิทธิบาท ๔ - จิตบางดวงรู้ไม่ได้ (๙) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นอาสวะ (๑๐) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๑๑) อิทธิบาท ๔ - วิปปยุตจากอาสวะ (๑๒) อิทธิบาท ๔ - กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะ และเป็นอารมณ์ของอาสวะ; หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๑๓) อิทธิบาท ๔ - กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ; หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๑๔) อิทธิบาท ๔ - วิปปยุตจากอาสวะ และไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๑๕) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ; ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ; ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯ; ไม่เป็นโยคะ ฯลฯ; ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ; ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ
[จ] มหันตรทุกวิสัชนา
(๑) อิทธิบาท ๔ - รับรู้อารมณ์ได้ (๒) อิทธิบาท ๓ ไม่เป็นจิต (๓) จิตติทธิบาท - เป็นจิต (๔) อิทธิบาท ๓ - เป็นเจตสิก (๕) จิตติทธิบาท - ไม่เป็นเจตสิก (๖) อิทธิบาท ๓ - สัมปยุตด้วยจิต (๗) จิตติทธิบาท - กล่าวไม่ได้ว่า สัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิต (๘) อิทธิบาท ๓ - ระคนกับจิต (๙) จิตติทธิบาท - กล่าวไม่ได้ว่า ระคนกับจิต; หรือไม่ระคนกับจิต (๑๐) อิทธิบาท ๓ - มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๑) จิตติทธิบาท - ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๒) อิทธิบาท ๓ - เกิดพร้อมกับจิต (๑๓) จิตติทธิบาท - ไม่เกิดพร้อมกับจิต (๑๔) อิทธิบาท ๓ - เป็นไปตามจิต
(๑๕) จิตติทธิบาท - ไม่เป็นไปตามจิต (๑๖) อิทธิบาท ๓ - ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๗) จิตติทธิบาท - ไม่ระคนกับจิต และมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๘) อิทธิบาท ๓ - ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต (๑๙) จิตติทธิบาท - ไม่ระคนกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต (๒๐) อิทธิบาท ๓ - ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐาน และเป็นไปตามจิต (๒๑) จิตติทธิบาท - ไม่ระคนกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และ เป็นไปตามจิต (๒๒) อิทธิบาท ๓ - เป็นภายนอก (๒๓) จิตติทธิบาท - เป็นภายใน (๒๔) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นอุปาทายรูป (๒๕) อิทธิบาท ๔ - กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ
[ฉ] อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา = คำตอบด้านอุปาทาน
(๑) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ; ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ; (๒) อิทธิบาท ๔ - ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องบน ๓ (๓) อิทธิบาท ๔ - ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค และ มรรคเบื้องบน ๓ (๔) อิทธิบาท ๔ - ที่มีวิตกก็มี; ที่ไม่มีวิตกก็มี; (๕) อิทธิบาท ๔ - ที่มีวิจารก็มี; ที่ไม่มีวิจารก็มี (๖)อิทธิบาท ๔ - ที่มีปีติก็มี; ที่ไม่มีปีติก็มี (๗) อิทธิบาท ๔ - ที่สหรคตด้วยปีติก็มี; ที่ไม่สหรคตด้วยปีติก็มี (๘) อิทธิบาท ๔ - ที่สหรคตด้วยสุขก็มี; ที่ไม่สหรคตด้วยสุขก็มี (๙) อิทธิบาท ๔ - ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี; ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี (๑๐) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นกามาวจร (๑๑) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นรูปาวจร (๑๒) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๓) อิทธิบาท ๔ - ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (๑๔) อิทธิบาท ๔ - เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ (๑๕) อิทธิบาท ๔ - ให้ผลแน่นอน (๑๖) อิทธิบาท ๔ - ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๑๗) อิทธิบาท ๔ - ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
ปัญหาปุจฉกะ จบ
อิทธิปาทวิภังค์ จบบริบูรณ์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #242 เมื่อ: 10, กุมภาพันธ์, 2569, 09:04:57 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์ : แจกโพชฌงค์ ๗

หริณปลุตาฉันท์/โคลงสามสุภาพ

    ๑.มนะน้อมอรหันต์......................................วรดั้นพระคุณ
"พระภควา"ลุอดุลย์.........................................ดนุโพธิใส

    ๒.เมตตาไกลสาวก......................................ทรงปรกสอนสั่งรู้
อีกเหล่าชนพลอยจู้.........................................หมดสิ้นทุกข์ผาย

    ๓.ภณะโพชฌ์ฯตติย์สาม.............................ประลุความกระจาย
เจาะระดะ"สุตตะฯ"ขยาย................................ริพระสูตรซิหนา

    ๔.ครา"อภิธรรมชนีย์ฯ"................................ทวีธรรมโลกุตต์แท้
"ปัญหาปุจฉะฯ"แล้..........................................ตอบพร้อมหลายแล

   ๕.ริเจาะ"สุตตะฯ"ลุโชติ................................มติ"โพชฌ์ฯ"สิแปล
ก็ริเจาะธรรมพหุแน่.........................................ประลุโพธิญาณ

    ๖.พานโพชฌงค์เจ็ดแล................................แฉสามนัยมุ่งอ้าง
ธรรมสู่โพธิสร้าง..............................................ครบแท้เจ็ดองค์

    ๗."สติสัมฯ"เจาะระลึก...................................ประลุนึกผจง
เจาะอธิปัญญะประสงค์....................................ก็ถวิลจิรัง

    ๘.ดัง"ธัมมวิโพชฌ์ฯ"....................................สงฆ์โรจน์ทวนทบพร้อม
สอบธรรมปัญญาน้อม......................................เลือกแล้ธรรมสรร

    ๙."วิริย์สัมฯ"พิระจ่อ......................................นิรท้อละครัน
เจาะวิเคราะห์ธรรมจระดั้น...............................วตะปัญญะแฉ

    ๑๐.แล"ปีติสัมโพชฌงค์ฯ"............................ใจโชติเอมอิ่มแล้
อามิสมิมีแท้....................................................เหยื่อไร้มากเพียร

    ๑๑.ลุสงบและสงัด.......................................ดุจะ"ปัสธิฯ"เวียน
หทยะ,กายลุวิเชียร..........................................ภณะปัสธิฯเผย

    ๑๒.เปรย"สมาธิ์สัมโพชฌงค์"........................ใจคงยืนมั่นตั้ง
กายสงบ,จิตสุขยั้ง............................................เปี่ยมด้วยสมาธิ์

    ๑๓.เลาะ"อุเปกขะฯ"ลุครัน.............................ฐิติมั่นสิพา
หทยะวางเจาะทกล้า.........................................ตริคะนึงมิเอียง

    ๑๔.เกรียง"โพชฌงค์"นัยสอง.........................ตรอง"สติสัมโพชฌ์ฯ"แท้
ธรรมนอก-ในตนแล้..........................................ตรัสรู้นิพพาน หมายเฮย

   ๑๕.ภว"ธัมมะวิฯ"ครัน.....................................ระดะสรรประสาน
"พหิและในตนุ"กราน........................................นิรวาณประสงค์

    ๑๖.เพียรคง"วิริยสัมฯ"..................................นำกาย,ใจมุ่งสู้
หวังเพื่อตรัสรู้..................................................สู่ห้วงนิพพาน

  ๑๗."ปิติสัมฯ"นิรปก.........................................เจาะ"วิตกวิจาร"
รึประลุมีทวิขาน...............................................ภวโพธิสม

    ๑๘.ชม"ปัสสัทธิสัมฯ"....................................นำกาย,จิตสงบแท้         
มิหวั่นไหวเลยแล้..............................................ตรัสรู้นิพพาน

    ๑๙.ริ"สมาธิฯ"เจาะมี......................................นิรชี้พิศาล
ทวิวิตกและวิจาร..............................................ประลุโพธิญาณ

    ๒๐.กราน"อุเปกขาสัมฯ"................................ธรรมตอนใน-นอกแล้
วางมุ่งเฉยโดยแท้.............................................เพื่อน้อมนิพพาน

    ๒๑.ภณะ"โพชฌ์ฯ"นยะสาม..........................."สติ"ความวิชาญ
ศยะ"วิเวก"มละกราน.........................................เจาะสงบฤทัย

    ๒๒.วิเวกไกลสงบกาย....................................กิเลสวายมุ่งแท้
ปล่อย"วิราคะ"แล้..............................................สลัดทิ้งหมดปลง "ราคะ"


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, เฒ่าธุลี

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #243 เมื่อ: 11, กุมภาพันธ์, 2569, 09:12:28 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๒/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

    ๒๓.ลิ"นิโรธ"เลาะกิเลส...............................มละเฉดประสงค์
หทยะน้อมสติบ่ง............................................นิรวาณซิหมาย

    ๒๔.กราย"ธัมมวิสัมฯ".................................นำเลือกธรรมเด่นเฟ้น
คงเพื่อเจริญธรรมเน้น....................................ล่วงแล้นิพพาน

   ๒๕."วิริยาฯ"พิระเพียร..................................ทมใจะเรียนสราญ
มินิรท้อวิเคราะห์งาน......................................เสาะตริธรรมเหมาะหนา

    ๒๖.ครา"ปีติสัมโพชฌ์ฯ".............................เปรมใจโรจน์เกิดแล้ว
ซาบซ่านกำลังแผ้ว.........................................ล่วงน้อมนิพพาน

    ๒๗.มนะ"ปัสส์ธิฯ"ก็ชัด................................ลุสงัดสคราญ
วปุสงบดุจะกราน............................................นิรวาณซิหมาย

    ๒๘.กราย"สมาธิ์สัมโพชฌ์ฯ"........................โลดธรรม"วิตก"แล้
"วิจาร"ร่วมสองแท้..........................................มุ่งแล้วนิพพาน

    ๒๙.ลุ"อุเปกขะฯ"เจริญ................................เจาะเผชิญปธาน
มละ"วิราคะ"ประหาณ.....................................ลิ"วิเวก,นิโรธ"

    ๓๐.โฉดกิเลสดับปลง..................................ตรงทำใจว่างเว้น
วางปล่อยใจลงเน้น.........................................สู่อ้อมนิพพาน

    ๓๑."อภิธรรมชะฯ"จะแจง.............................ริแสดงปธาน
ก็มรคามละกราน............................................ภวเหตุผละทุกข์

    ๓๒.รุกถึงนิพพานแล....................................แฉละ"กาม"เลี่ยงแล้ว
เจริญโพชฌงค์เจ็ดแผ้ว...................................จุ่งพร้อมฌานปฐม

    ๓๓."สติสัมฯ"ตริระลึก..................................มนะนึกระดม
ภวเพราะปัญญะเจาะบ่ม..................................นิรวาณเหมาะหมาย

    ๓๔.กราย"ธัมมโพชฌงค์ฯ"...........................คงคัดธรรมเด่นแท้
เลิศปัญญาฉลาดแท้.......................................รอบรู้มิหลง

   ๓๕."วิริย์สัมฯ"หฤทัย.....................................พิระไซร้ผจง
พิริยะเพียรลุประสงค์......................................นิรวาณลุครัน

    ๓๖.พลัน"ปีติสัมโพชฌ์ฯ".............................ปราโมทย์ระรื่นไซร้
ความอิ่มใจพลังใกล้........................................นิพฯแล้วศรัณย์

    ๓๗.ผิวะ"ปัสส์ธิฯ"สงบ..................................ภวจบประชัน
ลิมละ"นามจตุขันธ์".........................................พิทะ"เวทนา"

    ๓๘."สัญญา,จำ"เลิศชาญ.............................."สังขาร,ปรุงแต่ง"ได้
"จิต,วิญญาณ"รอบไซร้....................................ระงับแล้วสงัดหนา

    ๓๙.ก็"สมาธิฯ"จะนำ......................................ฐิติสัมปทา
พิริยะ"สัมมะสมาธิ์"...........................................เจาะตริมั่นหทัย

    ๔๐.ไว"อุเปกขาสัมฯ"....................................ทำใจกลางเพ่งแท้
จิตก่อปัญญาแล้..............................................ถ่องแจ้งจริงผล

    ๔๑.คติ"ปาฏิฯ"พระธรรม...............................ทุระนำปะปน
ภณะมิยากประลุยล.........................................สิกระจ่างหทัย

    ๔๒.ไกลโพชฌงค์เจ็ดนำ..............................."สติสัมโพชฌ์ฯมั่นรู้
สงฆ์เร่ง"สติสัมฯ"จู้............................................สงัดแท้"กาม"คลาย

    ๔๓.ลุปฐมอธิฌาน........................................."นิรวาณ"ซิหมาย
และ"สติสัมมะ"ขยาย........................................"สติโพชฯ"ปะแฉ

    ๔๔.แลธรรมเหลือประกอบ............................นอบ"สติสัมโพชฌ์ฯ"น้อม
ประกอบ"ธัมม์วิฯ"พร้อม.....................................อีกทั้งวิริยา- โพชฌงค์

   ๔๕.เจาะประกอบ"ปิติสัมฯ".............................มนะนำซิหนา
หทยะ"ปัสส์ธิฯ"ภวกล้า......................................ลุสงัดสราญ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, เฒ่าธุลี

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #244 เมื่อ: 12, กุมภาพันธ์, 2569, 09:24:14 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

    ๔๖.พานธรรมเหลือพึงกอปร......................นอบ"สมาธิ์โพชฌ์ฯแล้
สัมปยุตกอปรโพชฌ์ฯแท้..............................หกพริ้งเลยแฉ

    ๔๗.ก็"อุเปกฯภวะกลาง..............................ริเจาะวางเหมาะแล
ลุตบะฌานมละแล้........................................ทุขะวัฏฏะวน

    ๔๘.ยลสงัด"กาม"ราน................................ปฐมฌานผ่านคล้อย
พลางมุ่งนิพพานช้อย....................................เพ่งด้วยวางเฉย

    ๔๙.ก็พระธรรมสิเจาะเหลือ........................ภวเครือเฉลย
ก็เหมาะ"อุเบกฯ"ดุจะเปรย..............................ศยะร่วมกระทำ

    ๕๐.โพชฌงค์นำอีกแบบ.............................เจ็ดแนบโลกุตต์แท้
พาสัตว์ออกวัฏฏ์ฯแล้.....................................สู่หล้านิพพาน

    ๕๑.จะละทิฏฐิชะงัด...................................ลุสงัดกสานติ์
ประลุปฐมอติฌาน.........................................หฤทัยซิตรึง

    ๕๒.พึงเรียก"อวิกเขปะ"..............................พะพานจิตมั่นตั้ง
ใจสงบมิไหวพลั้ง...........................................รื่นก้าวสมาธิ์

    ๕๓.ขณะฌานเจาะปฐม..............................ภวบ่มซิครา
จะประลุ"สุญญตะ"หนา..................................ลิกิเลสมลาน

    ๕๔.กาลสมัยสิโพชฌงค์.............................ตรงเกิดครบเจ็ดแปล้
แรกมรรค"สติสัมฯ"แล้....................................จบท้ายอุเปกขาฯ

   ๕๕.ภวะธรรมสิจะเหลือ................................ก็เหมาะเกื้อคณา
จะประลุ"สัมปะฯ"สิหนา...................................เพราะเกาะโพชฌ์ฯซิครัน

    ๕๖.พลันโพชฌงค์อีกแบบ...........................เจ็ดนอบโลกุตต์น้อม
ฌานมุ่งเหตุทุกข์ค้อม......................................หลุดพ้นทุกข์วน

    ๕๗.ประลุฌานสิปฐม...................................เจาะระดมซิผล
ระดะ"อวิกข์ปะ"สกล.......................................ภว"สุญญะตา"

    ๕๘.คราโพชฌงค์เจ็ดถึง..............................ตรึงองค์มรรคแน่แล้
สัมปยุตธรรมเหลือแท้.....................................ยิ่งด้วยโพชฌงค์ เจ็ดแล

    ๕๙.กิจะ"ปุจฉกะฯ"แจง................................เจาะแจรงซิตรง
สถิระ"โพชฌ์ฯ"ระบุบ่ง....................................ภวสัตตะเผย

    ๖๐.เปรยโพชฌงค์ฯเจ็ดไย..........................ใดเป็น"ดี,ชั่ว"แล้
หรือ"อัพยาฯ,กลาง"แท้....................................เหตุให้อาดูร

    ๖๑.พิเคราะห์สัตตะสิโพชฌ์ฯ.......................เจาะวิโรจน์ซิพูน
ภว"กุศลทวิคูณ"..............................................ประลุ"กลาง"ก็เชย

    ๖๒.เคย"ปีติสัมโพชฌ์ฯ"...............................โปรดสัมปุยตพร้อม
"กับสุขเวทนา"น้อม..........................................เนื่องด้วยเอมใจ

    ๖๓.ก็"ฉ โพชฌ์ฯ" "ปิติฯ"เว้น.........................สุขะเด่นวิไล
ประลุ"อทุกขมะฯ"ใส........................................ภว"กลาง"ซิดล

    ๖๔.ยลโพชฌงค์เจ็ดมาก..............................เป็น"วิบาก"เกิดแล้
"เหตุเกิดวิบากแท้"...........................................ยิ่งพริ้งมีหนา

   ๖๕.ริ ฉ โพชฌ์ฯนิรติด...................................มละทิฏฐิกล้า
มิธุระ"ตัณหะ"คณา..........................................มิเจาะยึดอะไร

    ๖๖.ไกลโพชฌงค์เจ็ดยาตร..........................ปราศกิเลสล่อเศร้า
ไม่มีอารมณ์เร้า................................................หม่นไหม้ทุกข์ผลาญ

    ๖๗.ผิ ฉ โพชฌ์ฯเจาะ"วิตก............................ภวปกวิจาร"
"จะปะวิจารทะลุขาน"........................................"นิรสองก็เคย"

    ๖๘.เปรย"ปีติสัมโพชฌ์ฯ................................จะมิโรจน์ร่วมน้อม
กับ"ปีติ,อุเปกฯ"ค้อม.........................................."แต่เว้นสุขหนา"


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, เฒ่าธุลี

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #245 เมื่อ: 13, กุมภาพันธ์, 2569, 08:48:04 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

    ๖๙.ภวสัตตะสิโพชฌ์ฯ...........................นิรโลดจะฆ่า
ปะทะสิ"โสดะฯ"ทกล้า...............................แหละรึมรรคสิเหนือ

    ๗๐.เครือ"โพชฌงค์เจ็ด"ดี......................มิมีเหตุฆ่าได้
"มรรคโสดาบัน"ไซร้..................................ไป่แล้มรรคไหน

    ๗๑.ภวสัตตะเลาะโพชฌ์ฯ......................เฉพาะโลดคระไล
ปะทะเจาะ"เหตุประลุไกล...........................นิรวาณ"ซิหนา

    ๗๒.พามิเป็นเหตุถึง................................นิพพานตรึงดิ่งค้อม
ความเกิด,ความตายด้อม............................ไม่ได้มีครัน

    ๗๓.ภวโพชฌ์ฯสิมิเฉ...............................กะ"พระเสขะ"พลัน
แหละเจาะ"อเสขะ"ก็ดั้น..............................ประลุมีซิเผย

    ๗๔.เปรยโพชฌงค์เจ็ดเป็น......................เห็น"อัปปมาฯ"ใหญ่กล้า
มิคาดเดาสุดหล้า........................................ไม่สิ้นเขตแฉ

    ๗๕.เจาะลุสัตตะกะโพชฌ์ฯ......................สิวิโรจน์นะแล
รุจิประณีตสุจิแท้.........................................เพราะพระธรรมซิเลอ

    ๗๖.เจอโพชฌงค์เจ็ดหนา.........................สภาวะชอบถูกต้อง
ผลแน่นอนมีพร้อง........................................เบี่ยงแล้มีหนา

    ๗๗.ผิวะโพชฌ์ฯเจาะ ณ เจ็ด.....................ภวเด็ดซิกล้า
ริเจาะวะ"ปีติ"สิคณา.....................................นิรเกิดก็ยล

    ๗๘.ดลโพชฌงค์เจ็ดจัก............................มีมรรค"เป็นเหตุ"แล้
"เป็นอธิบดีมี"แล้..........................................ไม่น้อมเลยสอง ก็มี

    ๗๙.ก็ปะโพชฌ์ฯลุ ณ เจ็ด.........................ภณะเด็ดจะจอง
"พหิ"และ"ใน"วปุครอง.................................."ภวสองก็มี"

    ๘๐.ดีโพชฌงค์ฯเจ็ด.................................เสร็จสามกาลดิ่งแล้ว
อดีต,อนาคตแพร้ว........................................ยิ่งพร้อมปัจจุบัน

    ๘๑.ผิวะ"ธัมมวิฯ"ไซร้.................................ภณะไร้ซิครัน
วะ"เจาะซิเหตุ"ริประชัน.................................."และประกอบสิเหตุ"

    ๘๒.เขต"โพชฌงค์หก"เกย.........................มิเปรย"เป็นเหตุได้"
"มีเหตุ"หรือ"มีไซร้-........................................แต่ร้างเหตุเป็น"

    ๘๓.ผิวะโพชฌ์ฯซิลุเจ็ด..............................ภณะเสร็จเจาะเด่น
ปจยะมีพหุเข่น..............................................จะเจาะปรุงเสมอ

    ๘๔.เลอโพชฌงค์เจ็ดนำ.............................ธรรมอันเลิศหลุดพ้น
"โลกุตตระ"ท้น..............................................มุ่งแท้นิพพาน

   ๘๕.ผิวะโพชฌ์ฯเจาะ ณ เจ็ด........................อนะเด็ดทะยาน
ลุนิร"อาสวะ"ฉาน...........................................เพราะกิเลสมิครอง

    ๘๖.ผองโพชฌงค์เจ็ดไกล..........................อารมณ์ใดห่างแล้
จากอาสวะแพ้...............................................เพราะกิเลสมลาน

    ๘๗.วิเคราะห์สัตตะเจาะโพชฌ์ฯ..................รุจิโชติพะพาน
"เจาะนิรจิต"ตะจะกราน.................................."ภวเจตสิก"

    ๘๘.พลิกโพชฌงค์เจ็ดนำ............................"สัมปยุตจิต"แล้
"อยู่ปนกับจิต"แปล้........................................."จิตน้อมเหตุ"แฉ

    ๘๙.เฉพาะสัตตะ ณ โพชฌ์ฯ........................หิตะโลดซิแล
"นิรอุปาฯ"ธุวะแน่............................................และกิเลสมิครอง

    ๙๐.ผองโพชฌงค์ฯเจ็ดนำ...........................กรรมตัณหาก่อแล้ว
มีทิฏฐิมากแกล้ว.............................................แต่ไร้ยึดถือ

    ๙๑.กิจะสัตตะเจาะโพชฌ์ฯ.........................นิรโหดระบือ
อนะประหาณสละครือ....................................อธิโสดะบัน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, เฒ่าธุลี, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #246 เมื่อ: 14, กุมภาพันธ์, 2569, 08:59:49 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

   ๙๒.ครันโพชฌงค์เจ็ดกราน...................มิประหาณฆ่าม้วย
มรรคบน"สกิทาฯ"ด้วย.............................ยิ่งล้ำอนาคาฯ, อรหัตต์

   ๙๓.ธุระสัตตะ ณ โพชฌ์ฯ......................ก็กระโดดซิหนา
ภว"วิตกก็จะมา"......................................."มีวิตกก็มี"

   ๙๔.วลี"วิจาร",โพชฌงค์.........................เจ็ดคงมีอยู่แล้
"ไม่มีวิจาร"แท้..........................................ไม่พร้อมบางครา

   ๙๕.ภว"ปีติฯ" ณ โพชฌ์ฯ........................นิรโรจน์ซินา
หทยะ"ปีติ"เจาะหนา.................................เพราะสงบจิรัง

   ๙๖.ดังโพชฌงค์หกดี............................."มีปีติ"เริ่มพร้อม
"ปีติไม่มี"น้อม...........................................เนื่องด้วยจิตพา สงัดเชย

    ๙๗.ภวปีติ ณ โพชฌ์ฯ...........................มิวิโรจน์ประดา
ฤดิมิร่วมปิติกล้า.......................................เจาะประหวั่นและไหว

    ๙๘.ไวปีติโพชฌงค์...............................คงมีสุขร่วมพร้อม
และจ่อมิรวมน้อม.....................................อุเบกฯแล้วางเฉย

    ๙๙.ระบุสัตตะ ณ โพชฌ์ฯ.....................นิรโลดเฉลย
มิศยะ"กามะวะฯ"เกย................................ภวภพเลาะ"กาม"

    ๑๐๐.ตามโพชฌงค์เจ็ดตริ.....................มิรอในภพแล้
ชื่อ"รูปาวจะฯ"แท้......................................แม่นแล้วพรหมมี

    ๑๐๑.ภวสัตตะเจาะโพชฌ์ฯ....................อนะโลดทวี
เสาะ ณ "อรูปะฯ"เหมาะดี...........................นิรรูปพระพรหม

    ๑๐๒.รมย์โพชฌงค์เจ็ดชัด.....................ปัดวัฏฏทุกข์ห่างลี้
ธรรมที่มิครอง...........................................ไม่เศร้าเวียนวน

    ๑๐๓.คติสัตตะเจาะโพชฌ์ฯ....................ลุประโยชน์สกล
เจาะทุขะวัฏฏะเตะพ้น................................มิกระทำก็มี

    ๑๐๔.ทวีโพชฌงค์เจ็ด............................."ผลเด็ดมีแน่"น้อม
"มิแน่นอนมี"ค้อม........................................จุ่งต้องเพียรขยัน

    ๑๐๕.มติสัตตะเจาะโพชฌ์ฯ.....................หิตะโรจน์ซิพลัน
พิเคราะห์ บ เหตุปะทะกัน............................ภิทะสัตว์พิไร

    ๑๐๖.ไกลโพชฌงค์เจ็ดนำ.......................หาธรรมใดเด่นหล้า
ดีกว่ามิมีกล้า..............................................มุ่งล้ำนิพพาน

    ๑๐๗.ภณะโพชฌ์ฯสิกระทำ.....................ภวนำละกราน
ผิ"สติโพชฌ์ฯ"ฐิติขาน.................................หฤทัยยะยง

    ๑๐๘.คง"ธัมม์สัมโพชฌงค์"......................ผจงธรรมเลือกเฟ้น
ชื่อ"วิริย์โพชฌ์ฯ"เน้น...................................มุ่งพริ้งเพียรแฉ

    ๑๐๙.กิจะ"ปีติ"เจาะโพชฌ์ฯ......................รุจิโชติซิแผ่
ภวเจาะ"ปัสส์ธิฯ"สิแช...................................จะสงบระงับ

    ๑๑๐.จับ"สมาธิ์โพชฌงค์ฯ".......................เพราะคงมิซ่านฟุ้ง
"อุเบกขาโพชฌงค์ฯ"คลุ้ง.............................พรั่งพร้อมพิจารณ์

    ๑๑๑.ริมุ"บุญ"ศุจิโพชฌ์ฯ..........................ลุประโยชน์กสานติ์
จะประลุสัตตะพะพาน..................................ศุภะสิ่งซิหมาย

    ๑๑๒."พลันฉายลุอรหันต์".........................ปัจจุบัน"ยิ่งน้อม
ปฏิบัติโพชฌงค์พร้อม..................................ภพสิ้นหลีกไกล

    ๑๑๓.ผิวะคลาดอรหันต์.............................จะลุทันคระไล
มรณะกาลประลุใส.......................................นิรวาณซิแล

    ๑๑๔.แฉพลาดอรหัตต์ผล..........................ดล"อนาคาฯ"เปี่ยมหล้า
สังโยชน์ละหมดห้า.......................................จ่อน้อม"อันตรา- นิพพานฯ"


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, เฒ่าธุลี, กรกันต์, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #247 เมื่อ: 15, กุมภาพันธ์, 2569, 08:46:39 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

    ๑๑๕.ผิ"อนาคะผฯ"เจาะรุด......................ศยะ"สุทธะฯ"ครา
ลุระยะกึ่งอะยุหนา......................................ประลุ"อุปหัจจ์ฯ"

    ๑๑๖.ชัดอนาคามี....................................ดีมิเพียรมากไซร้
จะล่วงนิพพานได้........................................ง่ายแล้"อสังขาร- นิพพาน"

    ๑๑๗."พระอนาคะฯ"สิยาก.........................พิระมากพะพาน
ประลุ"สสังฯ"นิรวาณ....................................มุพิจารณ์ขยัน

    ๑๑๘.ครันอนาคามี...................................จรลีถึงภพชั้น
"อกนิฏฐ์ภพ"ดั้น...........................................จุ่งไซร้"อุทธัง- นิพพานฯ" ฯ|ะ

แสงประภัสสร

มจร.โพชฌงค์ ๗ : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] วิภังคปกรณ์
https://84000.org/tipitaka/attha/m_siri.php?B=35&siri=37

โพชฌังควิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[ก] โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๑
โพชฌงค์ ๗ คือ
(๑) สติสัมโพชฌงค์ = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือสติ
(๑.๑) สติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีสติ; ประกอบด้วยสติและปัญญาอันยิ่ง; เป็นผู้ระลึกได้ ระลึกถึงกิจที่ทำไว้นานๆ หรือวาจาที่กล่าวไว้นานๆ ได้
นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์
(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ธัมมวิจยะ
(๒.๑) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่อย่างนั้น วิจัย เลือกสรร ทบทวน สอบสวนธรรมนั้นด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ วิริยะ
(๓.๑) วิริยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
ความเพียร ความไม่ย่อท้อ อันภิกษุนั้น ผู้วิจัย เลือกสรร ทบทวน สอบสวนธรรมนั้นด้วยปัญญา ปรารภแล้ว นี้เรียกว่า วิริยสัมโพชฌงค์
(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ ปีติ
(๔.๑) ปีติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน)
ปีติที่ปราศจากอามิส ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร นี้เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์     
(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือปัสสัทธิ
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจเอิบอิ่ม ย่อมสงบระงับ นี้เรียกว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ สมาธิ
สมาธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
จิตของภิกษุผู้มีกายสงบ ผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น นี้เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
(๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์  = ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือ อุเบกขา
(๗.๑) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
ภิกษุนั้นเป็นผู้วางเฉยด้วยดี ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นอย่างนั้น นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์     
[ข] โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๒
โพชฌงค์ ๗ คือ
(๑) สติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๑.๑) สติในธรรมภายในตนก็มี; ในธรรมภายนอกตนก็มี;
~ สติในธรรมภายในตน = ก็คือ สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ สติในธรรมภายนอกตน = ก็คือสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
ความเลือกสรรธรรมในธรรมภายในตนก็มี; ในธรรมภายนอกตนก็มี
~ ความเลือกสรรธรรมในธรรมภายในตน ก็คือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ ความเลือกสรรธรรมในธรรมภายนอกตน ก็คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๓.๑) ความเพียรทางกายก็มี; ทางใจก็มี; ความเพียรทางกาย ก็คือวิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ ความเพียรทางใจ = ก็คือ วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #248 เมื่อ: 16, กุมภาพันธ์, 2569, 09:08:45 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๗/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๔.๑) ปีติที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี; ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี;
~ ปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ ปีติที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร = ก็คือปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๕.๑) กายปัสสัทธิก็มี; จิตตปัสสัทธิก็มี;
~ กายปัสสัทธิ = ก็คือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ จิตตปัสสัทธิ = ก็คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๖.๑) สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี; ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี;
~ สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจาร = ก็คือสมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ สมาธิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร = ก็คือสมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
(๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๗.๑) อุเบกขาในธรรมภายในตนก็มี; ในธรรมภายนอกตนก็มี;
~ อุเบกขาในธรรมภายในตน = ก็คืออุเปกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
~ อุเบกขาในธรรมภายนอกตน = ก็คืออุเปกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
[ค] โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๓
โพชฌงค์ ๗ คือ
(๑) สติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๑.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสติสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก; อาศัยวิราคะ; อาศัยนิโรธ; น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง
~ วิเวก ๓ = ความสงัด, ความปลีกออก
(๑.๑.๑) กายวิเวก = ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี (๑.๑.๒) จิตตวิเวก = ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และอริยมรรค อริยผล (๑.๑.๓) อุปธิวิเวก = ความสงัดอุปธิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่าอุปธิ หมายเอาพระนิพพาน
~ วิราคะ ๕ = ความคลายกำหนัด; ความสำรอกออกได้; ความสละ, ความปล่อย
~นิโรธ ๕ = ความดับกิเลส, ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น
(๑.๑.๑) วิกขัมภนนิโรธ = ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น
 (๑.๑.๒) ตทังคนิโรธ = ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ
(๑.๑.๓) สมุจเฉทนิโรธ = ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้นชื่อสมุจเฉทนิโรธ
(๑.๑.๔) ปฏิปัสสัทธินิโรธ = ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้นชื่อปฏิปัสสัทธินิโรธ
(๑.๑.๕) นิสสรณนิโรธ = ดับด้วยสลัดออกได้; หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป; คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อนิสสรณนิโรธ ได้แก่ อมตธาตุ คือนิพพาน
(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๒.๑) เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๓.๑) เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๔.๑) เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๕.๑) เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๖.๑) เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
(๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๗.๑) เจริญอุเปกขาสัมโพชฌงค์ ที่อาศัยวิเวก; อาศัยวิราคะ; อาศัยนิโรธ; น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง
สุตตันตภาชนีย์ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #249 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:44:48 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๘/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

อภิธรรมภาชนีย์
เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย
[ก] โพชฌงค์ ๗ คือ
(๑) สติสัมโพชฌงค์ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (๓) วิริยสัมโพชฌงค์ (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ (๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ (๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์
(๑) ในสภาวธรรมเหล่านั้น โพชฌงค์ ๗ = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม; ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น โพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ก็เกิดขึ้น
~ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา = ข้อปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า
(๒) บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์
(๓) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
(๔) วิริยสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ; สัมมาวายามะ; วิริยสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า วิริยสัมโพชฌงค์
(๕) ปีติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; ปีติสัมโพชฌงค์; นี้เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์
(๖) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> ความสงบ; ความสงบระงับ; กิริยาที่สงบ; กิริยาที่สงบระงับ; ภาวะที่สงบระงับ; แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์; ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์; นี้เรียกว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
(๗) สมาธิสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> ความตั้งมั่นแห่งจิต ฯลฯ; สัมมาสมาธิ, สมาธิสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
(๘) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> อุเบกขา; ความวางเฉย; ความเพ่งเฉย; ความวางจิตเป็นกลาง, อุเปกขาสัมโพชฌงค์; นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์
(๙) สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ = สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยโพชฌงค์ ๗
ปาฏิเยกกปุจฉาวิสัชนานัย = เจาะจง (ปาฏิเยก) เพื่ออธิบายรายละเอียดของธรรมที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น
[ข] โพชฌงค์ ๗ คือ
(๑) สติสัมโพชฌงค์ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (๓) วิริยสัมโพชฌงค์   (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ (๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์
(๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์
(๑) บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น
 = สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา; อยู่ในสมัยใด
-> ในสมัยนั้น สติ; ความตามระลึกฯลฯ; สัมมาสติ; สติสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่าสติสัมโพชฌงค์
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
(๒) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด;
-> ในสมัยนั้น อุเบกขา; ความวางเฉย; ความเพ่งเฉย; ความวางจิตเป็นกลาง; อุเปกขาสัมโพชฌงค์; นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์ -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยอุเปกขาสัมโพชฌงค์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:6430
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1009



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #250 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:44:36 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๙/๑๑) อภิธรรมปิฎก :
๑๗.วิภังค์ : โพชฌังควิภังค์

เอกโตปุจฉาวิสัชนานัย
[ข] โพชฌงค์ ๗ คือ
๑. สติสัมโพชฌงค์   ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์
ในสภาวธรรมเหล่านั้น =โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน
(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
~ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา = ข้อปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า
->ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
~ อวิกเขปะ = ความตั้งมั่นของจิต; ความไม่ฟุ้งซ่าน; ความสงบแห่งจิต; ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสมาธิ
(๒) ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด
~ สุญญตะ = สภาวะที่ว่างจากความเป็นตัวตนหรืออัตตา ได้แก่เบญจขันธ์ อายตนะ และธาตุ ซึ่งเป็นอนัตตา เป็นสภาวะที่ว่างหรือปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง คือราคะ โทสะ โมหะ
-> ในสมัยนั้น โพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ก็เกิดขึ้น
(๓) บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น
(๓.๑) สติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์
        ฯลฯ
(๓.๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
-> อุเบกขา ความวางเฉย; ความเพ่งเฉย; ความวางจิตเป็นกลาง; อุเปกขาสัมโพชฌงค์; นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์
(๓.๘) สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่า โพชฌงค์ ๗
(๓.๙) สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่า สัมปยุตด้วยโพชฌงค์ ๗
[ค] โพชฌงค์ ๗ คือ
๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์ บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น
(๑) สติสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๑.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด
(๑.๒) ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
(๑.๓) ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ; เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด
(๑.๔) ในสมัยนั้น สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์; อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์
(๑.๕) สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่า สัมปยุตด้วยสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ
-> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์
ฯลฯ
(๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ = เป็นไฉน
(๗.๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; บรรลุปฐมฌานเป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
(๗.๒) ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นสุญญตะ; เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก; เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด
(๗.๓) ในสมัยนั้น อุเบกขา; ความวางเฉย; ความเพ่งเฉย; ความวางจิตเป็นกลาง อุเปกขาสัมโพชฌงค์ นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์
(๗.๔) สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยอุเปกขาสัมโพชฌงค์
อภิธรรมภาชนีย์ จบ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 15 16 [17]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.224 วินาที กับ 132 คำสั่ง
กำลังโหลด...