Username:

Password:


  • บ้านกลอนน้อยฯ
  • ช่วยเหลือ
  • ค้นหา
  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
บ้านกลอนน้อย - กลอนสบายๆ สไตล์ลิตเติลเกิร์ล >> คำประพันธ์ แยกตามประเภท >> นิยาย-เรื่องสั้น-บทความ-ความเรียง-เรื่องเล่าทั่วไป >> เวลาของชีวิต - โสภณ ศุภมั่งมี
หน้า: [1]   ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เวลาของชีวิต - โสภณ ศุภมั่งมี  (อ่าน 21 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กรกช
ที่ปรึกษาเว็บ
****

จำนวนผู้เยี่ยมชม:25730
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID Number: 68
จำนวนกระทู้: 1909


แม้มิเคยพบหน้า เชื่อเถอะว่า ที่นี่มีรัก


| |
เวลาของชีวิต - โสภณ ศุภมั่งมี
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:30:19 PM »
บ้านกลอนน้อยฯบ้านกลอนน้อยฯ

Permalink: เวลาของชีวิต - โสภณ ศุภมั่งมี





เมื่อวานมีสองเรื่องเกิดขึ้น เป็นเรื่องของชีวิตทั้งคู่ แต่เป็นสองเรื่องของชีวิตที่อยู่คนละขั้ว
.
ตอนเช้าเพื่อนคนหนึ่งทักมาบอกข่าวดีว่าภรรยาของเขากำลังจะมีลูกคนที่สอง ผมแสดงความยินดีกับเขาและยังจำความรู้สึกตอนอ่านข้อความนั้นได้ มันเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นของชีวิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น
.
แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง ผมก็ได้รับข่าวการจากไปของคนใกล้ตัวอีกคนหนึ่งที่จากไปอย่างกะทันหัน ในวัยที่ยังไม่มากนัก อาการใจหายวูบลงไปตาตุ่มนี่ทำให้รู้สึกโหวงในอกไปพักใหญ่เลย
.
ชีวิตหนึ่งกำลังจะเดินเข้ามา อีกชีวิตหนึ่งเพิ่งเดินทางออกไป
.
ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นในวันธรรมดาวันเดียวกัน ราวกับใครบางคนตั้งใจวางมันไว้ข้างกันเพื่อให้ผมได้มองเห็นทั้งสองด้านของเหรียญพร้อมกัน
.
เรารู้กันอยู่แล้วว่าจุดจบของชีวิตจะมาถึงเราทุกคนในสักวันหนึ่ง แต่พอมันเกิดขึ้นจริงกับคนที่อยู่ใกล้ตัว ความรู้ที่เคยมีอยู่ในหัวก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย มันยังใจหายอยู่ดี ชีวิตของเราเปราะบางกว่าที่เราชอบนึกถึงมาก และความจริงที่ยากที่สุดข้อหนึ่งคือ เราไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่
.
เข้าใจว่ามันจะเกิด ไม่ได้หมายถึงเราพร้อมเมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริงๆ
.
เพื่อนคนหนึ่งเคยเล่าภาพเปรียบที่ผมไม่เคยลืม เขาบอกว่าพระเจ้าสร้างเรามาบนโลกใบนี้เหมือนรถยนต์คันหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่พระองค์ไม่ได้บอกเรา นั่นคือแต่ละคนมีน้ำมันเหลืออยู่ในถังเท่าไหร่ เราต่างขับรถของตัวเองออกไปข้างหน้าทุกวันโดยไม่รู้ว่าเข็มจะตกถึงขีดแดงตอนไหน บางคันวิ่งได้ยาวนาน บางคันดับลงกลางทางโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
.
ในวันที่มีถังน้ำมันใบใหม่กำลังถูกเติมให้เต็มเพื่อพร้อมออกเดินทาง ก็มีอีกใบหนึ่งที่น้ำมันหมดลงอย่างเงียบ ๆ
.
มันทำให้เห็นว่าชีวิตช่างเปราะบางและแสนสั้นเหลือเกิน
.
"ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ถึงอายุแปดสิบปี คุณจะมีเวลาอยู่บนโลกนี้ราวสี่พันสัปดาห์เท่านั้น"
.
โอลิเวอร์ เบิร์กแมน (Oliver Burkeman) นำความความสั้นของชีวิตมาแปลงเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ในหนังสือ Four Thousand Weeks
.
สี่พันสัปดาห์ ฟังเผิน ๆ เหมือนเยอะ แต่พอเอาไปเทียบกับสิ่งที่เราอยากทำทั้งหมดในชีวิต มันกลับน้อยจนน่าตกใจ และอย่าลืมนะว่านั่นคือกรณีที่เราโชคดีพอจะมีชีวิตอยู่ถึงแปดสิบ ในขณะที่สุขภาพยังแข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่อยากทำด้วย
.
คนใกล้ตัวของผมที่เพิ่งจากไปไม่ได้มีครบสี่พันสัปดาห์ด้วยซ้ำ ถังน้ำมันของเขาหมดลงก่อนที่ใครจะคาดคิด
.
สิ่งที่เบิร์กแมนชี้ให้เห็นต่อจากนั้นน่าสนใจมาก เขาบอกว่าเมื่อเรารู้ว่าเวลามีน้อย ปฏิกิริยาแรกของคนส่วนใหญ่คือพยายามอัดให้ได้มากที่สุด เราหาวิธีทำงานให้เร็วขึ้น จัดตารางให้แน่นขึ้น ไล่ตามรายการสิ่งที่ต้องทำที่ยาวไม่มีวันจบ เราเชื่อว่าถ้าขยันมากพอ สักวันเราจะจัดการทุกอย่างได้หมดแล้วค่อยมีความสุข
.
แต่ตรงนี้แหละคือกับดัก เพราะวันที่เราจัดการทุกอย่างได้หมดนั้นไม่มีวันมาถึงครับ
.
ยิ่งเราทำเสร็จเร็วเท่าไหร่ งานใหม่ก็ยิ่งไหลเข้ามาแทนที่เร็วเท่านั้น ยิ่งพยายามควบคุมเวลาให้อยู่หมัด เรากลับยิ่งรู้สึกว่าชีวิตเร่งรีบกว่าเดิม เรากลายเป็นคนที่ติดเครื่องรถทิ้งไว้ตลอดเวลา เผาผลาญน้ำมันไปกับการเร่งเครื่องอยู่กับที่ โดยไม่เคยหยุดถามว่าจริง ๆ แล้วเราอยากขับไปไหนกันแน่
.
แต่ผมว่าเหตุผลที่ทำให้ผมชอบหนังสือเล่มนี้คือการพลิกมุมมองของเบิร์กแมนที่ชวนให้เรามองความจำกัดของเวลาเสียใหม่ แทนที่จะเห็นมันเป็นปัญหาที่ต้องกำจัดให้พ้นทาง เขาเสนอว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายตั้งแต่ต้น
.
ลองคิดดูว่าถ้าเรามีเวลาไม่จำกัด มีสัปดาห์ให้ใช้ได้ไม่รู้จบ การเลือกทำอะไรสักอย่างก็จะไม่มีน้ำหนักอะไรเลย เพราะทุกสิ่งที่เราเลื่อนออกไป เราก็ยังทำได้อยู่ดีในอนาคตที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด ความหมายของการเลือกเกิดขึ้นได้ก็เพราะเวลามีจำกัดนี่เอง ทุกครั้งที่เราหยิบสัปดาห์หนึ่งไปใช้กับสิ่งหนึ่ง เรากำลังบอกลาสิ่งอื่นอีกนับไม่ถ้วนไปพร้อมกัน และการบอกลานั้นเองที่ทำให้สิ่งที่เราเลือกมีค่าขึ้นมา
.
น้ำมันที่มีอยู่อย่างจำกัดในถังคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เราต้องคิดให้ดีว่าจะขับไปทางไหน
.
ถ้าเติมได้ไม่อั้น เราคงขับวนไปเรื่อยโดยไม่ต้องเลือกปลายทางใดเลย
.
เมื่อมองแบบนี้ คำถามสำคัญก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราถามว่าจะทำยังไงให้อัดทุกอย่างลงในชีวิตได้หมด กลายเป็นคำถามที่ตรงและสำคัญกว่าว่า มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นแหละที่สมควรได้รับเวลาสัปดาห์อันมีค่าของเราจริง ๆ ถูกไหม?
.
เบิร์กแมนบอกว่าการยอมรับว่าเราจะพลาดเรื่องส่วนใหญ่ในโลกนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น (เพราะยังไงเราก็มีเวลาไม่มากพอ) แท้จริงแล้วคืออิสรภาพอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเราเลิกพยายามไขว่คว้าทุกอย่าง เราถึงจะมีพื้นที่พอจะอยู่กับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างเต็มหัวใจ
.
ผมกลับมานึกถึงสองเรื่องของเมื่อวานอีกครั้ง เด็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกคนนั้นกำลังจะได้รับถังน้ำมันใบใหม่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเต็มแค่ไหน ส่วนคนที่เพิ่งจากไปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเข็มน้ำมันตกถึงขีดแดงได้เร็วกว่าที่เราคาดเสมอ และระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดนั้น เราทุกคนที่กำลังขับรถของตัวเองอยู่ โดยไม่มีใครได้เห็นมาตรวัดของตัวเอง
.
ความจริงข้อนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรากลัวหรือรีบเร่งทำทุกอย่างเพราะความกลัว มันมีไว้เตือนเราต่างหากว่า ในเมื่อเราเติมน้ำมันเพิ่มไม่ได้ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหลืออีกเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่อยู่ในมือเราจริง ๆ ก็คือการเลือกว่าจะขับสัปดาห์ที่เหลืออยู่นี้ไปทางไหน และจะขับมันไปกับใคร
.
สี่พันสัปดาห์อาจเป็นตัวเลขที่เราไม่มีทางไปถึง หรืออาจมากกว่าที่เราจะได้จริง แต่ไม่ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเหลือเท่าไหร่ สัปดาห์ที่สำคัญที่สุดก็คือสัปดาห์นี้ และวันที่สำคัญที่สุดก็คือวันนี้ วันที่เรายังมีน้ำมันพอจะออกรถ และยังมีคนให้เราขับไปหาได้
.
"ชีวิตของเรานั้น ด้วยความที่มันมีจุดสิ้นสุด” เบิร์กแมนอธิบาย “ย่อมเต็มไปด้วยกิจกรรมที่เรากำลังทำมันเป็นครั้งสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับที่จะต้องมีครั้งสุดท้ายที่ผมได้อุ้มลูกชายขึ้นมา ความคิดนี้ทำให้ผมขนลุก แต่ก็ยากจะปฏิเสธ เพราะผมคงไม่ได้อุ้มเขาอีกแล้วตอนที่เขาอายุสามสิบ และก็จะต้องมีครั้งสุดท้ายที่คุณได้กลับไปเยือนบ้านในวัยเด็ก ได้ลงเล่นน้ำทะเล ได้ร่วมรัก หรือได้พูดคุยอย่างลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่โดยมากแล้ว ในวินาทีนั้นเองเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเรากำลังทำมันเป็นครั้งสุดท้าย […] ด้วยเหตุนี้เราจึงควรปฏิบัติต่อทุกประสบการณ์เหล่านี้ด้วยความเคารพแบบเดียวกับที่เราจะมอบให้ หากรู้ว่านี่คือครั้งสุดท้ายของมัน และในความหมายหนึ่ง ทุกขณะของชีวิตก็คือครั้งสุดท้ายอยู่แล้ว เมื่อมันมาถึงแล้ว คุณจะไม่มีวันได้มันกลับมาอีก และเมื่อมันผ่านพ้นไป จำนวนขณะที่คุณยังเหลืออยู่ก็จะน้อยลงกว่าเดิมไปอีกหนึ่ง การปฏิบัติต่อทุกขณะเหล่านี้ราวกับเป็นเพียงก้อนหินให้เหยียบข้ามไปสู่ขณะใดขณะหนึ่งในอนาคต คือการแสดงออกถึงความไม่รับรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของเราในระดับที่น่าตกตะลึง และคงจะน่าตกตะลึงจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะว่าเราทุกคนต่างก็ทำแบบนี้กันอยู่ตลอดเวลา"
.
- โสภณ ศุภมั่งมี




รายนามผู้เยี่ยมชม : ขวัญฤทัย (กุ้งนา)

บันทึกการเข้า

..
สารบัญบทกลอน  "กรกช"
..

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder
| Sitemap
NT Sun by Nati
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.439 วินาที กับ 22 คำสั่ง
กำลังโหลด...