(ต่อหน้า ๙/๑๖) อภิธรรมปิฎก :
๑๘.วิภังค์ : มรรควิภังค์
๑๔๓.มรรคแปดสภาวะสิพระธรรม...............ทวินำริสองคระไล
"โลกุตต์ระ,โลกิยะ"เจาะไซร้............................คติเอ่ยจะแย้งละหนา
๑๔๔.พาองค์มรรคแปดชี้............................."กามาฯ" มิเป็น
จิตยกเหนือ"กาม"นา.......................................โลกแล้
เจริญแกร่งแรงหนา.........................................แปดครบ องค์มรรค
เป็นหนึ่งเดียวรวมแท้.......................................กิเลสพ้นสงสาร
๑๔๕.มรรคแปด บ "รูปะวจะฯ"สม..................ภวพรหมเจาะ"รูป"พะพาน
มรรคแปดมิเกิดศยนะขาน...............................ซิ ณ "โลกิยาฯ"เฉลย
๑๔๖.เกยเหมือนมรรคแปดแล้......................มิเป็น "อรูปาฯ"
พรหมรูปมิมีเห็น..............................................เพ่งได้
พรหมขาด"วิตก"ประเด็น.................................จึงไป่ "สังกัปปะ"
มรรคไม่ครบอีกไซร้........................................ไม่พร้องเพรียกหนา
๑๔๗.มรรคแปด บ "วัฏฏะทุขะ"ชัด................อุปบัติและตายมิซา
แต่เป็น"วิวัฏฏะ"ภวกล้า.....................................จะผละหนีละเวียนและวน
๑๔๘.ยลมรรคแปดเหตุแท้............................ทุกข์หาย ถาวร
นำออกวัฏฏทุกข์วาย........................................ห่างพ้น
ถึงโลกุตร์มรรคกราย........................................เหนือโลก
อวิชชาประหารด้น............................................สู่ห้วงนิพพาน
๑๔๙.มรรคแปดสิ"โลกิยะ"ลุผล......................นิรดลซิแน่และกราน
บุคคลเจาะมรรคมิประลุฉาน.............................บริพัตรจะเสื่อมและถอย
๑๕๐.คอย"โลกุตรมรรคชี้..............................มีผล ถาวร
ในจิตอริยะดล..................................................เปี่ยมล้น
มรรคแปดผนวกยล...........................................รวมหนึ่ง "สมังคีฯ"
สังโยชน์ตัดวายพ้น...........................................ทุกข์สิ้นนิรวาณ
๑๕๑.มรรคแปด บ ธรรมสิอติกว่า....................มรคาซิกลางพะพาน
ตึงหย่อนมิเป็นลุเหมาะเจาะขาน.........................นิรทุกข์เพราะมรรคเฉลย
๑๕๒.เชยองค์มรรคแปดไซร้..........................มิทำ โศกใจ
ทางฝ่ายกุศลกรรม............................................ทุกข์พ้น
ธรรมประกอบ"ศีล"นำ........................................"สมาธิ์"เร่ง "ปัญญา"
มีสุข,สงบล้น.....................................................ทุกผู้สราญรมย์ ฯ|ะ
แสงประภัสสร
มจร.อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๑ เป็นต้น : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] วิภังคปกรณ์
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=35&siri=41สุตตันตภาชนีย์
[ก] อริยมรรคมีองค์ ๘ นัยที่ ๑
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ
(๑) สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบ = เป็นไฉน
ความรู้ในทุกข์; ความรู้ในทุกขสมุทัย; ความรู้ในทุกขนิโรธ; ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
(๒) สัมมาสังกัปปะ - ดำริชอบ = เป็นไฉน
ความดำริในการออกจากกาม; ความดำริในการไม่พยาบาท; ความดำริในการไม่เบียดเบียน; นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ
(๓) สัมมาวาจา - เจรจาชอบ = เป็นไฉน
เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเท็จ; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดส่อเสียด; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดคำหยาบ; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ; นี้เรียกว่า สัมมาวาจา
(๔) สัมมากัมมันตะ - กระทำชอบ = เป็นไฉน
เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการฆ่าสัตว์; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการลักทรัพย์; เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม; นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ
(๕) สัมมาอาชีวะ - เลี้ยงชีพชอบ = เป็นไฉน
พระอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละมิจฉาอาชีวะแล้ว; เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ; นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ
(๖) สัมมาวายามะ - เพียรชอบ = เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ; พยายาม; ปรารภความเพียร; ประคองจิตมุ่งมั่น
-> เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น
-> เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
-> เพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
-> เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ