Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 28 29 [30]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 305432 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7850
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1294



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #435 เมื่อ: 04, กันยายน, 2569, 03:34:18 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖๐/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

ฉักกนิทเทส
[ณ] ในญาณวัตถุ หมวด ๖ นั้น
(๑) ปัญญาในอภิญญา ๖ = เป็นไฉน?
(๑.๑) อิทธิวิธญาณ = ญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ (๑.๒) โสตธาตุวิสุทธิญาณ = ญาณหรือปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิตจนมี "หูทิพย์" เป็นความสามารถในการได้ยินเสียงที่เกินวิสัยมนุษย์ สามารถรับรู้เสียงที่อยู่ไกล เสียงของเทวดา หรือเสียงในมิติอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน (๑.๓) ปรจิตตญาณ = (หรือ เจโตปริยญาณ) คือความสามารถพิเศษทางจิตในการหยั่งรู้จิตใจของผู้อื่น (๑.๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = คือ ปัญญาที่ทำให้สามารถย้อนระลึกชาติได้ (๑.๕) จุตูปปาตญาณ = คือ ความรู้หยั่งรู้เรื่องการจุติ (การตาย) และการอุบัติ (การเกิด) ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นปัญญาญาณที่เกิดจากการฝึกฝนจิตจนได้ "ทิพยจักษุ" (ตาทิพย์) สามารถมองเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์อื่น ๆ ว่าตายแล้วไปเกิดที่ไหน เป็นไปตามกรรมอย่างไร (๑.๖) อาสวักขยญาณ = คือ ปัญญาความรู้แจ้งที่ทำให้กิเลสและอาสวะ (กิเลสที่หมักหมมในสันดาน) สิ้นไปอย่างหมดสิ้น เป็นญาณขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งทำหน้าที่ตัดรากถอนโคนกิเลส นำไปสู่การบรรลุธรรมเป็น พระอรหันต์ หรือการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
สัตตกนิทเทสความรู้ว่า = แม้ในอดีตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย
[ด] ในญาณวัตถุ หมวด ๗ นั้น
(๑) ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗ = เป็นไฉน?
(๑.๑) ความรู้ว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๒) ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๓) ความรู้ว่า แม้ใน ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๕) ความรู้ว่า แม้ใอนาคตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย (๑.๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี (๑.๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น
-- มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา
-- มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
-- มีความคลายไปเป็นธรรมดา
-- มีความดับไปเป็นธรรมดา
(๒) ความรู้ว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๓) ความรู้ว่า ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๔) ความรู้ว่า อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๕) ความรู้ว่า ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๖) ความรู้ว่า เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๗) ความรู้ว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๘) ความรู้ว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๙) ความรู้ว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๐) ความรู้ว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย ฯลฯ
(๑๑) ความรู้ว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๒) ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๓) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๔) ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๕) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
(๑๖) ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี
(๑๗) ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
เหล่านั้นชื่อว่า ญาณวัตถุในธรรมหมวดละ ๗
อัฏฐกนิทเทส
[ต] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๘
(๑) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน?
(๑.๑) ปัญญาในโสดาปัตติมรรค = คือ จิต ที่ดับกิเลส ได้บางส่วน คือ ละ ความเห็นผิด ความสงสัย และข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิด ซึ่ง โสดาปัตติมรรคจิต เป็นโลกุตตรจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตรจิต และ เป็นจิตที่ทำให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน (๑.๒) ปัญญาในโสดาปัตติผล = อริยบุคคลระดับแรก เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ชัด ส่งผลให้กิเลสและสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการ (สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส) ถูกตัดขาดอย่างถาวร (๑.๓) ปัญญาในสกทาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้ง (ญาณ) ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตกำลังบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลระดับที่ ๒ ทำหน้าที่ตัดทอนและทำให้กิเลสอย่างหยาบคือ กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) และ ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด ขัดเคือง) เบาบางลงอย่างมาก (๑.๔) ปัญญาในสกทาคามิผล = คือ ระดับของ โลกุตตรปัญญา (ปัญญาที่นำไปสู่การหลุดพ้น) ของพระอริยบุคคลขั้นที่ ๒ หรือ พระสกิทาคามี ซึ่งเป็นปัญญาญาณที่พัฒนาขึ้นจากการบรรลุโสดาบัน โดยมีปัญญาญาณมีความละเอียดและเฉียบคมกว่าขั้นพระโสดาบันมาก สามารถมองเห็นโทษของกิเลสอย่างหยาบได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้จิตใจเกิดการคลายความยึดมั่นถือมั่นลง ทำให้กิเลสเบาบางลง คือ ความโลภ (กามราคะ) และความโกรธ (ปฏิฆะ) ลงอย่างมาก  ส่งผลให้พระสกทาคามีหากยังไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุด (อรหันต์) ในชาตินี้ จะ กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีกเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถบรรลุอรหัตผลได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ลิตเติลเกิร์ล, ข้าวหอม, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7850
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1294



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #436 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:19:40 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖๑/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑.๕) ปัญญาในอนาคามิมรรค = คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง (ญาณ) ในระดับจิตที่ทำหน้าที่ตัดกิเลส ละ สังโยชน์เบื้องต่ำ (กิเลสที่ผูกใจไว้กับโลก) ได้อย่างเด็ดขาดกิเลสที่ปัญญาในอนาคามิมรรคทำลายปัญญาญาณตัวนี้จะตัดกิเลส ๒ ประการสุดท้ายในกลุ่มโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แก่:กามราคะ: ความยินดีและความกำหนัดในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส); ปฏิฆะ: ความหงุดหงิด ขัดเคืองใจ หรือความโกรธ(หมายความว่า ปัญญาตัวนี้ทำหน้าที่กำจัดราคะและโทสะอย่างหยาบถึงปานกลางจนหมดสิ้น ไม่ให้เหลือในจิตใจอีกต่อไป) (๑.๖) ปัญญาในอนาคามิผล = ผลปัญญาตัวนี้ทำหน้าที่เป็น โกุตตรปัญญา โดยตัดกิเลสส่วนหยาบ ละสัญโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕) ได้ครบทั้งหมด จิตจะเปลี่ยนสถานะจากบุคคลธรรมดาหรือพระสกทาคามี ไปเป็น "พระอนาคามี" ไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก เมื่อละโลกนี้ไปแล้ว จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และปรินิพพานที่นั่ (๑.๗) ปัญญาในอรหัตตมรรค = คือ มรรคปัญญาขั้นสูงสุด (อธิปัญญา) ที่ทำหน้าที่ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ละสังโยชน์ ๑๐ อย่างเด็ดขาด เพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ เป็นโลกุตตรปัญญาที่หยั่งรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ อย่างสมบูรณ์ (๑.๘) ปัญญาในอรหัตตผล = คือ ปัญญาขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดจากการบรรลุ "อรหัตตผล" เป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง สำรอก "อวิชชา" (ความไม่รู้จริงในสัจธรรม) และตัดต้นตอกิเลสคือ อวิชชา เป็นปัญญาที่สว่างไสวขั้นสูงสุด สามารถ ทำให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสิ้นเชิง รู้แจ้งด้วยตนเองว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำในทางธรรมทำเสร็จบริบูรณ์แล้วความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ปัญญาตัวนี้มักเรียกอีกอย่างว่า "ปัญญาวิมุตติ" คือความหลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญา โดยจิตจะไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมหรือกิเลสใดๆ อีกต่อไป
นวกนิทเทส
[ถ] ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น
(๑) ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เป็นไฉน?
คือ วิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของจิต ๙ ลำดับ ด้วยการเข้าออกสมาธิทั้ง ๙ ขั้นที่ประณีตไล่ต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ
(๑.๑) ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ (๑.๒) ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ (๑.๓) ปัญญาในตติยฌานสมาบัติ (๑.๔) ปัญญาในจตุตถฌานสมาบัติ (๑.๕) ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติ (๑.๖) ปัญญาในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๑.๗) ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ (๑.๘) ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (๑.๙) ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ทสกนิทเทส
ท] ในญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ นั้น
(๑) ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑.๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๒) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้นแล นั่นเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๓) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ ใช่ปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๔) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้นแล นั่นเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๕) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๖) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๗) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ จะพึงฆ่ามารดานั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๘) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงฆ่ามารดานั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๙) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
-- จะพึงฆ่าบิดา ฯลฯ
-- จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ
-- จะพึงมีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้น ฯลฯ
-- จะพึงยังสงฆ์ให้แตกจากกัน ฯลฯ
-- จะพึงนับถือศาสดาอื่น
-- ฯลฯ จะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น
-> ไม่ใช่ เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๑.๑๐) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกัน ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ลิตเติลเกิร์ล, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7850
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1294



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #437 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:06:28 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖๒/๖๘) อภิธรรมปิฎก : ๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๑.๑๒) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงอุบัติขึ้นแต่พระองค์เดียวในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๓) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ องค์จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกันนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๑๔) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิพึงอุบัติขึ้นแต่องค์เดียวในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๕) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๑๖) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๗) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๑๘) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๑๙) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเกิดเป็นพระอินทร์ เป็นมาร เป็นมหาพรหมนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๒๐) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษพึงเกิดเป็นพระอินทร์ เป็นมาร เป็นมหาพรหม นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้ (๑.๒๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ (๑.๒๒) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายทุจริตพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๑๔) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีทุจริต และมโนทุจริต จะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๑๕) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีทุจริตพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๑๖) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๑๗) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายสุจริตพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่า ใคร่ น่าพอใจ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๑๘) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีสุจริต และมโนสุจริต จะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๑๙) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีสุจริตและมโนสุจริต พึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๒๐) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จึงพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๒๑) ย่อมทรงทราบ ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายทุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๒๒) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย วจีทุจริตและมโนทุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตและมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๒๓) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริตและมโนทุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายทุจริตและมโนทุจริตเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๒๔) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เบื้องหน้าแต่กายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๒๕) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายสุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
(๒๖) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริตและมโนสุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
(๒๗) ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริตและมโนสุจริต เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7850
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1294



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #438 เมื่อ: วันนี้ เวลา 07:46:45 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖๓/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒๘) พระตถาคต ย่อมทรงทราบว่า
-- ธรรมเหล่าใดๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ธรรมเหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ เป็นฐานะ
-- ธรรมเหล่าใดๆ ไม่เป็นเหตุไม่เป็นปัจจัยให้ธรรมเหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ ไม่ใช่ฐานะ
-- ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในธรรมที่เป็นฐานะและธรรมที่ไม่ใช่ฐานะนั้น
-- อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[ธ] ญาณที่รู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต เป็นไฉน?
(๑) พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอันคติสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๒) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันอุปธิสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๓) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันกาลสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๔) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันปโยคสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๕) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยคติวิบัติจึงให้ผลก็มี
(๖) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยอุปธิวิบัติจึงให้ผลก็มี
๗) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยกาลวิบัติจึงให้ผลก็มี
(๘) กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยปโยควิบัติจึงให้ผลก็มี
(๙) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันคติวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๑๐) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันอุปธิวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๑๑) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันกาลวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๑๒) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันปโยควิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
(๑๓) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยคติสมบัติ จึงให้ผลก็มี
(๑๔) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยอุปธิสมบัติ จึงให้ผลก็มี
(๑๕) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยกาลสมบัติ จึงให้ผลก็มี
(๑๖) กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยปโยคสมบัติ จึงให้ผลก็มี.
(๑๗) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในกัมมสมาทานเหล่านั้น อันใด
-- นี้ชื่อว่า ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต
[น] ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริงของ พระตถาคต เป็นไฉน?
(๑) พระตถาคตในโลกนี้
-- ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่นรก
-- ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
-- ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่ปิตติวิสัย
-- ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่มนุษยโลก
-- ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่เทวโลก
-- ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ถึงนิพพาน
(๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในทางไปสู่ภูมิทั้งปวงนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[บ] ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน?
พระองค์ทรงทราบชัดว่า โลกที่สัตว์ทั้งหลายอาศัยอยู่นี้ ไม่ได้เป็นแท่งทึบหรือเป็นสิ่งเดี่ยว ๆ แต่ประกอบขึ้นด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า "ธาตุ" ซึ่งทำงานแยกจากกันและทำหน้าที่ต่างกัน เช่น ธาตุ ๑๘ (จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ... ไปจนถึง มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ)
(๑) พระตถาคตในโลกนี้
(๑.๑) ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) (๑.๒) ย่อมทรงทราบความเป็นต่างๆ แห่งอายตนะ = คือ ทรงรู้กระบวนการรับรู้ทั้งหมดของมนุษย์และสัตว์อายตนะ ๑๒ (ตา-รูป, หู-เสียง, จมูก-กลิ่น, ลิ้น-รส, กาย-โผฏฐัพพะ, ใจ-ธรรมารมณ์)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:7850
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1294



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #439 เมื่อ: วันนี้ เวลา 02:38:10 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

(ต่อหน้า ๖๔/๖๘) อภิธรรมปิฎก :
๒๓.วิภังค์ : ญาณวิภังค์

(๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในโลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุนั้น อันใด
-- นี้ชื่อว่า ญาณรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
(๒.๑) พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ลักษณะเฉพาะของธาตุต่าง ๆ ที่หล่อหลอมและขับเคลื่อนโลก ไม่ว่าจะเป็น:ธาตุ ๖: ธาตุดิน (ปฐวี) ธาตุน้ำ (อาโป) ธาตุไฟ (เตโช) ธาตุลม (วาโย) อากาศธาตุ (ที่ว่าง) และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) ธาตุฝ่ายโลกีย์และโลกุตตระ: ทรงจำแนกได้ชัดเจนว่าสิ่งใดเป็น กามธาตุ (ธาตุที่เป็นไปในกาม) พยาบาทธาตุ วิหิงสาธาตุ และสิ่งใดเป็น เนกขัมมธาตุ (ธาตุที่ออกจากกาม) อพยาบาทธาตุ อวิหิงสาธาตุ ไปจนถึง นิพพานธาตุ
[ป] ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน?
การรู้เหตุแห่งความแตกต่างของสัตว์โลกญาณนี้ทำให้พระพุทธองค์ทรงทราบว่า เหตุที่สัตว์ทั้งหลายมีความชอบ ความคิด พฤติกรรม และสถานะที่แตกต่างกัน เป็นเพราะสัตว์เหล่านั้นถูกหล่อหลอมมาด้วย "ธาตุที่ต่างกัน" (คบคนตามธาตุ) เช่น สัตว์ที่มีธาตุเลวทรามย่อมคบค้าสมาคมกันด้วยธาตุเลวทราม; สัตว์ที่มีธาตุดีงามย่อมคบค้าสมาคมกันด้วยธาตุดีงาม; ซึ่งญาณนี้จะส่งต่อไปยัง นานาธิมุตติกญาณ (ญาณรู้อัธยาศัยของสัตว์) เพื่อทรงใช้ในการเลือกธรรมะมาสั่งสอนให้ตรงกับจริตและธาตุของบุคคลนั้นๆ
(๑) พระตถาคตในโลกนี้
-- ย่อมทรงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยทรามก็มี
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
-- แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัทธยาศัยประณีต ก็ได้คบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว
-- แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทราม ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม
-- สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีต ก็จักคบหาสมาคมเข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
(๒) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กันนั้นอันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต
[ผ] ญาณรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่น ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน?
ญาณนี้คือ อินทริยปโรปริยัตติญาณ (ญาณหยั่งรู้อินทรีย์ที่ยิ่งและหย่อนของสัตว์) ทรงทราบถึงระดับความก้าวหน้าทางจิตและปัญญา
(๑) พระตถาคตในโลกนี้
(๑.๑) ย่อมทรงทราบอาสยะ อนุสัย จริต และ อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย
-- อาสยะ: ทรงทราบสภาวะที่จิตของสัตว์นั้นๆ อาศัยอยู่
-- อนุสัย: ทรงทราบกิเลสอย่างละเอียดที่ยังนอนเนื่องหรือซ่อนอยู่ในสันดานอาสยะ (เครื่องอาศัยอยู่ของจิต หรือความเชื่อที่ฝังใจ) ของสัตว์ทั้งหลาย
-- จริต: ทรงทราบอัธยาศัยและพฤติกรรมความชอบหลัก
-- อัธยาศัย: ทรงทราบความน้อมไปแห่งจิตและความปรารถนา
จากการกำหนดรู้ทั้ง ๔ ประการนี้ ทำให้พระองค์ทรงเห็นชัดเจนว่า สัตว์ใดมีธุลีคือกิเลสมากหรือน้อย มีอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) แก่กล้าหรืออ่อน รวมถึงจำแนกได้ว่าบุคคลใดมีอาการดี-ชั่ว สอนได้ง่าย-ยาก และเป็นผู้ควรหรือไม่ควรแก่การตรัสรู้ธรรม
-- ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ที่มีธุลีคือกิเลสน้อย มีธุลีคือกิเลสมาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว แนะนำให้รู้ได้ง่ายและแนะนำให้รู้ได้ยาก ควรแก่การตรัสรู้และไม่ควรแก่การตรัสรู้
(๒) ก็อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน? = แปลว่า เครื่องอาศัยอยู่ของจิต หรือความเชื่อที่ฝังใจ ของสัตว์ทั้งหลาย
(๒.๑) ความเห็นว่าโลกเที่ยงหรือความเห็นว่าโลกไม่เที่ยง (๒.๒) ความเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือความเห็นว่าโลกไม่มีที่สุด (๒.๓) ความเห็นว่าชีพก็อันนั้นสรีระก็อันนั้นหรือความเห็นว่าชีพเป็นอย่างอื่นสรีระก็เป็นอย่างอื่น (๒.๔) ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก (๒.๕) ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มีย่อมไม่เกิดอีกก็มีหรือ (๒.๖) ความเห็นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ (๒.๗) สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังกล่าวมานี้ก็มี
-- หรือสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้งสองนี้
-- ได้อนุโลมิกขันติในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้นก็มี
-- หรือญาณความรู้ตามความเป็นจริง นี้เรียกว่า อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย
บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 28 29 [30]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.162 วินาที กับ 55 คำสั่ง
กำลังโหลด...