|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
--ปฐมฌานกุศลจิต (ฌาน ๑): จิตที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก (ยกจิตสู่อารมณ์), วิจาร (ประคองอารมณ์), ปีติ (ความอิ่มใจ), สุข (ความสุขใจ), และเอกัคคตา (จิตตั้งมั่น) --ทุติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๒): จิตที่ละวิตก (เพราะจิตแนบแน่นขึ้น) เหลือองค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตา --ตติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๓): จิตที่ละวิจาร เหลือองค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติ, สุข, เอกัคคตา --จตุตถฌานกุศลจิต (ฌาน ๔): จิตที่ละปีติ (เพราะความอิ่มใจรบกวนความสงบ) เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ สุข, เอกัคคตา --ปัญจมฌานกุศลจิต (ฌาน ๕): จิตระดับสูงสุดที่ละความสุข เปลี่ยนมาใช้ความรู้สึกเป็นกลาง (อุเบกขา) แทน เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา, เอกัคคตา [๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? (๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว (๒.๒) บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๒.๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๒.๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้นย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉาน ในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๒.๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ค] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอรูปาวจรกุศลจิต ๔ ~ อรูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นบุญกุศลขั้นสูงในระดับ อรูปฌาน ซึ่งเกิดจากการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน โดยการละทิ้งการกำหนด "รูป" (เช่น ลมหายใจ หรือกสิณ) เปลี่ยนมาเพ่ง "อรูปธรรม" หรือสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเป็นอารมณ์จิตระดับนี้มีองค์ประกอบของสมาธิขั้นสูง (ปัญจมฌาน) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย) และเอกัคคตา (ความตั้งมั่นของจิต) แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ตามลำดับความประณีต ดังนี้ --อากาสานัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "อากาศที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์ --วิญญาณัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณ" เป็นอารมณ์ --อากิญจัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย" (ภาวะที่ว่างเปล่าจากอารมณ์ก่อนหน้า) เป็นอารมณ์ --เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอาความละเอียดประณีตขั้นสูงสุด คือ "ภาวะที่มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" เป็นอารมณ์ [๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? (๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึง อรูปภพ (๒.๒) เพราะก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะโดยประกๆๆารทั้งปวง -> จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา และเพราะละสุขเสียได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๒.๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๒.๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า นั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๒.๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๒.๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ง] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยโลกุตตรกุศลจิต ๔ ~ โลกุตตรกุศลจิต = คือ จิตระดับสูงสุดที่ทำหน้าที่ตัดละกิเลส เป็นจิตที่ประจักษ์แจ้งในพระนิพพาน และนำพาจิตให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือโลกทั้ง ๓ (กามโลก รูปโลก และอรูปโลก) อย่างถาวร จิตประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่า "มัคคจิต" (จิตแห่งการตรัสรู้มรรค) มีทั้งหมด ๔ ดวง แบ่งตามระดับการละกิเลส ดังนี้ --โสดาปัตติมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๑) ผู้บรรลุคือ พระโสดาบัน ตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ามีตัวตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในคำสอน), และสีลัพพะปรามาส (ความยึดมั่นในศีลพรตที่งมงาย) ผลลัพธ์คือ ปิดอบายภูมิ (ไม่ตกนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน) อย่างเด็ดขาด และจะเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ
|