(ต่อหน้า ๑๔/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
๒๓๓.จิตเฉย"อุเบกขะ"นิรมี.........................กะ"อัปปีติฯ"ใจตาม
ความ"ปีติ"คลาย"จตุต์ถะ"ผลาม......................ลุฌานสี่สงบใจ
๒๓๔.ใส"อัปป์ฯ"สามเพิกแล้ว.......................อุเบกขา
เป็น"สัปปีติฯ"พา............................................ชื่นพริ้ง
เกิดฌานหนึ่ง-สามหนา...................................อีก"อัป- ปีติ"
ปีติเอมใจทิ้ง..................................................สี่น้อมฌานเผย
๒๓๕."อัปป์มัญญะสาม"มละ"อุเบกขาฯ"........เจาะสุขเฉกอุบัติเชย
เป็นธรรมสิร่วม"สหคะฯ"เกย............................กะสุขเวทนาแฉ
๒๓๖.แล"อุเบกฯ"ยิ่งนี้..................................ธรรมหนา "นสุขสหฯ"
มิสุขเวทนา.....................................................ก่อไร้
เป็นเพียงอุเบกฯครา........................................"อุเปก- ขาสหฯ"
จิตกอปร"อทุกข์ฯ"ไซร้....................................ไม่ทั้งสุขเผย
๒๓๗.อัปป์ฯสี่"นกาม์วจระฯ"กิจ.....................สภาพจิตละกามฯเอย
หนีไกลสิ"กาม์วจระ"เคย..................................ลุภูมิรูปฌานแฉ
๒๓๘.แลอัปป์มัญฯสี่แจ้ง..............................."รูปา- วจระ"
จิตจ่อกรรมฐานหนา........................................สงบแผ้ว
บรรลุรูปฌานพา.............................................ฌานหนึ่ง ถึงสาม
มีสุข,ปีติแล้ว...................................................มุ่งแล้จตุต์ถฌาน
๒๓๙."อัปป์มัญญะสี่"เจาะ"นอรูฯ"..................มิมีชู"อรูปฯ"ผ่าน
แค่รูปฌานเจาะประลุกราน..............................ก็สูงสุดฉะนี้หนา
๒๔๐.คราอัปป์มัญฯสี่นั้น..............................อาศัย นึกรูป
จึงแผ่เมตตาไกล.............................................ปรี่โพ้น
จิตลุผ่านรูปฌานไว.........................................เสร็จครบ
อรูปฌาน"รูป"โล้น...........................................จุ่งเข้ามิถึง
๒๔๑.อัปป์มัญฯสี่เจาะ"ปริยาฯ".....................ก็ธรรมหนาเจาะภูมิตรึง
"กาม,รูป,อรูป"มุจระขึง....................................ณ วัฏฏะสงสาร
๒๔๒.กรานอัปป์มัญฯสี่ด้น............................มิเป็น เหตุออก
จากวัฏ,ทุกข์ลำเค็ญ........................................แม่นแล้ว
ก็ธรรมใช่มรรรคเห็น.......................................พามุ่ง นิพพาน
ยังว่ายเวียนเกิดแท้.........................................แค่นั้นอัปป์มัญฯ
๒๔๓.อัปป์ฯสี่"สอุตตระ"ล้ำ...........................เจาะมีธรรมซิยิ่งครัน
"โลกุตต์ระ"โลกพหิระสรรค์.............................เพราะอัปป์มัญฯเสาะโลกีย์
๒๔๔.อัปป์มัญฯมีสี่แล้.................................."ทุกข์ถอน อรณะ
จิตสงบกิเลสรอน............................................สะอาดแผ้ว
อาฆาต,โกรธมิชอน.........................................มิโลภ หายแล
ธรรมส่อกิเลสแป้ว...........................................ถั่งถ้อยจริงหนอ ฯ|ะ
แสงประภัสสร
๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์ : [เล่มที่ ๗๘] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
https://share.google/pMgfYHDgVOvy4Iny3๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์
[ก] อัปปมัญญา ๔ หรือ พรหมวิหาร ๔ = คือ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ และการปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ แผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไป ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต แบ่งออกเป็น ๔ ได้แก่
(๑) เมตตา = ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
-> ภิกษุในศาสนานี้ แผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ. ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่าอยู่
(๒) กรุณา = ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
-> แผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่กรุณาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
(๓) มุทิตา = ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข; มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข; พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
-> แผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่มุทิตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
(๔) อุเบกขา = ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชู ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง; พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ; พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ
-> แผ่อุเบกขาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓
ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่อุเบกขาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่