Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 33 34 [35]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 328659 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8280
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1387



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #510 เมื่อ: 22, ตุลาคม, 2569, 02:27:03 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๐/๖๖)

(๗.๒) อาหาร ๓ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
คือ อาหารเกิดและหล่อเลี้ยงจิตใจของสัตว์ในกามภูมิ  หรือในรูปภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่มีรูปธรรมอยู่ด้วย
(๘) ผัสสะ ๖ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
คือ ผัสสะ ๖ ได้แก่ จักขุสัมผัส.. โสตสัมผัส..ฆานสัมผัส..ชิวหาสัมผัส..กายสัมผัส..มโนสัมผัส
-- ที่ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุเพราะ ใน อรูปธาตุ (หรืออรูปภพ) นั้น ไม่มีรูปขันธ์ จึงไม่มีประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายที่เป็นรูปธรรม
-- เมื่อไม่มีทวารรับสัมผัสทั้ง ๕ นี้ ผัสสะ ๕ ประการแรก จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้ มี ผัสสะ ๑ เดียว ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส (สัมผัสที่เกิดร่วมกับจิตทางใจ) เท่านั้น
(๘.๑) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุสัมผัสที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตในอรูปภพ (อรูปาวจรวิบากจิต, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต) ซึ่งทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางใจในอรูปภพนั้นๆ
(๘.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๘.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุสัมผัสทางฝ่ายโลกุตตระ (เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต) เป็นธรรมที่พ้นจากสามภพ จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภพไหน ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๘.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัสที่เกิดในภูมิอื่น ในกามธาตุ หรือในรูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๙) เวทนา ๖ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
คือ เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางทวารทั้ง ๖ ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางตา)..โสตสัมผัสสชาเวทนา..ฆานสัมผัสสชาเวทนา..ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา.. กายสัมผัสสชาเวทนา..มโนสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางใจ)
-- ในอรูปธาตุ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปกายหรือรูปธรรมใดๆ เลย ประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ อันได้แก่ประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกาย ไม่มีอยู่จริงในภูมินี้เลย
-- เมื่อไม่มีทวารหรืออายตนะสัมผัสทั้ง ๕ นี้ เวทนา ๕ ประการแรกที่ต้องเกิดร่วมกับการกระทบทางประสาทสัมผัสเหล่านั้น (จักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้นไป) จึงไม่สามารถเกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงเวทนาเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น คือเวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางใจ (มโนสัมผัสสชาเวทนา) ซึ่งสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุทางใจเท่านั้น
-- ดังนั้น เมื่อเวทนา ๕ ประการแรกไม่เกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมด เวทนา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๙.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ ซึ่งทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงนับเนื่องในอรูปธาตุ
(๙.๒) มโนวิญญาณธาตุ ที่ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๙.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ คือมโนวิญญาณธาตุที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ (เช่น มรรคจิต และผลจิต)  เป็นธรรมที่พ้นจากการนับเนื่องในภพหรือโลก) จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๙.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ในกามธาตุ (กามภูมิ) หรือรูปธาตุ (รูปภูมิ) ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๐) สัญญา ๖ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
-- สัญญา ๖ ความจำหมายอารมณ์ ได้แก่ รูปสัญญา (ความจำในรูป)..สัททสัญญา (ความจำในเสียง)..คันธสัญญา (ความจำในกลิ่น)..รสสัญญา (ความจำในรส)..โผฏฐัพพสัญญา (ความจำในโผฏฐัพพะ)..ธัมมสัญญา (ความจำในธรรมารมณ์)
-- ใน อรูปธาตุ เป็นภูมิที่มีเพียงนามธรรม ไม่มีรูปกายหรือรูปวัตถุใด ๆ เลย (ไม่มีรูปขันธ์) ส่งผลให้ในอรูปธาตุมีอายตนะเพียง ๒ ประการ คือ มนายตนะ และ ธรรมายตนะ เท่านั้น (ไม่มีประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกาย)
-- เมื่อไม่มีประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ และไม่มีการกระทบทางกายภาพ สัญญา ๕ ประการแรกที่ทำหน้าที่จำหมายอารมณ์ทางประสาทสัมผัสเหล่านั้น จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงสัญญาประการเดียวที่เกิดขึ้นทำงานร่วมกับอรูปนามขันธ์ คือ ธัมมสัญญา (ความจำหมายอารมณ์ทางใจ)
-- เมื่อสัญญา ๕ ประการในชุดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลุ่มของสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่า สัญญา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๐.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต ๔, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้ที่เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ) มโนวิญญาณธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงนับเนื่องในอรูปธาตุ


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ฝาตุ่ม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8280
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1387



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #511 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:46:51 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๑/๖๖)

(๑๐.๒) มโนวิญญาณธาตุ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๐.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ จิตรู้แจ้งทางใจที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต จัดเป็นธรรมที่พ้นจากภพและธาตุทั้งสาม จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๑๐.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ส่วนที่เป็นโลกิยะที่เกิดในกามธาตุ ,รูปธาตุ  ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๑) เจตนา ๖ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
-- เจตนา ๖ = ความจงใจหรือความมุ่งสู่อารมณ์ ๖ ได้แก่รูปสัญเจตนา (เจตนาในรูป)..สัททสัญเจตนา (เจตนาในเสียง)..คันธสัญเจตนา (เจตนาในกลิ่น)..รสสัญเจตนา (เจตนาในรส)..โผฏฐัพพสัญเจตนา (เจตนาในโผฏฐัพพะ)..ธรรมสัญเจตนา (เจตนาในธรรมารมณ์)
--ในอรูปธาตุ เป็นภูมิที่มีเพียงนามขันธ์เท่านั้น ไม่มีรูปกาย รูปขันธ์ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ ส่งผลให้อรูปธาตุไม่มีรูปธรรมที่เป็นอายตนะประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ (ได้แก่ จักษุ หู จมูก ลิ้น และกาย)
-- เมื่อไม่มีทวารรูปและวัตถุกระทบสัมผัสทางกายภาพ เจตนา ๕ ประการแรกที่ทำหน้าที่มุ่งสู่อารมณ์ภายนอกห้าอย่าง  จึงไม่สามารถเกิดขึ้นในอรูปธาตุได้เลย
--ในอรูปธาตุจึงปรากฏเจตนาได้เพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ธรรมสัญเจตนา (เจตนาในธรรมารมณ์) ซึ่งทำหน้าที่จงใจถูกต้องอารมณ์ทางใจร่วมกับอรูปนามขันธ์
ดังนั้น เมื่อเจตนา ๕ ประการแรกในชุดไม่เกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่าเจตนา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต ๔, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้ที่เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ)
-- ซึ่งมโนวิญญาณธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ที่นับเนื่องอยู่ในอรูปภพโดยตรง จึงจัดว่านับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๑.๒) มโนวิญญาณธาตุไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๑.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ จิตรู้แจ้งอารมณ์ทางใจที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต พ้นจากการนับเนื่องในภพและธาตุทั้งสาม จึงไม่จัดนับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๑๑.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ที่เป็นโลกิยะเกิดในกามธาตุ รูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๒) จิต ๖ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
จิต ๖=ได้แก่ จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ..กายวิญญาณ..มโนวิญญาณ
-- ใน อรูปธาตุ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ จึงไม่มีอายตนะ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย
-- เมื่อไม่มีทวารรูปสำหรับรับรู้ประสาทสัมผัส วิญญาณ ๕ ประการแรก จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงจิตประเภทเดียวที่สามารถเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ได้ คือ มโนวิญญาณธาตุ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางใจ)
-- ดังนั้น เมื่อจิต ๕ ประการแรกในชุดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่า จิต ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต หรือจิตของโยคาวจรผู้เข้าอรูปสมาบัติและผู้เกิดในอรูปภูมิ) จิตเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงจัดว่านับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๒.๒) มโนวิญญาณธาตุ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๒.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต พ้นจากการนับเนื่องในภพและธาตุทั้งสาม) จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ทั้งสิ้น
(๑๒.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ส่วนที่เป็นโลกิยะและจัดนับเนื่องอยู่ในกามธาตุ หรือในรูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
[๔] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นโลกิยะ ขันธ์ไหน เป็นโลกุตตระ ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นโลกิยะ จิตไหน เป็นโลกุตตระ.
(๑) รูปขันธ์ เป็นโลกิยะ = อย่างเดียวเท่านั้น
-- สาเหตุ เพราะรูปเป็นสภาพที่เสื่อมสลาย ถูกปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นอารมณ์ของอาสวกิเลสได้ ไม่สามารถเข้าถึงหรือเป็นสภาวะของพระนิพพาน (ซึ่งเป็นโลกุตตระ) ได้เลย
(๑.๑) นามขันธ์ ๔ เป็นโลกิยะก็มี
-- นามขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เกิดขึ้นกับจิตของปุถุชนหรือพระอริยบุคคลในขณะที่ยังเป็นไปในโลก (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร)
(๑.๒) นามขันธ์ ๔ เป็นโลกุตตระก็มี
-- เกิดขึ้นร่วมกับ โลกุตตรจิต (มรรคจิต ๔ และผลจิต ๔) ในขณะที่จิตกำลังประหารกิเลสหรือมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นามขันธ์ทั้ง ๔ ที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้นจะยกระดับเป็นโลกุตตระทั้งหมด


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ฝาตุ่ม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8280
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1387



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #512 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 05:18:12 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๒/๖๖)

(๒) อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ = โดยส่วนเดียว
-- อายตนะ ๑๐ นี้ เรียกว่า โอฬาริกายตนะ ๑๐ (อายตนะอันหยาบ) ได้แก่จักขายตนะ..รูปายตนะ (รูปารมณ์ แสง สี)..โสตายตนะ..สัททายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ (สัมผัสทางกาย)
-- เหตุผลที่เป็นโลกิยะเพียงอย่างเดียว เพราะรูปขันธ์ทั้งสิ้นเป็นโลกิยธรรม ที่ต้องชำรุดทรุดโทรมและแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
-- จัดเป็นอัพยากตะ (เป็นกลาง คือไม่ใช่กุศลหรืออกุศล) และเป็น อนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์รับรู้ในตัวเอง แต่เป็นตัวอารมณ์ให้จิตมารับรู้)
-- นับเนื่องในกามาวจรภูมิ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
(๒.๑) อายตนะ ๒ คือ มนายตนะและ ธรรมายตนะ เป็นโลกิยะก็มี
(๒.๑.๑) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นจิตที่ท่องเที่ยวไปในภูมิ ๓ คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต ซึ่งยังเนื่องอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวัฏ
~ มนายตนะ (ใจ, จิต, วิญญาณขันธ์) คือระบบการรับรู้ทางใจหรือตัวจิตทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์
~ ธรรมายตนะ (ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจรู้) = เจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร), รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ (สุขุมรูป), และอสังขตธาตุ (พระนิพพาน)
(๒.๑.๒) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร) และรูปธรรมบางส่วนที่ยังประกอบกับจิตฝ่ายโลกีย์
(๒.๒) อายตนะ ๒ เป็นโลกุตระก็มี
(๒.๒.๑) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นจิตที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ (มรรคจิตและผลจิต) ในขณะบรรลุธรรมและรู้แจ้งพระนิพพาน
(๒.๒.๒) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกับมรรคจิตและผลจิตในขณะที่บรรลุธรรม หรือเมื่อเป็น อสังขตธาตุ (พระนิพพาน) ที่เป็นสภาวะดับไปแห่งกิเลสทั้งปวง (ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) ซึ่งพ้นไปจากสภาวะของโลกโดยเด็ดขาด
(๓) ธาตุ ๑๖ เป็นโลกิยะ อย่างเดียว
-- คือ จักษุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ, สัททธาตุ, คันธธาตุ, รสธาตุ, โผฏฐัพพธาตุ..จักษุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญาณธาตุ..มโนธาตุ
-- เพราะธาตุเหล่านี้จัดเป็นสภาวะธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในโลกิยภูมิ 
-- ไม่สามารถนับเนื่องหรือเข้าถึงสภาวะที่พ้นโลก (โลกุตระ) ได้ด้วยตัวเอง จึงมีฐานะเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว
(๓.๑) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกิยะ
 -- ธาตุ ๒ คือ ธรรมธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นได้ในภูมิทั้ง ๔ (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร และโลกุตตระ) จึงเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ
~ ธรรมธาตุ = ประกอบไปด้วย เจตสิก (เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์), สุขุมรูป ๑๖ และ พระนิพพาน
(๓.๑.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ สุขุมรูป ๑๖ และเจตสิกทั้งหลายที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกิยะ
(๓.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกิยะ เกิดร่วมกับความโลภ โกรธ หลง (อกุศลจิต) หรือจิตที่เป็นกุศลและวิบากฝ่ายโลกีย์ทั้งหลาย
~ มโนวิญญาณธาตุ = คือสภาวะการรับรู้ทางใจหรือจิตมโนวิญญาณทั้งหมด
(๓.๒) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกุตตระ
(๓.๒.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกุตตระคือ พระนิพพาน (ซึ่งมีสภาวะเป็นอสังขตธาตุอย่างแท้จริง) และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกุตระ
(๓.๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ จิตที่ก้าวข้ามพ้นโลกและแทงตลอดอริยสัจธรรม คือ โลกุตตรมรรคจิต ๔ และ โลกุตตรผลจิต ๔
(๔) สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ
คือสัจจะ สองข้อแรก เป็นไปในฝ่ายวัฏฏะหรือการหมุนเวียนในสังสารวัฏ ประกอบด้วย
(๔.๑) ทุกขอริยสัจ (ทุกขสัจจะ) = คือความจริงเรื่องทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ หรือนามรูป ที่ชำรุดและแตกสลายไปตามธรรมชาติ
(๔.๒) ทุกขสมุทยอริยสัจ (สมุทยสัจจะ) = คือความจริงเรื่องเหตุเกิดแห่งทุกข์ ได้แก่ ตัณหา
(๔.๓) สัจจะ ๒ เป็นโลกุตระ (หรือวิวัฏฏสัจจะ)
คือสัจจะที่เป็นไปในฝ่ายวิวัฏฏะหรือกระบวนการหลุดพ้นและนำออกไปจากโลก  ได้แก่
ทุกขนิโรธอริยสัจ (นิโรธสัจจะ) = คือความจริงเรื่องการดับทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน
(๔.๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรคสัจจะ) = คือความจริงเรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 33 34 [35]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.185 วินาที กับ 38 คำสั่ง
กำลังโหลด...