|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๘/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? = สภาพธรรมที่ดีงาม มีความบริสุทธิ์ ปราศจากโทษ ไร้โรคคือกิเลส และให้ผลเป็นความสุข โดยหลักใหญ่ๆ จะประกอบด้วย กุศลจิต และเจตสิก (ธรรมที่ปรุงแต่งจิต) ที่ทำงานร่วมกัน แบ่งออกได้เป็น ๔ กุศลภูมิ ดังนี้ (๑.๑) กามาวจรกุศล - กุศลในขั้นกามภูมิ เป็นความดีที่มนุษย์ เพื่อความสุขทางใจและการสั่งสมบุญ ประกอบด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ เช่น:การให้ทาน (ทานมัย): การรักษาศีล (สีลมัย): การภาวนา (ภาวนามัย): อบรมจิตใจให้สงบและเกิดปัญญา (๑.๒) รูปาวจรกุศล - กุศลในขั้นรูปฌาน เป็นความดีระดับสูงขึ้นไปสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นจิตที่สงบระงับจากกิเลสอย่างหยาบโดยอาศัยรูปธรรมเป็นอารมณ์ ได้แก่ การได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน (๑.๓) อรูปาวจรกุศล - กุศลในขั้นอรูปฌาน เป็นความดีของจิตที่ละเอียดประณีตยิ่งกว่ารูปฌาน เป็นกุศลที่ก้าวล่วงรูปขันธ์ โดยน้อมจิตไปสู่ความไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ได้แก่ อรูปฌาน ๔ อากาสานัญจายตนกุศล, วิญญาณัญจายตนกุศล, อากิญจัญญายตนกุศล, เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล (๑.๔) โลกุตตรกุศล - กุศลขั้นพ้นจากโลก เป็นกุศลสูงสุดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ จิตของพระอริยบุคคลที่กำลังดำเนินไปสู่การดับกิเลส เป็นสภาวะของ มรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค, สกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, อรหันต์มรรค) ที่ทำลายอนุสัยกิเลสให้ขาดไปอย่างเด็ดขาด ~ รากเหง้าของกุศล (กุศลมูล ๓) = การกระทำหรือจิตใจที่จะนับว่าเป็นกุศลได้ จะต้องมีสภาพธรรม ๓ ประการนี้เป็นตัวตั้งต้นเสมอ คือ --อโลภะ: ความไม่โลภ การเสียสละ และการปล่อยวาง --อโทสะ: ความไม่คิดประทุษร้าย มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น --อโมหะ: ความไม่หลง มีสติปัญญา รู้ชอบประกอบควร (๒) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ -> ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? (๑.๑) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๒) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๓) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๔) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๕) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๖) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๗) กามาวจรกุศลจิต สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ข] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยรูปาวจรกุศลจิต ๕ ~ รูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นกุศลขั้นสูงในระดับ รูปฌาน ๕ (ความสงบใจที่แน่วแน่และพ้นจากกามารมณ์) เป็นจิตของผู้ที่เจริญสมาธิภาวนา จนสามารถข่มกิเลสหรือนิวรณ์ได้สำเร็จ ทำให้จิตสงบนิ่ง ดำดิ่ง และแนบแน่นอยู่กับอารมณ์กรรมฐานเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด ๕ ดวง แบ่งตามระดับความประณีตขององค์ฌาน (สมาธิ) ดังนี้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๑๙/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
--ปฐมฌานกุศลจิต (ฌาน ๑): จิตที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่ วิตก (ยกจิตสู่อารมณ์), วิจาร (ประคองอารมณ์), ปีติ (ความอิ่มใจ), สุข (ความสุขใจ), และเอกัคคตา (จิตตั้งมั่น) --ทุติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๒): จิตที่ละวิตก (เพราะจิตแนบแน่นขึ้น) เหลือองค์ฌาน ๔ ได้แก่ วิจาร, ปีติ, สุข, เอกัคคตา --ตติยฌานกุศลจิต (ฌาน ๓): จิตที่ละวิจาร เหลือองค์ฌาน ๓ ได้แก่ ปีติ, สุข, เอกัคคตา --จตุตถฌานกุศลจิต (ฌาน ๔): จิตที่ละปีติ (เพราะความอิ่มใจรบกวนความสงบ) เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ สุข, เอกัคคตา --ปัญจมฌานกุศลจิต (ฌาน ๕): จิตระดับสูงสุดที่ละความสุข เปลี่ยนมาใช้ความรู้สึกเป็นกลาง (อุเบกขา) แทน เหลือองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา, เอกัคคตา [๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? (๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว (๒.๒) บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๒.๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๒.๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้นย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉาน ในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๒.๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ค] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอรูปาวจรกุศลจิต ๔ ~ อรูปาวจรกุศลจิต = คือ จิตที่เป็นบุญกุศลขั้นสูงในระดับ อรูปฌาน ซึ่งเกิดจากการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน โดยการละทิ้งการกำหนด "รูป" (เช่น ลมหายใจ หรือกสิณ) เปลี่ยนมาเพ่ง "อรูปธรรม" หรือสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเป็นอารมณ์จิตระดับนี้มีองค์ประกอบของสมาธิขั้นสูง (ปัญจมฌาน) ประกอบด้วยอุเบกขา (ความวางเฉย) และเอกัคคตา (ความตั้งมั่นของจิต) แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ตามลำดับความประณีต ดังนี้ --อากาสานัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "อากาศที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด" เป็นอารมณ์ --วิญญาณัญจายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณ" เป็นอารมณ์ --อากิญจัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอา "ความไม่มีอะไรเลย" (ภาวะที่ว่างเปล่าจากอารมณ์ก่อนหน้า) เป็นอารมณ์ --เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต: จิตที่กำหนดเอาความละเอียดประณีตขั้นสูงสุด คือ "ภาวะที่มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่" เป็นอารมณ์ [๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๒) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? (๒.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึง อรูปภพ (๒.๒) เพราะก้าวล่วง อากิญจัญญายตนะโดยประกๆๆารทั้งปวง -> จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา และเพราะละสุขเสียได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๒.๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๒.๔) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า นั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๒.๕) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๒.๖) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ง] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยโลกุตตรกุศลจิต ๔ ~ โลกุตตรกุศลจิต = คือ จิตระดับสูงสุดที่ทำหน้าที่ตัดละกิเลส เป็นจิตที่ประจักษ์แจ้งในพระนิพพาน และนำพาจิตให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือโลกทั้ง ๓ (กามโลก รูปโลก และอรูปโลก) อย่างถาวร จิตประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่า "มัคคจิต" (จิตแห่งการตรัสรู้มรรค) มีทั้งหมด ๔ ดวง แบ่งตามระดับการละกิเลส ดังนี้ --โสดาปัตติมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๑) ผู้บรรลุคือ พระโสดาบัน ตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่ามีตัวตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในคำสอน), และสีลัพพะปรามาส (ความยึดมั่นในศีลพรตที่งมงาย) ผลลัพธ์คือ ปิดอบายภูมิ (ไม่ตกนรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน) อย่างเด็ดขาด และจะเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๐/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
-- สกทาคามิมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๒) ผู้บรรลุคือ พระสกทาคามี สามารถทำลายกิเลสอย่างหยาบ และทำให้ความโลภ (ราคะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) เบาบางลงอย่างมาก จะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น -- อนาคามิมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๓) ผู้บรรลุคือ พระอนาคามี สามารถตัดละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ครบทั้ง ๕ ประการ (รวม กามราคะ และปฏิฆะ หรือความหงุดหงิดขัดเคืองใจเพิ่มเข้ามาด้วย) ผลลัพธ์จึง ไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก เมื่อละโลกแล้วจะไปเกิดในพรหมสุทธาวาส และปรินิพพานที่นั่น -- อรหัตตมัคคจิต (มรรคจิตขั้นที่ ๔) ผู้บรรลุคือ พระอรหันต์ สาามารถ ตัดละกิเลสที่เหลืออยู่ทั้งหมด (สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ เช่น รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) ผลลัพธ์คือ สิ้นกิเลสอย่างสิ้นเชิง เป็นอิสระ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสมบูรณ์ เมื่อดับขันธ์แล้วจะไม่เกิดอีก [๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว (๑.๒) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญาอยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรม เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานใน อันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉาน ในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [จ] แจกปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยอกุศลจิต ๑๒ ~ อกุศลจิต ๑๒ = คือ จิตที่ไม่ดีงาม ไม่ฉลาด เป็นจิตที่เกิดร่วมกับอกุศลเจตสิก ทำให้จิตเศร้าหมองและส่งผลให้เกิดทุกข์ โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ตามสภาพของกิเลสที่เป็นตัวนำ ได้แก่ โลภมูลจิต ๘ ดวง, โทสมูลจิต ๒ ดวง และโมหมูลจิต ๒ ดังนี้ (ก) โลภมูลจิต ๘ ดวง - จิตที่มีโลภะเป็นมูล/เกิดความต้องการในอารมณ์ แบ่งตามความรู้สึก (เวทนา) ความเห็น (ทิฏฐิ) และการกระตุ้น (สังขาร) ดังนี้: --ดวงที่ ๑: เกิดพร้อมความดีใจ (โสมนัส) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) --ดวงที่ ๒: เกิดพร้อมโสมนัส ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวนหรือนึกตรึกตรอง (สสังขาริก) --ดวงที่ ๓: เกิดพร้อมโสมนัส ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) --ดวงที่ ๔: เกิดพร้อมโสมนัส ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก) --ดวงที่ ๕: เกิดพร้อมความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) --ดวงที่ ๖: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก) --ดวงที่ ๗: เกิดพร้อมอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) --ดวงที่ ๘: เกิดพร้อมอุเบกขา ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด (ทิฏฐิคตวิปปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก) (ข) โทสมูลจิต ๒ ดวง - จิตที่มีโทสะเป็นมูล เกิดจากความประทุษร้าย ขุ่นเคือง ไม่พอใจ หรือปฏิเสธอารมณ์ ทุกดวงจะเกิดร่วมกับความรู้สึกไม่สบายใจ (โทมนัสเวทนา) และการขัดเคืองใจ (ปฏิฆะ): --ดวงที่ ๙: เกิดพร้อมโทมนัส ประกอบด้วยความโกรธเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการชักชวน (อสังขาริก) --ดวงที่ ๑๐: เกิดพร้อมโทมนัส ประกอบด้วยความโกรธเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน (สสังขาริก) (ค) โมหมูลจิต ๒ ดวง - จิตที่มีโมหะเป็นมูล/ความหลง เกิดจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความมืดบอด หรือความหลงผิด ทุกดวงจะเกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา เสมอ --ดวงที่ ๑๑: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความสงสัยลังเลใจในธรรม (วิจิกิจฉาสัมปยุตต์) --ดวงที่ ๑๒: เกิดพร้อมอุเบกขา ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจสัมปยุตต์)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๑/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
[๑] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน? (๑.๑) อกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล (๒) ความรู้ แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) ความรู้แตกฉานในวิบาก แห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้น ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๒] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, ธัมมปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน? (๑.๑) อกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๒) อกุศลจิตสหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๓) อกุศลจิตสหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๔) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๕) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๖) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๗) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยทิฏฐิ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๘) อกุศลจิตสหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๙) อกุศลจิตสหรคตด้วยโทมนัส สัมปยุตด้วยปฏิฆะ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๑๐) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๑๑) อกุศลจิตสหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยอุทธัจจะ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ ใดๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ฉ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วย อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘ ~ อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘ = คือ ผลของกุศลกรรมในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติที่ส่งผลให้จิตทำงานโดยไม่ประกอบด้วยเหตุ ได้แก่ อโลภะ (ความไม่โลภ), อโทสะ (ความไม่โกรธ) และ อโมหะ (ความไม่หลง) มีทั้งหมด ๘ ดวง ทำหน้าที่ในการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส การรับอารมณ์ และการพิจารณาอารมณ์ที่ดีจิตกลุ่มนี้จัดอยู่ในหมวด อเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุทั้ง ๖ เข้าประกอบ) โดยเป็นวิบากจิต ๘ ดวง ประกอบด้วย --จักขุวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การเห็นรูปที่ดี (เช่น สิ่งที่สวยงาม) ทางตา --โสตวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การได้ยินเสียงที่ดี ทางหู --ฆานวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การได้กลิ่นที่ดี ทางจมูก --ชิวหาวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การลิ้มรสที่ดี ทางลิ้น --กายวิญญาณ ๑ ดวง หน้าที่: การสัมผัสที่สบาย ทางกาย --สัมปฏิจฉันนจิต ๑ ดวง หน้าที่: รับอารมณ์ (ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ที่ดีทั้ง ๕ ทวารเข้ามงา --สันตีรณจิต ๒ ดวง หน้าที่: การพิจารณาอารมณ์ที่ดี แบ่งเป็นความรู้สึกอุเบกขา (เฉยๆ) และความรู้สึกโสมนัส (ดีใจ) ลักษณะสำคัญ: จิตเหล่านี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อมีสิ่งมากระทบ ไม่สามารถควบคุมหรือเลือกได้ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการทำทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๒/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
[๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? ~ อัพยากตธรรม = คือ สภาพธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล เป็นสภาวะที่ให้ผลตามธรรมชาติ เป็นผลของกรรม หรือเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่ตามความเป็นจริง แบ่งออกเป็น ๔ หมวดหลัก ตามหลักอภิธรรม ได้แก่ --วิบากจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย: จิตที่เป็นผลของกรรม (ทั้งผลของกุศลกรรมและอกุกรรม) เช่น การเห็น การได้ยิน หรือปฏิสนธิจิต จิตเหล่านี้เป็นเพียง "ตัวรับผล" จึงไม่จัดเป็นบุญหรือบาป --กิริยาจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย: จิตที่ทำหน้าที่เพียงสักว่ากระทำ ไม่ซึมซับบาปหรือสร้างบุญใหม่ เช่น จิตของพระอรหันต์ที่ไม่มีกิเลสเหลืออยู่ หรือจิตที่ทำหน้าที่นึกถึงอารมณ์ทางทวารต่าง ๆ --รูปทั้งหมด: ร่างกาย สิ่งแวดล้อม และวัตถุธาตุทั้งหลาย ไม่มีจิตใจครอง ไม่รู้จักดีหรือชั่ว จึงเป็นอัพยากตะโดยธรรมชาติ --พระนิพพาน: สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์สิ้นเชิง อยู่เหนือโลก เหนือการปรุงแต่ง และเหนือบุญบาปทั้งปวง (๑.๑) จักขุวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๒) ความรู้แตกฉานในธรรม เหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๒] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โสตวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๒) ฆานวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๓) ชิวหาวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๔) กายวิญญาณ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยสุข มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น เพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต สุข เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ สุขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๑.๕) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๑.๖) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๑.๗) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๓] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? มโนธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ มโนธาตุ = คือ สัมปฏิจฉันอกุศลวิบากจิต (อุเบกขาสัมปฏิจฉันนจิต) คือ อเหตุกจิตประเภทหนึ่งที่เป็นผลของอกุศลกรรม ทำหน้าที่รับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (อนิฏฐารมณ์) ต่อจากทวิปัญจวิญญาณ (เช่น การเห็นภาพไม่ดี การได้ยินเสียงไม่ดี) เกิดพร้อมความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) เป็นจิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ในกระบวนการรับรู้ทางปัญจทวาร (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
[๔] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิรพทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ มโนวิญญาณธาตุ = โสมนัสสันตีรณกุศลวิบากจิต คือ จิตที่เป็นผลของกุศลกรรม เกิดร่วมกับความรู้สึกดีใจ (โสมนัสเวทนา) ทำหน้าที่ไต่สวนหรือพิจารณาอารมณ์ที่ดีเลิศเป็นพิเศษ (อติอิฏฐารมณ์) ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย จัดอยู่ในกลุ่ม อเหตุกวิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรมและไม่มีเจตสิกฝ่ายเหตุเกิดร่วมด้วย) (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [๕] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น เพราะ กามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ มโนวิญญาณธาตุ = อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต คือ จิตที่เป็นผลของกุศลกรรมอย่างอ่อน (ทำบุญมาน้อย) มีความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา) ทำหน้าที่ไต่สวนอารมณ์ที่ดี และทำปฏิสนธิกิจให้เกิดเป็นมนุษย์ที่พิการ บ้า ใบ้ บอด หนวก หรือเกิดในสวรรค์ชั้นต้น (จาตุมหาราชิกา) เป็นจิตประเภทอเหตุกวิบาก (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตติ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้นด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ช] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยกามาวจรวิบากจิต ๘ ~ กามาวจรวิบากจิต ๘ = หรือ มหาวิบากจิต ๘ คือ จิตที่เป็นผล (วิบาก) ของมหากุศลจิต เป็นจิตฝ่ายกุศลในระดับกามภูมิที่มีเหตุประกอบ (สเหตุกะ) ทำหน้าที่หลัก ๔ ประการในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ปฏิสนธิ (เกิด) ภวังค์ (รักษาภพชาติ) จุติ (ตาย) และ ตทาลัมพนะ (รับอารมณ์ต่อจากวิถีจิต) จิตทั้ง ๘ ดวงนี้จะจับคู่ตามลักษณะที่คล้ายคลึงกับมหากุศลจิต แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามหลักอภิธรรม ดังนี้ (ก) โสมนัสสหคต = เกิดร่วมกับความดีใจ มี ๔ ดวง แบ่งตามการมีปัญญาและการชักจูง: --ดวงที่ ๑ เกิดร่วมกับความดีใจ ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๒ เกิดร่วมกับความดีใจ ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๓ เกิดร่วมกับความดีใจ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๔ เกิดร่วมกับความดีใจ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง (ข) อุเปกขาสหคต = เกิดร่วมกับความเฉยๆ) มี ๔ ดวง แบ่งตามการมีปัญญาและการชักจูงเช่นเดียวกัน --ดวงที่ ๕ เกิดร่วมกับความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๖ เกิดร่วมกับความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๗ เกิดร่วมกับความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ต้องมีการชักจูง --ดวงที่ ๘: เกิดร่วมกับความเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ต้องมีการชักจูง [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) มโนวิญาณธาตุ อันเป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น ฯลฯ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๔/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
(๑.๒) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๓) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณเกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๔) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๕) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๖) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ฯลฯ (๑.๗) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณเกิดขึ้น ฯลฯ (๑.๘) มโนวิญาณธาตุ สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง เพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ซ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วยรูปาวจรวิบากจิต ~ รูปาวจรวิบากจิต = คือ จิตที่เป็นผล (วิบาก) ของการเจริญรูปาวจรกุศล (รูปฌาน) ทำหน้าที่นำไปเกิดเป็นรูปพรหมในรูปภูมิ เสวยความสุขอันเกิดจากฌาน และทำหน้าที่ในขณะดำรงอยู่ในภพนั้น มีจำนวนทั้งหมด ๕ ดวงสามารถแบ่งออกได้ตามระดับของฌาน ๕ ดังนี้ --ปฐมฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๑) มีองค์ฌาน ๕: วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา --ทุติยฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๒) มีองค์ฌาน ๔: วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา --ตติยฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๓) มีองค์ฌาน ๓: ปีติ สุข เอกัคคตา --จตุตถฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๔) มีองค์ฌาน ๒: สุข เอกัคคตา --ปัญจมฌานวิบากจิต (ผลของฌาน ๕) มีองค์ฌาน ๒: อุเบกขา เอกัคคตา ผู้ที่สั่งสมอบรมจิตจนได้รูปฌานขั้นใดขั้นหนึ่งในขณะที่เป็นมนุษย์ เมื่อกิริยาจิตนั้นสิ้นสุดลง รูปาวจรวิบากจิตจะทำหน้าที่ ปฏิสนธิ (นำเกิดในพรหมภูมิ) ภวังค์ (รักษาภพชาติ) และ จุติ (เคลื่อนจากภพ) ในรูปพรหมภูมิตามระดับฌานที่ผู้นั้นได้บรรลุ [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๑.๒) โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะมีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ฌ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วย อรูปาวจรวิบากจิต ~ อรูปาวจรวิบากจิต = คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล (ผลของอรูปฌาน) ทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิภวังค์และจุติในอรูปภูมิ มีทั้งหมด ๔ ดวง ตามระดับของอรูปฌาน ได้แก่ --อากาสานัญจายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "อากาศหาที่สุดมิได้" เป็นอารมณ์ --วิญญาณัญจายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "วิญญาณหาที่สุดมิได้" เป็นอารมณ์ --อากิญจัญญายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "ความไม่มีอะไรเลย" เป็นอารมณ์ --เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิต: ผลของอรูปฌานที่กำหนด "ความมีสัญญาอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่" เป็นอารมณ์จิตทั้ง ๔ ดวงนี้เป็นสมาธิขั้นสูงที่ไม่มีรูปขันธ์ (ไม่มีรูปร่าง) เป็นอารมณ์ จัดเป็นวิบากจิตในหมวดมหัคคตจิต
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒๕/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
[๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง (๑.๒) จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล (๒) เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา -> อันเป็นวิบาก เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล -> อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข และเพราะละทุกข์และสุขเสียได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ (๓) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๔) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๕) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านี้ส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ญ] แจกปฏิสัมภิทา ๓ ด้วย โลกุตตรวิบาก ~โลกุตตรวิบาก = คือ ผลของจิตที่พ้นจากโลก (โลกุตตรกุศล) ซึ่งเกิดขึ้นสืบต่อจากมัคคจิต (จิตที่กำลังปฏิบัติเพื่อละกิเลส) ในทันทีโดยไม่มีจิตอื่นคั่น หมายถึง ผลจิต ๔ ดวง ของพระอริยบุคคล ได้แก่ --โสตาปัตติผลจิต: ผลจิตของพระโสดาบัน --สกทาคามิผลจิต: ผลจิตของพระสกิทาคามี --อนาคามิผลจิต: ผลจิตของพระอนาคามี --อรหัตตผลจิต: ผลจิตของพระอรหันต์ ลักษณะสำคัญ:ทำงานทันที: แตกต่างจากบุญกุศลทั่วไปที่รอเวลาให้ผลในอนาคต แต่โลกุตตรวิบากจะเกิดติดต่อกับมัคคจิตทันทีที่กิเลสถูกดับลงมีนิพพานเป็นอารมณ์: เป็นจิตที่ประจักษ์แจ้งและมีพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวกันกับมัคคจิต [๑] ปฏิสัมภิทา ๓ คือ อัตถปฏิสัมภิทา, นิรุตติปฏิสัมภิทา, ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (๑) ธรรมเป็นอัพยากตะ เป็นไฉน? (๑.๑) โยคาวจรบุคคล เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน (๑.๒) เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว (๑.๓) บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ~ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา = --ทุกฺขา ปฏิปทา (ปฏิบัติลำบาก): เกิดขึ้นแก่บุคคลที่มีกิเลส (ราคะ, โทสะ, โมหะ) กล้าเป็นประจำ ทำให้การฝึกฝนจิตใจ ทำสมาธิ หรือเจริญวิปัสสนาเป็นไปได้ยาก ต้องใช้ความอดทนและใช้ความพยายามอย่างมากในการฝืน --กิเลสทนฺธาภิญญา (รู้ได้ช้า): เนื่องจากมีอุปสรรคจากกิเลสที่หนาแน่น อินทรีย์ (ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา) จึงยังอ่อน ส่งผลให้บรรลุคุณธรรม เช่น มรรค ผล นิพพาน ได้ช้า (๑.๔) โยคาวจรบุคคล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว -> บรรลุปฐมณาน อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล ฯลฯ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ใน สมัยใด -> ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากตะ ~ ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ = คือ สภาวะของพระอริยบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานได้ด้วยความยากลำบากและบรรลุได้ช้า (ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา) โดยมีจุดเด่นคือการกำหนดพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ปราศจากตัวตน หรือพิจารณาเห็นความสูญเปล่าของสังขารเป็นอารมณ์ (สุญญตวิโมกข์) (๒) ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา (๓) บัญญัติแห่งธรรมเหล่านั้น ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ควานรู้แตกฉานในอันกล่าว ธัมมนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) บุคคลรู้แตกฉานซึ่งญาณเหล่านั้น ด้วยญาณใดว่า ญาณเหล่านั้นส่องเนื้อความนี้ ดังนี้ ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายนั้น ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|