|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๒๒) สวิตักกปัญญา = ปัญญาหรือความรู้ที่เกิดขึ้นร่วมกับ "วิตก" (ความตรึกหรือการคิดคิดคำนึง) -- อวิตักปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการคิดนึกตรึกตรอง (วิตก) ซึ่งเป็นปัญญาในระดับสูงทางพระพุทธศาสนา ที่เกิดจากการที่จิตเป็นสมาธิดิ่งลึกจนข้ามพ้นกระบวนการคิดในใจไปแล้ว (๒๓) สวิจารปัญญา = ปัญญาหรือความรู้แจ้งที่ยังต้องอาศัย "วิตก" (ความตรึก/การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และ "วิจาร" (ความตรอง) ร่วมด้วย เป็นระดับปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตยังมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ค้นหาเหตุผล หรืออยู่ในสมาธิระดับเริ่มต้น เช่น ปฐมฌาน -- อวิจารปัญญา = ปัญญาอันปราศจากวิจาร หรือปัญญาญาณระดับลึกที่ไม่ต้องอาศัยการคิด หรือตรึกตรองในใจอีกต่อไป (๒๔) สัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ (ความอิ่มใจ ชื่นบาน หรือความปลาบปลื้มใจ) -- อัปปีติกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา (ความวางเฉย) โดยปราศจากปีติ (๒๕) ปีติสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ เป็นสภาวะที่จิตรู้เห็นความจริงหรือมีความเข้าใจในธรรมด้วยความอิ่มใจ เบิกบาน ปราโมทย์ และความปลาบปลื้มใจ -- นปีติสหคตปัญญา = ไม่มีปีติสหคตปัญญา (๒๖) สุขสหคตปัญญา = สุขสหคตปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุข (สุขเวทนา) หรือจิตใจที่ผ่องใส เบิกบาน ปลอดโปร่งในขณะที่เกิดการเรียนรู้ การคิดพิจารณา หรือขณะทำสมาธิภาวนา -- นสุขสหคตปัญญา = ปัญญาอันปราศจากสุข หรือ ปัญญาที่ไม่ได้เกิดร่วมกับความสุขทางกายหรือทางใจ (โสมนัสเวทนา) (๒๗) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่สัมปยุต (ประกอบ) ด้วยอุเบกขา -- นอุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้สัมปยุตด้วยอุเบกขา (คือเกิดร่วมกับเวทนาอื่น เช่น สุขเวทนา หรือ โสมนัสเวทนา) (๒๘) กามาวจรปัญญา = ปัญญา ที่ยังอยู่ในระดับ กามภูมิ หรือเป็นความรู้ในทางโลก -- นกามาวจรปัญญา = ปัญญาที่ไม่ใช่ปัญญาในระดับกามภูมิ โดยครอบคลุมปัญญาขั้นสูง คือ รูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับฌาน), อรูปาวจรปัญญา (ปัญญาในระดับอรูปฌาน), และ อปริยาปันนปัญญา (ปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิ หรืออริยมรรคอริยผล) (๒๙) รูปาวจรปัญญา = คือ จิตในระดับรูปฌานขั้นที่ ๕ (ปญจมฌาน) ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของรูปาวจรภูมิ โดยจิตในขั้นนี้จะมีความสงบประณีตอย่างยิ่ง ละองค์ฌานอื่นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงองค์ธรรมหลัก ๒ ประการ เท่านั้น -- นรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน รูปาวจรปัญญา แต่จะครอบคลุมระดับปัญญาอีก ๓ กลุ่มใหญ่ ดังนี้ (๒๙.๑) กามาวจรปัญญา (๒๙.๒) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาในระดับอรูปฌาน (๒๙.๓) โลกุตตรปัญญา หรือ อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาที่เหนือกิเลสและพ้นจากวัฏสงสาร เป็นปัญญาเพื่อการดับกิเลสและบรรลุพระนิพพาน (๓๐) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม เป็น ปัญญาในระดับอรูปฌาน หรือความรู้ชัดที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนาที่ก้าวข้ามการเพ่งวัตถุหรือนิมิตที่เป็นรูปธรรม ไปสู่อารมณ์ที่เป็นนามธรรมอันละเอียดและประณีตขั้นสูง -- นอรูปาวจรปัญญา = ไม่ใช่ปัญญาใน อรูปาวจรปัญญา (๓๑) ปริยาปันนปัญญา = ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ -- อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาขั้นสูงที่ไม่นับเนื่องในวัฏสงสาร ไม่ถูกจำกัดด้วยภูมิ ๓ (กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) โดยหมายถึง ปัญญาในอริยมรรค ๔ และอริยผล ๔ ซึ่งเป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่ช่วยตัดมูลแห่งวัฏฏะ นำพาจิตหลุดพ้นสู่นิพพาน (๓๒) นิยยานิกปัญญา= ปัญญาเครื่องนำสัตว์ออกจากวัฏสงสารหรือความทุกข์ เป็นปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) ที่สามารถดับกิเลส และนำพาผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง -- อนิยยานิกปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้นำสัตว์ออกจากวัฏสงสารโดยตรง หรือไม่ได้เป็นตัวตัดกิเลส เป็นปัญญาในระดับโลกียธรรม (๓๓) นิยตปัญญา = ความรู้แจ้งที่เที่ยงแท้ เป็นปัญญาในทางธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถรู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นผลของการพัฒนาปัญญาในระดับสูงสุด -- อนิยตปัญญา = ปัญญาในสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตในภูมิ ๓ เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นโดยไม่แน่นอนว่าจะมีความละเอียดลึกซึ้งในระดับใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและสภาวธรรมที่เข้าประกอบ (๓๔) สอุตตรปัญญา = ปัญญาที่มีปัญญาอื่นยิ่งกว่า หรือปัญญาที่ยังมีธรรมอื่นเหนือกว่า เป็นระดับปัญญาทางโลกที่ยังไม่สูงสุด ซึ่ง -- อนุตตรปัญญา = ปัญญาอันสูงสุดที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า คือ ปัญญาที่ช่วยให้จิตหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) โดยตัดละกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๓๕) อัตถชาปิกปัญญา = ปัญญาที่ยังประโยชน์อันลึกซึ้ง เช่น อภิญญา (ความรู้ยิ่ง) และสมาบัติ (ภาวะความสงบจิตขั้นสูง) ให้เกิดขึ้นและเจริญงอกงาม เป็นปัญญาของพระอริยบุคคลที่สามารถอธิบายธรรมะ ตลอดจนผลแห่งการปฏิบัติให้พิสดาร เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้ในทางพุทธศาสนาจัดเป็นปัญญาที่เกิดจากความแตกฉาน หรือ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ -- ชาปิตัตถปัญญา = ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต (ปัญญาที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นบุญหรือบาป) ในวิบากธรรมของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้น ติกมาติกา [ค] ฌาณวัตถุหมวดละ ๓ คือ (๑) จินตามยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาหาเหตุผล -- สุตมยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน หรือการเล่าเรียน -- ภาวนามยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง (๒) ทานมยปัญญา = ปัญญาที่สำเร็จหรือเกิดขึ้นจากการให้ทาน -- สีลมยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจาดการรักษาศีล -- ภาวนามยปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ฝึกอบรมจิตใจ และภาวนา (เช่น การเจริญสติ นั่งสมาธิ และวิปัสสนากรรมฐาน) เป็นความรู้แจ้งประจักษ์ชัดจากประสบการณ์ภายใน ไม่ใช่เพียงแค่การฟัง การอ่าน หรือการคิดวิเคราะห์ (๓) อธิสีลปัญญา = การฝึกอบรมศีลอันยิ่ง การรักษากายและวาจาให้บริสุทธิ์ สำรวมในศีลและระเบียบวินัย เป็นพื้นฐานของการควบคุมความประพฤติไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น -- อธิจิตตปัญญา =การฝึกอบรมจิตอันยิ การฝึกฝนจิตใจให้สงบ แน่วแน่ และเกิดสมาธิ เพื่อให้จิตมีกำลังและความตั้งมั่น พร้อมที่จะนำไปใช้พิจารณาความจริง -- อธิปัญญาปัญญา = การฝึกอบรมปัญญาอันยิ่ง การฝึกฝนให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เห็นสัจธรรมและความเป็นจริงของชีวิต (เช่น การเห็นไตรลักษณ์) เพื่อให้เกิดปัญญาในการตัดละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด (๔) อายโกศล = ความฉลาดในความเจริญ (รู้เหตุแห่งความสำเร็จ) -- อปายโกศล = ความฉลาดในทางเสื่อม (รู้ว่าอะไรคือความล้มเหลวและเหตุของความเสื่อม เพื่อหลีกเลี่ยง) -- อุปายโกศล = ความฉลาดในวิธีการ (รู้วิธีพลิกแพลง แก้ไขปัญหา และจัดการให้เป้าหมายสำเร็จ) (๕) วิปากปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิปากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิทั้ง ๔ (กามาวจรภูมิต่างๆ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ และโลกุตตรภูมิ) เช่น คนที่เกิดมาพร้อมปฏิสนธิจิตที่ประกอบด้วยปัญญา (เรียกว่า ติเหตุกบุคคล) ทำให้เป็นคนหัวดี มีสติปัญญาทางธรรมมาแต่กำเนิด หรือปัญญาที่เกิดในขณะบรรลุผลของมรรค (ผลจิต) -- วิปากธัมมธรรมปัญญา = ปัญญาที่เกิดในกุศลธรรมในภูมิทั้ง ๔ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "เหตุ" ที่จะส่งผลให้เกิดวิบากต่อไปในอนาคต -- เนววิปากนวิปากธัมมธรรมปัญญา = ปัญญาที่เกิดในกิริยาจิต (จิตของพระอรหันต์) ซึ่งไม่เป็นทั้งผลของกรรม (วิบาก) และไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผลกรรมใดๆ อีก (๖) อุปาทินนุปาทานิยปัญญา = ปัญญา ที่เกิดขึ้นในวิบากธรรม (ผลของกรรม) ในภูมิ ๓ ซึ่งได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ โดยเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้เห็นสภาวธรรมอันเป็นผลของกรรมที่ถูกกิเลสประเภทอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เข้าไปอาศัยยึดถือหรือเป็นอารมณ์ -- อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา = คือ ปัญญาในกุศลธรรมและกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ซึ่งหมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลหรือกิริยา (ในกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) โดยไม่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเข้ายึดครอง (อนุปาทินนะ) แต่ยังเป็นอารมณ์ของความยึดติดหรืออุปาทานได้ -- อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับมรรค ๔ และผล ๔ โดยเป็นปัญญาที่ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิยึดตน (อนุปาทินนะ) และไม่เป็นอารมณ์ให้อุปาทานเข้ายึดมั่น (อนุปาทานิยะ) (๗) สวิตักกสวิจารปัญญา =สวิตักกสวิจารปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับ วิตก (ความตรึกหรือยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) และ วิจาร (ความตรองหรือประคองจิตให้จดจ่ออยู่กับอารมณ์นั้นต่อเนื่อง) เป็นสภาพความเข้าใจหรือการหยั่งรู้ที่ยังต้องใช้ความคิดใคร่ครวญควบคู่ไปกับการเพ่งพิจารณา มักพบในระดับจิตที่เป็นปฐมฌาน หรือความคิดในระดับกามาวจร (ระดับการรับรู้ทั่วไป) -- อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = สภาวะธรรมหรือปัญญาที่ไม่มีความคิดตรึก (วิตก) แต่มีเพียงการประคองจิตพิจารณา (วิจาร) อยู่ในอารมณ์นั้นๆ -- อวิตักกาวิจารปัญญา =อวิตักกวิจารปัญญา หรือที่มักเรียกในบริบทสมาธิว่า ปัญญาที่เกิดในทุติยฌาน คือ สภาวะปัญญาที่รู้แจ้งหรือเห็นความจริงของอารมณ์สมาธิได้อย่างลึกซึ้ง โดยปราศจากการใช้ความคิดตรึก (วิตก) หรือการประคองความคิดใคร่ครวญ (วิจาร) เข้ามาเจือปน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๘) ปีติสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ สภาพความรู้ ความเข้าใจ หรือญาณทัศนะ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความปลาบปลื้มใจ อิ่มใจ หรือความเบิกบานอย่างแรงกล้า -- สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุข (สุขเวทนา) สภาพความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากสภาวะจิตที่ผ่องใส เบาสบาย และอิ่มเอิบ ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางกายหรือความสุขทางใจ -- อุเปกขาสหคตปัญญา = สภาพจิตที่เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ คือ ไม่สุขสบายและไม่ทุกข์ร้อน (อุเบกขาเวทนา) โดยคำนี้มักใช้ขยายคำว่า ปัญญา หรือ ญาณ (ความรู้ ความเข้าใจ) ในบริบทต่างๆ ดังนี้ (๙) อาจยคามินีปัญญา = สภาพธรรมที่เป็นเหตุให้จุติและปฏิสนธิ (เกิด-ตาย วนเวียนในสังสารวัฏ) ได้แก่ อกุศลจิตทั้งหมด และกุศลจิตในระดับกามาวจร -- อปจยคามินีปัญญา = สภาพธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เป็นเครื่องสลัดหรือทำลายการสะสม ได้แก่ มรรคจิต ๔ -- เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา = สภาพธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เช่น วิบากจิต และกิริยาจิตของพระอรหันต์ (๑๐) เสกขปัญญา = เป็นปัญญาของผู้ที่ละกิเลสได้บางส่วนแล้ว แต่ยังต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือพระอรหันต์ -- อเสกขปัญญา = ปัญญาขั้นสูงสุดของผู้ที่สำเร็จกิจในการปฏิบัติธรรมแล้ว -- เนวเสกขานาเสกขปัญญา = คือ ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) และไม่ใช่ของพระอเสขะ (พระอรหันต์ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้ว (๑๑) ปริตตปัญญา = ปัญญาขั้นต้น ปัญญาน้อย หรือปัญญาที่ยังไม่ถึงขั้นสูงสุด -- มหัคคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาขั้นสูง (รูปฌานและอรูปฌาน) เป็นปัญญาที่เกิดจาก มหัคคตจิต (จิตที่ถึงความเป็นใหญ่ หรือจิตในระดับฌาน) ซึ่งมีกำลังมหาศาล สามารถใช้ข่มกิเลส (นิวรณ์) เอาไว้ได้ชั่วคราวขณะเข้าสมาบัติ -- อัปปมาณปัญญา = ปัญญาที่ไม่มีประมาณ ปัญญาที่รู้เท่าทันอารมณ์หรือสภาวธรรมต่างๆ อย่างกว้างขวางไร้ขอบเขต (๑๒) ปริตตารัมมณปัญญา = ปัญญาความรู้ชัด ความไม่หลง และความเข้าใจในสภาพธรรม โดยมีอารมณ์เป็น ปริตตะ -- มหัคคตารัมมณปัญญา = ปัญญาขั้นรูปาวจรและอรูปาวจร ที่รับรู้อารมณ์ของความสงบ -- อัปปมาณารัมมณปัญญา = ปัญญาที่หยั่งรู้หรือมองเห็นสิ่งต่างๆ กว้างขวางจนหาประมาณมิได้ เป็นปัญญาขั้นโลกุตตระ (ระดับสูงสุด) ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ (๑๓) มัคคารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาหรือความรู้ชัดที่เกิดขึ้นโดย ปรารภอริยมรรค (การมีอริยมรรคเป็นอารมณ์) โดยเป็นปัญญาที่เข้าไปรู้เท่าทันและวิจัยองค์ธรรมของมรรค -- มัคคเหตุกปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอริยมรรค ๔ ทำหน้าที่เป็นเหตุหรือหนทางนำไปสู่การบรรลุพระนิพพาน และดับกิเลส -- มัคคาธิปตินีปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมี "อริยมรรค" (หนทางดับทุกข์) เป็นประธานหรือเป็นอธิบดี โดยเป็นสภาพธรรมที่รู้ชัด มีความไม่หลง และเป็นการวิจัยธรรม (สัมมาทิฏฐิ) ที่มุ่งเน้นหรืออิงอาศัยการปฏิบัติธรรมในมรรคทั้ง ๔ (๑๔) อุปปันนปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ หรือปัญญาที่เกิดขึ้นมาเฉพาะหน้า หรือปัญญาที่ถูกพัฒนาและเกิดขึ้นจริงเมื่อมีสิ่งเร้า สภาวะแวดล้อม หรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น -- อนุปปันนปัญญา = หมายถึง "ปัญญาที่ยังไม่เกิด" หรือความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ยังไม่เคยปรากฏขึ้นในจิตใจของบุคคลนั้น -- อุปปาทินีปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นพร้อมกับผลของกรรม (วิบาก) หรือกล่าวได้ว่าเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการปฏิสนธิ (กำเนิด) (๑๕) อตีตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากอดีต หรือ นำความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต มาทบทวน วิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาตนเองในปัจจุบันและอนาคต -- อนาอุปปาทินีปัญญาคตปัญญา = สภาวะปัญญาที่ดำเนินไปในการรู้แจ้งสภาวะธรรมที่เป็นโลกียะ (ธรรมที่กรรมไม่ได้ยึดครองแต่ยังเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้) -- ปัจจุปปันนปัญญา = ปัญญาที่กำลังเกิด (๑๖) อดีตารัมมณปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดรู้อารมณ์ในอดีต เช่น การนำประสบการณ์ เรื่องราวในอดีต หรือสภาวธรรมที่ดับไปแล้วมาทบทวน วิเคราะห์เหตุและผล เพื่อให้เกิดบทเรียนและความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น -- อนาคตารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาหรือความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการปรารภธรรมที่เป็น อนาคต (สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า) เป็นอารมณ์ โดยเป็นสภาพธรรมที่รู้ชัด ไม่หลง มีการวิจัยธรรม และเป็นสัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์หรือสภาวะธรรมในอนาคตเป็นหลัก -- ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการกำหนดรู้และวิจัยสภาวธรรม หรือสิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในขณะนั้น (ปัจจุบันอารมณ์) โดยเป็นปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจในสภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่หลงไปยึดติด
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๑๗) อัชฌัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากภายใน หรือปัญญาที่หยั่งรู้ ปรารภพิจารณาถึงสภาวธรรมภายในตนเอง (เช่น จิต เจตสิก รูป หรือขันธ์ ๕ ของตน) เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม -- พหิทธาปัญญา = ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมีอารมณ์เป็นภายนอก เช่น การรับรู้สิ่งแวดล้อม วัตถุ บุคคลอื่น เหตุการณ์รอบตัว หรือปรากฏการณ์ทางโลก -- อัชฌัตตพหิทธาปัญญา = หรือ ปัญญาที่รู้ธรรมทั้งภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่รู้เท่าทันสภาวธรรม โดยกำหนดพิจารณา ขันธ์ ๕ ทั้งในส่วนของตนเอง (อัชฌัตตะ/ภายใน) และของผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม (พหิทธา/ภายนอก) เพื่อให้เห็นความจริงตามธรรมชาติ (๑๘) อัชฌัตตารัมณปัญญา = คือ ปัญญาที่ปรารภธรรมที่เป็นไปภายใน ที่หมายถึง สัมมาทิฏฐิ ความไม่หลง และการรู้แจ้งในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของตนเอง -- พหิทธารัมมณปัญญา = ปัญญาที่เกิดจากการรู้หรือกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นภายนอก -- อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา = คือ ปัญญาที่รู้เท่าทันหรือกำหนดพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก (๑๙) สวิตักกสวิจารปัญญา -- เป็นวิบากก็มี = เป็นปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ วิตก และวิจาร ในอารมณ์ จัดเป็นวิบาก ได้แก่ ปัญญาที่เกิดในจิตที่เป็นชาติวิบาก -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = คือ ปัญญาในกุศลธรรมซึ่งเป็นสภาวะที่ให้ผลเป็นวิบาก -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = คือ ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) (๒๐) สวิตักกสวิจารปัญญา -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร เมื่อจัดเข้าในอุปาทินนุปาทานิยติกะ (ธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยกิเลสยึดถือและเป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน) จะหมายถึง อกุศลปัญญา และ กุศลปัญญาในภูมิ ๓ (กามาวจรจิต) -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = คือ ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรกุศลจิต ๘) และปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (มหากิริยาจิต ๘) ที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร ซึ่งเป็นธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร ที่จำแนก เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกอุปาทานยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) ซึ่งได้แก่ ปัญญาที่ในมรรค ๔ และผล ๔ (๒๑) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตก และวิจาร -- เป็นปีติสหคตะก็มี = เป็นปีติสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความอิ่มใจ) -- เป็นสุขสหคตะก็มี = เป็นสุขสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความสุขกายสุขใจ) -- เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี = เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี (เกิดร่วมกับความเฉยๆ) (๒๒) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอาจยคามินีก็มี = ปัญญาในกุศลและอกุศลธรรมในภูมิ ๓ -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาอันเป็นไปเพื่อความดับกเลส เช่น ปัญญาในมรรค ๔ -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่ไม่เป็นทั้งเหตุให้พอกพูนและไม่เป็นเหตุให้ดับกิเลส เช่น ปัญญาในวิบากธรรมและกิริยาอัพยากฤต (๒๓) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอริยบุคคลเบื้องต้น ๓ จำพวก (โสดาบัน สกทาคามี อนาคคามี) ที่ยังต้องศึกษาปฏิบัติธรรมต่อไป -- เป็นอเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอรหันต์ผู้จบกิจการปฏิบัติแล้ว -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = คือ ปัญญาของพระอริยบุคคลหรือปุถุชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่ทั้งผู้ที่กำลังศึกษาและไม่ใช่ผู้ที่จบการศึกษา (๒๔) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = หมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่มีวิตก และวิจาร ซึ่งจัดเป็นจิตที่รู้อารมณ์เล็กน้อยหรือไม่ใช่ฌานขั้นสูง โดยมักเป็นปัญญาในระดับกามาวจรภูมิหรืออารมณ์ในชีวิตประจำวันทั่วไป -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = หมายถึง ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่มีวิตก และวิจาร โดยมีอารมณ์เป็น มหัคคตะ อารมณ์ที่ยิ่งใหญ่หรือถึงความเป็นชั้นรูปาวจรและอรูปาวจร เช่น ฌานและอภิญญา -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = คือ ปัญญา (หรือญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตมีทั้ง "วิตก" และ "วิจาร" โดยมีอารมณ์เป็น "อัปปมาณา" หาประมาณไม่ได้ ซึ่งหมายถึง พระนิพพาน (๒๕) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = โดยทำหน้าที่ ปรารภอริยมรรค หรือมีมรรคเป็นอารมณ์ กล่าวคือ จิตและปัญญาที่กำลังพิจารณาหรือระลึกถึงอริยมรรค (หนทางสู่การหลุดพ้น) เป็นอารมณ์ -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญาอันเป็นองค์ประกอบที่เกิดร่วมกับอริยมรรคทั้ง ๔ -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาที่กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ หรือเป็นประธานในการนำจิตไปสู่การรู้แจ้ง)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๒๖) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอุปปันนะก็มี = ปัญญาที่มีทั้งวิตกและวิจาร ที่เป็นอุปปันนะ (เกิดขึ้นแล้ว) หมายถึง สภาวะธรรมหรือปัญญาที่กำลังปรากฏอยู่ ณ ขณะปัจจุบัน (กำลังประจักษ์แจ้ง) ไม่ใช่สิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง -- เป็นอนุปปันนะก็มี = ยังไม่เกิดขึ้น หมายถึง สภาวะปัญญาที่ยังไม่เกิดขี้นในขณะนั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต -- เป็นอุปปาทินีก็มี = เป็นสภาพธรรมที่ให้ผลเป็นวิบาก (เป็นผลของกรรมในอดีต) ในภูมิ ๔ อนุปปันนะ" (ยังไม่เกิดขึ้น) หมายถึง สภาวะปัญญาที่ยังไม่เกิดขี้นในขณะนั้น แต่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต (๒๗) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๒๘) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญามีลักษณะเป็นอดีต -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี =สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นอนาคตอารัมมณะก็มี คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับองค์ฌานที่มีความนึกคิด (วิตก) และการประคองความคิด (วิจาร) โดยเข้าไปรู้หรือกำหนดหมายถึงสภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตอารมณ์) ซึ่งมักปรากฏในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานหรือการทำสมาธิระดับ ปฐมฌาน ขึ้นไป -- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี =สวิตักกสวิจารปัญญาเป็นปัจจุปปันนารัมมณะ หมายถึง ปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน (สิ่งหรือสภาวธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าในขณะนั้น) โดยมี วิตก (การตรึก) และ วิจาร (การประคองจิตในอารมณ์) เข้าไปร่วมทำงานด้วยเสมอ (๒๙) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร) -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาธรรมารมณ์หรืออารมณ์กรรมฐานซึ่งจัดเป็น ภายใน (ตนเองหรือจิตใจ) โดยมีองค์ประกอบของจิตคือ วิตก ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ และ วิจาร ประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์นั้นโดย ทำงานร่วมกัน -- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตก และ วิจาร ประคองความคิด ซึ่งมีอารมณ์เป็นภายนอก -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = คือ ปัญญาที่หยั่งรู้หรือกำหนดพิจารณาทั้งในธรรมภายใน (กาย เวทนา จิต ธรรม ของตนเอง) และในธรรมภายนอก (กาย เวทนา จิต ธรรม ของผู้อื่น) สลับกันไปในขณะเดียวกัน หรือพิจารณาทั้งอารมณ์ภายในและภายนอกพร้อมกัน (๓๐) สวิตักกสวิจารปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิตกและวิจาร -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่พิจารณาสภาวธรรมที่เป็นอัชฌัตตะ (ภายในตน) เช่น การที่จิตมีความตรึก (วิตก) และความประคอง (วิจาร) ไปในสภาวธรรม หรือนามขันธ์ ๔ ภายในตนเอง ในขณะภาวนา -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = อารมณ์ที่เป็นภายนอก หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอกตัวบุคคล -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = มีอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งในสภาวธรรม หรือธรรมะที่มีทั้งส่วนที่เกิดภายในตนเองและเกิดภายนอกตนเอง โดยสลับกันไปมา เช่นการใช้ปัญญาพิจารณากาย ใจ หรือขันธ์ ๕ ของตนเอง (อัชฌัตตารัมมณะ) สลับกับการพิจารณากาย ใจ หรือรูปนามของบุคคลอื่น หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว (พหิทธารัมมณะ) (๓๑) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร -- เป็นวิบากก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นผล (วิบาก) ในระดับทุติยฌาน หรือโลกุตตรวิบากจิตที่เทียบเท่าทุติยฌาน ซึ่งเป็นสภาพที่ "ไม่มีวิตก (ความตรึก) แต่มีเพียงวิจาร (ความตรอง)" ประคองจิตอยู่ -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่เป็นกุศลหรืออกุศลในภูมิ ๓ ซึ่งเป็นสภาพที่สะสมศักยภาพพร้อมที่จะให้ผลในอนาคต -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่ไม่ใช่ทั้งผลของกรรมและไม่ใช่ธรรมที่ให้ผล (เช่น มรรคจิต เบื้องบน หรือกิริยาจิต) (๓๒) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่ ถูกกรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง (เป็นผลของกรรม) และในขณะเดียวกันก็ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ได้ด้วย -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ไม่เป็นอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน จำแนกตามสภาพจิต จัดเป็นกามาวจรภูมิ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = คือ ปัญญาในโลกียจิตที่เป็นทุติยฌาน ขึ้นไป และ ปัญญาในปฐมฌานที่เป็นมัคคจิตหรือผลจิต โดยจิตเหล่านี้เป็นสภาวะธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๓๓) อวิตักกวิจารมัตตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจาร -- เป็นอาจยคามินีก็มี = คือ ปัญญาในมรรค ๔ ทำหน้าที่ประหารกิเลส นำทางให้วัฏสงสารลดลง -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงความดับหรือการไม่ก่อภพ หมายถึง ปัญญาในมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหันต์มรรค) ซึ่งเป็นธรรมนำไปสู่การละกิเลสและพระนิพพาน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
-- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และไม่เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน ได้แก่ ปัญญาในวิปากธรรม (ผลของกรรม) ในภูมิ ๔ และ ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรม (จิตของพระอรหันต์) ในภูมิ ๓ (๓๔) อวิตักกาวิจารปัญญา = คือ สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นสมาธิขั้นสูงตั้งแต่ทุติยฌานขึ้นไป ที่จิตนิ่งดิ่งและผ่องใสจนเห็นความจริงได้โดยไม่ต้องใช้ความคิด -- เป็นเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นเสกขะก็มี คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นอวิตักกวิจาร (ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เช่น ทุติยฌาน) หรือเป็นปัญญาในระดับโลกุตตรภูมิของผู้ที่ยังเป็น พระเสกขะ (พระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ๗ จำพวก ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอนาคามี) ในขณะที่กำลังพิจารณาธรรม -- เป็นอเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นอเสกขะก็มี คือ ปัญญาของพระอรหันต์ (อเสกขบุคคล) ในระดับทุติยฌานขึ้นไป ซึ่งพ้นจากวิตก (ความตรึก) แล้ว คงเหลือเพียงวิจาร (ความตรอง) หรือสมาธิที่ไร้วิตกและวิจารอย่างสิ้นเชิง -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ไม่มีวิตกแต่ยังมีวิจาร (ปฐมฌานขึ้นไปในบางนัย) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดจิตของพระอรหันต์ (อเสกขบุคคล) หรือสภาพธรรมที่เป็นโลกุตตรจิต ซึ่งเป็นสภาวะพ้นจากการต้องศึกษา (เสกขะ) และไม่ใช่ผู้ไม่ศึกษา (อเสกขะ) (๓๕) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอุปปันนะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญาเป็นอุปปันนะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ปราศจากวิตก (ความตรึก) แต่ยังมีวิจาร (ความตรอง) ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สามารถ เกิดขึ้นแล้ว (อุปปันนะ) โดยพบได้ในปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตในระดับ ทุติยฌานขึ้นไป รวมถึงในวิปากธรรม -- เป็นอนุปันนะก็มี =อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอนุปันนะก็มี" หมายถึง ปัญญาที่ไม่มีการตรึก (วิตก) แต่มีการประคองจิตไปในอารมณ์ (วิจาร) ซึ่งเป็นปัญญาที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็มี -- เป็นอุปปาทินีก็มี ="อวิตักกวิจารปัญญา เป็นอุปปาทินีก็มี คือ..." เป็นการระบุถึงสภาวธรรมตามหลักพระอภิธรรม (ในคัมภีร์ญาณวิภังค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 35) ซึ่งหมายถึง "ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ 4 ที่ปราศจากวิตก (การตรึก) แต่ยังมีวิจาร (การประคองอารมณ์) อยู่ และเป็นสภาพธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยอุปาดานยึดไว้" (๓๖) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๓๗) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดภายในตน โดยเป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากภายในจิตใจของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ไม่ได้เกิดจากการรับรู้สิ่งเร้าหรืออารมณ์จากภายนอก -- เป็นพหิทธาก็มี = มี "ภายนอก" เป็นอารมณ์ เช่น ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดรู้สังขารธรรมภายนอก หรือการหยั่งรู้ในขันธ์ ๕ ของผู้อื่น โดยจิตเป็นสมาธิระดับทุติยฌานขึ้นไป -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปรารภทั้งธรรมภายในและภายนอก คือ ปัญญาที่กำหนดรู้สภาวธรรมทั้งในตนและผู้อื่น โดยมี วิจาร ทำหน้าที่ประคองจิตในอารมณ์นั้นๆ โดยไม่มีวิตก มักเกิดขึ้นใน ทุติยฌาน หรือระดับวิปัสสนา (๓๘) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นวิบากก็มี = ปัญญานี้ไม่ได้ทำหน้าที่สร้างกรรมใหม่ (ไม่ใช่กุศล) และไม่ใช่จิตที่ทำงานเปล่าของพระอรหันต์ (ไม่ใช่กิริยา) แต่เป็น ผลลัพธ์ (วิบาก) ที่เกิดจากการส่งผลของสมาธิภาวนาหรือกุศลกรรมที่เคยฝึกฝน -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับกุศลวิบากจิต ในภูมิ ๓ -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = (ธรรมที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก) คือ ปัญญาในสภาวธรรมที่เป็นกิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ ได้แก่ จิตของพระอรหันต์ (กิริยาจิต) (๓๙) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = คือธรรมที่กรรมและกิเลส (ตัณหาและทิฏฐิ) เข้าไปยึดถือไว้โดยความเป็นผล และเป็นอารมณ์ -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ธรรมอันเป็นอารมณ์ของอุปาทาน แต่ไม่มีอุปาทานเข้ายึดติด -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = ปัญญาในระดับมัคคจิตและผลจิตในทุติยฌาน (ปัญญากลุ่มโลกุตตรธรรมที่ไม่ถูกยึดมั่น และไม่เป็นอารมณ์แห่งการยึดมั่น (๔๐) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นปีติสหคตะก็มี =ที่เป็นปีติสหคตะ คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับความอิ่มใจ (ปีติ) โดยจิตทำงานเพียงแค่ประคองหรือสืบต่ออารมณ์ (มีวิจาร) แต่ไม่มีอาการตรึกหรือคิดถึงอารมณ์นั้น (ไม่มีวิตก) ซึ่งมักเกิดขึ้นในสมาธิระดับทุติยฌานขึ้นไป -- เป็นสุขสหคตะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความสุขกายสุขใจ (สุขเวทนา) -- เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความรู้สึกวางเฉย ไม่สุขไม่ทุกข์ (อุเบกขาเวทนา) เช่นใน ระดับทุติยฌานขึ้นไป
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๔๑) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอาจยคามินีก็มี = ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความสั่งสม หรือก่อให้เกิดภพชาติ/วัฏสงสารในเป็นปัญญาที่ยังวนเวียนอยู่ในกุศลธรรมในภูมิ ๓ (กามาวจรกุศล, รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล) ซึ่งยังส่งผลให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรค ๔ หรือปัญญาในอริยมรรค ซึ่งเป็นสภาพธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เป็นเครื่องทำลายและตัดละกิเลสทั้งปวงให้ลดลงและดับไป (ไม่สั่งสมกิเลสหรือภพชาติ) -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ได้แก่ กิริยาอัพยากตธรรม และ วิบากธรรม ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดจากผลของกรรมแล้ว ไม่ได้นำไปปฏิสนธิใหม่หรือทำลายกิเลส (๔๒) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นเสกขะก็มี = ปัญญาของพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี -- เป็นอเสกขะก็มี = สภาพธรรมของผู้ถึงที่สุดแห่งความตรัสรู้ คือ พระอรหันต์ หมายถึง ปัญญาในมรรคจิตขั้นสูงสุด (อรหัตตมรรคจิต) และ ปัญญาในผลจิต (อรหัตตผลจิต) -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นของพระเสกขะและไม่เป็นของพระอเสกขะ (๔๓) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = คือ การมีอารมณ์เล็กน้อย เช่น กามธรรม -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี =มีอารมณ์เป็นพระกรรมฐานระดับฌาน เช่น รูปฌาน อรูปฌาน คือ การที่จิตพิจารณาองค์ฌานชั้นต้น หรือพิจารณาคุณของฌานและสมาธิที่ประณีตขึ้นไป -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = (ปัญญาอันหาประมาณมิได้) คือ ปัญญาที่มีอารมณ์หรือวัตถุเป็นอัปปมัญญา คือกว้างขวางไร้ขอบเขต (เช่น แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปในสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ) หรือหมายถึงปัญญาในระดับโลกุตตระ (๔๔) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีมรรคเป็นอารมณ์ โดยมีสภาวะคือการที่จิตหรือเจตสิกมี พระนิพพาน ซึ่งเป็นอารมณ์อันบริสุทธิ์ของพระอริยเจ้าเป็นอารมณ์ในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเพื่อตัดละกิเลส -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุแห่งมรรค หรือสัมปยุตด้วยมรรค ได้แก่ ปัญญาที่เกิดพร้อมกับมรรคจิตใน ทุติยฌาน ขึ้นไป -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาความรู้ชัด ความไม่หลง และสัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นโดยมี อริยมรรค เป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า หรือเป็นประธานในการปฏิบัติ) (๔๕) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอุปปันนะก็มี =อุปปันนะ (เกิดขึ้นแล้ว) คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เป็นผลจากการรับรู้อารมณ์ในขณะนั้น -- เป็นอนุปปันนะก็มี = สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น หมายถึง สภาพของปัญญาหรือความรู้ระดับนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นๆ ในขณะนั้น -- เป็นอุปปาทินีก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิบากจิต หรือผลของกรรมในอดีต (๔๖) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี. (๔๗) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่สามารถรับรู้อารมณ์ในอดีตได้ -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = สภาพปัญญาที่เกิดขึ้นโดยจิตและเจตสิกเข้าไปรับรู้ จดจ่อ หรือคิดถึงสภาวธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนาคตกาล) เป็นอารมณ์ -- เป็นปัจจุบันนารัมมณะก็มี = คือ การที่ปัญญาในขณะนั้นกำลังรู้สภาพธรรม ที่เป็นปัจจุบัน (๔๘) อวิตักกาวิจารปัญญา = สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นในจิตของบุคคลที่กำลังพิจารณาสภาวธรรมภายในตนเอง -- เป็นพหิทธาก็มี = สภาพธรรมที่เป็นภายนอก เช่น อารมณ์ภายนอก จิต เจตสิก รูป ของผู้อื่น หรือสิ่งที่อยู่นอกกายตน -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดจากการกำหนดพิจารณาทั้งอารมณ์ภายในและอารมณ์ภายนอกสลับกันไปมาในขณะนั้น (๔๙) อวิตักกาวิจารปัญญา= สภาวะจิตที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = อารมณ์ภายใน หมายถึง จิตใจ เจตสิก หรือรูปกายของตนเองปัญญานี้ไม่ได้ออกไปรับรู้เรื่องราวภายนอก แต่เข้ามาเรียนรู้สภาวะธรรมที่อยู่ภายในตัวผู้ปฏิบัติเอง -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = อารมณ์ภายนอก เช่น ขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น ที่จิตหรือปัญญาเข้าไปรับรู้ -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = การที่จิตรู้สภาพธรรมที่เป็นอัชฌัตตะ (ภายใน คือ รูป-นามของตนเอง) และพหิทธา (ภายนอก คือ รูป-นามของผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมๆ กัน ในขณะเดียวกัน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๕๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี=เป็นอุปาทินนุปาทานิยา ก็มี:คือ ปัญญาที่เป็นไปใน วิบาก (ผลของกรรม) และกิริยาในภูมิ ๓ (กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ซึ่งจัดเป็นสภาพธรรมที่กรรมอันมีตัณหาและทิฏฐิยึดครอง เข้าถึงความเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ เช่น ปัญญาที่เป็นโลกียวิบากจิต -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี=อนุปาทินนุปาทานิยะ ได้แก่ สภาวธรรมที่เป็นวิบาก (ผลของกรรม) และกิริยาจิตที่ไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก ซึ่งไม่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดถือ เช่น ปัญญาในกามาวจรวิบาก (จิตที่เป็นผลของกุศล/อกุศล) และปัญญาในกิริยาจิตของพระอรหันต์ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี=อนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกยึดมั่นด้วยตัณหาทิฏฐิ และไม่เป็นอารมณ์แห่งการยึดมั่น) ได้แก่ ปัญญาที่เป็นโลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล (จิตของพระอริยบุคคล) (๕๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติและความสุข ที่เกิดพร้อมกับองค์ฌานที่มีทั้ง วิตก (การตรึกอารมณ์) และ วิจาร (การประคองอารมณ์) -- เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี = (มีแต่วิจาร ไม่มีวิตก) คือปัญญาในทุติยฌานขึ้นไป ซึ่งมีความยินดี (ปีติ) หรือความสุข เป็นเครื่องประกอบ แต่ไม่มี วิตก เหลือเพียง วิจาร -- เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี = ปัญญาที่ปราศจากวิตกและวิจารคือ ปัญญาที่เกิดในระดับทุติยฌานขึ้นไป หรือปัญญาขั้นวิปัสสนา ที่จิตเป็นสมาธิแน่วแน่จนวิตก และวิจาร ดับไป เหลือเพียงความอิ่มใจ (ปีติ) ความสุข และความเป็นเอกัคคตา (๕๒) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอาจยคามินีก็มี= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติหรือสุขนั้น ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เป็นปัญญาทางโลก (โลกิยปัญญา) ที่ทำให้เกิดการสั่งสมบุญ กุศล หรือนำไปเกิดใหม่ -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นไปเพื่อความดับกิเลส หรือเป็นไปเพื่อการไม่สั่งสมกิเลส/ไม่เกิดอีก ซึ่งได้แก่ปัญญาในระดับโลกุตตรจิต ปัญญาในมรรค ๔ -- เป็นเนวาจยคามินีนาปจยคามินีก็มี = ปัญญาในฝ่ายอัพยากตธรรม คือ จิตที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) และจิตของพระอรหันต์ (กิริยา) ซึ่งปัญญาเหล่านี้เป็นเพียงสภาพรู้ ไม่เป็นเหตุให้ก่อกรรมหรือละกิเลสเพิ่ม (๕๓) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นเสกขะก็มี = คือ ปัญญาใน โสดาปัตติมรรค ถึง อรหัตตมรรค และปัญญาใน โสดาปัตติผล ถึง อรหัตตผล (ยกเว้นอรหัตตผลที่ไม่มีมรรคอีก) ซึ่งหมายถึงจิตของพระอริยบุคคลผู้ยังต้องศึกษาเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป -- เป็นอเสกขะก็มี = คือปัญญาของพระอรหันต์ โดยเป็น มรรคญาณ ขณะประหารกิเลส หรือ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ ที่เกิดขึ้นในวิถีจิตของพระอรหันต์ -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) และไม่ใช่ของพระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษาแล้วคือพระอรหันต์) ซึ่งหมายถึง ปัญญาของปุถุชน และพระอริยบุคคลระดับโลกีย์ (๕๔) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นปริตตะก็มี = (เล็กน้อย): คือปัญญาในระดับกามาวจร (ระดับจิตทั่วไป) ที่สหรคตด้วยปีติและสุข เช่น ความรู้ความเข้าใจจากการศึกษา การคิดพิจารณา หรือการทำทานรักษาศีลในขั้นต้น -- เป็นมหัคคตะก็มี = คือ ปัญญาที่เกิดร่วมกับรูปาวจรกุศลธรรม และรูปาวจรอัพยากตธรรม ในระดับฌานขั้นต่างๆโดยเป็นปัญญาขั้นที่ทำให้จิตมีความประณีตและตั้งมั่น -- เป็นอัปปมาณะก็มี = ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ (ปัญญาที่ไม่มีประมาณ) (๕๕) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่เกิดขึ้นเป็นธรรมเล็กน้อย ได้แก่ กามาวจรจิต -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = จิตที่มีปัญญานั้น ได้รับอารมณ์ (สิ่งที่ถูกรู้) เป็น มหัคคตจิต (จิตที่ถึงความตั้งใจมั่นอย่างสูง ได้แก่ รูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต หรือ สมาธิชั้นฌานต่างๆ -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = มีอารมณ์หาประมาณมิได้ คือ ปัญญาในระดับ โลกุตตรธรรม (อริยมรรคและอริยผล) ที่มี พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะอันหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๕๖) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีมรรคหรืออริยมรรคเป็นอารมณ์) เป็น สภาวธรรมที่รู้อริยมรรค หรือ การพิจารณาอริยมรรค นั่นเอง -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = ปัญญานั้นเป็นธรรมที่ มีมรรคเป็นเหตุ หรือประกอบด้วยองค์มรรค เป็นสภาพธรรมที่นำจิตออกจากวัฏทุกข์ (เช่น ปัญญาในขณะที่เกิดร่วมกับมรรคจิต) ซึ่งเป็นไปในลักษณะของสหชาตเหตุ -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = ปัญญาที่มีลักษณะรู้ชัดในธรรม ทำหน้าที่เป็นประธานหรือเป็นใหญ่ ในการกระตุ้นให้ อริยมรรค (หนทางดับทุกข์) เกิดขึ้น (๕๗) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอุปปันนะก็มี= หมายถึง สภาวะของปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่แล้วในขณะนั้น (ปัจจุบัน) -- เป็นอนุปันนะก็มี= หมายถึง สภาพธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น -- เป็นอุปปาทินีก็มี= คือ สภาพปัญญาที่ยังมีส่วนที่ทำให้จิตหรือความยึดติดในภพชาติดำเนินสืบต่อไป (๕๘) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๕๙) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอตีตารัมมณะก็ดีเป็น = หมายถึง จิตที่มีปัญญาประกอบเหล่านี้ สามารถมี อารมณ์เป็นอดีต ได้ มีอดีตธรรม (สิ่งที่ดับไปแล้ว) เป็นอารมณ์ -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = (ปรารภสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าเป็นอารมณ์) การที่ปัญญาทั้งสองประเภทนี้จะเป็น "อนาคตารัมมณะก็มี" (ปรารภอารมณ์ที่เป็นอนาคต) หมายถึง จิตที่มีปัญญาเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ ไปรับรู้ ปรารภ หรือนึกถึงสภาวธรรม รูป นาม ขันธ์ ๕ หรือเรื่องราว ที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า (อนาคตกาล) เช่น -- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี = (ปรารภอารมณ์ปัจจุบัน): ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติหรือสุข ซึ่งมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์ ที่กำลังปรากฏขึ้นในขณะนั้น เป็นอารมณ์ (๖๐) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = (ภายใน) คือปัญญาที่เกิดขึ้นโดยปรารภ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑ -- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาทั้งสองนี้จัดเป็น พหิทธา (ธรรมอันเป็นภายนอก) ได้นั้น หมายถึง ปัญญาที่ ปรารภอารมณ์ภายนอก ได้แก่ กุศลจิตที่เกิดพร้อมด้วยปีติและสุข ซึ่งมีสภาวธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี =เป็น อัชฌัตตพหิทธา (ทั้งภายในและภายนอก) ก็มี คือปัญญาที่เกิดขึ้นโดยรู้แจ้งหรือกำหนดรู้สภาพธรรมทั้งที่เป็นอารมณ์ภายใน (นามธรรมและรูปธรรมของตนเอง) และภายนอก (นามธรรมและรูปธรรมของผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม) ไปพร้อมๆ กัน (๖๑) ปีติสหคตปัญญา สุขสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ และสุข -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = คือปัญญาที่ประกอบด้วยความปีติยินดี มีการพิจารณาสังขารธรรมหรือขันธ์ ๕ ทั้งของตนเอง (ภายใน) และของผู้อื่นหรือสิ่งภายนอก (ภายนอก) โดยรู้เท่าทันความจริงจนเกิดความอิ่มใจ -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่กำหนดรู้และพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = คือ ปัญญาที่กำหนดรู้และพิจารณาอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก (๖๒) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความรู้สึกเฉยๆ (อุเบกขาเวทนา) เป็นสภาพจิตที่วางใจเป็นกลางอย่างมีเหตุผล ไม่ดีใจหรือเสียใจ แต่ประกอบด้วยความรู้เข้าใจสภาวะตามความเป็นจริง ไม่ใช่วางเฉยเพราะความไม่รู้หรือไม่แยแส -- เป็นวิบากก็มี =ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา (ความรู้สึกเฉยๆ) และทำหน้าที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) -- เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี =เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี คือ สภาพปัญญาที่อยู่ในรูปของจิตที่เป็นผล (วิบากจิต) เช่น มหาวิบากจิต ๔ ดวงที่เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา ที่นำไปปฏิสนธิในภพภูมิที่ดี (เช่น กามาวจรภูมิ) ซึ่งจัดเป็นสภาวะที่สุกงอมจากกุศลกรรมในอดีตอนุปาทินนานุปาทานิยธรรม (สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน) หมายถึง ปัญญาใน อัพยากตธรรม (ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่บาป) ได้แก่ วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิ ๓ และ กิริยาจิต ของพระอรหันต์ -- เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี = ธรรมที่ไม่เป็นวิบาก และไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก โดยอุเบกขาสหคตปัญญา สภาวะเหล่านี้ก็มี เช่น:มรรคจิต ในพระอริยบุคคล (เช่น โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๓๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๖๓) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา . -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่ถูกกรรมยึดถือไว้เป็นผล และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน -- เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี = ปัญญาที่เกิดร่วมกับความเฉยๆ (อุเบกขา) ซึ่งจัดเป็นสภาพธรรมประเภทที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ได้แก่ ปัญญาที่เกิดร่วมกับวิบากจิตในภูมิ ๓ -- เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะก็มี = สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หมายถึง ปัญญาใน อัพยากตธรรม ได้แก่ วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) ในภูมิ ๓ และ กิริยาจิต ของพระอรหันต์ (๖๔) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นอาจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุให้กิเลสและกรรมพอกพูนขึ้น (ปัญญาทางโลก หรือกุศลในภูมิ ๓ ที่ยังติดอยู่ในภพ) -- เป็นอปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นเหตุให้กิเลสและขันธ์ ๕ ลดลงหรือดับไป -- เป็นเนวาจยคามินีนืาปจยคามินีก็มี = ปัญญาที่เป็นผลของวิบาก หรือกิริยาจิตของพระอรหันต์ ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การสะสมและไม่ได้นำไปสู่การดับกิเลส (๖๕) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นเสกขะก็มี = จัดเป็นสภาวะที่เกิดในผู้ที่ยังเป็น เสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา -- เป็นอเสกขะก็มี = คือ จิตของผู้ที่ไม่ต้องศึกษาหรือฝึกฝนอีกแล้ว นั่นคือ จิตของพระอรหันต์ -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะก็มี = ธรรมไม่ใช่เสกขะ ไม่ใช่อเสกขะ นั้น หมายถึง ธรรมที่จัดเป็น อัพยากฤต (สภาวะจิตที่เป็นกลาง ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ให้ผลเป็นวิบาก (๖๖) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นปริตตะก็มี= ธรรมเล็กน้อยขั้นกามาวจร -- เป็นมหัคคตะก็มี = คือ จิตที่ถึงความยิ่งใหญ่หรือกว้างขวาง ได้แก่ รูปาวจรกุศลจิต และ อรูปาวจรกุศลจิต ซึ่งเป็นจิตของพระอริยบุคคลหรือปุถุชนผู้ได้ฌาน -- เป็นอัปปมาณะก็มี = (ไม่มีประมาณ) หมายถึง การแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ออกไปโดยไม่มีขอบเขต (๖๗) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นปริตตารัมมณะก็มี= หมายถึง ปัญญาที่รับอารมณ์เป็นกามธรรม ซึ่งได้แก่ปัญญาในกุศลจิต ขณะที่จิตเป็นอุเบกขา กำลังทำทาน รักษาศีล หรือศึกษาธรรมะในระดับต้น -- เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี = การเกิดปัญญาที่รับรู้อารมณ์ระดับสูง โดยเป็นปัญญาที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลในขั้นรูปาวจรภูมิ (รูปฌาน) และอรูปาวจรภูมิ (อรูปฌาน) -- เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี = มีธรรมอันหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์ หมายถึง ปัญญาในฌาน (รูปาวจรปัญญาในจตุตถฌาน) และ ปัญญาในโลกุตตรจิต ซึ่งรับอารมณ์ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด (๖๘) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นมัคคารัมมณะก็มี = มีอริยมรรคเป็นอารมณ์ -- เป็นมัคคเหตุกะก็มี = มีมรรคเป็นเหตุ -- เป็นมัคคาธิปตินีก็มี = มีมรรคเป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ในการรู้แจ้ง) (๖๙) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นอุปปันนะก็มี = (เกิดขึ้นแล้ว) คือ ปัญญาที่กำลังเกิดขึ้น ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์อยู่ในขณะนั้น -- เป็นอนุปปันนะก็มี = (ยังไม่เกิดขึ้น): ปัญญาในอนาคตที่ยังไม่เกิด หรือเป็นพระอริยปัญญาที่ยังไม่บรรลุ -- เป็นอุปปาทินีก็มี = เป็นปัญญาที่ยังให้ผลและสะสมสืบต่อ เช่น ปัญญาที่เกิดกับกุศลธรรมและกิริยาอัพยากตธรรม (๗๐) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นอดีตก็มี -- เป็นอนาคตก็มี -- เป็นปัจจุบันก็มี (๗๑) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นอตีตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่มีอดีตเป็นอารมณ์ คือการที่จิตระลึกและพิจารณาถึงธรรมารมณ์ หรือ รูป นาม ขันธ์ ๕ ที่ดับไปแล้ว -- เป็นอนาคตารัมมณะก็มี = คือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความไม่หลง และสัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นโดยมี ธรรมอันเป็นอนาคต (สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังมาไม่ถึง) เป็นอารมณ์ -- เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี = ปัจจุบันอารมณ์ คือ สภาวธรรม (รูป-นาม) ที่กำลังเกิดขึ้นและปรากฏอยู่ ณ ขณะนั้นจริง ๆ (๗๒) อุเปกขาสหคตปัญญา = ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นอัชฌัตตะก็มี = ปัญญาภายใน คือ ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณาอารมณ์ สภาวธรรม หรือสังขารธรรมที่เป็นของตน หรือเกิดภายในตัวตน เช่น การรู้แจ้งในขันธ์ ๕ ของตนเอง รู้การทำงานของจิตของตนเอง หรือปัญญาในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่เห็นความไม่เที่ยงในร่างกายและจิตใจของตน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
-- เป็นพหิทธาก็มี = ปัญญาภายนอก คือ ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณาสังขารธรรมที่เป็นของผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การสังเกตเห็นความเสื่อมสลายของสังขารคนอื่น หรือการพิจารณาธรรมะภายนอกตัว -- เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี = ปัญญาที่เกิดจากการปรารภธรรม ทั้งภายในและภายนอก ร่วมกันในคราวเดียว (๗๓) อุเปกขาสหคตปัญญา= ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเปกขา -- เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี = ปัญญาที่ปรารภ (มีอารมณ์เป็น) ธรรมอันเป็นไปภายใน ได้แก่ ปัญญาที่รู้ชัดใน ขันธ์ ๕ อายตนะภายใน หรืออาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรูปและนามของตนเอง เช่น การเจริญวิปัสสนา หรือการทำฌาน -- เป็นพหิทธารัมมณะก็มี = ปัญญาที่ปรารภอารมณ์ภายนอก ซึ่งหมายถึง ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการรู้หรือพิจารณาธรรมอันเป็น "ภายนอก" ได้แก่ขันธ์ ๕ ของผู้อื่น, การรู้หรือกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ของผู้อื่น, อายตนะภายนอก การพิจารณารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์ที่เป็นภายนอกวิญญาณของสัตว์อื่น, ญาณในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น (เช่น ในปรจิตตญาณ) -- เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี = (มีทั้งอารมณ์ภายในและภายนอก) คือ ปัญญาที่กำหนดรู้ธรรมทั้งของตนเอง (อัชฌัตตะ) และของผู้อื่น (พหิทธา) สลับกันไปในคราวเดียวกัน จตุกกมาติกา [ง] ญาณวัตถุหมวดละ ๔ คือ (๑) กัมมัสสกตาญาณ = คือ ปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องกรรม และผลของกรรม โดยมีความหมายหลักคือการรู้แจ้งเห็นจริงว่า "สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" -- สัจจานุโลมิกญาณ = คือ ปัญญาหยั่งรู้ที่คล้อยตามอริยสัจ เป็นญาณลำดับที่ ๑๒ ในวิปัสสนาญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ) ซึ่งทำหน้าที่สรุปรวบยอดการพิจารณาสังขารและเตรียมพร้อมจิตให้ก้าวเข้าสู่การตรัสรู้มรรคผล -- มัคคสมังคิญาณ = ภาวะที่องค์ประกอบของ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวในขณะจิตเดียว มีกำลังสูงสุดจนสามารถตัดกิเลสและบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้ -- ผลสมังคิญาณ = คือ ปัญญาหรือความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเสวยผลของอริยมรรค (ผลจิต) โดยเป็นสภาวะที่จิตดับกิเลสและได้รับความสงบเย็นอย่างสมบูรณ์ (๒) ทุกขญาณ = คือ ปัญญาความหยั่งรู้ในทุกขสัจจะ (ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์) ซึ่งเป็นญาณแรกใน ญาณ ๑๖ ขั้นต้น โดยทำหน้าที่กำหนดรู้สภาวะของรูปธรรมและนามธรรม -- ทุกขสมุทยญาณ = คือ ความรู้หยั่งรู้ในอริยสัจข้อที่ ๒ (ทุกขสมุทัยสัจจะ) ซึ่งหมายถึง "ปัญญาที่กำหนดรู้ว่าตัณหา (ความอยาก) เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ -- ทุกขนิโรธญาณ = หมายถึง ปรีชาญาณที่หยั่งรู้ใน "ทุกขนิโรธ" หรือความดับทุกข์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอริยสัจ ๔ โดยญาณนี้คือการรู้แจ้งว่า กิเลสและความอยาก (ตัณหา) สามารถดับสิ้นไปได้อย่างไม่มีเหลือ เป็นสภาวะที่ไร้ความทุกข์ใดๆ หรือก็คือการบรรลุนิพพานนั่นเอง -- ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ = คือ ความรู้ความเข้าใจใน "ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์" หรือ มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นอริยสัจข้อสุดท้ายในหลัก อริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) (๓) กามาวจรปัญญา = คือ ความรู้ ความเข้าใจ และความฉลาดที่ยังเกี่ยวข้องหรือข้องอยู่ใน "กามภูมิ" (ระดับความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของมนุษย์และเทวดา) จัดเป็นปัญญาในระดับ โลกียะ ที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง การอ่าน การคิดพิจารณา หรือการฝึกสมาธิเบื้องต้น เพื่อใช้ดำเนินชีวิต แก้ปัญหา และทำความดีทั่วไป -- รูปาวจรปัญญา =ปัญญาของผู้ที่ท่องในรูปาวจร คือ จิตระดับสูงที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภูมิ เป็นจิตของผู้ที่ได้ รูปฌาน (ความสงบแน่วแน่ของการทำสมาธิขั้นสมถภาวนา) โดยจิตจะพ้นจากกามอารมณ์และมีความละเอียดประณีตขึ้น แบ่งออกเป็น ๑๕ ดวง ได้แก่ กุศล (กุศลจิตในฌาน) วิบาก (ผลของฌาน) และกริยา (จิตของพระอรหันต์ที่เข้าฌาน) -- อรูปาวจรปัญญา = หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า อรูปฌาน โดยเป็นการใช้จิตกำหนดรู้และเพ่งถึง สภาวะที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ (เช่น ความไม่มีที่สิ้นสุด หรือความว่างเปล่า) เป็นปัญญาในระดับอภิญญาหรือสมาบัติที่ประณีตและละเอียดอ่อนกว่าปัญญาที่รู้เห็นเฉพาะสิ่งที่มีรูปร่าง -- อปริยาปันนปัญญา = คือ ปัญญาที่เป็นโลกุตตระ หรือ ปัญญาที่พ้นจากโลกียภูมิ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) เป็นปัญญาในระดับอริยมรรคและอริยผล ซึ่งเป็นเครื่องนำสัตว์โลกให้ออกไปจากวัฏสงสาร หรือปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมจนสามารถตัดละกิเลสและบรรลุมรรคผลนิพพาน
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๔) ธรรมญาณ = ความรู้ความเข้าใจในสัจธรรม (ความจริงของธรรมชาติ) ซึ่งเป็นปัญญาญาณระดับต้นที่เกิดจากการเรียนรู้และพิจารณาให้เห็นความจริง -- อันวยญาณ = ความรู้ในการรู้ตาม หรือความรู้หยั่งรู้ด้วยการใช้เหตุผลพิจารณาและน้อมนำไปเปรียบเทียบจากสิ่งที่เคยประจักษ์แจ้งมาแล้ว ทำให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงเสมอไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต -- ปริจจญาณ = ญาณกำหนดจิตผู้อื่น คือ ปัญญาที่สามารถล่วงรู้และอ่านสภาพจิตใจของสัตว์หรือบุคคลอื่นได้ -- สัมมติญาณ = คือ ความรู้ในเรื่องทางโลกหรือสิ่งที่เป็นสมมติ เช่น ชื่อเรียก สภาวะของกิเลส หรือจิตของบุคคลอื่น โดยถูกจำแนกออกไปจากความรู้ระดับโลกุตตระ รวมปัญญาที่เหลือทั้งหมด (ยกเว้น ญาณทั้ง ๓ ข้างต้น) รวมถึงความรู้ในเรื่องสภาวะจิต จิตหลุดพ้น หรือไม่หลุดพ้น ไปจนถึงความเข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ (๕) อาจยโนอปจยปัญญา = คือ ปัญญาที่รอบรู้ทั้งการสั่งสมกุศลและการละกิเลส -- อปจยโนอาจยปัญญา = ปัญญาที่ทำหน้าที่ในการดับกิเลส หรือทำลายความสะสมกิเลสให้เบาบางและหมดสิ้นไป หมายถึง ปัญญาในอริยมรรค ๔ (ปัญญาที่เกิดขึ้นขณะบรรลุมรรคผลนิพพาน) -- อาจยอปจยปัญญา = ปัญญาที่รู้ถึงการสะสมและดับไปของสภาวธรรม (สภาพจิตและเจตสิก) -- เนวาจยโนอปจยปัญญา = ปัญญาที่ไม่ได้จัดอยู่ใน ๓ ประเภทข้างต้น เป็นปัญญาในระดับอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการสั่งสมกิเลส การตัดละกิเลส หรือปัญญาในระดับรูปาวจร/อรูปาวจร (๖) นิพพิทาโนปฏิเวธปัญญา = ปัญญาที่ทำให้บุคคลเป็นผู้ปราศจากความยินดี (ความกำหนัด/ความลุ่มหลง) ในกามคุณารมณ์หรือสังขารทั้งหลาย โดยเป็นการมองเห็นโทษของสิ่งเหล่านั้นตามความเป็นจริงลักษณะสำคัญของปัญญาตัวนี้คือ:ความเบื่อหน่ายจากการรู้แจ้ง: จิตเกิดความสลดและเบื่อหน่ายอย่างเป็นกลาง เนื่องจากปัญญาเห็นแล้วว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยงและเป็นทุกข์การยังไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม: เป็นสภาวะที่จิตถอนตัวจากความติดใจในกามหรือสังขารแล้ว แต่ยังไม่ได้ "แทงตลอด" (รู้แจ้ง) ถึงอภิญญาและอริยสัจธรรมขั้นสูงสุด (ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับสูงในทันที -- ปฏิเวธโนนิพพิทาปัญญา = หมายถึง ปัญญาที่ทำให้เบื่อหน่ายในกามและสังขาร (นิพพิทา) โดยมีการแทงตลอด (ปฏิเวธ) คือรู้แจ้งในอภิญญา ๖ และสัจธรรม (อริยสัจ ๔) สำเร็จเป็นพระอรหันต์ -- นิพพิทาปฏิเวธปัญญา = คือ ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดสัจธรรม (อริยสัจ ๔) ในขณะที่กำลังบรรลุมรรคญาณทั้ง ๔ ซึ่งทำให้เกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) คลายความกำหนัดในสังขารทั้งปวงอย่างถาวร -- เนวนิพพิทาโนปฏิเวธปัญญาณ = คือ ปัญญาที่เหลือจากการจำแนกประเภทญาณขั้นอื่นๆ โดยมักจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนาปัญญา ที่ยังไม่ถึงขั้นเห็นแจ้ง (ปฏิเวธ) ในสัจธรรมขั้นสูงสุด หรือยังไม่ถึงขั้นหลุดพ้นเบื่อหน่าย (นิพพิทา) อย่างเต็มกำลัง (๗) หานภาคินีปัญญา = ปัญญาที่มีความเสื่อมเป็นส่วนข้างเคียง หรือปัญญาที่โน้มเอียงไปในทางความเสื่อม -- ฐิติภาคินีปัญญา = ปัญญาที่มีส่วนตั้งมั่น หรือปัญญาที่ประคับประคองจิตให้อยู่ในระดับเดิม ไม่เสื่อมถอยลง แต่ก็ยังไม่ได้ก้าวหน้าหรือพัฒนาให้สูงขึ้นไปกว่าเดิม เป็นสภาพจิตและปัญญาของผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้วสติความระลึกรู้ตั้งมั่นพอดีกับธรรมนั้นๆ -- วิเสสภาคินีปัญญา = ปัญญาที่เป็นไปในฝ่ายความเจริญก้าวหน้า หรือปัญญาที่เป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุคุณธรรมที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น การบรรลุฌาน สมาธิ หรือญาณที่สูงขึ้น -- นิพเพธภาคินีปัญญา = ปัญญาที่ทำลายล้างความหลงและกิเลสให้ขาดสะบั้นลง เป็นปัญญาขั้นสูงที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มองเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง (๘) ปฏิสัมภิทา ๔ = คือ ปัญญาแตกฉานในหลักธรรม สามารถนำมาอธิบาย วิเคราะห์ และสื่อสารได้อย่างเฉียบคม ประกอบด้วย ๔ ประการ (๘.๑) อัตถปฏิสัมภิทา =แตกฉานในอรรถ ปัญญาเข้าใจความหมาย รู้จักวิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลและผลลัพธ์ของสิ่งต่างๆ อย่างถ่องแท้ (๘.๒) ธัมมปฏิสัมภิทา = แตกฉานในธรรม รู้ต้นเหตุของธรรม กฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ (๘.๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา = แตกฉานในภาษา เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร สามารถใช้ภาษาอธิบายธรรมและเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน (๘.๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา = แตกฉานในปฏิภาณ: มีไหวพริบ สามารถ เชื่อมโยงความรู้มาตอบคำถามหรือแก้สถานการณ์ได้ฉับไว (๙) ปฏิปทา ๔ = แนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรม (ความหลุดพ้น) แบ่งตามความยากง่าย-เร็วช้าของการปฏิบัติ ให้รู้แจ้ง ประกอบด้วย (๙.๑) ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา = ปฏิบัติลำบาก และรู้ได้ช้า เป็นบุคคลที่มีกิเลสหนา อินทรีย์อ่อน เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาจึงต้องใช้ความเพียรอย่างหนักและใช้เวลานานกว่าจะบรรลุธรรม
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
--เหตุปัจจัยที่ทำให้ปฏิบัติลำบากและบรรลุช้า เพราะ (๙.๑.๑) กิเลสกล้า มีราคะ โทสะ โมหะ แรงกล้า มักถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและเกิดความทุกข์โทมนัสเนืองๆ (๙.๑.๒) อินทรีย์ ๕ ยังอ่อน คุณธรรมที่เป็นใหญ่ในการเกื้อหนุนการปฏิบัติธรรมยังไม่แก่กล้า ได้แก่ สัทธา - ความเชื่อ), วิริยะ - ความเพียร, สติ - ความระลึกได้, สมาธิ - ความตั้งใจมั่น และปัญญา - ความรู้แจ้ง (๙.๑.๓)ไม่ได้สร้างสมถะและวิปัสสนาไว้ก่อน ขาดพื้นฐานการทำสมาธิ (สมถะ) ทำให้จิตตั้งมั่นได้ยาก (ปฏิบัติลำบาก) และขาดพื้นฐานการพิจารณาความจริง (วิปัสสนา) จึงทำให้รู้แจ้งได้ช้า (๙.๒) ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา = ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เป็นบุคคลที่อินทรีย์ปานกลาง แม้จะติดขัดหรือเผชิญความยากลำบากในการปฏิบัติ แต่ด้วยปัญญาที่ว่องไวทำให้สามารถบรรลุธรรมได้รวดเร็ว (๙.๓) สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา= ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า เป็นบุคคลที่มีกิเลสเบาบาง อินทรีย์ปานกลาง ปฏิบัติธรรมได้อย่างราบรื่น ไม่ค่อยมีอุปสรรค แต่สติปัญญาและการหยั่งรู้เกิดขึ้นช้า ต้องใช้เวลาบ่มอินทรีย์นาน (๙.๔) สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา = ปฏิบัติสะดวก และรู้ได้เร็ว เป็นปฏิปทาที่ประณีตและยอดเยี่ยมที่สุด เป็นบุคคลที่มีกิเลสน้อย อินทรีย์แก่กล้า ปฏิบัติธรรมได้สบายๆ ไม่ยากลำบาก และเกิดญาณรู้แจ้ง (บรรลุธรรม) ได้อย่างรวดเร็ว (๑๐) อารมณ์ ๔ = สติปัฏฐาน ๔ หมายถึง สิ่งที่จิตเข้าไปยึดหน่วงหรือรับรู้ (๑๐.๑) กายานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "กาย" เช่น การเคลื่อนไหว อิริยาบถ ลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) เพื่อเห็นว่ากายเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน (๑๐.๒) เวทนานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "เวทนา" คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่เกิดขึ้นทางกายและใจ โดยดูให้เห็นเพียงว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป (๑๐.๓) จิตตานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "จิต" คือ สภาพรู้หรืออารมณ์ต่างๆ ของใจ เช่น ความโลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน หรือจิตตั้งมั่น โดยตามรู้เท่าทันสภาวะนั้นๆ อย่างเป็นกลาง (๑๐.๔) ธัมมานุปัสสนา = การตั้งสติกำหนดรู้พิจารณา "ธรรม" คือ สภาวะธรรม นิวรณ์ ขันธ์ ๕ หรืออริยสัจ ๔ ที่ปรากฏขึ้นในจิต เพื่อให้เกิดปัญญาเข้าใจเหตุและผลของความยึดมั่นถือมั่น (๑๑) ชรามรณญาณ = คือ ญาณหรือปัญญาความรู้ในเรื่อง ชรา (ความแก่ ความเสื่อมไปของขันธ์ ๕) และ มรณะ (ความตาย ความแตกดับของชีวิต) -- ชรามรณสมุทยญาณ = ปัญญาความรู้ในเหตุเกิดแห่งความแก่และความตาย -- ชรามรณนิโรธญาณ = ปัญญาหรือความรู้แจ้งในการดับไปแห่งความแก่และความตาย เมื่อเหตุปัจจัยแห่งความเกิดดับลง ชราและมรณะก็ย่อมดับตามไปด้วย -- ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ = คือ ปัญญาหรือความรู้แจ้งใน อริยสัจ ๔ ข้อสุดท้าย (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือ มรรค) ที่มุ่งไปสู่ความดับไม่เหลือแห่งความแก่ (ชรา) และความตาย (มรณะ) (๑๒) ชาติญาณ ฯลฯ (๑๒.๑) ความรู้ใน "ชาติ" (ความเกิด การกำเนิดของขันธ์) การก้าวลงสู่ครรภ์ (๑๒.๒) ความรู้ในเหตุเกิดแห่งชาตินั้น (๑๒.๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งชาตินั้น (๑๒.๔) ความรู้ในทางปฏิบัติที่ทำให้ถึงความดับแห่งชาตินั้น (๑๓) ภวญาณ ฯลฯ (๑๓.๑) ความรู้ใน "ภพ" (สภาวะที่รองรับชีวิตและจิตใจ) (๑๓.๒) รู้ในภพรู้ในเหตุเกิดแห่งภพ (๑๓.๓) รู้ในความดับแห่งภพ (๑๓.๔) รู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งภพชาติญาณ (๑๔) อุปาทานญาณ ฯลฯ = คือ ความรู้ในเรื่อง "อุปาทาน" ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ (๑๔.๑) ความรู้ว่าอุปาทานคืออะไร (ได้แก่ กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพัตตุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน) (๑๔.๒) ความรู้ในเหตุเกิดแห่งอุปาทาน: รู้ชัดว่าอุปาทานมีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (มี "ตัณหา" เป็นเหตุให้เกิด) (๑๔.๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานเป็นอย่างไร (เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ) (๑๔.๔) ความรู้ในทางปฏิบัติที่ทำให้สัตว์ลุถึงความดับอุปาทาน (ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘) (๑๕) ตัณหาญาณ ฯลฯ= (ความอยาก, ความติดใจ) (๑๕.๑) ความรู้ในตัวตัณหามีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี้ กามตัณหา: ความอยากได้ในกามคุณ ๕ - รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส; ภวตัณหา: ความอยากมี อยากเป็น - เช่น อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากคงอยู่ตลอดไป; วิภวตัณหา: ความอยากไม่มี ไม่อยากเป็น (๑๕.๒) ความรู้ในเหตุเกิดขึ้นแห่งตัณหา (๑๕.๓) ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งตัณหา (ตัณหานิโรธ) = คือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ใน นิโรธ หรือสภาวะการดับกิเลสและตัณหาได้อย่างสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือ (๑๕.๔) ความรู้ในข้อปฏิบัติทำให้ถึงความดับตัณหา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|