|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๐/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
[ซ] อุเบกขากุศลฌาน (๑) อุเบกขา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยอุเบกขา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด -> การวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความวางเฉย อุเบกขาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเบกขา (๒) อัปปมัญญา ๔ คือ เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา [ฌ] เมตตาวิปากฌาน จตุกกนัย = โดยนัยของพระสูตร อุเบกขาเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๔ เท่านั้น โดยนัยของพระอภิธรรมเป็นอารมณ์ของฌานที่ ๕ เท่านั้น แต่ว่าโดยองค์ของฌานที่ ๔ โดยนัยของพระสูตร และฌานที่ ๕ โดยนัยของพระอภิธรรม ต่างก็มีองค์ฌานสองคือ อุเบกขาและเอกัคคตาเหมือนกัน ในการแสดง อุเบกขากุศลฌาน วิปากฌานและกิริยาฌาน จึงแสดงโดยนัยของพระสูตรเท่านั้น (๑) ในอัปปมัญญา ๔ นั้น เมตตา เป็นไฉน? (๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล ~อวิกเขปะ = ความตั้งอยู่แห่งจิต; ความดำรงอยู่แห่งจิต; ความมั่นอยู่แห่งจิต; ความไม่ส่ายไปแห่งจิต; ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต; ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ มิจฉาสมาธิ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น (๓) ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลธรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา ~ รูปาวจรกุศลธรรม = คือ กุศลจิตและเจตสิกที่ละเอียดประณีตระดับสูง (อัปปนาสมาธิ) ที่ท่องเที่ยวไปในรูปภูมิ หรือกุศลจิตที่ทำรูปฌานให้สำเร็จ ซึ่งเกิดจากการเจริญสมถภาวนาทางใจ ได้แก่ รูปฌาน ๕ (ปฐมฌาน-ปัญจมฌาน) ทำให้ผู้บรรลุไปเกิดเป็นรูปพรหม (๔) เมตตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล (๕) ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล เป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยา ที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่าเมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๖) เมตตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ที่ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล (๗) เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา [ญ] เมตตาวิปากฌาน ปัญจกนัย = คือ ผลวิบากจิตที่เกิดจากการเจริญเมตตาภาวนาจนบรรลุรูปฌานขั้นสูง โดยแบ่งองค์ฌานตามปัญจกนัย (๕ ขั้น) โดยเมตตา กรุณา มุทิตา จะบรรลุได้สูงสุดเพียงตติยฌาน (ฌาน ๓) หรือจตุตถฌาน (ฌาน ๔) แล้วแต่การนับ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอุเบกขาฌานเพื่อให้ถึงปัญจมฌาน (ฌาน ๕) (๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล (๒) ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๑/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล (๔) ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะ รูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๕) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจาร สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะ รูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๖) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเมตตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโมวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียก ว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา [ช] กรุณาวิปากฌาน จตุกกนัย = คือ ผลวิบากจิตที่เกิดจากการบำเพ็ญ "กรุณา" (ความสงสาร) ร่วมกับฌานสมาธิ จนบรรลุระดับสูง โดยจำแนกตามองค์ฌานเป็น ๔ ขั้น (จตุกกนัย) ซึ่งมุ่งเน้นการบรรลุ "จตุตถฌาน" (ฌานที่ ๔) ที่มีองค์ฌาน คือ สุข และเอกัคคตา เป็นพื้นฐาน เพื่อความสงบและอารมณ์ที่ประณีต (๑) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล (๒) ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอัน เกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณา เจโตวิมุตติ ในสมัยนั้นอันใด นี้เรียกว่า กรุณา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๓) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล เป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มี วิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า ครุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๔) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติอีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วย นามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ในสมัยใด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๒/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
--> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรม เหล่านั้น ชื่อ กุศล -> เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา [ซ] กรุณาวิปากฌาน ปัญจกนัย = คือ ผลวิบากจิตที่เกิดจากรูปาวจรกุศลฌานขั้นที่ ๔ (จตุตถฌาน) ซึ่งมีความยินดีในกรุณา (ความสงสาร) เป็นอารมณ์ จนจิตละเอียดเป็นอุเบกขาและเอกัคคตา ซึ่งตามหลักปัญจกนัย (ฌาน ๕) จะนับเป็น "ปัญจมฌานวิบาก" หรือ รูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๕ ที่ส่งผลให้เข้าถึงรูปภพในภูมิที่ละเอียดกว่าทั่วไป (๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล (๒) ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรม อันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล (๓) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล เป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มี วิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๔) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติอีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วย นามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรม เหล่านั้น ชื่อ กุศล -> เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๕) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๖) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรม เหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยกรุณาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ที่ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
-> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา [ฌ] มุทิตาวิปากฌาน จตุกกนัย = คือ จิตประเภทรูปาวจรวิบากที่เสวยผลของมุทิตาเจตสิก (พลอยยินดี) ซึ่งจำแนกฌานตามนัยพระสูตร (จตุกกนัย) มี ๔ ระดับ โดยมุ่งเน้นความประณีตของจิตที่ปล่อยวางการยินดีในกามและอกุศล องค์ฌานหลักคือ สุข, เอกัคคตา (๑) มุทิตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ประกอบด้วยวิตก วิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๒) มุทิตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล (๓) ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๔) มุทิตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใดนี้ เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา [ญ] มุทิตาวิปากฌาน ปัญจกนัย = คือรูปาวจรวิบากจิตประเภทที่ ๕ (ปัญจมฌาน) ตามนัยการแจกฌาน ๕ ซึ่งประกอบด้วย อุเบกขาเวทนา และ เอกัคคตาเจตสิก เป็นผลแห่งการบรรลุฌานที่ประกอบด้วยความพลอยยินดี (มุทิตา) ในระดับสูงสุด (ปัญจมฌาน) ในกาลก่อน จัดเป็นจิตที่เป็นกุศลวิบาก (๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๔/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มี วิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๔) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ภิกษุจึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา [ฎ] อุเบกขาวิปากฌาน = คือการบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยอุเบกขา อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้ว (๑) อุเบกขา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยอุเบกขา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า กุศล -> ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยอุเบกขาอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด -> การวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความวางเฉย อุเบกขาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเบกขา (๒) อัปปมัญญา ๔ คือ เมตตา, กรุณา, มุทิตา และ อุเบกขา [ฏ] เมตตากิริยาฌาน จตุกกนัย = คือการเจริญเมตตาภาวนา (ความปรารถนาดี) ที่พัฒนาจนถึงระดับรูปฌาน (สมาธิขั้นสูง) สำหรับพระอรหันต์ จำแนกตามจตุกกนัย (ฌาน ๔ แบบ) คือ ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน และจตุตถฌาน โดยไม่รวมปัญจมฌาน ซึ่งเป็นการแผ่เมตตาจิตไม่มีประมาณเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน (๑) ในอัปปมัญญา ๔ นั้น เมตตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ~ ทิฏฐธัมมสุขวิหาร = หมายถึงสมาธิภาวนาที่ทำให้อยู่เป็นสุขด้วยการเข้ารูปฌานทั้ง ๔ เป็นการพักผ่อนจิตใจจากกามและอกุศลธรรม -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๒) เมตตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๓) เมตตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๕/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
-> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใดนี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา [ฐ] เมตตากิริยาฌาน ปัญจกนัย = การเจริญสมาธิโดยใช้ "เมตตา" เป็นอารมณ์เพื่อบรรลุถึง ฌานแบบ ๕ ลำดับ (ปัญจกนัย) ซึ่งเป็นสภาวะจิตของ พระอรหันต์ (กริยาจิต) เท่านั้น (๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ~ สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร = คือเพื่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เช่น ใช้เป็นเครื่องพักผ่อนจิต -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม ที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา (๔) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเมตตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การรักใคร่ กิริยาที่รักใคร่ ความรักใคร่ เมตตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า เมตตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยเมตตา [ฑ] กรุณากิริยฌาน จตุกกนัย = คือ จิตระดับรูปาวจรกิริยาจิต (จิตของพระอรหันต์) ที่เจริญภาวนาเน้นความสงสาร (กรุณา) (๑) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ประกอบด้วยวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๒) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๓) กรุณา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๖/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
[ฒ] กรุณากิริยาฌาน ปัญจกนัย = ในทางพระอภิธรรม คือ ฌานที่เกิดขึ้นกับพระอรหันต์เท่านั้น เป็นจิตที่สักแต่ว่าทำหน้าที่ ไม่ส่งผลให้เกิดวิบากหรือนำไปปฏิสนธิในภพภูมิใดอีก (๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา (๔) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยกรุณา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้อยู่ ในสมัยใด -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา [ฒ] มุทิตากิริยาฌาน จตุกกนัย = หมายถึง รูปาวจรฌานที่ประกอบด้วย "มุทิตา" (ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) ซึ่งเป็น กิริยาจิต (จิตที่เกิดขึ้นเฉพาะกับพระอรหันต์เท่านั้น ไม่เป็นบุญหรือบาป และไม่ส่งผลเป็นวิบากในอนาคต) โดยจำแนกตาม จตุกกนัย หรือนัยแห่งฌาน (๑) มุทิตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้ เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๒) มุทิตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตก วิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๓) มุทิตา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้นอันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา [ณ] มุทิตากิริยาฌาน ปัญจกนัย = คือ การเจริญสมาธิโดยใช้ "มุทิตา" (ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) เป็นอารมณ์ จนบรรลุถึงระดับฌาน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น ๕ ขั้น (ปัญจกนัย) ตามนัยแห่งพระอภิธรรม โดยเป็น "กิริยาจิต" ของพระอรหันต์เท่านั้น (๑) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่สหรคตด้วยมุทิตาประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๒) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา -> การสงสาร กิริยาที่สงสาร ความสงสาร กรุณาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า กรุณา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยกรุณา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๗/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๓) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุตติยฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา (๔) ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุ จตุตถฌานที่สหรคตด้วยมุทิตา ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด -> การพลอยยินดี กิริยาที่พลอยยินดี ความพลอยยินดี มุทิตาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า มุทิตา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยมุทิตา [ด] อุเบกขากิริยาฌาน = คือ ความวางเฉยในระดับฌานสมาบัติที่เกิดขึ้นในจิตของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นจิตที่บริสุทธิ์และปล่อยวางจากอารมณ์ทั้งปวงอย่างแท้จริง ~ ฌานสมาบัติ = การเข้าฌานสมาบัติ เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือ เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของผู้ได้ฌาน เพราะสามารถระงับทุกขเวทนาทางกายได้ เนื่องจากฌานจิตรู้อารมณ์ของกรรมฐาน ที่ถึงอัปปนาเพียงอย่างเดียว ไม่รับรู้อารมณ์อื่นเลย ฌานสมาบัติมี ๒ ประเภท คือ ->๑ กุศลฌานสมาบัติ = เป็นการเข้าฌานของปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ผู้ได้ฌาน ->๒ กิริยาสมาบัติ = เป็นการเข้าฌานของ พระอรหันต์ผู้ได้ฌาน (๑) อุเบกขา เป็นไฉน? -> ภิกษุในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิท ในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด -> การวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความวางเฉย อุเบกขาเจโตวิมุตติ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า อุเบกขา -> ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเบกขา อภิธรรมภาชนีย์ จบ ปัญหาปุจฉกะ [ก] อัปปมัญญา ๔ คือ (๑) ภิกษุในศาสนานี้ แผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวางก็เช่นเดียวกันนี้ -> แผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่ (๒) แผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ -> แผ่กรุณาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่ (๓) แผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ -> แผ่มุทิตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่ (๔) แผ่อุเบกขาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ -> แผ่อุเบกขาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตว์โลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่ [ข] ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา (๑) บรรดาอัปปมัญญา ๔ อัปปมัญญาไหนเป็นกุศล; อัปปมัญญาไหนเป็นอกุศล; อัปปมัญญาไหนเป็นอัพยากตะ ฯลฯ อัปปมัญญาไหนเป็นสรณะ; อัปปมัญญาไหนเป็นอรณะ ~ อรณะ = ความสงบ [ค] ติกมาติกาวิสัชนา (๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นกุศลก็มี; เป็นอัพยากตะก็มี (๒) อัปปมัญญา ๓ เป็นสุขเวทนาสัมปยุต; (๓) อุเบกขาเป็นอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุต (๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นวิบากก็มี; เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี; เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี ~ วิบาก = ผลที่ติดตามมาจากกรรมที่ทำไว้ในอดีต ~ วิปากธัมมธรรม = คือสภาวธรรมที่ส่งผลให้เกิดวิบาก ~ เนววิปากนวิปากธัมมธรรม = สภาวธรรมที่ไม่ใช่ผลของกรรม (วิบาก) และไม่ใช่เหตุที่นำไปสู่ผลของกรรม (ไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๘/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๕) อัปปมัญญา ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี; เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี ~ อุปาทินนุปาทานิยะ = คือ สภาวธรรมที่ถูกยึดครองด้วยกรรม (อุปาทินนกะ) และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน (อุปาทานิยะ) ~ อนุปาทินนุปาทานิยะ = คือ ธรรมที่ไม่ได้รับกรรมยึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (ความยึดติด) หมายถึง สิ่งภายนอก เช่น เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่ไม่มีวิญญาณครอง ไม่ได้เกิดจากกรรมโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าไปยึดติดถือมั่น (๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ ~ อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ = คือธรรมที่ไม่เศร้าหมอง แต่เป็นอารมณ์ของความเศร้าหมองได้ หมายถึง กุศลธรรมหรืออัพยากตธรรมที่บริสุทธิ์ในตัวเอง แต่ยังสามารถเป็นเหตุหรืออารมณ์ให้เกิดกิเลส เช่น ตัณหาหรือทิฏฐิ เข้ามายึดถือได้ ~ อสังกิลิฏฐะ = คือ ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง ~ สังกิเลสิกะ = ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง หรือสภาพธรรมสนับสนุนให้กิเลสเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น ขันธ์ ๕ ที่ยังยึดติด, รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าพอใจ ~ สังกิลิฏฐะ = คือ ธรรมที่เศร้าหมอง ~ กิเลสิกะ = คือ ธรรมอัน เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง ~ อสังกิเลสิกะ =คือ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง ~ อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม = ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง และ เป็น ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิปาก จึงหมายถึง สามัญผล ๔ คือ ผลจิต ๔ ประการ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผลจิต ซึ่งเป็นวิบากจิต เป็นธรรมที่ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส และ ไม่เป็นที่ตั้งยึดถือด้วยอำนาจกิเลส คือ โลภะ เลย (๗) อัปปมัญญา ๓ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี; เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี; เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ~ สวิตักกสวิจาระ = สภาวธรรมที่ประกอบด้วยวิตก (ความตรึก) และวิจาร (ความตรอง/ประคองจิต) เป็นภาวะของจิตในระดับปฐมฌาน (ฌาน ๑) หรือจิตใจที่ยังมีความคิดนึกพิจารณาอารมณ์อยู่ ไม่ได้หยุดนิ่งสนิท ~ อวิตักกวิจารมัตตะ. = คือ สภาวะธรรมหรือระดับสมาธิที่ไม่มี "วิตก" (การตรึก) แต่ยังมี "วิจาร" (การประคองจิตอยู่ในอารมณ์) จัดเป็นความประณีตระดับที่สองของสมาธิ (ทุติยฌาน-ตติยฌานบางระดับ) หรือจิตในกามภูมิบางประเภทที่ประณีตกว่าสวิตักกสวิจาระ ~ อวิตักกาวิจาระ = สภาวะของจิตที่ "ไม่มีวิตก แต่ยังมีวิจาร" ซึ่งเป็นลำดับความละเอียดของจิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) และ ทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) ตามการจัดลำดับแบบ ฌาน ๕ (ปัญจกนัย) (๘ ) อุเบกขาเป็นอวิตักกาวิจาระ ไม่มีวิตก และ วิจาร (๙) อัปปมัญญา ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี; เป็นสุขสหคตะก็มี; เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี; กล่าวไม่ได้ว่าเป็นปีติสหคตะก็มี ~ ปีติสหคตะ = คือ สภาวธรรมหรือจิตที่เกิดร่วมกับความอิ่มใจ (ปีติ) เป็นภาวะที่ความอิ่มใจ ความปลาบปลื้มใจ หรือความสุขใจเกิดขึ้นพร้อมกัน พบได้ใน กามาวจรโสมนัสสสหคตจิต (จิตที่โสมนัส) หรือจิตในระดับฌาน เช่น ฌานที่ ๑ และ ๒ ซึ่งจิตนี้จะมีลักษณะแช่มชื่น ปลื้มใจ ซาบซ่าน และเบาตัว ~ สุขสหคตะ = คือ สภาพธรรม (จิตหรือเจตสิก) ที่เกิดร่วมกับ สุขเวทนา (ความรู้สึกสบายกายหรือสบายใจ) เป็นการอธิบายลักษณะของจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส (ความรู้สึกดีใจ) หรือสุขทางกาย โดยเฉพาะในจำพวกกามาวจรจิตหรือกุศลวิบากจิต ~ อุเปกขาสหคตะ = คือ จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์) เป็นความรู้สึกกลางๆ ไม่พอใจและไม่ยินร้าย เป็นลักษณะของวิบากจิต (ผลของกรรม) และกิริยาจิต ส่วนใหญ่มักปรากฏในอกุศลวิบากจิตและอเหตุกจิต (๑๐) อุเบกขา เป็นอุเปกขาสหคตะ คือ จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา (๑๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ ~ เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะ = คือ "สภาวธรรมที่อันมรรค (โสดาปัตติมรรค) ไม่ได้ประหาณด้วยการเห็น และอันมรรคเบื้องสูง ๓ (สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, อรหัตตมรรค) ไม่ได้ประหาณด้วยการเจริญภาวนา" เป็นธรรมจำพวกที่ไม่ได้อยู่ในหมวดที่ต้องละด้วยวิปัสสนาญาณหรือมรรคภาวนาโดยตรง แต่เป็นธรรมประเภทกุศล หรืออัพยากตะ (กลางๆ) (๑๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ ~ เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = คือ อกุศลธรรมหรือสภาวธรรมที่มีเหตุอันต้องประหาณ (ละ) ด้วยมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรคถึงอรหัตตมรรค) แบ่งเป็น ๒ ส่วน ->๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ = ละด้วยการเห็น: โสดาปัตติมรรค ->๒. ภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = ละด้วยการเจริญ: มรรคเบื้องบน ๓ ~ ภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = คือ ธรรมที่มีเหตุ (กิเลส) ซึ่งต้องประหาณ (ละ) ด้วย มรรคเบื้องสูง ๓ (สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, และอรหัตตมรรค)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๑๓) อัปปมัญญา ๔ เป็น อาจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี ~ อาจยคามี = ธรรมที่นำไปสู่การสะสมกิเลส หรือ ธรรมที่ทำให้ยังต้องกลับมาเกิดในกามโลกอีก ~ เนวาจยคามินาปจยคามี = คือธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ (ไม่นำไปสู่การเกิดใหม่) และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน (ไม่ได้เป็นวิปัสสนาญาณหรือมรรคผลโดยตรง) จัดเป็นส่วนหนึ่งใน อาจยคามิติกะ หมายถึงธรรมที่เป็นอัพยากฤต (สภาวะที่เป็นกลาง ไม่ใช่กุศลหรืออกุศล) เช่น ผลจิต ๔, กิริยาจิต ๒๐ หรือรูปธรรมต่างๆ (๑๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นเนวเสกขานาเสกขะ ~ เนวเสกขานาเสกขะ = คือสภาวธรรมที่ไม่ใช่ทั้งของอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษา (เสกขะ) และไม่ใช่ของพระอรหันต์ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้ว (อเสกขะ) เป็นหมวดธรรมในพระอภิธรรม (เสกขติกะ) ที่จัดเป็นธรรมประเภทกลางๆ เช่น จิตเจตสิกทั่วไป รูป หรือนิพพาน (๑๕) อัปปมัญญา ๔ เป็นมหัคคตะ; กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ; แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ; แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะ ~ มหัคคตะ = คือ สภาพธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ หรือจิตที่ขยายใหญ่ขึ้น (รูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต) ได้แก่ ฌานจิตและเจตสิกที่ประกอบ เป็นจิตระดับสูงกว่ากามาวจรจิต (จิตทั่วไป) สามารถข่มกิเลสด้วยอำนาจสมาธิ (วิกขัมภนวิมุตติ) ไม่รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่รับอารมณ์บัญญัติหรือธรรมารมณ์ที่สงบ ~ ปริตตารัมมณะ =ปริตตารมณ์ คือ "อารมณ์ที่มีกำลังอ่อน" หรืออารมณ์เล็กน้อยที่กามธรรม (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ปรากฏแก่จิตเพียงชั่วคราว ทำให้วิถีจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ได้ไม่เต็มที่ ไม่ชัดเจนเท่ามหันตารมณ์ และไม่ถึงขั้นที่ชวนจิต (จิตที่กุศลหรืออกุศล) จะเกิดขึ้นได้ ทำให้รู้เพียงแว่วๆ หรือไหวๆ ~ มหัคคตารัมมณะ =มหัคคตารมณ์ คือ อารมณ์ที่ยิ่งใหญ่หรืออารมณ์ของฌานจิต ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ประณีตกว่ากามารมณ์ทั่วไป ได้แก่ รูปฌานและอรูปฌานที่ถึงความเป็นใหญ่ สามารถระงับกิเลสได้ชั่วคราว ~ อัปปมาณารัมมณะ = อารมณ์ที่หาประมาณมิได้ จัดเป็นอารมณ์ที่กว้างขวางอันเป็นนิพพาน หรือผลอารมณ์ ซึ่งเกิดขึ้นกับจิตขั้นสูง มักเกี่ยวข้องกับการแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (อัปปมัญญา) ให้กับสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีขีดจำกัด (๑๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นมัชฌิมะ ~ มัชฌิมะ = ทางกลางๆ (๑๗) อัปปมัญญา ๔ เป็นอนิยตะ; กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ; แม้เป็นมัคคเหตุกะ; แม้เป็นมัคคาธิปติ ~ อนิยตะ =ไม่แน่นอน ~ มัคคารัมมณะ = จิตหรือเจตสิกที่มีอริยมรรคมีองค์ ๘ (มัคคจิต) เป็นอารมณ์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่พระเสขะหรืออเสขะ (ผู้บรรลุธรรม) กำลังพิจารณา (ปัจจเวกขณญาณ) ถึงมรรคที่ผ่านไปแล้ว ~ มัคคเหตุกะ = สภาวะที่มีมรรคเป็นเหตุ หรือการมีมรรคเป็นตัวนำในการส่งผล ~ มัคคาธิปติ = คือ ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี ในสภาวะธรรมที่มรรคมีองค์ ๘ ทำหน้าที่เป็นประธานหลักในการครอบงำ นำพาจิตไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน (๑๘) อัปปมัญญา ๔ เป็นอุปปันนะก็มี; เป็นอนุปปันนะก็มี; เป็นอุปปาทีก็มี ~ อุปปันนะ = "สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว" หรือ "ธรรมที่กำลังปรากฏอยู่ในขณะนี้ ~ อนุปปันนะ = "ยังไม่เกิดขึ้น" หรือ "ยังไม่บังเกิดขึ้น" ~ อุปปาที = การเกิดขึ้น (๑๙) อัปปมัญญา ๔ เป็นอดีตก็มี; เป็นอนาคตก็มี; เป็นปัจจุบันก็มี; กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ; แม้เป็นอนาคตารัมมณะ; แม้เป็นปัจจุปันนารัมมณะ ~ อตีตารัมมณะ = อารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว หรือ อดีตารมณ์ คือสิ่งที่จิตยึดหน่วงไว้แต่ดับไปแล้ว ~ อนาคตารัมมณะ = อารมณ์ที่เป็นอนาคต คือ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ~ ปัจจุปันนารัมมณะ = "ธรรมที่มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี; เป็นพหิทธาก็มี; เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ~ อัชฌัตตะ = แปลว่า ภายใน, ข้างใน หมายถึง ธรรมที่เป็นไปภายในสันดานของตน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายตนเอง เช่น อายตนะภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) และ จิต,เจตสิกที่อยู่ในร่างกาย ~ พหิทธา = แปลว่า ภายนอก มักใช้ในบริบทธรรมะ เช่น พหิทธาอายตนะ (อายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์) ~ อัชฌัตตพหิทธา = การพิจารณาธรรมหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายใน (อัชฌัตตะ - ขันธ์ของตน) และภายนอก (พหิทธา - ขันธ์ของคนอื่น/สิ่งแวดล้อม) ควบคู่กันไป มักใช้ในการเจริญสติปัฏฐานเพื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของธรรมตามจริง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๐/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๒๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นพหิทธารัมมณะ ~ พหิทธารัมมณะ = คืออารมณ์หรือสิ่งที่จิตรับรู้ภายนอกตนเอง (๒๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ ~ อนิทัสสนอัปปฏิฆะ = คือ รูปที่มองไม่เห็นด้วยตาและกระทบไม่ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ จัดเป็น สุขุมรูป ๑๖ (รูปที่ละเอียด) ซึ่งรับรู้ได้ทางใจหรือมโนทวารเท่านั้น เช่น จิตตสมุฏฐานรูป (รูปที่เกิดจากจิต), กฏัตตารูป (รูปที่เกิดจากกรรม) ทุกมาติกาววิสัชนา [ค] เหตุโคจฉกวิสัชนา (๑) เมตตา เป็นเหตุ ~ เหตุ = ได้แก่ธรรม ๖ ประเภท คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ (๒) อัปปมัญญา ๓ เป็นนเหตุ ~ นเหตุ = คือสภาพธรรมที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นรากเหง้า (มูล) แห่งความดีหรือความชั่ว (๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นสเหตุกะ ~ สเหตุกะ = คือ ธรรมที่มีเหตุเกิดร่วมด้วย โดยหมายถึงจิตและเจตสิกที่ประกอบพร้อมด้วยเหตุ ๖ ประการ ได้แก่ โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโลภะ, อโทสะ หรือ อโมหะ (ปัญญา) เกิดร่วมอยู่ด้วย (๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นเหตุสัมปยุต ~ เหตุสัมปยุต = คือ การประกอบพร้อมกันของนามธรรม (จิตและเจตสิก) ที่เกิดขึ้นร่วมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน และเกิดที่วัตถุเดียวกันอย่างกลมกลืน (๕) เมตตาเป็น เหตุสเหตุกะ ~ สเหตุกะ =ธรรมที่มีเหตุเกิดร่วมด้วย ได้แก่สเหตุกจิต ๗๑ และเจตสิกที่ประกอบ ในชีวิตประจำวันของเราขณะใดที่จิตเห็น ได้ยิน เป็นต้น (๖) อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ; แต่เป็นสเหตุกนเหตุ ~ สเหตุกนเหตุ = คือ สภาพธรรม (จิตและเจตสิก) ที่ไม่ใช่เหตุโดยตัวมันเอง (นเหตุ) แต่มีความเป็นเหตุ (เหตุเจตสิก ๖) เกิดร่วมด้วย เรียกอีกอย่างว่า "สเหตุกจิต" หรือจิตที่มีเหตุประกอบ เช่น โลภมูลจิต ที่มีโลภะและโมหะเกิดร่วมด้วย ซึ่งต่างจาก อเหตุกจิต ที่ไม่มีเหตุประกอบเลย (๗) เมตตาเป็น เหตุเหตุสัมปยุต ~ เหตุเหตุสัมปยุต = คือ สภาวธรรมที่เป็นทั้ง “เหตุ” และ “สัมปยุตด้วยเหตุ” ในเวลาเดียวกัน (๘) อัปปมัญญา ๓ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต; แต่เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ ~ เหตุสัมปยุตตนเหตุ = ธรรมที่เป็นเหตุและประกอบกับเหตุ (๙) อัปปมัญญา ๓ เป็นนเหตุสเหตุกะ ~ นเหตุสเหตุกะ = คือสภาพธรรมที่ "ไม่ใช่เหตุ" (นเหตุ) แต่ "มีเหตุเกิดร่วมด้วย" (สเหตุกะ) ส่วนใหญ่หมายถึง จิตและเจตสิก (ยกเว้นเหตุเจตสิก ๖) ที่ต้องอาศัยเหตุเจตสิกประกอบ เพื่อให้จิตนั้นเกิดขึ้นและดำเนินไปได้ เช่น โลภมูลจิต หรือ โทสมูลจิต ที่มีโมหะเกิดร่วมด้วย (๑๐) เมตตากล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ; แม้เป็นนเหตุอเหตุกะ ~ นเหตุอเหตุกะ = คือ สภาพธรรม (จิตและเจตสิก) ที่ไม่ใช่เหตุ (นเหตุ) และเป็นธรรมที่ไม่มีเหตุ ๖ (โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทส อโมหะ) เกิดร่วมด้วยเลย [ง] จูฬันตรทุกวิสัชนา (๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นสัปปัจจยะ ~ สัปปัจจยะ = หมายถึง ปฏิจจสมุปบาท หรือกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งคือความจริงที่ว่า "สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น" เป็นกฎแห่งเหตุและผลที่อธิบายว่าทุกข์เกิดจากการมีปัจจัยต่อเนื่องกัน ๑๒ ประการ (๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นสังขตะ ~ สังขตะ = สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยรวมกันแล้วแต่งขึ้น หรือสิ่งที่มีความเกิด-ตั้งอยู่-ดับไป (สังขารทุกอย่าง ยกเว้นนิพพาน) ซึ่งเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ตรงข้ามกับ อสังขตะ (นิพพาน) (๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นอนิทัสสนะ ~ อนิทัสสนะ = ธรรมชาติที่มองไม่เห็นด้วยตา (จักขุวิญญาณ) โดยมักใช้คู่กับ "อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป" (รูปที่มองไม่เห็นและกระทบไม่ได้) เช่น จิต หรือนิพพาน (๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นอัปปฏิฆะ ~ อัปปฏิฆะ = แปลว่า ไม่ระคายใจ, ไม่เคืองใจ, ไม่คับแค้นใจ เป็นสภาวะจิตที่สงบ ไม่โกรธ หรือไม่มีความขัดเคือง (ปฏิฆะ) เกิดขึ้น เป็นสภาพจิตที่ห่างไกลจากความขุ่นมัวทางอารมณ์
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๑/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๕) อัปปมัญญา ๔ เป็นอรูป (๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นโลกิยะ (๗) อัปปมัญญา ๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ; เป็นเกนจินวิญเญยยะ ~ เกนจิวิญเญยยะ = คือ สภาวธรรมหรือสภาพจิตที่จิตบางดวงพึงรู้ได้ ~ เกนจินวิญเญยยะ = สภาวธรรมที่จิตบางดวงรู้ไม่ได้ [จ] อาสวโคจฉกวิสัชนา (๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนอาสวะ ~ โนอาสวะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นอาสวะ (๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นสาสวะ ~ สาสวะ =เป็นไปกับด้วยอาสวะ, ประกอบด้วยอาสวะ, ยังมีอาสวะ, เป็นโลกิยะ (๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นอาสววิปปยุต ~ อาสววิปปยุต = คือ สภาวธรรมหรือจิต/เจตสิกที่ไม่ประกอบด้วยกิเลสเครื่องหมักดอง (อาสวะ ๔ : กาม, ภพ, ทิฏฐิ, อวิชชา) ได้แก่ กุศลจิตทุกระดับ, อกุศลจิตบางชนิด, วิบากจิต, กิริยาจิต และที่สำคัญที่สุดคือ โลกุตตรธรรม (มรรค ๔, ผล ๔, นิพพาน) ซึ่งหลุดพ้นจากอาสวะโดยเด็ดขาด (๔) อัปปมัญญา ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ; แต่เป็นสาสวโนอาสวะ ~ อาสวสาสวะ = เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ~ สาสวโนอาสวะ = เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ (๕) อัปปมัญญา ๔ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต; แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ ~ อาสวอาสวสัมปยุต = คือ สภาวธรรมในทางอกุศลที่เป็นกิเลสเครื่องหมักดอง (อาสวะ) และเกิดร่วมกับกิเลสที่หมักดองจิตด้วย คือ อกุศลจิตที่สัมปยุต (เกิดร่วม/ประกอบ) กับอาสวะทั้ง ๔ (กาม, ภพ, ทิฏฐิ, อวิชชา) ~ อาสวสัมปยุตตโนอาสวะ = คือ สภาวธรรม (จิตและเจตสิก) ที่ประกอบด้วยกิเลสอันหมักดอง (อาสวะ) แต่ตัวสภาวธรรมนั้นไม่ใช่ตัวอาสวะเอง หมายถึง อกุศลจิตและเจตสิกที่ถูกกิเลสย้อม แต่ตัวมันไม่ได้เป็นตัวกิเลสที่ไหลซึม (๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ ~ อาสววิปปยุตตสาสวะ = คือ "สภาวธรรมที่ไม่ได้เกิดร่วมกับอาสวกิเลส แต่ยังเป็นอารมณ์ (เป็นที่ตั้ง) ให้กิเลสเกิดขึ้นได้ [ฉ] สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา (๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ ~ โนสัญโญชนะ = "ธรรมที่ไม่ใช่สังโยชน์" หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นเครื่องกักขังเหนี่ยวรั้งสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร (๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนคันถะ ฯลฯ ~ โนคันถะ =สภาวธรรมที่ ไม่ใช่เครื่องร้อยรัด หรือธรรมที่ไม่ใช่ "คันถะ" (๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ ~โนโอฆะ = ธรรมที่ไม่เป็นโอฆะ ~ โอฆะ = ห้วงนํ้า หมายถึงกิเลสที่ท่วมทับจิตใจของหมู่สัตว์ มี ๔ อย่าง คือ (๑. กาโมฆะ = โอฆะ คือ กาม; ๒. ภโวฆะ = โอฆะ คือ ภพ; ๓. ทิฏโฐฆะ = โอฆะ คือ ทิฐิ; ๔. อวิชโชฆะ = โอฆะ คือ อวิชชา) (๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนโยคะ ฯลฯ ~ โนโยคะ = ธรรมที่มิใช่โยคะ ~ โยคะ = กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ หรือ ผูกตรึงไว้ ประกอบสัตว์ไว้ไม่ให้ผละไป หรือไม่ให้หลุดไปจากวัฏฏะได้ มีด้วยกัน ๔ ประเภทคือ (๔.๑) กามโยคะ คือ โลภะ - ที่มีความยินดีพอใจ ติดข้อง ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นกิเลสที่ผูกตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ (๔.๒) ภวโยคะ - คือ โลภะที่มีความยินดีพอใจ ในภพ ในขันธ์ (๔.๓) ทิฏฐิโยคะ (ทิฎฐิ) - คือ ความเห็นผิด อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ (๔.๔) อวิชชาโยคะ (อวิชชา) - คือ ความไม่รู้ อันเป็นกิเลสที่ตรึงไว้ ไม่ให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์ (๕) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนนีวรณะ ฯลฯ ~ โนนีวรณะ= ธรรมที่ไม่เป็น นิวรณ์ ~ นีวรณะ = นิวรณ์, คือ สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, มีอกุศลธรรมที่กดทับจิต ปิดกั้นปัญญา มี ๕ อย่าง คือ (๕.๑) กามฉันท์ - พอใจใฝ่กามคุณ (๕.๒) พยาบาท - แค้นเคืองคิดร้ายเขา (๕.๓) ถีนมิทธะ - หดหู่ซึมเซา (๕.๔) อุทธัจจกุกกุจจะ - ฟุ้งซ่านรำคาญใจ (๕.๕) วิจิกิจฉา - ลังเลสงสัย (๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯ ~ โนปรามาสะ = ธรรมที่ไม่เป็น ปรามาส ~ ปรามาสะ = คือ การลูบคลำธรรมะอันกิดจากการยึดถือ(ตัวบุคคล) หรือก็คือเชื่อด้วยความเกรงกลัวนั้นเอง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๒/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๗) อัปปมัญญา ๔ เป็นสารัมมณะ ~ สารัมมณะ = ธรรมมีอารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้ เช่น เสียงปรากฏเวลาที่จิตได้ยินเสียงนั้น เสียงนั้นเป็นอารมณ์ เป็นปัจจัยหนึ่งของจิตที่เกิดขึ้นได้ยินเสียง (๘) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนจิตตะ ~ โนจิตตะ = ธรรมไม่เป็นจิต ~ จิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์ (สิ่งที่ถูกจิตรู้) เช่น การได้ยิน เป็นต้น (๙) อัปปมัญญา ๔ เป็นเจตสิกะ ~ เจตสิกะ = เจตสิกเป็นนามธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่เกิดร่วมกับจิตแล้วก็ดับพร้อมกับจิต เจตสิก ได้แก่ โลภะ โทสะ เป็นต้น (๑๐) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสัมปยุต ~ จิตตสัมปยุต = จิตที่ประกอบทั่วพร้อม หมายถึง จิตที่ประกอบด้วยเจตสิกที่เด่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตดวงนี้แตกต่างจากจิตดวงอื่นๆ สัมปยุตตจิตมี ๕ ประเภท ได้แก่ (๑๐.๑) ทิฏฐิคตสัมปยุตต์ = คือ โลภมูลจิต ๔ ดวงที่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๒) ปฏิฆสัมปยุตต์ = คือ โทสมูลจิต ๒ ดวงที่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๓) วิจิกิจฉาสัมปยุตต์ = คือ โมหมูลจิตที่มีวิจิกิจฉาเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๔) อุทธัจจสัมปยุตต์ = คือ โมหมูลจิตที่มีอุทธัจจเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๐.๕) ญาณสัมปยุตต์ = คือ โสภณจิต ๔๗ ดวงที่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย (๑๑) อัปปมัญญา ๔ เป็น จิตตสังสัฏฐะ ~ จิตตสังสัฏฐะ = คือ ธรรมเจือกับจิต หมายถึงสภาวะที่ธรรมอื่น (เจตสิก) เข้าไป คลุกเคล้า ปนเป หรือประกอบร่วมกับจิต เป็นความสัมพันธ์ของการเกิดขึ้นร่วมกันระหว่างจิตและเจตสิก โดยเฉพาะในบริบทของ "จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม" ที่หมายถึงธรรมที่เกิดร่วมกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน (ต้นเหตุ) (๑๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสมุฏฐานะ ~ จิตตสมุฏฐานะ= หรือ จิตตชรูป คือ รูปที่เกิดขึ้นโดยมีจิตเป็นสมุฏฐานหรือเป็นตัวการสั่งการ เป็นรูปที่ไม่ได้เกิดจากกรรม อาหาร หรืออุตุ (ความเย็น/ร้อน) โดยตรง แต่เกิดจากการเคลื่อนไหวหรือความรู้สึกทางกายที่สั่งการโดยจิต ๑๕ รูป เช่น การเดิน ยืน นอน พูด การหายใจ หรืออารมณ์ที่ทำให้เกิดเหงื่อ ธรรมที่ก่อตั้งให้เกิดรูปแล้วมี ๔ สมุฏฐาน คือ (๑๒.๑) กรรม เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่า “กัมมชรูป” (๑๒.๒) จิตเป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป รูปใดที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน รูปนั้นชื่อว่า “จิตตชรูป” ถ้าได้ยินคำว่าจิตตชรูปที่ไหน ให้ทราบได้ว่า รูปประเภทนี้ ต้องเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐานเกิดเพราะกรรมไม่ได้ เกิดเพราะสมุฏฐานอื่นไม่ได้เลย รูปแต่ละรูปต้องมีแต่ละสมุฏฐาน คือ รูปหนึ่งก็มีสมุฏฐานหนึ่ง จะมีทั้ง ๔ สมุฏฐานไม่ได้ (๑๒.๓) และนอกจากนั้นก็มีอุตุ ความเย็นความร้อนเป็นปัจจัยให้รูปเกิดขึ้น เป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นรูปใดเกิดจากอุตุ คือ ความเย็นความร้อน รูปนั้นชื่อว่า “อุตุชรูป” (๑๒.๔) และอีกสมุฏฐานหนึ่งคืออาหาร ได้แก่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปทุกวันๆ เป็นสมุฏฐานก่อตั้งให้เกิดรูปด้วย รูปใดที่เกิดเพราะอาหาร รูปนั้นชื่อว่า “อาหารชรูป” (๑๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสหภู ~ จิตตสหภู = ธรรมเกิดร่วมกับจิต (๑๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตานุปริวัตติ ~ จิตตานุปริวัตติ = คือ สภาวธรรมหรือองค์ธรรมที่เกิดร่วมกับจิตและคล้อยตามจิตไป โดยเกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีอารมณ์เดียวกัน และมีที่อาศัยเดียวกันกับจิต (สหชาตธรรม) ซึ่งได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ รวมถึงกายวิญญัติและวจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวทางกายและวาจา) (๑๕) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ~ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ = ธรรมเจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นด้วยปัจจัย ๕ แบบ ได้แก่ (๑๕.๑) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัยกุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ ปัจจัย (๑๕.๒) กุศลธรรมที่ไม่ใช่จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัยกุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ ปัจจัย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๐.วิภังค์ : อัปปมัญญาวิภังค์
(๑๕.๓) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม และ กุศลธรรมที่ไม่ใช่จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัยกุศลธรรมที่เป็น จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย (๑๕.๔) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัย กุศลธรรมที่ไม่ใช่จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ ปัจจัย (๑๕.๕) กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม อาศัย กุศลธรรมที่เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม และกุศลธรรมที่ไม่ใช่ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย (๑๖) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู ~ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู = ธรรมเจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดร่วมกับจิต (๑๗) อัปปมัญญา ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ~ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ = คือ ธรรมเจือกับจิตเป็นสมุฏฐานและเกิดคล้อยตามจิต (๑๘) อัปปมัญญา ๔ เป็นพาหิระ ~ พาหิระ = ธรรมภายนอก (๑๙) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนอุปาทา ~ โนอุปาทา = ธรรมไม่อาศัยมหาภูตรูปเกิด (๒๐) อัปปมัญญา ๔ เป็นอุปาทินนะก็มี; เป็นอนุปาทินนะก็มี ~ อุปาทินนะ = ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิเข้ายึดครอง ~ อนุปาทินนะ = ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหา ทิฏฐิ ไม่เข้ายึดครอง (๒๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนอุปาทานะ ฯลฯ ~ โนอุปาทานะ = ธรรมไม่เป็นอุปาทาน (๒๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ ~ โนกิเลสะ = ธรรมไม่เป็นกิเลส [ช] ปิฏฐิทุกวิสัชนา (๑) อัปปมัญญา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ ~ นทัสสเนนปหาตัพพะ = ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่ประหาณ (๒) อัปปมัญญา ๔ เป็นนภาวนายปหาตัพพะ ~ นภาวนายปหาตัพพะ = ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ (๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ ~ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ = ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคจะประหาณ (๔) อัปปมัญญา ๔ เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ ~ นภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ จะประหาณ (๕) อัปปมัญญา ๓ เป็นสวิตักกะก็มี; เป็นอวิตักกะก็มี ~ สวิตักกะ = ธรรมมีวิตก ~ อวิตักกะ = ธรรมไม่มีวิตก (๖) อุเบกขา เป็นอวิตักกะ = ไม่มีวิตก (๗) อัปปมัญญา ๓ เป็นสวิจาระก็มี; เป็นอวิจาระก็มี ~ สวิจาระ = ธรรมมีวิจาร ~ อวิจาระ = ธรรมไม่มีวิจาร (๘) อุเบกขา เป็นอวิจาระ = ไม่มีวิจาร (๙) อัปปมัญญา ๓ เป็นสัปปีติกะก็มี; เป็นอัปปีติกะก็มี ~ สัปปีติกะ = ธรรมมีปีติ ~ อัปปีติกะ = ธรรมไม่มีปีติ (๑๐) อุเบกขา เป็นอัปปีติกะ (๑๑) อัปปมัญญา ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี; เป็นนปีติสหคตะก็มี ~ ปีติสหคตะ = ธรรมสหรคตด้วยปีติ ~ นปีติสหคตะ = ธรรมไม่สหรคตด้วยปีติ (๑๒) อุเบกขาเป็น นปีติสหคตะ (๑๓) อัปปมัญญา ๓ เป็นสุขสหคตะ ~ สุขสหตตะ = ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา (๑๔) อุเบกขาเป็น นสุขสหคตะ ~ นสุขสหคตะ = ธรรมไม่สหรคตด้วยสุขเวทนา (๑๕) อุเบกขาเป็น อุเปกขาสหคตะ ~ อุเปกขาสหคตะ = ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา (๑๖) อัปปมัญญา ๓ เป็น นอุเปกขาสหคตะ ~ นอุเปกขาสหคตะ = ธรรมไม่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา (๑๗) อัปปมัญญา ๔ เป็น นกามาวจร ~ นกามาวจร = ธรรมไม่เป็นกามาวจร (๑๘) อัปปมัญญา ๔ เป็น รูปาวจร ~ รูปาวจร = ธรรมเป็นรูปาวจร (๑๙) อัปปมัญญา ๔ เป็น นอรูปาวจร ~ นอรูปาวจร = ธรรมไม่เป็นอรูปาวจร (๒๐) อัปปมัญญา ๔ เป็น ปริยาปันนะ ~ ปริยาปันนะ = ธรรม คือสิ่งที่นับเนื่องในวัฏฏะ" หรือ "สิ่งที่อยู่ในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ได้แก่ จิต เจตสิก และรูปที่ยังเป็นโลกิยะ ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ไม่ใช่โลกุตตรธรรมหรือนิพพาน (๒๑) อัปปมัญญา ๔ เป็น อนิยยานิกะ ~ อนิยยานิกะ = ธรรมไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ (๒๒) อัปปมัญญา ๔ เป็น อนิยตะ ~ อนิยตะ = ธรรมให้ผลไม่แน่นอน (๒๓) อัปปมัญญา ๔ เป็นสอุตตระ ~ สอุตตระ = ธรรมมีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๒๔) อัปปมัญญา ๔ เป็น อรณะ ~ อรณะ = ธรรมไม่เกิดกับกิเลสฉะนี้แล ปัญหาปุจฉกะจบ อัปปมัญญาวิภังค์ จบบริบูรณ์
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|