(ต่อหน้า ๒๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
๔๑๕.ที่เจ็ดลุ"เนวะสัญยตนะฯ"กล้า................เจาะสมาธิ์ประณีตซิแล
จิตอยู่สิกลางกะ"จำ"และอนะแน่........................มิละดับสนิทซิคง
๔๑๖.ยลวิโมกข์แปดแท้................................."สัญญา- เวท์ยิตฯ"
"นิโรธสมาบัติ"พา.............................................ดับแล้
ขันธ์สองสิ่งดับหนา..........................................."จำ"แน่ "เวทนา"
จิต,ร่างกายสงบแท้...........................................ชีพย้ำยังคง
๔๑๗.พุทธ์เจ้าระลึกสิชาติลุพหุกัป..................เจาะซินับมิถ้วนประสงค์
ภพโน้นจะชื่ออะไรศยณะบ่ง..............................ก็สถานซิไหนเฉลย
๔๑๘.เปรยตถาคตแท้....................................ทราบแล จุติ,เกิด
สัตว์หลากหลายไปแฉ.......................................สู่น้อม
สุคติ สุขแด.......................................................กุศลส่ง สวรรค์
ไปทุคติพร้อม....................................................ชั่วช้าสามานย์
๔๑๙.พุทธ์เจ้าสิรู้พระญาณสกะพระองค์..........ภวบ่งลิ"อาสวา"มลาน
ทรงทราบสิ"อาสวา"ปจยะพาน............................อริย์สัจเจาะดับเฉลย
๔๒๐.เปรยหทัยหลุดพ้น..................................อาสวา
พลังยิ่งของปัญญา.............................................ยอดแท้
"เจโตฯ"อำนาจหนา............................................สมาธิ์ช่วย
พบ"ทิฏฐิธรรม"แท้..............................................ชาตินี้นิพพาน ฯ|ะ
แสงประภัสสร
๑๖. ญาณวิภังค์ : [เล่มที่ 78] พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ : มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
https://share.google/fOWM5QEjfm77QdZpr๑๖. ญาณวิภังค์
มาติกา
เอกกมาติกา
[ก] ญาณวัตถุหมวดละ ๑ คือ วิญญาณ ๕
~ วิญญาณ ๕ = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
(๑) เป็นอเหตุกะ = สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุ
(๓) เป็นเหตุวิปปยุต = สภาวธรรมที่วิปปยุตจากเหตุ
(๔) เป็นสัปปัจจยะ = สภาวธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง
(๕) เป็นสังขตะ = สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น หรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น มีจุดเริ่มต้น ดำรงอยู่ และดับไปตามหลักธรรมชาติ ในทางพุทธศาสนา เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สังขตธรรม ซึ่งครอบคลุมถึง รูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดในสังสารวัฏ
(๖) เป็นอรูป = สภาวะที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสัณฐาน ไม่มีการกำหนดขอบเขต และไม่ใช่วัตถุที่สัมผัสได้ด้วยตาหรือกาย
(๗) เป็นโลกิยะ = สภาวธรรมที่เป็นโลกิยะ
(๘) เป็นสาสวะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
(๙) เป็นสัญโญชนิยะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์
(๑๐) เป็นคันถนิยะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของคันถะ
(๑๑) เป็นโอฆนิยะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโอฆะ
-- ที่ตั้งแห่งการเกิดโอฆะกิเลส ทั้ง ๔ ประการ ดังนี้ (๑๑.๑) กาโมฆะ: กิเลสดุจห้วงน้ำคือความใคร่ (๑๑.๒) ภโวฆะ: กิเลสดุจห้วงน้ำคือความติดใจในภพ (๑๑.๓) ทิฏโฐฆะ: กิเลสดุจห้วงน้ำคือความเห็นผิด (๑๑.๔) อวิชโชฆะ: กิเลสดุจห้วงน้ำคือความไม่รู้จริง
(๑๒) เป็นโยคนิยะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโยคะ
-- กิเลส (โยคะ ๔) อันได้แก่ กาม, ภว, ทิฏฐิ และอวิชชา
(๑๓) เป็นนีวรณิยะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์
-- สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ทั้ง ๕ รูปารมณ์ (รูป); อารมณ์ทางตา; สัททารมณ์ (เสียง) อารมณ์ทางหู; คันธารมณ์ อารมณ์ทางจมูก; รสารมณ์ อารมณ์ทางลิ้น;โผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์ทางกาย
(๑๔) เป็นปรามัฏฐะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของปรามาส
(๑๕) เป็นอุปาทานิยะ = สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน
(๑๖) เป็นสังกิเลสิกะ = สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส
(๑๗) เป็นอัพยากตะ = สภาพธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่จัดเป็นฝ่ายดี (กุศล) และไม่จัดเป็นฝ่ายชั่ว (อกุศล) เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติแต่ไม่มีผลทางกรรม (วิบาก) ให้สุขหรือทุกข์ในตัวเอง
(๑๘) เป็นสารัมมณะ = สภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้
~ สารัมมณธรรม: สภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ ได้แก่ จิตทั้งหมด (รวมถึงวิญญาณ ๕) และเจตสิกทั้งหมด