|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๓/๓๓) อภิธรรมปิฎก : ๒๒.วิภังค์ : ปฏิสัมภิทาวิภังค์
~ อนุปาทินนะ =อนุปาทินนะ หรือ อนุปาทินนกสังขาร หมายถึง สังขารที่กรรมไม่ได้ยึดครอง หรือสิ่งที่ไม่มีใจครอง (ไม่มีวิญญาณครอง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปและนามที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เป็นผลของกรรมโดยตรง เช่น สิ่งของเครื่องใช้ ต้นไม้ หรือเจตสิกบางประเภท (๘) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนอุปาทานะ ฯลฯ ~ โนอุปาทานะ = คือ ธรรมที่ไม่เป็นอุปาทาน, สิ่งที่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, หรือสภาพธรรมที่ไม่ได้ถูกยึดติดด้วย กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพัตตุปาทาน, หรืออัตตวาทุปาทาน ในทางตรงกันข้าม อุปาทานคือความยึดติด แต่โนอุปาทานะเป็นสภาวะที่จิตหรือธรรมนั้นปราศจากการคว้าเอาหรือถือครองไว้ (๙) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ ~ โนกิเลสะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นกิเลส (ตรงข้ามกับ กิเลส แปลว่า สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง มลทิน) [ฉ] ปิฏฐิทุกวิสัชนา (๑) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนทัสสเนนปหาตัพพะ; เป็นนภาวนายปหาตัพพะ; เป็นนทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ; เป็นนภาวนายปหาตัพพเหตุกะ ~ นทัสสเนนปหาตัพพะ = แปลว่า "ธรรมอันโสดาปัตติมรรคไม่พึงประหาณ" หรือ "สภาวธรรมที่ไม่ได้ละด้วยโสดาปัตติมรรค" ~ นภาวนายปหาตัพพะ = สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ~ นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ~ นภาวนายปหาตัพพเหตุกะ = สภาวธรรมที่มีไม่เหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน (๒) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิตักกะ ~ สวิตักกะ = สภาวธรรมที่มีวิตก (๓) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิตักกะก็มี; เป็นอวิตักกะก็มี ~ อวิตักกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีวิตก (๔) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสวิจาระ ~ สวิจาระ = สภาวธรรมที่มีวิจาร (๕) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสวิจาระก็มี; เป็นอวิจาระก็มี ~ อวิจาระ = สภาวธรรมที่ไม่มีวิจาร (๖) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี; เป็นอัปปีติกะก็มี; เป็นปีติสหคตะก็มี; เป็นนปีติสหคตะ; เป็นอัปปีติกะก็มี; เป็นสุขสหคตะก็มี; เป็นนสุขสหคตะก็มี; เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี; เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี ~ สัปปีติกะ = สภาวธรรมที่มีปีติ ~ อัปปีติกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีปีติ ~ นปีติสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยปีติ ~ สุขสหคตะ = สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข ~ นสุขสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยสุข ~ อุเปกขาสหคตะ = สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา ~ นอุเปกขาสหคตะ = สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๗) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นกามาวจร (๘) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นกามาวจรก็มี; เป็นนกามาวจรก็มี ~ กามาวจร = สภาวธรรมที่เป็นกามาวจร ~ นกามาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นกามาวจร (๙) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นนรูปาวจร; เป็น นอรูปาวจร ~ นรูปาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปาวจร ~ นอรูปาวจร = สภาวธรรมที่ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๐) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นปริยาปันนะ (๑๑) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นปริยาปันนะก็มี; เป็นอปริยาปันนะก็มี ~ ปริยาปันนะ = สภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกียะ) ~ อปริยาปันนะ = สภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกุตตระ) (๑๒) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยยานิกะ (๑๓) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยยานิกะก็มี; เป็นอนิยยานิกะก็มี ~ นิยยานิกะ = สภาวธรรมที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ ~ อนิยยานิกะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ (๑๔) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ (๑๕) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นนิยตะก็มี; เป็นอนิยตะก็มี ~ นิยตะ = สภาวธรรมที่ให้ผลแน่นอน ~ อนิยตะ = สภาวธรรมทีไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น (๑๖) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นสอุตตระ (๑๗) อัตถปฏิสัมภิทา เป็นสอุตตระก็มี; เป็นอนุตตระก็มี ~ สอุตตระ = สภาวธรรมที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ~ อนุตตระ = สภาวธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๑๘) ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นอรณะ ~ อรณะ = สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ (๑๙) ปฏิสัมภิทา ๓ เป็นอนิยตะ ฉะนี้แล ปัญหาปุจฉกะ จบ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ จบบริบูรณ์.
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ (แจกญาณ ความรู้)
ธนูฝนฉันท์ ๑๗/โคลงสี่สุภาพ
๑.กราบน้อมพระพุทธเจ้าพระอรหันต์.........................คุณะนั้นศรุตม์ขจร เมตตาพระสงฆ์,นิกรลุนยะสอน......................................อริย์สัจประเสริฐวิชา
๒.คราพุทธ์องค์เลิศล้ำ...............................................ศาสดา เพียรสั่งสอนธรรมมา.....................................................ยิ่งแล้ว สงฆ์,ชนมุ่งศึกษา...........................................................สำเร็จ สัมฤทธิ์ผลสุดแผ้ว........................................................เปี่ยมท้นอรหันต์
๓.ญาณเกิดยะยิ่งสมาธิพิระหนุน ...............................ลุอดุลย์จะแจ้งซิครัน ปัญญาพิเศษเจาะจริงลุภวดั้น........................................นิรเดา ฤ จำตะเห็น
๔.ประเด็นญาณเด่นนัอม...........................................มิมี "อภิธรรมฯ" อีก"สุตตันฯ"วลี.............................................................กล่าวไร้ มืนิทเทส"แจงดี.............................................................หมวดหนึ่ง ถึงสิบ ถามตอบละเอียดไซร้....................................................หยั่งแท้ปัญญา
๕."ญาณวัตถุ"นำประจักษ์อริยสัจ".............................ประลุชัดซิปัญญะกล้า ที่ตั้ง"ปฏิจจส์มุปฯ"ปจยะหนา ........................................ภวสิ่งอุบัติและตาม
๖.มีญาณงามเอกน้อม..............................................ปัญจะพาน ทราบชาญ มีจักขุวิญญาณ............................................................"โสตฯ"แท้ "ฆานวิญญ์ฯสูดดมกราน...............................................กระจายกลิ่น รสซาบ"ชิวหา"แท้.........................................................ร่วมห้า"กายวิญญ์ฯ"
๗.วิญญาณสิห้า"อเหตุกะ"วิเศษ..................................นิรเหตุเจาะหกผลิน "โลภ,โกรธกะหลง" และอีกตติยะสิ้น..............................เจาะ"อโลภมิโกรธมิหลง"
๘.คงปัญจวิญญ์ฯแน่แล้ว............................................เหตุไถล วิปปยุต "สัมปัจจย์ฯ"ปรุงไว.........................................................แต่งแท้ "สังขตะ"ก่อ,ดับไป........................................................ธรรมชาติ เป็น"อรูป"มิเห็นแล้.........................................................กระทบไร้ตา,กาย
๙.วิญญาณสิห้าเจาะ"โลกิยะ"ลุชัด..............................ภววัฏฏะวนมิวาย ยังมีกิเสประเภท"สาสวะ"เลาะกราย................................ศยะหมักและแช่จิรัง
๑๐.ดังเบญจวิญญ์ฯร่วมแท้........................................"สัญโญ- ชนิยะ จิตเกิดอารมณ์โชว์........................................................ติดแท้ จึงเวียนว่ายวัฏโซ..........................................................มิห่าง จิตสัตว์ถูกผูกแล้...........................................................ไม่พ้นเลยหนอ
๑๑.วิญญ์ฯรู้อะรมณ์สิ"คันถนิยะ"เดช...........................ลุกิเลสสิครอบพะนอ วิญญ์ฯรู้อะรมณ์ซิ"โอฆนิยะ"จ่อ.......................................จตุโอฆะเหนี่ยวละหนา
๑๒.คราวิญญาณร่วมห้า.............................................อารมณ์ "โยฆนิยะ" กิเลสโยฆะชม................................................................สี่พรัอม "นิวรณิฯ"ดันจิตตรม.......................................................ไกลห่าง ความดี จิตไม่ควรรับน้อม...........................................................มุ่งห้ารูป,เสียง..
๑๓."ปรามัฏฐะ"คิดเจาะยึดลุคติผิด..............................เลาะประชิดมิคลายตะเกรียง วิญญาณสิห้ามุทิฏฐิเสาะเผดียง......................................ธุวะมั่นซิตนมิถอน
๑๔.วิญญาณจรมุ่งรู้....................................................ยินดี อารมณ์ "อยาก"เกิดกิเลสมี..........................................................มากล้น "อุปาฯ"จุ่งยึดทวี.............................................................จากเนิ่อง ติดใจ หลงคิดของตนด้น..........................................................ทุกข์แปล้เลยแฉ
๑๕.วิญญ์ฯเป็นสิ"สังกิเลสิกะ"ลุโผล่..............................ภวโลภะโทสะแล พร้อม"โมหะ"ยึดกิเลสลุมทะแด .......................................หฤทัยเจาะเศร้าและหมอง
๑๖.วิญญาณผองร่วมห้า.............................................."สารัม- มณะ" มีจิต,เจตสิกนำ................................................................รับรู้ เจตสิกช่วยจิตทำ............................................................กิจเสร็จ จิตเด่นประธานกู้.............................................................ทราบแท้ความเผย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๑๗.วิญญาณสิ"อัพยากตะฯ"เจาะกลาง.......................หินะร้างกุศลมิเอ่ย เป็นธรรมชาติวิบากอนะเฉลย........................................สุขะ,ทุกข์มิมีซิผล
๑๘.ยลวิญญาณยิ่งห้า...............................................มิครอง "อสังกิลิฏฯ" มิใช่กิเลสผอง...............................................................ไป่เศร้า ธรรมกลางเด่นจับจอง...................................................มิร่วม เกิดแล กิเลสหมายคอยเฝ้า.......................................................เกี่ยวแล้วยึดหมาย
๑๙.วิญญาณสิห้ามิได้ปะ"อวิตักฯ"...............................อนะปัก"วิตก"สลาย มีตรอง"วิจาร"ประคองลุธุวะกราย...................................ปะอะรมณ์กระทบซิแฉ
๒๐.แลวิญญาณร่วมห้า...............................................เป็นหนา "นสวิตักฯ" "วิตกตรึก"จากลา............................................................คิดไร้ การตรอง"วิจาร"หา.........................................................มีไม่ คงแต่สัมผัสไซร้.............................................................ผ่านห้าทวารเผย
๒๑.วิญญาณสิเป็น"นปีติสหะฯ"ไซร้.............................มนะไร้ซิ"ปีติ"เกย วิญญาณเจาะ"เนวเหตุกะ"เฉลย......................................มิประหาณสิมรรคอะไร
๒๒.ไววิญญาณแน่วห้า..............................................."เนวา- จยคาฯ" มิดิ่งเหตุจุติ หนา............................................................เกิดแล้ หรือลุนิพพานครา..........................................................ธรรมแค่ "อัพยาฯ" มิใช่บุญ,บาปแท้.............................................................ไม่น้อมมรรคแฉ
๒๓.วิญญาณสิห้าลุ"โนอปริยาฯ ...................................นิรพาติภูมิซิแล รู้ธรรมดา บ โลกิยะซิแน่..................................................จะมิติด ณ วัฏไถล
๒๔.วิญญาณไกลไม่รู้...................................................ธรรมใด ทวารรับสัมผัสไว.............................................................เท่านั้น วิเคราะห์คิดอะไร.............................................................ดี,ชั่ว มิทราบ รอจิต,มโนวิญญ์ฯดั้น........................................................ทราบแล้วความหมาย
๒๕.วิญญาสิห้ามิทำนรอุบัติ..........................................จระชัด ณ ภพซิ กราย หน้าที่มโนฯ,วิบากลุภวฉาย ..............................................เพราะกระทำซิกรรมคณา
๒๖.คราวิญญาณร่วมห้า..............................................มิกระทำ มิตื่น,หลับ,ฝันนำ.............................................................แน่วน้อม ภาวะของจิตหนำ............................................................ชนิดต่าง หาใช่ปัญจวิญญ์ฯพร้อม..................................................คิดไร้เลยแฉ
๒๗.ญาณหมวดละสองก็"โลกิยะ"ลุครัน.......................ภวปัญญะมีซิแน่ จิตเกิดกิเลสสิอาสวะกระแส............................................มนะโลกิย์จิตสิหนา
๒๘.ปัญญาโลกุตต์แท้................................................เกิดครา โลกุตต์จิต พาตัดอาสวะหนา...........................................................หมดพ้น สังสารวัฏไกลครา..........................................................ตาย,เกิด เลิกวน เดินสู่นิพพานด้น............................................................ภพลี้สามหนา
๒๙.คำ"เกนจิวิญฯ"ก็ปัญญะมนะรู้.................................ทวิชูกะธรรมะคว้า "โลกุตต์สิเหนือและโลกิยะ"ทกล้า...................................ประลุผลและมรรคไสว
๓๐.ไกล"นเกนจินฯ"แน่แล้ว.........................................ปัญญา จิตไม่อาจทราบหนา.......................................................พลาดแท้ ธรรมสูงยิ่งเกิดครา.........................................................อริยมรรค ปุถุชนมิทราบแล้............................................................ไม่รู้ตามแฉ
๓๑.ปัญญาสิยังเจาะ"สาสวะ"ริโอ่.................................ภณะโลกิย์ปัญญะแน่ มีอาสวากิเลสศยณะแด..................................................ธุวะยึดและท่วมหทัย
๓๒.ไวปัญญาปราศแท้................................................มิมี "อนาสวะ" กิเลสหมักหมมหนี..........................................................จิตช้อย หมายอรหันต์ลี..............................................................สำเร็จมรรคผล ออกจากวัฏฏะคล้อย......................................................ไม่แล้คืนหวน
๓๓."สัญโญชนียปัญญะเจาะซิชัด................................ภวมัดมนุษย์จะซวน ปัญญากุศล ณ ภูมิตติยะถ้วน..........................................ปะ"อรูปฯกะรูปและกามฯ"
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๓๔.ความ"อสัญโญฯ"ไม่แท้.......................................อารมณ์ กิเลส มิผูกสัตว์รัดซม............................................................แน่แล้ว "สังโยชน์สิบ"ตัดจม.....................................................ไกลลิบ เกิดมรรค,ผลครบแผ้ว..................................................ห่างพ้นวัฏหนา
๓๕.ปัญญาสิถูกเจาะ"คันถนิยะ"ชัด............................ภวรัดมนุษย์ ณ หล้า อารมณ์กิเลสซิครอบหทยะล้า ......................................ตติย์ภูมิ ณ วัฏและวน
๓๖.ยล"อคันถะ"ปราศร้อย........................................กิเลสไกล คันถะ โลกุตตระธรรมไว.........................................................ล่วงแล้ว ปัญญามรรค,ผลไสว.....................................................วัฏห่าง อรหันต์เลิศแผ้ว............................................................หลุดพ้นถาวร
๓๗.ปัญญาสิถอยเพราะ"นีวรณิยา".............................เจาะถลากุศลขจร กำจัดนิวรณ์"อนีวรณิฯ"ถอน...........................................นิรวาณละวัฏฏะไกล
๓๘.ไว"สวิตักฯ"เกิดขึ้น...............................................ปัญญา "วิตก" ความคิดตรึกมีหนา........................................................ร่วมแท้ "อวิตักกะฯ"พา...............................................................วิตกตรึก มิมี โดยเกิดปัญญาแล้.........................................................จากชัอยสมาธิ์แฉ
๓๙.ปัญญาสิร่วมอุเบกฯมิสุขะ,ทุกข์.............................มนะรุกเจาะ"กลาง"มิแปร เกิดจากวิปัสสนาหทยะแน่..............................................ประลุปัญญะตรองซิจริง
๔๐.อิง"นอุเปกฯ"ไม่แล้................................................ปัญญา ปราศรวม "ปัญญาอุเปกขาฯ".........................................................แต่น้อม "สหคตเวทนา"...............................................................อันอื่น "โสมนัส,ดีใจพร้อม.........................................................สุขช้อยจริงเผย
๔๑.ญาณหมวดละสามก็แรกปะเจาะพินิจ...................ลุตริคิดซิเหตุเฉลย "จินตาฯ"ลุตรองกะผลสิตนุเกย......................................ประลุรู้ประจักษ์ละแฉ
๔๒.แล"สุตมยฯ"เกิดแล้ว...........................................จากฟัง การอ่านปัญญาจัง........................................................ยิ่งล้น "ภาวนาฯเยี่ยมหวัง........................................................หมายมุ่ง นิพพาน ปฏิบัติจริงท้น...............................................................เสร็จแท้ใจหมาย
๔๓.ปัญญาลุจากริ"ทานมยะฯ"ประสาน.......................สละพานตระหนี่ซิคลาย ปัญญาสิได้เพราะ"สีลมยะฯ"ฉาย...................................มุกุศลลิชั่วประลัย
๔๔.ใจ"ภาวนาฯ"เปี่ยมแผ้ว........................................วิปัสสนา" เพียรหมั่นฝึกใจพา.......................................................แน่วแท้ เกิดประสพการณ์หนา..................................................ลุล่วง ธรรมสูง มิแค่ฟัง,วิเคราะห์แล้......................................................ครบพร้อมเสร็จการ
๔๕.ปัญญาวิปากฯอุบัติหทยะปรี่.................................ประลุมีวิบากพะพาน ผลกรรมจะเกิด ณ ภูมิจตุประสาน .................................ขณะนี้ลุผลสบาย
๔๖.กราย"วิปากธัมม์ฯ"เหตุแกล้ว................................เกิดกุศล ปัญญา ภูมิสี่เกิดเหตุยล.............................................................ส่งไซร้ เกิดวิบากแลดล.............................................................สืบต่อ จึงรับผลครันได้............................................................โลกหน้าเร็วเผย
๔๗.ครา"ปัญญะเนวิปากนวิฯ"กล้า...............................กิริยาอร์หันต์ซิเคย ไม่เป็นวิบากสิเหตุปจยะเอ่ย...........................................อนะผลซิกรรมไฉน
๔๘.ไว"อุปาฯ"เกิดแล้ว................................................ปัญญา วิบากกรรม เกิดกิเลสยึดหนา...........................................................เหนี่ยวรั้ง ปัญญาทราบกรรมพา....................................................จะเกิด อารมณ์ เกิด ณ ภูมิสามยั้ง.........................................................ภพหน้ากรรมผล
๔๙.ปัญญาสิกรรมมิยึดเพราะ"อนุปาฯ".......................ตะก็ฝ่าอะรมณ์ปะปน ปัญญากุศล ณ โลกิยะผจญ..........................................กิริยาเจาะอัพยาฯ
๕๐."อนุปาทินฯ"ร่วมแท้.............................................ปัญญา มรรคผล มิยึดโดยตัณหา...........................................................ผลักไซร้ อารมณ์ไป่มีหนา..........................................................จึงเพิก ยึดครอง โลกุตต์ปัญญาได้.........................................................มุ่งพ้นโลกแฉ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๕๑.ปัญญาสิก่อเพราะ"อาจยะมิโนฯ"..........................ภวโร่เจาะ"ภพ"ซิแน่ มีจุติ,เกิดปะสันตติมิแปร................................................เพราะสะสมกิเลสเสมอ
๕๒.เจอปัญญาเปี่ยมล้น..............................................มิสะสม กิเลส "อปจยคาฯ"ชม..............................................................เพรียกไซร้ ปัญญาช่วยรานสม....................................................... กิเลสหมด นิพพาน นำจิตออกวัฏได้............................................................สุดสิ้นสังสาร
๕๓.ปัญญาปะ"เนวะคาปจยะฯ"บ่ม..............................มิสะสมมลาน หรือ"ชาติ" ฤ ดับกิเลสตะภวะพาน..................................กิริยาสิรู้อร์หันต์
๕๔.ครัน"ปริตต์ฯ"ทราบน้อย......................................ปัญญา โลกิยะ ระดับ"กามาฯ"หนา........................................................บ่งชี้ "ปัญญา"มหัคคตาฯ"......................................................สมาธิ์ฝึก รูปาฯ และ"อรูปาฯ"นี้..............................................................ใหญ่แท้อารมณ์
๕๕.ปัญญาสิ"อัปปะรัมมณะ"สิชาญ............................มิประมาณพระธรรมสดมภ์ นิพพานอะรมณ์ซิพ้นหทยะสม ......................................เพราะเจริญวิปัสสนา
๕๖.ครา"มัคคาฯ"มรรคแจ้ง........................................เกิดพาน ปัญญา จิตทราบมรรคแปดชาญ................................................หยั่งรู้ "สัมมาทิฏฐิ"กราน..........................................................เกิดชัด ปัญญา เกิดมรรคจิตครบสู้........................................................ร่วมท้นญาณเผย
๕๗.ปัญญาสิ"มัคคเหตุกะฯ"พะพาน.............................จตุฌานซิรร่วมเฉลย "โสดาฯ,สก์ทาฯ,อนาฯ"อริยะเชย....................................."อรหัตตมัคคญาณ"
๕๘.พาน"มัคคธิปฯ"แล้................................................มรรคยง อธิบดี เป็นใหญ่นำจิตตรง.........................................................กระจ่างไซร้ ปัญญาพฤติธรรมประสงค์..............................................นำก่อ หมายหลุดจากวัฏได้......................................................มุ่งกล้าเสร็จครัน
๕๙."อัชฌัตตปัญญะฯ"ภวชู.........................................วิคราะห์รู้ ณ ตนเจาะขันธ์ "รูป,เวทนา,กะสัญญะ.."คติสรรค์.....................................เจาะวิปัสสนาเจริญ
๖๐.เดินปัญญาเร่งแล้ว.............................................."พหิทธา" ภายนอก กำหนดขันธ์นอกหนา....................................................มุ่งน้อม อารมณ์คิดเห็นครา.......................................................ไตรลักษณ์" มิเที่ยงเป็นทุกข์พร้อม....................................................สภาพแท้อนัตตา
๖๑."อัชฌัตต์พหิทธะฯ"วิเคราะห์ธรรม........................"พหิ"นำและ"ใน"คณา เกิด,อยู่และดับเสมอทวิเจาะกล้า....................................อนะยึดสิขันธ์ลิปลง
๖๒.คงปัญญาสี่แล้.....................................................ผลกรรม กัมมัสส์ฯ "กรรมดิ่งของตนนำ.......................................................เหตุน้อม "กรรมเป็นเผ่าพันธุ์หนำ.................................................."หมายพึ่ง" "ทายาทรับผล"พร้อม.....................................................พฤติแล้วรับผล
๖๓.ปัญญาเจาะ"สัจจะโลมิกะฯ"พะพาน.......................อธิญาณวิปัสส์ซิดล ไตรลักษณ์เจาะจริงกะสัจอริยะด้น.................................มนะพร้อมลุธรรมสิสูง
๖๔.จูงถึงธรรมยิ่งแล้ว................................................"สมังคี มรรค"แฮ มรรคแปดรวมตัวมี........................................................หนึ่งพร้อม จิตพลังยิ่งสูงดี..............................................................กิเลสตัด ลุธรรม อริยบุคคลน้อม.............................................................มรรคขั้นสูงกราน
๖๕.รู้"ผลสมังคิญาณ"อริยะขั้น..................................จตุดั้นสงบสราญ "โสดาฯ,สกีฯ,อนาฯ"ลุระยะชาญ ...................................อรหันต์ซิจบอดุลย์
๖๖.คุณ"ทุกข์ญาณ"หยั่งรู้.........................................ความจริง ทุกข์สัจ เป็นแรก"อริยสัจ"อิง......................................................ประเสริฐล้ำ ความเป็นทุกข์เกิดสิง....................................................มีแก่ ตายแล สภาพขันธ์บีบย้ำ...........................................................มุ่งแก้ดับครัน
๖๗.มี"ทุกข์สมุท์ยญาณ"ปจยะชุก..............................ปะทุทุกข์เพราะ"อยาก"ประชัน รู้เหตุอะไรวิธีเจาะภิทะสรร............................................มละดับซิเสร็จคระไล
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๖๘.ไว"ทุกข์นิโรธฯ"แท้..............................................ทางหนา ดับทุกข์ โดยดับ"อยาก,ตัณหา"..................................................ทุกข์พ้น "ทุกข์นิโรธญาณ"พา.....................................................ทางเด่น ออกวัฏ มิยึด,กองขันธ์ด้น..........................................................ปล่อยทิ้งกิเลสไส
๖๙.ญาณรู้สิ"ทุกข์นิโรธปฏิปทา"................................กิจะหนาลิทุกข์ประลัย มรรคแปดสิดับกิเลสผละสละไกล ....................................................................................นิรวาณซิมุ่งและหมาย
๗๐.ปัญญากรายเกี่ยวข้อง........................................."กามา-วจร" ระดับโลกิยะหนา...........................................................ทราบถ้วน ฟังธรรม,อ่าน,คิดพา ......................................................สมาธิ์ฝึก ชน,เทพพึงถึงถ้วน.........................................................มุ่งแท้ทำกุศล
๗๑.ปัญญาสิ"รูปะวาจระ"ประกบ.................................จระภพก็"รูป"ยะยล ผู้ที่ลุ"รูปญาณ"หทยะด้น .....................................................................................ลุสมาธิ์สงบหทัย
๗๒.ไว"อรูปาฯ"เกิดแล้ว...............................................ปัญญา โลกิยะ เจริญเพ่ง"อรูป"หนา........................................................ประณีตแทั ฌานจำแนกมีมา.............................................................รวมสี่ ยังไม่ถึงทางแล้..............................................................หลุดพ้นนิพพาน
๗๓.ปัญญามิเกี่ยวกะวัฏ"อปริยาฯ"...............................ภวกล้ากิเลสประหาณ โลกุตต์ระธรรมผละวัฏฏะเลาะมลาน...............................ตติย์ภพซิลี้ถลา
๗๔.คราธรรมหมวดสี่แล้............................................."ธรรมญาณ" โดยทราบความจริงชาญ.................................................เกิดน้อม มีตายแน่เวียนกราน........................................................อริยสัจ ศึกษา เหตุ,ผล,ดับทุกข์พร้อม....................................................เด่นแจ้งนำทาง
๗๕.รู้ตามสิกาลกะ"อันวยะฯ"สกนธิ์...............................ตนุตนประจักษ์มิคลาง ไม่ว่าอดีต,อนาฯก็ดุจะวาง ..............................................ขณะปัจจุบันมิแปร
๗๖.แล"ญาณปริจจ์ฯ"รู้...............................................จิตเขา ระดับใด ทราบว่ากิเลสเขลา........................................................มากล้น จิตหดหู่,หลงเหงา..........................................................มีโกรธ จิตหวั่นหรือหลุดพ้น.......................................................เสร็จแล้วหรือไร
๗๗."สมมติญาณ"สิรู้เจาะคติชื่อ...................................ประลุสื่อจะเรียกซิใด ปัญญาสิทาง ณ โลกิยะจะไข..........................................ภววัฏฏะเวียนและวน
๗๘.ยล"อาจยะฯ"รอบรู้................................................สะสม ดับกิเลส"อปจะฯ"ชม.......................................................ดับน้อม หรือทำลดลงถม.............................................................จนหมด หมายมรรค,ผลเกิดพรัอม...............................................สู่ชั้นนิพพาน
๗๙.ปัญญาสิรู้เลาะ"อาจยอะฯ"จับ...............................ปะทะดับกิเลสมลาน สั่งสมกิเลสกะ"ภพ"และ"ภว"กราน...................................มนะโน้มวิมุตติแฉ
๘๐.แล"เนวาฯ"พฤติแท้..............................................ปัญญา สูงสุด เจริญมรรค"ผลจิต"มา...................................................สี่พร้อม "โสดาฯ,สกทาฯ............................................................."อนาฯ"แน่ อรหันต์ กิเลสจบเหลือค้อม.........................................................มรรคขว้างหมดหนา
๘๑.รู้"นิพพิทาฯ"เพราะหน่ายกะทุขะชัด......................เจาะวิปัสสนาเพราะกล้า ยืนมั่น"วิราคะ"วางหทยะคว้า..........................................ลุวิมุตติพ้นเฉลย
๘๒.เปรย"ปฏิเวธฯ"แจ้ง..............................................ทราบพาน จะหน่าย"กามสังขาร"....................................................ยิ่งน้อม อภิญญาทราบกราน......................................................จริงสัจ ธรรมแล อริยสัจแจงพร้อม..........................................................ล่วงแล้วอรหันต์
๘๓.รู้"นิพพิฯกะปัญญะปฏิเวธฯ"..................................ลุวิเศษเจาะมรรคซิครัน มรรค์ญาณจะแจ้งตลอดจิประลุพลัน..............................ก็เพราะ"ราคะ"คลายและปลง
๘๔.คง"เนวานิพฯ"แล้.................................................ปัญญา เหลือจาก"สาม"ญาณหนา.............................................แม่นแล้ว เป็นวิปัสสนา.................................................................ยังไป่ เสร็จแล ยังไม่"นิพพิฯ"แจ้ว.........................................................หน่ายแปล้สุดเผย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๘๕.รู้"หานภาคินี"ลุชิระครัน......................................ภวปัญญะเสื่อมเฉลย ปัญญาสิ"ภาคินีเจาะฐิติฯ"เอ่ย.......................................ดุจะทรงมิก้าวมิถอย
๘๖.คอยปัญญาเลิศล้ำ..............................................พัฒนา "กิเลส" เดินสู่งานสมาธิ์.............................................................เปี่ยมล้น ถึง"นิพเพธปัญญาฯ".....................................................ตัดกิเลส ความหลง นำสู่มรรค,ผลท้น..........................................................ล่วงแล้วนิพพาน
๘๗.แนวทางประพฤติพระธรรมประลุวิมุติ..................ระยะรุดซิช้ากะงาน ง่าย-ยากไฉนจะถึงจตุประสาน......................................ก็จะพ้นติโลกซิแฉ
๘๘.แล"ทุกขาฯ"แน่วพ้น.............................................ทันธา ภิญญา เพียรมากลำบากหนา....................................................ล่วงช้า กิเลสหยาบทุกข์พา.......................................................ใจซ่าน สติถอย จิตไป่คงสมาธิ์ล้า..........................................................อ่อนเปลี้ยอินทรีย์
๘๙."ขิปปาและทุกเจาะยากปฏิปทา"...........................พิระหนาลุเร็วทวี ด้วยมีกิเลสสิหยาบตะวตะคลี่.........................................สติกล้าสมาธิเผย
๙๐.เปรย"สุขาฯ"เลิศล้น.............................................บรรลุนาน งานสะดวก กิเลส,ทุกข์ซาพาน.........................................................แต่น้อม "สุขาขิปปาฯ"กราน .......................................................ลุง่าย เร็วมาก จากแกร่งอินทรีย์ช้อย....................................................พรั่งพร้อมสมาธิ์แฉ
๙๑."ปัฏฐานสตีฯ"สถานก็สติอยู่...................................ก็ตริชูกะสรรพแท้ เห็นจริงเจริญวิปัสสะจตุแน่.............................................มละไกลกิเลสซิเผย
๙๒.เปรย"กายาฯจิตตั้ง...............................................พิจารณ์กาย ยืน,เดิน มิใช่ตัวเลยฉาย..............................................................ธาตุแล้ "เวทนาฯ"พิศทุกข์กราย..................................................หรือสุข คิดว่า"เกิด"มาแท้...........................................................แม่นแล้ว"ดับ"ปลง
๙๓."จิตตานุปัสสนา"ตริมนะบ่ม...................................ซิอะรมณ์หละหลายพะวง โลภ,โกรธจะรู้สภาวะเจาะประสงค์..................................ฐิติจิตเจาะมั่นและกลาง
๙๔.พลาง"ธัมมาฯ"คิดรู้................................................สภาพธรรม เบญจขันธ์ อริยสัจจตุนำ..................................................................มรรคพร้อม โพชฌงค์เร่งทราบทำ......................................................เพียรมั่น ปัญญา นาม,รูปธรรมจริงน้อม......................................................ไม่แล้ตัวตน
๙๕.ปัญญาสิรู้วะแก่"ชรามรณญาณ".............................ชิระพานซิขันธ์ผจญ ความตายเลาะชีพและภิทะยล ........................................คติสัจจะแน่มิผัน
๙๖.ครัน"ชราสมุทย์ฯรู้.................................................เหตุ"ตาย เกิด"นา ทราบหยั่งชัด"ชาติ"ฉาย..................................................เหตุพร้อม จึงมี"แก่"ตามกราย.........................................................."ตาย"จ่อ ถึงแล มี"ทิฏฐิสัมมา"น้อม...........................................................ทราบได้ปัจจัย
๙๗.ปัญญา"นิโรธ์ชรามรณญาณ"................................เจาะมลานซิดับคระไล เมื่อ"ชาติ"สิดับ"ชรา,และมร"ไซร้......................................ก็จะดับเพราะเหตุมิมี
๙๘.ดับทวี"นิโรธ"แท้...................................................ปฏิปทา ชรา,ตาย ดับไม่เหลือเลยหนา........................................................วิปัสส์ฯน้อม มรรคองค์แปดทางพา.....................................................ดับ",ชาติ" เด็ดขาด ภพต่อไปชาติคัอม..........................................................สุดสิ้นเลยหนา
๙๙."ชาติญาณ"เลาะรู้"ปฏิจจสะฯ"อุบัติ........................ภวชัดและดับ ณ หล้า มี"ชาติอุบัติกะขันธ์,ปจยะ"กล้า.......................................วิธีดับกะ"ชาติ"ซิครัน
๑๐๐.พลัน"ภวญาณ"มุ่งรู้..........................................."ภพ"แล เวียนยึด เหตุ"อยาก"ยึดแฉ..........................................................ภพสร้าง ทราบความ"ดับภพ"แปร.................................................ภพชาติ มิเหลือ ทางดับภพชาติมรรคอ้าง................................................หลุดพ้นฉับพลัน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๑๐๑.ญาณอุปาฯเจาะยึดและธุวะลามรู้....................ภว"กาม"ลุทิฏฐิครัน "สีลัพฯกะอัตวาทุ"วทะดั้น............................................ตริซิเหนือนิกรสกล
๑๐๒.ยลอุปาฯเหตุแท้.............................................."ตัณหา อยาก"แล ระดับอุปาฯหนา...........................................................แน่แล้ว ควรดับ"อยาก"จะพา....................................................อุปาฯดับ ตามเอย จะดับอุปาทานแจ้ว......................................................มรรคพร้อมวิเศษหนา
๑๐๓."ตัณหาสิอยาก"รตีหทยะติด.............................เจาะประชิดกะ"กาม"คณา ตัณหาซิอยากมิอยากจะทุขะกล้า.................................ลุทวีตลอดจิรัง
๑๐๔.ทราบจังเหตุเกิดแล้..........................................ตัณหา "อยาก"เกิดจาก"เวทนา"...............................................ยิ่งรู้ ทุกข์หรือสุขเฉยมา......................................................จึงก่อ ตัณหา ระงับเวทนากู้...............................................................หลุดแท้ตัณหา
๑๐๕.ตัณหานิโรธสิดับภิทะมิเหลือ.............................ภวเครือกิเลสละกล้า ตัณหาซิหยุดมิข้องสละคณา .......................................มละหมดกิเลสมลาน
๑๐๖.พานปฎิบัติมรรคแล้.........................................แปดองค์ ทางดับตัณหาคง.........................................................หมดพ้น ทุกข์ปลงปลดยะยง.....................................................มิเกิด เดินสู่นิพพานท้น..........................................................ห่างแล้วภพสาม
๑๐๗.รู้"เวทนา"ก็คือลุ"สุขะ,ทุกข์"..............................ภวรุกรึ"เฉย"ซิความ "รู้สึก"มิควรจะยึดกะวปุตาม..........................................เพราะมิเที่ยงจะแปรเสมอ
๑๐๘.เจอเวทนาเหตุแล้.............................................จากอะไร "อายตนะนอก-ใน"........................................................กระทบพร้อม จึงเกิด"ผัสสะ"ไว...........................................................ทุกเมื่อ เวทนาเกิดพลันน้อม......................................................รับรู้เชียวหนา
๑๐๙.ปัญญาสิรู้ยะยิ่งปจยะไหน.................................มละไวกะเวทนา เมื่อ"ผัสสะ"ดับก็"เวทนะฯ"มิช้า.......................................ประลุดับสนิทซิพลัน
๑๑๐.มีปัญญายิ่งรู้.....................................................วิธีหนา ดับเวทนา "อริยสัจ"พา..................................................................มรรคถ้วน วงจรกิเลสตัดครา.........................................................จิตปราศ อารมณ์ เวทนาหายล้วน.............................................................ปราบป้องทันแฉ
๑๑๑.รู้"ผัสสะ"จบสิอายตนะใน...................................พหิไซร้กระทบซิแน่ "ตา"เห็นสิ"รูป,จมูก"สุภิระ..แท้........................................ประลุ"จักขุวิญญ์ฯ..เฉลย
๑๑๒.เปรยผัสสะเกิดนั้น.............................................มี"สฬา- ยตนะ" ครันร่วมวิญญาณหนา...................................................หกพร้อม สฬาฯใน-นอก,วิญญ์ฯพา................................................สามก่อ ผัสสะ โยงเกิด"เวทนา"น้อม.....................................................จึ่งรู้สึกเผย
๑๑๓.ปัญญาสิรู้วะ"ผัสสะ"จะละหนา...........................ก็"สฬาฯ"เจาะดับซิเอ่ย คราเมื่อ"สฬายะฯ"ดับลิกิจะเอย......................................นิร"ผัสสะ"เกิดสิหนา
๑๑๔.คราญาณปฏิบัติรู้.............................................ดับแล ผัสสะ เลิกกระทบทวารแบ......................................................หกไร้ มีทางมรรคแปดแฉ.......................................................กิเลสตัด วงจร จิตเกิดปัญญาไซร้........................................................ดับแท้จริงเผย
๑๑๕.รู้เรื่อง"สฬายะฯ"เกิดเหมาะเจาะอะไร..................ก็เจาะในทวารซิเอย "ตา,หู,จมูกกะลิ้นและวปุเลย .........................................มนะหกสถานสิแฉ
๑๑๖.แล"สฬายะฯ"เชื่อมรู้..........................................อารมณ์ หลากนา เหตุเกิด"สฬายะฯ"คม....................................................สภาพแท้ คือ"นามรูป"เจริญชม.....................................................ชีวิต เติบโต จึงก่อ"สฬายะฯ"แล้........................................................สื่อพร้อมทำงาน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๑๑๗.รู้ว่าจะดับ"สฬายตนะ"ครอง............................ก็จะตัองละนามฯมลาน ขันธ์ห้าประกอบสิ"รูป"ก็วปุฉาน..................................จตุนามฯก็เวทนา
๑๑๘.ครา"นามรูป"ดับแล้ว.......................................ทำ"สฬาฯ" ดับตาม จิตจ่อกาย,ใจหนา.......................................................ไป่แล้ เป็นตนเลิกยึดมา........................................................สฬาฯไม่ ทำงาน มิรับใดอีกแท้..............................................................ดับแล้วสฬาฯแฉ
๑๑๙.มรรคแปดจะดับ"สฬายตนะ"เครือ....................นิรเหลือมิเกิดซิแน่ ไม่มี"อุปาฯ"และ"อยาก"อภวแผ่.....................................อนะ"ชาติ"และ"ภพ"คระไล
๑๒๐.ไวมีญาณรอบรู้................................................จิตคือ "นามรูป" นามสี่คิดปรุง..ลือ.........................................................แต่งล้ำ เวทนา,คิด,จำ..ปรือ.......................................................และทราบ "วิญญาณ "รูป"เด่นคือกายย้ำ.......................................................ชีพยั้งมินาน
๑๒๑.รู้เหตุสิ"นามและรูป"เจาะอุปบัติ.........................ก็จะชัดซิวิญญ์ฯลุกราน วิญญาณมิมีก็"สอง"จะนิรขาน.......................................ดุจะไร้มิมีซิครัน
๑๒๒.พลันวิญญาณเหตุแล้........................................อารมณ์ เกิดมี โดยผ่านตา,หู..ชม.........................................................คิดพร้อม นามจึงเกิดจำ..คม.........................................................รวม"รูป" หมุนเวียน ไปสู่"สฬาฯ,ผัสสะ"น้อม..................................................ต่อด้วย"เวทนา"
๑๒๓.ความรู้ผิวิญญ์ฯซิดับอภว"นาม"...........................ก็จะตามลุดับสิหนา วิญญาณจะดับมิเหนี่ยวเจาะอนะกล้า..............................ผิวะนามและรูปก็ปลง
๑๒๔.จงทราบทางดับแล้............................................มิเหลือ นามรูป มรรคแปดทางดับเครือ...................................................จิตพร้อม เห็น"นามรูป"ทุกข์เจือ.....................................................มิเที่ยง อนัตตา นามรูปขันธ์ดับน้อม........................................................จิตแผ้วสะอาดฉาน
๑๒๕.ความรู้ ณ วิญญ์ฯอะรมณ์หทยะชู........................ก็จะรู้ซิผ่านทวาร วิญญาณ ฉ เกิด ณ ตา..และมนะกราน ...........................ภวเกิดและดับเสมอ
๑๒๖.เจอวิญญาณหนึ่งแล้..........................................เบญจขันธ์ องค์ประกอบชีวิตครัน....................................................มุ่งน้อม ใดกระทบตาแสงทัน......................................................จิตทราบ เกิด,จำ เวทนาเกิด,คิดปรุงพร้อม................................................ครบแล้วกระบวนการ
๑๒๗.ความรู้สิทราบอะไรปจยะเกิด.............................ประลุเพริดซิวิญญ์ฯสราญ "สังขาร"สิปรุงมุวิญญ์ฯภวประสาน..................................ปฎิสนธิใหม่ซิหนา
๑๒๘.คราทราบวิญญ์ดับได้........................................เหตุหนา พาไป ดับเหตุเสียวิญญ์ลา.......................................................ลับแล้ว เหตุ"นามรูป,สฬาฯ"ซา....................................................สัมผัส เวทนา เหตุไม่ปรุงอีกแจ้ว..........................................................ดับแท้วิญญาณ
๑๒๙.ความรู้วิธีละวิญญ์ฯก็ประลุมรรค........................เจาะประจักษ์ซิวิญญ์ฯพะพาน ไม่เที่ยงเจาะทุกข์มิใช่สิวปุกราน.....................................ละอุปาฯมิยึดอะไร
๑๓๐.ไวมิยึดมั่นแท้....................................................สังขาร จึงดับ ปรุงแต่งเลิกหมดกราน..................................................ว่างพร้อม วิญญาณจ่อซมซาน......................................................จะอยู่ มิคง จึงดับลงแลน้อม............................................................หลุดพ้นทุกข์ผอง
๑๓๑."สังขารสิญาณ"ไฉนก็เพราะจะปรุง....................ลุผดุงติสามสิปอง "กายสังฯ,วจีฯและจิตตะฯ"ภวจอง...................................อุปบัติและดับมิคง
๑๓๒.จงทราบเหตุเกิดแท้...........................................สังขาร เป็นใด มี"อวิชชา"กราน.............................................................ยึดกล้า อริยสัจมิขาน.................................................................ในจิต จึงก่อกรรมมิล้า..............................................................รุ่มร้อนนิสัย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์ ๑๓๓."สังขารนิโรธฯ"เจาะรู้มละ"อวิชฯ".........................ละสนิทซิ"ปรุง"คระไล สังขารลิปรุงมิเหลือเพราะเจาะไสว..................................อริย์สัจลิดับสลาย
๑๓๔.ทราบกรายนิโรธฯคล้อย.....................................วิธีปลง สังขาร มรรคแปดเจริญคง.........................................................จิตน้อม มรรครวมบ่มตัดตรง.......................................................พานดับ กิเลส "อวิชชา"ดับพรัอม..........................................................หลุดพ้นโลกสาม
๑๓๕.ลำดับ"ปฏิจจ์สมุปฯ"เจาะอุปบัติ...........................ภวชัดซิวนและตาม ในวัฏฏะสิต่อปจยะผลาม................................................ประลุทุกข์ซิเกิดและตาย
๑๓๖.ฉาย"อวิชชา"ไม่รู้...............................................จริง,หลง อริยสัจ กรรมเกิด"สังขาร"ตรง....................................................ก่อแล้ว วิญญาณหกทราบยง......................................................วิญญ์เกิดจักขุวิญญ์,.. "นามรูป"เกิดมิแคล้ว.......................................................ชีพยั้งกายา
๑๓๗.นามรูปเจาะมี"สฬายตนะ"ใน...............................ก็อวัยวะ"ตา,.."ซิครา ตา,หู,จมูก,..กระทบกะพหิรา............................................มติ"รูป,.."กุ"ผัสสะ"แฉ
๑๓๘.แลผัสสะกระทบแล้ว..........................................."เวทนา" เกิดครัน ทุกข์,สุข,เฉยทราบพา.....................................................รับรู้ เกิดชอบมาก"ตัณหา......................................................."อยาก"ยิ่ง จึงยึด"อุปาฯ"กู้................................................................มั่นแล้มิถอน
๑๓๙.ยึดมั่น"อุปาฯ"ลุสันตติกระทำ..............................ภวหนำซิ"ภพ"มิคลอน "ชาติ"จึงลุมีอุบัติปะทะขจร.............................................วปุตนซิเกิดถลา
๑๔๐.ครามี"ชาติ"เกิดแล้ว..........................................เจ็บ,ชรา ตายตาม สายเกิดมีแลหนา..........................................................แน่แล้ "อวิชชา"เหตุจะพา........................................................มีเกิด สังขาร เกิดเนื่องชราจริงแท้.....................................................ส่งน้อมถึงตาย
๑๔๑.สายดับผิสิ่งเจาะดับก็จะผละดับ........................มละลับซิพร้อมทลาย ถ้าดับ"อวิชชา"ก็"สังฯ"เหมาะจะสลาย............................พหุผองก็ดับลิตาม
๑๔๒.ความญาณมีหมวดห้า......................................."สัมมา- สมาธิ" ฌานสี่อาการหนา..........................................................กอปรห้า "ปีติฯอิ่มใจพา................................................................ซาบซ่าน กายา มี"สุขผรณา"กล้าจิต......................................................แผ่ทั้งตัวตน
๑๔๓."เจโตผร์ณา"จะแผ่หทยะรุด...............................บริสุทธิ์ลุกายซิท้น "อาโลกผร์ณา"สว่าง ณ มนะด้น......................................ก็ยะยลนิมิตไสว
๑๔๔.ไว"ปัจจ์เวกฯ"จรดรู้............................................พิจารณ์ คิดดี แทงตลอดปัญญาชาญ..................................................มรรคแล้ คราลุมรรค,ผลกราน......................................................"ปัจจเวก- ญาณฯ"เกิด พินิจหลายวาระแท้........................................................มุ่งช้อยอรหันต์
๑๔๕."สัมมาสมาธิ"ผิวตะรักษ์......................................จะประจักษ์ซิเบญจะพลัน เกิดญาณกะตนและรู้เจาะสุขะสรรค์..............................เพราะสมาธิสุขลุผล
๑๔๖.สมาธิ์ดลเหยื่อไร้..............................................มิมี อามิส ปราศยึดติดใดดี...........................................................แน่ไซร้ พึงทราบว่าสมาธิ์ลี........................................................คนชั่ว จำไกล ปฏิบัติมิได้...................................................................กิเลสท้นมากหนา
๑๔๗.รู้ว่าสมาธินี้ประลุละเอียด..................................เพราะละเมียดสงบคณา ตัดหมดกิเลสซิลุนะคว้า................................................มนะเกิดซิปัญญะเผย
๑๔๘.เปรยทราบตนมั่นแล้........................................สติมี จะช่วยสมาธิ์วสี...........................................................ออกเข้า มีธรรมอื่นเกิดพี...........................................................มาร่วมทำงาน จิตแน่วฝึกฝนเร้า.........................................................มุ่งขึ้นสูงเผย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|