Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 27 28 [29]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 303656 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #420 เมื่อ: 28, สิงหาคม, 2569, 08:17:47 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

[ฌ] ญาณวัตถุหมวดละ ๙ คือ
(๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙= ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ความรู้แจ้ง (ปัญญา) ที่เกิดจากการเข้าถึงและถอยออกจากความสงบใจระดับสูงตามลำดับ ๙ ขั้น (สมาบัติ ๙ หรือ อนุปุพพวิหาร ๙) ซึ่งประกอบด้วย รูปฌาน ๔, อรูปฌาน ๔ และขั้นดับสัญญาเวทนา (นิโรธสมาบัติ) ปัญญาในขั้นนี้ ไม่ใช่เพียงความรู้จำ แต่คือการเห็นแจ้งถึงความประณีตที่ยิ่งๆ ขึ้นไป และเป็นเครื่องมือในการละกิเลส
(๑.๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ: รู้ชัดว่าจิตสงัดจากกามและอกุศล มีสติรู้เท่าทันวิตก วิจาร ปิติ และสุขปัญญา (๑.๒)ในทุติยฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อจิตสงบวิตกและวิจารลงไป เหลือเพียงความผ่องใสและปีติสุขปัญญา (๑.๓)ในตติยฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อปีติดับไป เหลือเพียงอุเบกขา สติ และสุขปัญญา (๑.๔) ในจตุตถฌานสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อละสุขและทุกข์ ดับความดีใจเสียใจ มีอุเบกขาบริสุทธิ์ปัญญา (๑.๕) ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ: รู้ชัดเมื่อก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา (ความขัดเคือง) และพิจารณาความไม่มีที่สิ้นสุดของอากาศปัญญา (๑.๖ ) ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ: รู้ชัดการก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ และพิจารณาความไม่มีที่สิ้นสุดของวิญญาณแทนปัญญา (๑.๗) ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ: รู้ชัดการก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ และพิจารณาความไม่มีอะไรเลย (ความว่าง) เป็นอารมณ์ปัญญา (๑.๘) ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ: รู้ชัดสภาวะที่ละเอียดประณีตจนเกือบไม่มีสัญญา แต่ก็ยังจัดว่าเป็นสภาวะที่มีสัญญาอยู่ (๑.๙) ปัญญาในนิโรธสมาบัติ (ปัจจเวกขณญาณ) = คือ ปัญญาของการถอยออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบัติขั้นที่ ๙) ซึ่งเป็นความดับไปของสัญญาและเวทนา จิตจะสงบระงับที่สุด
ทสกมาติกา
[ญ] ญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ คือ พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด
-- จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่านั้นชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
[๑] กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑) ฐานาฐานญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ (รู้ว่าสิ่งใดเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ตามเหตุผล)
-- พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบ
(๑.๑) ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ (๑.๒) และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้/ไม่มีเหตุผล (๑.๓) พระตถาคตทรงทราบธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ (๑.๔) และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง แม้ใด แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๒) กรรมวิปากญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม (รู้ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมและการให้ผล)
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบวิบากของกัมมสมาทานอันเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
(๓) สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบทางไปสู่ภูมิทั้งปวง (รู้ทางไปสู่สุคติและทุคติตามความเป็นจริง) แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๔) นานาธาตุญาณ = ปรีชาหยั่งรู้โลกอันประกอบด้วยธาตุหลายหลากไม่ใช่อย่างเดียว
-- พระตถาคตทรงทราบโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๕) นานาธิมุตติญาณ = ปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัยและความนึกคิดของสัตว์ทั้งหลายที่แตกต่างกัน
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๖) อินทริยปะโรปริยัตตญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง  แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #421 เมื่อ: 28, สิงหาคม, 2569, 02:23:35 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๖/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๗) ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
(๘) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ระลึกชาติก่อนได้
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความระลึกชาติหนหลังได้ตามความเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต.
(๙) จุตูปปาตญาณ = ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (ตาทิพย์)
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริง แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต.
(๑๐) อาสวักขยญาณ = ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
-- พระตถาคตย่อมทรงทราบความสิ้นอาสวะตามความเป็นจริง  แม้ข้อนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตทรงอาศัยกำลังใดแล้ว จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร แม้ข้อนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต
-- พระตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด จึงทรงปฏิญาณฐานะอันประเสริฐ
-- ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท
-- ทรงประกาศพรหมจักร กำลังเหล่าใด ชื่อว่า กำลัง ๑๐ ของพระตถาคต
มาติกา จบ
[ญ] เอกกนิทเทส = คำอธิบายธรรมะเป็นหมวดๆ โดยตั้งหัวข้ออธิบายแยกทีละข้อหรือทีละประเด็น
(๑) วิญญาณ ๕ = หรือปัญจวิญญาณ ได้แก่ จักขุวิญญาณ, โสตวิญญาณ, ฆานวิญญาณ, ชิวหาวิญญาณ, และกายวิญญาณ
-- เป็นนเหตุทั้งนั้น = สภาวะของ "วิญญาณ ๕" คือจิตทำหน้าที่รับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย จัดเป็น อเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุโลภ โทสะ โมหะ หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดร่วมด้วยเลย จึงเรียกว่า นเหตุ (ไม่ใช่เหตุ)
-- เป็นอเหตุกะทั้งนั้น = จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดร่วมด้วย) ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นวิบากจิตที่เป็นผลของกรรมดี ๕ ดวง และผลของกรรมชั่ว ๕ ดวง
-- เป็นเหตุวิปปยุตทั้งนั้น = สภาพธรรม (เช่น จิตและเจตสิก) ที่ไม่ได้เกิดร่วมกัน หรือเข้ากันไม่ได้กับธรรมในหมวดนั้นๆ เหตุที่วิญญาณ ๕ เป็นเหตุวิปปยุตเพราะ เป็นอเหตุกจิต (จิตที่ไม่มีเหตุเจตสิก ๖ ประการ คือ โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ/ปัญญา) เกิดร่วมด้วยเลยเนื่องจากจิตเกิดขึ้นเพื่อ "รับรู้" สิ่งที่มากระทบเท่านั้น จึงจัดเป็นจิตที่ วิปปยุตจากเหตุ (เหตุวิปปยุต) ปราศจากเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วมาเป็นตัวปรุงแต่งให้เกิดเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมในขณะนั้น
-- เป็นสัปปัจจยะทั้งนั้น = คือ ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เนื่องจากเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยต่างๆ ร่วมกัน เช่น การเห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ตา + รูป + แสงสว่าง + มนสิการ เป็นต้น
-- เป็นสังขตะทั้งนั้น = สภาพธรรมที่ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ทั้ง ๕ ประการ ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (สังขตะ) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
-- เป็นอรูปทั้งนั้น
-- เป็นโลกิยะทั้งนั้น
-- เป็นสาสวะทั้งนั้น = เป็นสภาพที่กิเลสอาศัยนอนเนื่องได้
-- เป็นสัญโญชนิยะทั้งนั้น = เพราะเป็นธรรมที่ประกอบด้วยหรือเป็นอารมณ์ของ สัญโญชน์ (กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร) เพราะการรับรู้ผ่านทวารทั้ง ๕ นี้ มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความยินดี (ราคะ) หรือความขัดเคือง (ปฏิฆะ) ซึ่งเป็นกิเลสที่ผูกมัดจิตใจของเราไว้ให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด
-- เป็นคันถนิยะทั้งนั้น = สภาวธรรมที่เป็น อารมณ์ของกิเลสเครื่องผูกใจ ๔ อย่าง เรียกว่า "คันถะ" ได้แก่ (๑)อภิชฌากายคันถะ - ความเพ่งเล็งอยากได้ (๒) พยาปาทกายคันถะ - ความพยาบาท คิดร้าย (๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ - ความยึดมั่นในศีลพรตที่ผิด (๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ - ความถือมั่นความเห็นของตนว่าจริงฝ่ายเดียว


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, กรกันต์, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #422 เมื่อ: 29, สิงหาคม, 2569, 09:15:32 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๗/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- เป็นโอฆนิยะทั้งนั้น ="ห้วงน้ำคือกิเลส" ที่ท่วมทับจิตใจของสรรพสัตว์ให้จมอยู่ในสังสารวัฏ หรือทำให้ดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความทุกข์ ประกอบด้วย ๔ ประการ ดังนี้ (๑) กาโมฆะ - โอฆะคือกาม ได้แก่ กระแสน้ำคือความกำหนัด ความใคร่ ความอยากได้ในอารมณ์ต่างๆ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (๒) ภโวฆะ - โอฆะคือภพ ได้แก่ กระแสน้ำคือความอยากมีความเป็น ยึดติดในภพต่างๆ (ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น) รวมถึงความยินดีในการได้ (๓) ฌานทิฏโฐฆะ (หรือ ทิฏโฆฆะ) - โอฆะคือทิฏฐิ ได้แก่ กระแสน้ำคือความเห็นผิด การยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อ ลัทธิ ทฤษฎี หรือการยึดถือในตัวตน (๔) อวิชโชฆะ - โอฆะคืออวิชชา ได้แก่ กระแสน้ำคือความไม่รู้จริงในอริยสัจ ๔ เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้สรรพสัตว์หลงทาง
-- เป็นโยคนิยะทั้งนั้น = ธรรมที่ควรประกอบ หรือเป็นอารมณ์ของโยคะ/กิเลส หมายถึง ธรรมชาติของวิญญาณ ๕ เป็นสิ่งที่กิเลสประเภทโยคะ เครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ ได้แก่ (๑) กามโยคะ (๒) ภวโยคะ (๓) ทิฏฐโยคะ (๔) อวิชชาโยคะ เข้าไปยึดเกาะ ประกอบปรุง หรือทำให้เกิดความยินดียินร้าย
-- เป็นนีวรณิทั้งนั้น
-- เป็นปรามัฏฐะทั้งนั้น = สภาวธรรมที่ถูกยึดถือเป็นอารมณ์ของ กิเลส
-- เป็นอุปาทานิยะทั้งนั้น = สิ่งที่ถูกอุปาทานยึดมั่นถือมั่นได้ หรือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด
-- เป็นสังกิเลสิกะทั้งนั้น = เป็นธรรมอันเป็นอารมณ์ของกิเลส โดยสภาวะของวิญญาณ ๕ เป็น สาสวะ (เป็นสภาพที่กิเลสอาศัยนอนเนื่องได้) และเป็น สัญโญชนิยะ (เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเครื่องผูกมัดจิตใจ) เมื่อมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความชอบ ความชัง หรือเกิดกิเลสขึ้นมาได้ง่ายนั่นเอง
-- เป็นอัพยากตะทั้งนั้น
-- เป็นสารัมมณะทั้งนั้น
-- เป็นอเจตสิกะทั้งนั้น
-- เป็นวิบากทั้งนั้น
-- เป็นอุปาทินนุปาทานิยะทั้งนั้น = คือ ธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือว่าเป็นผล และเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้
-- เป็นอสังกิสิฏฐสังกิเลสิกะทั้งนั้น = สภาพธรรมที่ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส แต่เป็นอารมณ์ของกิเลสได้ เนื่องจากวิญญาณทั้ง ๕ เป็น อเหตุกวิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม ไม่ประกอบด้วยเหตุหรือเจตสิกฝ่ายดี/ร้ายใดๆ ในขณะนั้น) ทำหน้าที่เพียง "รับรู้" สิ่งที่มากระทบเท่านั้น ไม่ได้ยินดียินร้ายหรือปรุงแต่งต่อ จึงเป็นสภาวะที่ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในขณะนั้น (ไม่เศร้าหมอง) แต่เมื่อรับรู้แล้ว กิเลสอาจเกิดขึ้นที่จิตดวงอื่นในภายหลังได้ (เป็นที่ตั้งแห่งความยึดติด)
--ไม่เป็นสวิตักกสวิจาระทั้งนั้น = เหตุผลที่วิญญาณ ๕ ไม่เป็นสวิตักกสวิจาร เพราะวิญญาณ ๕ เป็นจิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ที่มากระทบประสาทสัมผัสโดยตรงและเกิดขึ้นทันที เป็นจิตที่ กำลังอ่อนมาก และเป็นผลของกรรม (วิบาก) ล้วนๆ มันจึงทำหน้าที่แค่ "เห็น" หรือ "ได้ยิน" เท่านั้น โดยไม่มีการตรึกนึกคิด (วิตก) หรือการประคองพิจารณาอารมณ์ (วิจาร) ใดๆ เกิดร่วมด้วยเลย
-- ไม่เป็นอวิตักกวิจารมัตตะทั้งนั้น = จิตที่มีแต่วิจารอย่างเดียว (ไม่มีวิตก)
-- เป็นอวิตักกาวิจาระทั้งนั้น = คือ จิตรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ โดยสภาวธรรมเหล่านี้ไม่มีทั้ง วิตก (ความตรึกอารมณ์) และ วิจาร (ความประคองอารมณ์) จัดเป็นจิตที่รับรู้อารมณ์อย่างเป็นกลางและรวดเร็ว
-- ไม่เป็นปีติสหคตะทั้งนั้น
-- เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพะทั้งนั้น ="ธรรมที่ไม่ต้องละด้วยโสดาปัตติมรรค และไม่ใช่ธรรมที่ต้องละด้วยมรรคเบื้องบน ๓"
-- เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกะทั้งนั้น = เพราะจัดเป็น อัพยากตธรรม ไม่ใช่กุศลและอกุศล) และเป็น วิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกรรม) จึงไม่มีเหตุหรือกิเลสใดๆ ที่จะต้องถูกประหาณ (ละ) ด้วยมรรค
-- เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีทั้งนั้น = คือไม่ใช่ธรรมที่ให้เกิดกิเลสหรือภพภูมิ (ไม่ใช่เหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด) และไม่ใช่ธรรมดาที่ดับกิเลส
-- เป็นเนวเสกขานาเสกขะทั้งนั้น = วิญญาณ ๕ เป็นเนวเสกขานาเสกขะ คืออะไร? วิญญาณ ๕ เหล่านี้จัดเป็นสภาพธรรมประเภท "อัพยากฤต" (จิตที่เป็นกลางๆ ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป เป็นเพียงผลของกรรม) ซึ่งเป็นวิบากจิต ดังนั้น จึงจัดเป็นสภาพธรรมที่ เป็นกลาง ไม่จัดเข้าพวกกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (ไม่ใช่ของพระเสกขะ และไม่ใช่ของพระอเสกขะ) เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติของการรับรู้อารมณ์ ที่เกิดจากเหตุปัจจัย (มี ตา รูป เป็นต้น) แล้วดับไปเท่านั้น
-- เป็นปริตตะทั้งนั้น
-- เป็นกามาวจรทั้งนั้น
--ไม่เป็นรูปาวจรทั้งนั้น
-- ไม่เป็นอรูปาวจรทั้งนั้น
-- เป็นปริยาปันนะทั้งนั้น = ธรรมที่นับเนื่องอยู่ในวัฏสงสารไม่ใช่โลกุตตรธรรมหรือ อรูปาวจรธรรม
-- ไม่เป็นอปริยาปันนะทั้งนั้น
-- เป็นอนิยตะทั้งนั้น = คือ วิญญาณทั้ง ๕ นี้จัดเป็น อนิยตธรรม คือ สภาพธรรมที่ไม่แน่นอน ไม่ตายตัวในเรื่องของผล
-- เป็นอนิยยานิกะทั้งนั้น= แปลว่า "ธรรมที่ไม่นำสัตว์ออกจากวัฏสงสาร
เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำทั้งนั้น


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #423 เมื่อ: 29, สิงหาคม, 2569, 09:01:31 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๘/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นปัจจุบัน มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน นั้น
-- คือ เมื่อวัตถุเกิดขึ้น เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น วิญญาณ ๕ ก็เกิดขึ้น
~ วัตถุ = ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย (เป็นรูปขันธ์) ที่กำลังทำงานอยู่
~ อารมณ์เกิดขึ้น = สิ่งที่เข้ามากระทบ เช่น เสียงมากระทบหู หรือรูปมากระทบตา ณ ขณะนั้น
(๓) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเกิดก่อน มีอารมณ์เกิดก่อนนั้น
-- คือ เมื่อวัตถุเกิดก่อน เมื่ออารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
(๔) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุเป็นภายใน มีอารมณ์เป็นภายนอก นั้น
-- คือ วัตถุของวิญญาณ ๕ เป็นภายใน อารมณ์ของวิญญาณ ๕ เป็นภายนอก
~ วัตถุเป็นภายใน ="อายตนะภายใน" หรือ ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ของร่างกาย ซึ่งเป็นที่ตั้งให้วิญญาณอาศัยเกิด ได้แก่ (๔.๑) จักขุวัตถุ - ประสาทตา (๔.๒) โสตวัตถุ - ประสาทหู (๔.๓) ฆานวัตถุ - ประสาทจมูก (๔.๔) ชิวหาวัตถุ - ประสาทลิ้น (๔.๕) กายวัตถุ - ประสาทกาย (ผิวหนัง/เนื้อทั่วร่างกาย)
~ อารมณ์เป็นภายนอก ="อายตนะภายนอก" หรือสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกตัวเรา เข้ามาปะทะกับประสาทสัมผัส ได้แก่ (๔.๖) รูปารมณ์ - รูปที่มากระทบตา (๔.๗) สัททารมณ์ - เสียงที่มากระทบหู (๔.๘) คันธารมณ์ - กลิ่นที่มากระทบจมูก (๔.๙) รสารมณ์ - รส ที่มากระทบลิ้น (๔.๑๐) โผฏฐัพพารมณ์ - สัมผัส (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ที่มากระทบกาย ดังนั้น เมื่อประสาทสัมผัสภายในทำงานร่วมกับสิ่งเร้าภายนอก วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น เช่น "จักขุวิญญาณ" (การรู้แจ้งทางตา) เกิดขึ้นได้ เพราะอาศัย จักขุวัตถุ (ตา - เป็นภายใน) มารับ รูปารมณ์ (รูป - เป็นภายนอก) นั่นเอง
(๕) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุยังไม่แตกดับ มีอารมณ์ยังไม่แตกดับ นั้น
-- คือ วิญญาณ ๕ เกิดขึ้น ในเมื่อวัตถุยังไม่แตกดับ ในเมื่ออารมณ์ยังไม่แตกดับ
(๖) คำว่า วิญญาณ ๕ มีวัตถุต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน นั้น
-- มีอธิบายว่า วัตถุและอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นอย่างหนึ่ง
-- วัตถุและอารมณ์ของโสตวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
-- วัตถุและอารมณ์ของฆานวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
-- วัตถุและอารมณ์ของชิวหาวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
-- วัตถุและอารมณ์ของกายวิญญาณเป็นอีกอย่างหนึ่ง
(๗) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เสวยอารมณ์ของกันและกัน นั้น
-- มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ
-- ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ
-- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ
-- กายวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ ฯลฯ จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ ฯลฯ
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ ฯลฯ
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของจักขุวิญญาณ
-- โสตวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของโสตวิญญาณ
-- ฆานวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของฆานวิญญาณ
-- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เสวยอารมณ์ของกายวิญญาณ แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เสวยอารมณ์ของชิวหาวิญญาณ
(๘) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่พิจารณา นั้น
-- คือ เมื่อพิจารณาอารมณ์ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
(๙) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิด เพราะไม่ทำไว้ในใจ นั้น
-- คือ เมื่อทำอารมณ์ไว้ในใจ วิญญาณ ๕ จึงเกิดขึ้น
(๑๐) คำว่า วิญญาณ ๕ จะเกิดขึ้นโดยไม่สับสนกันก็หาไม่ นั้น
-- คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นตามลำดับของกันและกัน
(๑๑) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั้น
--คือ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน
(๑๒) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่เกิดขึ้นต่อจากลำดับของกันและกัน นั้น
-- มีอธิบายว่า โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด
-- ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด
-- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด
-- กายวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด แม้จักขุวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด ฯลฯ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #424 เมื่อ: 30, สิงหาคม, 2569, 08:09:32 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๔๙/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด ฯลฯ
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด ฯลฯ
-- จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่จักขุวิญญาณเกิด
-- โสตวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่โสตวิญญาณเกิด
-- ฆานวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ฆานวิญญาณเกิด
-- ชิวหาวิญญาณย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่กายวิญญาณเกิด แม้กายวิญญาณก็ย่อมไม่เกิดต่อจากลำดับที่ชิวหาวิญญาณเกิด
(๑๓) คำว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความนึกคิด นั้น
-- คือ ความนึก ความคิด ความพิจารณา หรือความการทำไว้ในใจ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณ ๕
(๑๔) คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
(๑๕) คำว่า วิญญาณ ๕ สักแต่ว่าเป็นที่ตกไปแห่งอารมณ์อันใดอันหนึ่ง นั้น
(๑๖) คำว่า บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
--คือ บุคคลย่อมไม่รู้แจ้งธรรมอะไรๆ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
(๑๗) คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
--คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน ด้วยวิญญาณ ๕
(๑๘) คำว่า บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
-- คือ บุคคลย่อมไม่สำเร็จอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
(๑๙) คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
(๒๐) คำว่า บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม ไม่ประกอบวจีกรรม แม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
-- คือ บุคคลย่อมไม่ประกอบกายกรรม วจีกรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
(๒๑) คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
(๒๒) คำว่า บุคคลย่อมไม่สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรมต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
-- คือ บุคคลมิได้สมาทานกุศลธรรมและอกุศลธรรม แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
(๒๓) คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
(๒๔) คำว่า บุคคลไม่ได้เข้าสมาบัติ ไม่ได้ออกจากสมาบัติต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
-- คือ บุคคลมิได้เข้าสมาบัติ มิได้ออกจากสมาบัติ แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
(๒๕) คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่อุปบัติด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
(๒๖) คำว่า บุคคลย่อมไม่จุติ ไม่อุปบัติแม้ต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕ นั้น
-- คือ บุคคลมิได้จุติ มิได้อุปบัติ แม้ด้วยมโนธาตุ ต่อจาก ลำดับแห่งวิญญาณ ๕
(๒๗) คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน ด้วยวิญญาณ ๕ นั้น
(๒๘) คำว่า บุคคลย่อมไม่หลับ ไม่ตื่น ไม่ฝัน แม้ต่อจากลำดับ แห่งวิญญาณ ๕ นั้น
-- คือ บุคคลมิได้หลับ มิได้ตื่น มิได้ฝัน แม้ด้วยมโนธาตุต่อจากลำดับแห่งวิญญาณ ๕
ความรู้เรื่องวิญญาณ ๕ ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า ปัญญาที่แสดงเรื่องของวิญญาณ ๕ ตามความเป็นจริง
ญาณวัตถุ หมวดละ ๑ ย่อมมีด้วยประการ ฉะนี้
[ฎ] ทุกนิทเทส = คัมภีร์ที่อธิบายขยายความพระพุทธพจน์
(๑) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โลกิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โลกุตตรปัญญา
(๒) ปัญญาทั้งหมด ชื่อว่า
-- เกนจิวิญเญยยปัญญา
-- เกนจินวิญเญยยปัญญา
(๔) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สาสวปัญญา
 -- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนาสวปัญญา
(๕) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตสาสวปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อาสววิปปยุตตอนาสวปัญญา


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #425 เมื่อ: 30, สิงหาคม, 2569, 03:42:04 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๖) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ นั้น ชื่อว่า สัญโญชนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อ อสัญโญชนิยปัญญา
(๗) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า สัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยปัญญา
(๘) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อคันถนิยปัญญา
(๙ ) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตคันถนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า คันถวิปปยุตตอคันถนิยปัญญา
(๑๐) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโนฆนิยปัญญา
(๑๑) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตโอฆนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โอฆวิปปยุตตอโนฆนิยปัญญา
(๑๒) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยคนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อโยคนิยปปัญญา
(๑๓) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า โยควิปปยุตตโยคนิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า โยควิปปยุตตอโยคนิยปัญญา
(๑๔) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนีวรณิยปัญญา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ฝาตุ่ม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #426 เมื่อ: 31, สิงหาคม, 2569, 11:07:21 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑๕) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยปัญญา
(๑๖) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามัฏฐปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปรามัฏฐปัญญา
(๑๗) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า ปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐปัญญา
(๑๘) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนปัญญา
-- ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนปัญญา
(๑๙) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทานิยปัญญา
(๒๐) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยปัญญา
(๒๑) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สังกิเลสิกปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อสังกิเลสิกปัญญา
(๒๒) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า กิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกปัญญา
(๒๓) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตก ชื่อว่า สวิตักกปัญญา
-- ปัญญาอันปราศจากวิตก ชื่อว่า อวิตักกปัญญา
(๒๔) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจารปัญญา
-- ปัญญาอันปราศจาก วิจาร ชื่อว่า อวิจารปัญญา
(๒๕) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า สัปปีติกปัญญา
-- ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่า อัปปีติกปัญญา
(๒๖) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา
-- ปัญญาอันปราศจากปีติ ชื่อว่า นปีติสหคตปัญญา
(๒๗) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา
-- ปัญญาอันปราศจากสุข ชื่อว่า นสุขสหคตปัญญา
(๒๘) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา
-- ปัญญาอันปราศจากอุเบกขา ชื่อว่า นอุเปกขาสหคตปัญญา
(๒๙) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรม และ กามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามาวจรปัญญา
(๓๐) รูปาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นกามาวจรปัญญา
(๓๐.๑) รูปาวจรปัญญา = ปัญญาในรูปภูมิ คือ ปัญญาหรือความรู้ชัดที่เกิดร่วมกับจิตในขั้น รูปฌาน ตั้งแต่ปฐมฌาน ถึงจตุตถฌานหรือปัญจมฌาน (๓๐.๒) อรูปาวจรปัญญา = ปัญญาในอรูปภูมิ คือปัญญาหรือความรู้ที่เกิดร่วมกับจิตในขั้น อรูปฌาน ทั้ง ๔ ระดับ ตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ จนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ (๓๐.๓) อปริยาปันนปัญญา = ปัญญาอันไม่นับเนื่องในวัฏฏะ / โลกุตตรปัญญา คือปัญญาที่เกิดร่วมกับ มรรคจิต ๔ และ ผลจิต ๔
(๓๑) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม และ รูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจรปัญญา
(๓๒) กามาวจรปัญญา อรูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นรูปาวจรปัญญา
(๓๓) ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรม และ อรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปาวจรปัญญา
(๓๔) กามาวจรปัญญา รูปาวจรปัญญา อปริยาปันนปัญญา ชื่อว่า นอรูปาวจรปัญญา
(๓๕) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปริยาปันนปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อปริยาปันนปัญญา
(๓๖) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า นิยยานิกปัญญา
-- ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยยานิกปัญญา
(๓๗) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า นิยตปัญญา
-- ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนิยตปัญญา
(๓๘) ปัญญาในกุศลธรรมและอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า สอุตตรปัญญา
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุตตรปัญญา
(๓๙) ในปัญญาเหล่านั้น อัตถชาปิกปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากตะในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ ผู้กำลังยังอภิญญาให้เกิดขึ้น, ผู้กำลังยังสมาบัติให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัตถชาปิกปัญญา
-- ปัญญาที่เป็นกิริยาอัพยากตะในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ของพระอรหันต์ เมื่อขณะที่อภิญญาเกิดขึ้นแล้ว, เมื่อขณะที่สมาบัติเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ชาปิตัตถปัญญา
ญาณวัตถุหมวดละ ๒ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #427 เมื่อ: 31, สิงหาคม, 2569, 03:47:48 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

[ฐ] ติกนิทเทส
ในญาณวัตถุหมวดละ ๓ นั้น
[๑] ปัญญา ๓ = ทางเกิดของปัญญา
(๑) จินตามยปัญญา เป็น ไฉน?
-> ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี
-> ในศิลปะทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี
-> ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี
-> บุคคลมิได้ฟังจากผู้อื่น ย่อมได้กัมมัสสกตาญาณ หรือย่อมได้สัจจานุโลมิกญาณ
-- ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง -> ย่อมได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณอันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา
(๒) สุตมยปัญญา เป็นไฉน?
-- ในการงานทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี
-- ในศิลปะทั้งหลาย ที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี
-- ในวิชาทั้งหลายที่ต้องน้อมนำไปด้วยปัญญาก็ดี
-> บุคคลได้ฟังจากผู้อื่นแล้ว จึงได้กัมมัสสกตาญาณ หรือได้สัจจานุโลมิกญาณ
-- ว่ารูปไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าเวทนาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าสัญญาไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-- ว่าวิญญาณไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง
-> ย่อมได้อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา
(๓) ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
(๓.๑) ทานมยปัญญา เป็นไฉน?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภทานเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ให้ทาน นี้เรียกว่า ทานมยปัญญา
(๓.๒) สีลมยปัญญา เป็นไฉน?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภศีลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้รักษาศีล นี้เรียกว่า สีลมยปัญญา
-> ปัญญาของผู้เข้าสมาบัติแม้ทั้งหมด เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
[๒] ไตรสิกขา
(๑) อธิสีลปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรศีล นี้เรียกว่า อธิสีลปัญญา
(๒) อธิจิตตปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด เกิดขึ้นแก่โยคาวจรบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ นี้เรียกว่า อธิจิตตปัญญา
(๓) อธิปัญญาปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นี้เรียก อธิปัญญาปัญญา
[๓] โกศล ๓ = ความฉลาด หรือความเชี่ยวชาญ
(๑) อายโกศล เป็นไฉน?
(๑.๑) บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น (๑.๒) และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะละได้ (๑.๓) หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น (๑.๔) และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะเป็นไปเพื่อความภิญโญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความข้อนั้น อันใด นี้เรียกว่า อายโกศล
(๒) อปายโกศล เป็นไฉน?
-- บุคคลผู้มีปัญญาย่อมรู้ชัดว่า เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น
-- และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป
-- หรือเมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น
-- และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเป็นไปเพื่อความภิญโญยิ่ง
-- เพื่อความไพบูลย์ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในความข้อ นั้น อันใด นี้เรียกว่า อปายโกศล
(๓) อุปายโกศล เป็นไฉน?
ปัญญาแม้ทั้งหมด ที่เป็นอุบายแก้ไขในกิจรีบด่วนหรือภัยที่เกิดขึ้นแล้วนั้น เรียกว่า อุปายโกศล


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ลิตเติลเกิร์ล

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #428 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 11:03:14 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

[๔] สภาวะของธรรม เกี่ยวกับวิบาก
(๑) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากปัญญา - ปัญญาที่หยั่งรู้ในผลของกรรม (วิบาก)
(๒) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ชื่อว่า วิปากธัมมธรรมปัญญา - ปัญญาที่หยั่งรู้สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล
(๓) ปัญญาในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนววิปากนวิปากธัมมธรรมปัญญา - ปัญญาที่หยั่งรู้ในธรรมที่ไม่ใช่วิบากและไม่ใช่เหตุให้เกิดวิบาก (เช่น กิริยาจิตของพระอรหันต์)
[๕] อุปาทินนติกะ = หมวด ๓ เกี่ยวกับความยึดมั่น
(๑) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปาทินนุปาทานิยปัญญา - ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๓ (วิบากของจิตที่ถูกอุปาทานยึดครอง)
(๒) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อนุปาทินนุปาทานิยปัญญา - ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ และในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ (สภาพธรรมที่กรรมไม่ได้ยึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้)
(๓) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อนุปาทินนานุปาทานิยปัญญา - ปัญญาในมรรค ๔ และผล ๔
[๖] จำแนก "ปัญญา" ตามองค์ฌานคือ วิตก (การตรึก) และ วิจาร (การประคองจิต)
(๑) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า สวิตักกสวิจารปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับทั้งวิตกและวิจาร
(๒) ปัญญาอันวิปปยุตด้วยวิตกแต่สัมปยุตด้วยวิจาร ชื่อว่า อวิตักกวิจารมัตตปัญญา - ปัญญาที่ไม่มีวิตก (ปราศจากการตรึก) แต่ยังมีวิจารอยู่
(๓) ปัญญาอันวิปปยุตด้วยวิตกวิจาร ชื่อว่า อวิตักกาวิจารปัญญา - ปัญญาที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (จิตเป็นอุเบกขา)
[๗] จำแนกปัญญาตาม เวทนา (ความรู้สึกที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น
(๑) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยปีติ ชื่อว่า ปีติสหคตปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับปีติ (ความอิ่มใจ แช่มชื่น)
(๒) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยสุข ชื่อว่า สุขสหคตปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับสุข (ความสบายกายหรือสบายใจ)
(๓) ปัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า อุเปกขาสหคตปัญญา - ปัญญาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา
[๘] จำแนกปัญญา ตามหน้าที่และการส่งผลต่อกิเลสและวัฏสงสาร
(๑) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า อาจยคามินีปัญญา - ปัญญาที่เกิดในกุศลธรรมระดับโลกียภูมิ ๓ เป็นปัญญาที่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เปรียบเสมือนการสั่งสมหรือเพิ่มพูน
(๒) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อว่า อปจยคามินีปัญญา - ปัญญาในมรรค ๔ ซึ่งเป็นปัญญาทำลายกิเลส เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เปรียบเสมือนการตัดละหรือลดทอนกิเลสให้เบาบางลง
(๓) ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวาจยคามินีนาปจยคามินีปัญญา - ปัญญาในวิบากธรรม (ผลของกรรม) และกิริยาอัพยากตธรรม เป็นปัญญาที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นไปเพื่อการสั่งสมวัฏสงสาร และไม่ได้เป็นไปเพื่อการตัดละกิเลส
[๙] จำแนกตามบุคคลผู้มีปัญญา
(๑) ปัญญาในมรรค ๔ ในผล ๓ ชื่อว่า เสกขปัญญา - ปัญญาที่เป็นของพระเสกขะ คือ ปัญญาของผู้ที่ยังต้องศึกษาปฏิบัติธรรม (ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันตมรรค)
(๒) ปัญญาในอรหัตตผลอันเป็นส่วนเบื้องสูง ชื่อว่า อเสกขปัญญา - ปัญญาที่เป็นของพระอเสกขะ คือ ปัญญาของผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้ว หรือพระอรหันต์ผู้จบกิจในพรหมจรรย์
(๓) ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๓, ในวิปากธรรมในภูมิ ๓,ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓ ชื่อว่า เนวเสกขานาเสกขปัญญา - ปัญญาที่ไม่ใช่ของพระเสกขะ และไม่ใช่ของพระอเสกขะ (มักหมายถึง ปัญญาของปุถุชนทั่วไป รวมถึงกิริยาจิตและปัญญาทางโลก)
[๑๐] แจกปัญญาตามระดับภูมิของจิตและการรับรู้
(๑) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า ปริตตปัญญา -  ปัญญาขั้นต้น เป็นความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการรับรู้ในระดับกามาวจรภูมิ (โลกียปัญญาในระดับกามคุณ)
(๒) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรม รูปาวจรอัพยากตธรรม อรูปาวจรกุศลธรรม และอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า มหัคคตปัญญา - ปัญญาขั้นกลาง ความหยั่งรู้ที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาในระดับรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ (ระดับฌาน)
(๓) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า อัปปมาณปัญญา - ปัญญาขั้นสูงสุด ที่รู้แจ้งในมรรคและผล (โลกุตตรปัญญา) ซึ่งเป็นความรู้ที่หาประมาณมิได้
[๑๑] แจกตาม "อารมณ์" (สิ่งที่จิตรู้) ที่ปัญญาเหล่านั้นเข้าไปรับรู้
(๑) ปริตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปริตตารัมมณปัญญา - ปัญญาที่กำหนดรู้ "ปริตตธรรม" (อารมณ์เล็กน้อย เช่น กามาวจรจิต ๕๔, เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #429 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 04:21:40 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒) มหัคคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มหัคคตารัมมณปัญญา - ปัญญาที่กำหนดรู้ "มหัคคตธรรม" (อารมณ์อันยิ่งใหญ่ เช่น รูปาวจรจิต, อรูปาวจรจิต หรือฌานสมาบัติ)
(๓) อัปปมาณารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภอัปปมาณธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัปปมาณารัมมณปัญญา - ปัญญาที่กำหนดรู้ "อัปปมาณธรรม" (อารมณ์อันหาประมาณมิได้ เช่น มรรค ๔ ผล ๔ หรือนิพพาน)
[๑๒] แจกลักษณะของปัญญาที่เกิดขึ้นตามอริยมรรค (ทางดับทุกข์)
(๑) มัคคารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคารัมมณปัญญา - ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมี "มรรค" (ทางปฏิบัติ) เป็นอารมณ์
(๒) ปัญญา ในมรรค ๔ ชื่อว่า มัคคเหตุกปัญญา - ปัญญาที่เกิดขึ้นใน "มรรค ๔" (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค) โดยมีองค์ธรรมของมรรคเป็นเหตุ
(๓) มัคคาธิปตินีปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด กระทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น นี้เรียกว่า มัคคาธิปตินีปัญญา - ปัญญาที่เกิดขึ้นโดยมี "มรรค" เป็นอธิบดี คือเป็นธรรมประธานหรือเป็นใหญ่ในการเป็นผู้นำจิตไปสู่การรู้แจ้ง
[๑๓] ปัญญาในวิปากธรรมในภูมิ ๔ = จิตและเจตสิกที่เป็นผลของกรรม ในภูมิ ๔ นั้น สามารถจำแนกการเกิดขึ้นได้ตามสภาวธรรม
(๑) เป็นอุปปันนะก็มี = คือ ปัญญาที่เป็นวิบากซึ่งกำลังเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ณ ขณะนั้น (ในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน)
(๒) เป็นอุปปาทินีก็มี = คือ ปัญญาที่เป็นผลของกรรมที่จัดให้เกิด (กัมมปัจจัย) ซึ่งจะนำส่งผลให้ปฏิสนธิและก่อให้เกิดความเจริญเติบโตสืบต่อกันไป
(๓) กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอนุปปันนะ = เพราะปัญญาที่เกิดร่วมกับวิปากจิตจัดเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริง เป็นผลของกรรมที่เกิดและตั้งอยู่ ไม่ใช่สภาพที่ไม่มีหรือยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย
[๑๔] ปัญญาในกุศลธรรมในภูมิ ๔ ในกิริยาอัพยากตธรรมในภูมิ ๓
(๑) เป็นอุปปันนะก็มี
(๒) เป็นอนุปปันนะก็มี
(๓) กล่าว ไม่ได้ว่า เป็นอุปปาทินี
[๑๕] ปัญญาทั้งหมดนั้นแล
(๑) เป็นอตีตปัญญาก็มี
(๒) เป็นอนาคตปัญญาก็มี
(๓) เป็นปัจจุปปันนปัญญาก็มี
[๑๖]
(๑) อตีตารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นอดีตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อตีตารัมมณปัญญา
(๒) อนาคตารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด ปรารภธรรมอันเป็นอนาคตเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อนาคตารัมมณปัญญา
(๓) ปัจจุปันนารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภธรรมอันเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ปัจจุปปันนารัมมณปัญญา
[๑๗] ปัญญาทั้งหมดนั้นแล
(๑) เป็นอัชฌัตตปัญญาก็มี
(๒) เป็นพหิทธาปัญญาก็มี
(๓) เป็นอัชฌัตตพหิทธาปัญญาก็มี
[๑๘] จัดหมวดหมู่ปัญญาตามลักษณะของ "อารมณ์" (สิ่งที่จิตเข้าไปรู้)
(๑) อัชฌัตตารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- ปรารภธรรมอันเป็นไปภายในเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตารัมมณปัญญา - ปัญญาที่รู้ชัด ธรรมที่เป็นไปภายใน (อารมณ์ภายในตน)
(๒) พหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภธรรมอันเป็นภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า พหิทธารัมมณปัญญา - ปัญญาที่รู้ชัด ธรรมที่เป็นภายนอก (อารมณ์ภายนอกตน)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7814
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1285



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #430 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:19:32 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๕๕/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๓) อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด
-- ปรารภธรรมทั้งภายในและภายนอกเกิดขึ้น นี้เรียกว่า อัชฌัตตพหิทธารัมมณปัญญา -  ปัญญาที่รู้ชัด ธรรมทั้งภายในและภายนอกรวมกัน
ญาณวัตถุ หมวดละ ๓ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
จตุกกนิทเทส
[ฑ] ในญาณวัตถุหมวดละ ๔ นั้น
[๑] จำแนกญาณทั้ง ๔ ตาม ระดับของปัญญาตั้งแต่โลกิยะ ไปจนถึงระดับสูงสุดที่เป็นโลกุตตระ
(๑) กัมมัสสกตาญาณ เป็น ไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด
-- มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชาพระรัตนตรัยมีผล โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ทั่วกัน มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ นี้เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณ
-- ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ กุศลปัญญาที่เป็นสาสวะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า กัมมัสสกตาญาณ
(๒) สัจจานุโลมิกญาณ เป็นไฉน?
-- อนุโลมิกญาณ ขันติญาณ ทิฏฐิญาณ รุจิญาณ มุติญาณ เปกขญาณ ธัมมนิชฌานขันติญาณ อันใด
-- มีลักษณะรู้อย่างนี้
: ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง
: ว่าเวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง
:ว่าสัญญาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง
: ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงดังนี้บ้าง
: ว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง
นี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ
(๓) ปัญญาในมรรค ๔ ชื่อ มัคคสมังคิญาณ - ในขณะที่เกิดเป็นมรรคญาณทั้ง ๔ ปัญญาจะทำหน้าที่ประหารกิเลสในขณะรู้แจ้งอริยสัจ
(๓.๑) โสดาปัตติมรรคญาณ - ประหารกิเลสละสังโยชน์ ๓ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส รู้แจ้งอริยสัจ (๓.๒) สกทาคามิมรรคญาณ - ประหารกิเลส ทำกามราคะและปฏิฆะให้เบาบางลงอย่างมาก (๓.๓) อนาคามิมรรคญาณ - ประหารกิเลสละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้หมดสิ้น (รวมถึงกามราคะและปฏิฆะ) (๓.๔) อรหัตตมรรคญาณ - ประหารกิเลสละสังโยชน์เบื้องสูงที่เหลือทั้งหมด (รูปราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจะ, อวิชชา) ตัดขาดจากวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิง
(๔) ปัญญาในผล ๔ ชื่อว่า ผลสมังคิญาณ - ปัญญาในขณะที่เกิดเป็นผลญาณทั้ง ๔ ที่เสวยวิมุตติสุขจากการตัดกิเลสแล้ว
(๔.๑) โสดาปัตติผลญาณ - ปัญญาของพระโสดาบัน (๔.๒) สกทาคามิผลญาณ - ปัญญาของพระสกทาคามี (๔.๓) อนาคามิผลญาณ - ปัญญาของพระอนาคามี (๔.๔) อรหัตตผลญาณ - ปัญญาของพระอรหันต์
[๒] มัคคสมังคิฌาณ = หรือ มรรคสามัคคี คือ ภาวะที่องค์ประกอบของอริยมรรคมีองค์ ๘ รวมตัวและทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวในจิตขณะที่เกิด มรรคญาณ (ปัญญาที่ตัดกิเลส) เพื่อนำไปสู่การบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้แก่
(๑) ความรู้แม้ในทุกข์นี้ = สภาพที่ทนได้ยาก
(๒) ความรู้แม้ในทุกขสมุทัยนี้ = เหตุแห่งความทุกข์
(๓) ความรู้แม้ในทุกขนิโรธนี้ = ความดับทุกข์
(๔) ความรู้แม้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ = ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค)
[๓] ญาณเหล่านี้เรียกว่า "สัจจญาณการหยั่งรู้ความจริง
(๑) ทุกขญาณ เป็นไฉน?
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขญาณ
(๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ
-- ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิ.ทุกขสมุทัยเกิดขึ้น
นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยญาณ ฯลฯ
(๓) ปรารภทุกขนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธญาณ ฯลฯ
(๔) ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ -  ปัญญาหยั่งรู้ในข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค)
[๔] แจกปัญญาตามภูมิและการหลุดพ้นจากกิเลส
(๑) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า กามาวจรปัญญา - ปัญญาที่เกิดในกามาวจรกุศล (กุศลในขั้นกามภูมิ) และกามาวจรอัพยากตธรรม
(๒) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า รูปาวจรปัญญา - ปัญญาที่เกิดในรูปาวจรกุศล (กุศลของผู้ได้รูปฌาน) และรูปาวจรอัพยากตธรรม
(๓) ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า อรูปาวจรปัญญา - ปัญญาที่เกิดในอรูปาวจรกุศล (กุศลของผู้ได้อรูปฌาน) และอรูปาวจรอัพากตธรรม
บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 27 28 [29]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.227 วินาที กับ 112 คำสั่ง
กำลังโหลด...