Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 26 27 [28]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 298271 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #405 เมื่อ: 20, สิงหาคม, 2569, 08:50:19 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒๒) สวิตักกปัญญา = ปัญญาหรือความรู้ที่เกิดขึ้นร่วมกับ "วิตก" (ความตรึกหรือการคิดคิดคำนึง)
-- อวิตักปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการคิดนึกตรึกตรอง (วิตก) ซึ่งเป็นปัญญาในระดับสูงทางพระพุทธศาสนา ที่เกิดจากการที่จิตเป็นสมาธิดิ่งลึกจนข้ามพ้นกระบวนการคิดในใจไปแล้ว
(๒๓) สวิจารปัญญา = ปัญญาหรือความรู้แจ้งที่ยังต้องอาศัย "วิตก" (ความตรึก/การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และ "วิจาร" (ความตรอง) ร่วมด้วย เป็นระดับปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตยังมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ค้นหาเหตุผล หรืออยู่ในสมาธิระดับเริ่มต้น เช่น ปฐมฌาน
-- อวิจารปัญญา = ปัญญาอันปราศจากวิจาร หรือปัญญาญาณระดับลึกที่ไม่ต้องอาศัยการคิด หรือตรึกตรองในใจอีกต่อไป
(๒๔) สัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ (ความอิ่มใจ ชื่นบาน หรือความปลาบปลื้มใจ)
-- อัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา (ความวางเฉย) โดยปราศจากปีติ
(๒๕) ปีติสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ เป็นสภาวะที่จิตรู้เห็นความจริงหรือมีความเข้าใจในธรรมด้วยความอิ่มใจ เบิกบาน ปราโมทย์ และความปลาบปลื้มใจ
-- นปีติสหคตปัญญา = ไม่มีปีติสหคตปัญญา
(๒๖) สุขสหคตปัญญา = สุขสหคตปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุข (สุขเวทนา) หรือจิตใจที่ผ่องใส เบิกบาน ปลอดโปร่งในขณะที่เกิดการเรียนรู้ การคิดพิจารณา หรือขณะทำสมาธิภาวนา
-- นสุขสหคตปัญญา = ปัญญาอันปราศจากสุข หรือ ปัญญาที่ไม่ได้เกิดร่วมกับความสุขทางกายหรือทางใจ (โสมนัสเวทนา)
(๒๗) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่สัมปยุต (ประกอบ)
ด้วยอุเบกขา
-- นอุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้สัมปยุตด้วยอุเบกขา (คือเกิดร่วมกับเวทนาอื่น เช่น สุขเวทนา หรือ โสมนัสเวทนา)
(๒๘) กามาวจรปัญญา = ปัญญา ที่ยังอยู่ในระดับ กามภูมิ หรือเป็นความรู้ในทางโลก
-- นกามาวจรปัญญา = ปัญญาที่ไม่ใช่ปัญญาในระดับกามภูมิ โดยครอบคลุมปัญญาขั้นสูง คือ รูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับฌาน), อรูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับอรูปฌาน), และ อปริยาปันนปัญญา (ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ หรืออริยมรรคอริยผล)
(๒๙) รูปาวจรปัญญา = คือ จิตในระดับรูปฌานขั้นที่ ๕ (ปญจมฌาน) ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของรูปาวจรภูมิ โดยจิตในขั้นนี้จะมีความสงบประณีตอย่างยิ่ง ละองค์ฌานอื่นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงองค์ธรรมหลัก ๒ ประการ เท่านั้น
-- นรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน รูปาวจรปัญญา แต่จะครอบคลุมระดับปัญญาอีก ๓ กลุ่มใหญ่ ดังนี้
(๒๙.๑) กามาวจรปัญญา (๒๙.๒) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาในระดับอรูปฌาน (๒๙.๓) โลกุตตรปัญญา หรือ อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาที่เหนือกิเลสและพ้นจากวัฏสงสาร เป็นปัญญาเพื่อการดับกิเลสและบรรลุพระนิพพาน
(๓๐) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม เป็น ปัญญาในระดับอรูปฌาน หรือความรู้ชัดที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนาที่ก้าวข้ามการเพ่งวัตถุหรือนิมิตที่เป็นรูปธรรม ไปสู่อารมณ์ที่เป็นนามธรรมอันละเอียดและประณีตขั้นสูง
-- นอรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน อรูปาวจรปัญญา
(๓๑) ปริยาปันนปัญญา = ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓
-- อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาขั้นสูงที่ไม่นับเนื่องในวัฏสงสาร ไม่ถูกจำกัดด้วยภูมิ ๓ (กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) โดยหมายถึง ปัญญาในอริยมรรค ๔ และอริยผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่ช่วยตัดมูลแห่งวัฏฏะ นำพาจิตหลุดพ้นสู่นิพพาน
(๓๒) นิยยานิกปัญญา= ปัญญาเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏสงสารหรือความทุกข์ เป็นปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ที่สามารถดับกิเลส และนำพาผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
-- อนิยยานิกปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้นำสัตว์ออกจากวัฏสงสารโดยตรง หรือไม่ได้เป็นตัวตัดกิเลส เป็นปัญญาในระดับโลกียธรรม
(๓๓) นิยตปัญญา = ความรู้แจ้งที่เที่ยงแท้ เป็นปัญญาในทางธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นผลของการพัฒนาปัญญาในระดับสูงสุด
-- อนิยตปัญญา = ปัญญาในสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่แน่นอนว่าจะมีความละเอียดลึกซึ้งในระดับใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและสภาวธรรมที่เข้าประกอบ
(๓๔) สอุตตรปัญญา = ปัญญาที่มีปัญญาอื่นยิ่งกว่า หรือปัญญาที่ยังมีธรรมอื่นเหนือกว่า เป็นระดับปัญญาทางโลกที่ยังไม่สูงสุด ซึ่ง
-- อนุตตรปัญญา = ปัญญาอันสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า คือ ปัญญาที่ช่วยให้จิตหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) โดยตัดละกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #406 เมื่อ: 21, สิงหาคม, 2569, 08:04:55 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๓๕) อัตถชาปิกปัญญา = ปัญญาที่ยังประโยชน์อันลึกซึ้ง เช่น อภิญญา (ความรู้ยิ่ง) และสมาบัติ (ภาวะความสงบจิตขั้นสูง) ให้เกิดขึ้นและเจริญงอกงาม เป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่สามารถอธิบายธรรมะ ตลอดจนผลแห่งการปฏิบัติให้พิสดาร เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้ในทางพุทธศาสนาจัดเป็นปัญญาที่เกิดจากความแตกฉาน หรือ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔
-- ชาปิตัตถปัญญา = ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต (ปัญญาที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นบุญหรือบาป) ในวิบากธรรมของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้น
ติกมาติกา
[ค] ฌาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ
(๑) จินตามยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาหาเหตุผล
-- สุตมยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการเล่าเรียน
-- ภาวนามยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง
(๒) ทานมยปัญญา = ปัญญาที่สำเร็จหรือเกิดขึ้นจากการให้ทาน
-- สีลมยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจาดการรักษาศีล
-- ภาวนามยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ฝึกอบรมจิตใจ และภาวนา (เช่น การเจริญสติ นั่งสมาธิ และวิปัสสนากรรมฐาน) เป็นความรู้แจ้งประจักษ์ชัดจากประสบการณ์ภายใน ไม่ใช่เพียงแค่การฟัง การอ่าน หรือการคิดวิเคราะห์
(๓) อธิสีลปัญญา = การฝึกอบรมศีลอันยิ่ง การรักษากายและวาจาให้บริสุทธิ์ สำรวมในศีลและระเบียบวินัย เป็นพื้นฐานของการควบคุมความประพฤติไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
-- อธิจิตตปัญญา =การฝึกอบรมจิตอันยิ การฝึกฝนจิตใจให้สงบ แน่วแน่ และเกิดสมาธิ เพื่อให้จิตมีกำลังและความตั้งมั่น พร้อมที่จะนำไปใช้พิจารณาความจริง
-- อธิปัญญาปัญญา = การฝึกอบรมปัญญาอันยิ่ง การฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เห็นสัจธรรมและความเป็นจริงของชีวิต (เช่น การเห็นไตรลักษณ์) เพื่อให้เกิดปัญญาในการตัดละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด
(๔) อายโกศล = ความฉลาดในความเจริญ (รู้เหตุแห่งความสำเร็จ)
-- อปายโกศล = ความฉลาดในทางเสื่อม (รู้ว่าอะไรคือความล้มเหลวและเหตุของความเสื่อม เพื่อหลีกเลี่ยง)
-- อุปายโกศล = ความฉลาดในวิธีการ (รู้วิธีพลิกแพลง แก้ไขปัญหา และจัดการให้เป้าหมายสำเร็จ)
(๕) วิปากปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิปากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิทั้ง ๔ (กามาวจรภูมิต่างๆ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ และโลกุตตรภูมิ) เช่น คนที่เกิดมาพร้อมปฏิสนธิจิตที่ประกอบด้วยปัญญา (เรียกว่า ติเหตุกบุคคล) ทำให้เป็นคนหัวดี มีสติปัญญาทางธรรมมาแต่กำเนิด หรือปัญญาที่เกิดในขณะบรรลุผลของมรรค (ผลจิต)
-- วิปากธัมมธรรมปัญญา = ปัญญาที่เกิดในกุศลธรรมในภูมิทั้ง ๔ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "เหตุ" ที่จะส่งผลให้เกิดวิบากต่อไปในอนาคต
-- เนววิปากนวิปากธัมมธรรมปัญญา = ปัญญาที่เกิดในกิริยาจิต (จิตของพระอรหันต์) ซึ่งไม่เป็นทั้งผลของกรรม (วิบาก) และไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผลกรรมใดๆ อีก
(๖) อุปาทินนุปาทานิยปัญญา = ปัญญา ที่เกิดขึ้นในวิบากธรรม (ผลของกรรม) ในภูมิ ๓ ซึ่งได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ โดยเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นสภาวธรรมอันเป็นผลของกรรมที่ถูกกิเลสประเภทอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เข้าไปอาศัยยึดถือหรือเป็นอารมณ์
-- อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา = คือ ปัญญาในกุศลธรรมและกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ซึ่งหมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลหรือกิริยา (ในกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) โดยไม่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเข้ายึดครอง (อนุปาทินนะ) แต่ยังเป็นอารมณ์ของความยึดติดหรืออุปาทานได้
-- อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับมรรค ๔ และผล ๔ โดยเป็นปัญญาที่ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิยึดตน (อนุปาทินนะ) และไม่เป็นอารมณ์ให้อุปาทานเข้ายึดมั่น (อนุปาทานิยะ)
(๗) สวิตักกสวิจารปัญญา =สวิตักกสวิจารปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับ วิตก (ความตรึกหรือยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และ วิจาร (ความตรองหรือประคองจิตให้จดจ่ออยู่กับอารมณ์นั้นต่อเนื่อง) เป็นสภาพความเข้าใจหรือการหยั่งรู้ที่ยังต้องใช้ความคิดใคร่ครวญควบคู่ไปกับการเพ่งพิจารณา มักพบในระดับจิตที่เป็นปฐมฌาน หรือความคิดในระดับกามาวจร (ระดับการรับรู้ทั่วไป)
-- อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = สภาวะธรรมหรือปัญญาที่ไม่มีความคิดตรึก (วิตก) แต่มีเพียงการประคองจิตพิจารณา (วิจาร) อยู่ในอารมณ์นั้นๆ
-- อวิตักกาวิจารปัญญา =อวิตักกวิจารปัญญา หรือที่มักเรียกในบริบทสมาธิว่า ปัญญาที่เกิดในทุติยฌาน คือ สภาวะปัญญาที่รู้แจ้งหรือเห็นความจริงของอารมณ์สมาธิได้อย่างลึกซึ้ง โดยปราศจากการใช้ความคิดตรึก (วิตก) หรือการประคองความคิดใคร่ครวญ (วิจาร) เข้ามาเจือปน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ชลนา ทิชากร

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #407 เมื่อ: 21, สิงหาคม, 2569, 03:37:25 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๘) ปีติสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ สภาพความรู้ ความเข้าใจ หรือญาณทัศนะ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความปลาบปลื้มใจ อิ่มใจ หรือความเบิกบานอย่างแรงกล้า
-- สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุข (สุขเวทนา)  สภาพความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากสภาวะจิตที่ผ่องใส เบาสบาย และอิ่มเอิบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางกายหรือความสุขทางใจ
-- อุเปกขาสหคตปัญญา = สภาพจิตที่เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ คือ ไม่สุขสบายและไม่ทุกข์ร้อน (อุเบกขาเวทนา) โดยคำนี้มักใช้ขยายคำว่า ปัญญา หรือ ญาณ (ความรู้ ความเข้าใจ) ในบริบทต่างๆ ดังนี้
(๙) อาจยคามินีปัญญา = สภาพธรรมที่เป็นเหตุให้จุติและปฏิสนธิ (เกิด-ตาย วนเวียนในสังสารวัฏ) ได้แก่ อกุศลจิตทั้งหมด และกุศลจิตในระดับกามาวจร
-- อปจยคามินีปัญญา = สภาพธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เป็นเครื่องสลัดหรือทำลายการสะสม ได้แก่ มรรคจิต ๔
-- เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา = สภาพธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เช่น วิบากจิต และกิริยาจิตของพระอรหันต์
(๑๐) เสกขปัญญา = เป็นปัญญาของผู้ที่ละกิเลสได้บางส่วนแล้ว แต่ยังต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือพระอรหันต์
-- อเสกขปัญญา = ปัญญาขั้นสูงสุดของผู้ที่สำเร็จกิจในการปฏิบัติธรรมแล้ว
-- เนวเสกขานาเสกขปัญญา = คือ ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) และไม่ใช่ของพระอเสขะ (พระอรหันต์ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้ว
(๑๑) ปริตตปัญญา = ปัญญาขั้นต้น ปัญญาน้อย หรือปัญญาที่ยังไม่ถึงขั้นสูงสุด
-- มหัคคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาขั้นสูง (รูปฌานและอรูปฌาน) เป็นปัญญาที่เกิดจาก มหัคคตจิต (จิตที่ถึงความเป็นใหญ่ หรือจิตในระดับฌาน) ซึ่งมีกำลังมหาศาล สามารถใช้ข่มกิเลส (นิวรณ์) เอาไว้ได้ชั่วคราวขณะเข้าสมาบัติ
-- อัปปมาณปัญญา = ปัญญาที่ไม่มีประมาณ ปัญญาที่รู้เท่าทันอารมณ์หรือสภาวธรรมต่างๆ อย่างกว้างขวางไร้ขอบเขต
(๑๒) ปริตตารัมมณปัญญา = ปัญญาความรู้ชัด ความไม่หลง และความเข้าใจในสภาพธรรม โดยมีอารมณ์เป็น ปริตตะ
-- มหัคคตารัมมณปัญญา = ปัญญาขั้นรูปาวจรและอรูปาวจร ที่รับรู้อารมณ์ของความสงบ
-- อัปปมาณารัมมณปัญญา = ปัญญาที่หยั่งรู้หรือมองเห็นสิ่งต่างๆ กว้างขวางจนหาประมาณมิได้ เป็นปัญญาขั้นโลกุตตระ (ระดับสูงสุด) ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
(๑๓) มัคคารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาหรือความรู้ชัดที่เกิดขึ้นโดย ปรารภอริยมรรค (การมีอริยมรรคเป็นอารมณ์) โดยเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้เท่าทันและวิจัยองค์ธรรมของมรรค
-- มัคคเหตุกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอริยมรรค ๔ ทำหน้าที่เป็นเหตุหรือหนทางนำไปสู่การบรรลุพระนิพพาน และดับกิเลส
-- มัคคาธิปตินีปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมี "อริยมรรค" (หนทางดับทุกข์) เป็นประธานหรือเป็นอธิบดี โดยเป็นสภาพธรรมที่รู้ชัด มีความไม่หลง และเป็นการวิจัยธรรม (สัมมาทิฏฐิ) ที่มุ่งเน้นหรืออิงอาศัยการปฏิบัติธรรมในมรรคทั้ง ๔
(๑๔) อุปปันนปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ หรือปัญญาที่เกิดขึ้นมาเฉพาะหน้า หรือปัญญาที่ถูกพัฒนาและเกิดขึ้นจริงเมื่อมีสิ่งเร้า สภาวะแวดล้อม หรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น
-- อนุปปันนปัญญา = หมายถึง "ปัญญาที่ยังไม่เกิด" หรือความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ยังไม่เคยปรากฏขึ้นในจิตใจของบุคคลนั้น
-- อุปปาทินีปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นพร้อมกับผลของกรรม (วิบาก) หรือกล่าวได้ว่าเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการปฏิสนธิ (กำเนิด)
(๑๕) อตีตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากอดีต หรือ นำความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต มาทบทวน วิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาตนเองในปัจจุบันและอนาคต
-- อนาอุปปาทินีปัญญาคตปัญญา = สภาวะปัญญาที่ดำเนินไปในการรู้แจ้งสภาวะธรรมที่เป็นโลกียะ (ธรรมที่กรรมไม่ได้ยึดครองแต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้)
-- ปัจจุปปันนปัญญา = ปัญญาที่กำลังเกิด
(๑๖) อดีตารัมมณปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดรู้อารมณ์ในอดีต เช่น การนำประสบการณ์ เรื่องราวในอดีต หรือสภาวธรรมที่ดับไปแล้วมาทบทวน วิเคราะห์เหตุและผล เพื่อให้เกิดบทเรียนและความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
-- อนาคตารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาหรือความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการปรารภธรรมที่เป็น อนาคต (สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า) เป็นอารมณ์ โดยเป็นสภาพธรรมที่รู้ชัด ไม่หลง มีการวิจัยธรรม และเป็นสัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์หรือสภาวะธรรมในอนาคตเป็นหลัก
-- ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการกำหนดรู้และวิจัยสภาวธรรม หรือสิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในขณะนั้น (ปัจจุบันอารมณ์) โดยเป็นปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจในสภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่หลงไปยึดติด


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ชลนา ทิชากร, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #408 เมื่อ: 22, สิงหาคม, 2569, 08:38:11 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๗) อัชฌัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากภายใน หรือปัญญาที่หยั่งรู้ ปรารภพิจารณาถึงสภาวธรรมภายในตนเอง (เช่น จิต เจตสิก รูป หรือขันธ์ ๕ ของตน) เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม
-- พหิทธาปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมีอารมณ์เป็นภายนอก เช่น การรับรู้สิ่งแวดล้อม วัตถุ บุคคลอื่น เหตุการณ์รอบตัว หรือปรากฏการณ์ทางโลก
-- อัชฌัตตพหิทธาปัญญา = หรือ ปัญญาที่รู้ธรรมทั้งภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่รู้เท่าทันสภาวธรรม โดยกำหนดพิจารณา ขันธ์ ๕ ทั้งในส่วนของตนเอง (อัชฌัตตะ/ภายใน) และของผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม (พหิทธา/ภายนอก) เพื่อให้เห็นความจริงตามธรรมชาติ
(๑๘) อัชฌัตตารัมณปัญญา = คือ ปัญญาที่ปรารภธรรมที่เป็นไปภายใน ที่หมายถึง สัมมาทิฏฐิ ความไม่หลง และการรู้แจ้งในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของตนเอง
-- พหิทธารัมมณปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการรู้หรือกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นภายนอก
-- อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาที่รู้เท่าทันหรือกำหนดพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก
(๑๙) สวิตักกสวิจารปัญญา
-- เป็นวิบากก็มี = เป็นปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ วิตก และวิจาร ในอารมณ์ จัดเป็นวิบาก ได้แก่ ปัญญาที่เกิดในจิตที่เป็นชาติวิบาก 
-- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = คือ ปัญญาในกุศลธรรมซึ่งเป็นสภาวะที่ให้ผลเป็นวิบาก
-- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = คือ ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์)
(๒๐) สวิตักกสวิจารปัญญา
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร เมื่อจัดเข้าในอุปาทินนุปาทานิยติกะ (ธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยกิเลสยึดถือและเป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน) จะหมายถึง อกุศลปัญญา และ กุศลปัญญาในภูมิ ๓ (กามาวจรจิต)
-- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = คือ ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรกุศลจิต ๘) และปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (มหากิริยาจิต ๘) ที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร ซึ่งเป็นธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้
-- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร ที่จำแนก เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกอุปาทานยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ซึ่งได้แก่ ปัญญาที่ในมรรค ๔ และผล ๔
(๒๑) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตก และวิจาร
-- เป็นปีติสหคตะก็มี = เป็นปีติสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความอิ่มใจ)
-- เป็นสุขสหคตะก็มี = เป็นสุขสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความสุขกายสุขใจ)
-- เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี = เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความเฉยๆ)
(๒๒) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นอาจยคามินีก็มี = ปัญญาในกุศลและอกุศลธรรมในภูมิ ๓
-- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาอันเป็นไปเพื่อความดับกเลส เช่น ปัญญาในมรรค ๔
-- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่ไม่เป็นทั้งเหตุให้พอกพูนและไม่เป็นเหตุให้ดับกิเลส เช่น ปัญญาในวิบากธรรมและกิริยาอัพยากฤต
(๒๓) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอริยบุคคลเบื้องต้น ๓ จำพวก (โสดาบัน สกทาคามี อนาคคามี) ที่ยังต้องศึกษาปฏิบัติธรรมต่อไป
-- เป็นอเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอรหันต์ผู้จบกิจการปฏิบัติแล้ว
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอริยบุคคลหรือปุถุชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ทั้งผู้ที่กำลังศึกษาและไม่ใช่ผู้ที่จบการศึกษา
(๒๔) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = หมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่มีวิตก และวิจาร ซึ่งจัดเป็นจิตที่รู้อารมณ์เล็กน้อยหรือไม่ใช่ฌานขั้นสูง โดยมักเป็นปัญญาในระดับกามาวจรภูมิหรืออารมณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป
-- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = หมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่มีวิตก และวิจาร โดยมีอารมณ์เป็น มหัคคตะ อารมณ์ที่ยิ่งใหญ่หรือถึงความเป็นชั้นรูปาวจรและอรูปาวจร เช่น ฌานและอภิญญา
-- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = คือ ปัญญา (หรือญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตมีทั้ง "วิตก" และ "วิจาร" โดยมีอารมณ์เป็น "อัปปมาณา" หาประมาณไม่ได้ ซึ่งหมายถึง พระนิพพาน
(๒๕) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = โดยทำหน้าที่ ปรารภอริยมรรค หรือมีมรรคเป็นอารมณ์ กล่าวคือ จิตและปัญญาที่กำลังพิจารณาหรือระลึกถึงอริยมรรค (หนทางสู่การหลุดพ้น) เป็นอารมณ์
-- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญาอันเป็นองค์ประกอบที่เกิดร่วมกับอริยมรรคทั้ง ๔
-- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาที่กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ หรือเป็นประธานในการนำจิตไปสู่การรู้แจ้ง)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #409 เมื่อ: 22, สิงหาคม, 2569, 02:05:42 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒๖) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นอุปปันนะก็มี = ปัญญาที่มีทั้งวิตกและวิจาร ที่เป็นอุปปันนะ (เกิดขึ้นแล้ว) หมายถึง สภาวะธรรมหรือปัญญาที่กำลังปรากฏอยู่ ณ ขณะปัจจุบัน (กำลังประจักษ์แจ้ง) ไม่ใช่สิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง
-- เป็นอนุปปันนะก็มี = ยังไม่เกิดขึ้น หมายถึง สภาวะปัญญาที่ยังไม่เกิดขี้นในขณะนั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต
-- เป็นอุปปาทินีก็มี = เป็นสภาพธรรมที่ให้ผลเป็นวิบาก (เป็นผลของกรรมในอดีต) ในภูมิ ๔ อนุปปันนะ" (ยังไม่เกิดขึ้น) หมายถึง สภาวะปัญญาที่ยังไม่เกิดขี้นในขณะนั้น แต่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต
(๒๗) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี
(๒๘) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญามีลักษณะเป็นอดีต
-- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี =สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นอนาคตอารัมมณะก็มี คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับองค์ฌานที่มีความนึกคิด (วิตก) และการประคองความคิด (วิจาร) โดยเข้าไปรู้หรือกำหนดหมายถึงสภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตอารมณ์) ซึ่งมักปรากฏในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานหรือการทำสมาธิระดับ ปฐมฌาน ขึ้นไป
-- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี =สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นปัจจุปปันนารัมมณะ หมายถึง ปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน (สิ่งหรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าในขณะนั้น) โดยมี วิตก (การตรึก) และ วิจาร (การประคองจิตในอารมณ์) เข้าไปร่วมทำงานด้วยเสมอ
(๒๙) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร)
-- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาธรรมารมณ์หรืออารมณ์กรรมฐานซึ่งจัดเป็น ภายใน (ตนเองหรือจิตใจ) โดยมีองค์ประกอบของจิตคือ วิตก ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ และ วิจาร ประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์นั้นโดย ทำงานร่วมกัน
-- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตก และ วิจาร ประคองความคิด ซึ่งมีอารมณ์เป็นภายนอก
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = คือ ปัญญาที่หยั่งรู้หรือกำหนดพิจารณาทั้งในธรรมภายใน (กาย เวทนา จิต ธรรม ของตนเอง) และในธรรมภายนอก (กาย เวทนา จิต ธรรม ของผู้อื่น) สลับกันไปในขณะเดียวกัน หรือพิจารณาทั้งอารมณ์ภายในและภายนอกพร้อมกัน
(๓๐) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร
-- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่พิจารณาสภาวธรรมที่เป็นอัชฌัตตะ (ภายในตน) เช่น การที่จิตมีความตรึก (วิตก) และความประคอง (วิจาร) ไปในสภาวธรรม หรือนามขันธ์ ๔ ภายในตนเอง ในขณะภาวนา
-- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี =  อารมณ์ที่เป็นภายนอก หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกตัวบุคคล
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = มีอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในสภาวธรรม หรือธรรมะที่มีทั้งส่วนที่เกิดภายในตนเองและเกิดภายนอกตนเอง โดยสลับกันไปมา เช่นการใช้ปัญญาพิจารณากาย ใจ หรือขันธ์ ๕ ของตนเอง (อัชฌัตตารัมมณะ) สลับกับการพิจารณากาย ใจ หรือรูปนามของบุคคลอื่น หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว (พหิทธารัมมณะ)
(๓๑) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร
-- เป็นวิบากก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นผล (วิบาก) ในระดับทุติยฌาน หรือโลกุตตรวิบากจิตที่เทียบเท่าทุติยฌาน ซึ่งเป็นสภาพที่ "ไม่มีวิตก (ความตรึก) แต่มีเพียงวิจาร (ความตรอง)" ประคองจิตอยู่
-- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่เป็นกุศลหรืออกุศลในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นสภาพที่สะสมศักยภาพพร้อมที่จะให้ผลในอนาคต
-- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่ไม่ใช่ทั้งผลของกรรมและไม่ใช่ธรรมที่ให้ผล (เช่น มรรคจิต เบื้องบน หรือกิริยาจิต)
(๓๒) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่ ถูกกรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง (เป็นผลของกรรม) และในขณะเดียวกันก็ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ได้ด้วย
-- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ไม่เป็นอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน จำแนกตามสภาพจิต จัดเป็นกามาวจรภูมิ
-- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = คือ ปัญญาในโลกียจิตที่เป็นทุติยฌาน ขึ้นไป และ ปัญญาในปฐมฌานที่เป็นมัคคจิตหรือผลจิต โดยจิตเหล่านี้เป็นสภาวะธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน
(๓๓) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร
-- เป็นอาจยคามินีก็มี = คือ ปัญญาในมรรค ๔ ทำหน้าที่ประหารกิเลส นำทางให้วัฏสงสารลดลง
-- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงความดับหรือการไม่ก่อภพ หมายถึง ปัญญาในมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหันต์มรรค) ซึ่งเป็นธรรมนำไปสู่การละกิเลสและพระนิพพาน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #410 เมื่อ: 23, สิงหาคม, 2569, 08:12:51 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และไม่เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน ได้แก่ ปัญญาในวิปากธรรม (ผลของกรรม) ในภูมิ ๔ และ ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) ในภูมิ ๓
(๓๔) อวิตักกาวิจารปัญญา = คือ
สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นสมาธิขั้นสูงตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป ที่จิตนิ่งดิ่งและผ่องใสจนเห็นความจริงได้โดยไม่ต้องใช้ความคิด
-- เป็นเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นเสกขะก็มี คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นอวิตักกวิจาร (ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เช่น ทุติยฌาน) หรือเป็นปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิของผู้ที่ยังเป็น พระเสกขะ (พระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ๗ จำพวก ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี) ในขณะที่กำลังพิจารณาธรรม
-- เป็นอเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นอเสกขะก็มี คือ ปัญญาของพระอรหันต์ (อเสกขบุคคล) ในระดับทุติยฌานขึ้นไป ซึ่งพ้นจากวิตก (ความตรึก) แล้ว คงเหลือเพียงวิจาร (ความตรอง) หรือสมาธิที่ไร้วิตกและวิจารอย่างสิ้นเชิง
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ไม่มีวิตกแต่ยังมีวิจาร (ปฐมฌานขึ้นไปในบางนัย) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดจิตของพระอรหันต์ (อเสกขบุคคล) หรือสภาพธรรมที่เป็นโลกุตตรจิต ซึ่งเป็นสภาวะพ้นจากการต้องศึกษา (เสกขะ) และไม่ใช่ผู้ไม่ศึกษา (อเสกขะ)
(๓๕) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอุปปันนะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นอุปปันนะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ปราศจากวิตก (ความตรึก) แต่ยังมีวิจาร (ความตรอง) ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สามารถ เกิดขึ้นแล้ว (อุปปันนะ) โดยพบได้ในปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตในระดับ ทุติยฌานขึ้นไป รวมถึงในวิปากธรรม
-- เป็นอนุปันนะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอนุปันนะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ไม่มีการตรึก (วิตก) แต่มีการประคองจิตไปในอารมณ์ (วิจาร) ซึ่งเป็นปัญญาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็มี
-- เป็นอุปปาทินีก็มี ="อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปาทินีก็มี คือ..." เป็นการระบุถึงสภาวธรรมตามหลักพระอภิธรรม (ในคัมภีร์ญาณวิภังค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 35) ซึ่งหมายถึง "ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ 4 ที่ปราศจากวิตก (การตรึก) แต่ยังมีวิจาร (การประคองอารมณ์) อยู่ และเป็นสภาพธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยอุปาดานยึดไว้"
(๓๖) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอดีตก็มี
-- เป็นอนาคตก็มี
-- เป็นปัจจุบันก็มี
(๓๗) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดภายในตน โดยเป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากภายในจิตใจของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดจากการรับรู้สิ่งเร้าหรืออารมณ์จากภายนอก
-- เป็นพหิทธาก็มี = มี "ภายนอก" เป็นอารมณ์ เช่น ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดรู้สังขารธรรมภายนอก หรือการหยั่งรู้ในขันธ์ ๕ ของผู้อื่น โดยจิตเป็นสมาธิระดับทุติยฌานขึ้นไป
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปรารภทั้งธรรมภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่กำหนดรู้สภาวธรรมทั้งในตนและผู้อื่น โดยมี วิจาร ทำหน้าที่ประคองจิตในอารมณ์นั้นๆ โดยไม่มีวิตก มักเกิดขึ้นใน ทุติยฌาน หรือระดับวิปัสสนา
(๓๘) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นวิบากก็มี = ปัญญานี้ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างกรรมใหม่ (ไม่ใช่กุศล) และไม่ใช่จิตที่ทำงานเปล่าของพระอรหันต์ (ไม่ใช่กิริยา) แต่เป็น ผลลัพธ์ (วิบาก) ที่เกิดจากการส่งผลของสมาธิภาวนาหรือกุศลกรรมที่เคยฝึกฝน
-- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับกุศลวิบากจิต ในภูมิ ๓
-- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = (ธรรมที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก) คือ ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ ได้แก่ จิตของพระอรหันต์ (กิริยาจิต)
(๓๙) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = คือธรรมที่กรรมและกิเลส (ตัณหาและทิฏฐิ) เข้าไปยึดถือไว้โดยความเป็นผล และเป็นอารมณ์
-- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ธรรมอันเป็นอารมณ์ของอุปาทาน แต่ไม่มีอุปาทานเข้ายึดติด
-- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = ปัญญาในระดับมัคคจิตและผลจิตในทุติยฌาน (ปัญญากลุ่มโลกุตตรธรรมที่ไม่ถูกยึดมั่น และไม่เป็นอารมณ์แห่งการยึดมั่น
(๔๐) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นปีติสหคตะก็มี =ที่เป็นปีติสหคตะ คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความอิ่มใจ (ปีติ) โดยจิตทำงานเพียงแค่ประคองหรือสืบต่ออารมณ์ (มีวิจาร) แต่ไม่มีอาการตรึกหรือคิดถึงอารมณ์นั้น (ไม่มีวิตก) ซึ่งมักเกิดขึ้นในสมาธิระดับทุติยฌานขึ้นไป
-- เป็นสุขสหคตะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุขกายสุขใจ (สุขเวทนา)
-- เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี =  ปัญญาที่เกิดร่วมกับความรู้สึกวางเฉย ไม่สุขไม่ทุกข์ (อุเบกขาเวทนา) เช่นใน ระดับทุติยฌานขึ้นไป


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #411 เมื่อ: 23, สิงหาคม, 2569, 04:02:07 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๔๑) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอาจยคามินีก็มี = ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความสั่งสม หรือก่อให้เกิดภพชาติ/วัฏสงสารในเป็นปัญญาที่ยังวนเวียนอยู่ในกุศลธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรกุศล, รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล) ซึ่งยังส่งผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
-- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ๔ หรือปัญญาในอริยมรรค ซึ่งเป็นสภาพธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เป็นเครื่องทำลายและตัดละกิเลสทั้งปวงให้ลดลงและดับไป (ไม่สั่งสมกิเลสหรือภพชาติ)
-- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ได้แก่ กิริยาอัพยากตธรรม และ วิบากธรรม ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดจากผลของกรรมแล้ว ไม่ได้นำไปปฏิสนธิใหม่หรือทำลายกิเลส
(๔๒) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นเสกขะก็มี = ปัญญาของพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี
-- เป็นอเสกขะก็มี = สภาพธรรมของผู้ถึงที่สุดแห่งความตรัสรู้ คือ พระอรหันต์ หมายถึง ปัญญาในมรรคจิตขั้นสูงสุด (อรหัตตมรรคจิต) และ ปัญญาในผลจิต (อรหัตตผลจิต)
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นของพระเสกขะและไม่เป็นของพระอเสกขะ
(๔๓) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = คือ การมีอารมณ์เล็กน้อย เช่น กามธรรม
-- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี =มีอารมณ์เป็นพระกรรมฐานระดับฌาน เช่น รูปฌาน อรูปฌาน คือ การที่จิตพิจารณาองค์ฌานชั้นต้น หรือพิจารณาคุณของฌานและสมาธิที่ประณีตขึ้นไป
-- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = (ปัญญาอันหาประมาณมิได้) คือ ปัญญาที่มีอารมณ์หรือวัตถุเป็นอัปปมัญญา คือกว้างขวางไร้ขอบเขต (เช่น แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปในสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ) หรือหมายถึงปัญญาในระดับโลกุตตระ
(๔๔) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ โดยมีสภาวะคือการที่จิตหรือเจตสิกมี พระนิพพาน ซึ่งเป็นอารมณ์อันบริสุทธิ์ของพระอริยเจ้าเป็นอารมณ์ในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเพื่อตัดละกิเลส
-- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุแห่งมรรค หรือสัมปยุตด้วยมรรค ได้แก่ ปัญญาที่เกิดพร้อมกับมรรคจิตใน ทุติยฌาน ขึ้นไป
-- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาความรู้ชัด ความไม่หลง และสัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นโดยมี อริยมรรค เป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า หรือเป็นประธานในการปฏิบัติ)
(๔๕) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอุปปันนะก็มี =อุปปันนะ (เกิดขึ้นแล้ว) คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เป็นผลจากการรับรู้อารมณ์ในขณะนั้น
-- เป็นอนุปปันนะก็มี = สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น หมายถึง สภาพของปัญญาหรือความรู้ระดับนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นๆ ในขณะนั้น
-- เป็นอุปปาทินีก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิบากจิต หรือผลของกรรมในอดีต
(๔๖) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอดีตก็มี
-- เป็นอนาคตก็มี
-- เป็นปัจจุบันก็มี.
(๔๗) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่สามารถรับรู้อารมณ์ในอดีตได้
-- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = สภาพปัญญาที่เกิดขึ้นโดยจิตและเจตสิกเข้าไปรับรู้ จดจ่อ หรือคิดถึงสภาวธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตกาล) เป็นอารมณ์
-- เป็นปัจจุบันนารัมมณะก็มี = คือ การที่ปัญญาในขณะนั้นกำลังรู้สภาพธรรม ที่เป็นปัจจุบัน
(๔๘) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นในจิตของบุคคลที่กำลังพิจารณาสภาวธรรมภายในตนเอง
-- เป็นพหิทธาก็มี = สภาพธรรมที่เป็นภายนอก เช่น อารมณ์ภายนอก จิต เจตสิก รูป ของผู้อื่น หรือสิ่งที่อยู่นอกกายตน
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดพิจารณาทั้งอารมณ์ภายในและอารมณ์ภายนอกสลับกันไปมาในขณะนั้น
(๔๙) อวิตักกาวิจารปัญญา= สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
-- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = อารมณ์ภายใน หมายถึง จิตใจ เจตสิก หรือรูปกายของตนเองปัญญานี้ไม่ได้ออกไปรับรู้เรื่องราวภายนอก แต่เข้ามาเรียนรู้สภาวะธรรมที่อยู่ภายในตัวผู้ปฏิบัติเอง
-- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = อารมณ์ภายนอก  เช่น ขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น ที่จิตหรือปัญญาเข้าไปรับรู้
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = การที่จิตรู้สภาพธรรมที่เป็นอัชฌัตตะ (ภายใน คือ รูป-นามของตนเอง) และพหิทธา (ภายนอก คือ รูป-นามของผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมๆ กัน ในขณะเดียวกัน


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #412 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:42:06 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๕๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี=เป็นอุปาทินนุปาทานิยา ก็มี:คือ ปัญญาที่เป็นไปใน วิบาก (ผลของกรรม) และกิริยาในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ซึ่งจัดเป็นสภาพธรรมที่กรรมอันมีตัณหาและทิฏฐิยึดครอง เข้าถึงความเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ เช่น ปัญญาที่เป็นโลกียวิบากจิต
-- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี=อนุปาทินนุปาทานิยะ ได้แก่ สภาวธรรมที่เป็นวิบาก (ผลของกรรม) และกิริยาจิตที่ไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก ซึ่งไม่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดถือ เช่น ปัญญาในกามาวจรวิบาก (จิตที่เป็นผลของกุศล/อกุศล) และปัญญาในกิริยาจิตของพระอรหันต์
-- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี=อนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกยึดมั่นด้วยตัณหาทิฏฐิ และไม่เป็นอารมณ์แห่งการยึดมั่น) ได้แก่ ปัญญาที่เป็นโลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล (จิตของพระอริยบุคคล)
(๕๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติและความสุข ที่เกิดพร้อมกับองค์ฌานที่มีทั้ง วิตก (การตรึกอารมณ์) และ วิจาร (การประคองอารมณ์)
-- เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี = (มีแต่วิจาร ไม่มีวิตก) คือปัญญาในทุติยฌานขึ้นไป ซึ่งมีความยินดี (ปีติ) หรือความสุข เป็นเครื่องประกอบ แต่ไม่มี วิตก เหลือเพียง วิจาร
-- เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี = ปัญญาที่ปราศจากวิตกและวิจารคือ ปัญญาที่เกิดในระดับทุติยฌานขึ้นไป หรือปัญญาขั้นวิปัสสนา ที่จิตเป็นสมาธิแน่วแน่จนวิตก และวิจาร ดับไป เหลือเพียงความอิ่มใจ (ปีติ) ความสุข และความเป็นเอกัคคตา
(๕๒) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอาจยคามินีก็มี= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติหรือสุขนั้น ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เป็นปัญญาทางโลก (โลกิยปัญญา) ที่ทำให้เกิดการสั่งสมบุญ กุศล หรือนำไปเกิดใหม่
-- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความดับกิเลส หรือเป็นไปเพื่อการไม่สั่งสมกิเลส/ไม่เกิดอีก ซึ่งได้แก่ปัญญาในระดับโลกุตตรจิต ปัญญาในมรรค ๔
-- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ปัญญาในฝ่ายอัพยากตธรรม คือ จิตที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) และจิตของพระอรหันต์ (กิริยา) ซึ่งปัญญาเหล่านี้เป็นเพียงสภาพรู้ ไม่เป็นเหตุให้ก่อกรรมหรือละกิเลสเพิ่ม
(๕๓) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นเสกขะก็มี = คือ ปัญญาใน โสดาปัตติมรรค ถึง อรหัตตมรรค และปัญญาใน โสดาปัตติผล ถึง อรหัตตผล (ยกเว้นอรหัตตผลที่ไม่มีมรรคอีก) ซึ่งหมายถึงจิตของพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษาเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป
-- เป็นอเสกขะก็มี = คือปัญญาของพระอรหันต์ โดยเป็น มรรคญาณ ขณะประหารกิเลส หรือ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ ที่เกิดขึ้นในวิถีจิตของพระอรหันต์
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) และไม่ใช่ของพระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้วคือพระอรหันต์) ซึ่งหมายถึง ปัญญาของปุถุชน และพระอริยบุคคลระดับโลกีย์
(๕๔) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นปริตตะก็มี = (เล็กน้อย): คือปัญญาในระดับกามาวจร (ระดับจิตทั่วไป) ที่สหรคตด้วยปีติและสุข เช่น ความรู้ความเข้าใจจากการศึกษา การคิดพิจารณา หรือการทำทานรักษาศีลในขั้นต้น
-- เป็นมหัคคตะก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับรูปาวจรกุศลธรรม และรูปาวจรอัพยากตธรรม ในระดับฌานขั้นต่างๆโดยเป็นปัญญาขั้นที่ทำให้จิตมีความประณีตและตั้งมั่น
-- เป็นอัปปมาณะก็มี = ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ (ปัญญาที่ไม่มีประมาณ)
(๕๕) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นเป็นธรรมเล็กน้อย ได้แก่ กามาวจรจิต
-- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = จิตที่มีปัญญานั้น ได้รับอารมณ์ (สิ่งที่ถูกรู้) เป็น มหัคคตจิต (จิตที่ถึงความตั้งใจมั่นอย่างสูง ได้แก่ รูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต หรือ สมาธิชั้นฌานต่างๆ
-- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = มีอารมณ์หาประมาณมิได้ คือ ปัญญาในระดับ โลกุตตรธรรม (อริยมรรคและอริยผล) ที่มี พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะอันหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7739
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1268



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #413 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 12:21:22 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๓๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๕๖) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีมรรคหรืออริยมรรคเป็นอารมณ์)  เป็น สภาวธรรมที่รู้อริยมรรค หรือ การพิจารณาอริยมรรค นั่นเอง
-- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญานั้นเป็นธรรมที่ มีมรรคเป็นเหตุ หรือประกอบด้วยองค์มรรค เป็นสภาพธรรมที่นำจิตออกจากวัฏทุกข์ (เช่น ปัญญาในขณะที่เกิดร่วมกับมรรคจิต) ซึ่งเป็นไปในลักษณะของสหชาตเหตุ
-- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาที่มีลักษณะรู้ชัดในธรรม ทำหน้าที่เป็นประธานหรือเป็นใหญ่ ในการกระตุ้นให้ อริยมรรค (หนทางดับทุกข์) เกิดขึ้น
(๕๗) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอุปปันนะก็มี= หมายถึง สภาวะของปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่แล้วในขณะนั้น (ปัจจุบัน)
-- เป็นอนุปันนะก็มี= หมายถึง สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
-- เป็นอุปปาทินีก็มี= คือ สภาพปัญญาที่ยังมีส่วนที่ทำให้จิตหรือความยึดติดในภพชาติดำเนินสืบต่อไป
(๕๘) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี
(๕๙) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอตีตารัมมณะก็ดีเป็น = หมายถึง จิตที่มีปัญญาประกอบเหล่านี้ สามารถมี อารมณ์เป็นอดีต ได้ มีอดีตธรรม (สิ่งที่ดับไปแล้ว) เป็นอารมณ์
-- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = (ปรารภสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าเป็นอารมณ์) การที่ปัญญาทั้งสองประเภทนี้จะเป็น "อนาคตารัมมณะก็มี" (ปรารภอารมณ์ที่เป็นอนาคต) หมายถึง จิตที่มีปัญญาเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ ไปรับรู้ ปรารภ หรือนึกถึงสภาวธรรม รูป นาม ขันธ์ ๕ หรือเรื่องราว ที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า (อนาคตกาล) เช่น
-- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี = (ปรารภอารมณ์ปัจจุบัน): ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติหรือสุข ซึ่งมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์ ที่กำลังปรากฏขึ้นในขณะนั้น เป็นอารมณ์
(๖๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอัชฌัตตะก็มี = (ภายใน) คือปัญญาที่เกิดขึ้นโดยปรารภ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑
-- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาทั้งสองนี้จัดเป็น พหิทธา (ธรรมอันเป็นภายนอก) ได้นั้น หมายถึง ปัญญาที่ ปรารภอารมณ์ภายนอก ได้แก่ กุศลจิตที่เกิดพร้อมด้วยปีติและสุข ซึ่งมีสภาวธรรมภายนอกเป็นอารมณ์
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี =เป็น อัชฌัตตพหิทธา (ทั้งภายในและภายนอก) ก็มี คือปัญญาที่เกิดขึ้นโดยรู้แจ้งหรือกำหนดรู้สภาพธรรมทั้งที่เป็นอารมณ์ภายใน (นามธรรมและรูปธรรมของตนเอง) และภายนอก (นามธรรมและรูปธรรมของผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมๆ กัน
(๖๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข
-- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = คือปัญญาที่ประกอบด้วยความปีติยินดี มีการพิจารณาสังขารธรรมหรือขันธ์ ๕ ทั้งของตนเอง (ภายใน) และของผู้อื่นหรือสิ่งภายนอก (ภายนอก) โดยรู้เท่าทันความจริงจนเกิดความอิ่มใจ
-- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่กำหนดรู้และพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก
-- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่กำหนดรู้และพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก
(๖๒) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขาเวทนา) เป็นสภาพจิตที่วางใจเป็นกลางอย่างมีเหตุผล ไม่ดีใจหรือเสียใจ แต่ประกอบด้วยความรู้เข้าใจสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่วางเฉยเพราะความไม่รู้หรือไม่แยแส
-- เป็นวิบากก็มี =ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ) และทำหน้าที่เป็นผลของกรรม (วิบาก)
-- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี =เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี คือ สภาพปัญญาที่อยู่ในรูปของจิตที่เป็นผล (วิบากจิต) เช่น มหาวิบากจิต ๔ ดวงที่เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา ที่นำไปปฏิสนธิในภพภูมิที่ดี (เช่น กามาวจรภูมิ) ซึ่งจัดเป็นสภาวะที่สุกงอมจากกุศลกรรมในอดีตอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) หมายถึง ปัญญาใน อัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่บาป) ได้แก่ วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิ ๓ และ กิริยาจิต ของพระอรหันต์
-- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นวิบาก และไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก โดยอุเบกขาสหคตปัญญา สภาวะเหล่านี้ก็มี เช่น:มรรคจิต ในพระอริยบุคคล (เช่น โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 26 27 [28]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.545 วินาที กับ 91 คำสั่ง
กำลังโหลด...