Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 282485 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #375 เมื่อ: 19, กรกฎาคม, 2569, 02:20:46 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก :
๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์

~ อนุปาทินนะ =อนุปาทินนะ หรือ อนุปาทินนกสังขาร หมายถึง สังขารที่กรรมไม่ได้ยึดครอง หรือสิ่งที่ไม่มีใจครอง (ไม่มีวิญญาณครอง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปและนามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เป็นผลของกรรมโดยตรง เช่น สิ่งของเครื่องใช้ ต้นไม้ หรือเจตสิกบางประเภท
(๘) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนอุปาทานะ ฯลฯ
~ โนอุปาทานะ = คือ ธรรมที่ไม่เป็นอุปาทาน, สิ่งที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, หรือสภาพธรรมที่ไม่ได้ถูกยึดติดด้วย กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพัตตุปาทาน, หรืออัตตวาทุปาทาน ในทางตรงกันข้าม อุปาทานคือความยึดติด แต่โนอุปาทานะเป็นสภาวะที่จิตหรือธรรมนั้นปราศจากการคว้าเอาหรือถือครองไว้
(๙) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
~ โนกิเลสะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นกิเลส (ตรงข้ามกับ กิเลส แปลว่า สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง มลทิน)
[ฉ] ปิฏฐิทุกวิสัชนา
(๑) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ; เป็นนภาวนายปหาตัพพะ; เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ; เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ
~ นทัสสเนนปหาตัพพะ = แปลว่า "ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่พึงประหาณ" หรือ "สภาวธรรมที่ไม่ได้ละด้วยโสดาปัตติมรรค"
~ นภาวนายปหาตัพพะ = สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
~ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ =  สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
~ นภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = สภาวธรรมที่มีไม่เหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน
(๒) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกะ
~ สวิตักกะ = สภาวธรรมที่มีวิตก
(๓) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิตักกะก็มี; เป็นอวิตักกะก็มี
~ อวิตักกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีวิตก
(๔) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิจาระ
~ สวิจาระ = สภาวธรรมที่มีวิจาร
(๕) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิจาระก็มี; เป็นอวิจาระก็มี
~ อวิจาระ = สภาวธรรมที่ไม่มีวิจาร
(๖) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี; เป็นอัปปีติกะก็มี; เป็นปีติสหคตะก็มี; เป็นนปีติสหคตะ; เป็นอัปปีติกะก็มี; เป็นสุขสหคตะก็มี; เป็นนสุขสหคตะก็มี; เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี; เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี
~ สัปปีติกะ = สภาวธรรมที่มีปีติ
~ อัปปีติกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีปีติ
~ นปีติสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยปีติ
~ สุขสหคตะ = สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข
~ นสุขสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยสุข
~ อุเปกขาสหคตะ = สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา
~ นอุเปกขาสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา
(๗) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นกามาวจร
(๘) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นกามาวจรก็มี; เป็นนกามาวจรก็มี
~ กามาวจร = สภาวธรรมที่เป็นกามาวจร
~ นกามาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นกามาวจร
(๙) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนรูปาวจร; เป็น นอรูปาวจร
~ นรูปาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปาวจร
~ นอรูปาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นอรูปาวจร
(๑๐) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริยาปันนะ
(๑๑) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริยาปันนะก็มี; เป็นอปริยาปันนะก็มี
~ ปริยาปันนะ = สภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกียะ)
~ อปริยาปันนะ = สภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกุตตระ)
(๑๒) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยยานิกะ
(๑๓) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยยานิกะก็มี; เป็นอนิยยานิกะก็มี
~ นิยยานิกะ = สภาวธรรมที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์
~ อนิยยานิกะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์
(๑๔) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ
(๑๕) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยตะก็มี; เป็นอนิยตะก็มี
~ นิยตะ = สภาวธรรมที่ให้ผลแน่นอน
~ อนิยตะ = สภาวธรรมทีไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น
(๑๖) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสอุตตระ
(๑๗) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสอุตตระก็มี; เป็นอนุตตระก็มี
~ สอุตตระ = สภาวธรรมที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
~ อนุตตระ = สภาวธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
(๑๘) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอรณะ
~ อรณะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
(๑๙) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
ปฏิสัมภิทาวิภังค์ จบบริบูรณ์.


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ฝาตุ่ม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ชลนา ทิชากร, ลายเมฆ, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #376 เมื่อ: 04, สิงหาคม, 2569, 05:25:47 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (แจกญาณ ความรู้)

ธนูฝนฉันท์ ๑๗/โคลงสี่สุภาพ

    ๑.กราบน้อมพระพุทธเจ้าพระอรหันต์.........................คุณะนั้นศรุตม์ขจร
เมตตาพระสงฆ์,นิกรลุนยะสอน......................................อริย์สัจประเสริฐวิชา

    ๒.คราพุทธ์องค์เลิศล้ำ...............................................ศาสดา
เพียรสั่งสอนธรรมมา.....................................................ยิ่งแล้ว
สงฆ์,ชนมุ่งศึกษา...........................................................สำเร็จ
สัมฤทธิ์ผลสุดแผ้ว........................................................เปี่ยมท้นอรหันต์

    ๓.ญาณเกิดยะยิ่งสมาธิพิระหนุน ...............................ลุอดุลย์จะแจ้งซิครัน
ปัญญาพิเศษเจาะจริงลุภวดั้น........................................นิรเดา ฤ จำตะเห็น

    ๔.ประเด็นญาณเด่นนัอม...........................................มิมี "อภิธรรมฯ"
อีก"สุตตันฯ"วลี.............................................................กล่าวไร้
มืนิทเทส"แจงดี.............................................................หมวดหนึ่ง ถึงสิบ
ถามตอบละเอียดไซร้....................................................หยั่งแท้ปัญญา

    ๕."ญาณวัตถุ"นำประจักษ์อริยสัจ".............................ประลุชัดซิปัญญะกล้า
ที่ตั้ง"ปฏิจจส์มุปฯ"ปจยะหนา ........................................ภวสิ่งอุบัติและตาม

    ๖.มีญาณงามเอกน้อม..............................................ปัญจะพาน ทราบชาญ
มีจักขุวิญญาณ............................................................"โสตฯ"แท้
"ฆานวิญญ์ฯสูดดมกราน...............................................กระจายกลิ่น
รสซาบ"ชิวหา"แท้.........................................................ร่วมห้า"กายวิญญ์ฯ"

    ๗.วิญญาณสิห้า"อเหตุกะ"วิเศษ..................................นิรเหตุเจาะหกผลิน
"โลภ,โกรธกะหลง" และอีกตติยะสิ้น..............................เจาะ"อโลภมิโกรธมิหลง"

    ๘.คงปัญจวิญญ์ฯแน่แล้ว............................................เหตุไถล วิปปยุต
"สัมปัจจย์ฯ"ปรุงไว.........................................................แต่งแท้
 "สังขตะ"ก่อ,ดับไป........................................................ธรรมชาติ
เป็น"อรูป"มิเห็นแล้.........................................................กระทบไร้ตา,กาย

    ๙.วิญญาณสิห้าเจาะ"โลกิยะ"ลุชัด..............................ภววัฏฏะวนมิวาย
ยังมีกิเสประเภท"สาสวะ"เลาะกราย................................ศยะหมักและแช่จิรัง

    ๑๐.ดังเบญจวิญญ์ฯร่วมแท้........................................"สัญโญ- ชนิยะ
จิตเกิดอารมณ์โชว์........................................................ติดแท้
จึงเวียนว่ายวัฏโซ..........................................................มิห่าง
จิตสัตว์ถูกผูกแล้...........................................................ไม่พ้นเลยหนอ

    ๑๑.วิญญ์ฯรู้อะรมณ์สิ"คันถนิยะ"เดช...........................ลุกิเลสสิครอบพะนอ
วิญญ์ฯรู้อะรมณ์ซิ"โอฆนิยะ"จ่อ.......................................จตุโอฆะเหนี่ยวละหนา

    ๑๒.คราวิญญาณร่วมห้า.............................................อารมณ์ "โยฆนิยะ"
กิเลสโยฆะชม................................................................สี่พรัอม
"นิวรณิฯ"ดันจิตตรม.......................................................ไกลห่าง ความดี
จิตไม่ควรรับน้อม...........................................................มุ่งห้ารูป,เสียง..

    ๑๓."ปรามัฏฐะ"คิดเจาะยึดลุคติผิด..............................เลาะประชิดมิคลายตะเกรียง
วิญญาณสิห้ามุทิฏฐิเสาะเผดียง......................................ธุวะมั่นซิตนมิถอน

    ๑๔.วิญญาณจรมุ่งรู้....................................................ยินดี อารมณ์
"อยาก"เกิดกิเลสมี..........................................................มากล้น
"อุปาฯ"จุ่งยึดทวี.............................................................จากเนิ่อง ติดใจ
หลงคิดของตนด้น..........................................................ทุกข์แปล้เลยแฉ

    ๑๕.วิญญ์ฯเป็นสิ"สังกิเลสิกะ"ลุโผล่..............................ภวโลภะโทสะแล
พร้อม"โมหะ"ยึดกิเลสลุมทะแด .......................................หฤทัยเจาะเศร้าและหมอง

    ๑๖.วิญญาณผองร่วมห้า.............................................."สารัม- มณะ"
มีจิต,เจตสิกนำ................................................................รับรู้
เจตสิกช่วยจิตทำ............................................................กิจเสร็จ
จิตเด่นประธานกู้.............................................................ทราบแท้ความเผย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #377 เมื่อ: 05, สิงหาคม, 2569, 08:51:01 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๑๗.วิญญาณสิ"อัพยากตะฯ"เจาะกลาง.......................หินะร้างกุศลมิเอ่ย
เป็นธรรมชาติวิบากอนะเฉลย........................................สุขะ,ทุกข์มิมีซิผล

    ๑๘.ยลวิญญาณยิ่งห้า...............................................มิครอง "อสังกิลิฏฯ"
มิใช่กิเลสผอง...............................................................ไป่เศร้า
ธรรมกลางเด่นจับจอง...................................................มิร่วม เกิดแล
กิเลสหมายคอยเฝ้า.......................................................เกี่ยวแล้วยึดหมาย

    ๑๙.วิญญาณสิห้ามิได้ปะ"อวิตักฯ"...............................อนะปัก"วิตก"สลาย
มีตรอง"วิจาร"ประคองลุธุวะกราย...................................ปะอะรมณ์กระทบซิแฉ

    ๒๐.แลวิญญาณร่วมห้า...............................................เป็นหนา "นสวิตักฯ"
"วิตกตรึก"จากลา............................................................คิดไร้
การตรอง"วิจาร"หา.........................................................มีไม่
คงแต่สัมผัสไซร้.............................................................ผ่านห้าทวารเผย

    ๒๑.วิญญาณสิเป็น"นปีติสหะฯ"ไซร้.............................มนะไร้ซิ"ปีติ"เกย
วิญญาณเจาะ"เนวเหตุกะ"เฉลย......................................มิประหาณสิมรรคอะไร

    ๒๒.ไววิญญาณแน่วห้า..............................................."เนวา- จยคาฯ"
มิดิ่งเหตุจุติ หนา............................................................เกิดแล้
หรือลุนิพพานครา..........................................................ธรรมแค่ "อัพยาฯ"
มิใช่บุญ,บาปแท้.............................................................ไม่น้อมมรรคแฉ

    ๒๓.วิญญาณสิห้าลุ"โนอปริยาฯ ...................................นิรพาติภูมิซิแล
รู้ธรรมดา บ โลกิยะซิแน่..................................................จะมิติด ณ วัฏไถล

    ๒๔.วิญญาณไกลไม่รู้...................................................ธรรมใด
ทวารรับสัมผัสไว.............................................................เท่านั้น
วิเคราะห์คิดอะไร.............................................................ดี,ชั่ว มิทราบ
รอจิต,มโนวิญญ์ฯดั้น........................................................ทราบแล้วความหมาย

    ๒๕.วิญญาสิห้ามิทำนรอุบัติ..........................................จระชัด ณ ภพซิ กราย
หน้าที่มโนฯ,วิบากลุภวฉาย ..............................................เพราะกระทำซิกรรมคณา

    ๒๖.คราวิญญาณร่วมห้า..............................................มิกระทำ
มิตื่น,หลับ,ฝันนำ.............................................................แน่วน้อม
ภาวะของจิตหนำ............................................................ชนิดต่าง
หาใช่ปัญจวิญญ์ฯพร้อม..................................................คิดไร้เลยแฉ

    ๒๗.ญาณหมวดละสองก็"โลกิยะ"ลุครัน.......................ภวปัญญะมีซิแน่
จิตเกิดกิเลสสิอาสวะกระแส............................................มนะโลกิย์จิตสิหนา

    ๒๘.ปัญญาโลกุตต์แท้................................................เกิดครา โลกุตต์จิต
พาตัดอาสวะหนา...........................................................หมดพ้น
สังสารวัฏไกลครา..........................................................ตาย,เกิด เลิกวน
เดินสู่นิพพานด้น............................................................ภพลี้สามหนา

    ๒๙.คำ"เกนจิวิญฯ"ก็ปัญญะมนะรู้.................................ทวิชูกะธรรมะคว้า
"โลกุตต์สิเหนือและโลกิยะ"ทกล้า...................................ประลุผลและมรรคไสว

    ๓๐.ไกล"นเกนจินฯ"แน่แล้ว.........................................ปัญญา
จิตไม่อาจทราบหนา.......................................................พลาดแท้
ธรรมสูงยิ่งเกิดครา.........................................................อริยมรรค
ปุถุชนมิทราบแล้............................................................ไม่รู้ตามแฉ

    ๓๑.ปัญญาสิยังเจาะ"สาสวะ"ริโอ่.................................ภณะโลกิย์ปัญญะแน่
มีอาสวากิเลสศยณะแด..................................................ธุวะยึดและท่วมหทัย

    ๓๒.ไวปัญญาปราศแท้................................................มิมี "อนาสวะ"
กิเลสหมักหมมหนี..........................................................จิตช้อย
หมายอรหันต์ลี..............................................................สำเร็จมรรคผล
ออกจากวัฏฏะคล้อย......................................................ไม่แล้คืนหวน

    ๓๓."สัญโญชนียปัญญะเจาะซิชัด................................ภวมัดมนุษย์จะซวน
ปัญญากุศล ณ ภูมิตติยะถ้วน..........................................ปะ"อรูปฯกะรูปและกามฯ"


รายนามผู้เยี่ยมชม : กรกันต์, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #378 เมื่อ: 05, สิงหาคม, 2569, 05:27:40 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๓๔.ความ"อสัญโญฯ"ไม่แท้.......................................อารมณ์ กิเลส
มิผูกสัตว์รัดซม............................................................แน่แล้ว
"สังโยชน์สิบ"ตัดจม.....................................................ไกลลิบ
เกิดมรรค,ผลครบแผ้ว..................................................ห่างพ้นวัฏหนา

    ๓๕.ปัญญาสิถูกเจาะ"คันถนิยะ"ชัด............................ภวรัดมนุษย์ ณ หล้า
อารมณ์กิเลสซิครอบหทยะล้า ......................................ตติย์ภูมิ ณ วัฏและวน

    ๓๖.ยล"อคันถะ"ปราศร้อย........................................กิเลสไกล คันถะ
โลกุตตระธรรมไว.........................................................ล่วงแล้ว
ปัญญามรรค,ผลไสว.....................................................วัฏห่าง
อรหันต์เลิศแผ้ว............................................................หลุดพ้นถาวร

    ๓๗.ปัญญาสิถอยเพราะ"นีวรณิยา".............................เจาะถลากุศลขจร
กำจัดนิวรณ์"อนีวรณิฯ"ถอน...........................................นิรวาณละวัฏฏะไกล

    ๓๘.ไว"สวิตักฯ"เกิดขึ้น...............................................ปัญญา "วิตก"
ความคิดตรึกมีหนา........................................................ร่วมแท้
"อวิตักกะฯ"พา...............................................................วิตกตรึก มิมี
โดยเกิดปัญญาแล้.........................................................จากชัอยสมาธิ์แฉ

    ๓๙.ปัญญาสิร่วมอุเบกฯมิสุขะ,ทุกข์.............................มนะรุกเจาะ"กลาง"มิแปร
เกิดจากวิปัสสนาหทยะแน่..............................................ประลุปัญญะตรองซิจริง

    ๔๐.อิง"นอุเปกฯ"ไม่แล้................................................ปัญญา ปราศรวม
"ปัญญาอุเปกขาฯ".........................................................แต่น้อม
"สหคตเวทนา"...............................................................อันอื่น
"โสมนัส,ดีใจพร้อม.........................................................สุขช้อยจริงเผย

    ๔๑.ญาณหมวดละสามก็แรกปะเจาะพินิจ...................ลุตริคิดซิเหตุเฉลย
"จินตาฯ"ลุตรองกะผลสิตนุเกย......................................ประลุรู้ประจักษ์ละแฉ

    ๔๒.แล"สุตมยฯ"เกิดแล้ว...........................................จากฟัง
การอ่านปัญญาจัง........................................................ยิ่งล้น
"ภาวนาฯเยี่ยมหวัง........................................................หมายมุ่ง นิพพาน
ปฏิบัติจริงท้น...............................................................เสร็จแท้ใจหมาย

    ๔๓.ปัญญาลุจากริ"ทานมยะฯ"ประสาน.......................สละพานตระหนี่ซิคลาย
ปัญญาสิได้เพราะ"สีลมยะฯ"ฉาย...................................มุกุศลลิชั่วประลัย

    ๔๔.ใจ"ภาวนาฯ"เปี่ยมแผ้ว........................................วิปัสสนา"
เพียรหมั่นฝึกใจพา.......................................................แน่วแท้
เกิดประสพการณ์หนา..................................................ลุล่วง ธรรมสูง
มิแค่ฟัง,วิเคราะห์แล้......................................................ครบพร้อมเสร็จการ

    ๔๕.ปัญญาวิปากฯอุบัติหทยะปรี่.................................ประลุมีวิบากพะพาน
ผลกรรมจะเกิด ณ ภูมิจตุประสาน .................................ขณะนี้ลุผลสบาย

    ๔๖.กราย"วิปากธัมม์ฯ"เหตุแกล้ว................................เกิดกุศล ปัญญา
ภูมิสี่เกิดเหตุยล.............................................................ส่งไซร้
เกิดวิบากแลดล.............................................................สืบต่อ
จึงรับผลครันได้............................................................โลกหน้าเร็วเผย

    ๔๗.ครา"ปัญญะเนวิปากนวิฯ"กล้า...............................กิริยาอร์หันต์ซิเคย
ไม่เป็นวิบากสิเหตุปจยะเอ่ย...........................................อนะผลซิกรรมไฉน

    ๔๘.ไว"อุปาฯ"เกิดแล้ว................................................ปัญญา วิบากกรรม
เกิดกิเลสยึดหนา...........................................................เหนี่ยวรั้ง
ปัญญาทราบกรรมพา....................................................จะเกิด อารมณ์
เกิด ณ ภูมิสามยั้ง.........................................................ภพหน้ากรรมผล

    ๔๙.ปัญญาสิกรรมมิยึดเพราะ"อนุปาฯ".......................ตะก็ฝ่าอะรมณ์ปะปน
ปัญญากุศล ณ โลกิยะผจญ..........................................กิริยาเจาะอัพยาฯ

    ๕๐."อนุปาทินฯ"ร่วมแท้.............................................ปัญญา มรรคผล
มิยึดโดยตัณหา...........................................................ผลักไซร้
อารมณ์ไป่มีหนา..........................................................จึงเพิก ยึดครอง
โลกุตต์ปัญญาได้.........................................................มุ่งพ้นโลกแฉ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #379 เมื่อ: 06, สิงหาคม, 2569, 07:27:05 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๕๑.ปัญญาสิก่อเพราะ"อาจยะมิโนฯ"..........................ภวโร่เจาะ"ภพ"ซิแน่
มีจุติ,เกิดปะสันตติมิแปร................................................เพราะสะสมกิเลสเสมอ

    ๕๒.เจอปัญญาเปี่ยมล้น..............................................มิสะสม กิเลส
"อปจยคาฯ"ชม..............................................................เพรียกไซร้
ปัญญาช่วยรานสม....................................................... กิเลสหมด นิพพาน
นำจิตออกวัฏได้............................................................สุดสิ้นสังสาร

    ๕๓.ปัญญาปะ"เนวะคาปจยะฯ"บ่ม..............................มิสะสมมลาน
หรือ"ชาติ" ฤ ดับกิเลสตะภวะพาน..................................กิริยาสิรู้อร์หันต์

    ๕๔.ครัน"ปริตต์ฯ"ทราบน้อย......................................ปัญญา โลกิยะ
ระดับ"กามาฯ"หนา........................................................บ่งชี้
"ปัญญา"มหัคคตาฯ"......................................................สมาธิ์ฝึก รูปาฯ
และ"อรูปาฯ"นี้..............................................................ใหญ่แท้อารมณ์

    ๕๕.ปัญญาสิ"อัปปะรัมมณะ"สิชาญ............................มิประมาณพระธรรมสดมภ์
นิพพานอะรมณ์ซิพ้นหทยะสม ......................................เพราะเจริญวิปัสสนา

    ๕๖.ครา"มัคคาฯ"มรรคแจ้ง........................................เกิดพาน ปัญญา
จิตทราบมรรคแปดชาญ................................................หยั่งรู้
"สัมมาทิฏฐิ"กราน..........................................................เกิดชัด ปัญญา
เกิดมรรคจิตครบสู้........................................................ร่วมท้นญาณเผย

    ๕๗.ปัญญาสิ"มัคคเหตุกะฯ"พะพาน.............................จตุฌานซิรร่วมเฉลย
"โสดาฯ,สก์ทาฯ,อนาฯ"อริยะเชย....................................."อรหัตตมัคคญาณ"

    ๕๘.พาน"มัคคธิปฯ"แล้................................................มรรคยง อธิบดี
เป็นใหญ่นำจิตตรง.........................................................กระจ่างไซร้
ปัญญาพฤติธรรมประสงค์..............................................นำก่อ
หมายหลุดจากวัฏได้......................................................มุ่งกล้าเสร็จครัน

    ๕๙."อัชฌัตตปัญญะฯ"ภวชู.........................................วิคราะห์รู้ ณ ตนเจาะขันธ์
"รูป,เวทนา,กะสัญญะ.."คติสรรค์.....................................เจาะวิปัสสนาเจริญ

    ๖๐.เดินปัญญาเร่งแล้ว.............................................."พหิทธา" ภายนอก
กำหนดขันธ์นอกหนา....................................................มุ่งน้อม
อารมณ์คิดเห็นครา.......................................................ไตรลักษณ์"
มิเที่ยงเป็นทุกข์พร้อม....................................................สภาพแท้อนัตตา

    ๖๑."อัชฌัตต์พหิทธะฯ"วิเคราะห์ธรรม........................"พหิ"นำและ"ใน"คณา
เกิด,อยู่และดับเสมอทวิเจาะกล้า....................................อนะยึดสิขันธ์ลิปลง

    ๖๒.คงปัญญาสี่แล้.....................................................ผลกรรม กัมมัสส์ฯ
"กรรมดิ่งของตนนำ.......................................................เหตุน้อม
"กรรมเป็นเผ่าพันธุ์หนำ.................................................."หมายพึ่ง"
"ทายาทรับผล"พร้อม.....................................................พฤติแล้วรับผล

    ๖๓.ปัญญาเจาะ"สัจจะโลมิกะฯ"พะพาน.......................อธิญาณวิปัสส์ซิดล
ไตรลักษณ์เจาะจริงกะสัจอริยะด้น.................................มนะพร้อมลุธรรมสิสูง

    ๖๔.จูงถึงธรรมยิ่งแล้ว................................................"สมังคี มรรค"แฮ
มรรคแปดรวมตัวมี........................................................หนึ่งพร้อม
จิตพลังยิ่งสูงดี..............................................................กิเลสตัด ลุธรรม
อริยบุคคลน้อม.............................................................มรรคขั้นสูงกราน

    ๖๕.รู้"ผลสมังคิญาณ"อริยะขั้น..................................จตุดั้นสงบสราญ
"โสดาฯ,สกีฯ,อนาฯ"ลุระยะชาญ ...................................อรหันต์ซิจบอดุลย์

    ๖๖.คุณ"ทุกข์ญาณ"หยั่งรู้.........................................ความจริง ทุกข์สัจ
เป็นแรก"อริยสัจ"อิง......................................................ประเสริฐล้ำ
ความเป็นทุกข์เกิดสิง....................................................มีแก่ ตายแล
สภาพขันธ์บีบย้ำ...........................................................มุ่งแก้ดับครัน

    ๖๗.มี"ทุกข์สมุท์ยญาณ"ปจยะชุก..............................ปะทุทุกข์เพราะ"อยาก"ประชัน
รู้เหตุอะไรวิธีเจาะภิทะสรร............................................มละดับซิเสร็จคระไล


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #380 เมื่อ: 06, สิงหาคม, 2569, 02:47:46 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๖๘.ไว"ทุกข์นิโรธฯ"แท้..............................................ทางหนา ดับทุกข์
โดยดับ"อยาก,ตัณหา"..................................................ทุกข์พ้น
"ทุกข์นิโรธญาณ"พา.....................................................ทางเด่น ออกวัฏ
มิยึด,กองขันธ์ด้น..........................................................ปล่อยทิ้งกิเลสไส

    ๖๙.ญาณรู้สิ"ทุกข์นิโรธปฏิปทา"................................กิจะหนาลิทุกข์ประลัย
มรรคแปดสิดับกิเลสผละสละไกล
....................................................................................นิรวาณซิมุ่งและหมาย

    ๗๐.ปัญญากรายเกี่ยวข้อง........................................."กามา-วจร"
ระดับโลกิยะหนา...........................................................ทราบถ้วน
ฟังธรรม,อ่าน,คิดพา ......................................................สมาธิ์ฝึก
ชน,เทพพึงถึงถ้วน.........................................................มุ่งแท้ทำกุศล

    ๗๑.ปัญญาสิ"รูปะวาจระ"ประกบ.................................จระภพก็"รูป"ยะยล
ผู้ที่ลุ"รูปญาณ"หทยะด้น
.....................................................................................ลุสมาธิ์สงบหทัย

    ๗๒.ไว"อรูปาฯ"เกิดแล้ว...............................................ปัญญา โลกิยะ
เจริญเพ่ง"อรูป"หนา........................................................ประณีตแทั
ฌานจำแนกมีมา.............................................................รวมสี่
ยังไม่ถึงทางแล้..............................................................หลุดพ้นนิพพาน

    ๗๓.ปัญญามิเกี่ยวกะวัฏ"อปริยาฯ"...............................ภวกล้ากิเลสประหาณ
โลกุตต์ระธรรมผละวัฏฏะเลาะมลาน...............................ตติย์ภพซิลี้ถลา

    ๗๔.คราธรรมหมวดสี่แล้............................................."ธรรมญาณ"
โดยทราบความจริงชาญ.................................................เกิดน้อม
มีตายแน่เวียนกราน........................................................อริยสัจ ศึกษา
เหตุ,ผล,ดับทุกข์พร้อม....................................................เด่นแจ้งนำทาง

   ๗๕.รู้ตามสิกาลกะ"อันวยะฯ"สกนธิ์...............................ตนุตนประจักษ์มิคลาง
ไม่ว่าอดีต,อนาฯก็ดุจะวาง ..............................................ขณะปัจจุบันมิแปร

    ๗๖.แล"ญาณปริจจ์ฯ"รู้...............................................จิตเขา ระดับใด
ทราบว่ากิเลสเขลา........................................................มากล้น
จิตหดหู่,หลงเหงา..........................................................มีโกรธ
จิตหวั่นหรือหลุดพ้น.......................................................เสร็จแล้วหรือไร

    ๗๗."สมมติญาณ"สิรู้เจาะคติชื่อ...................................ประลุสื่อจะเรียกซิใด
ปัญญาสิทาง ณ โลกิยะจะไข..........................................ภววัฏฏะเวียนและวน

    ๗๘.ยล"อาจยะฯ"รอบรู้................................................สะสม
ดับกิเลส"อปจะฯ"ชม.......................................................ดับน้อม
หรือทำลดลงถม.............................................................จนหมด
หมายมรรค,ผลเกิดพรัอม...............................................สู่ชั้นนิพพาน

    ๗๙.ปัญญาสิรู้เลาะ"อาจยอะฯ"จับ...............................ปะทะดับกิเลสมลาน
สั่งสมกิเลสกะ"ภพ"และ"ภว"กราน...................................มนะโน้มวิมุตติแฉ

    ๘๐.แล"เนวาฯ"พฤติแท้..............................................ปัญญา สูงสุด
เจริญมรรค"ผลจิต"มา...................................................สี่พร้อม
"โสดาฯ,สกทาฯ............................................................."อนาฯ"แน่ อรหันต์
กิเลสจบเหลือค้อม.........................................................มรรคขว้างหมดหนา

    ๘๑.รู้"นิพพิทาฯ"เพราะหน่ายกะทุขะชัด......................เจาะวิปัสสนาเพราะกล้า
ยืนมั่น"วิราคะ"วางหทยะคว้า..........................................ลุวิมุตติพ้นเฉลย

    ๘๒.เปรย"ปฏิเวธฯ"แจ้ง..............................................ทราบพาน
จะหน่าย"กามสังขาร"....................................................ยิ่งน้อม
อภิญญาทราบกราน......................................................จริงสัจ ธรรมแล
อริยสัจแจงพร้อม..........................................................ล่วงแล้วอรหันต์

    ๘๓.รู้"นิพพิฯกะปัญญะปฏิเวธฯ"..................................ลุวิเศษเจาะมรรคซิครัน
มรรค์ญาณจะแจ้งตลอดจิประลุพลัน..............................ก็เพราะ"ราคะ"คลายและปลง

    ๘๔.คง"เนวานิพฯ"แล้.................................................ปัญญา
เหลือจาก"สาม"ญาณหนา.............................................แม่นแล้ว
เป็นวิปัสสนา.................................................................ยังไป่ เสร็จแล
ยังไม่"นิพพิฯ"แจ้ว.........................................................หน่ายแปล้สุดเผย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #381 เมื่อ: 07, สิงหาคม, 2569, 08:24:50 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๘๕.รู้"หานภาคินี"ลุชิระครัน......................................ภวปัญญะเสื่อมเฉลย
ปัญญาสิ"ภาคินีเจาะฐิติฯ"เอ่ย.......................................ดุจะทรงมิก้าวมิถอย

    ๘๖.คอยปัญญาเลิศล้ำ..............................................พัฒนา "กิเลส"
เดินสู่งานสมาธิ์.............................................................เปี่ยมล้น
ถึง"นิพเพธปัญญาฯ".....................................................ตัดกิเลส ความหลง
นำสู่มรรค,ผลท้น..........................................................ล่วงแล้วนิพพาน

    ๘๗.แนวทางประพฤติพระธรรมประลุวิมุติ..................ระยะรุดซิช้ากะงาน
ง่าย-ยากไฉนจะถึงจตุประสาน......................................ก็จะพ้นติโลกซิแฉ

    ๘๘.แล"ทุกขาฯ"แน่วพ้น.............................................ทันธา ภิญญา
เพียรมากลำบากหนา....................................................ล่วงช้า
กิเลสหยาบทุกข์พา.......................................................ใจซ่าน สติถอย
จิตไป่คงสมาธิ์ล้า..........................................................อ่อนเปลี้ยอินทรีย์

    ๘๙."ขิปปาและทุกเจาะยากปฏิปทา"...........................พิระหนาลุเร็วทวี
ด้วยมีกิเลสสิหยาบตะวตะคลี่.........................................สติกล้าสมาธิเผย

    ๙๐.เปรย"สุขาฯ"เลิศล้น.............................................บรรลุนาน งานสะดวก
กิเลส,ทุกข์ซาพาน.........................................................แต่น้อม
"สุขาขิปปาฯ"กราน .......................................................ลุง่าย เร็วมาก
จากแกร่งอินทรีย์ช้อย....................................................พรั่งพร้อมสมาธิ์แฉ

    ๙๑."ปัฏฐานสตีฯ"สถานก็สติอยู่...................................ก็ตริชูกะสรรพแท้
เห็นจริงเจริญวิปัสสะจตุแน่.............................................มละไกลกิเลสซิเผย

    ๙๒.เปรย"กายาฯจิตตั้ง...............................................พิจารณ์กาย ยืน,เดิน
มิใช่ตัวเลยฉาย..............................................................ธาตุแล้
"เวทนาฯ"พิศทุกข์กราย..................................................หรือสุข
คิดว่า"เกิด"มาแท้...........................................................แม่นแล้ว"ดับ"ปลง

    ๙๓."จิตตานุปัสสนา"ตริมนะบ่ม...................................ซิอะรมณ์หละหลายพะวง
โลภ,โกรธจะรู้สภาวะเจาะประสงค์..................................ฐิติจิตเจาะมั่นและกลาง

    ๙๔.พลาง"ธัมมาฯ"คิดรู้................................................สภาพธรรม เบญจขันธ์
อริยสัจจตุนำ..................................................................มรรคพร้อม
โพชฌงค์เร่งทราบทำ......................................................เพียรมั่น ปัญญา
นาม,รูปธรรมจริงน้อม......................................................ไม่แล้ตัวตน

   ๙๕.ปัญญาสิรู้วะแก่"ชรามรณญาณ".............................ชิระพานซิขันธ์ผจญ
ความตายเลาะชีพและภิทะยล ........................................คติสัจจะแน่มิผัน

    ๙๖.ครัน"ชราสมุทย์ฯรู้.................................................เหตุ"ตาย เกิด"นา
ทราบหยั่งชัด"ชาติ"ฉาย..................................................เหตุพร้อม
จึงมี"แก่"ตามกราย.........................................................."ตาย"จ่อ ถึงแล
มี"ทิฏฐิสัมมา"น้อม...........................................................ทราบได้ปัจจัย

    ๙๗.ปัญญา"นิโรธ์ชรามรณญาณ"................................เจาะมลานซิดับคระไล
เมื่อ"ชาติ"สิดับ"ชรา,และมร"ไซร้......................................ก็จะดับเพราะเหตุมิมี

    ๙๘.ดับทวี"นิโรธ"แท้...................................................ปฏิปทา ชรา,ตาย
ดับไม่เหลือเลยหนา........................................................วิปัสส์ฯน้อม
มรรคองค์แปดทางพา.....................................................ดับ",ชาติ" เด็ดขาด
ภพต่อไปชาติคัอม..........................................................สุดสิ้นเลยหนา

    ๙๙."ชาติญาณ"เลาะรู้"ปฏิจจสะฯ"อุบัติ........................ภวชัดและดับ ณ หล้า
มี"ชาติอุบัติกะขันธ์,ปจยะ"กล้า.......................................วิธีดับกะ"ชาติ"ซิครัน

    ๑๐๐.พลัน"ภวญาณ"มุ่งรู้..........................................."ภพ"แล เวียนยึด
เหตุ"อยาก"ยึดแฉ..........................................................ภพสร้าง
ทราบความ"ดับภพ"แปร.................................................ภพชาติ มิเหลือ
ทางดับภพชาติมรรคอ้าง................................................หลุดพ้นฉับพลัน


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #382 เมื่อ: 07, สิงหาคม, 2569, 02:38:13 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๑๐๑.ญาณอุปาฯเจาะยึดและธุวะลามรู้....................ภว"กาม"ลุทิฏฐิครัน
"สีลัพฯกะอัตวาทุ"วทะดั้น............................................ตริซิเหนือนิกรสกล

    ๑๐๒.ยลอุปาฯเหตุแท้.............................................."ตัณหา อยาก"แล
ระดับอุปาฯหนา...........................................................แน่แล้ว
ควรดับ"อยาก"จะพา....................................................อุปาฯดับ ตามเอย
จะดับอุปาทานแจ้ว......................................................มรรคพร้อมวิเศษหนา

    ๑๐๓."ตัณหาสิอยาก"รตีหทยะติด.............................เจาะประชิดกะ"กาม"คณา
ตัณหาซิอยากมิอยากจะทุขะกล้า.................................ลุทวีตลอดจิรัง

    ๑๐๔.ทราบจังเหตุเกิดแล้..........................................ตัณหา
"อยาก"เกิดจาก"เวทนา"...............................................ยิ่งรู้
ทุกข์หรือสุขเฉยมา......................................................จึงก่อ ตัณหา
ระงับเวทนากู้...............................................................หลุดแท้ตัณหา

   ๑๐๕.ตัณหานิโรธสิดับภิทะมิเหลือ.............................ภวเครือกิเลสละกล้า
ตัณหาซิหยุดมิข้องสละคณา .......................................มละหมดกิเลสมลาน

    ๑๐๖.พานปฎิบัติมรรคแล้.........................................แปดองค์
ทางดับตัณหาคง.........................................................หมดพ้น
ทุกข์ปลงปลดยะยง.....................................................มิเกิด
เดินสู่นิพพานท้น..........................................................ห่างแล้วภพสาม

    ๑๐๗.รู้"เวทนา"ก็คือลุ"สุขะ,ทุกข์"..............................ภวรุกรึ"เฉย"ซิความ
"รู้สึก"มิควรจะยึดกะวปุตาม..........................................เพราะมิเที่ยงจะแปรเสมอ

    ๑๐๘.เจอเวทนาเหตุแล้.............................................จากอะไร
"อายตนะนอก-ใน"........................................................กระทบพร้อม
จึงเกิด"ผัสสะ"ไว...........................................................ทุกเมื่อ
เวทนาเกิดพลันน้อม......................................................รับรู้เชียวหนา

    ๑๐๙.ปัญญาสิรู้ยะยิ่งปจยะไหน.................................มละไวกะเวทนา
เมื่อ"ผัสสะ"ดับก็"เวทนะฯ"มิช้า.......................................ประลุดับสนิทซิพลัน

    ๑๑๐.มีปัญญายิ่งรู้.....................................................วิธีหนา ดับเวทนา
"อริยสัจ"พา..................................................................มรรคถ้วน
วงจรกิเลสตัดครา.........................................................จิตปราศ อารมณ์
เวทนาหายล้วน.............................................................ปราบป้องทันแฉ

    ๑๑๑.รู้"ผัสสะ"จบสิอายตนะใน...................................พหิไซร้กระทบซิแน่
"ตา"เห็นสิ"รูป,จมูก"สุภิระ..แท้........................................ประลุ"จักขุวิญญ์ฯ..เฉลย

    ๑๑๒.เปรยผัสสะเกิดนั้น.............................................มี"สฬา- ยตนะ"
ครันร่วมวิญญาณหนา...................................................หกพร้อม
สฬาฯใน-นอก,วิญญ์ฯพา................................................สามก่อ ผัสสะ
โยงเกิด"เวทนา"น้อม.....................................................จึ่งรู้สึกเผย

    ๑๑๓.ปัญญาสิรู้วะ"ผัสสะ"จะละหนา...........................ก็"สฬาฯ"เจาะดับซิเอ่ย
คราเมื่อ"สฬายะฯ"ดับลิกิจะเอย......................................นิร"ผัสสะ"เกิดสิหนา

    ๑๑๔.คราญาณปฏิบัติรู้.............................................ดับแล ผัสสะ
เลิกกระทบทวารแบ......................................................หกไร้
มีทางมรรคแปดแฉ.......................................................กิเลสตัด วงจร
จิตเกิดปัญญาไซร้........................................................ดับแท้จริงเผย

   ๑๑๕.รู้เรื่อง"สฬายะฯ"เกิดเหมาะเจาะอะไร..................ก็เจาะในทวารซิเอย
"ตา,หู,จมูกกะลิ้นและวปุเลย .........................................มนะหกสถานสิแฉ

    ๑๑๖.แล"สฬายะฯ"เชื่อมรู้..........................................อารมณ์ หลากนา
เหตุเกิด"สฬายะฯ"คม....................................................สภาพแท้
คือ"นามรูป"เจริญชม.....................................................ชีวิต เติบโต
จึงก่อ"สฬายะฯ"แล้........................................................สื่อพร้อมทำงาน


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #383 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:53:33 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

    ๑๑๗.รู้ว่าจะดับ"สฬายตนะ"ครอง............................ก็จะตัองละนามฯมลาน
ขันธ์ห้าประกอบสิ"รูป"ก็วปุฉาน..................................จตุนามฯก็เวทนา

    ๑๑๘.ครา"นามรูป"ดับแล้ว.......................................ทำ"สฬาฯ" ดับตาม
จิตจ่อกาย,ใจหนา.......................................................ไป่แล้
เป็นตนเลิกยึดมา........................................................สฬาฯไม่ ทำงาน
มิรับใดอีกแท้..............................................................ดับแล้วสฬาฯแฉ

    ๑๑๙.มรรคแปดจะดับ"สฬายตนะ"เครือ....................นิรเหลือมิเกิดซิแน่
ไม่มี"อุปาฯ"และ"อยาก"อภวแผ่.....................................อนะ"ชาติ"และ"ภพ"คระไล

    ๑๒๐.ไวมีญาณรอบรู้................................................จิตคือ "นามรูป"
นามสี่คิดปรุง..ลือ.........................................................แต่งล้ำ
เวทนา,คิด,จำ..ปรือ.......................................................และทราบ "วิญญาณ
"รูป"เด่นคือกายย้ำ.......................................................ชีพยั้งมินาน

    ๑๒๑.รู้เหตุสิ"นามและรูป"เจาะอุปบัติ.........................ก็จะชัดซิวิญญ์ฯลุกราน
วิญญาณมิมีก็"สอง"จะนิรขาน.......................................ดุจะไร้มิมีซิครัน

    ๑๒๒.พลันวิญญาณเหตุแล้........................................อารมณ์ เกิดมี
โดยผ่านตา,หู..ชม.........................................................คิดพร้อม
นามจึงเกิดจำ..คม.........................................................รวม"รูป" หมุนเวียน
ไปสู่"สฬาฯ,ผัสสะ"น้อม..................................................ต่อด้วย"เวทนา"

    ๑๒๓.ความรู้ผิวิญญ์ฯซิดับอภว"นาม"...........................ก็จะตามลุดับสิหนา
วิญญาณจะดับมิเหนี่ยวเจาะอนะกล้า..............................ผิวะนามและรูปก็ปลง

    ๑๒๔.จงทราบทางดับแล้............................................มิเหลือ นามรูป
มรรคแปดทางดับเครือ...................................................จิตพร้อม
เห็น"นามรูป"ทุกข์เจือ.....................................................มิเที่ยง อนัตตา
นามรูปขันธ์ดับน้อม........................................................จิตแผ้วสะอาดฉาน

   ๑๒๕.ความรู้ ณ วิญญ์ฯอะรมณ์หทยะชู........................ก็จะรู้ซิผ่านทวาร
วิญญาณ ฉ เกิด ณ ตา..และมนะกราน ...........................ภวเกิดและดับเสมอ

    ๑๒๖.เจอวิญญาณหนึ่งแล้..........................................เบญจขันธ์
องค์ประกอบชีวิตครัน....................................................มุ่งน้อม
ใดกระทบตาแสงทัน......................................................จิตทราบ เกิด,จำ
เวทนาเกิด,คิดปรุงพร้อม................................................ครบแล้วกระบวนการ

    ๑๒๗.ความรู้สิทราบอะไรปจยะเกิด.............................ประลุเพริดซิวิญญ์ฯสราญ
"สังขาร"สิปรุงมุวิญญ์ฯภวประสาน..................................ปฎิสนธิใหม่ซิหนา

    ๑๒๘.คราทราบวิญญ์ดับได้........................................เหตุหนา พาไป
ดับเหตุเสียวิญญ์ลา.......................................................ลับแล้ว
เหตุ"นามรูป,สฬาฯ"ซา....................................................สัมผัส เวทนา
เหตุไม่ปรุงอีกแจ้ว..........................................................ดับแท้วิญญาณ

    ๑๒๙.ความรู้วิธีละวิญญ์ฯก็ประลุมรรค........................เจาะประจักษ์ซิวิญญ์ฯพะพาน
ไม่เที่ยงเจาะทุกข์มิใช่สิวปุกราน.....................................ละอุปาฯมิยึดอะไร

    ๑๓๐.ไวมิยึดมั่นแท้....................................................สังขาร จึงดับ
ปรุงแต่งเลิกหมดกราน..................................................ว่างพร้อม
วิญญาณจ่อซมซาน......................................................จะอยู่ มิคง
จึงดับลงแลน้อม............................................................หลุดพ้นทุกข์ผอง

    ๑๓๑."สังขารสิญาณ"ไฉนก็เพราะจะปรุง....................ลุผดุงติสามสิปอง
"กายสังฯ,วจีฯและจิตตะฯ"ภวจอง...................................อุปบัติและดับมิคง

    ๑๓๒.จงทราบเหตุเกิดแท้...........................................สังขาร เป็นใด
มี"อวิชชา"กราน.............................................................ยึดกล้า
อริยสัจมิขาน.................................................................ในจิต
จึงก่อกรรมมิล้า..............................................................รุ่มร้อนนิสัย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7624
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1239



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #384 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:24:44 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
   
    ๑๓๓."สังขารนิโรธฯ"เจาะรู้มละ"อวิชฯ".........................ละสนิทซิ"ปรุง"คระไล
สังขารลิปรุงมิเหลือเพราะเจาะไสว..................................อริย์สัจลิดับสลาย

    ๑๓๔.ทราบกรายนิโรธฯคล้อย.....................................วิธีปลง สังขาร
มรรคแปดเจริญคง.........................................................จิตน้อม
มรรครวมบ่มตัดตรง.......................................................พานดับ กิเลส
"อวิชชา"ดับพรัอม..........................................................หลุดพ้นโลกสาม

    ๑๓๕.ลำดับ"ปฏิจจ์สมุปฯ"เจาะอุปบัติ...........................ภวชัดซิวนและตาม
ในวัฏฏะสิต่อปจยะผลาม................................................ประลุทุกข์ซิเกิดและตาย

    ๑๓๖.ฉาย"อวิชชา"ไม่รู้...............................................จริง,หลง อริยสัจ
กรรมเกิด"สังขาร"ตรง....................................................ก่อแล้ว
วิญญาณหกทราบยง......................................................วิญญ์เกิดจักขุวิญญ์,..
"นามรูป"เกิดมิแคล้ว.......................................................ชีพยั้งกายา

    ๑๓๗.นามรูปเจาะมี"สฬายตนะ"ใน...............................ก็อวัยวะ"ตา,.."ซิครา
ตา,หู,จมูก,..กระทบกะพหิรา............................................มติ"รูป,.."กุ"ผัสสะ"แฉ

    ๑๓๘.แลผัสสะกระทบแล้ว..........................................."เวทนา" เกิดครัน
ทุกข์,สุข,เฉยทราบพา.....................................................รับรู้
เกิดชอบมาก"ตัณหา......................................................."อยาก"ยิ่ง
จึงยึด"อุปาฯ"กู้................................................................มั่นแล้มิถอน

    ๑๓๙.ยึดมั่น"อุปาฯ"ลุสันตติกระทำ..............................ภวหนำซิ"ภพ"มิคลอน
"ชาติ"จึงลุมีอุบัติปะทะขจร.............................................วปุตนซิเกิดถลา

    ๑๔๐.ครามี"ชาติ"เกิดแล้ว..........................................เจ็บ,ชรา ตายตาม
สายเกิดมีแลหนา..........................................................แน่แล้
"อวิชชา"เหตุจะพา........................................................มีเกิด สังขาร
เกิดเนื่องชราจริงแท้.....................................................ส่งน้อมถึงตาย

    ๑๔๑.สายดับผิสิ่งเจาะดับก็จะผละดับ........................มละลับซิพร้อมทลาย
ถ้าดับ"อวิชชา"ก็"สังฯ"เหมาะจะสลาย............................พหุผองก็ดับลิตาม

    ๑๔๒.ความญาณมีหมวดห้า......................................."สัมมา- สมาธิ"
ฌานสี่อาการหนา..........................................................กอปรห้า
"ปีติฯอิ่มใจพา................................................................ซาบซ่าน กายา
มี"สุขผรณา"กล้าจิต......................................................แผ่ทั้งตัวตน

    ๑๔๓."เจโตผร์ณา"จะแผ่หทยะรุด...............................บริสุทธิ์ลุกายซิท้น
"อาโลกผร์ณา"สว่าง ณ มนะด้น......................................ก็ยะยลนิมิตไสว

    ๑๔๔.ไว"ปัจจ์เวกฯ"จรดรู้............................................พิจารณ์ คิดดี
แทงตลอดปัญญาชาญ..................................................มรรคแล้
คราลุมรรค,ผลกราน......................................................"ปัจจเวก- ญาณฯ"เกิด
พินิจหลายวาระแท้........................................................มุ่งช้อยอรหันต์

   ๑๔๕."สัมมาสมาธิ"ผิวตะรักษ์......................................จะประจักษ์ซิเบญจะพลัน
เกิดญาณกะตนและรู้เจาะสุขะสรรค์..............................เพราะสมาธิสุขลุผล

    ๑๔๖.สมาธิ์ดลเหยื่อไร้..............................................มิมี อามิส
ปราศยึดติดใดดี...........................................................แน่ไซร้
พึงทราบว่าสมาธิ์ลี........................................................คนชั่ว จำไกล
ปฏิบัติมิได้...................................................................กิเลสท้นมากหนา

    ๑๔๗.รู้ว่าสมาธินี้ประลุละเอียด..................................เพราะละเมียดสงบคณา
ตัดหมดกิเลสซิลุนะคว้า................................................มนะเกิดซิปัญญะเผย

    ๑๔๘.เปรยทราบตนมั่นแล้........................................สติมี
จะช่วยสมาธิ์วสี...........................................................ออกเข้า
มีธรรมอื่นเกิดพี...........................................................มาร่วมทำงาน
จิตแน่วฝึกฝนเร้า.........................................................มุ่งขึ้นสูงเผย


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 24 25 [26]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.191 วินาที กับ 93 คำสั่ง
กำลังโหลด...