|
แสงประภัสสร
|
Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๒/๖๖)
(๒) อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ = โดยส่วนเดียว -- อายตนะ ๑๐ นี้ เรียกว่า โอฬาริกายตนะ ๑๐ (อายตนะอันหยาบ) ได้แก่จักขายตนะ..รูปายตนะ (รูปารมณ์ แสง สี)..โสตายตนะ..สัททายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ (สัมผัสทางกาย) -- เหตุผลที่เป็นโลกิยะเพียงอย่างเดียว เพราะรูปขันธ์ทั้งสิ้นเป็นโลกิยธรรม ที่ต้องชำรุดทรุดโทรมและแปรปรวนไปเป็นธรรมดา -- จัดเป็นอัพยากตะ (เป็นกลาง คือไม่ใช่กุศลหรืออกุศล) และเป็น อนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์รับรู้ในตัวเอง แต่เป็นตัวอารมณ์ให้จิตมารับรู้) -- นับเนื่องในกามาวจรภูมิ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (๒.๑) อายตนะ ๒ คือ มนายตนะและ ธรรมายตนะ เป็นโลกิยะก็มี (๒.๑.๑) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นจิตที่ท่องเที่ยวไปในภูมิ ๓ คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต ซึ่งยังเนื่องอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวัฏ ~ มนายตนะ (ใจ, จิต, วิญญาณขันธ์) คือระบบการรับรู้ทางใจหรือตัวจิตทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ ~ ธรรมายตนะ (ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจรู้) = เจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร), รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ (สุขุมรูป), และอสังขตธาตุ (พระนิพพาน) (๒.๑.๒) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร) และรูปธรรมบางส่วนที่ยังประกอบกับจิตฝ่ายโลกีย์ (๒.๒) อายตนะ ๒ เป็นโลกุตระก็มี (๒.๒.๑) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นจิตที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ (มรรคจิตและผลจิต) ในขณะบรรลุธรรมและรู้แจ้งพระนิพพาน (๒.๒.๒) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกับมรรคจิตและผลจิตในขณะที่บรรลุธรรม หรือเมื่อเป็น อสังขตธาตุ (พระนิพพาน) ที่เป็นสภาวะดับไปแห่งกิเลสทั้งปวง (ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) ซึ่งพ้นไปจากสภาวะของโลกโดยเด็ดขาด (๓) ธาตุ ๑๖ เป็นโลกิยะ อย่างเดียว -- คือ จักษุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ, สัททธาตุ, คันธธาตุ, รสธาตุ, โผฏฐัพพธาตุ..จักษุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญาณธาตุ..มโนธาตุ -- เพราะธาตุเหล่านี้จัดเป็นสภาวะธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในโลกิยภูมิ -- ไม่สามารถนับเนื่องหรือเข้าถึงสภาวะที่พ้นโลก (โลกุตระ) ได้ด้วยตัวเอง จึงมีฐานะเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว (๓.๑) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกิยะ -- ธาตุ ๒ คือ ธรรมธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นได้ในภูมิทั้ง ๔ (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร และโลกุตตระ) จึงเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ ~ ธรรมธาตุ = ประกอบไปด้วย เจตสิก (เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์), สุขุมรูป ๑๖ และ พระนิพพาน (๓.๑.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ สุขุมรูป ๑๖ และเจตสิกทั้งหลายที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกิยะ (๓.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกิยะ เกิดร่วมกับความโลภ โกรธ หลง (อกุศลจิต) หรือจิตที่เป็นกุศลและวิบากฝ่ายโลกีย์ทั้งหลาย ~ มโนวิญญาณธาตุ = คือสภาวะการรับรู้ทางใจหรือจิตมโนวิญญาณทั้งหมด (๓.๒) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกุตตระ (๓.๒.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกุตตระคือ พระนิพพาน (ซึ่งมีสภาวะเป็นอสังขตธาตุอย่างแท้จริง) และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกุตระ (๓.๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ จิตที่ก้าวข้ามพ้นโลกและแทงตลอดอริยสัจธรรม คือ โลกุตตรมรรคจิต ๔ และ โลกุตตรผลจิต ๔ (๔) สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ คือสัจจะ สองข้อแรก เป็นไปในฝ่ายวัฏฏะหรือการหมุนเวียนในสังสารวัฏ ประกอบด้วย (๔.๑) ทุกขอริยสัจ (ทุกขสัจจะ) = คือความจริงเรื่องทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ หรือนามรูป ที่ชำรุดและแตกสลายไปตามธรรมชาติ (๔.๒) ทุกขสมุทยอริยสัจ (สมุทยสัจจะ) = คือความจริงเรื่องเหตุเกิดแห่งทุกข์ ได้แก่ ตัณหา (๔.๓) สัจจะ ๒ เป็นโลกุตระ (หรือวิวัฏฏสัจจะ) คือสัจจะที่เป็นไปในฝ่ายวิวัฏฏะหรือกระบวนการหลุดพ้นและนำออกไปจากโลก ได้แก่ ทุกขนิโรธอริยสัจ (นิโรธสัจจะ) = คือความจริงเรื่องการดับทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน (๔.๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรคสัจจะ) = คือความจริงเรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘
|