Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 277661 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7605
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1233



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #375 เมื่อ: 19, กรกฎาคม, 2569, 02:20:46 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

~ อนุปาทินนะ =อนุปาทินนะ หรือ อนุปาทินนกสังขาร หมายถึง สังขารที่กรรมไม่ได้ยึดครอง หรือสิ่งที่ไม่มีใจครอง (ไม่มีวิญญาณครอง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปและนามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เป็นผลของกรรมโดยตรง เช่น สิ่งของเครื่องใช้ ต้นไม้ หรือเจตสิกบางประเภท
(๘) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนอุปาทานะ ฯลฯ
~ โนอุปาทานะ = คือ ธรรมที่ไม่เป็นอุปาทาน, สิ่งที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, หรือสภาพธรรมที่ไม่ได้ถูกยึดติดด้วย กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพัตตุปาทาน, หรืออัตตวาทุปาทาน ในทางตรงกันข้าม อุปาทานคือความยึดติด แต่โนอุปาทานะเป็นสภาวะที่จิตหรือธรรมนั้นปราศจากการคว้าเอาหรือถือครองไว้
(๙) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
~ โนกิเลสะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นกิเลส (ตรงข้ามกับ กิเลส แปลว่า สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง มลทิน)
[ฉ] ปิฏฐิทุกวิสัชนา
(๑) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ; เป็นนภาวนายปหาตัพพะ; เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ; เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ
~ นทัสสเนนปหาตัพพะ = แปลว่า "ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่พึงประหาณ" หรือ "สภาวธรรมที่ไม่ได้ละด้วยโสดาปัตติมรรค"
~ นภาวนายปหาตัพพะ = สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
~ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ =  สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
~ นภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = สภาวธรรมที่มีไม่เหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน
(๒) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกะ
~ สวิตักกะ = สภาวธรรมที่มีวิตก
(๓) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิตักกะก็มี; เป็นอวิตักกะก็มี
~ อวิตักกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีวิตก
(๔) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิจาระ
~ สวิจาระ = สภาวธรรมที่มีวิจาร
(๕) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิจาระก็มี; เป็นอวิจาระก็มี
~ อวิจาระ = สภาวธรรมที่ไม่มีวิจาร
(๖) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี; เป็นอัปปีติกะก็มี; เป็นปีติสหคตะก็มี; เป็นนปีติสหคตะ; เป็นอัปปีติกะก็มี; เป็นสุขสหคตะก็มี; เป็นนสุขสหคตะก็มี; เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี; เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี
~ สัปปีติกะ = สภาวธรรมที่มีปีติ
~ อัปปีติกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีปีติ
~ นปีติสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยปีติ
~ สุขสหคตะ = สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข
~ นสุขสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยสุข
~ อุเปกขาสหคตะ = สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา
~ นอุเปกขาสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา
(๗) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นกามาวจร
(๘) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นกามาวจรก็มี; เป็นนกามาวจรก็มี
~ กามาวจร = สภาวธรรมที่เป็นกามาวจร
~ นกามาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นกามาวจร
(๙) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนรูปาวจร; เป็น นอรูปาวจร
~ นรูปาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปาวจร
~ นอรูปาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นอรูปาวจร
(๑๐) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริยาปันนะ
(๑๑) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริยาปันนะก็มี; เป็นอปริยาปันนะก็มี
~ ปริยาปันนะ = สภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกียะ)
~ อปริยาปันนะ = สภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกุตตระ)
(๑๒) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยยานิกะ
(๑๓) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยยานิกะก็มี; เป็นอนิยยานิกะก็มี
~ นิยยานิกะ = สภาวธรรมที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์
~ อนิยยานิกะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์
(๑๔) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ
(๑๕) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยตะก็มี; เป็นอนิยตะก็มี
~ นิยตะ = สภาวธรรมที่ให้ผลแน่นอน
~ อนิยตะ = สภาวธรรมทีไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น
(๑๖) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสอุตตระ
(๑๗) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสอุตตระก็มี; เป็นอนุตตระก็มี
~ สอุตตระ = สภาวธรรมที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
~ อนุตตระ = สภาวธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
(๑๘) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอรณะ
~ อรณะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
(๑๙) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
ปฏิสัมภิทาวิภังค์ จบบริบูรณ์.


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ฝาตุ่ม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ชลนา ทิชากร, ลายเมฆ, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7605
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1233



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #376 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:25:47 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (แจกญาณ ความรู้)

ธนูฝนฉันท์ ๑๗/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบน้อมพระพุทธเจ้าพระอรหันต์.........................คุณะนั้นศรุตม์ขจร
เมตตาพระสงฆ์,นิกรลุนยะสอน......................................อริย์สัจประเสริฐวิชา

    ๒.คราพุทธ์องค์เลิศล้ำ...............................................ศาสดา
เพียรสั่งสอนธรรมมา.....................................................ยิ่งแล้ว
สงฆ์,ชนมุ่งศึกษา...........................................................สำเร็จ
สัมฤทธิ์ผลสุดแผ้ว........................................................เปี่ยมท้นอรหันต์

    ๓.ญาณเกิดยะยิ่งสมาธิพิระหนุน ...............................ลุอดุลย์จะแจ้งซิครัน
ปัญญาพิเศษเจาะจริงลุภวดั้น........................................นิรเดา ฤ จำตะเห็น

    ๔.ประเด็นญาณเด่นนัอม...........................................มิมี "อภิธรรมฯ"
อีก"สุตตันฯ"วลี.............................................................กล่าวไร้
มืนิทเทส"แจงดี.............................................................หมวดหนึ่ง ถึงสิบ
ถามตอบละเอียดไซร้....................................................หยั่งแท้ปัญญา

    ๕."ญาณวัตถุ"นำประจักษ์อริยสัจ".............................ประลุชัดซิปัญญะกล้า
ที่ตั้ง"ปฏิจจส์มุปฯ"ปจยะหนา ........................................ภวสิ่งอุบัติและตาม

    ๖.มีญาณงามเอกน้อม..............................................ปัญจะพาน ทราบชาญ
มีจักขุวิญญาณ............................................................"โสตฯ"แท้
"ฆานวิญญ์ฯสูดดมกราน...............................................กระจายกลิ่น
รสซาบ"ชิวหา"แท้.........................................................ร่วมห้า"กายวิญญ์ฯ"

    ๗.วิญญาณสิห้า"อเหตุกะ"วิเศษ..................................นิรเหตุเจาะหกผลิน
"โลภ,โกรธกะหลง" และอีกตติยะสิ้น..............................เจาะ"อโลภมิโกรธมิหลง"

    ๘.คงปัญจวิญญ์ฯแน่แล้ว............................................เหตุไถล วิปปยุต
"สัมปัจจย์ฯ"ปรุงไว.........................................................แต่งแท้
 "สังขตะ"ก่อ,ดับไป........................................................ธรรมชาติ
เป็น"อรูป"มิเห็นแล้.........................................................กระทบไร้ตา,กาย

    ๙.วิญญาณสิห้าเจาะ"โลกิยะ"ลุชัด..............................ภววัฏฏะวนมิวาย
ยังมีกิเสประเภท"สาสวะ"เลาะกราย................................ศยะหมักและแช่จิรัง

    ๑๐.ดังเบญจวิญญ์ฯร่วมแท้........................................"สัญโญ- ชนิยะ
จิตเกิดอารมณ์โชว์........................................................ติดแท้
จึงเวียนว่ายวัฏโซ..........................................................มิห่าง
จิตสัตว์ถูกผูกแล้...........................................................ไม่พ้นเลยหนอ

    ๑๑.วิญญ์ฯรู้อะรมณ์สิ"คันถนิยะ"เดช...........................ลุกิเลสสิครอบพะนอ
วิญญ์ฯรู้อะรมณ์ซิ"โอฆนิยะ"จ่อ.......................................จตุโอฆะเหนี่ยวละหนา

    ๑๒.คราวิญญาณร่วมห้า.............................................อารมณ์ "โยฆนิยะ"
กิเลสโยฆะชม................................................................สี่พรัอม
"นิวรณิฯ"ดันจิตตรม.......................................................ไกลห่าง ความดี
จิตไม่ควรรับน้อม...........................................................มุ่งห้ารูป,เสียง..

    ๑๓."ปรามัฏฐะ"คิดเจาะยึดลุคติผิด..............................เลาะประชิดมิคลายตะเกรียง
วิญญาณสิห้ามุทิฏฐิเสาะเผดียง......................................ธุวะมั่นซิตนมิถอน

    ๑๔.วิญญาณจรมุ่งรู้....................................................ยินดี อารมณ์
"อยาก"เกิดกิเลสมี..........................................................มากล้น
"อุปาฯ"จุ่งยึดทวี.............................................................จากเนิ่อง ติดใจ
หลงคิดของตนด้น..........................................................ทุกข์แปล้เลยแฉ

    ๑๕.วิญญ์ฯเป็นสิ"สังกิเลสิกะ"ลุโผล่..............................ภวโลภะโทสะแล
พร้อม"โมหะ"ยึดกิเลสลุมทะแด .......................................หฤทัยเจาะเศร้าและหมอง

    ๑๖.วิญญาณผองร่วมห้า.............................................."สารัม- มณะ"
มีจิต,เจตสิกนำ................................................................รับรู้
เจตสิกช่วยจิตทำ............................................................กิจเสร็จ
จิตเด่นประธานกู้.............................................................ทราบแท้ความเผย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7605
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1233



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #377 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:51:01 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๑๗.วิญญาณสิ"อัพยากตะฯ"เจาะกลาง.......................หินะร้างกุศลมิเอ่ย
เป็นธรรมชาติวิบากอนะเฉลย........................................สุขะ,ทุกข์มิมีซิผล

    ๑๘.ยลวิญญาณยิ่งห้า...............................................มิครอง "อสังกิลิฏฯ"
มิใช่กิเลสผอง...............................................................ไป่เศร้า
ธรรมกลางเด่นจับจอง...................................................มิร่วม เกิดแล
กิเลสหมายคอยเฝ้า.......................................................เกี่ยวแล้วยึดหมาย

    ๑๙.วิญญาณสิห้ามิได้ปะ"อวิตักฯ"...............................อนะปัก"วิตก"สลาย
มีตรอง"วิจาร"ประคองลุธุวะกราย...................................ปะอะรมณ์กระทบซิแฉ

    ๒๐.แลวิญญาณร่วมห้า...............................................เป็นหนา "นสวิตักฯ"
"วิตกตรึก"จากลา............................................................คิดไร้
การตรอง"วิจาร"หา.........................................................มีไม่
คงแต่สัมผัสไซร้.............................................................ผ่านห้าทวารเผย

    ๒๑.วิญญาณสิเป็น"นปีติสหะฯ"ไซร้.............................มนะไร้ซิ"ปีติ"เกย
วิญญาณเจาะ"เนวเหตุกะ"เฉลย......................................มิประหาณสิมรรคอะไร

    ๒๒.ไววิญญาณแน่วห้า..............................................."เนวา- จยคาฯ"
มิดิ่งเหตุจุติ หนา............................................................เกิดแล้
หรือลุนิพพานครา..........................................................ธรรมแค่ "อัพยาฯ"
มิใช่บุญ,บาปแท้.............................................................ไม่น้อมมรรคแฉ

    ๒๓.วิญญาณสิห้าลุ"โนอปริยาฯ ...................................นิรพาติภูมิซิแล
รู้ธรรมดา บ โลกิยะซิแน่..................................................จะมิติด ณ วัฏไถล

    ๒๔.วิญญาณไกลไม่รู้...................................................ธรรมใด
ทวารรับสัมผัสไว.............................................................เท่านั้น
วิเคราะห์คิดอะไร.............................................................ดี,ชั่ว มิทราบ
รอจิต,มโนวิญญ์ฯดั้น........................................................ทราบแล้วความหมาย

    ๒๕.วิญญาสิห้ามิทำนรอุบัติ..........................................จระชัด ณ ภพซิ กราย
หน้าที่มโนฯ,วิบากลุภวฉาย ..............................................เพราะกระทำซิกรรมคณา

    ๒๖.คราวิญญาณร่วมห้า..............................................มิกระทำ
มิตื่น,หลับ,ฝันนำ.............................................................แน่วน้อม
ภาวะของจิตหนำ............................................................ชนิดต่าง
หาใช่ปัญจวิญญ์ฯพร้อม..................................................คิดไร้เลยแฉ

    ๒๗.ญาณหมวดละสองก็"โลกิยะ"ลุครัน.......................ภวปัญญะมีซิแน่
จิตเกิดกิเลสสิอาสวะกระแส............................................มนะโลกิย์จิตสิหนา

    ๒๘.ปัญญาโลกุตต์แท้................................................เกิดครา โลกุตต์จิต
พาตัดอาสวะหนา...........................................................หมดพ้น
สังสารวัฏไกลครา..........................................................ตาย,เกิด เลิกวน
เดินสู่นิพพานด้น............................................................ภพลี้สามหนา

    ๒๙.คำ"เกนจิวิญฯ"ก็ปัญญะมนะรู้.................................ทวิชูกะธรรมะคว้า
"โลกุตต์สิเหนือและโลกิยะ"ทกล้า...................................ประลุผลและมรรคไสว

    ๓๐.ไกล"นเกนจินฯ"แน่แล้ว.........................................ปัญญา
จิตไม่อาจทราบหนา.......................................................พลาดแท้
ธรรมสูงยิ่งเกิดครา.........................................................อริยมรรค
ปุถุชนมิทราบแล้............................................................ไม่รู้ตามแฉ

    ๓๑.ปัญญาสิยังเจาะ"สาสวะ"ริโอ่.................................ภณะโลกิย์ปัญญะแน่
มีอาสวากิเลสศยณะแด..................................................ธุวะยึดและท่วมหทัย

    ๓๒.ไวปัญญาปราศแท้................................................มิมี "อนาสวะ"
กิเลสหมักหมมหนี..........................................................จิตช้อย
หมายอรหันต์ลี..............................................................สำเร็จมรรคผล
ออกจากวัฏฏะคล้อย......................................................ไม่แล้คืนหวน

    ๓๓."สัญโญชนียปัญญะเจาะซิชัด................................ภวมัดมนุษย์จะซวน
ปัญญากุศล ณ ภูมิตติยะถ้วน..........................................ปะ"อรูปฯกะรูปและกามฯ"


รายนามผู้เยี่ยมชม : กรกันต์, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7605
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1233



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #378 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:27:40 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๓๔.ความ"อสัญโญฯ"ไม่แท้.......................................อารมณ์ กิเลส
มิผูกสัตว์รัดซม............................................................แน่แล้ว
"สังโยชน์สิบ"ตัดจม.....................................................ไกลลิบ
เกิดมรรค,ผลครบแผ้ว..................................................ห่างพ้นวัฏหนา

    ๓๕.ปัญญาสิถูกเจาะ"คันถนิยะ"ชัด............................ภวรัดมนุษย์ ณ หล้า
อารมณ์กิเลสซิครอบหทยะล้า ......................................ตติย์ภูมิ ณ วัฏและวน

    ๓๖.ยล"อคันถะ"ปราศร้อย........................................กิเลสไกล คันถะ
โลกุตตระธรรมไว.........................................................ล่วงแล้ว
ปัญญามรรค,ผลไสว.....................................................วัฏห่าง
อรหันต์เลิศแผ้ว............................................................หลุดพ้นถาวร

    ๓๗.ปัญญาสิถอยเพราะ"นีวรณิยา".............................เจาะถลากุศลขจร
กำจัดนิวรณ์"อนีวรณิฯ"ถอน...........................................นิรวาณละวัฏฏะไกล

    ๓๘.ไว"สวิตักฯ"เกิดขึ้น...............................................ปัญญา "วิตก"
ความคิดตรึกมีหนา........................................................ร่วมแท้
"อวิตักกะฯ"พา...............................................................วิตกตรึก มิมี
โดยเกิดปัญญาแล้.........................................................จากชัอยสมาธิ์แฉ

    ๓๙.ปัญญาสิร่วมอุเบกฯมิสุขะ,ทุกข์.............................มนะรุกเจาะ"กลาง"มิแปร
เกิดจากวิปัสสนาหทยะแน่..............................................ประลุปัญญะตรองซิจริง

    ๔๐.อิง"นอุเปกฯ"ไม่แล้................................................ปัญญา ปราศรวม
"ปัญญาอุเปกขาฯ".........................................................แต่น้อม
"สหคตเวทนา"...............................................................อันอื่น
"โสมนัส,ดีใจพร้อม.........................................................สุขช้อยจริงเผย

    ๔๑.ญาณหมวดละสามก็แรกปะเจาะพินิจ...................ลุตริคิดซิเหตุเฉลย
"จินตาฯ"ลุตรองกะผลสิตนุเกย......................................ประลุรู้ประจักษ์ละแฉ

    ๔๒.แล"สุตมยฯ"เกิดแล้ว...........................................จากฟัง
การอ่านปัญญาจัง........................................................ยิ่งล้น
"ภาวนาฯเยี่ยมหวัง........................................................หมายมุ่ง นิพพาน
ปฏิบัติจริงท้น...............................................................เสร็จแท้ใจหมาย

    ๔๓.ปัญญาลุจากริ"ทานมยะฯ"ประสาน.......................สละพานตระหนี่ซิคลาย
ปัญญาสิได้เพราะ"สีลมยะฯ"ฉาย...................................มุกุศลลิชั่วประลัย

    ๔๔.ใจ"ภาวนาฯ"เปี่ยมแผ้ว........................................วิปัสสนา"
เพียรหมั่นฝึกใจพา.......................................................แน่วแท้
เกิดประสพการณ์หนา..................................................ลุล่วง ธรรมสูง
มิแค่ฟัง,วิเคราะห์แล้......................................................ครบพร้อมเสร็จการ

    ๔๕.ปัญญาวิปากฯอุบัติหทยะปรี่.................................ประลุมีวิบากพะพาน
ผลกรรมจะเกิด ณ ภูมิจตุประสาน .................................ขณะนี้ลุผลสบาย

    ๔๖.กราย"วิปากธัมม์ฯ"เหตุแกล้ว................................เกิดกุศล ปัญญา
ภูมิสี่เกิดเหตุยล.............................................................ส่งไซร้
เกิดวิบากแลดล.............................................................สืบต่อ
จึงรับผลครันได้............................................................โลกหน้าเร็วเผย

    ๔๗.ครา"ปัญญะเนวิปากนวิฯ"กล้า...............................กิริยาอร์หันต์ซิเคย
ไม่เป็นวิบากสิเหตุปจยะเอ่ย...........................................อนะผลซิกรรมไฉน

    ๔๘.ไว"อุปาฯ"เกิดแล้ว................................................ปัญญา วิบากกรรม
เกิดกิเลสยึดหนา...........................................................เหนี่ยวรั้ง
ปัญญาทราบกรรมพา....................................................จะเกิด อารมณ์
เกิด ณ ภูมิสามยั้ง.........................................................ภพหน้ากรรมผล

    ๔๙.ปัญญาสิกรรมมิยึดเพราะ"อนุปาฯ".......................ตะก็ฝ่าอะรมณ์ปะปน
ปัญญากุศล ณ โลกิยะผจญ..........................................กิริยาเจาะอัพยาฯ

    ๕๐."อนุปาทินฯ"ร่วมแท้.............................................ปัญญา มรรคผล
มิยึดโดยตัณหา...........................................................ผลักไซร้
อารมณ์ไป่มีหนา..........................................................จึงเพิก ยึดครอง
โลกุตต์ปัญญาได้.........................................................มุ่งพ้นโลกแฉ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.535 วินาที กับ 55 คำสั่ง
กำลังโหลด...