Username:
Password:
บ้านกลอนน้อยฯ
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล
>>
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
>>
กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
>>
อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า:
1
...
18
19
[
20
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา (อ่าน 132096 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
6707
ออฟไลน์
ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1059
|
|
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
«
ตอบ #285 เมื่อ:
เมื่อวานนี้
เวลา 08:47:48 AM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๔๑.๕) อกุศลธรรม = เป็นไฉน
กามฉันทะ; พยาบาท; ถีนมิทธะ; อุทธัจจกุกกุจจะ; และวิจิกิจฉา เหล่านี้เรียกว่าอกุศลธรรม
(๔๑.๖) ภิกษุเป็นผู้สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายดังกล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
(๔๒) คำว่า มีวิตกวิจาร = แยกเป็นวิตก กับ วิจาร
(๔๒.๑) วิตก = เป็นไฉน
ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ; ความดำริ; ความที่จิตแนบแน่นในอารมณ์; ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์; ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก
~ วิตก ๕ = ได้แก่
-> อกุศลวิตก = ได้แก่ ความวิตกในการแสวงหาการเสพสิ่งที่ชอบ; ความวิตกในพยาบาทสิ่งที่ไม่ชอบ; ความวิตกในความเชื่อ ไม่เชื่อ; วิตกเหล่านี้มีธรรมชาติวุ่นวาย ทำให้จิตปั่นป่วน เป็นทุกข์
-> กุศลวิตก = วิตกในเกณฑ์ที่สังคมยอมรับว่าเป็นความดีงาม วิตกเหล่านี้ทำให้เกิดความระมัดระวัง และหล่อหลอมเป็นจิตสำนึกที่ดี
-> วินิจฉัยวิตก = วิตกอันเป็นปฏิกิริยาระหว่างจิตกับคู่ตรงข้าม ได้แก่ การวิตกว่าสิ่งนี้เป็นกุศลหรืออกุศล; ถูกหรือผิด; ใช่หรือไม่ใช่; วิตกเหล่านี้มีธรรมชาติกังวล ทำให้จิตวนเวียน
-> ธรรมวิตก = วิตกสนใจความจริงที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่น อะไรคือที่สุดของทุกสิ่ง; ชีวิตเกิดมาทำไม; อนาคตจะเป็นอย่างไร; โลกจะอยู่ร่วมกันอย่างศานติได้อย่างไร; ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร; ในที่สุดทุกชีวิตจะไปสิ้นสุดที่ไหนกัน หรือเอาคำสอนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาเทียบเคียง วิตกชนิดนี้ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยและพัฒนา ก่อให้เกิดความเข้าใจ
-> กรรมฐานวิตก = วิตกเฉพาะในองค์บริกรรมในการเจริญกรรมฐานหนึ่ง เช่น สัมปชัญญะความรู้ตัว; การกำหนดรู้ ลมหายใจ การภาวนาพุทโธ; การพิจารณาสังขารภายนอกภายใน; การปล่อยวาง เป็นต้น
วิตกมีหลายประเภท อย่าใช้วิตกทำลายจิต จงเลือกใช้วิตกเพื่อพัฒนาจิต
(๔๒.๒) วิจาร = เป็นไฉน
ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร
~ วิจาร ๗ = คือ
-> ผัสสวิจาร = เมื่ออายตนะสัมผัสโลกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณทำหน้าที่รับรู้ การรู้นั้นก่อใก้เกิดชวนะจิตที่จะพิจารณา วินิจฉัย และตัดสินใจสนองตอบ กลไกนี้คือวิจารโดยธรรมชาติที่เกิดทุกครั้งแห่งผัสสะ ผัสสวิจารนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ กับสิ่งเร้า
-> อารมณวิจาร = ผลแห่งการรับรู้จากสัมผัสทำให้เกิดความรู้สึกและการจดจำ ความรู้สึกและความจำทำให้เกิดอารมณ์ วิญญาณก็ทำหน้าที่รับรู้ จิตก็ทำหน้าที่วิจารอีกว่า อารมณ์นี้ดีหรือไม่ดี ควรทำอย่างไรกับอารมณ์นี้ อารมณวิจารนี้ทำให้เกิดกลไกการจัดการ
-> อรรถวิจาร = การมีความทรงจำจำนวนมากทำให้จิตมีประสบการณ์ ประสบการณ์ประมวลกันถักสานเป็นเกณฑ์กำหนดคุณโทษของสิ่งต่าง ๆ เกณฑ์เหล่านี้เป็นมาตรการในการเลือกผัสสะที่ควรรับ; ควรแสวงหา และไม่ควรรับ ควรหลีกห่าง อรรถวิจารนี้ทำให้เกิดการหล่อหลอมเป็นโปรแกรมต่าง ๆ ในดวงใจ
-> วิจัยวิจาร = เมื่อมีโปรแกรมจิตแล้ว ชีวิตจึงแสวงหาสิ่งที่เข้ากันได้กับโปรแกรม และผลักไสสิ่งที่ไม่เข้ากับโปรแกรม การพยายามแสวงหาและผลักไสนั้น ทำให้เกิดวิจัยวิจารคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่เข้ากับโปรแกรมหรือไม่ น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา วิจัยวิจารก่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้โลกเพิ่มเติม
-> ทิฏฐิวิจาร = ผลของการเรียนรู้นั้นจะจำแนกว่า สิ่งนี้รับได้ สิ่งนี้รับไม่ได้ การยึดความรู้ชุดหนึ่ง ๆ นั้นทำให้เกิดทิฏฐิว่า "อย่างนี้เท่านั้นถูก อย่างอื่นผิด" แล้วใช้เกณฑ์ถูกผิดตามทิฏฐิ ตัดสินสิ่งต่าง ๆ ในโลก ในบุคคล
-> อุบายวิจาร = เมื่อบุคคลมีทิฏฐิแล้ว ก็จะดิ้นรนที่จะทำให้ทิฏฐิของตนเป็นจริง และเป็นที่ยอมรับ จึงพยายามหาอุบายให้คนเห็นด้วยในการสร้างผลสำเร็จตามทิฏฐิ และหาอุบายให้คนเห็นด้วยในการทำลายสิ่งที่ตรงข้ามทิฏฐิ อุบายวิจารเพื่อสนองทิฏฐินี้เองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทิฏฐิ เกิดศัตรูทางความคิดเห็น และสงคราม
-> กรรมฐานวิจาร = เมื่อบุคคลเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายแล้ว จนเกิดการประเมินว่า การเดินตามทิฏฐินั่นวุ่นวายไร้ความสุข จึงพยายามสลัดออกทิฏฐิและความคิดเห็น มาแสวงรู้ที่สงบสุขจริง จึงกำหนดจิตตภาวนาภายในด้วยสัจธรรมต่าง ๆ เช่นไตรลักษณ์แห่งจิตปรุงแต่ง และพยายามปล่อยวาง กลไกการภาวนาภายในให้จิตสงบสุขนี้เอง ทำให้เกิดกรรมฐานวิจาร ว่าพิจารณาสัจธรรมอย่างนี้แล้วจิตสงบ อย่างนี้จิตสุข อย่างนี้จิตว่าง อย่างนี้จิตหมดจด เรียกว่ากรรมฐานวิจาร กรรมฐานวิจารนำสู่วิวัฒนาการจิตไปสู่ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนได้ฌาน ปัญญาญาณ และความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์
วิจารมีหลายประเภท อย่าใช้วิจารที่สร้างปัญหา จงเลือกใช้วิจารจิตภายในเพื่อวิวัฒนาการสู่ความบริสุทธิ์
(๔๒.๓) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยวิตกวิจารนี้ดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่า มีวิตกวิจาร
(๔๓) คำว่า เกิดจากวิเวก = อธิบายว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา(เป็นหนึ่งเดียว) ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว; เกิดพร้อมแล้ว; บังเกิดแล้ว; บังเกิดเฉพาะแล้ว; ปรากฏแล้วในวิเวกนี้; จึงเรียกว่า เกิดจากวิเวก
รายนามผู้เยี่ยมชม :
ต้นฝ้าย
,
ขวัญฤทัย (กุ้งนา)
,
ข้าวหอม
,
หยาดฟ้า
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
6707
ออฟไลน์
ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1059
|
|
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
«
ตอบ #286 เมื่อ:
วันนี้
เวลา 08:30:31 AM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๘/๒๗) อภิธรรมปิฎก :
๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๔๓.๑) คำว่า ปีติ และ สุข = อย่างไร
-> ปีติ = เป็นไฉน
ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ
-> สุข = เป็นไฉน
ความสำราญทางใจ; ความสุขทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข
-> สุขนี้สหรคต; เกิดพร้อม; ระคน; และประกอบด้วยปีตินี้; จึงเรียกว่า มีปีติและสุขๆ
(๔๔) คำว่า ปฐม = ชื่อว่าปฐม โดยลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าปฐม เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๑
(๔๔.๑) คำว่า ฌาน = วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
(๔๔.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึงความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุปฐมฌาน
(๔๔.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ฯลฯ พักอยู่; จึงเรียกว่าอยู่
(๔๔.๔) คำว่า เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว = เป็นไฉน
-> วิตก = เป็นไฉน
ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ; ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก
-> วิจาร = เป็นไฉน
ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร
(๔๔.๕) วิตกและวิจารดังกล่าวนี้ เป็นอันสงบ; ระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว
(๔๔.๖) คำว่า ภายในตน = เป็นภายในตน; มีเฉพาะตน
(๔๔.๗) คำว่า ผ่องใส = ศรัทธา; กิริยาที่เชื่อ; ความปักใจเชื่อ; ความเลื่อมใสยิ่ง
(๔๔.๘) คำว่า มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น = อธิบายว่า ความตั้งอยู่แห่งจิต;ฯลฯ สัมมาสมาธิ
(๔๔.๙) คำว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร = อย่างไร
-> วิตก = เป็นไฉน
ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ ฯลฯ; สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก
-> วิจาร = เป็นไฉน
ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร
(๔๔.๑๐) วิตกวิจาร ที่กล่าวมานี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร
(๔๔.๑๑) คำว่า เกิดจากสมาธิ = ความผ่องใส; ปีติ และสุข; ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว; เกิดพร้อมแล้ว; บังเกิดแล้ว; บังเกิดเฉพาะแล้ว; ปรากฏแล้วในสมาธินี้; จึงเรียกว่า เกิดจากสมาธิ
(๔๔.๑๒) คำว่า มีปีติและสุข = อย่างใด
-> ปีติ = เป็นไฉน
ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์ ฯลฯ; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ
-> สุข = เป็นไฉน
ความสำราญทางใจ ฯลฯ; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข
-> สุขนี้สหรคต; เกิดพร้อม; ระคน; ประกอบด้วยปีตินี้; จึงเรียกว่ามีปีติและสุข
(๔๕) คำว่า ทุติยะ = ชื่อว่าทุติยะ โดยลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าทุติยะ เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๒
(๔๕.๑) คำว่า ฌาน = ความผ่องใส ปีติ สุข และเอกัคคตา
(๔๕.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; ความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุทุติยฌาน
(๔๕.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่าอยู่
(๔๕.๖) ในคำว่า เพราะปีติจางคลายไป = ปีติ เป็นไฉน
ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง ; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ
-> ปีตินี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะปีติจางคลายไป
(๔๕.๗) ในคำว่า มีอุเบกขา = เป็นไฉน
อุเบกขา ภาวะที่วางเฉย; กิริยาที่เพ่งเฉย, ความวางตนเป็นกลางแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุเบกขา
(๔๕.๘) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยอุเบกขานี้; จึงเรียกว่า มีอุเบกขา
(๔๕.๙) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่
รายนามผู้เยี่ยมชม :
หยาดฟ้า
,
ขวัญฤทัย (กุ้งนา)
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "แสงประภัสสร"
..
หน้า:
1
...
18
19
[
20
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล - มยุรธุชบูรพา
-----------------------------
=> อ่านข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ - สมาชิกใหม่ ทักทาย แนะนำตัวที่นี่
=> ห้องกลอน คุณอภินันท์ นาคเกษม
=> ห้องกลอน คุณคนบอ มือสี่
=> สารบัญกลอน สมาชิกนักกลอน
-----------------------------
ห้องเรียน
-----------------------------
=> ห้องเรียนรู้คำประพันธ์ ประเภทกลอน
=> ห้องเรียนฉันท์
=> ห้องเรียน กลบท
=> ห้องเรียน โคลงกลบท
=> ห้องศึกษา ภาพโคลงกลบท
=> ห้องศึกษา กาพย์ โคลง ร่าย
=> ห้องหนังสือ บ้านกลอนน้อย
=> ห้องฟัง การขับ เสภา และอื่น ๆ
-----------------------------
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
-----------------------------
=> กลอน ร้อยกรองหลากลีลา
=> คำประพันธ์เนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
=> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
=> กลอนเปล่าสบาย ๆ
=> กลอนจากที่อื่น และจากกวีที่ชื่นชอบ
=> โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต
=> กลบท
=> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป
=> ห้องนั่งเล่นพักผ่อน
===> เส้นคั่นสวย ๆ
===> รูปภาพน่ารัก
กำลังโหลด...