Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 215981 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 7 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7386
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1188



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #360 เมื่อ: 11, กรกฎาคม, 2569, 09:05:53 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๑๘/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? = สภาพธรรมที่ดีงาม มีความบริสุทธิ์ ปราศจากโทษ ไร้โรคคือกิเลส และให้ผลเป็นความสุข โดยหลักใหญ่ๆ จะประกอบด้วย กุศลจิต และเจตสิก (ธรรมที่ปรุงแต่งจิต) ที่ทำงานร่วมกัน แบ่งออกได้เป็น ๔ กุศลภูมิ ดังนี้
(๑.๑) กามาวจรกุศล - กุศลในขั้นกามภูมิ เป็นความดีที่มนุษย์ เพื่อความสุขทางใจและการสั่งสมบุญ ประกอบด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เช่น:การให้ทาน (ทานมัย): การรักษาศีล (สีลมัย): การภาวนา (ภาวนามัย): อบรมจิตใจให้สงบและเกิดปัญญา
(๑.๒) รูปาวจรกุศล - กุศลในขั้นรูปฌาน เป็นความดีระดับสูงขึ้นไปสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นจิตที่สงบระงับจากกิเลสอย่างหยาบโดยอาศัยรูปธรรมเป็นอารมณ์ ได้แก่ การได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
(๑.๓) อรูปาวจรกุศล - กุศลในขั้นอรูปฌาน เป็นความดีของจิตที่ละเอียดประณีตยิ่งกว่ารูปฌาน เป็นกุศลที่ก้าวล่วงรูปขันธ์ โดยน้อมจิตไปสู่ความไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ได้แก่ อรูปฌาน ๔ อากาสานัญจายตนกุศล, วิญญาณัญจายตนกุศล, อากิญจัญญายตนกุศล, เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล
(๑.๔) โลกุตตรกุศล - กุศลขั้นพ้นจากโลก เป็นกุศลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ จิตของพระอริยบุคคลที่กำลังดำเนินไปสู่การดับกิเลส เป็นสภาวะของ มรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค, สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, อรหันต์มรรค) ที่ทำลายอนุสัยกิเลสให้ขาดไปอย่างเด็ดขาด
~ รากเหง้าของกุศล (กุศลมูล ๓) = การกระทำหรือจิตใจที่จะนับว่าเป็นกุศลได้ จะต้องมีสภาพธรรม ๓ ประการนี้เป็นตัวตั้งต้นเสมอ คือ
--อโลภะ: ความไม่โลภ การเสียสละ และการปล่อยวาง
--อโทสะ: ความไม่คิดประทุษร้าย มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น
--อโมหะ: ความไม่หลง มีสติปัญญา รู้ชอบประกอบควร
(๒) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้
-> ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๑.๑) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๒) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๓) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๔) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๕) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๖) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๗) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ข] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยรูปาวจรกุศลจิต ๕
~ รูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นกุศลขั้นสูงในระดับ รูปฌาน ๕ (ความสงบใจที่แน่วแน่และพ้นจากกามารมณ์) เป็นจิตของผู้ที่เจริญสมาธิภาวนา จนสามารถข่มกิเลสหรือนิวรณ์ได้สำเร็จ ทำให้จิตสงบนิ่ง ดำดิ่ง และแนบแน่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐานเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด ๕ ดวง แบ่งตามระดับความประณีตขององค์ฌาน (สมาธิ) ดังนี้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ฝาตุ่ม, หยาดฟ้า, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7386
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1188



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #361 เมื่อ: 11, กรกฎาคม, 2569, 04:12:37 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๑๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

--ปฐมฌานกุศลจิต (ฌาน ๑): จิตที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก (ยกจิตสู่อารมณ์), วิจาร (ประคองอารมณ์), ปีติ (ความอิ่มใจ), สุข (ความสุขใจ), และเอกัคคตา (จิตตั้งมั่น)
--ทุติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๒): จิตที่ละวิตก (เพราะจิตแนบแน่นขึ้น) เหลือองค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตา
--ตติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๓): จิตที่ละวิจาร เหลือองค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติ, สุข, เอกัคคตา
--จตุตถฌานกุศลจิต (ฌาน ๔): จิตที่ละปีติ (เพราะความอิ่มใจรบกวนความสงบ) เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ สุข, เอกัคคตา
--ปัญจมฌานกุศลจิต (ฌาน ๕): จิตระดับสูงสุดที่ละความสุข เปลี่ยนมาใช้ความรู้สึกเป็นกลาง (อุเบกขา) แทน เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา, เอกัคคตา
[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
(๒.๒) บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๒.๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๒.๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้นย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉาน ในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๒.๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ค] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอรูปาวจรกุศลจิต ๔
~ อรูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นบุญกุศลขั้นสูงในระดับ อรูปฌาน ซึ่งเกิดจากการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน โดยการละทิ้งการกำหนด "รูป" (เช่น ลมหายใจ หรือกสิณ) เปลี่ยนมาเพ่ง "อรูปธรรม" หรือสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเป็นอารมณ์จิตระดับนี้มีองค์ประกอบของสมาธิขั้นสูง (ปัญจมฌาน) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย) และเอกัคคตา (ความตั้งมั่นของจิต) แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ตามลำดับความประณีต ดังนี้
--อากาสานัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "อากาศที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์
--วิญญาณัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณ" เป็นอารมณ์
--อากิญจัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย" (ภาวะที่ว่างเปล่าจากอารมณ์ก่อนหน้า) เป็นอารมณ์
--เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอาความละเอียดประณีตขั้นสูงสุด คือ "ภาวะที่มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" เป็นอารมณ์
[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึง อรูปภพ
(๒.๒) เพราะก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะโดยประกๆๆารทั้งปวง
-> จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา และเพราะละสุขเสียได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๒.๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๒.๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า นั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๒.๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๒.๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ง] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยโลกุตตรกุศลจิต ๔
~ โลกุตตรกุศลจิต = คือ จิตระดับสูงสุดที่ทำหน้าที่ตัดละกิเลส เป็นจิตที่ประจักษ์แจ้งในพระนิพพาน และนำพาจิตให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือโลกทั้ง ๓ (กามโลก รูปโลก และอรูปโลก) อย่างถาวร จิตประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่า "มัคคจิต" (จิตแห่งการตรัสรู้มรรค) มีทั้งหมด ๔ ดวง แบ่งตามระดับการละกิเลส ดังนี้
--โสดาปัตติมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๑) ผู้บรรลุคือ พระโสดาบัน ตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ามีตัวตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในคำสอน), และสีลัพพะปรามาส (ความยึดมั่นในศีลพรตที่งมงาย) ผลลัพธ์คือ ปิดอบายภูมิ (ไม่ตกนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน) อย่างเด็ดขาด และจะเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7386
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1188



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #362 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:44:15 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๒๐/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

-- สกทาคามิมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๒) ผู้บรรลุคือ พระสกทาคามี สามารถทำลายกิเลสอย่างหยาบ และทำให้ความโลภ (ราคะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) เบาบางลงอย่างมาก จะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น
-- อนาคามิมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๓) ผู้บรรลุคือ พระอนาคามี สามารถตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ครบทั้ง ๕ ประการ (รวม กามราคะ และปฏิฆะ หรือความหงุดหงิดขัดเคืองใจเพิ่มเข้ามาด้วย) ผลลัพธ์จึง ไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก เมื่อละโลกแล้วจะไปเกิดในพรหมสุทธาวาส และปรินิพพานที่นั่น
-- อรหัตตมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๔) ผู้บรรลุคือ พระอรหันต์ สาามารถ ตัดละกิเลสที่เหลืออยู่ทั้งหมด (สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ เช่น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) ผลลัพธ์คือ สิ้นกิเลสอย่างสิ้นเชิง เป็นอิสระ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสมบูรณ์ เมื่อดับขันธ์แล้วจะไม่เกิดอีก
[๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน?
(๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
(๑.๒) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรม เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
(๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานใน อันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉาน ในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[จ] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอกุศลจิต ๑๒
~ อกุศลจิต ๑๒ =  คือ จิตที่ไม่ดีงาม ไม่ฉลาด เป็นจิตที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก ทำให้จิตเศร้าหมองและส่งผลให้เกิดทุกข์ โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ตามสภาพของกิเลสที่เป็นตัวนำ ได้แก่ โลภมูลจิต ๘ ดวง, โทสมูลจิต ๒ ดวง และโมหมูลจิต ๒ ดังนี้
(ก) โลภมูลจิต ๘ ดวง - จิตที่มีโลภะเป็นมูล/เกิดความต้องการในอารมณ์ แบ่งตามความรู้สึก (เวทนา) ความเห็น (ทิฏฐิ) และการกระตุ้น (สังขาร) ดังนี้:
--ดวงที่ ๑: เกิดพร้อมความดีใจ (โสมนัส) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๒: เกิดพร้อมโสมนัส ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวนหรือนึกตรึกตรอง (สสังขาริก)
--ดวงที่ ๓: เกิดพร้อมโสมนัส ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๔: เกิดพร้อมโสมนัส ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
--ดวงที่ ๕: เกิดพร้อมความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๖: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
--ดวงที่ ๗: เกิดพร้อมอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๘: เกิดพร้อมอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
(ข) โทสมูลจิต ๒ ดวง - จิตที่มีโทสะเป็นมูล เกิดจากความประทุษร้าย ขุ่นเคือง ไม่พอใจ หรือปฏิเสธอารมณ์ ทุกดวงจะเกิดร่วมกับความรู้สึกไม่สบายใจ (โทมนัสเวทนา) และการขัดเคืองใจ (ปฏิฆะ):
--ดวงที่ ๙: เกิดพร้อมโทมนัส ประกอบด้วยความโกรธเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก)
--ดวงที่ ๑๐: เกิดพร้อมโทมนัส ประกอบด้วยความโกรธเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก)
(ค) โมหมูลจิต ๒ ดวง - จิตที่มีโมหะเป็นมูล/ความหลง เกิดจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความมืดบอด หรือความหลงผิด ทุกดวงจะเกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา เสมอ
--ดวงที่ ๑๑: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความสงสัยลังเลใจในธรรม (วิจิกิจฉาสัมปยุตต์)
--ดวงที่ ๑๒: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจสัมปยุตต์)


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ลายเมฆ

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7386
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1188



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #363 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:01:18 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๒๑/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน?
(๑.๑) อกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล
(๒) ความรู้ แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๓) ความรู้แตกฉานในวิบาก แห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้น ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
(๑) ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน?
(๑.๑) อกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๒) อกุศลจิตสหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๓) อกุศลจิตสหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๔) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๕) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๖) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๗) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๘) อกุศลจิตสหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะ เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๙) อกุศลจิตสหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ
(๑.๑๐) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา เกิดขึ้น ฯลฯ
(๑.๑๑) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ ใดๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด
-> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล
(๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา
(๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา
(๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา
(๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[ฉ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วย อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘
~ อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘ = คือ ผลของกุศลกรรมในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติที่ส่งผลให้จิตทำงานโดยไม่ประกอบด้วยเหตุ ได้แก่ อโลภะ (ความไม่โลภ), อโทสะ (ความไม่โกรธ) และ อโมหะ (ความไม่หลง) มีทั้งหมด ๘ ดวง ทำหน้าที่ในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส การรับอารมณ์ และการพิจารณาอารมณ์ที่ดีจิตกลุ่มนี้จัดอยู่ในหมวด อเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุทั้ง ๖ เข้าประกอบ) โดยเป็นวิบากจิต ๘ ดวง ประกอบด้วย
--จักขุวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การเห็นรูปที่ดี (เช่น สิ่งที่สวยงาม) ทางตา
--โสตวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การได้ยินเสียงที่ดี ทางหู
--ฆานวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การได้กลิ่นที่ดี ทางจมูก
--ชิวหาวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การลิ้มรสที่ดี ทางลิ้น
--กายวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การสัมผัสที่สบาย ทางกาย
--สัมปฏิจฉันนจิต ๑ ดวง หน้าที่: รับอารมณ์ (ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ที่ดีทั้ง ๕ ทวารเข้ามงา
--สันตีรณจิต ๒ ดวง หน้าที่: การพิจารณาอารมณ์ที่ดี แบ่งเป็นความรู้สึกอุเบกขา (เฉยๆ) และความรู้สึกโสมนัส (ดีใจ)
ลักษณะสำคัญ: จิตเหล่านี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อมีสิ่งมากระทบ ไม่สามารถควบคุมหรือเลือกได้ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการทำทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา
บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 23 24 [25]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.171 วินาที กับ 48 คำสั่ง
กำลังโหลด...