Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> กลอนธรรมะ-สุภาษิต-ปรัชญา-คำคม >> อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
หน้า: 1 ... 33 34 [35]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา  (อ่าน 337405 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 16 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #510 เมื่อ: 22, ตุลาคม, 2569, 02:27:03 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๐/๖๖)

(๗.๒) อาหาร ๓ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
คือ อาหารเกิดและหล่อเลี้ยงจิตใจของสัตว์ในกามภูมิ  หรือในรูปภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่มีรูปธรรมอยู่ด้วย
(๘) ผัสสะ ๖ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
คือ ผัสสะ ๖ ได้แก่ จักขุสัมผัส.. โสตสัมผัส..ฆานสัมผัส..ชิวหาสัมผัส..กายสัมผัส..มโนสัมผัส
-- ที่ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุเพราะ ใน อรูปธาตุ (หรืออรูปภพ) นั้น ไม่มีรูปขันธ์ จึงไม่มีประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายที่เป็นรูปธรรม
-- เมื่อไม่มีทวารรับสัมผัสทั้ง ๕ นี้ ผัสสะ ๕ ประการแรก จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้ มี ผัสสะ ๑ เดียว ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส (สัมผัสที่เกิดร่วมกับจิตทางใจ) เท่านั้น
(๘.๑) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุสัมผัสที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตในอรูปภพ (อรูปาวจรวิบากจิต, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต) ซึ่งทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางใจในอรูปภพนั้นๆ
(๘.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๘.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุสัมผัสทางฝ่ายโลกุตตระ (เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต) เป็นธรรมที่พ้นจากสามภพ จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภพไหน ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๘.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัสที่เกิดในภูมิอื่น ในกามธาตุ หรือในรูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๙) เวทนา ๖ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
คือ เวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางทวารทั้ง ๖ ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางตา)..โสตสัมผัสสชาเวทนา..ฆานสัมผัสสชาเวทนา..ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา.. กายสัมผัสสชาเวทนา..มโนสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางใจ)
-- ในอรูปธาตุ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปกายหรือรูปธรรมใดๆ เลย ประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ อันได้แก่ประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกาย ไม่มีอยู่จริงในภูมินี้เลย
-- เมื่อไม่มีทวารหรืออายตนะสัมผัสทั้ง ๕ นี้ เวทนา ๕ ประการแรกที่ต้องเกิดร่วมกับการกระทบทางประสาทสัมผัสเหล่านั้น (จักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้นไป) จึงไม่สามารถเกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงเวทนาเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้น คือเวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางใจ (มโนสัมผัสสชาเวทนา) ซึ่งสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณธาตุทางใจเท่านั้น
-- ดังนั้น เมื่อเวทนา ๕ ประการแรกไม่เกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมด เวทนา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๙.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ ซึ่งทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงนับเนื่องในอรูปธาตุ
(๙.๒) มโนวิญญาณธาตุ ที่ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๙.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ คือมโนวิญญาณธาตุที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ (เช่น มรรคจิต และผลจิต)  เป็นธรรมที่พ้นจากการนับเนื่องในภพหรือโลก) จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๙.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ในกามธาตุ (กามภูมิ) หรือรูปธาตุ (รูปภูมิ) ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๐) สัญญา ๖ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
-- สัญญา ๖ ความจำหมายอารมณ์ ได้แก่ รูปสัญญา (ความจำในรูป)..สัททสัญญา (ความจำในเสียง)..คันธสัญญา (ความจำในกลิ่น)..รสสัญญา (ความจำในรส)..โผฏฐัพพสัญญา (ความจำในโผฏฐัพพะ)..ธัมมสัญญา (ความจำในธรรมารมณ์)
-- ใน อรูปธาตุ เป็นภูมิที่มีเพียงนามธรรม ไม่มีรูปกายหรือรูปวัตถุใด ๆ เลย (ไม่มีรูปขันธ์) ส่งผลให้ในอรูปธาตุมีอายตนะเพียง ๒ ประการ คือ มนายตนะ และ ธรรมายตนะ เท่านั้น (ไม่มีประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกาย)
-- เมื่อไม่มีประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ และไม่มีการกระทบทางกายภาพ สัญญา ๕ ประการแรกที่ทำหน้าที่จำหมายอารมณ์ทางประสาทสัมผัสเหล่านั้น จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงสัญญาประการเดียวที่เกิดขึ้นทำงานร่วมกับอรูปนามขันธ์ คือ ธัมมสัญญา (ความจำหมายอารมณ์ทางใจ)
-- เมื่อสัญญา ๕ ประการในชุดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลุ่มของสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่า สัญญา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๐.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต ๔, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้ที่เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ) มโนวิญญาณธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงนับเนื่องในอรูปธาตุ


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ฝาตุ่ม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..

แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #511 เมื่อ: 23, ตุลาคม, 2569, 08:46:51 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๑/๖๖)

(๑๐.๒) มโนวิญญาณธาตุ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๐.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ จิตรู้แจ้งทางใจที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต จัดเป็นธรรมที่พ้นจากภพและธาตุทั้งสาม จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๑๐.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ส่วนที่เป็นโลกิยะที่เกิดในกามธาตุ ,รูปธาตุ  ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๑) เจตนา ๖ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
-- เจตนา ๖ = ความจงใจหรือความมุ่งสู่อารมณ์ ๖ ได้แก่รูปสัญเจตนา (เจตนาในรูป)..สัททสัญเจตนา (เจตนาในเสียง)..คันธสัญเจตนา (เจตนาในกลิ่น)..รสสัญเจตนา (เจตนาในรส)..โผฏฐัพพสัญเจตนา (เจตนาในโผฏฐัพพะ)..ธรรมสัญเจตนา (เจตนาในธรรมารมณ์)
--ในอรูปธาตุ เป็นภูมิที่มีเพียงนามขันธ์เท่านั้น ไม่มีรูปกาย รูปขันธ์ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ ส่งผลให้อรูปธาตุไม่มีรูปธรรมที่เป็นอายตนะประสาทรับสัมผัสทั้ง ๕ (ได้แก่ จักษุ หู จมูก ลิ้น และกาย)
-- เมื่อไม่มีทวารรูปและวัตถุกระทบสัมผัสทางกายภาพ เจตนา ๕ ประการแรกที่ทำหน้าที่มุ่งสู่อารมณ์ภายนอกห้าอย่าง  จึงไม่สามารถเกิดขึ้นในอรูปธาตุได้เลย
--ในอรูปธาตุจึงปรากฏเจตนาได้เพียงประการเดียวเท่านั้น คือ ธรรมสัญเจตนา (เจตนาในธรรมารมณ์) ซึ่งทำหน้าที่จงใจถูกต้องอารมณ์ทางใจร่วมกับอรูปนามขันธ์
ดังนั้น เมื่อเจตนา ๕ ประการแรกในชุดไม่เกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่าเจตนา ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเจตสิกในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต ๔, อรูปาวจรกุศลจิต หรืออรูปาวจรกิริยาจิต ของผู้ที่เกิดในอรูปภูมิหรือผู้เข้าอรูปสมาบัติ)
-- ซึ่งมโนวิญญาณธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ที่นับเนื่องอยู่ในอรูปภพโดยตรง จึงจัดว่านับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๑.๒) มโนวิญญาณธาตุไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๑.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ จิตรู้แจ้งอารมณ์ทางใจที่เป็นฝ่ายโลกุตตระ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต พ้นจากการนับเนื่องในภพและธาตุทั้งสาม จึงไม่จัดนับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ
(๑๑.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ที่เป็นโลกิยะเกิดในกามธาตุ รูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
(๑๒) จิต ๖ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
จิต ๖=ได้แก่ จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ..กายวิญญาณ..มโนวิญญาณ
-- ใน อรูปธาตุ เป็นภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ จึงไม่มีอายตนะ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย
-- เมื่อไม่มีทวารรูปสำหรับรับรู้ประสาทสัมผัส วิญญาณ ๕ ประการแรก จึงไม่เกิดขึ้นในอรูปธาตุได้
-- ในอรูปธาตุจึงมีเพียงจิตประเภทเดียวที่สามารถเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ได้ คือ มโนวิญญาณธาตุ (ความรู้แจ้งอารมณ์ทางใจ)
-- ดังนั้น เมื่อจิต ๕ ประการแรกในชุดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลุ่มสภาพธรรมทั้งหมดที่เรียกรวมกันว่า จิต ๖ จึงถือว่าไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุที่เป็นฝ่ายโลกิยะ ที่เกิดขึ้นในอรูปภพ (เช่น อรูปาวจรวิบากจิต หรือจิตของโยคาวจรผู้เข้าอรูปสมาบัติและผู้เกิดในอรูปภูมิ) จิตเหล่านี้ทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์ในอรูปภูมิโดยตรง จึงจัดว่านับเนื่องในอรูปธาตุ
(๑๒.๒) มโนวิญญาณธาตุ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี
(๑๒.๒.๑) โลกุตตรมโนวิญญาณธาตุ เกิดร่วมกับมรรคจิตหรือผลจิต พ้นจากการนับเนื่องในภพและธาตุทั้งสาม) จึงไม่จัดว่านับเนื่องในภูมิหรือธาตุใด ๆ ทั้งสิ้น
(๑๒.๒.๒) มโนวิญญาณธาตุที่เกิดในภูมิอื่น ส่วนที่เป็นโลกิยะและจัดนับเนื่องอยู่ในกามธาตุ หรือในรูปธาตุ ย่อมไม่นับเนื่องในอรูปธาตุนี้
[๔] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นโลกิยะ ขันธ์ไหน เป็นโลกุตตระ ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นโลกิยะ จิตไหน เป็นโลกุตตระ.
(๑) รูปขันธ์ เป็นโลกิยะ = อย่างเดียวเท่านั้น
-- สาเหตุ เพราะรูปเป็นสภาพที่เสื่อมสลาย ถูกปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นอารมณ์ของอาสวกิเลสได้ ไม่สามารถเข้าถึงหรือเป็นสภาวะของพระนิพพาน (ซึ่งเป็นโลกุตตระ) ได้เลย
(๑.๑) นามขันธ์ ๔ เป็นโลกิยะก็มี
-- นามขันธ์ ๔ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เกิดขึ้นกับจิตของปุถุชนหรือพระอริยบุคคลในขณะที่ยังเป็นไปในโลก (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร)
(๑.๒) นามขันธ์ ๔ เป็นโลกุตตระก็มี
-- เกิดขึ้นร่วมกับ โลกุตตรจิต (มรรคจิต ๔ และผลจิต ๔) ในขณะที่จิตกำลังประหารกิเลสหรือมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ นามขันธ์ทั้ง ๔ ที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้นจะยกระดับเป็นโลกุตตระทั้งหมด


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, ฝาตุ่ม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #512 เมื่อ: 23, ตุลาคม, 2569, 05:18:12 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๒/๖๖)

(๒) อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ = โดยส่วนเดียว
-- อายตนะ ๑๐ นี้ เรียกว่า โอฬาริกายตนะ ๑๐ (อายตนะอันหยาบ) ได้แก่จักขายตนะ..รูปายตนะ (รูปารมณ์ แสง สี)..โสตายตนะ..สัททายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ (สัมผัสทางกาย)
-- เหตุผลที่เป็นโลกิยะเพียงอย่างเดียว เพราะรูปขันธ์ทั้งสิ้นเป็นโลกิยธรรม ที่ต้องชำรุดทรุดโทรมและแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
-- จัดเป็นอัพยากตะ (เป็นกลาง คือไม่ใช่กุศลหรืออกุศล) และเป็น อนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์รับรู้ในตัวเอง แต่เป็นตัวอารมณ์ให้จิตมารับรู้)
-- นับเนื่องในกามาวจรภูมิ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
(๒.๑) อายตนะ ๒ คือ มนายตนะและ ธรรมายตนะ เป็นโลกิยะก็มี
(๒.๑.๑) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นจิตที่ท่องเที่ยวไปในภูมิ ๓ คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต ซึ่งยังเนื่องอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในสงสารวัฏ
~ มนายตนะ (ใจ, จิต, วิญญาณขันธ์) คือระบบการรับรู้ทางใจหรือตัวจิตทำหน้าที่รู้แจ้งอารมณ์
~ ธรรมายตนะ (ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจรู้) = เจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร), รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ (สุขุมรูป), และอสังขตธาตุ (พระนิพพาน)
(๒.๑.๒) ที่เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรม (เวทนา สัญญา สังขาร) และรูปธรรมบางส่วนที่ยังประกอบกับจิตฝ่ายโลกีย์
(๒.๒) อายตนะ ๒ เป็นโลกุตระก็มี
(๒.๒.๑) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นจิตที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ (มรรคจิตและผลจิต) ในขณะบรรลุธรรมและรู้แจ้งพระนิพพาน
(๒.๒.๒) ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเป็นกลุ่มเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นร่วมกับมรรคจิตและผลจิตในขณะที่บรรลุธรรม หรือเมื่อเป็น อสังขตธาตุ (พระนิพพาน) ที่เป็นสภาวะดับไปแห่งกิเลสทั้งปวง (ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) ซึ่งพ้นไปจากสภาวะของโลกโดยเด็ดขาด
(๓) ธาตุ ๑๖ เป็นโลกิยะ อย่างเดียว
-- คือ จักษุธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..ชิวหาธาตุ..กายธาตุ..รูปธาตุ, สัททธาตุ, คันธธาตุ, รสธาตุ, โผฏฐัพพธาตุ..จักษุวิญญาณธาตุ..โสตวิญญาณธาตุ..ฆานวิญญาณธาตุ..ชิวหาวิญญาณธาตุ..กายวิญาณธาตุ..มโนธาตุ
-- เพราะธาตุเหล่านี้จัดเป็นสภาวะธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในโลกิยภูมิ 
-- ไม่สามารถนับเนื่องหรือเข้าถึงสภาวะที่พ้นโลก (โลกุตระ) ได้ด้วยตัวเอง จึงมีฐานะเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว
(๓.๑) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกิยะ
 -- ธาตุ ๒ คือ ธรรมธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นได้ในภูมิทั้ง ๔ (กามาวจร, รูปาวจร, อรูปาวจร และโลกุตตระ) จึงเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ
~ ธรรมธาตุ = ประกอบไปด้วย เจตสิก (เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์), สุขุมรูป ๑๖ และ พระนิพพาน
(๓.๑.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกิยะ ได้แก่ สุขุมรูป ๑๖ และเจตสิกทั้งหลายที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกิยะ
(๓.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกิยะ เกิดร่วมกับความโลภ โกรธ หลง (อกุศลจิต) หรือจิตที่เป็นกุศลและวิบากฝ่ายโลกีย์ทั้งหลาย
~ มโนวิญญาณธาตุ = คือสภาวะการรับรู้ทางใจหรือจิตมโนวิญญาณทั้งหมด
(๓.๒) ธาตุ ๒ ที่เป็นโลกุตตระ
(๓.๒.๑) ธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นโลกุตตระคือ พระนิพพาน (ซึ่งมีสภาวะเป็นอสังขตธาตุอย่างแท้จริง) และเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตฝ่ายโลกุตระ
(๓.๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นโลกุตตระ ได้แก่ จิตที่ก้าวข้ามพ้นโลกและแทงตลอดอริยสัจธรรม คือ โลกุตตรมรรคจิต ๔ และ โลกุตตรผลจิต ๔
(๔) สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ
คือสัจจะ สองข้อแรก เป็นไปในฝ่ายวัฏฏะหรือการหมุนเวียนในสังสารวัฏ ประกอบด้วย
(๔.๑) ทุกขอริยสัจ (ทุกขสัจจะ) = คือความจริงเรื่องทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ หรือนามรูป ที่ชำรุดและแตกสลายไปตามธรรมชาติ
(๔.๒) ทุกขสมุทยอริยสัจ (สมุทยสัจจะ) = คือความจริงเรื่องเหตุเกิดแห่งทุกข์ ได้แก่ ตัณหา
(๔.๓) สัจจะ ๒ เป็นโลกุตระ (หรือวิวัฏฏสัจจะ)
คือสัจจะที่เป็นไปในฝ่ายวิวัฏฏะหรือกระบวนการหลุดพ้นและนำออกไปจากโลก  ได้แก่
ทุกขนิโรธอริยสัจ (นิโรธสัจจะ) = คือความจริงเรื่องการดับทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน
(๔.๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรคสัจจะ) = คือความจริงเรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #513 เมื่อ: 24, ตุลาคม, 2569, 12:12:47 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๓/๖๖)

(๕) อินทรีย์ ๑๐ เป็นโลกิยะ
ที่นับเนื่องในกามาวจรภูมิอย่างเดียว ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์.. อิตถินทรีย์(ความเป็นใหญ่แห่งเพศหญิง)..ปุริสินทรีย์ (ความเป็นใหญ่แห่งเพศชาย)..สุขินทรีย์..ทุกขินทรีย์..โทมนัสสินทรีย์
(๕.๑) อินทรีย์ ๓ เป็นโลกุตตระ
คือ นำไปสู่ความหลุดพ้นและเหนือโลก มี ๓ ประการ ได้แก่
(๕.๑.๑) อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์แห่งปัญญาของผู้ปฏิบัติในขั้นโสดาปัตติมรรค โดยตั้งจิตว่า “เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้”
(๕.๑.๒) อัญญินทรีย์ (อินทรีย์แห่งปัญญาที่เป็นใหญ่ในการรู้ทั่วสัจธรรมที่เคยเห็นแล้ว ตั้งแต่ระดับโสดาปัตติผลไปจนถึงอรหัตมรรค)
(๕.๑.๓) อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์แห่งปัญญาที่เป็นใหญ่ในความเป็นผู้รู้แจ้งสัจจะอย่างบริบูรณ์ของพระขีณาสพในขั้นอรหัตผล)
(๕.๒) อินทรีย์ ๙ ที่เป็น "โลกิยะก็มี.. เป็นโลกุตระก็มี"
มีอินทรีย์ระคนกัน สามารถทำงานร่วมกับจิตที่เป็นฝ่ายโลกิยะ (การทำสมาธิขั้นโลกีย์) และทำงานร่วมกับจิตฝ่ายโลกุตระ (พระอริยบุคคลในมรรคผล) มี ๙ ประการ ได้แก่
-- มนินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือใจหรือลักษณะการรู้อารมณ์)
-- ชีวิตินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือชีวิตหรือการรักษาประคองธรรมที่เกิดร่วมกัน)
--โสมนัสสินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความสุขทางใจ)
-- อุเปกขินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความรู้สึกเป็นกลาง)
-- สัทธินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความเชื่อ/ศรัทธา)
-- วิริยินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความเพียรพยายาม)
-- สตินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความระลึกได้มั่นคง)
-- สมาธินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือความตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่าน)
-- ปัญญินทรีย์ (ความเป็นใหญ่คือการเห็นสภาวะตามจริง)
(๖) อกุศลเหตุ ๓ เป็นโลกิยะ
ประกอบด้วยสภาวธรรม คือ โลภะ..โทสะ..โมหะ
-- เป็นธรรมที่มีโทษและมีทุกข์เป็นวิบากผล ร้อยรัดสัตว์ไว้ในวัฏฏะอย่างเหนียวแน่น
 -- อกุศลเหตุเหล่านี้จะไม่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิตอันบริสุทธิ์และพ้นจากกิเลสทั้งปวงได้เลย
(๖.๑) เหตุ ๖ เป็นโลกิยะก็มี.. เป็นโลกุตตระก็มีประกอบด้วย
-- อกุศลเหตุ ๓ (โลภะ โทสะ โมหะ)
-- กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)
-- หรือ อัพยากตเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบากหรือกิริยาอัพยากฤต)
เหตุทั้ง ๖ นี้ จึงมีสภาวะที่เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ ขึ้นอยู่กับระดับของจิตที่เข้าไปประกอบ ดังนี้:
(๖.๑.๑) ที่เป็นโลกิยะ (โลกิยธรรม)
-- อกุศลเหตุ ๓ (โลภะ โทสะ โมหะ) ทั้งหมดจัดเป็นโลกิยะอย่างเด็ดขาด
-- กุศลเหตุ ๓ และอัพยากตเหตุ ๓ ที่เกิดร่วมกับจิตในฝ่ายโลกิยะ (ได้แก่ จิตในระดับกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นไปกับด้วยอาสวะ)
(๖.๑.๒) ที่เป็นโลกุตระ
-- กุศลเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายกุศล)
-- และ อัพยากตเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ฝ่ายวิบาก) ที่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิตในขณะแห่งอริยมรรคและอริยมรรคผล
 ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์และข้ามพ้นจากโลกทั้งสาม
(๗) กพฬิงการาหาร เป็นโลกิยะ
โดยชาติจัดเป็น อัพยากตะ (อัพ และโดยภูมิจัดอยู่ใน กามาวจรภูมิเท่านั้น
(๗.๑) อาหาร ๓ เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ
เป็นอาหารที่เป็นนามธรรมที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตกับจิตใจ ได้แก่
-- ผัสสาหาร - การกระทบอารมณ์ทางประสาทสัมผัส
 -- มโนสัญเจตนาหาร - เจตนาหรือความจงใจทางจิตในการประมวลกรรม
-- วิญญาณาหาร - ตัวจิตหรือความรู้แจ้งอารมณ์
นามอาหารทั้ง ๓ นี้ ว่าโดยชาติสามารถจำแนกได้ครบทั้ง ๔ ชาติ คือ กุศล อกุศล วิบาก และกิริยา และว่าโดยภูมิสามารถแผ่ไปได้ทั้ง ๔ ภูมิ คือ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตระ
(๗.๑.๑) เมื่ออาหาร ๓ นี้ เกิดขึ้นในสภาวจิตที่เป็นโลกิยภูมิ ย่อมจัดเป็นโลกิยธรรม
(๗.๑.๒) แต่เมื่ออาหารทั้ง ๓ นี้ เกิดขึ้นร่วมกับ โลกุตตรมรรคและโลกุตตรผล ย่อมจัดเป็น โลกุตตรธรรม
(๘) ผัสสะ ๖ เป็นโลกิยะ
-- ปัญจทวารสัมผัสทั้ง ๕ จักขุสัมผัส..โสตสัมผัส..ฆานสัมผัส..ชิวหาสัมผัส..กายสัมผัส  เป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว
-- เกิดขึ้นเพราะอาศัยประสาทรูป ๕ และอารมณ์ภายนอก ๕ ซึ่งล้วนสงเคราะห์อยู่ในฝ่ายโลกิยะ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #514 เมื่อ: 24, ตุลาคม, 2569, 06:05:19 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๔/๖๖)

(๘.๑) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส (หรือ มโนสัมผัส) สามารถเป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ
(๘.๑.๑) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็น โลกิยะ
-- มโนสัมผัส มีหทยวัตถุเป็นที่อาศัยเกิดก็มี ไม่มีวัตถุก็มี และทั้งหมดจัดเป็นผัสสะที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔ ซึ่งครอบคลุมทั้งภูมิที่เป็นโลกิย์ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ)
(๘.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส
ที่เป็นโลกุตระ เมื่อเกิดร่วมกับโลกุตตรธรรมที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ (เช่น มรรคผล และโลกุตตรวิบาก ๔)
(๙) เวทนา ๖ เป็นโลกิยะ
คือเวทนาที่เกิดจากสัมผัสทางทวารทั้ง ๖ (ตั้งแต่จักขุสัมผัสสชาเวทนา ไปจนถึง มโนสัมผัสสชาเวทนา)
(๙.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี.. เป็นโลกุตตระก็มี
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมโนวิญญาณธาตุ (รวมถึงธรรมธาตุ) เป็นสภาวธรรมที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ทางใจ ครอบคลุมการรับรู้ที่กว้างขวาง สามารถไปในภูมิทั้ง ๔ คือท่องเที่ยวไปได้ทั้งในภูมิที่เป็นโลกิยะ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ)
(๙.๒) และเมื่อทำฌานให้เป็นบาทฐานแล้วเกิดมรรคผล จิตย่อมแล่นไปสู่โลกุตรภูมิ ทำให้มโนวิญญาณธาตุเข้าถึงความเป็นโลกุตระได้ด้วย
(๑๐) สัญญา ๖ เป็นโลกิยะ
-- คือ ความจำได้หมายรู้ในอารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูปสัญญา..สัททสัญญา..คันธสัญญา..รสสัญญา..โผฏฐัพพสัญญา..ธัมมสัญญา
-- เป็นธรรมในภูมิ ๓ กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ) ล้วนจัดเป็นโลกิยะ ยังเป็นสภาวธรรมที่นับเนื่องอยู่ในภพและเป็นอารมณ์ของอาสวะ
(๑๐.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี
(๑๐.๑.๑) มโนวิญญาณธาตุจึงเป็นโลกิยะ เมื่อทำหน้าที่รู้อารมณ์ที่เป็นโลกีย์ (กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิ)
(๑๐.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุสัมผัส จะเป็นโลกุตตระเมื่อเกิดร่วมในขณะแห่งมรรคและผลที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
(๑๑) เจตนา ๖ เป็นโลกิยะ
-- เจตนา ๖ = ความจงใจที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางการรับรู้และอารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ รูปสัญเจตนา..สัททสัญเจตนา.. คันธสัญเจตนา.. รสสัญเจตนา.. โผฏฐัพพสัญเจตนา..ธัมมสัญเจตนา
-- จัดเป็น โลกิยะ (วนเวียนอยู่ในโลกีย์ ข้องเกี่ยวในกาม รูป หรืออรูป) เท่านั้น
(๑๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี
คือ จิตที่รับรู้เรื่องราวทางใจ มีทั้งที่เป็น โลกิยะ (จิตใจทั่วไปของปุถุชนและผู้ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง)
(๑๑.๒) มโนวิญญาณธาตุเป็น โลกุตตระก็มี
คือ จิตที่เกิดร่วมกับมรรคจิต ผลจิต ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ พ้นจากวัฏสงสาร
(๑๒) จิต ๖ เป็นโลกิยะ
จักขุวิญญาณ..โสตวิญญาณ..ฆานวิญญาณ..ชิวหาวิญญาณ..กายวิญญาณ..มโนธาตุ (จิตที่ทำหน้าที่รับช่วงอารมณ์ต่อจากวิญญาณ)
-- เหตุผลที่เป็นโลกิยะ จิตทั้ง ๖ ประเภทนี้ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์เฉพาะทางประสาทสัมผัสภายนอกและรับช่วงอารมณ์ในปัญจทวารเท่านั้น จึงไม่สามารถหยั่งรู้หรือมีโลกุตรธรรม (เช่น พระนิพพาน) เป็นอารมณ์ได้เลย
(๑๒.๑) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตระก็มี
ธาตุ ๒ เท่านั้นที่เป็นได้ทั้งโลกิยะและโลกุตระ คือ มโนวิญญาณธาตุ และ ธรรมธาตุ
(๑๒.๑.๑) มโนวิญญาณธาตุ เมื่อเป็นโลกิยะ จะทำหน้าที่รับรู้ปรุงแต่ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เป็นไปในภพสาม (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) จิตดวงนั้นจะทำหน้าที่เป็นโลกิยจิต
(๑๒.๑.๒) มโนวิญญาณธาตุ เป็นโลกุตระก็มี
-- มโนวิญญาณธาตุ สัมปยุตด้วยอริยมรรคและอริยผล (มรรคจิต ๔ และผลจิต ๔) ทำหน้าที่ประหารกิเลสและมีพระนิพพานเป็นอารมณ์โดยตรง มโนวิญญาณธาตุในขณะนั้นจะจัดเป็นโลกุตระ
[ง] วิชชมานาวิชชมานวาระ = วาระที่ว่าด้วยการจำแนกสภาวธรรมที่มีอยู่จริงคู่กับสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น การถาม-ตอบถึงขันธ์ ธาตุ หรืออายตนะที่เกิดขึ้นและปรากฏในภูมิต่าง ๆ ตามความเป็นจริง
[๑] ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไรย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไรย่อมเกิดปรากฏ
(๑) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
(๑.๑) ขันธ์ ๕ ประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
(๑.๒)ในขณะที่เกิด ในกามธาตุ ยังมีธรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย โดยสัตว์แต่ละจำพวกจะมีธรรมที่ปรากฏแตกต่างกันออกไปตามความสมบูรณ์ของร่างกายและประเภทของปฏิสนธิ ดังนี้


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #515 เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 07:28:11 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๕/๖๖)

(๑.๒.๑) สัจจะ ที่ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
-- ทุกขสัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกในขณะเกิด  อินทรีย์และเหตุที่ปรากฏ
-- อินทรีย์ที่เกิดร่วมในกามธาตุขณะปฏิสนธิจะแปรผันตามภูมิและประเภทการปฏิสนธิของสัตว์เหล่านั้น
(๑.๒.๒) อินทรีย์ ๑๔ และเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เป็นวิปากเหตุ) ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุตอินทรีย์ ๑๔ และเหตุ ๓ (อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่เป็นวิปากเหตุ)
~ อินทรีย์ ๑๔ ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์ และปัญญินทรีย์
~ สเหตุกญาณสัมปยุต = ผู้ที่เกิดมาด้วยจิตที่มีเหตุฝ่ายดีประกอบและมีปัญญาเกิดร่วมด้วย (หรือที่เรียกว่า ติเหตุกบุคคล)
(๑.๒.๓) อินทรีย์ ๑๓ และเหตุ ๒ (อโลภะ อโทสะ ที่เป็นวิปากเหตุ) ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต
(อินทรีย์เหมือนข้างต้นแต่ไม่มีปัญญินทรีย์)
~สเหตุกญาณวิปปยุต = จิตที่มีเหตุประกอบร่วมด้วย แต่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญา
(๑.๒.๔) อินทรีย์ ๑๓ และเหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต
~ อินทรีย์ ๑๓ ได้แก่ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์.. ปัญญินทรีย์
~ เหตุ ๓ ที่เกิดปรากฏ = สาเหตุที่เป็นกุศลซึ่งส่งผลในปฏิสนธิ เป็นวิบากเหตุ มี อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ..อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ (ความไม่หลงหรือปัญญาที่เป็นผลของกรรม)
(๑.๒.๕) อินทรีย์ ๑๒ และเหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต
-- จะมีอินทรีย์เกิดขึ้นในกามธาตุ ๑๒ ประการ คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์.. กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์
-- เหตุ ๒ ประการ = อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ
-- คนกลุ่มนี้จะมีสภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป แต่อ่อนกำลังกว่าติเหตุกบุคคล (ผู้มีเหตุ ๓) จึงไม่สามารถทำฌาน อภิญญา หรือบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในชาตินั้น
(๑.๒.๖) อินทรีย์ ๙ และเหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต
 -- อินทรีย์ ๙ ได้แก่ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์ หรือ ปุริสินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์
-- เหตุ ๒ ที่ปรากฏขณะปฏิสนธิของคัพภไสยกสัตว์ที่เป็นญาณวิปปยุต จะมี อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ
(๑.๒.๗) อินทรีย์ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่ เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉาน, สัตว์นรกที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ที่ไม่มีเหตุเกิดร่วม (อเหตุกสัตว์)
(๑.๒.๘) อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์อเหตุกะที่เป็นอุปปาติกสัตว์ในกามธาตุ ซึ่งตาบอดหรือหูหนวกมาแต่กำเนิด
-- อินทรีย์ ๘ ได้แก่ โสตินทรีย์.. ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และ อุเปกขินทรีย์
(๑.๒.๙) อินทรีย์ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์อเหตุกะที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด
-- อินทรีย์ ๗ ได้แก่ ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์
(๑.๒.๑๐) อินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ (ที่เป็นสเหตุกะแต่ไม่มีเพศปรากฏในขณะเกิด หรือเป็นอเหตุกะแต่มีเพศ)
-- อินทรีย์ ๕ ปรากฏได้แก่ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์
(๑.๒.๑๑) อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ที่เป็นอเหตุกนปุงสกลักษณ์ (ไม่มีเพศและไม่มีวิปากเหตุเกิดร่วมด้วย)
-- อินทรีย์ ๔ ได้แก่ กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์ และอุเปกขินทรีย์
(๑.๒.๑๒) อาหาร ผัสสะ และจิตเจตสิกที่ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกธรรมเหล่านี้ย่อมปรากฏแก่สัตว์ทุก ๆ จำพวกในกามธาตุขณะเกิดอย่างเสมอภาคกัน
(๑.๒.๑๓) อาหาร ๔ ได้แก่ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร
(๑.๒.๑๔) ผัสสะ ๑ คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส
~ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส = คือการกระทบกันระหว่างใจ (มโน) กับอารมณ์ทางใจ พร้อมกับมโนวิญญาณ เกิดเป็นความรู้สึกสัมผัสทางใจหรือมโนสัมผัส
(๑.๒.๑๕) เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ และจิต ๑ (ซึ่งแสดงสภาวะผ่านมโนวิญญาณธาตุ)
-- เวทนา ๑ = สภาวะธรรม: คือ ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส หรือกิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส
~ เจโตสัมผัส = กิริยาหรืออาการที่จิตเข้ากระทบหรือเสวยอารมณ์ภายในจิตใจโดยตรง
-- สัญญา ๑ = สภาวะธรรม: คือ การจำ กิริยาที่จำ และความจำ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
-- เจตนา ๑ = สภาวะธรรม: คือ การคิด กิริยาที่คิด และความคิด อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
-- จิต ๑ = สภาวะธรรม: คือ จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ (ธรรมชาติที่ผ่องใส) มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน
-- มโนวิญญาณธาตุ ๑ = สภาวะที่รองรับการทำงานของจิตและเจตสิกข้างต้น
~ มโนวิญญาณธาตุ = สภาพธรรมชาติที่เป็นธาตุรู้แจ้งทางใจ หรือคือ "จิต" ส่วนใหญ่ทำหน้าที่รู้อารมณ์และนึกคิด
--ในการทำงานจริงนั้น วิญญาณทางทวารทั้ง ๕ (เช่น จักขุวิญญาณที่เกิดขึ้นที่ตา) ย่อมต้องมี "มโนวิญญาณ" (ความรู้สึกทางใจที่เกิดขึ้นที่หทยวัตถุ) เข้าร่วมทำงานด้วยเสมอ เพื่อทำหน้าที่รับรู้ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่อ และเกิดเป็นความคิดปรุงแต่ง (เจตสิกธรรม) เช่น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิตก วิจาร มนสิการ ขึ้นมาสืบเนื่องกันไป


รายนามผู้เยี่ยมชม : ข้าวหอม, ต้นฝ้าย, ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #516 เมื่อ: 25, ตุลาคม, 2569, 02:31:31 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๖/๖๖)

(๒) อายตนะ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
-- สัตว์กลุ่มนี้เกิดแบบอุปปาติกะ และมีอายตนะบริบูรณ์ อายตนะทั้ง ๑๑ จะเกิดปรากฏพร้อมกันทันที ได้แก่ จักขายตนะ..รูปายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ.. คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ (จิตหรือวิญญาณที่เป็นใหญ่ในการรับรู้อารมณ์)..ธรรมายตนะ (สภาพธรรมหรืออารมณ์ที่รู้ได้ทางใจ)
(หมายเหตุ: อายตนะที่ ๑๒ คือ สัททายตนะ หรือเสียง ไม่ได้เกิดปรากฏขึ้นทันทีในขณะปฏิสนธิ แต่จะเกิดขึ้นภายหลังในปวัตติกาล)
~ ปวัตติกาล = ช่วงเวลาที่เหลือทั้งหมดตลอดชีวิต ตั้งแต่เริ่มใช้ชีวิต จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายก่อนตาย (จุติกาล)
(๒.๑) อายตนะ ๑๑ และธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา, มนุษย์สมัยปฐมกัป, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉาน และสัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์
(๒.๑.๑) มีอายตนะ ๑๑ ประการเกิดปรากฏพร้อมกันขณะปฏิสนธิ
ได้แก่ จักขายตนะ..รูปายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ (ใจ/จิตปฏิสนธิ)..ธัมมายตนะ (อารมณ์ทางใจ/เจตสิกและรูปละเอียดที่เกิดร่วม)
(หมายเหตุ: สัททายตนะ หรือเสียง ไม่ได้เกิดปรากฏในขณะนั้น เนื่องจากยังไม่มีเสียงมากระทบประสาทหูในขณะแรกเกิดทันที)
(๒.๑.๒) ธาตุ ๑๑ ที่เกิดปรากฏในขณะปฏิสนธิของอุปปาติกสัตว์จำพวกดังกล่าวที่มีอายตนะบริบูรณ์ ย่อมมีธาตุ ๑๑ ประการเกิดปรากฏพร้อมกัน
ได้แก่ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ (ตัวจิตปฏิสนธิที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์)..ธัมมธาตุ (เจตสิกและรูปละเอียดที่เกิดร่วม)
(๒.๒) อายตนะ ๑๐ และธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะ (เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉาน, สัตว์หูหนวกที่ตาบอดมาแต่กำเนิด หรือหูหนวกมาแต่กำเนิด
(๒.๓) อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
หมายถึง สัตว์ที่ในขณะเกิดมีอายตนะปรากฏเพียง ๑๐ อย่าง เนื่องจากเป็นพวก "หูหนวกมาแต่กำเนิด" (ชาติต้นธะ) หรือ "ตาบอดมาแต่กำเนิด" (ชาติจักษุ)
(๒.๓.๑) อุปปาติกสัตว์ตาบอดจะมีอายตนะเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีจักขายตนะ) คือ รูปายตนะ..โสตายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ.. ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ..ธัมมายตนะ
--อุปปาติกสัตว์ที่หูหนวกมาแต่กำเนิด: จะมีอายตนะเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีโสตายตนะ) คือ จักขายตนะ..รูปายตนะ..ฆานายตนะ..คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ.. โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ..ธัมมายตนะ
(๒.๓.๒) ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะ
ในทำนองเดียวกัน ในขณะปฏิสนธิ ธาตุ ๑๐ จะเกิดปรากฏแก่อุปปาติกสัตว์ ที่บกพร่องทางประสาทสัมผัสมาแต่กำเนิดเช่นเดียวกัน
-- อุปปาติกสัตว์ที่ตาบอดมาแต่กำเนิด จะมีธาตุเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีจักขุธาตุ) คือ รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ
-- อุปปาติกสัตว์ที่หูหนวกมาแต่กำเนิด: จะมีธาตุเกิดปรากฏ ๑๐ อย่าง (ไม่มีโสตธาตุ) คือ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ
(หมายเหตุ: หากเป็นอุปปาติกสัตว์ที่มีอายตนะบริบูรณ์ ย่อมปรากฏธาตุ ๑๑ อย่าง
(๒.๔) อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวกหมายถึง สัตว์กลุ่มที่ปฏิสนธิในครรภ์ (เกิดแบบ คัพภเสยยกะ) ซึ่งในสัปดาห์แรก (กลละ) อายตนะยังพัฒนาไม่ครบ จะมีเพียงอายตนะพื้นฐานทางกายและใจและอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องเท่านั้นอายตนะ ๑๐ ในกลุ่มนี้ ได้แก่ กายายตนะ, มนายตนะ, รูปายตนะ, คันธายตนะ, รสายตนะ, โผฏฐัพพายตนะ และธัมมายตนะ (เป็นอายตนะภายใน ๒ ภายนอก ๕ และอาจรวมส่วนอื่นตามการจำแนกกรรมชรูป)สัตว์บางพวกในที่นี้คือ: มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไปที่เกิดในครรภ์หรือเกิดในไข่ (ชลาพุชะและอัณฑชะ) ซึ่งมีอายตนะปรากฏในช่วงแรกเริ่มปฏิสนธิเท่านี้ ก่อนที่จะค่อยๆ งอกออกมาครบในภายหลัง
(๒.๕) อายตนะ ๙ และธาตุ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด
(๒.๖) อายตนะ ๗  และธาตุ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในครรภ์)
(๓) ธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๓.๑) ธาตุ ๑๑ = จักขุธาตุ..รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ
(๓.๒) เกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
ธาตุทั้ง ๑๑ จะเกิดปรากฏแก่สัตว์ที่เป็น "อุปปาติกสัตว์" (สัตว์ที่ผุดเกิด) ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ในกามธาตุ ได้แก่ กามาวจรเทวดา..มนุษย์สมัยปฐมกัป..เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #517 เมื่อ: 26, ตุลาคม, 2569, 08:23:55 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๗/๖๖)

(๔) ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๔.๑) ธาตุ ๑๐ ได้แก่ รูปธาตุ.. โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ.. ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ.. โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ..(ไม่มีจักขุธาตุ)
(๔.๒) เกิดปรากฏแก่อุปปาติกสัตว์ เช่น เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..หรือสัตว์นรก ที่ตาบอดมาแต่กำเนิด
(๕) ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดแก่สัตว์บางพวก
(๕.๑) ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นนี้ ได้แก่จักขุธาตุ..รูปธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..และธัมมธาตุ (ไม่มีโสตธาตุ)
(๕.๒) เกิดปรากฏแก่ อุปปาติกสัตว์ เช่น เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..หรือสัตว์นรก ที่หูหนวกมาแต่กำเนิด
(๖) ธาตุ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๖.๑) สัตว์บางพวกที่ธาตุทั้ง ๙ นี้จะเกิดปรากฏขึ้นในขณะเกิด ได้แก่
-- เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน และสัตว์นรก
-- ที่เป็น อุปปาติกสัตว์ (สัตว์ที่ผุดเกิดโตทันที)
-- และเป็นผู้ที่ ตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ
(๖.๒) ธาตุ ๙ ที่ปรากฏขึ้นในขณะเกิด มีอะไรบ้าง?
รูปธาตุ (สภาวะที่เป็นรูปสีต่าง ๆ)..ฆานธาตุ-ประสาทจมูก..คันธธาตุ-กลิ่น..ชิวหาธาตุ-ประสาทลิ้น..รสธาตุ-รส..กายธาตุ-ประสาทกาย..โผฏฐัพพธาตุ-สภาวะที่ถูกต้องกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง..มโนวิญญาณธาตุ-จิตที่รู้แจ้งอารมณ์ทางใจ..ธัมมธาตุ-สภาวะธรรมที่รู้แจ้งได้ด้วยใจ เช่น เจตสิก หรือรูปละเอียด
(๖.๓) สภาวะของอายตนะและประสาทรับรู้ของสัตว์ในขณะปฏิสนธินั้นจะแตกต่างกันไปตามกรรมและประเภทการกำเนิด โดยสัตว์กลุ่มที่ตาบอดและหูหนวกมาตั้งแต่เกิดนี้จะไม่มีจักขุธาตุ (ประสาทตา) และโสตธาตุ (ประสาทหู) ปรากฏขึ้นในขณะเกิด จึงมีธาตุเพียง ๙ ประการนี้เท่านั้นที่ปรากฏขึ้นพร้อมกัน
(๗) สัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
(๗.๑) คือ ทุกขสัจจะ ที่ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกในกามธาตุในขณะที่เกิด
(๗.๒) นอกจากนี้ แม้ในอสัญญสัตตภูมิ (พวกเทวดาอสัญญีสัตว์) ในขณะที่เกิด ก็มีสัจจะเกิดปรากฏขึ้นเพียง ๑ อย่าง ซึ่งก็คือ ทุกขสัจจะ เช่นเดียวกัน
~ เทวดาอสัญญีสัตว์ (อสัญญสัตตาพรหม หรือ พรหมลูกฟัก) คือ พระพรหมในรูปภพ ที่มีแต่ร่างกาย แต่ไม่มีจิตใจ แต่ยังมีทุกขสัจจะ ซึ่งเป็นสภาพแปรปรวนจึงจัดว่ามีทุกขสัจจะ อยู่ แม้จะไม่มีความรู้สึก ความจำ หรือการรับรู้ใด ๆ
(๘) อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๘.๑) อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏในขณะที่เกิด (ปฏิสนธิกาล) ในกามธาตุแก่สัตว์จำพวก กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต
(๘.๒) โดยอินทรีย์ ๑๔ ประการที่เกิดปรากฏร่วมกันในขณะเกิด  ประกอบด้วย
จักขุนทรีย์ -ประสาทตา..โสตินทรีย์-ประสาทหู..ฆานินทรีย์-ประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์-ประสาทลิ้น..กายินทรีย์-ประสาทกาย..มนินทรีย์-ใจ..อิตถินทรีย์-ความเป็นหญิง..หรือ ปุริสินทรีย์-ความเป็นชาย..ชีวิตินทรีย์-ชีวิต..โสมนัสสินทรีย์-ความสบายใจ..หรือ อุเปกขินทรีย์- ความรู้สึกเฉย ๆ..สัทธินทรีย์-ศรัทธา..วิริยินทรีย์-ความเพียร..สตินทรีย์-สติ..สมาธินทรีย์-สมาธิ..ปัญญินทรีย์-ปัญญา
(๙) อินทรีย์ ๑๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๙.๑) อินทรีย์กลุ่มนี้ เกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ (เทวดาชั้นกามาวจรที่เกิดพร้อมด้วยเหตุ แต่ไม่มีปัญญาประกอบร่วมด้วย)
(๙.๒) อินทรีย์ ๑๓ ประการในกลุ่มนี้ ได้แก่
จักขุนทรีย์-ประสาทตา..โสตินทรีย์-ประสาทหู..ฆานินทรีย์-ประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์-ประสาทลิ้น..กายินทรีย์-ประสาทกาย..มนินทรีย์-ใจ..อิตถินทรีย์ หรือ ปุริสินทรีย์- ความเป็นหญิงหรือความเป็นชายอย่างใดอย่างหนึ่ง..ชีวิตินทรีย์-ชีวิต..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์-ความสุขทางใจหรือความรู้สึกเฉย ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง..สัทธินทรีย์-ศรัทธา..วิริยินทรีย์-ความเพียร..สตินทรีย์-สติ..สมาธินทรีย์-สมาธิ
(๙.๓) เทวดากลุ่มนี้ปฏิสนธิแบบ "ญาณวิปปยุต" จึงไม่มีปัญญินทรีย์ (ปัญญา) ปรากฏร่วมด้วยในขณะเกิด แต่เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีเพศ จึงมีอิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ปรากฏอยู่
(๑๐) อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๐.๑) อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
อินทรีย์กลุ่มนี้ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ (มนุษย์ในยุคแรกเริ่มของโลกที่เกิดแบบโอปปาติกะและปฏิสนธิด้วยจิตที่มีปัญญาประกอบร่วม)
(๑๐.๒) อินทรีย์ ๑๓ ประการในกลุ่มนี้ ได้แก่
จักขุนทรีย์-ประสาทตา..โสตินทรีย์-ประสาทหู..ฆานินทรีย์-ประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์- ประสาทลิ้น..กายินทรีย์-ประสาทกาย)..มนินทรีย์-ใจ..ชีวิตินทรีย์-ชีวิต..โสมนัสสินทรีย์ หรือ อุเปกขินทรีย์-ความสุขทางใจหรือความรู้สึกเฉย ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง..สัทธินทรีย์-ศรัทธา..วิริยินทรีย์-ความเพียร..สตินทรีย์- สติ..สมาธินทรีย์-สมาธิ..ปัญญินทรีย์-ปัญญา


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #518 เมื่อ: 26, ตุลาคม, 2569, 02:06:22 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๘/๖๖)

(๑๐.๓) ข้อสังเกต มนุษย์ปฐมกัปที่จุติขึ้นในคราวแรกเริ่มนั้นเป็นโอปปาติกสัตว์ที่ยังไม่มีอินทรีย์แสดงเพศ(ไม่มีอิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์) แต่เนื่องจากเป็นผู้ปฏิสนธิแบบ"ญาณสัมปยุต"จึงมีปัญญินทรีย์ ปรากฏร่วมด้วยตั้งแต่ขณะเกิด ทำให้นับยอดรวมแล้วได้อินทรีย์ ๑๓ ประการเช่นเดียวกัน
(๑๑) อินทรีย์ ๑๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
ขณะที่เกิด (อุปปัตติขณะ) ในกามธาตุ
(๑๑.๑) อินทรีย์ ๑๒ นั้น ย่อมเกิดปรากฏแก่ มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ
(๑๑.๒) อินทรีย์ทั้ง ๑๒ ประการเกิดปรากฏพร้อมกันในขณะนั้น ประกอบด้วย
จักขุนทรีย์ -อินทรีย์คือตา..โสตินทรีย์-อินทรีย์คือหู..ฆานินทรีย์ -อินทรีย์คือจมูก..ชิวหินทรีย์ -อินทรีย์คือลิ้น..กายินทรีย์ -อินทรีย์คือกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์คือชีวิต..โสมนัสสินทรีย์ หรือ..อุเปกขินทรีย์ -อินทรีย์คือความยินดี หรืออินทรีย์คืออุเบกขา อย่างใดอย่างหนึ่ง..สัทธินทรีย์ -อินทรีย์คือศรัทธา..วิริยินทรีย์ -อินทรีย์คือความเพียร..สตินทรีย์ -อินทรีย์คือสติ..สมาธินทรีย์ -อินทรีย์คือสมาธิ
เนื่องจากสัตว์จำพวกนี้เกิดแบบ "ญาณวิปปยุต" (ไม่ประกอบด้วยปัญญา) ในขณะเกิด จึงไม่มีปัญญินทรีย์ ปรากฏร่วมด้วย และเนื่องจากเป็นมนุษย์ในสมัยปฐมกัป ยังไม่มีเพศชายหรือเพศหญิงปรากฏเด่นชัดในขณะแรกเริ่ม) จึงไม่มีอิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ปรากฏในกลุ่มอินทรีย์ ๑๒ นี้ด้วยเช่นกัน
(๑๒) อินทรีย์ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
ในขณะที่เกิด (ปฏิสนธิขณะ)  อาจจำแนกได้เป็น ๒ กรณีหลัก ตามภพภูมิและประเภทของสัตว์ดังนี้
(๑๒.๑) อินทรีย์ ๑๐ เหล่านี้ ได้แก่
กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์ หรือ..ปุริสินทรีย์ (อย่างใดอย่างหนึ่งตามเพศของสัตว์นั้น)..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรือ..อุเปกขินทรีย์ (อย่างใดอย่างหนึ่งตามเวทนาที่เกิดร่วมกับปฏิสนธิจิต)..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์
(๑๒.๒) ในกามธาตุ (กามภูมิ) อินทรีย์ ๑๐ จะเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในครรภ์) ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต (คือผู้ที่มีปฏิสนธิจิตประกอบด้วยปัญญาและเหตุที่ดี)
(๑๒.๓) ในรูปธาตุ (รูปภูมิ) อินทรีย์ ๑๐ จะเกิดปรากฏแก่ เทวดาทั้งหลายในรูปภูมิ (รูปพรหม) เว้นแต่พวกอสัญญสัตว์ (พรหมลูกฟัก)
ซึ่งอินทรีย์ ๑๐ เหล่านี้ ได้แก่
จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์
-- ดังนั้น สัตว์บางพวกที่อินทรีย์ ๑๐ เกิดปรากฏในขณะเกิด จึงหมายถึงคัพภไสยกสัตว์ประเภทสเหตุกญาณสัมปยุตในกามภูมิ หรือรูปพรหมที่ไม่ใช่อสัญญสัตว์ในรูปภูมิ
(๑๓) อินทรีย์ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๓.๑) อินทรีย์ ๙ ประการนี้ ได้แก่
กายินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ..อิตถินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นหญิงหรือ..ปุริสินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นชายอย่างใดอย่างหนึ่ง..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์คือชีวิต..โสมนัสสินทรีย์ -อินทรีย์คือความสุขใจ..หรือ อุเปกขินทรีย์- อินทรีย์คือความรู้สึกเป็นกลาง อย่างใดอย่างหนึ่ง..สัทธินทรีย์ -อินทรีย์คือศรัทธา..วิริยินทรีย์ -อินทรีย์คือความเพียร..สตินทรีย์ -อินทรีย์คือสติ..สมาธินทรีย์ -อินทรีย์คือสมาธิ
(๑๓.๒) เกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ (สัตว์ผู้เกิดในครรภ์) ที่เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต (ผู้มีจิตประกอบด้วยเหตุดีหรือชั่ว แต่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยในขณะเกิด) ในกามธาตุ ขณะกำลังเกิด
(๑๔) อินทรีย์ ๙ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๔.๑) อินทรีย์ ๙ ประการกลุ่มนี้ ประกอบด้วย
จักขุนทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทตา..โสตินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทหู..ฆานินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์ - อินทรีย์คือประสาทลิ้น..กายินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ..อิตถินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นหญิง) หรือ..ปุริสินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นชาย อย่างใดอย่างหนึ่ง..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์คือชีวิต..อุเปกขินทรีย์ -อินทรีย์คือความรู้สึกเป็นกลาง
(๑๔.๒) เกิดปรากฏแก่ เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน และสัตว์นรก ที่เกิดในรูปแบบ อุปปาติกสัตว์ (ผู้ผุดเกิด) ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ในกามธาตุ ขณะกำลังเกิด
(๑๕) อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๕.๑) อินทรีย์ ๘ ประการนี้ ประกอบด้วย โสตินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทหู..ฆานินทรีย์-อินทรีย์คือประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์-อินทรีย์คือประสาทลิ้น..กายินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ..อิตถินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นหญิง หรือ..ปุริสินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นชาย อย่างใดอย่างหนึ่ง..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์คือชีวิต..อุเปกขินทรีย์ -อินทรีย์คือความรู้สึกเป็นกลาง (จะไม่มี จักขุนทรีย์ หรือประสาทตา ปรากฏร่วมด้วย)


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า, ข้าวหอม

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #519 เมื่อ: 27, ตุลาคม, 2569, 07:43:00 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๔๙/๖๖)

(๑๖) อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๖.๑) เกิดปรากฏแก่ เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน และสัตว์นรก ที่เป็น อุปปาติกสัตว์ (ผู้ผุดเกิด) ซึ่งหูหนวกแต่กำเนิด ในกามธาตุ ขณะกำลังเกิด
(๑๖.๒) อินทรีย์ ๘ ประการกลุ่มนี้ ประกอบด้วย
จักขุนทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทตา..ฆานินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทจมูก..ชิวหินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทลิ้น..กายินทรีย์ -อินทรีย์คือประสาทกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ..อิตถินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นหญิง หรือ..ปุริสินทรีย์ -อินทรีย์คือความเป็นชาย อย่างใดอย่างหนึ่ง..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์คือชีวิต..อุเปกขินทรีย์ -อินทรีย์คือความรู้สึกเป็นกลาง (จะไม่มี โสตินทรีย์ หรือประสาทหู ปรากฏร่วมด้วย)
(๑๖.๓) เกิดปรากฏแก่ เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน และสัตว์นรก ที่เป็น อุปปาติกสัตว์ (ผู้ผุดเกิด) ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ขณะกำลังเกิด
(๑๗) อินทรีย์ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๗.๑) ขณะที่เกิด (ปฏิสนธิขณะ) ในกามธาตุ จะมีจำนวนอินทรีย์ที่เกิดปรากฏแตกต่างกันไปตามประเภท สภาพ และความสมบูรณ์ของสัตว์แต่ละจำพวก
(๑๗.๒) สัตว์จำพวกที่อินทรีย์ ๗ เกิดปรากฏคือใคร?
คือ เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉานและสัตว์นรก ที่เป็น อุปปาติกสัตว์ (สัตว์ที่ผุดเกิด) และมีสภาพ "ตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด"
(๑๗.๓) ในกามธาตุ อินทรีย์ ๗ ประการนั้นมีอะไรบ้าง?
ในขณะปฏิสนธิ สัตว์กลุ่มที่มีความบกพร่องดังกล่าวจะมีอินทรีย์ปรากฏเพียง ๗ ประการ ได้แก่
ฆานินทรีย์- อินทรีย์คือจมูก ประสาทรับกลิ่น..ชิวหินทรีย์ -อินทรีย์คือลิ้น ประสาทรับรส..กายินทรีย์ -อินทรีย์คือกาย ประสาทรับสัมผัส..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ การรับรู้อารมณ์..อิตถินทรีย์ -ความเป็นหญิง..หรือปุริสินทรีย์ -ความเป็นชาย อย่างใดอย่างหนึ่งตามเพศสภาพของสัตว์นั้น..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์คือชีวิตที่คอยอนุบาลรักษาสหชาตธรรม..อุเปกขินทรีย์ -อินทรีย์คือความเฉยๆ หรือเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์
(สัตว์กลุ่มนี้ไม่มีจักขุนทรีย์และโสตินทรีย์เกิดร่วมด้วยในขณะปฏิสนธิ เนื่องจากตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด)
(๑๘) อินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๘.๑) ในกามธาตุ ขณะที่เกิดหรือปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่ "คัพภไสยกสัตว์" (สัตว์ผู้เกิดในครรภ์หรือในท้องมารดา)
(๑๘.๒) อินทรีย์ ๕ ประการที่เกิดปรากฏพร้อมกันในขณะปฏิสนธิของคัพภไสยกสัตว์ ได้แก่
กายินทรีย์ -อินทรีย์ คือ กาย หรือความเป็นใหญ่ในการรับรู้สัมผัสทางกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์ คือ ใจ หรือความเป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์..อิตถินทรีย์ -อินทรีย์ คือ ความเป็นหญิง..หรือ ปุริสินทรีย์ -อินทรีย์ คือ ความเป็นชาย อย่างใดอย่างหนึ่งตามเพศของสัตว์นั้น..ชีวิตินทรีย์ -อินทรีย์ คือ ชีวิต หรือความเป็นใหญ่ในการประคองรักษาชีวิตรูป..โสมนัสสินทรีย์ -อินทรีย์ คือ โสมนัส ความสุขทางใจ..หรือ อุเปกขินทรีย์ - อินทรีย์ คือ อุเบกขา ความรู้สึกเฉยๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง
(๑๙) อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๑๙.๑) อินทรีย์ ๕ ย้อนย่นเหลืออินทรีย์ ๔ ในขณะเกิดในกามธาตุ ขณะที่ปฏิสนธิ อินทรีย์ ๔ ประการที่จะเกิดปรากฏ ได้แก่
กายินทรีย์ - อินทรีย์คือประสาทกาย ความรู้สึกทางกาย..มนินทรีย์ -อินทรีย์คือใจ วิญญาณ..ชีวิตินทรีย์- อินทรีย์คือชีวิตที่รักษาชีวิตรูป..อุเปกขินทรีย์ -อินทรีย์คือความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์
(๑๙.๒) เกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่ "คัพภไสยกสัตว์" (สัตว์ที่เกิดในครรภ์) ผู้เป็น "อเหตุกนปุงสกสัตว์" ในกามธาตุ เท่านั้น
~ อเหตุกนปุงสกสัตว์ = สัตว์ที่เกิดมาโดยไม่มีเพศชายและเพศหญิง และเป็นผู้ที่ปฏิสนธิด้วย
~ อเหตุกจิต = จิตที่ไม่มีเหตุ ๖ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ หรือกุศลเหตุอย่างอโลภะ อโทสะ อโมหะ มาเป็นตัวประกอบนำเกิดในปฏิสนธิ
~ นปุงสกสัตว์ = สัตว์ที่ไม่ใช่เพศชายและไม่ใช่เพศหญิง
(๑๙.๓) เนื่องจากสัตว์กลุ่มนี้ไม่มีภาวรูป (ไม่มีเพศหญิงหรือเพศชาย) และไม่มีจักขุหรือโสตะปรากฏในขณะแรกเกิดทันทีเหมือนพวกโอปปาติกะ จึงมีอินทรีย์เพียง ๔ อย่างนี้เกิดพร้อมกันในขณะปฏิสนธิ
(๒๐) เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๒๐.๑) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ ได้แก่
อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ - ความไม่โลภที่เป็นผลวิบาก..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ - ความไม่โกรธที่เป็นผลวิบาก..อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ - ความไม่หลง ปัญญาที่เป็นผลวิบาก
(๒๐.๒) เหตุทั้ง ๓ จะเกิดแก่สัตว์บางพวก ได้แก่
กามาวจรเทวดา..มนุษย์สมัยปฐมกับ..และคัพภไสยกสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในครรภ์)..ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ
สัตว์กลุ่มนี้จัดเป็น "ติเหตุกบุคคล" (บุคคลผู้มีเหตุ ๓) ซึ่งถือเป็นกลุ่มปฏิสนธิจิตที่ดีที่สุดของมนุษย์ และเป็นกลุ่มเดียวที่มีอุปนิสัยสามารถบรรลุฌาน อภิญญา และมรรคผลนิพพานได้


รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา), ต้นฝ้าย, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #520 เมื่อ: 27, ตุลาคม, 2569, 03:24:55 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๐/๖๖)

(๒๑) เหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก
(๒๑.๑) เหตุ ๒ = อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ และอโทสะที่เป็นวิปากเหตุ
(๒๑.๒) สัตว์จำพวกที่เหตุ ๒ จะเกิดปรากฏ ได้แก่ กามาวจรเทวดา..มนุษย์สมัยปฐมกัป.. และคัพภไสยกสัตว์ (สัตว์ที่เกิดในครรภ์)
(๒๑.๓) ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ
สัตว์กลุ่มนี้จัดเป็น "ทวิเหตุกบุคคล" (บุคคลผู้มีเหตุ ๒) มีสภาพร่างกายและจิตใจเป็นปกติธรรมดาทั่วไป แต่จะมีปัญญาน้อยกว่ากลุ่มแรก
(๒๑.๔) สัตว์ที่ไม่มีเหตุ (อเหตุกสัตว์) บางเหล่า จะมี อเหตุกวิบาก เกิดปรากฏแก่ตนเองแทน ซึ่งเป็นสัตว์นอกเหนือจากกลุ่มที่มีเหตุ ๓ และเหตุ ๒ ข้างต้น
--สัตว์กลุ่มนี้ปฏิสนธิด้วยจิตที่ไม่มีทั้งอโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ เรียกว่า "อเหตุกบุคคล" จิตจึงมีกำลังอ่อนและส่งผลให้สร้างร่างกายได้ไม่สมบูรณ์ แบ่งออกเป็น มนุษย์ที่พิการแต่กำเนิด: เช่น คนที่เป็นบ้า เป็นใบ้ ตาบอด หรือหูหนวกแต่กำเนิด ซึ่งปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันติรณจิต (อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลวิปากจิต) ซึ่งจัดเป็นปฏิสนธิจิตขั้นต่ำที่สุดของมนุษย์ และสัตว์ในอบายภูมิ: ได้แก่ สัตว์นรก, เปรต, อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบากจิต
(๒๑) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๒๑.๑) ในขณะที่เกิด อายตนะ ๙ คือ รูปายตนะ..ฆานายตนะ.. คันธายตนะ..ชิวหายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฎฐัพพายตนะ.. มนายตนะ..ธัมมายตนะ
(๒๑.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก ที่เป็นโอปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด
(๒๒) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ จำพวกไหน?
(๒๒.๑) ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗ คือ รูปายตนะ..คันธายตนะ..รสายตนะ..กายายตนะ..โผฏฐัพพายตนะ..มนายตนะ..ธัมมายตนะ
(๒๒.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่ คัพภไสยกสัตว์ ในกามธาตุ
(๒๓) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ จำพวกไหน?
(๒๓.๑) ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๑ คือ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ.. รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ
(๒๓.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา.. มนุษย์สมัยปฐมกัป..เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก ที่เป็นโอปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ในกามธาตุ
(๒๔) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๒๔.๑) ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ คือ รูปธาตุ..โสตธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ.. กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ.. ธัมมธาตุ
(๒๔.๒) ย่อม เกิดปรากฏแก่
เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก ที่เป็นโอปปาติกสัตว์ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ
(๒๕) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิด ปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๒๕.๑) ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ คือ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ.. กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาธาตุ..ธัมมธาตุ
(๒๕.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรกที่เป็นโอปปาติกสัตว์ ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ
(๒๖) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ จำพวกไหน?
(๒๖.๑) ในขณะที่เกิด ธาตุ ๙ คือ รูปธาตุ..ฆานธาตุ..คันธธาตุ..ชิวหาธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ.. โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ
(๒๖.๒) ย่อมเกิดปรากฏ แก่เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก ที่เป็นโอปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด
(๒๗) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๒๗.๑) ในขณะที่เกิด ธาตุ ๗ คือ รูปธาตุ..คันธธาตุ..รสธาตุ..กายธาตุ..โผฏฐัพพธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ
(๒๗.๒) ย่อมเกิดปรากฏเเก่คัพภไสยกสัตว์ในกามธาตุ
(๒๘) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ ทุกขสัจจะ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
(๒๙) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏ แก่สัตว์จำพวกไหน?
(๒๙.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๔ คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์


รายนามผู้เยี่ยมชม : ถ้าเขารักอยู่เฉยๆเขาก็รัก, หยาดฟ้า, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #521 เมื่อ: 28, ตุลาคม, 2569, 07:36:41 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๑/๖๖)

(๒๙.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา..ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ
(๓๐) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๐.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์
(๓๐.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา..ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ
(๓๑) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๑.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ คือ..จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์.. สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์
(๓๑.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ
(๓๒) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่ สัตว์จำพวกไหน?
(๓๒.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๒ คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์
(๓๒.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่มนุษย์สมัยปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ
(๓๓) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๓.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ คือ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์
(๓๓.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ
(๓๔) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สั
ตว์จำพวกไหน?
(๓๔.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ คือ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์
(๓๔.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ
(๓๕) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๕.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..อุเปกขินทรีย์
(๓๕.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต..อสุรกาย.. สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ในกามธาตุ
(๓๖) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๖.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ คือ โสตินทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..อุเปกขินทรีย์
(๓๖.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต..อสุรกาย..สัตว์ดิรัจฉาน.. สัตว์นรกที่เป็นโอปปาติกสัตว์ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ
(๓๗) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๗.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ คือ จักขุนทรีย์..ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..อุเปกขินทรีย์
(๓๗.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต..อสุรกาย.. สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรก ที่เป็นโอปปาติกสัตว์ ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ
(๓๘) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๘.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๗ คือ ฆานินทรีย์..ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..อุเปกขินทรีย์
(๓๘.๒)ย่อมเกิด ปรากฏแก่เปรต..อสุรกาย.. สัตว์ดิรัจฉาน..สัตว์นรกที่เป็นโอปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ
(๓๙) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๓๙.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๕ คือ กายินทรีย์..มนินทรีย์..อิตถินทรีย์..หรือปุริสินทรีย์..ชีวิตินทรีย์.. อุเปกขินทรีย์
(๓๙.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ในกามธาตุ
(๔๐) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๔๐.๑) ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๔ คือ กายินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..อุเปกขินทรีย์
(๔๐.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นอเหตุกนปุงสกสัตว์ ในกามธาตุ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #522 เมื่อ: 28, ตุลาคม, 2569, 02:38:48 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๒/๖๖)

(๔๑) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๔๑.๑) ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ..อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ
(๔๑.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่ กามาวจรเทวดา.. มนุษย์สมัยปฐมกัป..คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ
(๔๒) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน?
(๔๒.๑) ในขณะที่เกิด เหตุ ๒ คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ
(๔๒.๒) ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา..มนุษย์สมัยปฐมกัป..คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ
(๔๓) อเหตุกวิบาก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์นอกนี้ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๔ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก?
(๔๓.๑) คือ กวฬิงการาหาร..ผัสสาหาร..มโนสัญเจตนาหาร..วิญญาณาหาร ในกามธาตุ
(๔๓.๒) ในขณะที่เกิด อาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
(๔๔) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก?
-- คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
(๔๕) ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก?
-- คือ มโนวิญญาณธาตุ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
[๒] รูปธาต
ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ?
(๑) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕..อายตนะ ๕..ธาตุ ๕..สัจจะ ๑..อินทรีย์ ๑๐..เหตุ ๓..อาหาร ๓..ผัสสะ ๑..เวทนา ๑..สัญญา ๑..เจตนา ๑..จิต ๑..ย่อมเกิดปรากฏแก่เทวดาทั้งหลาย เว้นแต่พวกอสัญญสัตว์
(๒) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ รูปขันธ์..เวทนาขันธ์..สังขารขันธ์..วิญญาณขันธ์ ในรูปธาตุ
(๓) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๕ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ จักขายตนะ..รูปายตนะ..โสตายตนะ..มนายตนะ..ธัมมายตนะ ในรูปธาตุ
(๔) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๕ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ จักขุธาตุ..รูปธาตุ..โสตธาตุ..มโนวิญญาณธาตุ..ธัมมธาตุ ในรูปธาตุ
(๕) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิด ปรากฏ?
คือ ทุกขสัจจะ ในรูปธาตุ.. ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏ
(๖) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ จักขุนทรีย์..โสตินทรีย์..มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์..ปัญญินทรีย์ ในรูปธาตุ
(๗) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิดเหตุ ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ..อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ ในรูปธาตุ
(๘) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
-- ผัสสาหาร..มโนสัญเจตนาหาร..วิญญาณาหาร ในรูปธาตุ
(๙) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในรูปธาตุ
(๑๐) ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
-- คือ มโนวิญญาณธาตุ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏ


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย, ข้าวหอม, หยาดฟ้า

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #523 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 08:10:45 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา

อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๓/๖๖)

(๑๑) ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไร ย่อมปรากฏ แก่เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์?
(๑๒) ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๑ คือ รูปขันธ์ ย่อมเกิดปรากฏแก่เหล่า เทวดาอสัญญสัตว์
(๑๓) อายตนะ ๒ คือ รูปายตนะ..ธัมมายตนะ ย่อมเกิดปรากฏ
(๑๔) ธาตุ ๒ คือ รูปธาตุ..ธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏ
(๑๕) สัจจะ ๑ คือ ทุกขสัจจะ ย่อมเกิดปรากฏสัจจะ ๑ คือ ทุกขสัจจะ ย่อมเกิดปรากฏ
(๑๖) อินทรีย์ ๑ คือ รูปชีวิตินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏ
(๑๗) เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิต ย่อมเกิดปรากฏ
[๓] อรูปธาตุ
ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ฯลฯ จิตเท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ?
(๑) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด.. ขันธ์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏ..อายตนะ ๒ ย่อมเกิดปรากฏ..ธาตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏ..สัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏ.. อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏ..เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏ..อาหาร ๓ ย่อมเกิดปรากฏ..ผัสสะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏ..เวทนา ๑..สัญญา ๑..เจตนา ๑.. จิต ๑ ย่อมเกิดปรากฏ
(๒) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๔ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ เวทนาขันธ์..สัญญาขันธ์..สังขารขันธ์.. วิญญาณขันธ์ ในอรูปธาตุ
(๓) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๒ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ มนายตนะ.. ธัมมายตนะ ในอรูปธาตุ
(๔) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๒ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ มโนวิญญาธาตุ..ธัมมธาตุ ในอรูปธาตุ
(๕) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ ทุกขสัจจะ ในอรูปธาตุ
(๖) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ มนินทรีย์..ชีวิตินทรีย์..อุเปกขินทรีย์..สัทธินทรีย์..วิริยินทรีย์..สตินทรีย์..สมาธินทรีย์.. ปัญญินทรีย์ ในอรูปธาตุ
(๗) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ..อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ..อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ ในอรูปธาตุ
(๘) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ ผัสสาหาร..มโนสัญเจตนาหาร..วิญญาณาหารในอรูปธาตุ
(๙) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในอรูปธาตุ
(๑๐) ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ?
คือ มโนวิญญาณธาตุ ในอรูปธาตุ
[จ] ภุมมันตรวาระ = วาระว่าด้วยการแสดงธรรมจำแนกตามภูมิหรือระหว่างภูมิ" เพื่อแสดงความสัมพันธ์และความเกี่ยวเนื่องของสภาวะธรรมในภูมิภพต่างๆ
[๑] ธรรมที่เป็นกามาวจร..ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร..ธรรมที่เป็นรูปาวจร..ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร.. ธรรมที่เป็นอรูปาวจร..ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร.. ธรรมที่เป็นโลกิยะ..ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
กามาวจรภูมิ
(๑) ธรรมที่เป็นกามาวจร เป็นไฉน?
คือขันธ์..ธาตุ..อายตนะ..รูป..เวทนา..สัญญา.. สังขาร..วิญญาณ..อันใด อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้
-- อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้ คือ เบื้องต่ำกำหนดเอาอเวจีนรกเป็นที่สุด
-- เบื้องบนกำหนดเอาเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเป็นที่สุด
(๒) ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร เป็นไฉน?
คือ ธรรมที่เป็นรูปาวจร..ธรรมที่เป็นอรูปาวจร.. ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
รูปาวจรภูมิ
(๓) ธรรมที่เป็นรูปาวจร เป็นไฉน?
-- คือ จิตและเจตสิกธรรม ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ หรือผู้เกิดแล้ว..หรือผู้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้
~ ทิฏฐธรรม = ชาตินี้ หรือ เวลาปัจจุบัน
-- อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้ คือ เบื้องต่ำกำหนดเอาพรหมโลกเป็นที่สุด..เบื้องบนกำหนดเอาเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐาเป็นที่สุด
~ เทวดาชั้นอกนิฏฐาภูมิ เป็นพรหมชั้นสูงสุดในรูปภพและเป็นยอดสุดของสุทธาวาสภูมิ ๕ ชั้น เป็นดินแดนของพระอนาคามีผู้บำเพ็ญจนบรรลุเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในภูมินี้
(๔) ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร เป็นไฉน?
คือ ธรรมที่เป็นกามาวจร..ธรรมที่เป็นอรูปาวจร.. ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
อรูปาวจรภูมิ
(๕) ธรรมที่เป็นอรูปาวจร เป็นไฉน?
คือ จิตและเจตสิกธรรม ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ..หรือผู้เกิดแล้ว..หรือผู้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม
-- อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้ อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้ คือ เบื้องต่ำกำหนดเอาเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพเป็นที่สุด เบื้องบนกำหนดเอาเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นที่สุด
~ อากาสานัญจายตนภพ = ที่อยู่ของอรูปพรหม ผู้ที่ได้อรูปฌานขั้นที่ ๑
~ เนวสัญญานาสัญญายตนภพ = ที่อยู่ของพระพรหมผู้ได้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอรูปภูมิ อรูปพรหมชั้นที่ ๔


รายนามผู้เยี่ยมชม : หยาดฟ้า, ข้าวหอม, ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
แสงประภัสสร
ผู้มีจินตนาการ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:8317
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 1076
จำนวนกระทู้: 1399



| |
Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
« ตอบ #524 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:23:26 AM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: Re: อภิธรรมปิฎก : ๑.พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ~ กาพย์ทัณฑิกา
อภิธรรมปิฎก : ๒๕.วิภังค์ : ธัมมหทยวิภังค์ (หน้า ๕๔/๖๖)

(๖) ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร เป็นไฉน?
คือ ธรรมที่เป็นกามาวจร..ธรรมที่เป็นรูปาวจร.. ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
(๗) ธรรมที่เป็นโลกิยะ เป็นไฉน?
-- คือ กุศลธรรม..อกุศลธรรม..อัพยากตธรรม ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
-- อันเป็นกามาวจร..รูปาวจร..อรูปาวจร ได้แก่ รูปขันธ์..เวทนาขันธ์..สัญญาขันธ์..สังขารขันธ์.. วิญญาณขันธ์
(๘) ธรรมที่เป็นโลกุตตระ เป็นไฉน?
คือ มรรค ผลแห่งมรรค และอสังขตธาตุ (คือนิพพาน) เหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
[ฉ] อุปปาทกัมมอายุปมาณวาระ = วาระว่าด้วยกรรมเป็นเหตุให้เกิดและประมาณอายุของสัตว์
[๑] คำว่า เทวดา ได้แก่ เทวดา ๓ จำพวก คือ สมมติเทวดา อุปปัตติเทวดา วิสุทธิเทวดา
(๑.๑) พระราชา..พระเทวี..พระราชกุมาร เรียกว่า สมมติเทวดา
(๑.๒) เหล่าเทวดาชั้นบน นับแต่เหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชขึ้นไป เรียกว่า อุปปัตติเทวดา
(๑.๓) พระอรหันต์ทั้งหลาย เรียกว่า วิสุทธิเทวดา
[๒] กรรมที่เป็นเหตุให้เกิดเป็นมนุษย์และเทวดา
(๑) คนทั้งหลาย ให้ทาน..สมาทานศีล..ทำอุโบสถกรรมแล้ว เกิดที่ไหน?
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งกษัตริย์ผู้มหาศาล
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งพราหมณ์ผู้มหาศาล
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งคหบดีผู้มหาศาล
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นยามา
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดุสิต
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี
-- บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่ง เหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
[๓] ประมาณแห่งอายุของมนุษย์
(๑) อายุของเหล่ามนุษย์ มีประมาณเท่าไร?
คือ ประมาณ ๑๐๐ ปี ต่ำกว่าบ้าง เกินกว่าบ้างก็มี
[๔] ประมาณแห่งอายุของเทวดาเทียบกับมนุษย์
(๑) อายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช มีประมาณเท่าไร?
-- คือ ๕๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช
-- ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน,
-- ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี, ๕๐๐ ปีทิพย์ โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช
-- นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร?
มีประมาณ ๙ ล้านปี
(๒) อายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีประมาณเท่าไร?
-- คือ ๑๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์,
-- ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน,
-- ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี,
-- ๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์
-- นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร?
มีประมาณ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี
~ ๑ โกฏ เท่ากับ ๑๐ ล้านปี
(๓) อายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา มีประมาณเท่าไร?
-- คือ ๒๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นยามา
-- ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน,
-- ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี,
-- ๒,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา
--นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร?
มีประมาณ ๑๔ โกฏิ ๔ ล้านปี
~ จตุททสะ = สิบสี่
(๔) อายุของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต มีประมาณเท่าไร?
-- คือ ๔๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต,
-- ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน,
-- ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี,
-- ๔,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต
-- นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร?
มีประมาณ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี
(๕) อายุของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี มีประมาณเท่าไร?
-- คือ ๘๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี
-- ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน
-- ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี,
-- ๘,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้น นิมมานรดี
-- นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร?
มีประมาณ ๒๓๐ โกฏิ ๔ ล้านปี


รายนามผู้เยี่ยมชม : ต้นฝ้าย

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "แสงประภัสสร"
..
หน้า: 1 ... 33 34 [35]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.384 วินาที กับ 112 คำสั่ง
กำลังโหลด...