|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
[ฌ] ญาณวัตถุหมวดละ ๙ คือ (๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙= ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ความรู้แจ้ง (ปัญญา) ที่เกิดจากการเข้าถึงและถอยออกจากความสงบใจระดับสูงตามลำดับ ๙ ขั้น (สมาบัติ ๙ หรือ อนุปุพพวิหาร ๙) ซึ่งประกอบด้วย รูปฌาน ๔, อรูปฌาน ๔ และขั้นดับสัญญาเวทนา (นิโรธสมาบัติ) ปัญญาในขั้นนี้ ไม่ใช่เพียงความรู้จำ แต่คือการเห็นแจ้งถึงความประณีตที่ยิ่งๆ ขึ้นไป และเป็นเครื่องมือในการละกิเลส (๑.๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ: รู้ชัดว่าจิตสงัดจากกามและอกุศล มีสติรู้เท่าทันวิตก วิจาร ปิติ และสุขปัญญา (๑.๒)ในทุติยฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อจิตสงบวิตกและวิจารลงไป เหลือเพียงความผ่องใสและปีติสุขปัญญา (๑.๓)ในตติยฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อปีติดับไป เหลือเพียงอุเบกขา สติ และสุขปัญญา (๑.๔) ในจตุตถฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อละสุขและทุกข์ ดับความดีใจเสียใจ มีอุเบกขาบริสุทธิ์ปัญญา (๑.๕) ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา (ความขัดเคือง) และพิจารณาความไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศปัญญา (๑.๖ ) ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ: รู้ชัดการก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ และพิจารณาความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณแทนปัญญา (๑.๗) ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ: รู้ชัดการก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ และพิจารณาความไม่มีอะไรเลย (ความว่าง) เป็นอารมณ์ปัญญา (๑.๘) ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ: รู้ชัดสภาวะที่ละเอียดประณีตจนเกือบไม่มีสัญญา แต่ก็ยังจัดว่าเป็นสภาวะที่มีสัญญาอยู่ (๑.๙) ปัญญาในนิโรธสมาบัติ (ปัจจเวกขณญาณ) = คือ ปัญญาของการถอยออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติขั้นที่ ๙) ซึ่งเป็นความดับไปของสัญญาและเวทนา จิตจะสงบระงับที่สุด ทสกมาติกา [ญ] ญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด -- จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านั้นชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต [๑] กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต เป็นไฉน? (๑) ฐานาฐานญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ (รู้ว่าสิ่งใดเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ตามเหตุผล) -- พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบ (๑.๑) ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ (๑.๒) และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้/ไม่มีเหตุผล (๑.๓) พระตถาคตทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ (๑.๔) และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต (๒) กรรมวิปากญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม (รู้ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมและการให้ผล) -- พระตถาคตย่อมทรงทราบวิบากของกัมมสมาทานอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ (๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง -- พระตถาคตย่อมทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวง (รู้ทางไปสู่สุคติและทุคติตามความเป็นจริง) แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต (๔) นานาธาตุญาณ = ปรีชาหยั่งรู้โลกอันประกอบด้วยธาตุหลายหลากไม่ใช่อย่างเดียว -- พระตถาคตทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต (๕) นานาธิมุตติญาณ = ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัยและความนึกคิดของสัตว์ทั้งหลายที่แตกต่างกัน -- พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต (๖) อินทริยปะโรปริยัตตญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น -- พระตถาคตย่อมทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต (๗) ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ -- พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต (๘) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ระลึกชาติก่อนได้ -- พระตถาคตย่อมทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต. (๙) จุตูปปาตญาณ = ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (ตาทิพย์) -- พระตถาคตย่อมทรงทราบความจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต. (๑๐) อาสวักขยญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย -- พระตถาคตย่อมทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต -- พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ -- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท -- ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่าใด ชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต มาติกา จบ [ญ] เอกกนิทเทส = คำอธิบายธรรมะเป็นหมวดๆ โดยตั้งหัวข้ออธิบายแยกทีละข้อหรือทีละประเด็น (๑) วิญญาณ ๕ = หรือปัญจวิญญาณ ได้แก่ จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, และกายวิญญาณ -- เป็นนเหตุทั้งนั้น = สภาวะของ "วิญญาณ ๕" คือจิตทำหน้าที่รับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย จัดเป็น อเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุโลภ โทสะ โมหะ หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดร่วมด้วยเลย จึงเรียกว่า นเหตุ (ไม่ใช่เหตุ) -- เป็นอเหตุกะทั้งนั้น = จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดร่วมด้วย) ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นวิบากจิตที่เป็นผลของกรรมดี ๕ ดวง และผลของกรรมชั่ว ๕ ดวง -- เป็นเหตุวิปปยุตทั้งนั้น = สภาพธรรม (เช่น จิตและเจตสิก) ที่ไม่ได้เกิดร่วมกัน หรือเข้ากันไม่ได้กับธรรมในหมวดนั้นๆ เหตุที่วิญญาณ ๕ เป็นเหตุวิปปยุตเพราะ เป็นอเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ ประการ คือ โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ/ปัญญา) เกิดร่วมด้วยเลยเนื่องจากจิตเกิดขึ้นเพื่อ "รับรู้" สิ่งที่มากระทบเท่านั้น จึงจัดเป็นจิตที่ วิปปยุตจากเหตุ (เหตุวิปปยุต) ปราศจากเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วมาเป็นตัวปรุงแต่งให้เกิดเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมในขณะนั้น -- เป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น = คือ ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เนื่องจากเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ ร่วมกัน เช่น การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ตา + รูป + แสงสว่าง + มนสิการ เป็นต้น -- เป็นสังขตะทั้งนั้น = สภาพธรรมที่ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ทั้ง ๕ ประการ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (สังขตะ) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป -- เป็นอรูปทั้งนั้น -- เป็นโลกิยะทั้งนั้น -- เป็นสาสวะทั้งนั้น = เป็นสภาพที่กิเลสอาศัยนอนเนื่องได้ -- เป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น = เพราะเป็นธรรมที่ประกอบด้วยหรือเป็นอารมณ์ของ สัญโญชน์ (กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร) เพราะการรับรู้ผ่านทวารทั้ง ๕ นี้ มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความยินดี (ราคะ) หรือความขัดเคือง (ปฏิฆะ) ซึ่งเป็นกิเลสที่ผูกมัดจิตใจของเราไว้ให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด -- เป็นคันถนิยะทั้งนั้น = สภาวธรรมที่เป็น อารมณ์ของกิเลสเครื่องผูกใจ ๔ อย่าง เรียกว่า "คันถะ" ได้แก่ (๑)อภิชฌากายคันถะ - ความเพ่งเล็งอยากได้ (๒) พยาปาทกายคันถะ - ความพยาบาท คิดร้าย (๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ - ความยึดมั่นในศีลพรตที่ผิด (๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ - ความถือมั่นความเห็นของตนว่าจริงฝ่ายเดียว
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
-- เป็นโอฆนิยะทั้งนั้น ="ห้วงน้ำคือกิเลส" ที่ท่วมทับจิตใจของสรรพสัตว์ให้จมอยู่ในสังสารวัฏ หรือทำให้ดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความทุกข์ ประกอบด้วย ๔ ประการ ดังนี้ (๑) กาโมฆะ - โอฆะคือกาม ได้แก่ กระแสน้ำคือความกำหนัด ความใคร่ ความอยากได้ในอารมณ์ต่างๆ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (๒) ภโวฆะ - โอฆะคือภพ ได้แก่ กระแสน้ำคือความอยากมีความเป็น ยึดติดในภพต่างๆ (ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น) รวมถึงความยินดีในการได้ (๓) ฌานทิฏโฐฆะ (หรือ ทิฏโฆฆะ) - โอฆะคือทิฏฐิ ได้แก่ กระแสน้ำคือความเห็นผิด การยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อ ลัทธิ ทฤษฎี หรือการยึดถือในตัวตน (๔) อวิชโชฆะ - โอฆะคืออวิชชา ได้แก่ กระแสน้ำคือความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้สรรพสัตว์หลงทาง -- เป็นโยคนิยะทั้งนั้น = ธรรมที่ควรประกอบ หรือเป็นอารมณ์ของโยคะ/กิเลส หมายถึง ธรรมชาติของวิญญาณ ๕ เป็นสิ่งที่กิเลสประเภทโยคะ เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ ได้แก่ (๑) กามโยคะ (๒) ภวโยคะ (๓) ทิฏฐโยคะ (๔) อวิชชาโยคะ เข้าไปยึดเกาะ ประกอบปรุง หรือทำให้เกิดความยินดียินร้าย -- เป็นนีวรณิทั้งนั้น -- เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้น = สภาวธรรมที่ถูกยึดถือเป็นอารมณ์ของ กิเลส -- เป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น = สิ่งที่ถูกอุปาทานยึดมั่นถือมั่นได้ หรือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด -- เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้น = เป็นธรรมอันเป็นอารมณ์ของกิเลส โดยสภาวะของวิญญาณ ๕ เป็น สาสวะ (เป็นสภาพที่กิเลสอาศัยนอนเนื่องได้) และเป็น สัญโญชนิยะ (เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเครื่องผูกมัดจิตใจ) เมื่อมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความชอบ ความชัง หรือเกิดกิเลสขึ้นมาได้ง่ายนั่นเอง -- เป็นอัพยากตะทั้งนั้น -- เป็นสารัมมณะทั้งนั้น -- เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น -- เป็นวิบากทั้งนั้น -- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้น = คือ ธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือว่าเป็นผล และเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ -- เป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น = สภาพธรรมที่ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส แต่เป็นอารมณ์ของกิเลสได้ เนื่องจากวิญญาณทั้ง ๕ เป็น อเหตุกวิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม ไม่ประกอบด้วยเหตุหรือเจตสิกฝ่ายดี/ร้ายใดๆ ในขณะนั้น) ทำหน้าที่เพียง "รับรู้" สิ่งที่มากระทบเท่านั้น ไม่ได้ยินดียินร้ายหรือปรุงแต่งต่อ จึงเป็นสภาวะที่ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในขณะนั้น (ไม่เศร้าหมอง) แต่เมื่อรับรู้แล้ว กิเลสอาจเกิดขึ้นที่จิตดวงอื่นในภายหลังได้ (เป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด) --ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้น = เหตุผลที่วิญญาณ ๕ ไม่เป็นสวิตักกสวิจาร เพราะวิญญาณ ๕ เป็นจิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ที่มากระทบประสาทสัมผัสโดยตรงและเกิดขึ้นทันที เป็นจิตที่ กำลังอ่อนมาก และเป็นผลของกรรม (วิบาก) ล้วนๆ มันจึงทำหน้าที่แค่ "เห็น" หรือ "ได้ยิน" เท่านั้น โดยไม่มีการตรึกนึกคิด (วิตก) หรือการประคองพิจารณาอารมณ์ (วิจาร) ใดๆ เกิดร่วมด้วยเลย -- ไม่เป็นอวิตักกวิจารมัตตะทั้งนั้น = จิตที่มีแต่วิจารอย่างเดียว (ไม่มีวิตก) -- เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น = คือ จิตรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ โดยสภาวธรรมเหล่านี้ไม่มีทั้ง วิตก (ความตรึกอารมณ์) และ วิจาร (ความประคองอารมณ์) จัดเป็นจิตที่รับรู้อารมณ์อย่างเป็นกลางและรวดเร็ว -- ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น -- เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะทั้งนั้น ="ธรรมที่ไม่ต้องละด้วยโสดาปัตติมรรค และไม่ใช่ธรรมที่ต้องละด้วยมรรคเบื้องบน ๓" -- เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น = เพราะจัดเป็น อัพยากตธรรม ไม่ใช่กุศลและอกุศล) และเป็น วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) จึงไม่มีเหตุหรือกิเลสใดๆ ที่จะต้องถูกประหาณ (ละ) ด้วยมรรค -- เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น = คือไม่ใช่ธรรมที่ให้เกิดกิเลสหรือภพภูมิ (ไม่ใช่เหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด) และไม่ใช่ธรรมดาที่ดับกิเลส -- เป็นเนวเสกขานาเสกขะทั้งนั้น = วิญญาณ ๕ เป็นเนวเสกขานาเสกขะ คืออะไร? วิญญาณ ๕ เหล่านี้จัดเป็นสภาพธรรมประเภท "อัพยากฤต" (จิตที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป เป็นเพียงผลของกรรม) ซึ่งเป็นวิบากจิต ดังนั้น จึงจัดเป็นสภาพธรรมที่ เป็นกลาง ไม่จัดเข้าพวกกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (ไม่ใช่ของพระเสกขะ และไม่ใช่ของพระอเสกขะ) เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติของการรับรู้อารมณ์ ที่เกิดจากเหตุปัจจัย (มี ตา รูป เป็นต้น) แล้วดับไปเท่านั้น -- เป็นปริตตะทั้งนั้น -- เป็นกามาวจรทั้งนั้น --ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น -- ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น -- เป็นปริยาปันนะทั้งนั้น = ธรรมที่นับเนื่องอยู่ในวัฏสงสารไม่ใช่โลกุตตรธรรมหรือ อรูปาวจรธรรม -- ไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น -- เป็นอนิยตะทั้งนั้น = คือ วิญญาณทั้ง ๕ นี้จัดเป็น อนิยตธรรม คือ สภาพธรรมที่ไม่แน่นอน ไม่ตายตัวในเรื่องของผล -- เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้น= แปลว่า "ธรรมที่ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏสงสาร เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำทั้งนั้น
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๒) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน นั้น -- คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น ~ วัตถุ = ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย (เป็นรูปขันธ์) ที่กำลังทำงานอยู่ ~ อารมณ์เกิดขึ้น = สิ่งที่เข้ามากระทบ เช่น เสียงมากระทบหู หรือรูปมากระทบตา ณ ขณะนั้น (๓) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อนนั้น -- คือ เมื่อวัตถุเกิดก่อน เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น (๔) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก นั้น -- คือ วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก ~ วัตถุเป็นภายใน ="อายตนะภายใน" หรือ ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ของร่างกาย ซึ่งเป็นที่ตั้งให้วิญญาณอาศัยเกิด ได้แก่ (๔.๑) จักขุวัตถุ - ประสาทตา (๔.๒) โสตวัตถุ - ประสาทหู (๔.๓) ฆานวัตถุ - ประสาทจมูก (๔.๔) ชิวหาวัตถุ - ประสาทลิ้น (๔.๕) กายวัตถุ - ประสาทกาย (ผิวหนัง/เนื้อทั่วร่างกาย) ~ อารมณ์เป็นภายนอก ="อายตนะภายนอก" หรือสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกตัวเรา เข้ามาปะทะกับประสาทสัมผัส ได้แก่ (๔.๖) รูปารมณ์ - รูปที่มากระทบตา (๔.๗) สัททารมณ์ - เสียงที่มากระทบหู (๔.๘) คันธารมณ์ - กลิ่นที่มากระทบจมูก (๔.๙) รสารมณ์ - รส ที่มากระทบลิ้น (๔.๑๐) โผฏฐัพพารมณ์ - สัมผัส (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ที่มากระทบกาย ดังนั้น เมื่อประสาทสัมผัสภายในทำงานร่วมกับสิ่งเร้าภายนอก วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น เช่น "จักขุวิญญาณ" (การรู้แจ้งทางตา) เกิดขึ้นได้ เพราะอาศัย จักขุวัตถุ (ตา - เป็นภายใน) มารับ รูปารมณ์ (รูป - เป็นภายนอก) นั่นเอง (๕) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ นั้น -- คือ วิญญาณ ๕ เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ (๖) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน นั้น -- มีอธิบายว่า วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง -- วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง -- วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง -- วัตถุและอารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง -- วัตถุและอารมณ์ของกายวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง (๗) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน นั้น -- มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ -- ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ -- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ -- กายวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ -- จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ -- จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ฯลฯ -- จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ -- โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ -- ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ -- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ (๘) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่พิจารณา นั้น -- คือ เมื่อพิจารณาอารมณ์ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น (๙) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่ทำไว้ในใจ นั้น -- คือ เมื่อทำอารมณ์ไว้ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น (๑๐) คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ นั้น -- คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน (๑๑) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้น --คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน (๑๒) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน นั้น -- มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด -- ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด -- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด -- กายวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด -- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฯลฯ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๔๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ฯลฯ -- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ -- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด -- โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด -- ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด -- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด (๑๓) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความนึกคิด นั้น -- คือ ความนึก ความคิด ความพิจารณา หรือความการทำไว้ในใจ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕ (๑๔) คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น (๑๕) คำว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง นั้น (๑๖) คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น --คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๑๗) คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ นั้น --คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน ด้วยวิญญาณ ๕ (๑๘) คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น -- คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๑๙) คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น (๒๐) คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น -- คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๒๑) คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยวิญญาณ ๕ นั้น (๒๒) คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น -- คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๒๓) คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ นั้น (๒๔) คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น -- คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๒๕) คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่อุปบัติด้วยวิญญาณ ๕ นั้น (๒๖) คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่อุปบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น -- คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้อุปบัติ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจาก ลำดับแห่งวิญญาณ ๕ (๒๗) คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น (๒๘) คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับ แห่งวิญญาณ ๕ นั้น -- คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง ญาณวัตถุ หมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการ ฉะนี้ [ฎ] ทุกนิทเทส = คัมภีร์ที่อธิบายขยายความพระพุทธพจน์ (๑) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โลกิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โลกุตตรปัญญา (๒) ปัญญาทั้งหมด ชื่อว่า -- เกนจิวิญเญยยปัญญา -- เกนจินวิญเญยยปัญญา (๔) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สาสวปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนาสวปัญญา (๕) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๕๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๖) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่า สัญโญชนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อ อสัญโญชนิยปัญญา (๗) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา (๘) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อคันถนิยปัญญา (๙ ) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา (๑๐) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโนฆนิยปัญญา (๑๑) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา (๑๒) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยคนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโยคนิยปปัญญา (๑๓) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา (๑๔) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนีวรณิยปัญญา
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๕๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๑๕) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา (๑๖) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามัฏฐปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปรามัฏฐปัญญา (๑๗) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา (๑๘) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนปัญญา -- ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนปัญญา (๑๙) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา (๒๐) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา (๒๑) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สังกิเลสิกปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสังกิเลสิกปัญญา (๒๒) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา (๒๓) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตก ชื่อว่า สวิตักกปัญญา -- ปัญญาอันปราศจากวิตก ชื่อว่า อวิตักกปัญญา (๒๔) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจารปัญญา -- ปัญญาอันปราศจาก วิจาร ชื่อว่า อวิจารปัญญา (๒๕) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า สัปปีติกปัญญา -- ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่า อัปปีติกปัญญา (๒๖) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา -- ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่า นปีติสหคตปัญญา (๒๗) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา -- ปัญญาอันปราศจากสุข ชื่อว่า นสุขสหคตปัญญา (๒๘) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา -- ปัญญาอันปราศจากอุเบกขา ชื่อว่า นอุเปกขาสหคตปัญญา (๒๙) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม และ กามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามาวจรปัญญา (๓๐) รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นกามาวจรปัญญา (๓๐.๑) รูปาวจรปัญญา = ปัญญาในรูปภูมิ คือ ปัญญาหรือความรู้ชัดที่เกิดร่วมกับจิตในขั้น รูปฌาน ตั้งแต่ปฐมฌาน ถึงจตุตถฌานหรือปัญจมฌาน (๓๐.๒) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาในอรูปภูมิ คือปัญญาหรือความรู้ที่เกิดร่วมกับจิตในขั้น อรูปฌาน ทั้ง ๔ ระดับ ตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ จนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ (๓๐.๓) อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาอันไม่นับเนื่องในวัฏฏะ / โลกุตตรปัญญา คือปัญญาที่เกิดร่วมกับ มรรคจิต ๔ และ ผลจิต ๔ (๓๑) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม และ รูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจรปัญญา (๓๒) กามาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นรูปาวจรปัญญา (๓๓) ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรม และ อรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปาวจรปัญญา (๓๔) กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นอรูปาวจรปัญญา (๓๕) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันนปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา (๓๖) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นิยยานิกปัญญา -- ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยยานิกปัญญา (๓๗) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยตปัญญา -- ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยตปัญญา (๓๘) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สอุตตรปัญญา -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุตตรปัญญา (๓๙) ในปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน? -- ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากตะในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ ผู้กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น, ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถชาปิกปัญญา -- ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากตะในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาเกิดขึ้นแล้ว, เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ชาปิตัตถปัญญา ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|