Username:
Password:
บ้านกลอนน้อยฯ
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล
>>
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
>>
กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
>>
อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า:
1
...
28
29
[
30
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา (อ่าน 304736 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
7838
ออฟไลน์
ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1291
|
|
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
«
ตอบ #435 เมื่อ:
เมื่อวานนี้
เวลา 03:34:18 PM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๖๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
ฉักกนิทเทส
[ณ] ในญาณวัตถุ หมวด ๖ นั้น
(๑) ปัญญาในอภิญญา ๖ = เป็นไฉน?
(๑.๑) อิทธิวิธญาณ = ญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ (๑.๒) โสตธาตุวิสุทธิญาณ = ญาณหรือปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิตจนมี "หูทิพย์" เป็นความสามารถในการได้ยินเสียงที่เกินวิสัยมนุษย์ สามารถรับรู้เสียงที่อยู่ไกล เสียงของเทวดา หรือเสียงในมิติอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน (๑.๓) ปรจิตตญาณ = (หรือ เจโตปริยญาณ) คือความสามารถพิเศษทางจิตในการหยั่งรู้จิตใจของผู้อื่น (๑.๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = คือ ปัญญาที่ทำให้สามารถย้อนระลึกชาติได้ (๑.๕) จุตูปปาตญาณ = คือ ความรู้หยั่งรู้เรื่องการจุติ (การตาย) และการอุบัติ (การเกิด) ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการฝึกฝนจิตจนได้ "ทิพยจักษุ" (ตาทิพย์) สามารถมองเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์อื่น ๆ ว่าตายแล้วไปเกิดที่ไหน เป็นไปตามกรรมอย่างไร (๑.๖) อาสวักขยญาณ = คือ ปัญญาความรู้แจ้งที่ทำให้กิเลสและอาสวะ (กิเลสที่หมักหมมในสันดาน) สิ้นไปอย่างหมดสิ้น เป็นญาณขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งทำหน้าที่ตัดรากถอนโคนกิเลส นำไปสู่การบรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ หรือการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
สัตตกนิทเทสความรู้ว่า = แม้ในอดีตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย
[ด] ในญาณวัตถุ หมวด ๗ นั้น
(๑) ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗ = เป็นไฉน?
(๑.๑) ความรู้ว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๒) ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๓) ความรู้ว่า แม้ใน ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๕) ความรู้ว่า แม้ใอนาคตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น
-- มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
-- มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
-- มีความคลายไปเป็นธรรมดา
-- มีความดับไปเป็นธรรมดา
(๒) ความรู้ว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๓) ความรู้ว่า ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๔) ความรู้ว่า อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๕) ความรู้ว่า ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๖) ความรู้ว่า เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๗) ความรู้ว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๘) ความรู้ว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๙) ความรู้ว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๐) ความรู้ว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๑) ความรู้ว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๒) ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๓) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๕) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
เหล่านั้นชื่อว่า ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗
อัฏฐกนิทเทส
[ต] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๘
(๑) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน?
(๑.๑) ปัญญาในโสดาปัตติมรรค = คือ จิต ที่ดับกิเลส ได้บางส่วน คือ ละ ความเห็นผิด ความสงสัย และข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิด ซึ่ง โสดาปัตติมรรคจิต เป็นโลกุตตรจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตรจิต และ เป็นจิตที่ทำให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน (๑.๒) ปัญญาในโสดาปัตติผล = อริยบุคคลระดับแรก เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ชัด ส่งผลให้กิเลสและสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการ (สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส) ถูกตัดขาดอย่างถาวร (๑.๓) ปัญญาในสกทาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้ง (ญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตกำลังบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลระดับที่ ๒ ทำหน้าที่ตัดทอนและทำให้กิเลสอย่างหยาบคือ กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) และ ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด ขัดเคือง) เบาบางลงอย่างมาก (๑.๔) ปัญญาในสกทาคามิผล = คือ ระดับของ โลกุตตรปัญญา (ปัญญาที่นำไปสู่การหลุดพ้น) ของพระอริยบุคคลขั้นที่ ๒ หรือ พระสกิทาคามี ซึ่งเป็นปัญญาญาณที่พัฒนาขึ้นจากการบรรลุโสดาบัน โดยมีปัญญาญาณมีความละเอียดและเฉียบคมกว่าขั้นพระโสดาบันมาก สามารถมองเห็นโทษของกิเลสอย่างหยาบได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจเกิดการคลายความยึดมั่นถือมั่นลง ทำให้กิเลสเบาบางลง คือ ความโลภ (กามราคะ) และความโกรธ (ปฏิฆะ) ลงอย่างมาก ส่งผลให้พระสกทาคามีหากยังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุด (อรหันต์) ในชาตินี้ จะ กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถบรรลุอรหัตผลได้
รายนามผู้เยี่ยมชม :
ลิตเติลเกิร์ล
,
ข้าวหอม
,
หยาดฟ้า
,
ต้นฝ้าย
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
จำนวนผู้เยี่ยมชม:
7838
ออฟไลน์
ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1291
|
|
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
«
ตอบ #436 เมื่อ:
วันนี้
เวลา 08:19:40 AM »
บ้านกลอนน้อยฯ
Permalink:
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
(ต่อหน้า ๖๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์
(๑.๕) ปัญญาในอนาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง (ญาณ) ในระดับจิตที่ทำหน้าที่ตัดกิเลส ละ สังโยชน์เบื้องต่ำ (กิเลสที่ผูกใจไว้กับโลก) ได้อย่างเด็ดขาดกิเลสที่ปัญญาในอนาคามิมรรคทำลายปัญญาญาณตัวนี้จะตัดกิเลส ๒ ประการสุดท้ายในกลุ่มโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แก่:กามราคะ: ความยินดีและความกำหนัดในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส); ปฏิฆะ: ความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ หรือความโกรธ(หมายความว่า ปัญญาตัวนี้ทำหน้าที่กำจัดราคะและโทสะอย่างหยาบถึงปานกลางจนหมดสิ้น ไม่ให้เหลือในจิตใจอีกต่อไป) (๑.๖) ปัญญาในอนาคามิผล = ผลปัญญาตัวนี้ทำหน้าที่เป็น โกุตตรปัญญา โดยตัดกิเลสส่วนหยาบ ละสัญโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕) ได้ครบทั้งหมด จิตจะเปลี่ยนสถานะจากบุคคลธรรมดาหรือพระสกทาคามี ไปเป็น "พระอนาคามี" ไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และปรินิพพานที่นั่ (๑.๗) ปัญญาในอรหัตตมรรค = คือ มรรคปัญญาขั้นสูงสุด (อธิปัญญา) ที่ทำหน้าที่ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ละสังโยชน์ ๑๐ อย่างเด็ดขาด เพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ เป็นโลกุตตรปัญญาที่หยั่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ อย่างสมบูรณ์ (๑.๘) ปัญญาในอรหัตตผล = คือ ปัญญาขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดจากการบรรลุ "อรหัตตผล" เป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง สำรอก "อวิชชา" (ความไม่รู้จริงในสัจธรรม) และตัดต้นตอกิเลสคือ อวิชชา เป็นปัญญาที่สว่างไสวขั้นสูงสุด สามารถ ทำให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสิ้นเชิง รู้แจ้งด้วยตนเองว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำในทางธรรมทำเสร็จบริบูรณ์แล้วความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ปัญญาตัวนี้มักเรียกอีกอย่างว่า "ปัญญาวิมุตติ" คือความหลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญา โดยจิตจะไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมหรือกิเลสใดๆ อีกต่อไป
นวกนิทเทส
[ถ] ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น
(๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เป็นไฉน?
คือ วิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต ๙ ลำดับ ด้วยการเข้าออกสมาธิทั้ง ๙ ขั้นที่ประณีตไล่ต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ
(๑.๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ (๑.๒) ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ (๑.๓) ปัญญาในตติยฌานสมาบัติ (๑.๔) ปัญญาในจตุตถฌานสมาบัติ (๑.๕) ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติ (๑.๖) ปัญญาในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๑.๗) ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ (๑.๘) ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (๑.๙) ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ทสกนิทเทส
ท] ในญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ นั้น
(๑) ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑.๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๒) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้นแล นั่นเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๓) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ ใช่ปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๔) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้นแล นั่นเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๕) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๖) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๗) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงฆ่ามารดานั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๘) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดานั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๙) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
-- จะพึงฆ่าบิดา ฯลฯ
-- จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ
-- จะพึงมีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้น ฯลฯ
-- จะพึงยังสงฆ์ให้แตกจากกัน ฯลฯ
-- จะพึงนับถือศาสดาอื่น
-- ฯลฯ จะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น
-> ไม่ใช่ เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๑.๑๐) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกัน ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
รายนามผู้เยี่ยมชม :
ต้นฝ้าย
บันทึกการเข้า
..
สารบัญบทกลอน "แสงประภัสสร"
..
หน้า:
1
...
28
29
[
30
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
บ้านกลอนน้อย ลิตเติลเกิร์ล - มยุรธุชบูรพา
-----------------------------
=> อ่านข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ - สมาชิกใหม่ ทักทาย แนะนำตัวที่นี่
=> ห้องกลอน คุณอภินันท์ นาคเกษม
=> ห้องกลอน คุณคนบอ มือสี่
=> สารบัญกลอน สมาชิกนักกลอน
-----------------------------
ห้องเรียน
-----------------------------
=> ห้องเรียนรู้คำประพันธ์ ประเภทกลอน
=> ห้องเรียนฉันท์
=> ห้องเรียน กลบท
=> ห้องเรียน โคลงกลบท
=> ห้องศึกษา ภาพโคลงกลบท
=> ห้องศึกษา กาพย์ โคลง ร่าย
=> ห้องหนังสือ บ้านกลอนน้อย
=> ห้องฟัง การขับ เสภา และอื่น ๆ
-----------------------------
คำประพันธ์ แยกตามประเภท
-----------------------------
=> กลอน ร้อยกรองหลากลีลา
=> คำประพันธ์เนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ
=> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม
=> กลอนเปล่าสบาย ๆ
=> กลอนจากที่อื่น และจากกวีที่ชื่นชอบ
=> โคลง-กาพย์-ฉันท์-ร่าย-ลิลิต
=> กลบท
=> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป
=> ห้องนั่งเล่นพักผ่อน
===> เส้นคั่นสวย ๆ
===> รูปภาพน่ารัก
กำลังโหลด...