|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๔๑.๕) อกุศลธรรม = เป็นไฉน กามฉันทะ; พยาบาท; ถีนมิทธะ; อุทธัจจกุกกุจจะ; และวิจิกิจฉา เหล่านี้เรียกว่าอกุศลธรรม (๔๑.๖) ภิกษุเป็นผู้สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายดังกล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย (๔๒) คำว่า มีวิตกวิจาร = แยกเป็นวิตก กับ วิจาร (๔๒.๑) วิตก = เป็นไฉน ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ; ความดำริ; ความที่จิตแนบแน่นในอารมณ์; ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์; ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก ~ วิตก ๕ = ได้แก่ -> อกุศลวิตก = ได้แก่ ความวิตกในการแสวงหาการเสพสิ่งที่ชอบ; ความวิตกในพยาบาทสิ่งที่ไม่ชอบ; ความวิตกในความเชื่อ ไม่เชื่อ; วิตกเหล่านี้มีธรรมชาติวุ่นวาย ทำให้จิตปั่นป่วน เป็นทุกข์ -> กุศลวิตก = วิตกในเกณฑ์ที่สังคมยอมรับว่าเป็นความดีงาม วิตกเหล่านี้ทำให้เกิดความระมัดระวัง และหล่อหลอมเป็นจิตสำนึกที่ดี -> วินิจฉัยวิตก = วิตกอันเป็นปฏิกิริยาระหว่างจิตกับคู่ตรงข้าม ได้แก่ การวิตกว่าสิ่งนี้เป็นกุศลหรืออกุศล; ถูกหรือผิด; ใช่หรือไม่ใช่; วิตกเหล่านี้มีธรรมชาติกังวล ทำให้จิตวนเวียน -> ธรรมวิตก = วิตกสนใจความจริงที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่น อะไรคือที่สุดของทุกสิ่ง; ชีวิตเกิดมาทำไม; อนาคตจะเป็นอย่างไร; โลกจะอยู่ร่วมกันอย่างศานติได้อย่างไร; ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร; ในที่สุดทุกชีวิตจะไปสิ้นสุดที่ไหนกัน หรือเอาคำสอนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาเทียบเคียง วิตกชนิดนี้ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยและพัฒนา ก่อให้เกิดความเข้าใจ -> กรรมฐานวิตก = วิตกเฉพาะในองค์บริกรรมในการเจริญกรรมฐานหนึ่ง เช่น สัมปชัญญะความรู้ตัว; การกำหนดรู้ ลมหายใจ การภาวนาพุทโธ; การพิจารณาสังขารภายนอกภายใน; การปล่อยวาง เป็นต้น วิตกมีหลายประเภท อย่าใช้วิตกทำลายจิต จงเลือกใช้วิตกเพื่อพัฒนาจิต (๔๒.๒) วิจาร = เป็นไฉน ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร ~ วิจาร ๗ = คือ -> ผัสสวิจาร = เมื่ออายตนะสัมผัสโลกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณทำหน้าที่รับรู้ การรู้นั้นก่อใก้เกิดชวนะจิตที่จะพิจารณา วินิจฉัย และตัดสินใจสนองตอบ กลไกนี้คือวิจารโดยธรรมชาติที่เกิดทุกครั้งแห่งผัสสะ ผัสสวิจารนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ กับสิ่งเร้า -> อารมณวิจาร = ผลแห่งการรับรู้จากสัมผัสทำให้เกิดความรู้สึกและการจดจำ ความรู้สึกและความจำทำให้เกิดอารมณ์ วิญญาณก็ทำหน้าที่รับรู้ จิตก็ทำหน้าที่วิจารอีกว่า อารมณ์นี้ดีหรือไม่ดี ควรทำอย่างไรกับอารมณ์นี้ อารมณวิจารนี้ทำให้เกิดกลไกการจัดการ -> อรรถวิจาร = การมีความทรงจำจำนวนมากทำให้จิตมีประสบการณ์ ประสบการณ์ประมวลกันถักสานเป็นเกณฑ์กำหนดคุณโทษของสิ่งต่าง ๆ เกณฑ์เหล่านี้เป็นมาตรการในการเลือกผัสสะที่ควรรับ; ควรแสวงหา และไม่ควรรับ ควรหลีกห่าง อรรถวิจารนี้ทำให้เกิดการหล่อหลอมเป็นโปรแกรมต่าง ๆ ในดวงใจ -> วิจัยวิจาร = เมื่อมีโปรแกรมจิตแล้ว ชีวิตจึงแสวงหาสิ่งที่เข้ากันได้กับโปรแกรม และผลักไสสิ่งที่ไม่เข้ากับโปรแกรม การพยายามแสวงหาและผลักไสนั้น ทำให้เกิดวิจัยวิจารคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งที่เข้ากับโปรแกรมหรือไม่ น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา วิจัยวิจารก่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้โลกเพิ่มเติม -> ทิฏฐิวิจาร = ผลของการเรียนรู้นั้นจะจำแนกว่า สิ่งนี้รับได้ สิ่งนี้รับไม่ได้ การยึดความรู้ชุดหนึ่ง ๆ นั้นทำให้เกิดทิฏฐิว่า "อย่างนี้เท่านั้นถูก อย่างอื่นผิด" แล้วใช้เกณฑ์ถูกผิดตามทิฏฐิ ตัดสินสิ่งต่าง ๆ ในโลก ในบุคคล -> อุบายวิจาร = เมื่อบุคคลมีทิฏฐิแล้ว ก็จะดิ้นรนที่จะทำให้ทิฏฐิของตนเป็นจริง และเป็นที่ยอมรับ จึงพยายามหาอุบายให้คนเห็นด้วยในการสร้างผลสำเร็จตามทิฏฐิ และหาอุบายให้คนเห็นด้วยในการทำลายสิ่งที่ตรงข้ามทิฏฐิ อุบายวิจารเพื่อสนองทิฏฐินี้เองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทิฏฐิ เกิดศัตรูทางความคิดเห็น และสงคราม -> กรรมฐานวิจาร = เมื่อบุคคลเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายแล้ว จนเกิดการประเมินว่า การเดินตามทิฏฐินั่นวุ่นวายไร้ความสุข จึงพยายามสลัดออกทิฏฐิและความคิดเห็น มาแสวงรู้ที่สงบสุขจริง จึงกำหนดจิตตภาวนาภายในด้วยสัจธรรมต่าง ๆ เช่นไตรลักษณ์แห่งจิตปรุงแต่ง และพยายามปล่อยวาง กลไกการภาวนาภายในให้จิตสงบสุขนี้เอง ทำให้เกิดกรรมฐานวิจาร ว่าพิจารณาสัจธรรมอย่างนี้แล้วจิตสงบ อย่างนี้จิตสุข อย่างนี้จิตว่าง อย่างนี้จิตหมดจด เรียกว่ากรรมฐานวิจาร กรรมฐานวิจารนำสู่วิวัฒนาการจิตไปสู่ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนได้ฌาน ปัญญาญาณ และความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์ วิจารมีหลายประเภท อย่าใช้วิจารที่สร้างปัญหา จงเลือกใช้วิจารจิตภายในเพื่อวิวัฒนาการสู่ความบริสุทธิ์ (๔๒.๓) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยวิตกวิจารนี้ดังกล่าวนี้ จึงเรียกว่า มีวิตกวิจาร (๔๓) คำว่า เกิดจากวิเวก = อธิบายว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา(เป็นหนึ่งเดียว) ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว; เกิดพร้อมแล้ว; บังเกิดแล้ว; บังเกิดเฉพาะแล้ว; ปรากฏแล้วในวิเวกนี้; จึงเรียกว่า เกิดจากวิเวก
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๘/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๔๓.๑) คำว่า ปีติ และ สุข = อย่างไร -> ปีติ = เป็นไฉน ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ -> สุข = เป็นไฉน ความสำราญทางใจ; ความสุขทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข -> สุขนี้สหรคต; เกิดพร้อม; ระคน; และประกอบด้วยปีตินี้; จึงเรียกว่า มีปีติและสุขๆ (๔๔) คำว่า ปฐม = ชื่อว่าปฐม โดยลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าปฐม เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๑ (๔๔.๑) คำว่า ฌาน = วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (๔๔.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึงความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุปฐมฌาน (๔๔.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ฯลฯ พักอยู่; จึงเรียกว่าอยู่ (๔๔.๔) คำว่า เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว = เป็นไฉน -> วิตก = เป็นไฉน ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ; ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก -> วิจาร = เป็นไฉน ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร (๔๔.๕) วิตกและวิจารดังกล่าวนี้ เป็นอันสงบ; ระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว (๔๔.๖) คำว่า ภายในตน = เป็นภายในตน; มีเฉพาะตน (๔๔.๗) คำว่า ผ่องใส = ศรัทธา; กิริยาที่เชื่อ; ความปักใจเชื่อ; ความเลื่อมใสยิ่ง (๔๔.๘) คำว่า มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น = อธิบายว่า ความตั้งอยู่แห่งจิต;ฯลฯ สัมมาสมาธิ (๔๔.๙) คำว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร = อย่างไร -> วิตก = เป็นไฉน ความตรึก; ความตรึกโดยอาการต่างๆ ฯลฯ; สัมมาสังกัปปะ; นี้เรียกว่า วิตก -> วิจาร = เป็นไฉน ความตรอง; ความพิจารณา; ความตามพิจารณา; ความเข้าไปพิจารณา; ความที่จิตสืบต่ออารมณ์; ความที่จิตเพ่งอารมณ์; นี้เรียกว่า วิจาร (๔๔.๑๐) วิตกวิจาร ที่กล่าวมานี้ เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร (๔๔.๑๑) คำว่า เกิดจากสมาธิ = ความผ่องใส; ปีติ และสุข; ธรรมเหล่านั้นเกิดแล้ว; เกิดพร้อมแล้ว; บังเกิดแล้ว; บังเกิดเฉพาะแล้ว; ปรากฏแล้วในสมาธินี้; จึงเรียกว่า เกิดจากสมาธิ (๔๔.๑๒) คำว่า มีปีติและสุข = อย่างใด -> ปีติ = เป็นไฉน ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์ ฯลฯ; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ -> สุข = เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ฯลฯ; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข -> สุขนี้สหรคต; เกิดพร้อม; ระคน; ประกอบด้วยปีตินี้; จึงเรียกว่ามีปีติและสุข (๔๕) คำว่า ทุติยะ = ชื่อว่าทุติยะ โดยลำดับแห่งการนับ ชื่อว่าทุติยะ เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๒ (๔๕.๑) คำว่า ฌาน = ความผ่องใส ปีติ สุข และเอกัคคตา (๔๕.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; ความถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุทุติยฌาน (๔๕.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่าอยู่ (๔๕.๖) ในคำว่า เพราะปีติจางคลายไป = ปีติ เป็นไฉน ความอิ่มเอิบ; ความปราโมทย์; ความยินดีอย่างยิ่ง; ความบันเทิง; ความร่าเริง; ความรื่นเริง ; ความปลื้มใจ; ความตื่นเต้น; ความที่จิตชื่นชมยินดี; นี้เรียกว่า ปีติ -> ปีตินี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะปีติจางคลายไป (๔๕.๗) ในคำว่า มีอุเบกขา = เป็นไฉน อุเบกขา ภาวะที่วางเฉย; กิริยาที่เพ่งเฉย, ความวางตนเป็นกลางแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุเบกขา (๔๕.๘) ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยอุเบกขานี้; จึงเรียกว่า มีอุเบกขา (๔๕.๙) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๙/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๔๕.๑๐) ในคำว่า มีสติสัมปชัญญะ -> สติ = เป็นไฉน สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ; นี้เรียกว่า สติ -> สัมปชัญญะ = เป็นไฉน ปัญญา; กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ; ความไม่หลงงมงาย; ความเลือกเฟ้นธรรม; สัมมาทิฏฐิ; นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ -> ภิกษุเป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ; ประกอบแล้วด้วยสตินี้และสัมปชัญญะ; จึงเรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ (๔๕.๑๑) ในคำว่า เสวยสุขด้วยนามกาย นั้น = สุข เป็นไฉน ความสำราญทางใจ; ความสุขทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข (๔๕.๑๒) กาย =เป็นไฉน สัญญาขันธ์; สังขารขันธ์; และวิญญาณขันธ์ นี้เรียกว่า กาย (๔๕.๑๓) ภิกษุเสวยสุขนี้ด้วยกายนี้ จึงเรียกว่า เสวยสุขด้วยนามกาย (๔๖) ในคำว่า ที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญ นั้น พระอริยะทั้งหลาย = เป็นไฉน -> พระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระอริยะทั้งหลาย; พระอริยะเหล่านั้น กล่าวสรรเสริญ; แสดง; บัญญัติ; แต่งตั้ง; เปิดเผย จำแนก; ทำให้ชัดเจน; ประกาศบุคคลผู้ได้บรรลุนี้ จึงเรียกว่า ที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญ (๔๖.๑) ในคำว่า มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข นั้น อุเบกขา = เป็นไฉน -> อุเบกขา; ความวางเฉย; กิริยาที่เพ่งเฉย; ความเป็นกลางแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุเบกขา -> สติ = เป็นไฉน สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ; นี้เรียกว่า สติ -> สุข = เป็นไฉน ความสำราญทางใจ; ความสุขทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข (๔๖.๒) ภิกษุประกอบด้วยอุเบกขา สติและสุขนี้ สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่; ด้วยประการฉะนี้ จึงเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข (๔๗) คำว่า ตติยะ = ชื่อว่าตติยะ โดยลำดับแห่งการนับ; ชื่อว่าตติยะ เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๓ (๔๗.๑) คำว่า ฌาน = อุเบกขา สติ สัมปชัญญะ สุข และเอกัคคตา (๔๗.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง;การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุตติยฌาน (๔๗.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ จึงเรียกว่า อยู่ (๔๗.๔) คำว่า เพราะละสุขและทุกข์ได้ อธิบายว่า -> สุข = เป็นไฉน ความสำราญทางกาย; ความสุขทางกาย; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่กายสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่กายสัมผัส; นี้เรียกว่า สุข -> ทุกข์ = เป็นไฉน ความไม่สำราญทางกาย; ความทุกข์ทางกาย; ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส; นี้เรียกว่า ทุกข์ -> สุขและทุกข์นี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะละสุขและทุกข์ได้ (๔๗.๕) คำว่า เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว = อธิบายว่า -> โสมนัส = เป็นไฉน ความสำราญทางใจ; ความสุขทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า โสมนัส -> โทมนัส = เป็นไฉน ความไม่สำราญทางใจ; ความทุกข์ทางใจ; ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; นี้เรียกว่า โทมนัส (๔๗.๖) โสมนัสและโทมนัสนี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; ด้วยประการฉะนี้ จึงเรียกว่า เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว (๔๗.๗) คำว่า ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข = ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่; ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่; ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส; จึงเรียกว่า ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ~ เจโตสัมผัส = การรับรู้ทางใจ เกิดจากใจ กระทบกับอารมณ์ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ (ธรรรมารมณ์) จึงเกิดเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุข หรือทุกข์ (๔๗.๘) ในคำว่า มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา นั้น อุเบกขา = เป็นไฉน -> อุเบกขา ภาวะที่วางเฉย; กิริยาที่เพ่งเฉย; ความวางตนเป็นกลางแห่งจิต; นี้เรียกว่า อุเบกขา -> สติ = เป็นไฉน สติ; ความตามระลึก ฯลฯ; สัมมาสติ; นี้เรียกว่า สติ -> สตินี้เป็นอันเปิดเผย; บริสุทธิ์; ผุดผ่อง; เพราะอุเบกขานี้ จึงเรียกว่ามีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๐/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๔๘) คำว่า จตุตถะ = ที่ชื่อว่าเป็นที่ ๔ โดยลำดับแห่งการนับ; ชื่อว่าจตุตถะ เพราะโยคาวจรบุคคลเข้าถึงฌานนี้เป็นที่ ๔; (๔๘.๑) คำว่า ฌาน = อุเบกขา สติ และเอกัคคตา (๔๘.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุจตุตถฌาน (๔๘.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่ จึงเรียกว่า อยู่ (๔๘.๔) ในคำว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง นั้น ~ รูปสัญญา = คือ สัญญาที่เกิดขึ้นยึดรูปเป็นอารมณ์ (๔๘.๕) รูปสัญญา = เป็นไฉน ความจำได้; กิริยาที่จำได้; ภาวะที่จำได้ของโยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ; ผู้อุบัติในรูปภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน; เหล่านี้เรียกว่า รูปสัญญา ~ รูปาวจรสมาบัติ = จิตที่ท่องเที่ยวนับเนื่องในรูปภูมิ หรือจิตที่ได้ฌานอันเป็นไปในรูปภพ ~ รูปภูมิ = แดนที่อยู่ของพรหมที่มีรูป เป็นภูมิที่ประณีตและมีสุขอันไม่มีเรื่องกามปน (สุคติภูมิ) เป็นที่เกิดของผู้ที่บำเพ็ญสมถภชาวนาจนได้บรรลุฌานระดับสูง (รูปฌาน ๑-๕ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น) (๔๘.๖) ภิกษุเป็นผู้ก้าวล่วงแล้ว; ก้าวข้ามแล้ว; ก้าวพ้นแล้วซึ่งรูปสัญญาเหล่านี้; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง (๔๘.๗) ในคำว่า เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา นั้น = ปฏิฆสัญญาเป็นไฉน ~ ปฏิฆสัญญา = ปฏิฆะสัญญา คือความจำในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นอารมณ์ชั้นกามาวจร -> รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา และโผฏฐัพพสัญญา เหล่านี้เรียกว่า ปฏิฆสัญญา -> ปฏิฆสัญญาเหล่านี้เป็นอันสงบระงับ; สงบเงียบ; ดับไป; ดับสิ้นไป; ถูกทำให้พินาศไป; ให้พินาศย่อยยับไป; ให้เหือดแห้งไป; ให้เหือดแห้งไปด้วยดี; ให้สิ้นไปแล้ว; จึงเรียกว่า เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา (๔๘.๘) ในคำว่า เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา นั้น = นานัตตสัญญาเป็นไฉน -> ความจำได้; กิริยาที่จำได้; ภาวะที่จำได้ของบุคคล ผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยมโนธาตุ; หรือผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณธาตุซึ่งไม่ได้เข้าสมาบัติ; เหล่านี้ เรียกว่า นานัตตสัญญา -> ภิกษุไม่มนสิการนานัตตสัญญาเหล่านี้ จึงเรียกว่า เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา (๔๙) ในคำว่า อากาศไม่มีที่สุด นั้น = อากาศ เป็นไฉน อากาศ ธรรมชาติที่นับว่าอากาศ; ความว่างเปล่า; ธรรมชาติที่นับว่าความว่างเปล่า; ช่องว่าง ธรรมชาติที่นับว่าช่องว่างซึ่งมหาภูตรูป ๔ ถูกต้องไม่ได้; นี้เรียกว่าอากาศ (๔๙.๑) ภิกษุตั้งจิตไว้; ตั้งจิตไว้ด้วยดี; แผ่ไปไม่มีที่สุดในอากาศนั้น; จึงเรียกว่า อากาศไม่มีที่สุด (๔๙.๒) คำว่า อากาสานัญจายตนะ = อธิบายว่า ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าอากาสานัญจายตนะ; ผู้อุบัติในอากาสานัญจายตนภูมิ หรือพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๔๙.๓) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุอากาสานัญจายตนะ (๔๙.๔) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ (๔๙.๕) คำว่า เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง = ภิกษุเป็นผู้ก้าวล่วงแล้ว; ก้าวข้ามแล้ว; ก้าวพ้นแล้วซึ่งอากาสานัญจายตนะนี้; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง (๕๐) คำว่า วิญญาณไม่มีที่สุด = ภิกษุมนสิการอากาศนั้นนั่นแหละที่วิญญาณถูกต้องแล้ว แผ่ไปไม่มีที่สุด; จึงเรียกว่า วิญญาณไม่มีที่สุด (๕๐.๑) คำว่า วิญญาณัญจายตนะ = ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าวิญญาณัญจายตนะ; ผู้อุบัติในวิญญาณัญจายตนภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๕๐.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุวิญญาณัญจายตนะ; (๕๐.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ (๕๐.๔) คำว่า เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง = ภิกษุเป็นผู้ก้าวล่วงแล้ว; ก้าวข้ามแล้ว; ก้าวพ้นแล้วซึ่งวิญญาณัญจายตนะ; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวง (๕๑) คำว่า อะไรๆ สักน้อยหนึ่งก็ไม่มี = ภิกษุทำวิญญาณนั้นนั่นแหละไม่ให้มี; ให้เสื่อมไป; ให้อันตรธานไป; พิจารณาเห็นว่า น้อยหนึ่งก็ไม่มี;จึงเรียกว่า อะไรๆ สักน้อยหนึ่งก็ไม่มี (๕๑.๑) คำว่า อากิญจัญญายตนะ = ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าอากิญจัญญายตนะ; ผู้อุบัติในอากิญจัญญายตนภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๕๑.๒) คำว่า บรรลุ = การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุอากิญจัญญายตนะ (๕๑.๓) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ (๕๑.๔) คำว่า เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดพอากิญจัญญายตนะ; จึงเรียกว่า เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๑/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๕๑.๕) คำว่า ผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ = ภิกษุมนสิการ อากิญจัญญายตนะ นั้นนั่นแหละโดยความเป็นฌานที่สงบ เจริญสมาบัติที่มีสังขารเหลืออยู่ จึงเรียกว่า ผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (๕๑.๖) คำว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ = ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ; หรือผู้อุบัติในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ; หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๕๑.๗) คำว่า บรรลุ =การได้; การได้เฉพาะ; การถึง; การบรรลุถึง; การถูกต้อง; การทำให้แจ้ง; การบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (๕๑.๘) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่; จึงเรียกว่า อยู่ สุตตันตภาชนีย์ จบ อภิธรรมภาชนีย์ [ก] รูปาวจรกุศล ฌานจตุกกนัย = ฌานแบบที่จัดเป็นหมวด ๔ คือเป็น ฌาน ๔ ฌาน ๔ = เป็นไฉน (๑) ปฐมฌาน - ฌานที่ ๑ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑ (๒) ทุติยฌาน - ฌานที่ ๒ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ตติยฌาน - ฌานที่ ๓ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ -> บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) จตุตถฌาน - ฌานที่ ๔ = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ -> บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ ฌานจตุกกนัย จบ ฌานปัญจกนัย = ฌานแบบที่จัดเป็นหมวด ๕ คือเป็น ฌาน ๕ (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑ (๒) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกามและสภาวธรรม ที่เป็นอกุศลทั้งหลาย -> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ -> บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ (๕) ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ -> บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๕ ฌานปัญจกนัย จบ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๒/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
[ข] อรูปาวจรกุศล -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงอรูปภพ -> เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง -> บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด > ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ค] โลกุตตรกุศล ฌานจตุกกนัย = ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ตติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ; บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) จตุตถฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; บรรลุจตุตถฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ; อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่าจตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔ [ง] รูปาวจรวิบาก ฌานปัญจกนัย (๑) ปฐมฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม ฯลฯ; -> บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๑ (๒) ทุติยฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกามและสภาวธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลายแล้ว -> บรรลุทุติยฌานที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๒ (๓) ตติยฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว;ฯลฯ -> บรรลุตติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ตติยฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๓ (๔) จตุตถฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ; -> บรรลุจตุตถฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๔
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๓/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๕) ปัญจมฌาน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น -> บรรลุปัญจมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ๕ ฌานปัญจกนัย จบ ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ; -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ~ อวิกฺเขป = สภาพที่จิตไม่ซัดส่าย; ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน; ความสงบ; สมาธิ -> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสมรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) ตติยฌาน -> บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) จตุตถฌาน -> บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ (๕) ปัญจมฌาน -> บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสมรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [จ] อรูปาวจรวิบาก (๑) อากิญจัญญายตนะ -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญมรรคเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง ฯลฯ -> บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้โดยประการทั้งปวง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้สั่งสม อรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้นนี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ฉ] โลกุตตรวิบาก ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; สงัดจากกาม; ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล -> ภิกษุสงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละอยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตระซึ่งเป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ให้ถึงนิพพาน; เพื่อละทิฏฐิ; เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น; เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ -> บรรลุทุติยฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้นผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๔/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
-> เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว ฯลฯ; บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) ตติยฌาน บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) จตุตถฌาน บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ (๕) ปัญจมฌาน -> บรรลุปัญจมฌาน ที่เป็นสุญญตะ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ซึ่งเป็นวิบาก เพราะได้ทำได้เจริญฌานที่เป็นโลกุตตรกุศลนั้นนั่นแหละ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ช] รูปาวจรกิริยา = กิริยาจิตที่ท่องเที่ยวไปในรูปภูมิ กิริยาฌาน จตุกกนัย = ฌาน ๔ คือ (๑) ปฐมฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล; ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน; สงัดจากกาม ฯลฯ -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน (๒) ทุติยฌาน = เป็นไฉน -> ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล, ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะวิตกวิจาร สงบระงับไปแล้ว ฯลฯ -> บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ กิริยาฌาน ปัญจกนัย = ฌาน ๕ คือ (๑) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ (๒) บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ (๓) บรรลุตติยฌาน ฯลฯ (๔) บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ (๕) บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตาก็เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน [ซ] อรูปาวจรฌานกิริยา = กิริยาจิตที่ท่องเที่ยวในอรูปภูมิ (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญอรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา; ไม่เป็นกุศล; ไม่เป็นอกุศล; และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม; เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะได้ (๒) บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯอยู่ในสมัยใด -> ในสมัยนั้น ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา ก็เกิดขึ้นนี้เรียกว่า จตุตถฌาน -> สภาวธรรมที่เหลือชื่อว่าสัมปยุตด้วยฌาน ปัญหาปุจฉกะ ติกมาติกาวิสัชนา ฌาน ๔ ได้แก่ (๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกอยู่ (๒) ฯลฯ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้ว -> บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิอยู่ (๓) ฯลฯ เพราะปีติจางคลายไป เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย -> บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ฯลฯ (๔) ฯลฯ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว -> จึงบรรลุจตุตถฌาน ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่ ทุกมาติกาปุจฉา (๑) บรรดาฌาน ๔ ฌานเท่าไรเป็นกุศล; เท่าไรเป็นอกุศล; เท่าไรเป็นอัพยากฤต ฯลฯ; เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้; เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ติกมาติกาวิสัชนา กุสลติกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ที่เป็นกุศลก็มี; ที่เป็นอัพยากฤตก็มี (๒) เว้นสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สัมปยุตด้วยสุขเวทนา; (๓) เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดในฌานนี้แล้ว; จตุตถฌานสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๔) ฌาน ๔ ที่เป็นวิบากก็มี; ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี; ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี (๕) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี อภิธรรมภาชนีย์ จบ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๕/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
(๖) ฌาน ๔ ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี; ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี; (๗) เว้นวิตกและวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีทั้งวิตกและวิจาร (๘) ฌาน ๓ ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (๙) เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว; ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ; เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๐) ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๑) จตุตถฌาน สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๒) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๓) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๔) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มี; ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ จุติ และนิพพานก็มี (๑๕) ฌาน ๔ ที่เป็นของเสขบุคคลก็มี; ที่เป็นของอเสขบุคคลก็มี; ที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคลก็มี ~ เสขะ = ผู้ยังต้องศึกษา ได้แก่ พระอริยบุคคลที่ยังไม่บรรลุอรหัตตผล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ~ อเสขะ = ผู้ไม่ต้องศึกษา เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล คือ พระอรหันต์; (๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นมหัคคตะก็มี; ที่เป็นอัปมาณะก็มี ~ มหัคคตะ = ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร ~ อัปปมาณะ = ธรรมที่ประมาณมิได้ คือเป็นโลกุตตระ (๑๗) ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์; หรือมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ~ ปริตตะ = สภาวะที่ด้อย หรือคับแคบ หมายถึงธรรมที่เป็นกามาวจร (๑๘) ฌาน ๔ ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๑๙) จตุตถฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีปริตตะเป็นอารมณ์ มีมหัคคตะเป็นอารมณ์; หรือมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ก็มี (๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นชั้นกลางก็มี; ที่เป็นชั้นประณีตก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๒๒) ฌาน ๓ ไม่ใช่มีมรรคเป็นอารมณ์; ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๓) จตุตถฌานที่มีมรรคเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี; ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี (๒๔) ฌาน ๔ ที่เกิดขึ้นก็มี; ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี; ที่จักเกิดขึ้นแน่นอนก็มี (๒๕) ฌาน ๔ ที่เป็นอดีตก็มี; ที่เป็นอนาคตก็มี; ที่เป็นปัจจุบันก็มี (๒๖) ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์; มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ (๒๗) จตุตถฌานที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์; หรือมีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ก็มี (๒๘) ฌาน ๔ ที่เป็นภายในตนก็มี; ที่เป็นภายนอกตนก็มี; ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี (๒๙) ฌาน ๓ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๓๐) จตุตถฌานที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ก็มี; มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี; มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์; หรือมีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ก็มี (๓๑) ฌาน ๔ เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ เหตุโคจฉกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุ (๒) ฌาน ๔ มีเหตุ (๓) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุ (๔) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและมีเหตุ (๕) ฌาน ๔ มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๖) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ (๗) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๘) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ จูฬันตรทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ มีปัจจัยปรุงแต่ง (๒) ฌาน ๔ ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๓) ฌาน ๔ เห็นไม่ได้ (๔) ฌาน ๔ กระทบไม่ได้ (๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นรูป (๖) ฌาน ๔ ที่เป็นโลกิยะก็มี; ที่เป็นโลกุตตระก็มี (๗) ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ได้ (๘) ฌาน ๔ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ อาสวโคจฉกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอาสวะ ~ อาสวะ ๔ = กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดานได้แก่ กามาสวะ - อาสวะคือกาม; ภวาสวะ - อาสวะคือภพ; ทิฏฐาสวะ - อาสวะคือทิฏฐิ; อวิชชาสวะ - อาสวะคืออวิชชา (๒) ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี; ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี (๓) ฌาน ๔ วิปปยุตจากอาสวะ; กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ (๔) ฌาน ๔ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี; ที่กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี (๕) ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ; หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๖) ฌาน ๔ ที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี; ที่วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๖/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นสังโยชน์ ฯลฯ ไม่เป็นคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นโอฆะ ฯลฯไม่เป็นโยคะ ฯลฯ ไม่เป็นนิวรณ์ ฯลฯ ไม่เป็นปรามาส ฯลฯ ~ สังโยชน์ = คือ กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ หรือธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับความทุกข์และวัฏฏะ (การเวียนว่ายตายเกิด) ทำให้ใจเศร้าหมองและติดอยู่ภพทั้ง ๓ มีทั้งหมด ๑๐ ประการ ~ คันถะ = กิเลสที่ร้อยรัดมัดใจสัตว์ให้ติดอยู่ ~โอฆะ ๔ = สภาวะอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์, กิเลสดุจน้ำท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ได้แก่ กาโมฆะ - กาม; ภโวฆะ -ภพ; ทิฏโฐฆะ- ทิฏฐิ; อวิชโชฆะ - อวิชชา ~ โยคะ ๔ = คือ กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือ ผูกตรึงไว้ ประกอบสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะ มีด้วยกัน ๔ ประเภท คือ กามโยคะ - คือ โลภะ ที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ; ภวโยคะ - คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพในขันธ์; ทิฏฐิโยคะ - ทิฎฐิ คือ ความเห็นผิด อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์; อวิชชาโยคะ - อวิชชา คือ ความไม่รู้ อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ ~ นิวรณ์ ๕ = สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ได้แก่ กามฉันทะ - ความพอใจในกาม; พยาบาท - ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ; ถีนมิทธะ - ความหดหู่และเซื่องซึม; อุทธัจจกุกกุจจะ - ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล; วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัย ~ ปรามาส =(ปะ-รา-มาด) - ความยึดมั่น มาติกานิทเทส = อธิบายคำ (๑) คำว่า ในธรรมวินัยนี้ = ในความเห็นนี้; ในความพอใจนี้; ในความชอบใจนี้; ในลัทธินี้; ในธรรมนี้; ในวินัยนี้; ในธรรมวินัยนี้; ในปาพจน์นี้; ในพรหมจรรย์นี้; และในคำสอนของพระศาสดานี้; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ในธรรมวินัยนี้ (๒) คำว่า ภิกษุ = ชื่อว่าภิกษุ; เพราะสมัญญา ชื่อว่าภิกษุ; เพราะการปฏิญญาตน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ขอ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เข้าถึงภิกขาจาร ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทรงผ้าที่ถูกทำลาย ชื่อว่าภิกษุ; เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมได้แล้ว ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะละกิเลสได้โดยไม่เฉพาะส่วน ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นพระอเสขะ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะไม่เป็นพระเสขะและพระอเสขะชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เลิศ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้เจริญ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้ผุดผ่อง ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้มีสาระ ชื่อว่าภิกษุ; เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วย ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ สมควรแก่เหตุ ด้วยสงฆ์ผู้พร้อมเพียงกัน ~ ญัตติจตุตถกรรมที่ไม่กำเริบ = คือถูกต้อง มั่นคง (๓) คำว่า ปาติโมกข์ = ศีลเป็นที่พึ่ง; เป็นเบื้องต้น; เป็นความประพฤติ; เป็นความสำรวม เป็นความระวัง; เป็นหัวหน้า; เป็นประธาน; เพื่อความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นกุศล (๔) คำว่า สังวร = ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; และทั้งทางกายและวาจา (๕) คำว่า เป็นผู้สำรวม = เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว; เข้าไปถึงแล้วด้วยดี; เข้ามาถึงแล้ว; เข้ามาถึงพร้อมแล้วด้วยดี; เข้าถึงแล้ว; เข้าถึงแล้วด้วยดี, ประกอบแล้วด้วยปาติโมกขสังวรนี้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร (๖) คำว่า อยู่ = สืบเนื่องกันอยู่; ดำเนินไปอยู่; รักษาอยู่; เป็นไปอยู่; ให้เป็นไปอยู่; เที่ยวไปอยู่; พักอยู่ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อยู่ (๗) คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร = อาจาระก็มี; อนาจาระก็มี -> อนาจาระ เป็นไฉน (๗.๑) ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา; ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า อนาจาระ (๗.๒) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อนาจาระ -> อาจาระ เป็นไฉน (๗.๓) ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา; ทั้งทางกายและวาจา นี้เรียกว่า อาจาระ (๗.๔) ศีลสังวรแม้ทั้งหมดก็เรียกว่า อาจาระ (๗.๕) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยการให้ไม้ไผ่; ให้ใบไม้; ให้ดอกไม้; ให้ผลไม้; ให้เครื่องสนาน; ให้ไม้ชำระฟัน; การพูดยกย่องเพราะต้องการประจบให้เขารัก; การพูดทีเล่นทีจริงเหมือนแกงถั่ว; การรับเลี้ยงเด็ก; การรับใช้ส่งข่าวสาร; หรือด้วยมิจฉาอาชีวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้เรียกว่า อาจาระ -> คำว่า โคจร = อธิบายว่า โคจรก็มี อโคจรก็มี
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๗/๒๗) อภิธรรมปิฎก : ๑๙.วิภังค์ : ฌานวิภังค์
-> อโคจร เป็นไฉน (๗.๖) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร; มีหญิงหม้ายเป็นโคจร; มีสาวเทื้อเป็นโคจร; มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร; มีภิกษุณีเป็นโคจร; หรือมีร้านสุราเป็นโคจร; เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา; เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์; ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร; หรือเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส; ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มักด่าและบริภาษ; ปรารถนาแต่สิ่งที่มิใช่ประโยชน์; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เกื้อกูล; ปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่ผาสุก; ไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากโยคะแก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาเช่นนั้น นี้เรียกว่าอโคจร มหันตรทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ รับรู้อารมณ์ได้ (๒) ฌาน ๔ ไม่เป็นจิต (๓) ฌาน ๔ เป็นเจตสิก ~ จตุตถฌานกุศลจิต มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา ประกอบด้วยองค์ของเจตสิก คือ เวทนาเจตสิก; และ เอกัคคตาเจตสิก; และ มี เจตสิกอื่นๆ เช่น สัพพจิตตสาธารณเจตสิกเกิดร่วมด้วย และ โสภณสาธารณะเจตสิกบางประเภท ~ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ คือ ผัสสเจตสิก, เวทนาเจตสิก, สัญญาเจตสิก, เจตนาเจตสิก, เอกัคคตาเจตสิก, ชีวิตินทริยเจตสิก และ มนสิการเจตสิก ..เรารู้กันอยู่ว่า ย่อมประจำอยู่กับจิตทุกๆดวง ทุกๆประเภท เพราะเป็นเจตสิกพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ...ไม่ว่าจิตของสัตว์นรก จนถึงจิตของพระอรหันต์ ก็ย่อมจะต้องมีเจตสิกพื้นฐานทั้ง ๗ นี้ ประจำอยู่ ~ โสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดีงาม มี ๒๕ แบ่งเป็น ก) โสภณสาธารณเจตสิก = เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง มี ๑๙ คือ ศรัทธา, สติ, หิริ โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทสะ, ตัตรมัชฌัตตตา - ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ = อุเบกขา, กายปัสสัทธิ - ความคลายสงบแห่งกองเจตสิก, จิตตปัสสัทธิ (แห่งจิต), กายลหุตา - ความเบาแห่งกองเจตสิก, จิตตลหุตา (แห่งจิต), กายมุทุตา - ความนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก, จิตตมุทุตา (แห่งจิต), กายกัมมัญญตา - ความควรแก่งานแห่งกองเจตสิก, จิตตกัมมัญญตา (แห่งจิต), กายปาคุญญตา - ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก, จิตตปาคุญญตา (แห่งจิต); กายุชุกตา - ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก, จิตตุชุกตา (แห่งจิต) ข) วีรตีเจตสิก = เจตสิกที่เป็นตัวงดเว้น ๓ คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ ค) อัปปมัญญาเจตสิก = เจตสิกคืออัปปมัญญา ๒ คือ กรุณา มุทิตา (อีก ๒ ซ้ำกับ อโทสะ และตัตรมัชฌัตตตา) ง) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ = คือ ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (๔) ฌาน ๔ สัมปยุตด้วยจิต (๕) ฌาน ๔ ระคนกับจิต (๖) ฌาน ๔ มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๗) ฌาน ๔ เกิดพร้อมกับจิต (๘) ฌาน ๔ เป็นไปตามจิต (๙) ฌาน ๔ ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๐) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดพร้อมกับจิต (๑๑) ฌาน ๔ ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐานและเป็นไปตามจิต (๑๒) ฌาน ๔ เป็นภายนอก (๑๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป (๑๔) ฌาน ๔ ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือก็มี; ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือก็มี อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่เป็นอุปาทาน ฯลฯ ไม่เป็นกิเลส ฯลฯ ปิฏฐิทุกวิสัชนา (๑) ฌาน ๔ ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๒) ฌาน ๔ ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๓) เว้นวิตกที่เกิดในฌานนี้แล้ว ปฐมฌานมีวิตก (๔) ฌาน ๓ ไม่มีวิตก เว้นวิจารที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๕) ปฐมฌาน มีวิจาร (๖) ฌาน ๓ ไม่มีวิจาร เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๗) ฌาน ๒ มีปีติ (๘) ฌาน ๒ ไม่มีปีติ เว้นปีติที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๙) ฌาน ๒ สหรคตด้วยปีติ (๑๐) ฌาน ๒ ไม่สหรคตด้วยปีติ (๑๑) เว้นสุขที่เกิดในฌานนี้แล้ว ฌาน ๓ สหรคตด้วยสุข (๑๒) จตุตถฌานไม่สหรคตด้วยสุข เว้นอุเบกขาที่เกิดในฌานนี้แล้ว (๑๓) จตุตถฌานสหรคตด้วยอุเบกขา (๑๔) ฌาน ๓ ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๕) ฌาน ๔ ไม่เป็นกามาวจร (๑๖) ฌาน ๔ ที่เป็นรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี (๑๗) ฌาน ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๘) จตุตถฌานที่เป็นอรูปาวจรก็มี; ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี ~ อรูปาวจร = ซึ่งท่องเที่ยวไปในอรูปภพ, อยู่ในระดับจิตชั้นอรูปฌาน, ยังเกี่ยวข้องอยู่กับอรูปธรรม ~ รูปาวจร = จิตและภูมิที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปธรรม หรือระดับจิตของผู้ที่ได้ฌาน (สมาธิขั้นสูง) เพ่งกสิณเป็นอารมณ์ จนจิตแนบแน่นพ้นจากกามอารมณ์ เป็นจิตระดับสูงที่นำไปสู่การเกิดในรูปพรหมโลก ๑๖ ชั้น จัดเป็นสภาวะที่จิตประณีต สงบ และมีกำลังมาก (๑๙) ฌาน ๔ ที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๐) ฌาน ๔ ที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี; ที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ก็มี (๒๑) ฌาน ๔ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี; ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี (๒๒) ฌาน ๔ ที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี; ที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็มี ~ บทว่าสอุตฺตรํ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร, เป็นรูปาวจร ~ บทว่า อนุตฺตรํ จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร (๒๓) ฌาน ๔ ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ปัญหาปุจฉกะ จบ ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|